ว่ากันอีกวัน..กับงานสุดแสนคลาสสิก..ธุรกิจกินเมืองที่ทำให้หลายๆ โกดังท่าเรือกลายเป็นสุสานรถใหม่..ประเทศจ่ายเงินซื้อไปแล้วแต่ไม่มีใครกล้าเอาไปใช้..
เป็นฉิบหายแห่งแผ่นดินลองเปรียบกันเป็น..คดีอาญา..สมมติว่า..ความต้องการที่จะมีจะใช้..รถดับเพลิงเรือดับเพลิงราคาฝูงละ 8,300 ล้าน คือ..เป้าหมาย คือเป้าที่จะต้องสังหาร
คนกลุ่มหนึ่ง..ส่วนที่อยู่สูงกว่ากรุงเทพมหานคร..ได้เริ่มขบวนการสรรหา..จัดหาอาวุธที่จะใช้ในการสังหาร คือ เม็ดเงินจากงบประมาณแผ่นดินที่จะสนับสนุนให้ดังนั้น..ในขบวนการจัดซื้อจัดหา..จึงต้องประชุมสัมมนากันมากมาย กำหนดสเปกที่จะใช้ไปจนถึงชนิดของอาวุธ สมมติว่าคือปืน..ถ้าจะให้ราคาดี..ปืนที่จะใช้ต้องเป็นปืนฝรั่งสั่งตรงจากต่างประเทศ..สมมติกันว่ามันมาจากออสเตรีย..
แต่ปืนแบบนี้ที่จังหวัดอุทัยธานีก็ผลิตได้..ราคาก็ราคาของคนไทย..
แต่เพื่อให้ได้กำไรที่สูงกว่า..จึงเอาปืนฝรั่งผลิตในเมืองไทยไปตีขลุมว่าสั่งมาจากเมืองนอก..เรื่องของราคาจึงดูไม่มีปัญหา..แต่มันก็ไม่มีปัญหา..หากว่า..ปืนที่จัดหามาได้นั้น มันไม่ถูกนำไปใช้เอาไปยิงใส่..จนเข้าเป้าดังใจ จนแจ๊กพอตไหลลงมามากมายก่ายกอง
ถ้า..ปืนนั้นไม่ถูกใช้..และการเตรียมการทั้งหลายก็ให้มันสะดุดหยุดไป ด้วยเงื่อนไขมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง..แต่เพราะ..มีผู้นำปืนนั้นไปใช้..และทำให้โครงการประสบความสำเร็จ
วันนี้..ฝ่ายสอบสวนยืนยันว่า..การได้มาซึ่งปืน การเตรียมการทั้งหลายนั้น..ถือว่ามีความผิด และให้ดำเนินการฟ้องร้องเอาโทษ..
แต่ผู้ที่นำปืนออกไปใช้ไปยิงไม่มีความผิด เพราะไม่ได้เป็นผู้รับรู้ในเบื้องต้น..ว่าปืนนั้นได้มาอย่างไร
จะเอากันอย่างนั้นหรือกฎหมาย..จะใช้ก็ได้ไม่ใช้ก็ได้อย่างนั้นหรือ คตส.แต่ที่แน่ๆ นั้น..ซื้อขายครั้งนี้หากจะมีใคร..เข้าคุกสักคน..ที่เหลือจะไหลเป็นพรวนตามเข้าไป
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, March 14, 2008
ปล้น (2)
ร้อยล้านเป็นพิษ ‘พันธมิตรฯ’ ถูกรุก
กว่าจะถึงวัน “ม็อบชนม็อบ” 28 มี.ค.!!! ระหว่างนี้ สังคมไทย...คงต้องทนฟัง “สงครามน้ำลาย” ของกลุ่มคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกันไปพลางๆ ก่อนกลศึก...ทำลายเครดิตฝ่ายตรงข้าม
คือ ยุทธศาสตร์หลักที่ทั้ง 2 ฝ่ายนำมาใช้ เพื่อทำลายศัตรูและสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองสำหรับ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย 5 แกนนำ+1 ผู้ประสานงาน พวกเขาใช้เวลาเพียง 17 วัน สำหรับการประชุม 3 ครั้ง นับแต่มี...รัฐบาลจากการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตย ภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี25 ก.พ. เป็นการนัดประชุมปฐมฤกษ์
ตามด้วยการประชุมนัดที่ 2 ช่วง 5 มี.ค.ล่าสุด 12 มี.ค. พวกเขาจัดประชุมครั้งที่ 3 พร้อมออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 3 เรื่อง “เคลื่อน ไหวครั้งที่ 1 : เผด็จการทุนนิยมสามานย์และรัฐตำรวจ”ดุเด็ดเผ็ดร้อนเอามากๆ !!!พร้อมกันนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ยังมีมติให้การเคลื่อนไหวครั้งที่ 1 โดยมอบหมายให้ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เป็นผู้จัดสัมมนารายการ “ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ” วันที่ 28 มี.ค. ณ หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์
เริ่ม 16.00 น. และไปสิ้นสุดที่ 22.00 น.แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ดาหน้าออกมาอัดทั้ง...นายสมัครและรัฐบาลของเขา รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เว้นแม้กระทั่ง เครือข่ายของพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนแต่ดูเหมือน กลุ่มพันธมิตรฯ เองก็มีปัญหา หลายคนใน แกนนำ “5+1” ถูกต่อต้านจากบางส่วนในสังคมไทยเอามากๆ จำเป็นที่พวกเขาจะต้องสร้าง “กลุ่มพันธมิตรฯ 2” เพื่อทำหน้าที่ “นอมินี” เคลื่อนไหวแทน
ชื่ออย่าง...นายวีระ สมความคิด หรือแม้แต่ นายหนึ่งแก่น บุญรอด รวมถึงคนอื่นๆ ที่จะมีตามมานั้นกลายเป็น “ทางเลือกใหม่” สำหรับ “ทางออก” หากมันจำเป็นแต่พวกเขายังจะได้รับการยอมรับจากแนวร่วมภาคประชาชน...ผู้บริสุทธิ์ใจอีกหรือไม่? หรือทำได้แค่หว่านเงิน “จ้าง” ผู้คนมาร่วมชุมนุม?เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์!!!
และวันที่ 28 มี.ค.นี้ ก็จะถือเป็นวันตรวจเช็กกระแสของประชาชนครั้งสำคัญสำหรับพวกเขาด้วยทั้งหมดได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนการทำลายเครดิตคู่ต่อสู้ไม่แปลก! หาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย จะออกมาตอบโต้ เพื่อสร้างความชอบธรรมและความถูกต้อง พร้อมกับ “ตีกลับ” ไปยัง กลุ่มพันธมิตรฯ บ้างโดยเฉพาะประโยคที่ “มท.1” กล่าวถึง กลุ่มพันธมิตรฯ กรณีจะออกมาชุมนุมว่า...
“ไม่มีปัญหา เพราะได้ทำกันมาตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติอยู่แล้ว แต่พออยู่ในช่วงปฏิวัติก็ไม่เห็นมีใครออกมาว่าอะไร พอมีประชาธิปไตยก็ออกมาเคลื่อนไหว...”ไม่เพียงแค่นั้น ร.ต.อ.เฉลิม ยังฝากไปยังเพื่อนที่เคยคบกันมากว่า 30 ปี อย่าง...นายสนธิ ด้วยว่า...
“นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งถูกศาลตัดสิน 3 คดี ล้วนเกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาท รวมเป็นเวลา 5 ปี 9 เดือน ยังไม่รู้สึกตัวเองอีกหรือว่า ที่ถูกตัดสินจำคุกนั้นเพราะพูดเท็จ แล้วยังจะมาทำท่าแสดง...”แต่ทิ้งท้ายที่ทำเอาสังคมไทย อดตื่นเต้นไปด้วยไม่ได้ก็คือ...
ประโยคที่ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า...“มีข้อมูลว่ากลุ่มพันธมิตรฯ เคยรีดไถเงินจากนักธุรกิจรายหนึ่ง เป็นจำนวนหลายร้อยล้านบาท แต่ผมไม่ได้ระบุว่าเป็นแกนนำ เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ เองบอกว่า ตัวเองมีสมาชิกหลายหมื่นคนทั่วประเทศ แต่ที่มารีดไถนักธุรกิจรายนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าไม่รู้ว่าเพราะอะไร คนที่ถูกรีดไถเป็นคนที่สังคมรู้จัก เพราะเป็นพ่อค้าอยู่ที่สุวรรณภูมิ...”เจ็บและแสบมากๆ สำหรับข้อมูลชิ้นนี้!!!
“บางกอกทูเดย์” เชื่อว่า...สิ่งนี้จะกลายเป็นประเด็นปัญหาใหม่และใหญ่มากๆ สำหรับ กลุ่มพันธมิตรฯสังคมไทยพอคลับคล้ายคลับคลามาบ้างว่า...สมัยที่ กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวกดดัน รัฐบาลพรรคไทยรักไทย และ อดีตนายกฯ ทักษิณ นั้นเพราะได้รับทุนสนับสนุนมาจากนายทุนใหญ่คนหนึ่ง???
ครั้งนั้น ว่ากันว่า...เม็ดเงินที่ถูกกดออกมาจาก “ตู้เอทีเอ็มฝังเพชร” มีไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาททว่า จะถึงมือของคนอื่นๆ ที่อยู่รอบนอก (มิใช่คนวงใน)...หรือไม่? เท่าไหร่?
ตรงนี้...มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้แต่วันนี้...ตอนนี้ นายทุนคนนั้นกับบางคนของกลุ่มพันธมิตรฯ ผิดใจ...ชนิดไม่เผาผีกันแล้วจำเป็นอยู่เองที่ กลุ่มพันธมิตรฯ จะต้องหาทุนจากแหล่งใหม่ แล้วสังคมไทยก็เพิ่งจะได้รู้ข้อมูลจากปากของ มท.1 นั่นเอง
แต่ที่สงสัยและอดจะถาม ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้ ก็คือ...ที่ว่าหลายร้อยล้านบาทนั้น ถึงกึ่งหนึ่งของหลักพันหรือมากและน้อยกว่านี้แค่ไหน?
ใครหน้าไหนที่แอบไปรีดไถนักธุรกิจคนนั้น? และเขาเป็นใคร? ทำอะไรอยู่ที่สุวรรณภูมิ? ถึงได้ร่ำรวยขนาดที่ต้องโดนรีดไถ เพื่อให้ใครคนนั้นเอาเงินไปใช้เพื่อภารกิจสร้างปัญหาให้แผ่นดิน
เพราะที่ “บางกอกทูเดย์” รู้มานั้น ขัดแย้งกับสิ่งที่ ร.ต.อ.เฉลิม บอกอย่างสิ้นเชิง!!!เงินที่ใครบางคนใน กลุ่มพันธมิตรฯ ไปกดเอามานั้น
เป็นเงินจากนอกประเทศ และมาจาก “องค์กรลับ” แห่งหนึ่ง ที่มีเป้าหมายแยกรัฐอิสระออกจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยแล้วก็ไม่ใช่แค่หลักร้อยล้านบาทด้วย!!!
หากข่าวนี้เป็นจริงล่ะก็ ต้องบอกว่า...ศึกหนนี้สำหรับ รัฐบาลสมัคร 1 และ มท.1 แล้ว คงต้องเหนื่อยกันสุดๆ เลยทีเดียวเพราะ “กระสุน” ของ กลุ่มพันธมิตรฯ ครั้งใหม่นี้ จะมากกว่าทุนที่เคยได้รับจากนายทุนในอดีต ที่วันนี้...กลายเป็นศัตรูกันไปแล้ว…มากนักกระนั้น ก็ต้องให้เครดิตกับ มท.1 ผู้ซึ่งออกมา “ปูดข่าว” เงินทุนที่ใครบางคนใน กลุ่มพันธมิตรฯ ไปรีดไถนักธุรกิจหลายร้อยล้านบาท
เพื่อนำมาใช้ในปฏิบัติการเคลื่อนไหวการเมืองนอกสภาฯจะว่าไปแล้ว...ไม่ว่าเงินจำนวนหลายร้อยล้านบาท ที่ ร.ต.อ.เฉลิม พูดไว้เมื่อวันที่ 12 มี.ค. หรือข้อมูลใหม่ที่ “บางกอกทูเดย์” เพิ่งจะนำออกมาเปิดเผยครั้งนี้อย่างไหนจะใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่ากันแต่มันก็คือ เงินหลักร้อยล้านที่จะกลายมาเป็นพิษ...ตามหลอกหลอนและเล่นงานเอากับใครบางคนในกลุ่มพันธมิตรฯ
และนี่...จะเป็นการ “รุกกลับ” แบบฉับพลัน ที่อาจทำให้ใครบางคนในกลุ่มพันธมิตรฯ หมดโอกาสจะ “กลับตัว” หรือจำต้องเผ่นออกนอกประเทศ ชนิด...ตายก็ไม่ได้ฝังกลบในแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เพราะมัน คือ การ “รุกกลับ” ครั้งแรกและครั้งสำคัญ ที่ กลุ่มพันธมิตรฯ เพิ่งได้เจอของจริง!!!
พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปอังกฤษแล้ว
กรุงเทพฯ 14 มี.ค. - อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากประเทศไทยไปประเทศอังกฤษแล้ว ยืนยันเพื่อไปดูแลทีมฟุตบอลสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้
ทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงเรือนรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ทักทายจับมือพร้อมกล่าวขอบคุณกับผู้ที่มาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง และเข้าอาคารรับรองทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใด ๆ กับสื่อมวลชน เพื่อรอขึ้นเครื่องไปยังประเทศอังกฤษ เที่ยวบินที่ ทีจี 910 ในเวลา 01.10 น. โดยมีรัฐมนตรีและอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยมาส่งหลายคน
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัวอดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเดินทางออกนอกประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เพื่อไปดูแลทีมสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และจะพำนักถึงวันที่ 10 เม.ย. โดยไม่มีกำหนดไปประเทศญี่ปุ่นตามกระแสข่าว ส่วนการขึ้นให้ปากคำในคดีต่าง ๆ ศาลอนุญาตให้ส่งทนายความขึ้นเป็นตัวแทนได้. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-14 01:13:17

มิ่งขวัญประกาศชนคนเสียประโยชน์ที่ลดราคาหมู
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประกาศ เดินหน้าชนผู้เสียประโยชน์จากการลดราคาหมู
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ นายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรค พลังประชาชน ตั้งกระทู้ถามทั่วไปนายกรัฐมนตรี โดยเรียกร้องให้รัฐบาล คืนเงินค้ำประกันราคาลำไย 3 บาท ตั้งแต่ปี 2546 ให้แก่เกษตรกร 8 จังหวัดภาคเหนือ ที่รวมกลุ่มกันจัดตั้งสหกรณ์เพื่อดำเนินการเกี่ยวการขาย ลำไยทั้งขายสดและแปรรูป
ซึ่งนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.พานิชย์ ได้ใช้โอกาสนี้ ชี้แจงเรื่องการขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ลด ราคาขายเนื้อหมูลงมาเหลือ 98 บาท ด้วยว่าไม่ได้ขอลดราคาจากเกษตรผู้เลี้ยง เพราะจะทำให้เกษตรกรเดือดร้อน แต่ใช้วิธี การขอลดราคาจากขั้นตอนการจำหน่าย ซึ่งทั้งเกษตรกร และผู้จำหน่ายก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี คนที่ออกมากล่าวหา โจมตีตนว่า บิดเบือนราคาสินค้า เป็นเพราะเสียผลประโยชน์ ดังนั้นหลังจากนี้ไปตนจะเดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริง และเปิดเผย เส้นทางการตั้งราคาเนื้อหมู เพื่อเผยให้เห็นกลุ่มบุคคลที่ได้ประโยชน์จากราคาหมูมาตลอด
'ผบ.ทบ.'จี้ใจดําพันธมิตรฯพอแล้ว
“อนุพงษ์” เชื่อพันธมิตรเคลื่อนการเมืองไม่รุนแรง แนะลดราวาศอก “พอแล้วมั้งจะไปรบกับใครอีก” แม่ทัพภาคที่1 เราพร้อมรับคําสั่งจากรัฐบาลที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง
ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงการณ์ที่จะออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้งในวันที่ 28 มี.ค.นี้ว่า ไม่น่าจะทำให้เกิดเหตุการณ์แบบเดิม เพราะน่าจะเป็นกลไกของการสมดุล ฝ่ายหนึ่งคอยดูแปลกำกับอีกฝ่ายหนึ่ง คิดว่าน่าจะหยุดอยู่แค่นั้น คิดว่าไม่น่าจะมีความวุ่นวาย และความรุนแรงอะไร เพราะไม่มีเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความรุนแรง
เมื่อถามว่า จะมีการฟื้นแผนรักษาความปลอดภัย เช่นแผนปฐพี 149 หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มี ยังไม่ได้คิดแผนอะไรทั้งสิ้น เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและรัฐบาล ทั้งนี้ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งอยากให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลอง ใครมีสิทธิ์อะไรก็ทำไปตามกรอบของกฎหมาย ถ้าสิ่งใดจะทำให้เกิดความวุ่นวายก็ลดราวาศอกกันก็น่าจะดี เมื่อถามว่า จะต้องใช้ พรบ.ความมั่นคงหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “พอแล้วมั้งจะไปรบกับใครอีก”
พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า เขาจะเคลื่อนไหวในเรื่องอะไร ต้องรอดูก่อน เพราะเขายังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอะไร เพียงแต่เขาบอกว่าเขาจะต่อสู้กับระบอบทักษิณ เราต้องคอยดูต่อไป ส่วนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหานั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องรับปัญหาและแก้ไข จากนั้นเขาจะสั่งการมาเองว่าใครจะทำอะไร อย่างไร ซึ่งเราพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
เมื่อถามว่า หากสถานการณ์มีความรุนแรงมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ทหารจะออกมาระงับสถานการณ์ พล.ท.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทหารจะออกมาปฏิบัติงานหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งทหารจะออกมาได้ต่อเมื่อได้รับการร้องขอจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเมื่อมีการสั่งการจากผู้บังคับบัญชา แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการร้องขอแต่เมื่อไรที่บ้านเมืองมีปัญหา ตำรวจไม่เพียงพอ ทางตำรวจก็จะมีการร้องขอมาไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง เพราะเหตุการณ์ช่วงนี้ถือว่ายังปกติ
เมื่อถามว่า จะมีการฟื้นแผนปฐพี 149 มาใช้ในการรักษาความสงบหรือไม่ พล.ท.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มี รัฐบาลไม่ได้สั่ง เราจะไปทำอะไรได้ ต้องรอฟังคำสั่งจากรัฐบาล ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่าเพิ่งพูด
Thursday, March 13, 2008
นายกฯ แจงกระทู้ย้ายรองผู้การฯ บุรีรัมย์
รัฐสภา 13 มี.ค. – นายกรัฐมนตรีแจงสภาฯ ถึงการโยกย้ายรองผู้บังคับการฯ บุรีรัมย์ ยืนยันไม่ได้เป็นคนสั่งการ แต่เป็นไปตามระเบียบของ สตช.ที่ต้องการให้ไปช่วยราชการในตำแหน่งที่ว่างอยู่
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ (13 มี.ค.) ได้มีการพิจารณากระทู้ถามสดเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ โดยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถามนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ซึ่งนายองอาจระบุว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในช่วงที่ผ่านมา เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน โดยเฉพาะการโยกย้าย พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และ กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ไปดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ จึงอยากถามนายกรัฐมนตรีว่า มีแนวทางและหลักการในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจอย่างไร
ด้านนายสมัคร ชี้แจงว่า กรณี พ.ต.อ.สังวรณ์ เป็นการขอตัวไปช่วยราชการชั่วคราว ประกอบกับรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ได้ลาออกไปรับสมัครรับเลือกตั้ง ตำแหน่งรองผู้บังคับการฯ จึงว่างอยู่ จึงขอตัว พ.ต.อ.สังวรณ์ ไปช่วยงานชั่วคราว ส่วนตัวไม่รู้จักกับบุคคลที่เกี่ยวข้องเลย และตนไม่มีหลักการหรือหลักเกณฑ์ หรือมีคำสั่งในการโยกย้าย เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหลักเกณฑ์ของตัวเองอยู่แล้ว
นายองอาจ ถามต่อว่า เหตุผลในการโยกย้ายส่วนหนึ่ง คือ ไปช่วยปราบปรามการลักลอบตัดไม้พะยูง จากการตรวจสอบข้อมูลสถิติการจับกุมผู้ลักลอบตัดไม้พะยูงพบว่า ในปีแล้ว จ.ศรีสะเกษ มีการจับกุม 41 ราย จ.อำนาจเจริญ มี 48 ราย และ จ.บุรีรัมย์ มี 22 ราย ดังนั้น หากย้ายนายตำรวจคนนี้เพื่อไปจับการตัดไม้พะยูง น่าจะส่งไปที่ จ.อำนาจเจริญ มากกว่าทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเมื่อตรวจสอบการทำหน้าที่ของ พ.ต.อ.สังวรณ์ พบว่า ไม่เคยมีประวัติการจัดการกับผู้ลักลอบตัดไม้เลย แต่มีประวัติการดำเนินการกับการบุกรุกที่ดิน และการบุกรุกป่าของผู้กว้างขวางในบุรีรัมย์ ซึ่งมีการสรุปสำนวนสั่งฟ้องไปแล้ว จึงขอถามนายกรัฐมนตรีว่า การโยกย้าย พ.ต.อ.สังวรณ์ ไปปราบปรามการตัดไม้พะยูงจริงหรือไม่
นายสมัคร ตอบว่า การย้าย พ.ต.อ.สังวรรณ์ ไป จ.ศรีสะเกษ เพราะมีตำแหน่งว่าง และหากเรื่องนี้พัวพันไปเกี่ยวกับใบแดงของ กกต.จริง และนายกรัฐมนตรีไปพัวพันเกี่ยวกับเรื่องนี้ คนที่ตนจะย้ายคือ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบรูณ์ เพราะมีการจับเงินซื้อเสียงได้ถึง 1.3 ล้านบาท แต่ปรากฏว่ารองผู้บังคับการไม่เก่งจริง ทำให้ได้แค่ใบเหลือง ตนเพิ่งทราบเรื่องนี้ หากรู้เรื่องนี้ก่อนคงจะส่งคนปราบใบแดงไปปราบที่ จ.เพชรบูรณ์ โดยหากมีการเลือกตั้งอีก มือปราบใบแดงจะได้ไปปราบที่เพชรบูรณ์ เรื่องนี้ชัดเจนว่ามีคนว่างอยู่ก็ส่งไปแทน ส่วน จ.อำนาจเจริญ มีคนอยู่แล้ว จะส่งไปทำไม เมื่อคนนี้เก่งเรื่องที่ดินก็ต้องเก่งเรื่องตำรวจที่ไปพัวพันเรื่องการตัดไม้พะยูง ก็ต้องให้ตำรวจไปปราบตำรวจกันเอง
จากนั้นนายองอาจได้ถามคำถามสุดท้ายว่า นายกรัฐมนตรีจะให้คำมั่นสัญญากับสภาได้หรือไม่ว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจนับจากนี้ไปจะยึดหลักคุณธรรม และยึดตามที่เคยแถลงไว้กับสภาผู้แทนราษฎร นายสมัคร ตอบว่า การเป็นตำรวจต้องทำหลายอย่าง เมื่อมีปัญหาการตัดไม้พะยูงที่ศรีสะเกษ จึงให้ตำรวจไปดูแล ตำรวจทั้งหมดมี 250,000 คน กรณีนี้คนที่สั่งย้ายตำรวจคือผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค นายกรัฐมนตรีไม่มีทางรู้ได้ทั้งหมด แม้ตนจะต้องรับรองในสิ่งที่ทำ แต่เหตุที่เกิดขึ้นจะเอาคำรับรองของตนไปอ้างอิงคงไม่ได้
“เพราะหากวันข้างหน้า ตำรวจไปย้ายพลตำรวจคนหนึ่งแล้วผิด ผมมิซวยไปเลยหรือว่าไปให้การรับรองไว้ มันเกินเหตุนะครับ” นายกรัฐมนตรี กล่าว. -สำนักข่าวไทย
'อภิรักษ์'มอบหมาย'วัลลภ สุวรรณดี' รักษาการผู้ว่าฯ กทม.
จากกรณีที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม.ประกาศยุติบทบาทการทำหน้าที่ในฐานะผู้ว่าฯ กทม.ตั้งแต่วันนี้ (13 มี.ค.)เป็นต้นไป หลังจาก คตส.มีมติชี้มูลความผิด กรณีมีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริตรถและเรือดับเพลิงของ กทม. เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและปราศจากการแทรกแซง พร้อมทั้งเตรียมทำหนังสือเพื่อสอบถามรายละเอียดข้อกล่าวหาจากทาง คตส.นั้น
เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เปิดแถลงข่าวว่า ได้มอบหมายให้นายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อันดับ 1 ปฏิบัติราชการแทน โดยทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ การประกาศยุติบทบาทผู้ว่าฯ กทม.ต้องการทำให้เป็นแนวทางให้นักการเมืองได้ปฏิบัติ ทำให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบ รวมทั้งเพื่อที่จะใช้เวลาในการชี้แจงข้อกล่าวหาของ คตส.
"ในชั้นนี้ผมยังไม่มีความผิด ซึ่งผมจะต้องไปชี้แจงข้อกล่าวหาให้คตส.ได้รับทราบ ผมเชื่อมั่นใจกระบวนการยุติธรรม และคตส.ว่าจะให้ความยุติธรรมกับผมได้ ความจริงผมตั้งใจเอาไว้นานแล้วว่า เมื่อใดก็ตามที่โดนกล่าวหาในกรณีนี้ก็จะแสดงสปิริตให้เห็น เนื่องจากผมได้รับความไว้วางใจจากประชาชนคนกรุงเทพฯ เลือกเข้ามา สำหรับการยุติบทบาทก็คือไม่ทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม." นายอภิรักษ์กล่าว
‘หมอเลี้ยบ'ไม่สน‘คตส.' ยันเดินหน้าทำงาน-ชี้ต่างจาก‘อภิรักษ์'
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง กรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ฟ้องดำเนินคดีหวยบนดิน ว่า ขณะนี้ ตนเองยังสามารถปฎิบัติหน้าที่ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่อไปได้ ถึงแม้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะยังไม่สรุปว่าจะมีการรับฟ้องกรณีหวยบนดินหรือไม่ เพราะตนได้พ้นตำแหน่งการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตี ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2548 แล้ว ซึ่งถือว่าพ้นจากตำแหน่งเกิน 2 ปี ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้อำนาจของสำนักงานและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ ต่างจากของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพราะอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่
รมว.คลัง กล่าวว่า ดังนั้น จึงยืนยันว่า ตนต้องปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งไปก่อน เพื่อรักษาเกียรติยศและชื่อเสียง และต่อสู้ไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งตนยังกำกับดูแลสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่คงยังไม่มีนโยบายเพิ่มเติมเพื่อเดินหน้าออกหวยบนดินในช่วงนี้ คงต้องรอดูความชัดเจนของศาลฎีกาในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ส่วนกรณีนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นข้าราชการประจำนั้น เป็นการดำเนินการตามมติ ครม. โดยไม่ใช่ทำผิดวินัยร้ายแรง จึงเห็นว่าควรปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
สมพงษ์ ฝากคณะผู้นำศาสนาอิสลามทำความเข้าใจกับซาอุฯ
ทำเนียบฯ 13 มี.ค. - นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายวันมูฮะหมัดนอร์ มะทา นำคณะผู้นำศาสนาอิสลามที่จะเดินทางไปซาอุดีอาระเบีย เข้าเยี่ยมคารวะที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ (13 มี.ค.) ว่า เป็นการหารือกันในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งคณะผู้นำศาสนาอิสลามได้สอบถามว่า รัฐบาลได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับซาอุดีอาระเบียอย่างไรบ้าง รวมไปถึง การรื้อฟื้นคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในอดีต ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบีย ไม่ค่อยแน่แฟ้น
“ในฐานะที่รับผิดชอบกระทรวงยุติธรรม จะริเริ่มตรวจสอบคดีต่าง ๆ รวมทั้งคดีของ นายสมชาย นีละไพจิตร
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนอยู่ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ผมได้ขอให้คณะของผู้นำศาสนาอิสลาม ได้ช่วยชี้แจงความจริงใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมายอมรับว่า ความสัมพันธ์ด้านต่าง ๆ มีน้อย ทำให้ไทยเสียโอกาส” นายสมพงษ์ กล่าว และว่า การพบปะครั้งนี้ไม่ได้พูดคุยเรื่องคดีเพชรซาอุฯ แต่ได้ชี้แจงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ที่รัฐบาลมีหน่วยงานเข้าไปดูแล เพื่อเป็นที่พึ่งให้ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-13 15:41:15







