รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถามจุดยืนไปยังพรรคประชาธิปัตย์ ว่าหากคดีทุจริตการซื้อรถและเรือดับเพลิงยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรมจะส่งนายอภิรักษ์ โกษะโยธินลงสมัคร ชิง
ตำแหน่งผู้ว่า กทม. หรือไม่
นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องไม่ให้นำประเด็นการยุติบทบาทการทำหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือการตัดสินใจ ของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มาเป็นประเด็นทางการเมือง
รวมถึงใช้เป็นการสร้างมาตรฐานเทียบเคียงในคดีเดียวกันกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หรือคดีหวยบนดินของ 3 รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์ จะอ้างว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเช่นเดียวกับกรณีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช จากพรรคพลังประชาชน ที่ยุติบทบาทการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรไปก่อนหน้านี้แล้ว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังตั้งคำถามไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่า นายอภิรักษ์ จะตัดสินใจลงสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในสมัยต่อไป และคดีการทุจริตซื้อรถและเรือดับเพลิง ยังอยู่ในชั้นศาล จะมีความเหมาะสมหรือไม่ หรือจะใช้มาตรฐานเดียวกับนายทศพร เทพบุตร ส.ส.จังหวัดภูเก็ต ที่มีคดีเรื่อง สปก. 4-01 อยู่ แต่ได้ส่งลงสมัครจนได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยด้วยว่าจะจัดทำโครงการสำนักโฆษกสัญจร พบสื่อมวลชนภูมิภาคในปีนี้ ให้ครบ 4 ครั้ง 4 ภาค โดยจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ขณะนี้ประสบปัญหาภัยแล้ง และที่ดินทำกิน จึงมีแนวคิดที่จะเชิญรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกลุ่มจังหวัดนั้น ๆ ร่วมเดินทางไปรับฟังความคิดเห็นและปัญหามาปรับการทำงานของรัฐบาลด้วย และอาจจะเชิญนายกรัฐมนตรีไปร่วมเป็นบางโอกาส จากนั้นจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ตามลำดับ (14/03/51)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, March 14, 2008
รองโฆษกฯ เรียกร้อง ปชป. แถลงจุดยืนกรณีอภิรักษ์
นพ.ประเวศ เตือนรัฐบาลคิด-พูด และทำดี ประชาชนจะยอมรับ
เมืองทองธานี 14 มี.ค.- ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันที่ 28 มี.ค. ว่า เป็นสิทธิอันชอบธรรมในสังคมประชาธิปไตย แต่ต้องชุมนุมโดยใช้เหตุผล ใช้ความจริง ไม่ใช่ด่าทอกันรุนแรง ทำในกรอบกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาล ทุกคนก็อยากเห็นความสำเร็จ แต่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะปฏิบัติอย่างไรให้น่าเชื่อถือและไว้วางใจต่อประชาชน เพราะจากบทเรียนที่ผ่านมา ตนเห็นทุกรัฐบาลว่าประชาชนจะเกลียดรัฐบาลภายใน 1 ปี จากการคาดหวังสูงว่ารัฐบาลต้องเป็นตัวอย่างที่ดี คือ คิดดี พูดดี ทำดี โดยเฉพาะการพูดจาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งรัฐบาลต้องเป็นตัวอย่าง เช่นเดียวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เรื่องวจีสุจริต และปิยะวาจา หากรัฐบาลพูดจริง ถูกกาลเทศะ เป็นประโยชน์ ผิดแล้วขอโทษ ประชาชนจะรัก แต่หากขาดสิ่งเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับความไม่วางใจจากประชาชน. -สำนักข่าวไทย
อสส.ตีกลับคดีทุจริตกล้ายาง
คตส. 14 มี.ค.- อัยการสูงสุดตีกลับคดีทุจริตกล้ายาง อ้างสำนวนไม่ชัด 3 ประเด็น เสนอตั้งคณะทำงานร่วม 2 ฝ่าย ด้าน “นาม ยิ้มแย้ม” เตรียมนำเข้าที่ประชุมใหญ่ 17 มี.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันนี้ (14 มี.ค.) นายเสกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ในฐานะตัวแทนของอัยการสูงสุด เข้าพบนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) นานกว่า 20 นาที จากนั้น นายเสกสรรค์ เปิดเผยว่า ได้มายื่นเอกสารการพิจารณาสำนวนคดีการจัดซื้อพันธุ์กล้ายางพารา 90 ล้านต้น ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ คตส.ส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาเรื่องสั่งฟ้องคณะรัฐมนตรี และบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 45 คน ต่อศาล
“ผมยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะเป็นเอกสารลับ แต่โฆษกอัยการสูงสุดจะชี้แจงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในวันที่ 17 มี.ค.นี้” นายเสกสรรค์ กล่าว
ด้านนายนาม เปิดเผยว่า ตัวแทนอัยการสูงสุดยื่นหนังสือต่อ คตส.เพื่อให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมทั้ง 2 ฝ่าย คือ อัยการสูงสุด กับ คตส. พร้อมทั้งเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นคณะทำงานร่วมเรียบร้อยแล้ว เพื่อพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสำนวนที่ยังขาดหลักฐานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงต้องพิจารณาเอกสารเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ไม่เกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์ของสำนวน แต่เป็นการพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้สำนวนและหลักฐานมีความชัดเจนรัดกุมมากขึ้น
“ผมจะนำความเห็นของอัยการสูงสุดเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ คตส. ในวันจันทร์ที่ 17 มี.ค.นี้ เพื่อเสนอชื่อบุคคลที่จะเข้ามาเป็นคณะทำงานร่วม เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีชื่อนายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการ คตส.ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าว เป็นคณะทำงานร่วม” นายนาม กล่าว
มีรายงานข่าวจากอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เหตุผลสำคัญที่อัยการสูงสุดต้องการให้มีการตั้งคณะทำงานร่วม 2 ฝ่าย เพื่อพิจารณาสำนวนเพิ่มเติมมีทั้งหมด 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของนายบรรณพจน์ หงษ์ทอง อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.ประเด็นที่ คตส.มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาและชี้มูลความผิดบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่ระบุความผิดเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่าง ๆ ยังไม่มีความชัดเจน และยังไม่มีการระบุความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน และ 3.การพิจารณาสำนวนคำให้การของพยานผู้ถูกกล่าวหาบางคน บางช่วงขาดหายไป
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับรายชื่อคณะทำงานร่วมฝ่ายอัยการสูงสุด 5 คน ประกอบด้วย 1.นายเสกสรรค์ บางสมบุญ 2.นายวินัย ดำรงมงคลกุล 3.นายนันทศักดิ์ พูนสุข 4.นายวงศกุล กิตติพรหมวงศ์ และ 5.ม.ล.ศุภกิตต์ จรูญโรจน์. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-14 17:42:05

ทีมงานโฆษกฯ รัฐบาลเตรียมเดินสายพบสื่อมวลชนภูมิภาค
กทม. 14 มี.ค. - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้จัดโครงการรัฐบาลพบสื่อท้องถิ่น หรือสำนักโฆษกฯ สัญจร พบปะสื่อส่วนภูมิภาค โดยปีนี้จะจัดโครงการดังกล่าว 4 ครั้ง ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ทั้งเหนือ อีสาน กลาง และใต้ โดยเชิญรองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลจังหวัดต่าง ๆ หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมคณะไปกับทีมงานโฆษกฯ เพื่อพบปะพูดคุย และรับฟังความคิดเห็น เสียงสะท้อน ที่จะเป็นประโยชน์ในการบริหารงานของรัฐบาล และถ้าเป็นไปได้จะเชิญ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วยบางโอกาส แต่ต้องดูความเหมาะสมอีกครั้ง
'อภิสิทธิ์'เล่นบทดื้อตาใสด่า'อภิรักษ์'
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกอาการ เป็นงงไก่ตาแตกหลังมีเสียงตำหนิ"อภิรักษ์" ประกาศยุติบทบาทผู้ว่าฯกทม. คดีพัวพันทุจริตรถ-เรือดับเพลิง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประกาศหยุดการปฏิบัติหน้าที่ หลังคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีมติแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องในโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงของ กรุงเทพมหานคร ว่าเป็นเกมการเมือง ว่า ไม่น่าเชื่อจะมีคนออกมาตำหนิ นายอภิรักษ์ ทั้ง ๆ ที่เป็นการกระทำอย่างตรงไปตรงมา ทำไมพอคนทำในสิ่งที่ควรกระทำ เรากลับไม่ให้กำลังใจ ตนไม่เข้าใจ
“เราคิดว่า การตัดสินใจของคนของพรรค อยากให้เป็นแนวทางบรรทัดฐานทางการเมือง เหมือนสมัยพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ถูก ป.ป.ช.ชี้มูล ท่านก็ไม่ใช่แค่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ลาออกเลย ทางพรรคได้ยึดถือปฏิบัติมาอยู่แล้ว คนละเรื่องกับการกดดัน ผมไม่คิดว่า จะไปกดดันอะไรรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีได้ เพราะนายกรัฐมนตรีมีท่าทีที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่ได้คิดแบบเดียวกับเรา ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว และว่า เราต้องการให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่า เรายอมรับการตรวจสอบ ต้องการให้กระบวนการตรวจสอบทำงานอย่างเต็มที่
นายกฯพร้อมคณะเดินทางเยือนพม่า
นายกฯพร้อมคณะ เดินทางไปเยือนพม่าอย่างเป็นทางการเมืองเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหารือเรื่องก๊าซ ธรรมชาติ และแก้ปัญหายาเสพติด แนวชายแดน
วันนี้ เวลา 07.25 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ จะเดินทางไปปฏิบัติภาระกิจที่ประเทศพม่า อย่างเป็นทางการ โดยมีภาระกิจหลักก็คือ กระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า หารือเรื่องพลังงานก๊าซธรรมชาติ รวมถึงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแนวชายแดน
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ จะเดินทางด้วยเครื่องบินพิเศษ C130 ที่ท่าอากาศยาน กองบิน 6 อาคารใหม่ ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังนครเนปิดอร์ สหภาพพม่า โดยมี นายกรัฐมนตรีของประเทศพม่า ให้การต้อนรับและจะเดินทางกลับประเทศไทย เวลาประมาณ 20.45 น. ของวันนี้
การเมืองจะวุ่นอีกรอบ [14 มี.ค. 51 - 17:56]
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อท่าทีระหว่างนายกฯ สมัคร สุนทรเวช กับ สื่อมวลชนไทย บนความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เหตุ เพราะอะไร ผมแนะนำให้ไปหา วารสารราชดำเนิน ฉบับล่าสุด ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์อ่านรายละเอียดเอา เป็นความเจ็บปวด ของนักข่าวรุ่นอาวุโสและคนทำหนังสือพิมพ์ทั้งหลายที่ต้องเจ็บและจำไปจนวันตาย วันนั้นมาจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนเพียงแต่เบาลงตามสถานการณ์
เป็นนิสัยถาวรเสียแล้ว
ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน ฟังว่า อึดอัดใจพอสมควร ข้าราชการก็เข้าใจธรรมชาติของการเมืองดี วิกฤติที่ผ่านมาพยายาม ที่จะจับข้าราชการแบ่งข้างโดยไม่เต็มใจ อาชีพข้าราชการ ใครมาเป็นนายก็พร้อมที่จะ ปฏิบัติงานตามนโยบายอยู่แล้ว
และข้าราชการก็เข้าใจด้วยว่า การจะโยกย้ายเด็กใคร นายใคร ญาติโยมใครก็พอทำใจได้ แต่ส่วนใหญ่จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ที่ผลงานและคุณภาพด้วย เพราะคนที่เขาเป็นข้าราชการโดยอาชีพไม่เคยคิดว่าจะต้องเข้าข้างใครเป็นพิเศษอยู่แล้ว เพียงแต่ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุดก็พอ
พูดตรงๆว่า ข้าราชการรับไม่ได้ถ้าจะมีการย้ายล้างบาง
ก็ถือว่าเป็นเวรกรรมของข้าราชการอย่างหนึ่ง เปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัยทีก็เตรียมเก็บ เสื่อเก็บหมอนกันที ทั้งที่ ข้าราชการเป็นฟันเฟืองขนาดใหญ่ของประเทศ คิดดู ถ้าฟันเฟืองเดินบ้างไม่เดินบ้างหรือบางทีก็เดินถอยหลัง ประเทศจะไปได้กี่น้ำ
ข้ออ้างว่าการย้ายข้าราชการเป็นเพราะสมัยไหนก็ย้ายทั้งนั้นจึงดู เป็นคำตอบที่ไม่อบอุ่น สำหรับข้าราชการที่ตั้งใจทำงานเลย สู้เช้าชามเย็นชามดีกว่า ถึงจะถูกย้าย ก็ไม่เจ็บกระดองใจ
นี่ได้ข่าวว่าจะย้ายข้าราชการทหารตำรวจกันยกใหญ่ ด้วยเหตุผลพวกใครพวกมัน ญาติใครญาติมัน และรายได้เข้ากระเป๋าใครกระเป๋ามัน คนที่เพิ่งจะซื้อ ตำแหน่งมาสดๆร้อนๆ นั่งไม่ค่อยติดยังถอนทุนไม่ได้เลย ดีไม่ดีจะมาเสียสองเด้งฉิบ
ระบบข้าราชการย่อยยับซ้ำซาก
เรื่องวิบากกรรมทางการเมือง ไม่ช้าก็เร็วเกิดขึ้นแน่นอน ทั้งจากการยุบพรรค คดีอาญาบ้านเมืองกับนักการเมือง มาถึงตอนนี้ผมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำคงจะหันหลังให้กับการเมืองได้เสียที และมาเมืองไทยครั้งนี้ คงได้ข้อมูลใหม่ๆไปเยอะ การใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศซักระยะน่าจะเป็นทางออกที่ดี
การที่ กกต.ต้องเลื่อนการชี้ชะตาทางการเมืองไปสัปดาห์หน้า ก็คงเพราะอยาก ให้คุณทักษิณห่างจากเหตุการณ์ให้มากที่สุด ใจหนึ่งคงไม่อยากให้การเมืองมะรุมมะตุ้มกันอีก
ปัญหาเลยยังไม่สะเด็ดน้ำ
บ้านเมืองก็จะอึมครึมอยู่อย่างนี้ต่อไป ดังนั้น เพื่อเห็นแก่อนาคต ประเทศชาติ อยากจะวิงวอนไปถึงกระบวนการยุติธรรม เมื่อเป็นผู้เริ่ม ต้นเรื่องนี้ ก็น่าจะปิดฉากทุกอย่าง ให้เรียบร้อยตามกระบวนการยุติธรรม
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด.
หมัดเหล็ก
คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
60 ปี ความสัมพันธ์ 2 ประเทศ 'สมัคร' เดินทางเยือนพม่า [14 มี.ค. 51 - 06:35]
ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (14 มี.ค.) ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและคณะ ประกอบด้วย นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พล.ท.ศิรพงศ์ บุญพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก มีกำหนดการเยือนสหภาพพม่าอย่างเป็นทางการ โดยจะออกเดินทางจากท่าอากาศยาน (กองบิน 6) ในเวลา 07.25 น. เพื่อเดินทางไปยังเมืองเนปิดอว์ โดยเครื่องบินพิเศษ c-130
สำหรับการเดินทางเยือนพม่าของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง และยืนยันนโยบายไทยในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกับพม่าต่อไป นอกจากนี้ ในปีนี้ยังเป็นปีเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ไทย-พม่า ด้วย
โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีจะร่วมหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีพม่า เพื่อสานต่อโครงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ ทั้งภายใต้กรอบทวิภาคีและพหุภาคี รวมทั้งแสวงหาแหล่งการค้า การลงทุนเพิ่มเติม และกระตุ้นความร่วมมือในด้านพลังงาน
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเข้าเยี่ยมคารวะพล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ และหารือทวิภาคีกับพล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่าช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางไปกรุงย่างกุ้งเพื่อเป็นประธานพิธีเปิดที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง พร้อมทั้งพบปะและมอบนโยบายทีมไทยแลนด์ และชุมชนไทยในพม่า
'สมชับ'ลาออกจากกกต.แล้ว
นายสมชัย จึงประเสริฐ ยอมรับตัดสินใจลาออกจาก กกต ยืนยันต้องการทำงานที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมากกว่า หากไม่รับเลือกคงไปทํางานด้านอื่นแทน
นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวยอมรับว่า มีการยื่นสมัครเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจริง เพราะต้องการจะไปทำงานเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ เนื่องจากได้ใช้ความรู้ด้านกฏหมายมากกว่า พร้อมยืนยันว่า ไม่มีความขัดแย้งกับ กกต.และไม่ได้มีแรงกดดันใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้เห็นว่า ภารกิจสำคัญที่ กกต.ได้ลุล่วงไปมากแล้ว
อย่างไรก็ตามไม่แน่ใจว่า การไปสมัครครั้งนี้จะได้รับการคัดเลือกหรือไม่ ซึ่งจากรายชื่อผู้สมัครก็ไม่แน่ใจว่าจะได้รับคัดเลือก แต่หากไม่ได้รับคัดเลือกจริงก็อาจไปทำงานด้านอื่นที่สนใจมากกว่าเป็นกรรมการการเลือกตั้ง
ชนะเพื่อแพ้
น่านำมาเป็น “กรณีศึกษา” มากที่สุดในยามนี้ ก็คือชีวิตและตัวตนของนายพลอดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติ ที่ชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินบัดนี้...อำนาจทั้งหลายทั้งปวง ได้หลุดออกจากมือ “บิ๊กบัง” ไปเรียบร้อย ตั้งแต่รัฐบาลสุรยุทธ์หมดสภาพหลังการ
เลือกตั้งเขากลายเป็นนินจาหรือขอมดำดินตั้งแต่บัดนั้น!ทำไมผมถึงบอกว่าชีวิตของ พล.อ.สนธิ เป็นชีวิตที่น่าศึกษา?? เพราะ พล.อ.สนธิ เองก็เพิ่งมารู้เมื่อไม่กี่วันนี้เองเหมือนกันว่า...“เข้าใจชีวิตมากขึ้นเมื่อหมดอำนาจ” แปลว่า ก่อนหน้านี้เขาแทบไม่รู้จักตัวเอง!!
พล.อ.สนธิ เป็นนายทหารหน่วยรบมาตลอดชีวิต เคยเป็นผู้บัญชาการทหารหน่วยสงครามพิเศษ (พลร่มป่าหวาย) จนมาถึงเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบก
“สนธิ บุญยรัตกลิน” รู้และคุ้นเคยกับสิ่งที่เรียกว่า “อำนาจ” มาตลอดยิ่งหลังการปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 พล.อ.สนธิ ยิ่งมี อำนาจล้นฟ้า ในฐานะ “หัวหน้าคณะปฏิวัติ”
คนมีอำนาจแล้วบริหารอำนาจที่มีอยู่ไม่เป็น มันทำให้ พล.อ.สนธิ ไม่เคยตัวโตกว่าเดิม!!จะเรียกว่า..เขาเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติคนเดียวที่หน่อมแน้มที่สุด หรือมีอำนาจที่จำกัดที่สุดก็ไม่น่าจะผิดบันไดกี่ขั้นก็ตามที่ “สนธิ” ตั้งใจจะล้างเผ่าพันธุ์พรรคไทยรักไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สูญพันธุ์ เอาเข้าจริง “สนธิ”กลับสิ้นพันธุ์เสียเอง
วันนี้ เขาพูดได้แต่เพียงว่า..."ขอใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา ทุกอย่างพิสูจน์ได้ตอนที่เราไม่มีอำนาจ ใครรักเราจริงก็มาหาเรา บางคนเคยมาหาตอนเป็นประธาน คมช. แต่ตอนนี้ก็ไม่มาก็มีอยู่มาก ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ได้พิสูจน์ว่า ใครเป็นมิตรแท้ เป็นคนที่รักเราจริง ในช่วงที่เราไม่มีอำนาจ...”
มันเป็นสัจธรรม เป็นความจริงที่ พล.อ.สนธิ เจ็บปวดมาก!! ในการล้างไพ่หลังการเลือกตั้งนั้น พล.อ.สนธิ มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นกุนซือใหญ่ฝ่ายกฏหมายและสภานิติบัญญัติแห่งชาติในการเตรียมการเลือกตั้งครั้งหลังสุดเอาไว้อย่างแหลมคม เขามี “เพื่อนร่วมรุ่น”หลักสูตร วปอ.ปี 2542-2543 ชื่อ อภิชาต สุขัคคานนท์ (หมายเลข 3999) มาเป็นประธาน กกต. ให้
แต่เพราะความแรงของ “ทักษิณ ชินวัตร” และในความเป็นอดีตพรรคไทยรักไทย ทำให้พรรคพลังประชาชนเข้าสภาแบบ “แลนด์สไลด์” 233 คน
วันนี้ของ “สนธิ บุญยรัตกลิน” (วปอ.รุ่นปี 42-43 หมายเลขประจำตัวนักศึกษา 3975) จึงเป็นชีวิตรันทด จะว่า...ลงไม่สวยก็น่าจะได้!!








