WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 13, 2008

คตส.แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม 6 ราย กรณีรถ-เรือดับเพลิง กทม.

คตส. 12 มี.ค. - คตส.มีมติแจ้งข้อกล่าวหากับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. และคุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัด กทม. ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กทม.

นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. แถลงถึงผลการประชุม คตส.นัดพิเศษ กรณีจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม. โดยมีมติแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 6 ราย คือ บริษัทสไตล์เออร์ฯ คู่สัญญา นายแม็ค มาริโอ ไมเนอร์ ผู้แทนบริษัทสไตล์เออร์ฯ นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายราเชนทร์ พจนสุนทร อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในความผิดข้อหาฮั้วประมูล นอกจากนี้ยังมีชื่อของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร รวมอยู่ด้วย ในความผิดข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ด้านนายบรรเจิด สิงคะเนติ อนุกรรมการไต่สวนรถและเรือดับเพลิง กทม. ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในที่ประชุมยังมีมติให้บันทึกข้อตกลงเอโอยูเป็นโมฆะ เพราะถือว่าทำไปอย่างฉ้อฉล ไม่ได้กำหนดการทำสัญญาการค้าต่างตอบแทนร้อยละร้อย ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรียตามข้อตกลง ซึ่งส่งผลให้สัญญาซื้อขายรถ-เรือดับเพลิงเป็นโมฆะไปด้วย ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาสามารถร้องคัดค้านอนุกรรมการไต่สวนฯ ได้ภายใน 7 วัน และใช้สิทธิในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อ คตส.ภายใน 15 วัน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-12 22:23:15

โฆษกรัฐบาลอ้างคำวินิจฉัย ป.ป.ช. ชี้ 3 รมต.ไม่ต้องยุติทำงาน

ทำเนียบฯ 12 มี.ค. - โฆษกรัฐบาลชี้ 3 รัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาคดีหวยบนดิน ไม่ต้องยุติการทำหน้าที่ อ้างคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. เมื่อเดือน มี.ค. 2545 มาเทียบเคียง เพราะไม่ได้เป็นการทำงานในตำแหน่งที่ต่อเนื่อง

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยื่นฟ้องคดีการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน และอาจทำให้รัฐมนตรี 3 คน ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ว่า จากการศึกษามติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 ซึ่งมีการพิจารณากรณี ส.ส. ที่เคยทำหน้าที่ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ถูกกล่าวหาว่าทุจริต แต่ ป.ป.ช.ที่มีนายโอภาส อรุณินท์ เป็นประธาน ได้มีคำวินิจฉัยสถานภาพว่า ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นการทำงานในตำแหน่งที่ต่อเนื่อง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อนำมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เสมือนคำพิพากษาของศาลฎีกามาเทียบเคียง ก็ให้ถือได้ว่ารัฐมนตรีทั้ง 3 คน ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ตามเดิม แม้ศาลฎีกาจะรับเรื่องไว้พิจารณาก็ตาม การจะยุติการปฏิบัติหน้าที่ต่อเมื่อศาลพิพากษาว่าผิด ดังนั้นจึงขอให้คนที่ตีความทางกฎหมายมองในทุกมาตรา โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่แต่งตั้ง คตส. อย่าหยิบยกมาตราใดมาตราหนึ่งมาทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-12 18:36:38

กกต.ถอดสลัก แค่ซื้อเวลา

“สลักการเมือง” ที่กำลังเขม็งเกลียว ถูก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื้อและซื้อเวลาออกไป สังคมไทย ก็ยังพอมีเวลา “หายใจ” ได้บ้าง อย่างน้อยก็หนึ่งสัปดาห์กว่าที่ กกต.ชุดใหญ่ จะพิจารณาคดี “ยุบ-ไม่ยุบ” พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ตามที่ คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงคดียุบพรรคฯ

ที่มี นายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธานฯ เสนอ เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมาแม้จะมีข่าว “หลุด” ออกมาว่า...คณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้มีมติเป็นเอกฉันท์ 4 : 0 ไม่ “ยุบ” ทั้ง 2 พรรคเหมือนกัน แต่ก็เป็นเพียงความเห็นของ คณะอนุกรรมการฯ ที่ไม่ใช่ความเห็นของ กกต.ชุดใหญ่เพียงแต่อดีตที่ผ่านมา กกต.ชุดใหญ่ มักจะมีความเห็นที่สอดคล้อง

ตามที่ คณะอนุกรรมการฯ ชงเรื่องมาเท่านั้นไม่เพียงคดี “ยุบ-ไม่ยุบ” พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยแต่ยังมีอีกคดีที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นก็คือ...คดีที่ นายวีระ สมความคิด และ นายศุภผล เอี่ยมเมธาวี ได้กล่าวหาพรรคพลังประชาชนเป็นตัวแทน (นอมินี) พรรคไทยรักไทยวันเดียวกัน กกต.ชุดใหญ่ เอง ได้สั่งให้ คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่มีนายไพฑูรย์ เนติโพธิ เป็นประธานฯ หาข้อมูลเพิ่มเติมใน 3 ประเด็น ประกอบด้วย

1. สอบสวน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเข้ามาจัดการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ครอบงำและสนับสนุนเงินในการจัดตั้งพรรคหรือไม่

2. ให้พิจารณาข้อบังคับ พรรคพลังประชาชน เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรค และ

3. สอบเพิ่มเติม นายวีระ และ นายศุภผล เกี่ยวกับประเด็นข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียนที่กล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาครอบงำพรรค หรือ จัดส่งผู้สมัครและสนับสนุนทางด้านการเงิน หรือไม่ การที่ กกต.ชุดใหญ่ “ขีดเส้นตาย” ให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันไม่ต่างจากการยื้อและซื้อเวลา เหมือนเช่นกรณีแรกนักประเด็นก็คือ...แม้การยื้อและซื้อเวลาออกไป จะช่วย “ลด” ดีกรีความร้อนแรงทางการเมืองลงไปได้บ้าง

แต่ถึงที่สุด...ทุกอย่างก็จะต้องกลับมายังที่เก่า สู่จุดเดิม...จุดที่สุ่มเสี่ยงต่อความแตกแยกของผู้คนในสังคมอย่างที่สุด!!!ลำพังแค่ กกต.ชุดใหญ่ มีความเห็นให้ “ยุบ” พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ก่อนจะต้องทำสำนวนส่ง...ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แนวร่วมทั้ง 2 พรรค ก็คงไม่นิ่งเฉยอย่างแน่นอนแต่จะเคลื่อนไหวอะไร? อย่างไร? นั้น

ถึงเวลาคงได้รู้กัน!!!ยิ่งหากเกิดกรณี “ยุบ” พรรคพลังประชาชน ด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเพราะ...เป็น “นอมินี” ของ พรรคไทยรักไทย หรือจากปัญหา “ใบแดง” ของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน และประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ตามแต่ผลที่เกิดขึ้นตามมา เชื่อว่า...คงจะรุนแรงยิ่งกว่ากรณี “ยุบ” พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยมากนัก!!!

กระนั้น กรณี ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อนุญาตเมื่อวันที่ 12 มี.ค. ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาฯ มูลค่า 772 ล้านบาทสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมาก ต่อการจะช่วยลด “แรงเสียดทาน” ทางการเมือง ให้บรรเทาเบาบางลงบ้างในยามนี้เหลือก็แต่อีกฟากที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรค

ไทยรักไทย รวมถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำ โดยมีกลุ่มก้อนที่สำคัญก็คือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อระ
ชาธิปไตย นำโดย “5 แกนหลัก” คนสำคัญอย่าง..นายสนธิ ลิ้มทองกุลพล.ต.จำลอง ศรีเมืองนายสมศักดิ์ โกศัยสุขนายพิภพ ธงไชยและ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์รวมถึง นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานสุดท้าย...หากคนกลุ่มนี้ยังยืนยันจะ ลุยศึกขั้นแตกหัก เช่นที่ “บางกอกทูเดย์” ฉบับวานนี้เขียนถึงล่ะก็

การซื้อและยื้อเวลาของ กกต. ก็จะไร้ผลทันที!!!แค่ กกต. คงไม่มีทางเลือกอื่น!การเผชิญหน้าระหว่าง “สองปีก” คือ ปีกพันธมิตรฯ ที่มีแกนนำอยู่ 5 คน และมี สุริยะใส กตะศิลา เป็นผู้ประสานงาน กับอีกฝ่าย คือ ฝ่าย “สมัคร-ทักษิณ”แม้ 2 คนนี้จะไม่เคยออกมามีพฤติกรรมอะไรร่วมกันให้ผู้คนได้เห็น แต่ในทางลับ สมัคร สุนทรเวช กับ ทักษิณ ชินวัตร ก็จับมือกันเหนียวแน่น มีกองกำลังจากพลังมวลชนหลายกลุ่มคอยรองรับการเดินเกม

ขณะที่ อีกฝั่ง...ซึ่งเชียร์ พ.ต.ท.ทักษิณ และ อดีตพรรคไทยรักไทย รวมถึง รัฐบาลของนายสมัคร อย่างออกนอกหน้า ไม่ว่าจะเป็น...แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการกลุ่มคนขับรถแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้างรวมถึงคนระดับรากหญ้าและชนชั้นระดับล่างฯลฯซึ่งก็แน่นอนว่า ต้องมีคนในอดีตพรรคไทยรักไทย และ คนที่ชื่นชอบนายสมัครและพรรคพลังประชาชน รวมอยู่ในนั้นด้วย

การประกาศในการ “เผชิญหน้า” กันระหว่างพลังสองขั้ว มีสิทธิ์เกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตา เพราะต่างฝ่ายต่างก็ท่องคาถาบทเดียวกันตายเสียดีกว่า ถ้าคิดจะถอย!!ดังนั้น กกต. จึงมีทางเลือกอยู่เพียงทางเดียว คือ การ “ซื้อเวลา” ในการเลื่อนการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลซึ่งถูกฝ่ายที่จ้องทำลายล้างเช็กบิลออกไปก่อนแม้จะแค่ 15 วันก็ยังดี!!

เพราะถึงตอนนั้น อะไรที่มันตึงเครียดอาจจะหย่อนผ่อนคลายลงไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การยุบพรรคไทยรักไทย จากการร้องเรียนของ นายวีระ สมความคิด และ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ซึ่งถือเป็น “ศัตรูถาวร” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคพลังประชาชน ที่มี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค

โดยเงื่อนไขบางประการ ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่สามารถที่จะ “หยุด” การชุมนุมพลริมถนน แม้ว่าปัจจุบันจะไม่พร้อมเรื่องเงินและสะเบียงกรังในขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลซึ่งมี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ออกมาประกาศชัดและค่อนข้างกร้าว

จะไม่เปิดทางให้ผู้นำม็อบฝั่ง “พันธมิตรฯ” ทำผิดกฎหมายในทุกขั้นตอนโดยเด็ดขาด มท.1อย่าง “เฉลิม” ถือว่าเป็นระดับ “มือปราบ” แม้จะออกมาย้ำทำนองว่า หากพันธมิตรฯ รวมพล ก็จัดการอำนวยความสะดวกให้ ไม่ว่าจะเป็นรถสุขาหรือน้ำดื่มน้ำใช้แต่...เงื่อนไขแค่นี้ คงไม่ทำให้ฝ่ายพันธมิตรฯ เปลี่ยนใจ หรือเปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็นอย่างอื่นเพราะถึงอย่างไรเสีย...โจทย์มันก็มีเอาไว้รองรับ “คำตอบสุดท้าย” ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ “ตีกรอบ” เอาไว้อยู่แล้วพังเป็นพัง...ตายเป็นตาย!!!


ยุบ คตส.หยุดเชื้อร้ายทำลายประชาธิปไตย

ดื้อหน้าตาเฉย ขณะที่สังคมก็ก่นด่ากันทั่วแผ่นดิน เห็นๆ อยู่ว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ เห็นๆ อยู่ว่าการทำเช่นนี้จะแก้ปัญหาสังคมได้หลายเรื่อง แต่เพราะ “อัตตา” ที่สูง บวกกับ “โมหะจิต” ที่ล้นเหลือ จึงทำให้ความชั่วปิดบังนัยน์ตาได้อย่างมืดมิด และก็เป็นนัยน์ตาของคนผมสีดอกเลาถึง 11 คน ที่มานั่งรวมกันอยู่...???

ที่กล่าวมาทั้งหมด เห็นจะเป็นอื่นไกล หรือเป็นคณะบุคคลอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. จำนวน 11 คน ประกอบด้วย 1.นายนาม ยิ้มแย้ม 2.นายแก้วสรร อติโพธิ 3.นายสัก กอแสงเรือง 4.นายกล้านรงค์ จันทิก 5.คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา 6.นายจิรนิติ หะวานนท์ 7.นายบรรเจิด สิงคะเนติ 8.นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ 9.นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ 10.นายอุดม เฟื่องฟุ้ง และ 11.นายอำนวย ธันธรา

เป็นคณะบุคคลที่ถูกแต่งตั้งขึ้นจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. แล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ซึ่งก็คือ คณะนายทหารที่ใช้กำลัง อาวุธยุทโธปกรณ์ของประเทศ เข้ายึดอำนาจ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ทั้งหมดถือเป็นกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นเป็นเผด็จการ อันเป็นภัยร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตย อย่างยากจะปฏิเสธ...!!!

ดังนั้น คตส. ที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากนายทหารเผด็จการ ก็คือสมุนเผด็จการ คือคนรับใช้ของกลุ่มเผด็จการ และที่สำคัญ หัวใจของคนพวกนี้เป็นเผด็จการ

นั่นคือเรื่องจริงเรื่องแรก ที่ต้องพิจารณาถึงการเข้ามาทำหน้าที่ของ คตส. เป็นการเข้ามาทำหน้าที่อย่างไม่ชอบธรรม และมีเบื้องหลัง มีอคติอย่างท้วมท้น ที่มิอาจยอมรับได้ว่า คณะบุคคลกลุ่มนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ที่ไม่เอนเอียง และจ้องเอาผิดถ่ายเดียว

แต่เมื่อ คมช. ต้องพับบทบาทไปแล้ว ทำไม คตส. จึงยังคงหน้าด้านอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ชอบธรรมนี้อีก ตำตอบเห็นจะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจาก คตส. ยังคงจ้องทำลายล้างกระบวนการประชาธิปไตย ยังคงต้องการสร้างเรื่องให้กับรัฐบาลที่มาจากอำนาจของประชาชน ปั่นป่วน...!!!

นอกจากที่มาไม่ชอบธรรม เพราะเป็นสมุนเผด็จการที่จ้องล้มระบอบประชาธิปไตยแล้ว การดำเนินงานของ คตส. ยังส่อให้เห็นด้วยว่า “ลุแก่อำนาจ”...

เพราะหลังอัยการสูงสุดได้ตรวจสอบสำนวนหวยบนดินแล้ว เห็นว่ายังขาดความชัดเจนต่อการยื่นฟ้องร้องต่อศาล เสนอให้กลับไปสอบเพิ่มเติมถึง 5 ประเด็นหลักๆ ด้วยกัน พร้อมตั้งคณะกรรมการหารือร่วมกันก่อนดำเนินฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้

แต่ คตส. ไม่ไยดีต่อความเห็นของอัยการสูงสุดที่เป็นทนายแผ่นดิน กลับดันทุรัง พร้อมกล่าวหาว่า อัยการถูกการเมืองเข้าแทรกแซง แล้วลุแก่อำนาจ โยนเรื่องให้สภาทนายความร่างคำฟ้องยื่นต่อศาลอาญาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ โดยไม่ไยดีขั้นตอนของกฎหมาย

แถมตามติดสร้างเรื่องลดความน่าเชื่อถือรัฐบาลอย่างทันทีทันใด ด้วยการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ให้พิจารณาพักงานรัฐมนตรี 3 ท่าน ที่อยู่ในข่ายสำนวนหวยบนดินของ คตส. ทันที ทั้งที่ศาลยังไม่ได้ดำเนินการพิจารณารับหรือไม่รับฟ้อง...เลยเถิดถึงขั้นจะรีบหยิบยกสำนวนรถดับเพลิง ที่กล่าวหานายกรัฐมนตรีขึ้นมาทำอย่างเร่งด่วน ลุกลี้ลุกลน...

จึงเป็นอื่นไปไม่ได้อีก นอกจาก คตส. จงใจใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมที่ได้มาจากเผด็จการ ล้มล้างรัฐบาลของประชาชน...

จึงเป็นอีก 2 เหตุผลที่บ่งบอกได้ชัดว่า คตส. มีเบื้องหน้าเบื้องหลังในการทำหน้าที่ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม...???

และหากย้อนไปถึงที่มาของคดีหวยบนดินด้วยแล้ว ยิ่งเห็นได้ว่า คตส. กระทำการกล่าวหา เพื่อให้สิ่งที่ถูกต้องกลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยไม่นึกถึงความเดือดร้อนจากอาชญากรรมของสังคมที่เกิดขึ้นจากหวยใต้ดินแต่อย่างใดเลย

หน้าตาเฉย แม้จะรู้ดีว่าเจ้ามือหวยใต้ดินได้รับประโยชน์จากการกระทำของ คตส. อย่างมากมาย ไม่สนใจแม้การทำหน้าที่จะกลายเป็นการให้ประโยชน์กับเหล่ามิจฉาชีพ

ทั้งที่เจตนาการนำหวยใต้ดินขึ้นสู่บนดิน คือยุทธวิธีสยบกลุ่มก้อนอิทธิพลมาเฟียที่หากินอยู่กับการกระทำที่ผิดกฎหมายอื่นๆ อีกมาก ทั้งบ่อน ทั้งค้าของเถื่อน ทั้งค้ายาเสพติด ทั้งการใช้อิทธิพลมืดคุกคามประชาชน

จึงดูประหนึ่งว่า คตส. กำลังทำหน้าที่ล้างแค้นรัฐบาลในอดีต ที่เปิดนโยบายหวยบนดิน สร้างความบอบช้ำให้กับแก๊งเจ้ามือหวยใต้ดิน

ทำหน้าที่ราวกับว่ารัฐบาลและคณะรัฐมนตรีในอดีต และข้าราชการที่เกี่ยวข้องรวม 47 คน คือผู้ร้ายของสังคม ทั้งที่เหตุและผลของงานนำหวยขึ้นมาอยู่บนดิน ประจักษ์ชัดต่อสายตาของประชาชนทั้งประเทศแล้วว่า เป็นนโยบายที่ถูกต้อง

เพราะไม่เพียงจะสามารถหยุดยั้งอำนาจเถื่อนที่รังแกประชาชนมาอย่างยาวนานได้แล้ว รายได้ของหวยบนดินยังถูกนำไปใช้ในการให้การศึกษาแก่ผู้ยากไร้ และกิจการสาธารณประโยชน์อย่างท้วมท้น

นัยว่า มีเงินจากหวยบนดินขึ้นมาทำประโยชน์ได้ถึงกว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของไอเดียหวยบนดิน กล่าวว่า “เรื่องหวยเราทำเพราะเป็นเจตนาที่อยากจะเอาเงินของคนจนที่ถูกมาเฟียยึดไปมาคืนให้คนจน ในสภาพทุนการศึกษาให้ลูกหลาน แต่ว่าไอ้เงินที่มันขึ้นมาแล้ว หายไปไหน ไอ้ตรงนี้ไม่รู้เขาเรียกว่าอะไร ไม่รู้มันหายไปอยู่กระเป๋าใคร กระเป๋าพ่อค้าหวยหมด”

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจากการหยุดหวยบนดิน อานิสงส์จึงไปตกอยู่กับเจ้ามือหวยใต้ดิน บ่อน ซ่อง และแก๊งค้ายา อานิสงส์ที่เป็นเงินมากมายหลายหมื่นล้าน ที่สามารถสร้างอิทธิพลครอบงำสังคมได้อย่างสบายๆ หรือแม้กระทั่งจะทำการใดเพื่อสกัดไม่ให้หวยบนดินเกิดขึ้น

และยิ่งชัดเข้าไปอีกเมื่อ รายงานของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เปิดเผยในช่วงเดียวกันนี้ พบว่า คนไทยมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2549 โดยในไตรมาส 4 ปี 2550 เพิ่มขึ้นจาก 57,740 คดี เป็น 64,207 คดี โดยคดีสำคัญมาจากยาเสพติดที่มีการจับกุมเพิ่มขึ้นจาก 26,790 ราย เป็น 39,106 ราย หรือเพิ่มขึ้น 46% ทั้งนี้คดียาเสพติดในส่วนของผู้ที่กระทำความผิดกลุ่มเด็กและเยาวชนยังน่าเป็นห่วงเช่นกัน เนื่องจากเพิ่มขึ้นจาก 2,356 คดี เป็น 2,902 คดี หรือเพิ่มขึ้น 23.3%

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ สคช. ยังกล่าวด้วยว่า ภาพรวมของคดีในปี 2550 มีทั้งหมด 255,688 คดี เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ประมาณ 10.6% ทั้งนี้ เป็นคดียาเสพติดถึง 141,839 คดี เพิ่มจากปี 2549 ที่มี 110,904 คดี หรือเพิ่มขึ้น 27.9% นอกจากนี้ ผลการศึกษาของ สศช. ยังพบว่าจำนวนเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีในสถานพินิจทั่วประเทศ เพิ่มจาก 36,080 คดี ในปี 2548 เป็น 51,218 คดี ในปี 2550

สำหรับสาเหตุที่อัตราความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินคนไทยลดลง นายอำพนระบุชัดว่า ส่วนหนึ่งมาจากหวยกลับลงไปอยู่ใต้ดิน เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการซื้อขายหวยอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมอื่นๆ อีกมากมาย โดยจะเห็นว่าตั้งแต่ที่รัฐบาลประกาศเลิกหวยบนดิน ปรากฏว่าตัวเลขคดียาเสพติดและการจับกุมเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นตลอด ดังนั้น ควรนำหวยใต้ดินกลับขึ้นมาไว้บนดินให้ถูกต้อง

จึงขอว่าอย่ามองแต่เรื่องหวยเพียงด้านเดียว ว่าเป็นการมอมเมาหรืองมงาย เพราะถ้าเทียบจำนวนตัวเลขอาชญากรรมต่างๆ ในช่วงที่มีหวยบนดิน จะเห็นว่ามันลดลงมาก และเงินที่ได้มาแล้วเอาไปส่งเด็กเรียนต่างประเทศก็ไม่ใช่การกระทำที่ทำให้งมงาย เลขาธิการ สศช. กล่าวให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อทุกกรณีได้บ่งชี้ชัดแล้วว่า คตส. กระทำการโดยขาดหลักของการให้ความยุติธรรม จึงไม่สมควรทำหน้าที่กล่าวหา หรือสอบสวนใครต่อไปทั้งสิ้น...

ถึงเวลาแล้วกระมัง ที่ต้องใช้อำนาจของประชาชนยุบคณะบุคคล คตส. ได้แล้ว อย่าปล่อยให้เหิมเกริม ใช้อำนาจของเผด็จการ ประหนึ่งเป็นกฎหมายโจร มาทำลายกระบวนการประชาธิปไตยที่เป็นอำนาจของประชาชนต่อไปเลย...!!!


“คตส.” จะ “ฮาราคีรี” ตัวเอง

ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 : การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ข้อ 9 ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบมีมติว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือบุคคลใด กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกติ ให้ส่งรายงาน เอกสาร หลักฐาน พร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงสุดดำเนินการต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 โดยให้ถือว่ามติของคณะกรรมการตรวจสอบเป็นมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีความเห็นแตกต่าง แต่คณะกรรมการตรวจสอบมีความเห็นยืนยันความเห็นเดิม ให้คณะกรรมการตรวจสอบมีอำนาจดำเนินการให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลที่เขตอำนาจพิจารณาคดี แล้วแต่กรณี

ที่จริงไม่อยากจะหยิบยกกฎหมายโจรปล้นประชาธิปไตยมาอ้าง เพราะมันไม่มีสภาพใช้บังคับ แต่กำลังชี้ให้เห็นว่า คตส. กำลังหยิบมีดมาเสียบพุง แดดิ้นตาย! ด้วยน้ำมือตัวเอง เพราะ คตส. เป็นผลผลิตจากกระบวนการโจรปล้นประชาธิปไตย ที่ทำคลอดออกมาแบบไม่สมประกอบนี้

การพิจารณาส่งฟ้องกรณี “หวยบนดิน” เป็นที่ฮือฮา สื่อบางสำนักพาดหัวราวกับว่าเป็นผู้พิพากษาตัดสินความให้ผู้ถูกกล่าวหาไปเรียบร้อย ตั้งแต่ยังไม่พิจารณาเรื่อง จนมาถึงวันนี้พฤติกรรมไม่เปลี่ยนแปลง หลับหูหลับตา เชลียร์คณะปฏิวัติรัฐประหารเช้ายันค่ำ จงใจสร้างกระแสให้สังคมเข้าใจผิดๆ ไป มีความจงใจที่จะปิดข่าวบางด้าน เพื่อผลให้เกิดอีกบางด้าน ไล่ตั้งแต่ระดับนักข่าวและหัวหน้าข่าว ทำตัวเป็นผู้ตัดสินกันหมด

ทั้งที่เรื่องยังไม่ใช่กระบวนการที่จะส่งฟ้องได้เลย คตส. ส่งเรื่องนี้ไปให้อัยการ อัยการสูงสุดท่านยังไม่มีมติใดๆ ออกมา เพียงแต่ว่าให้ไปสอบเพิ่มเติมในบางประเด็น ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบการตั้งคณะทำงานร่วมกัน แต่ทาง คตส. กลับไม่ยอม และมีมติว่าจะนำเรื่องไปฟ้องร้องศาลกันเอง

อยากถามความรู้สึกชาวบ้านร้านตลาดว่า คตส. มีพฤติกรรมในการสอบสวนเอนเอียงอย่างชัดแจ้ง เลือกเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร แม้แต่กรณีรถและเรือดับเพลิง กทม. ก็ไม่มีชื่อ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เข้ามาเป็นผู้ทำให้รัฐเสียหาย

มันดูจงใจอย่างไรชอบกลไหมล่ะท่านพี่น้องประชาชน?
มากรณีหวยบนดิน คตส. จะฟ้องเองได้หรือไม่ เป็นคำถามที่คาใจคนทั้งบ้านทั้งเมือง ในเมื่อ อัยการสูงสุด ในฐานะทนายแผ่นดิน บอกว่า ยังไม่มีมติเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง อยากจะให้ไปทำสำนวนให้รัดกุมรอบคอบกว่านี้ เอาเงินขายหวยไปทำประโยชน์ให้สถาบันการศึกษา ทำประโยชน์ให้กับคนในชาติบ้านเมือง
หาก คตส. ไม่ต้องฟังอัยการได้จริงๆ
ในประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 จะมีการเขียนให้นำสำนวนไปให้อัยการสูงสุดไว้ทำไม
อัยการสูงสุด ในสายตา คตส. กลายเป็นอะไรกันแน่
บ้านเมืองเรามีความลักลั่นได้ขนาดนี้เลยหรือ
ถ้าอย่างนั้นขอเสนอให้มีการตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการปฏิวัติรัฐประหารที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย สักคณะได้หรือไม่ ขอใช้มาตรฐาน บรรทัดฐานเดียวกันกับ คตส. นี่แหละ
รับรอง ได้คนขึ้นเขียงเยอะแยะทีเดียว
ประเด็นอยู่ที่ความสมบูรณ์ของการฟ้องร้องในครั้งนี้ก็ดูจะเป็นปัญหาเสียแล้ว มินับรวมการนำเงินหวยไปให้ทุนการศึกษา ซึ่งทุกประเทศทั่วโลกเขาทำกันนั้น มันจะผิดอย่างไร ก็ยังยากจะอธิบายให้เข้าใจ แล้วถ้าผิดมันก็ผิดที่นโยบาย คนที่เป็นรัฐมนตรี คนที่เป็นปลัดกระทรวง คนที่เป็นอธิบดี มันจะผิดอะไรด้วยยังมองไม่ออก แล้วยิ่งมองไม่ออกใหญ่ว่า เมื่อผิดด้านนโยบายมันไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบทางการเมืองหรือ มันไม่ใช่เอาเงิน “เข้าพก เข้าห่อ” แบบที่ไปจ้างบริษัทที่เช่าบ้านตัวเองมาทำการอบรมสัมมนาในสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเสียหน่อย อันนั้นแหละน่าจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน

หากศาลเห็นคนละด้านกับ คตส. แล้ว ไม่เท่ากับว่า คตส. จะต้องแสดงความรับผิดชอบกันทั้งคณะเลยหรือ หากไม่ยอมรับผิดชอบ คงไม่พ้นที่ประชาชนจะต้องออกมาขับไล่ไสส่งไปลงนรกซะเถิด
นี่ไงที่ว่า คตส. กำลัง “ฮาราคีรี” ตัวเอง


กระชากหน้ากาก! อีแอบเบื้องหลังการชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภา

หลายคนขนานนามว่า สว.ปัจจุบันเป็นสว.ผสมพันธ์ ระหว่าง พวกลากตั้ง กับเลือกตั้ง อันเป็นผลพวงมาจากรัฐธรรมนูญฉบับ “ลูกป๋าคาบไปป์” ที่พ่นพิษจนทำให้เกิดลูกผสมสว.แบบอิหลัก อิเหลื่อหัวใจคนในเวลานี้เป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ประชาชนแบบเราๆท่านๆ ก็มีสว.ครบจำนวน 150 คนโดยสมบูรณ์แล้ว ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกเพื่อเลือกประธานวุฒิสภาในวันที่ 14 มีนาคม ที่จะถึงนี้

รายงานจากภาคสนาม พากันเสนอข่าวบรรยากาศ การเคลื่อนไหวของบรรดาสว.ที่มาจากหลายก๊ก หลายกลุ่ม หลายมุ้ง ว่าช่วงนี้เป็นช่วงล๊อบบี้ให้พรรคให้พวกของตัวเองได้เป็นประธานวุฒิสภากันฝุ่นตลบ

ท่ามกลางการเสนอข่าวความเคลื่อนไหว สื่อมวลชนส่วนใหญ่พากันพุ่งเป้า มุ่งประเด็นไปที่ ความเกี่ยวโยงและความสัมพันธ์ของกลุ่มการเมืองกับสว. โดยยกชื่อของ “นายเนวิน ชิดชอบ” อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย ว่าให้การสนับสนุนส.ว.เลือกตั้งบางคนเป็นวุฒิสภาสอดคล้องกับการพร่ำบ่นของสว.บางกลุ่มที่กำลังเคลื่อนไหวในหน้าข่าวว่า “ประธานสว.ต้องเป็นกลางทางการเมือง”ของกลุ่ม สว.49 นำโดยนายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สว.นครศรีธรรมราช มีมติไม่สนับสนุนนายทวีศักดิ์ คิดบรรจง สว.บุรีรัมย์ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับนายเนวิน ชิดชอบ เป็นประธานวุฒิสภา(ตามข่าว)

นี่เป็นการกล่าวหาเพียงด้านเดียวว่า อำนาจที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการสนับสนุนสว.ให้เป็นประธานวุฒิสภานั้น คือพวกไทยรักไทยเดิม เท่านั้น! ใช่หรือไม่

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ และสื่อมวลชนที่ชี้นำประเด็นนี้เคยตั้งคำถามและตรวจสอบ บรรดาว่าที่สว.ผู้จะลงสนามแข่งขันตำแหน่งประธานวุฒิสภาทั้งหมดด้วยหรือไม่ อย่างไร

เพราะอย่าลืมว่า สว.ปัจจุบันเป็นสว.พันธุ์ผสม ระหว่าง การเลือกตั้งและการลากตั้งด้วยจำนวน 70 คน ต่อ 74 คน ที่มีนักวิชาการทางด้านกฎหมายน้ำดีออกโรงเตือนตั้งแต่ช่วงออกแบบรัฐธรรมนูญแล้วว่า สว.ลากตั้งอาจจะกลายเป็นที่ซ่องสุมของสมุนเผด็จการที่ค้ำจุนระบอบอำมาตยาธิปไตย กลายเป็นการวางยาทางการเมืองของพวกเผด็จการต่อรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ใครเป็นอีแอบเบื้องหลังการชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภา?

มีข้อสังเกตุหลายอย่างบ่งชี้ไว้ว่า หลายต่อหลายคนในบรรดาแคนดิแดทประธานวุฒิสภา มีสายใยเชื่อมโยงกับอำนาจนอกระบบคอยสนับสนุนอาทิเช่น

-อำนาจทหาร อดีตบิ๊กคมช. ว่ากันว่า ให้การสนับสนุน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก โดยเสนอสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เสนอชื่อให้มาเป็นสว. พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช กล่าวถึงตัวเองว่าจะได้รับการเลือกให้เป็นประธานด้วยการสนับสนุนจาก ส.ว.สายทหารที่มาจากสรรหาและเลือกตั้งรวม 11 คน
หลายคนตั้งข้อสังเกตุถึงความใกล้ชิดและสนิทสนมกับ พลเอก วินัย ภัททิยกุลอดีต เลขาธิการคมช. และปลัดกระทรวงกลาโหม และวิเคราะห์กันว่า หากพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ได้เป็นประธานส.ว.แล้ว คงไม่พ้นถูกมองว่า เป็นนอมินีของทหารฝั่งคมช.ที่วางยาไว้เพื่อขัดขวางการทำงานของรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งของประชาชนใช่หรือไม่ ?

-อำนาจตุลาการภิวัฒน์ (วิบัติ) ที่ถูกประชาชนตั้งข้อสงสัยประนามกันทั่วบ้านทั่วเมือง หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่กระบวนการยุติธรรม และองค์คณะที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความยุติธรรม ต่างยินยอมพร้อมใจกันมาเป็น “เครื่องมือ” ให้คมช. ยอมรับและสนับสนุนการทำรัฐประหาร และเข้าไปมีตำแหน่งแห่งที่ในองค์กรที่คมช.ตั้งขึ้นอย่างไม่นึกถึงหลักความเป็นกลางและหลักความสุจริต เที่ยงธรรมแต่อย่างใด
หลายคนเรียกร้องให้ผู้ทำหน้าที่พิจารณาคดีความต่าง ไม่ให้มายุ่งหรือเล่นการเมือง แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังออกแบบให้ 7 อรหันต์ แต่งตั้งสว.มาจนได้ เช่น สว.แต่งตั้งสายศาลอย่าง นายประสพสุข บุญเดช ที่ว่ากันว่ากลุ่มเอ็นจีโอ และนักวิชาการฝากฝั่งพันธมิตร และสื่อลิ่วล้อเผด็จการ คอยเป็นแรงใจส่งเสียงเชียร์อย่างเต็มที่ ทั้งยังมีแรงหนุนเป็นนัยยะจากการให้สัมภาษณ์ของคุณหญิงเป็ด ในทำนองที่ว่าเหมาะสมดี แหมใครจะไปกล้าพูดว่าไม่เหมาะ เพราะคุณหญิงเป็นหนึ่งใน 7 อรหันต์ที่เลือกมา แทนที่จะเป็นคนไทยทั้งประเทศ
อย่างนี้ไม่ตั้งข้อสังเกตุว่าเป็นสว.สายศาลก็ดูจะกระไรอยู่ ?
สุดท้ายไปดูกันที่สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่าบรรดาสื่อ และส.ว.ที่มีอยู่หลายก๊กนั้น แม้ว่าจะออกมาแทงกั๊กว่าจะไม่เลือกส.ว.วสายลากตั้งมาเป็นประธานวุฒิสภา และออกมากล่าวว่าจะไม่เอาส.ว.เลือกตั้งที่อ้างว่าได้รับการสนับสนุนจากอดีตนักการเมืองไทยรักไทย
แปลกแต่จริง ท่าทีของส.ว.กลุ่มนี้กลับไปเลือกสนับสนุนส.ว.เลือกตั้งอย่าง พล.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์ ส.ว.สุราษฎร์ธานี ที่ว่ากันว่าแจ้งเกิดได้เพราะแรงใจ แรงสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่เป็นป๋าดันอย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ที่กล่าวมาทั้งหมดก็คือ ข้อกล่าวหาที่ว่าการเมืองเข้าไปแทรกแซงการเลือกประธานวุฒิสภานั้น
หากเป็นจริงตามข้อสังเกตุที่รายงานมาข้างต้น อำนาจการเมืองที่สื่อและส.ว.ที่อ้างว่าตัวเองเป็นน้ำดีนั้น ต้องไม่ดัดจริตว่าเป็นอำนาจที่ข้องเกี่ยวกับกลุ่มการเมืองที่ตัวเองรังเกียจเท่านั้น
แต่ต้องมองให้รอบด้าน เลิกดัดจริต ด้วยการยอมรับความจริงที่ว่า อำนาจที่ร้ายกาจที่สุดที่เขามาแทรกแซงการเมืองของประชาชนก็คือ อำนาจนอกระบบ ที่เป็นเชื้อชั่วเผด็จการไม่ยอมตายที่แฝงมากับรัฐธรรมนูญฉบับปิศาจ ลูกป๋า คาบไปป์นี่เอง !


สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ หนังสือพิมพ์ทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ประกาศเป็นศัตรูกับทุกคนที่กำลังสร้างสถานการณ์กวักมือเรียกหาเผด็จการ ฉบับวันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2551

00 วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีคิวขึ้นศาลคดีที่ดินถนนรัชดาฯ ขณะที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดสุมเศียรผลิตคำพูดให้สื่อนำไปพาดหัวข่าว และ ช่วยกันคิดค้นมุกใหม่ เพื่อแสดงหน้าจอทีวี เหมือนกับที่ตลกคาเฟ่คิดกันก่อนขึ้นเวที

00 เห็นอาการลุกลี้ลุกลน ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ที่เข็นสำนวนสอบสวนคดีหวยบนดิน ขึ้นรถเพื่อให้ทนายฟ้องคณะรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเจ้าหน้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รวม 47 คน หลังจากที่อัยการสูงสุดตีกลับสำนวน ให้สอบสวนเพิ่มเติม แทนที่จะดำเนินการตามทนายแผ่นดิน ซึ่งมีอำนาจในการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

00 ไม่ว่าใครก็ต้อง เป็นงงกับพฤติกรรมลุกลี้ลุกลนของ คตส. เพราะอัยการสูงสุดยังไม่ได้บอกสักคำว่าไม่ส่งฟ้องคดีนี้ เพียงแต่ให้สอบสวนเพิ่มเติมถึงจะมีน้ำหนักพอจะฟ้องได้ กลับฟ้องเอง เหมือนกับมีพิรุธอะไรซ่อนอยู่ ยังไงยังงั้น จึงมีคำถามตามมา ในเมื่อไม่ให้อัยการเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้อง นำเงินจากไหนมาจ้างทนายความฟ้องร้อง เมื่อไม่กี่วัน คตส. ยังออกมาโอดโอยงบประมาณค่าใช้จ่ายหมดแล้ว ถึงขนาดจะหากล่องมาตั้งรับบริจาคไม่ใช่หรือ แล้ววันนี้ทำทีเป็นมีเงินถุงเงินถัง ไม่ใช้บริการของทนายแผ่นดินฟ้องร้องผู้ถูกกล่าวหาคดีที่ตั้งธงไว้

00 ในการขนสำนวนขึ้นรถเพื่อไป ฟ้องเอง เออเอง ศาลยังไม่รับฟ้อง และยังไม่รู้ว่า คตส. มีสิทธิ์ฟ้องได้หรือไม่ กลับทำเป็นรุกคืบให้ดูสมเหตุสมผล สมจริงสมจัง ทำหนังสือถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้พักงานรัฐมนตรี 3 คน ที่ร่วมรัฐบาล ซึ่งเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีที่ถูกฟ้อง คือ เลี้ยบกิมฮวง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน และ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม

00 ใช่...ในคำสั่งของเผด็จการและธรรมนูญชั่วคราวที่เขียนกันขึ้นมา ได้ใช้ช่องโหว่ของคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ที่ไม่มีอำนาจในการฟ้องร้องยึดทรัพย์ของนักการเมือง ทำให้ทุกคนหลุดพ้นคดี มาครั้งนี้จึงเขียนกฎหมายอัดช่องโหว่ไว้ หวังจะมัดอดีตนายกฯ ทักษิณให้ดิ้นไม่หลุด

00 แต่...ช้า...แต่ เอกฉัตร เป็นลูกศิษย์ต้องเชื่ออาจารย์ อ.ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายของรัฐบาล ที่ว่า หากศาลรับฟ้อง รัฐมนตรีทั้ง 3 คน ไม่ต้องพักงาน เพราะ คตส. ไม่ได้ฟ้องรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล แต่เป็นการฟ้องคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ และคณะรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นจากหน้าที่ไปแล้ว ขณะนี้มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รัฐมนตรีทั้ง 3 คน จึงไม่ต้องพักงาน น่าฟัง น่าคิด มีเหตุผล แต่ต้องบอกว่า โปรดฟังอีกครั้งว่า หากศาลรับฟ้อง แต่วันนี้สำนวนยังอยู่ในลังกระดาษ

00 แต่เพื่อให้รัฐบาลอุ่นใจ ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง ในการทำงานแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ และให้ความมั่นใจกับนักลงทุนต่างชาติ เพราะ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ก็มีคดีรถดับเพลิงที่ถูกตั้งธงไว้ จะต้องมัดให้ดิ้นไม่หลุด ตัดสินใจออกพระราชกำหนดล้มประกาศของเผด็จการให้สิ้นซาก เพราะวันนี้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดอยู่แล้ว กากเดนของเผด็จการก็ไม่ควรเก็บไว้ให้รกหูรกตา สร้างปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน

00 มีอำนาจอยู่ในมือก็ต้องใช้อำนาจให้เป็นอย่างถูกต้องชอบธรรม คนละอย่างกับการเหลิงอำนาจ หาก นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ยังเงื้อง่าราคาแพง เอกฉัตร หวั่นใจว่า จะสะดุดสักวัน เชื่อเหอะ วันนี้สำหรับฝ่ายที่มองภาพรัฐบาลติดลบมาตั้งแต่วันตั้งพรรค ทำหรือไม่ทำมีค่าเท่ากัน ไม่ต้องดูอื่นไกล แค่ย้ายข้าราชการ 4 คน ก็จะเป็นจะตาย ดิ้นกันเหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า

00 ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้ว่า บรรดาท่านผู้เฒ่าเพราะอยู่นาน แต่ละคนมีดีกรีต่อท้ายยาวเฟื้อย แทนที่จะอ้างกฎหมายที่ถูกต้องชอบธรรมในการพิจารณาตัดสินใจในการทำงาน กลับอ้างคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่เรียกกันว่า เผด็จการ ซึ่งคนไทยรับรู้กันแล้วว่า 1 ปี 5 เดือนที่เข้ามายึดอำนาจการปกครอง สร้างความเสียหายมากมายมหาศาลให้กับประเทศไทย จนมีการเรียกขานกันบนเวทีสัมมนาว่า พวกโจรปล้นประชาธิปไตย แต่บรรดาท่านผู้เฒ่าเพราะอยู่นาน กลับยึดมั่นถือมั่นในกฎหมายของโจรปล้นประชาธิปไตย ใช้เป็นอาวุธในการทำลายล้างอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะใจอคติ เวรกรรมจริงโว้ยประเทศไทย

00 ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องที่คนไทยควรจะภาคภูมิใจ เมื่อเอเอฟพีรายงานผลการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ (เพิร์ค) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ฮ่องกง เผยแพร่กรณีที่มีการสำรวจนักธุรกิจต่างชาติ 1,400 คน ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เกี่ยวกับภาวะคอร์รัปชั่นใน 13 ประเทศเอเชีย ยกเว้นพม่ากับบังกลาเทศ ปรากฏว่า ประเทศไทยติดอันดับสอง แพ้แชมป์ฟิลิปปินส์ไปเฉียดฉิว โดยผลสำรวจระบุว่า การรัฐประหารในประเทศไทยที่ผ่านมา เป็นความล้มเหลวในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ดีที่ไม่ตีแสกหน้าว่า คอร์รัปชั่นหนักกว่าเดิม

00 คงจะประเมินว่า นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีสาธารณสุข คงสู้กับศึกหมอชนบทได้ไม่นาน กระมัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำเหมือนจะแลกเก้าอี้กัน ถึงออกมาทักทายฮุกขวาเข้าใต้เข็มขัด เจ้าพ่อกระทิงแดง ว่า นำกาเฟอีนมาผสมน้ำตาล เป็นยาเสพติดที่ขายได้ถูกกฎหมาย ทำให้ร่ำรวยติดอันดับหนึ่งของประเทศไทย เพราะงานตรวจสอบกาเฟอีนในเครื่องชูกำลัง เป็นงานของกระทรวงสาธารณสุข ดอกเตอร์เหลิม ลองเอ่ยปากแลกกันสิ รับรอง รัฐมนตรีไชยา จะต้องตอบว่า ไม่ต้องถามว่ายินดีรับหรือไม่ ใครก็รู้ รัฐมนตรีไชยามองเก้าอี้ มท.1 มานานเหมือนกัน


เวรกรรมของประเทศไทย

แม้ว่าความพยายามที่จะดึงดันยื่นฟ้องคดีหวยบนดินของ คตส. จะเป็นข้อถกเถียงที่ยังก้ำกึ่งกันอยู่ว่า คตส. มีอำนาจจริงตามที่กล่าวอ้างประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 หรือไม่

แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า คตส. มีเหตุผลหรือมีเจตนาอย่างไร ที่จะต้องข้ามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ที่ประกอบไปด้วยพนักงานสอบสวน อัยการ และศาล

ทำไม คตส. จึงไม่ฟังคำทักท้วงของอัยการสูงสุดที่เห็นว่าควรจะกลับไปพิจารณาพยานหลักฐานเพิ่มเติมใน 5 ประเด็น และทำไมจึงต้องรีบร้อนเช่นนั้น

เพราะความเห็นของอัยการสูงสุดดังที่ว่า ย่อมชี้ให้เห็นแล่วว่าสำนวนที่ คตส. ทำไปอ่อนจนไม่น่าจะใช้ฟ้องร้องดำเนินคดีได้ และแน่นอนว่า คตส. ไม่มีทางเชี่ยวชาญในเรื่องคดีความมากไปกว่าอัยการสูงสุด

ซึ่งอาจเป็นเหตุผลให้ คตส. ต้องอาศัยความเป็นอดีตประธานสภาทนายความ ของนายสัก กอแสงเรือง ดึงสภาทนายความเข้ามาช่วยดูแลคดี ท่ามกลางข้อครหาว่าจะต้องไปของบประมาณเพิ่มมาจาก ป.ป.ช. อีกเป็นจำนวนมหาศาล

ทั้งยังเกิดขึ้นท่ามกลางการท้วงติงว่า สภาทนายความ เล่นผิดบทบาทและขัดข้อบังคับ มาตรา 78 ที่ระบุเจตนารมย์ในการช่วยเหลือประชาชนที่ยากจน และถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีทางต่อสู้เท่านั้น

รวมไปถึงการพยายามทำหนังสือถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ยุติบทบาท 3 รัฐมนตรี ที่เคยร่วมรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อคราวมีมติเรื่องหวยบนดิน ก็ดูจะเป็นเรื่องแปลกประหลาด

เป็นเรื่องที่น่าจะตีความกันง่ายๆ ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันให้เสียเวลา
เพราะโดยปกติการให้ข้าราชการผู้ใหญ่พ้นจากตำแหน่งไว้ก่อน หรือพักการทำงานไว้ก่อน เมื่อมีข้อกล่าวหา ก็เป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันอยู่แล้วโดยปกติ ในระบบราชการไทย

เหมือนอย่างกรณีของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ที่มีข้อกล่าวหาและถูกตั้งพนักงานสอบสวนในความผิด 3 ประเด็น

ซึ่ง คตส. เองก็น่าจะรู้ดีว่าเจตนารมย์ในเรื่องดังกล่าว ก็เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นออกมาจากการสั่งการในคดีความตามข้อหา

แต่ในกรณีของรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ทั้ง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม นั้นก็ต้องถือว่าพ้นจากหน้าที่มาแล้ว

เพราะข้อกล่าวหาเป็นการกล่าโทษมติคณะรัฐมนตรี ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีทั้ง 3 รัฐมนตรี ร่วมอยู่ด้วยในครั้งนั้น ขณะที่การนั่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นคนละตำแหน่ง เป็นคนละเรื่องกัน
แม้ว่ากฎหมายอาจจะมีความคลุมเครืออยู่บ้าง แต่ก็เชื่อว่าอยู่ในวิสัยที่จะทำความเข้าใจได้ไม่ยากจนเกินไป
แต่การที่ คตส. พยายามที่จะพูดถึงเรื่องสถานภาพของทั้ง 3 รัฐมนตรี มากกว่าที่จะพูดถึงเนื้อหาสาระของประเด็นการสอบสวน ที่ขนเอกสารหลักฐานมาโชว์ตั้ง 1 คันรถ

หรือการทำหนีงสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้มีการพิจารณาพักงาน 3 รัฐมนตรี อันเป็นการกระทำที่เกินกว่าหน้าที่ และทำเสมือนสั่งการผู้นำรัฐบาล

รวมไปถึงความพยายามที่จะโยงไปถึงกรณีเรือดับเพลิงและรถดับเพลิง ซึ่งเกี่ยวเนื่องถึงนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อคราวดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงทพมหานคร ก็คล้ายกับเป็นความพยายามที่จะเทียบเคียงให้เห็นว่าเรื่องราวต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

ถึงตรงนี้จึงกลายเป็นคำถามที่เกิดขึ้นกับใครต่อใครหลายคน ว่าแท้ที่จริงแล้ว คตส. มีเจตนาอย่างไรกันแน่ และจะเป็นไปตามที่มีการตั้งข้อสังเกตุกันจริงหรือไม่ว่า คตส. ยังทำตัวเป็นทายาท คมช. ในการทำลายล้างรัฐบาลพลังประชาชนทุกหนทางเท่าที่จะสามารถทำได้

แม้ว่าประกาศ คปค. จะให้อายุทำงานกับ คตส. ไว้ถึงเดือนมิถุยานย แต่หลายฝ่ายก็มีความคิดเห็นตรงกันว่า คตส. สมควรที่จะยุติบทบาทไปได้แล้ว พร้อมๆ กับการยุติบทบาทของ คมช. เพื่อให้บ้านเมืองได้กลับสูระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งที่มีรัฐบาล มีรัฐสภา จากวิถีทางประชาธิปไตย แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีองค์กรเถื่อน ที่เกิดขึ้นจากเผด็จการ นั่งทำงานล้างผลาญงบประมาณแผ่นดินอยู่ด้วย

ถึงแม้ว่าการทำงานของ คตส. จะมีกฎหมายรองรับ แต่ในแง่ความชอบธรรมนั้นต้องถือว่าหมดไปนานแล้ว และ คตส. เองก็น่าจะสำนึกได้นานแล้วว่า ประชาชนชื่นชมหรือยอมรับในบทบาทมากน้อยแค่ไหน

แล้วไม่ใช่เพราะ คตส. หรอกหรือ ที่ทำให้คนทั้งโลก มองการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เป็นเรื่องตลก ไร้สาระ เพราะไม่สามารถสืบสาวเอาความผิดกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างที่คุยเอาไว้ใหญ่โตได้แม้แต่เรื่องเดียว

และ คตส. ได้คิดบ้างหรือไม่ว่าท่ามกลางความชื่นชมยินดีของประชาชนในบรรยากาศประชาธิปไตยที่หายไปนาน ท่ามกลางการกอบกู้วิกฤติทาวงเศรษฐกิจจากปัญหาที่หมักหมมนั้น คตส. กำลังทำลายมัน ด้วยความพยายามดิสเครดิตรัฐบาลที่มาจากประชาชน
ขอยืมคำพูดนายกรัฐมนตรีมาใช้ซะหน่อย...”เวรกรรมของประเทศไทยจริงๆ”...!!


โผผบ.ตร.

ขณะนั่งปั่นต้นฉบับ ผมยังไม่ทราบรายละเอียดผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานครั้งแรก หลังจากที่กำกับควบคุมดูแลงานในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเบื้องต้น ทราบแต่เพียงว่า ไม่มีเสียงนกหวีดจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่วนผลการประชุมเป็นอย่างไร ต้องไปอ่านจากข่าว

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชายของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริอยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พล.ต.ท.ชลอ ชูวงษ์ นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 26 เพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น

ทั้งสองคนต้องได้กลับมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แน่นอน
เพราะทั้งสองคนถูกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัติรย์เป็นประมุข ย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น นอกจากจะเป็นการรังแกกันโดยที่ทั้งสองคนไม่มีความผิดใดๆแล้ว ยังขัดต่อระเบียบข้าราชการตำรวจ ที่ระบุว่า การจะย้ายข้าราชการตำรวจพ้นจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ ถ้าไม่วสมัครใจ ไม่มีสิทธิ์ที่จะย้ายได้

อย่างกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ย้าย พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทำได้แค่ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี หรือที่เรียกกันว่า เด้งไปแขวนไว้ที่ทำเนียบ เนเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ย้าย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ และ นายสมัคร สุนทรเวช ย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ล้วนแต่ไปแขวนไว้ที่ทำเนียบทั้งนั้น แต่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังไม่ว่างลง ไม่สามารถแต่งตั้งใครได้ นอกจากออกคำสั่งให้รักษาการเท่านั้น ซึ่งศาลปกครองสูงสุด ได้พิพากษาไว้เป็นบรรทัดฐานแล้ว

ต่างจากการย้าย พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ ไปรับตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานข่าวงกรองแห่งชาติ ทำให้ตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่างลง สามารถแต่งตั้งคนใหม่เข้ารับตำแหน่งแทนได้

เห็นกันชัดๆหรือยังว่า การย้าย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ และ พล.ต.ท.ชลอ โดยคำสั่งของคณะรัฐประหาร ขัดกับระเบียบข้าราชการตำรวจ แต่ขณะนั้นใครจะขวางได้ละ

ดังนั้นเมื่อประเทศพ้นจากอำนาจของเผด็จการ กลับเข้ามาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ทั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ และ พล.ต.ท.ชลอ ย่อมมีสิทธิ์อันชอบธรรม ในการกลับเข้ามารับตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยที่นายกรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่สามารถที่จะละเว้นได้

บรรดาผู้ที่ทำเป็นสู่รู้จินตนาการกันไปต่างๆนานาว่า นายสมัคร สุนทรเวช จะฟื้นรัฐตำรวจขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ระบอบทักษิณกลับมามีอำนาจอีกครั้ง เป็นการจินตนาการที่มีใจอคติ

ซึ่งหากมองกันด้วยใจเป็นธรรม โดยย้อนอดีตไปดูความเป็นจริงก่อนที่จะเกิดรัฐประหารขึ้น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโสอันดับ 1 จ่อขึ้นรับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต่อจาก พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไม่มีสิทธ์ด้วยซ้ำไป เพราะ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เกษียณอายุราชการปี 2555 ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เกษียณปีนี้

แต่เมื่อเกิดอุบัติทางการเมือง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ได้รับผลกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ทำให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ โชคดีได้เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ปลด พล.ต.อ.โกวิท โดยไม่มีความผิดใดๆ

นี่คือความเป็นจริงที่ทุกคนจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ในความเป็นจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่ ยังมีคนพยายามตะแบงมองว่าเป็นรื้อฟื้นรัฐตำรวจ อย่างเมื่อวันวานได้ฟังนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ นักจัดรายการทางวิทยุ สัมภาษณ์ พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ หนึ่งในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.

แม้ พล.ต.อ.นพดล จะยืนยันว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มีสิทธิ์ที่จะกลับมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะตอนที่ถูกย้ายออกไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เจ้าตัวก็ไม่ได้สมัครใจยินยอม ขัดกับระเบียบข้าราชการ

แทนที่นายดนัย จะเข้าใจกลับย้อนถามว่า สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการย้ายล้างบางตำรวจมากเช่นกันไม่เห็นมีใครสมัครใจ พล.ต.อ.นพดล ต้องอธิบายว่า คนละประเด็นกัน เพราะการย้ายภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถทำได้ ไม่ต้องสมัครใจ

ทำให้นายดนัย ถึงได้รู้ว่าตัวเองไม่ทำการบ้าน รู้ไม่จริง หรือถ้าให้พูดตรงๆก็ต้องบอกว่า ถามโง่ๆ จึงได้แต่หัวเราะ หึๆๆ

ซึ่งในการประชุม ก.ตร.วันวาน ในขั้นตอนแรกคงทำได้เพียงเปิดตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไว้ น่าจะเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฝ่ายปราบปรามยาเสพติด ที่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มีความชำนาญในการสืบสวนสอบสอนปราบปรามคดียาเสพติด ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถเปิดตำแหน่งรองรับได้ทันที

การประชุมครั้งหน้าจึงจะค่อยพิจารณารับกลับ นั่นแหละ โผผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะต้องเก็งกันสนุก ว่าคนที่รักษาการ ผบ.ตร.อยู่จะมีโอกาสตัดคำว่ารักษาการหรือไม่


หยุด!หวยบนดิน...ทำอาชญากรรมพุ่ง!!!


นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สคช. เปิดข้อมูล ในรายงานภาวะสังคมประจำไตรมาส 4 ปี 2550 และภาพรวมในปี 2550 ขึ้นมา โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางสังคมของไทย ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยนำเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของ 2549

ตัวเลขที่เลาขาฯสคช.นำมาเปิดเผย ระบุว่า คนไทยมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2549 โดยในไตรมาส 4 ปี 2550 เพิ่มขึ้นจาก 57,740 คดี เป็น 64,207 คดี ซึ่งคดีสำคัญๆ มาจากยาเสพติด ที่มีการจับกุมเพิ่มขึ้น จาก 26,790 ราย เป็น 39,106 ราย หรือเพิ่มขึ้นถึง 46%

นอจกานั้น คดียาเสพติดในส่วนของผู้ที่กระทำความผิดกลุ่มเด็กและเยาวชนยังน่าเป็นห่วงเช่นกัน คือเพิ่มขึ้นจาก 2,356 คดี เป็น 2,902 คดี หรือเพิ่มขึ้น 23.3% ขณะที่ภาพรวมของคดีในปี 2550 มีทั้งหมด 255,688 คดี เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ประมาณ 10.6% โดยเป็นคดียาเสพติดถึง 141,839 คดี เพิ่มจากปี 2549 ที่มี 110,904 คดี หรือเพิ่มขึ้น 27.9% นอกจากนี้ ผลการศึกษาของ สศช.ยังพบว่าจำนวนเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีในสถานพินิจทั่วประเทศ เพิ่มจาก 36,080 คดี ในปี 2548 เป็น 51,218 คดี ในปี 2550

ตัวเลขที่สภาพัฒน์ฯนำมาเปิดเผย บ่งบอกถึงอาชญากรรมที่เกิดกับเยาวชนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งนับเป็นเรื่องที่สังคมไทย ทั้งผู้ปกครอง ครูบา อาจารย์ ตลอดจนผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง จำต้องเป็นห่วงและหาทางป้องกันก่อนรุกลามใหญ่โตขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เหตุผลอันเป็นสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นของคดียาเสพติดนั้น นายอำพน ระบุอย่างตรงไปตรงมาทันที่ว่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่หวยกลับลงไปอยู่ใต้ดิน

พร้อมย้ำให้เห็นด้วยว่า การยกเลิกหวยบนดิน ที่ทำให้หวยใต้ดินฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้งนั้น คือต้นตอของการก่ออาชญากรรมอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย โดยจะเห็นว่าตั้งแต่ที่รัฐบาลประกาศเลิกหวยบนดิน ปรากฏว่าตัวเลขคดียาเสพติด และการจับกุมเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นตลอด

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น นั่นก็เพราะ หวยใต้ดิน เป็นเรื่องของการก่ออาชญากรรมที่ผิดกฎหมายอย่างหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับเจ้ามือหวยและผู้เกียวข้องอย่างมหาศาล ประเมินกันว่า นับเป็นเงิน หลายหมื่นล้านบาท ในช่วงเวลาไม่นานนัก และเมื่อเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายนี้ราบรื่น ก็ส่งผลให้มีการต่อยอดไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมายอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะต่อยอดไปถึงการเปิดบ่อนที่ผิดกฎหมาย เมื่อมีบ่อนย่อมมีแก๊งควบคุมดูแล ย่อมมีเรื่องของการเสพ การค้ายาเสพติดเป็นเงาตามมาด้วย

แน่นอนเรื่องของการทำผิดกฎหมายที่เป็นกอบเป็นกำมหาศาลแบบนี้ เบื้องหลังแล้วย่อมมีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง มาดูแลให้พ้นเงื้อมือของกฎหมาย ซึ่งเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก คนมีสี มีอำนาจเท่านั้น ชักใยอยู่เบื้องหลัง

ดังนั้น การนำหวยที่อยู่ใต้ดิน ที่ต้องยอมรับความจริง ไม่เพียงเฉพาะแต่ในประเทศไทย ว่าควรทำให้ถูกต้อง ถูกกฎหมายจึงเป็นสิ่งควรดำเนินการ เพราะรัฐสามารถเข้าดูแลและควบคุมได้อย่างมีแผน ไม่ก่อให้เกิดเป็นปัญหาสังคมขยายวงกว้างออกไปยังส่วนอื่นๆ

นอกจากนี้ รัฐยังสามารถเก็บรายได้จากการนี้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ยิ่งหากนำไปใช้ประโยชน์ต่อสาธารณชน ต่อการศึกษาด้วยแล้ว นับเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ดังเช่นเห็นผลสำเร็จมาแล้วจากนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นายอำพน ยังยอมรับในความคิดเห็นของตัวเองด้วยว่า ควรนำหวยใต้ดินกลับขึ้นมาไว้บนดินให้ถูกต้องเหมือนเดิม โดยทำกฎหมายให้ชัดเจน จะได้ควบคุมดูแลและให้คำแนะนำได้อย่างเหมาะสม และเมื่อนโยบายรัฐบาลไม่ได้ทำเพื่อแสวงหากำไร ดังนั้น จึงขออย่ามองแต่เรื่องหวยเพียงด้านเดียวว่า เป็นการมอมเมาหรืองมงาย เพราะถ้าเทียบจำนวนตัวเลขอาชญากรรมต่างๆ ในช่วงที่มีหวยบนดินจะเห็นว่ามันลดลงมาก และเงินที่ได้มาเอาไปส่งเด็กเรียนต่างประเทศก็ไม่ใช่การกระทำที่ทำให้งมงาย

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ สศช.ก ไม่ขอออกความเห็นถึงเรื่องการจัดตั้งกาสิโนในประเทศไทย เนื่องจากขณะนี้ยังเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ออกมาเป็นนโยบายรัฐบาลและสั่งการให้ สศช.พิจารณาศึกษาในรายละเอียด

รายงานของสภาพัฒน์ฯฉบับนี้ ยังกล่าวไว้อีกหลายเรื่อง นอกจกาเรื่องของการเสพยาเสพติดพุ่งขึ้นแล้ว เพราะเผยผลสำรวจภาวะสังคมไตรมาส 4 พบมีการจ้างงานเพิ่มในสาขาอุตสาหกรรม-โรงแรม-ภัตตาคาร คนตกงานลดลง แต่คุณภาพการศึกษาของไทยน่าเป็นห่วง

รายงาน เปิดเผยว่า คุณภาพการศึกษาไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเด็กไทยจะมีโอกาสได้รับการศึกษาในทุกระดับมากขึ้น จากการที่รัฐเร่งจัดบริการให้ได้รับการศึกษาอย่างน้อย 9 ปี แต่จากผลการประเมินความรู้นักเรียนอายุ 15 ปี ของโครงการศึกษาสำรวจความรู้และทักษะของนักเรียนกลุ่มอายุ 15 ปี ในประเทศสมาชิกองค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ในชื่อ PISA ทุก 3 ปี พบว่าอยู่ในระดับที่ไม่น่าพึงพอใจมาก

ทั้งนี้ คะแนนเฉลี่ยทั้งวิชาวิทยาศาสตร์ การอ่าน และ คณิตศาสตร์ของเด็กไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของประเทศสมาชิกโออีซีดี (500 คะแนน) ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียมีผลการประเมินความรู้อยู่ในระดับที่สูงกว่า และเมื่อพิจารณาเป็นรายวิชาพบว่า นักเรียน 46% มีความรู้วิชาวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน และเกือบไม่มีนักเรียนที่รู้วิทยาศาสตร์ในระดับสูง ส่วนคะแนนเฉลี่ยการอ่านของไทยอยู่ในระดับพื้นฐาน ด้านคณิตศาสตร์พบว่านักเรียนไทย 52% มีความรู้ต่ำกว่าพื้นฐาน

นอกจากนั้น ผลการประเมินในครั้งนี้เห็นว่า นักเรียนไทยที่อยู่ในกลุ่มโรงเรียนสาธิตที่มีผลการประเมินทุกด้านทัดเทียมกับประเทศสมาชิกโออีซีดี ขณะที่กลุ่มโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่าระดับพื้นฐานมากที่สุดทั้ง 3 วิชา คือ กลุ่มโรงเรียนขยายโอกาสเดิม และโรงเรียนสังกัด กทม. ส่วนโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนมีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ต่ำที่สุด และถ้าพิจารณากันเป็นรายภาคจะพบว่า ภาคอีสานและภาคเหนือตอนล่างมีคะแนนเฉลี่ยด้อยที่สุด

โดยสรุปของรายงานฉบับนี้ คือ มิติด้านคุณภาพคน : สถานการณ์การมีงานทำไตรมาสสี่มีการจ้างงานรวมเพิ่มขึ้น โดยการขยายตัวมากในสาขาอุตสาหกรรม การค้า โรงแรมและภัตตาคาร มีผู้ว่างงานลดลงเฉลี่ย 4.1 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 1.1 ผู้สมัครงานที่มีการศึกษาระดับประถมหรือต่ำกว่าจะได้รับการบรรจุงานในสัดส่วนที่น้อยกว่าระดับการศึกษาอื่นๆ ส่วนด้านสุขภาพประชาชนเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวัง 11 โรค เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะโรคมือ เท้า ปาก ไข้เลือดออก และอหิวาตกโรค สามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขอนามัยและความสะอาดของบุคคลและที่อยู่อาศัย รวมทั้งช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

มิติด้านความมั่นคงทางสังคม : ปัญหายาเสพติดยังคงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ส่วนอุบัติเหตุและความเสียหายจากการเกิดอุบัติเหตุในไตรมาสสี่และช่วง 7 วันอันตรายในวันสิ้นปีเก่าและขึ้นปีใหม่ (28 ธ.ค.50-3 ม.ค.51) ลดลง เนื่องจากการรณรงค์ป้องกันและตั้งจุดตรวจของตำรวจและหน่วยงานต่างๆ สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่คือเมาแล้วขับ

มิติด้านพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของคน : ค่าใช้จ่ายในการบริโภคยาสูบของคนไทยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 2.9 การลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ด้วยการเลิกสูบที่ได้ผลคือการใช้ยาและการบำบัดพฤติกรรม ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเลิกบุหรี่ได้สูงถึง 2-4 เท่า เมื่อเทียบกับการเลิกด้วยการหักดิบ สถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำลังกลายเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตคนไทย ค่าใช้จ่ายการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาซึ่งพบว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงในการชอบดื่มสุรา เที่ยวกลางคืน และสูบบุหรี่

มิติด้านสิ่งแวดล้อม : มลพิษทางเสียงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ และสระบุรี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ที่เห็นได้ชัดคือการสูญเสียการได้ยินทั้งชั่วคราวและถาวร ด้านคุณภาพอากาศปริมาณฝุ่นและก๊าซโอโซนยังคงเกินมาตรฐาน

ส่วนภาพรวมภาวะสังคมไทยปี 2550 : ภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวทำให้การจ้างงานเพิ่มขึ้น อัตราการว่างงานต่ำสุดเฉลี่ยทั้งปีที่ร้อยละ 1.4 แต่ยังคงมีปัญหาความรู้และทักษะแรงงานไม่สอดคล้องกับทิศทางการปรับโครงสร้างการผลิตจำเป็นต้องปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับแนวโน้มและความต้องการของตลาด ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยลดลง ยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในปี 2551 จะมีเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 5.6 แสนคน ส่วนปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่สำคัญคือแหล่งน้ำ ปัจจุบันทั่วประเทศมีแหล่งน้ำคุณภาพดีเพียงร้อยละ 24

มิติด้านคุณภาพคน : การจ้างงานรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับปี 2549 โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรขยายตัวร้อยละ 2.0 ผู้ว่างงานลดลงเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำร้อยละ 1.4 ด้านการศึกษาเด็กไทยได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้นโดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและอุดมศึกษาแต่ยังมีปัญหาคุณภาพการศึกษาที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการประเมินคุณภาพการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ การอ่าน และคณิตศาสตร์ ระหว่างปี 2543-2549 พบว่ายังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จำเป็นต้องปรับปรุงความรู้พื้นฐานของนักเรียนอย่างจริงจังและเร่งด่วน ด้านสุขภาพประชาชนเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวัง 11 โรค เพิ่มขึ้น และการเจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่ติดต่อคือ เบาหวาน หัวใจและมะเร็ง ที่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมและแบบแผนการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป รวมทั้งการใช้สารเคมีทั้งปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืชในปริมาณมากทำให้เกิดสารเคมีตกค้างในผลผลิตทางการเกษตรอันจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค

มิติด้านความมั่นคงทางสังคม : ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยลดลง คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ คดีชีวิต ร่างกายและเพศ รวมทั้งคดียาเสพติดเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 เด็กและเยาวชนกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์และยาเสพติดเพิ่มขึ้น และการกระทำผิดซ้ำมีถึงร้อยละ 11.8 เป็นเพศชายสูงถึงร้อยละ 91.1และเป็นนักเรียนระดับมัธยมต้นร้อยละ 40 จำนวนการเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกลดลงร้อยละ 8.1 แต่มูลค่าทรัพย์สินที่เสียหายเพิ่มขึ้น ร้อยละ26.8 สาเหตุหลักเกิดจากการขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด ส่วนการมีหลักประกันทางสังคมครอบคลุมประชากรได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังมีแรงงานนอกระบบประมาณ 24 ล้านคนยังไม่ได้การคุ้มครองทางสังคม

มิติด้านพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของคน : ค่าใช้จ่ายในการบริโภคยาสูบเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 และแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.1 โดยมีปริมาณการจำหน่ายเบียร์เพิ่มมากกว่าสุรา สาเหตุหนึ่งมาจากกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ผลิตที่แข่งขันกันสร้างแบรนด์ใหม่ๆ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับล่างในชนบทห่างไกล ส่วนเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภค ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการโฆษณาและการขายตรง ซึ่งควรกำกับดูแลเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค เนื่องด้วยช่องทางการซื้อขายสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเป็นที่นิยมมากขึ้น

มิติด้านสิ่งแวดล้อม : สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในบางพื้นที่ของ กรุงเทพฯ และเขตเมืองอุตสาหกรรม ยังคงมีปัญหาในเรื่องระดับเสียง ปริมาณขยะ และคุณภาพแหล่งน้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำลำตะคองตอนล่างเป็นแหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ด้านคุณภาพอากาศไฟป่าเป็นมหันตภัยที่ก่อให้เกิดมลพิษที่ส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งป้องกันได้โดยการสร้างความรู้ความเข้าใจและประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการอย่างถูกวิธี

ในรายงานฉบับเดียวกันนี้ ยังพุ่งเป้าไปถึงเรื่องของการกวดวิชากับระบบการศึกษาของไทยด้วย โดยกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโรงเรียนการกวดวิชา เกิดขึ้นมานานกว่า 40 ปี และยังเป็นที่นิยมของนักเรียนทุกยุคทุกสมัยที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ให้สามารถสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและมหาวิทยาลัยชั้นนำ ส่งผลให้มีโรงเรียนกวดวิชาจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

การขยายตัวของธุรกิจกวดวิชา เริ่มจากการเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นกวดวิชาทั้งปีเพื่อสอบเข้าเรียนในระดับต่างๆ มีรูปแบบหลากหลาย ทั้งสอนสดโดยอาจารย์ ผสมผสานระหว่างสอนจริงและผ่านทางวีดีโอ อินเทอร์เน็ต เน้นวิชาหลัก คือ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ฟิสิกส์ และเคมี สถาบันกวดวิชาบางแห่งทำเป็นธุรกิจที่มีสาขาทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด โรงเรียนกวดวิชาที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในปี 2547 มีจำนวน 864 แห่ง และเพิ่มขึ้นเป็น 967 แห่ง ในปี 2550 หรือร้อยละ 12 และมีนักเรียนเข้าเรียนกว่า 3 แสนคน ในปี 2549

ค่าใช้จ่ายในการเรียนกวดวิชา ประเทศไทยประมาณการค่าใช้จ่ายการเรียนพิเศษของเด็กนักเรียนไทย ในปี 2550 คิดเป็น 6,039 ล้านบาท โดยครัวเรือนใน กทม.มีค่าใช้จ่ายสูงสุด และมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณ 200 บาทต่อคนต่อเดือน รวมถึงการมีนักเรียนบางส่วนเดินทางจากต่างจังหวัดมาเรียนพิเศษในกรุงเทพฯ ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

เสียงสะท้อนของผู้ที่เกี่ยวข้อง การกวดวิชาเกี่ยวข้องทั้งระดับปัจเจกบุคคล สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งแต่ละกลุ่มอาจจะมีพฤติกรรมและความเห็นที่สอดคล้องและแตกต่างกัน โดย นักเรียน/นักศึกษา ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า ต้องการมีผลการเรียนดีขึ้น และเป็นการเตรียมความพร้อมในการศึกษาต่อ

ขณะที่ ผู้ปกครอง ครูที่สอนกวดวิชา และสถาบันกวดวิชา ต่างมีความเห็นที่สอดคล้องกันว่า เด็กจำเป็นต้องเรียนกวดวิชา เพราะทำให้นักเรียนมีความเข้าใจในวิชาที่เรียนมากขึ้น ได้เทคนิคการทำข้อสอบ โดยเฉพาะในส่วนของผู้ปกครองแม้มีค่าใช้จ่ายสูงในการส่งบุตรหลานเรียนกวดวิชาประมาณ 1,000- 3,000 บาทต่อเดือน แต่คิดว่าคุ้มค่า

แต่จุดอ่อนของระบบการศึกษาก็คือ คุณภาพครู โดยกระทรวงศึกษาธิการยังมีครูที่ไม่จบระดับปริญญาตรีและสอนไม่ตรงวุฒิกว่า 30,000 คน ประกอบกับ การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางแห่งมีปัญหาการขาดแคลนครูรายสาขาวิชา ส่งผลกระทบให้ครูที่มีอยู่ต้องสอนในวิชาที่ไม่ตรงตามวุฒิการศึกษา

หลักสูตรการเรียนการสอน เนื้อหารโดยทั่วไปมีมากเกินไป แต่ไม่สอดคล้องกับความรู้ที่ใช้ในการสอบคัดเลือกในระดับต่างๆ จึงจำเป็นต้องกวดวิชาเพิ่มเติม

รายงานยังเสนอทางออกไว้ด้วยว่า การกวดวิชาและคุณภาพการศึกษาควรมีแนวทางการพัฒนาที่สำคัญควบคู่กันอย่างเหมาะสมคือ พัฒนามาตรฐานด้านการเรียนการสอนโรงเรียน โดยปรับเนื้อหาหลักสูตรให้มีความเชื่อมโยงระหว่างระดับชั้นการศึกษา และสามารถนำความรู้ไปใช้ในการเรียนต่ออย่างสัมฤทธิผล รวมทั้งใช้ในโลกของการทำงานได้

สร้างโอกาสและความมั่นใจให้แก่เด็กนักเรียน โดยการเผยแพร่เนื้อหาสาระวิชาที่มีความเข้มข้นและมีเทคนิคการเรียนการสอนที่ทัดเทียมโรงเรียนกวดวิชา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศถ่ายทอดไปยังโรงเรียนหรือแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและจัดรายการกวดวิชาทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

กำกับดูแลมาตรฐานโรงเรียนกวดวิชา โดยจดทะเบียนโรงเรียนเหล่านี้ทุกแห่งให้ถูกต้องตามกฎหมายและตรวจสอบการดำเนินงานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์