จากข่าวเด่นประเด็นร้อนกรณี นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประกาศยุติการทำหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลังจาก คตส.มีมติชี้มูลความผิด กรณีมีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริตรถและเรือดับเพลิงของกทม. โดยให้เหตุผลว่า เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบของคตส.เป็นไปอย่างโปร่งใสและปราศจากการแทรกแซง พร้อมทั้งมีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ว่าเป็นการแสดงบรรทัดฐานของนักการเมือง และเป็นจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ แถมท้ายด้วยคำชมจากปากประธานคตส. นายนาม ยิ้มแย้ม (ผู้ตั้งข้อกล่าวหาแก่ตัว) ว่า ไม่จำเป็นต้องยุติหน้าที่ก็ได้เพราะเพียงแค่ถูกกล่าวหา แต่เป็นเรื่องดีที่สร้างบรรทัดฐานทางการเมือง
หากมองอย่างผิวเผิน ดูเหมือนว่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ โชว์สปิริตทางการเมือง ว่าพวกตนเป็นพรรคการเมือง และนักการเมืองชั้นดี แฝงนัยยะกระทบชิ่งนักการเมืองผู้อื่นที่คตส.กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ในเวลานี้
แต่ การประกาศยุติบทบาทผู้ว่ากทม. เป็นการแสดงสปิริต ความเป็นคนดี มีจริยธรรมทางการเมืองที่สูงส่งกว่าคนอื่นจริงหรือ? หรือกำลังใช้ยุทธวิธี ลับ ลวง พราง อ้างความใสซื่อมือสะอาด มาแหกตาพี่น้องประชาชน และโจมตีรัฐบาลกันแน่?
การแหกตาที่ว่า เกิดจากการพูดความจริงไม่หมดใช่หรือไม่?
ควรทำความเข้าใจกันก่อนว่า การยุติบทบาทของท่านหล่อเล็ก ไม่ใช่เรื่องการแสดงสปิริตแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องที่มีข้อกฎหมายเข้ามาเกี่ยวพัน ท่านหล่อเล็กถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดขณะดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่ากทม. เป็นข้อกล่าวหาที่ผูกพันอยู่กับหน้าที่ความรับผิดชอบ และองค์กรที่ตนเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องยุติบทบาทการทำงาน
แล้วท่านหล่อเล็ก ยุติบทบาทเพื่อให้กระบวนการตรวจสอบของคตส.เป็นไปอย่างโปร่งใสและปราศจากการแทรกแซงจริงหรือ?
คำตอบตามความจริงที่ปรากฎคือ ไม่
เพราะหากไม่หลับหูหลับตาเชียร์ “สปิริต” กันมากไปนัก จะเห็นได้ว่า ยังคงมีคนของท่านหล่อเล็ก และท่านหล่อใหญ่แห่งพรรคฝ่ายแค้นนั่งบริหารงานระดับสูงในกทม. เช่นเดิม
ทั้งยังมีปลัดฯที่เป็นคนเดิมอีก
อย่าลืมว่า โครงสร้าง และอำนาจหน้าที่ของการบริหารงานของผู้ว่ากทม. ก็คือ สามารถแต่งตั้งคณะทำงาน ทั้งรองผู้ว่า และคณะทำงานต่างๆ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปอย่างเปิดเผยว่า มีทั้งสมาชิกและคนของพรรคประชาธิปัตย์เกือบทั้งหมด
การเปลี่ยนหน้าฉากแค่ หน้าตาของคน แต่พื้นฐานและระบบ เส้นสายคงเดิม
เป็นการแสดงสปิริตตรงไหนไม่ทราบ?
หากต้องการความโปร่งใสจริง ต้องตัดองคาพยพทิ้งทั้งหมด ไม่ใช่คงไว้เป็นพวงแบบนี้
ดังนั้นควรหยุดแหกตาประชาชนว่า “โชว์สปิริต เพื่อสร้างความโปร่งใส” เสียที
ประชาชนเขาไม่ได้กินหญ้า !
และด้วยความเคารพ โปรดอย่าลืมว่า ท่าทีของคณะผู้บริหารกทม. รวมทั้งหล่อเล็ก ในอดีตระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ กับประชาชน ผู้ต่อสู้คัดค้านเผด็จการคมช. จากการขอใช้สนามหลวงเพื่อจัดการชุมนุม
สำหรับพันธมิตรเพื่อการรัฐประหารท่านบริการอย่างเต็มที่ ทั้งรถสุขา ทั้งการอำนวยความสะดวกต่างๆ
สำหรับการชุมนุมของประชาชนผู้คัดค้านเผด็จการคมช. กลับถูกขัดขวาง นำเจ้าหน้าที่เทศกิจ สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมาล้อมประชาชนที่ชุมนุมบ้าง ให้ข่าวเป็นทางลบกับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นระยะ
เป็นพฤติกรรมเลือกข้างและเลือกปฎิบัติ ราวฟ้ากับเหว
การสนับสนุนและบริการการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเพื่อการรัฐประหาร สอดคล้องกับท่าที จุดยืนของท่านหล่อใหญ่ผู้นำพรรคในการชูมาตรา 7 ในขณะนั้นเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งไม่รู้ว่าการโชว์สปิริตยุติบทบาท ในเวลานี้จะสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ปัจจุบันอีกหรือไม่?
ว่ากันว่า กระบวนยุทธ์ สร้างภาพโชว์สปิริต นอกจากหวังผลทางการเมืองเตะตัดขารัฐบาลแล้ว ยังได้ของแถมที่สำคัญมาอีกเรื่องหนึ่ง เพราะ ตำแหน่งผู้ว่ากทม.นั้น อีกไม่กี่เดือนก็หมดวาระแล้วต้องมีการเลือกตั้งใหม่ การยุติบทบาทการทำหน้าที่ผู้ว่ากทม. นอกจากเป็นการสร้างภาพว่า “มีสปิรติ”แล้ว ยังมีเวลาไปเดินสายหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยใช่หรือไม่?
คงไม่มีใครรู้ดีเท่ากับหล่อเล็กและหล่อใหญ่เขี้ยวลากดิน ที่กำลังเล่นปาหี่ แหกตาประชาชนอยู่ในเวลานี้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, March 15, 2008
หล่อเล็ก เขี้ยวลากดิน แหกตาประชาชน?
ราคาที่ลดลงของพันธมิตรฯ
ในที่สุด กำหนดการรวมพลครั้งแรกของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภายใต้การบริการของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ก็ได้กำหนดวันออกมาเรียบร้อย
คนไทยหลายคนเห็นข่าวนี้แล้วก็ให้รู้สึกไม่สบายใจ เกรงว่ามันจะนำไปสู่การสร้างความวุ่นวายใหญ่โตเหมือนที่เคยเป็นมา
แต่อย่าลืมว่าเงื่อนปัจจัยครั้งนี้กับครั้งกระโน้นคือก่อน 19 กันยายน 2549 มันยังห่างกันลิบลับ...
ก่อน 19 กันยายน กลุ่มพันธมิตรฯก่อตัวขึ้นโดยมี นายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของสื่อเครือผู้จัดการเป็นแกนหลัก และมีองค์กรภาคประชาชนอีกจำนวนหนึ่งเข้ามาเสริมทัพเพิ่มความเข้มแข็ง
โดยเฉพาะเป็นภาคประชาชนที่ถนัดนักกับการยืนตรงข้ามรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะทำอะไร จะประกอบด้วยใคร ใครเป็นนายกฯ
แล้วยิ่งบ้านเมืองขาดหายไปจากบรรยากาศการรวมตัวทางการเมืองขนาดใหญ่มานานหลายปี...การได้ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯจึงเป็นเรื่องที่มาตอบสนองความกระสันอยากจะต่อสู้เพื่อผดุงความยุติธรรมของคนกลุ่มนี้ เกิดเป็นกระแสสารพัดโหนอย่างที่เห็น
เมื่อรายชื่อผู้มีต้นทุนทางสังคมในขณะนั้น เช่น พิภพ ธงไชย สุริยะใส กตะศิลา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สมศักดิ์ โกศัยสุข สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ออกมาร่วมด้วย ชนชั้นกลางผู้เชื่อมั่นในบุคคลเหล่านี้จึงพร้อมเทใจให้
บวกกับการเดินเกมที่ผิดพลาดไปของรัฐบาลทักษิณ และตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เอง เช่น การขายหุ้นในเวลานั้น จึงยิ่งเป็นการราดน้ำมันบนถ่านไม้ที่แดงร้อนให้ปะทุเปลวไฟพวยพุ่ง...
แต่นั่น...ก็คือก่อน 19 กันยายน 2549
หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 “มิตร” ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ล้วนได้รับบำเหน็จรางวัลกันถ้วนทั่ว ไม่ว่าจะเป็นอดีตนักการเมือง นักวิชาการ หรือกระทั่งสื่อมวลชน
โดยเฉพาะกลุ่มที่ควรได้รับความดีความชอบมากที่สุด ในฐานะผู้ช่วยกรุยทางให้การรัฐประหารก็คือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
การดำรงอยู่ของใครหลายคนในสภาร่างรัฐธรรมนูญบ้าง สภานิติบัญญัติแห่งชาติบ้าง องค์กรอิสระต่างๆ บ้าง เหล่านี้คือรูปธรรมของการต่างตอบแทนดังกล่าว
แต่ขณะเดียวกัน การสมประโยชน์กันเหล่านี้ ก็กลับทำให้เริ่มเกิดเสียงยี้ต่อกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าก็มีสถานะไม่ต่างจากเหลือบไร ที่แสวงหาโอกาสสูบกินผลประโยชน์มาเลี้ยงตัวให้อวบอ้วนอิ่มเอมก็เท่านั้น...
ยิ่งหลังจากช่วงฮันนีมูนระหว่างพันธมิตรฯ กับ คมช. เริ่มผ่านพ้นไป เกิดปรากฏการณ์ไม่ลงรอยทางผลประโยชน์ ผลตอบแทนไม่สมน้ำสมเนื้อ ใครบางคนในกลุ่มพันธมิตรฯเริ่มฟาดงวงฟาดงาใส่บรรดา”กัลยาณมิตร” ก็ยิ่งทำให้หลายคนตาสว่างว่า ตกลงที่ผ่านมามันเป็นเรื่องผลประโยชน์ประเทศชาติหรือผลประโยชน์เฉพาะของใครกันแน่...
สง่าราศีและชื่อเสียงของกลุ่มพันธมิตรฯ จึงลดเหลือเป็นแค่พันธมาร...อันธพาลทางการเมืองกลุ่มหนึ่งที่เหมือนว่าจะทำมาหากินด้วยการตบทรัพย์ใครต่อใครไปวันๆ ก็เท่านั้น
ดังนั้น ก่อนหน้าที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมาขึ้นศาลเพียงไม่กี่วัน เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯพยายามกลับมาปลุกผีด้วยการตั้งโต๊ะแถลงข่าวสีหน้าซีเรียส
ผลตอบรับจึงกลับแผ่วเบา...เหมือนถูกปล่อยให้เต้นแร้งเต้นกาไปคนเดียว
หากจะมีผลสะท้อนกลับมาบ้าง ก็คงเป็นเหล่าบรรดานักวิชาการที่ออกมารุมสับความเหลวไหลเลื่อนเปื้อน ปั้นน้ำเป็นตัวของพันธมิตรฯ รวมถึงประชาชนหลายส่วนที่ออกมาโห่ฮาป่า เพราะบาดแผลจากการทำรัฐประหารด้วยฝีมือการเชิญชวนของคนกลุ่มนี้ยังร้าวลึก
กระแสตอบรับกับชื่อเสียงที่ตกต่ำสุดขีดแบบนี้ หากไม่โกหกตัวเอง แกนนำพันธมิตรฯย่อมต้องรู้ตัวดี
เหตุผลการรวมตัวของแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภายใต้รูปฉากของการจัดรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ” ในวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น
มองในแง่หนึ่งอาจเป็นเรื่องชวนขบขันกับการพยายามปลุกปั้นผีขึ้นมาเพื่อความชอบธรรมในการเป็นผู้ปราบผีของพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะ “รัฐตำรวจ” เอย “กลียุค” เอย...เหล่านี้คือบรรดาผีที่ถูกปั้นมาทั้งสิ้น
แต่หากมองอีกแง่หนึ่ง การจัดเวทีของพันธมิตรฯ ก็อยู่บนพื้นฐานของความน่าเห็นใจ เพราะอย่าลืมว่าขณะนี้ แนวร่วมพันธมิตรฯลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะองค์กรภาคประชาชนหลายกลุ่มที่เคยเป็นทัพสำคัญ ก็โบกมือลาจากไปนับตั้งแต่พันธมิตรฯ ประกาศของมาตรา 7 ในครั้งโน้น...
การพยายามจัดเวทีดังกล่าว จึงเป็นไปเพื่อสร้างกำลังใจแนวร่วมที่เหลืออยู่ให้รู้สึกว่ายังมีอะไรให้ทำ เพราะหากได้แต่ตั้งโต๊ะแถลงข่าวโดยไม่ลงมือทำอะไร ก็คงจะด้อยค่าหมดราคาในสักวัน
การนัดเจอกัน จึงเป็นการเช็คขุมกำลังทางหนึ่ง เป็นการตอบสนองมวลชนที่เหลืออยู่อีกทางหนึ่ง
ใครกังวลใจเพราะยังเข็ดกับความสามารถในการปลุกปั่นปั้นน้ำเป็นตัวของคนกลุ่มนี้ แม้ไม่ถือว่าฟุ้งซ่าน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะตีโพยตีพายไปก่อน เพราะอย่าลืมว่าขณะนี้ คนที่พันธมิตรฯเห็นเป็นศัตรูสำคัญที่สุดคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ได้กลับมาดำเนินการถูกต้องภายใต้อำนาจศาลสถิตยุติธรรม
จึงไม่เหลือข้ออ้างให้ผู้ที่ต้องการตั้งตัวเป็น “ศาลเตี้ย” อย่างพันธมิตรฯ ได้อีก
พันธมิตรฯ จึงไม่สามารถจะทำอะไรได้มาก เพราะเหตุปัจจัยมันไม่เพียงพอ เว้นเสียแต่จะปั้นเอาอย่างที่ถนัด...
เพียงแต่ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ยังมีคนที่หลงเหลือพอจะเชื่อน้ำคำพันธมิตรฯ อยู่อีกสักเท่าใด
รัฐตำรวจ? มุกแป้ก
มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนเตือนว่า ไม่ควรจะให้ความสนใจกับแก๊งข้างถนนที่ชื่อ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะอดีตที่ผ่านมาเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับประชาชนที่หลงเชื่อคำยุแหย่ ให้การสนับสนุน จนทำให้ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหามากมาย จากการที่แก๊งข้างถนนแก๊งนี้กวักมือเรียกให้ทหารเข้ามาทำรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย จึงได้เรียกขานแก๊งข้างถนนนี้ว่า
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกหาเผด็จการ
ซึ่งเห็นๆ กันอยู่แล้วว่า ภายหลังการทำรัฐประหาร แต่ละคนได้บำเหน็จความชอบกันอย่างไร บางคนเคยเป็นเพื่อนรักกัน ก็ต้องทะเลาะกัน เพราะแบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัว
ผมพยายามที่จะเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ที่เตือนสติ แต่จิตใจยังไม่สามารถปล่อยวางได้ ก็อดไม่ได้ที่จะชายตามองเข้าไปข้องแวะสักครั้งหนึ่ง
อย่างน้อยขอพ่วงท้ายเป็นกองเชียร์ ดอกเตอร์สิงห์เหลิม ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งดูเหมือนว่าจะลงมาชนเต็มๆ กับแก๊งข้างถนนแก๊งนี้ อย่างเป็นเรื่องเป็นราวในฐานะ ส.ส. ไม่ใช่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
อย่างกรณีที่ ดอกเตอร์สิงห์เหลิม ออกมาระบุว่า มีข้อมูลกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งไม่ได้บอกว่าเป็นแกนนำ เคยรีดไถเงินจากนักธุรกิจรายหนึ่งเป็นเงินจำนวนหลายร้อยล้านบาท เป็นนักธุรกิจที่ถูกรีดไถนั้นเป็นคนที่สังคมรู้จักดี เป็นพ่อค้าอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ดอกเตอร์สิงห์เหลิมไม่ได้บอกชื่อเสียงเรียกนามนักธุรกิจคนดังกล่าว แต่คนที่คลุกคลีหรือติดตามข่าวการบ้านการเมืองจะรู้ทันทีว่าชื่ออะไร
เพราะก่อนหน้านี้เคยมีข่าวแพลมๆ ออกมาบ้างเหมือนกันว่า มีการไปรีดไถเงินค่าผ่อนปรนค่าอำนวยความสะดวกให้ทำมาค้าขายได้ในวงเงิน 4-5 ร้อยล้านบาท
คนทั่วๆ ไปรวมทั้งผม ได้ยินได้ฟังข่าวนี้ ก็ตกใจไม่น้อย ทำไมค่าผ่อนปรนค่าอำนวยความสะดวกในการค้าขายถึงมีราคาแพงสูงลิ่วอย่างนี้
ผมได้แต่หวังว่าข่าวที่ลือกันมานานจะถูกเปิดเผยเสียทีว่า ใครเป็นคนไปรีดไถนักธุรกิจคนนั้น เพราะดอกเตอร์สิงห์เหลิมประกาศไว้แล้วว่า หากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้หมั่นไส้ จะให้คนที่ถูกรีดไถมาขึ้นเวทีเปิดโปงความจริง
กองเชียร์และกองแช่งอย่างผมกระหายใคร่รู้ขึ้นมาทันที แต่ไม่ทราบว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สร้างความหมั่นไส้ระดับไหน ถึงจะทำให้ดอกเตอร์สิงห์เหลิมเปิดเวทีให้นักธุรกิจที่ทำมาค้าขายที่สนามบินสุวรรณภูมิ ออกมาเปิดโปงคนไปรีดไถ
อย่างน้อยๆ เมื่อความจริงถูกเปิดเผยออกมา คำว่า “เพื่อนอำมหิต” ที่หลุดออกมาจากปากของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม จะถูกเฉลยไปโดยปริยาย ไม่ต้องอึมครึม มองหน้ากันไม่ติดกันอย่างทุกวันนี้
ผมรออยู่นะครับมหามิตร
ในแถลงการณ์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ นายสุริยะใส กตะศิลา นั่งอ่านเหมือนกับนั่งอ่านประกาศคณะปฏิวัติ กล่าวหาว่า มีการรื้อฟื้นรัฐตำรวจขึ้นมา โดยยกเหตุผลว่ามีการย้ายตำรวจไม่เป็นธรรม
อย่างกรณีมีการย้าย พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย โดยอ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง เพราะไปเกี่ยวพันกับการให้ใบแดง นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร
ผมอยากจะให้ย้อนไปดูคำสั่ง พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ ไปช่วยราชการ ซึ่งยังไม่ได้ย้ายขาด เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นคนลงนาม ซึ่งในวันเดียวกันนั้น นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี
การที่มีการย้าย พล.ต.ต.ทรงธรรม ออกไปช่วยราชการ เพราะนายยงยุทธได้ทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม เนื่องจากว่า พล.ต.ต.ทรงธรรม วางตัวไม่เป็นกลาง อะไรทำนองนั้น
พล.ต.ต.ทรงธรรม ที่ถูกย้ายให้ไปช่วยราชการนั้น อดีตเคยเป็นสารวัตรปราบปราม สน.ชนะสงคราม คุมพื้นที่บ้านพระอาทิตย์ ที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการตั้งอยู่
ใครที่ติดตามรายการยามเฝ้าแผ่นดิน คงจะเคยได้ยิน นายสนธิ ลิ้มทองกุล พูดในรายการว่า ในช่วงที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น มีทหารจำนวนหนึ่งได้เดินทางมาปิดล้อมหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ นายสนธิ บอกว่า ก็มี “ใหญ่” หรือ พ.ต.ท.ทรงธรรม อัลภาชน์ สวป.สน.ชนะสงคราม ซึ่งถือเป็นน้องรักคนหนึ่ง แจ้งให้หลบไปก่อน
เห็นหรือยังว่าความสัมพันธ์ของนายสนธิกับ พล.ต.ต.ทรงธรรม แนบแน่นอย่างไร จึงเป็นเรื่องปกติที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเป็นจะตายกับการย้าย พล.ต.ต.ทรงธรรม ไปช่วยราชการ ถึงขนาดกล่าวหากันว่าจะฟื้นรัฐตำรวจขึ้นมาใหม่
และ...ที่อ้างว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไว้รอ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชายของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร คือการฟื้นรัฐตำรวจ เป็นเหตุผลที่เบาเกินไป เพราะตอนที่ย้ายออกไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นการรังแกกันชัดๆ มิใช่หรือ เมื่อจะย้ายกลับมาเป็นเรื่องธรรมด๊า...ธรรมดา
ภาษา หม่ำ จ๊กมก เรียกว่า มุกแป้ก ครับ
หมู-มังกร
40 ปีที่แล้ว ไม่มีใครไม่รู้จัก..สหสามัคคีค้าสัตว์..เพราะบริษัทนี้คือ..ผู้เดียวที่ถูกอนุญาตให้เป็นโรงฆ่าหมูเนื้อหมูและสารพัดผลิตภัณฑ์จากหมู..จะต้องหลั่งไหลออกมาจากโรงงานนี้ ว่ากันว่า..ธุรกิจฆ่าหมูทำรายได้ใหญ่ยิ่งให้กับอาเสี่ยพ่อค้า และส่งยาวไปถึงผู้นำทางทหาร..จนมีการวาดภาพเขียนการ์ตูน..ให้เป็น “จอมพลหมู” และมีกระทรวงอยู่หลังอนุสาวรีย์รูปปั้นหมูริมคลองหลอด
ครั้งนั้น..พอหมูมีราคาแพง..ก็จะมีคนเลี้ยงหมูฆ่าหมูนอกโรงงานและนำเข้ามากรุงเทพฯ..เรียกกันว่าหมูข้ามเขตหรือหมูเถื่อน..เล่าเรื่องเก่า..ก็เพื่อสืบสาวให้เห็นว่า..เรื่องหมูนั้น..มันไม่เคยเป็นเรื่องหมูมานานแล้ว..มันเป็นสงครามครูเสดระหว่าง..ผู้เลี้ยงกับผู้บริโภคพอหมูถูก คนเลี้ยงก็โวยวาย พอหมูแพง คนกินก็ดุด่า รัฐบาลไม่ว่าสมัยไหนๆ ก็โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง
ปีนี้หมูแพง..ก็ชวนให้คนหันมาเลี้ยงหมู พอเลี้ยงหมูกันมากเข้า หมูก็มีราคาถูกลงมา คนทุนน้อยก็เลิกเลี้ยง ที่ทนขาดทุนได้..ก็ทนเลี้ยงต่อไป พอหมูมีราคาก็เอามาเถือกับที่ขาดทุนไว้..นี่เป็นเรื่องปรกติคนไทยนั้น..หมูแพงเขาก็หันไปกินอย่างอื่น..แต่ถ้าไข่แพงเขาถึงจะโวยวาย..เพราะไข่คือสุดยอดของอาหารในโลกที่อร่อยและราคาถูก
ถึงต้องเตือน มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ว่า..การกดราคาหมูนั้น..จะเป็นการทำลาย..คนเลี้ยงหมูที่เพิ่งลืมตาอ้าปาก..เพราะปีหน้าหมูก็จะมีราคาถูก..เพราะคนหันไปเลี้ยงกันมากขึ้น..กระทรวงก็คงจะรณรงค์ให้หันไปกินลูกหมูกันมิ่งขวัญ..เป็นคนคิดงานใหญ่ ได้คิดการใหม่เป็น..อย่ามีอคติ..ต้องคิดในสิ่งที่ไม่อาจคาดคิด..เป็นมังกรใหญ่อย่ามาตายเพราะหมู
ตุลาการ ประธาน ส.ว.
ที่สุด...ผู้มีต้นทุนทางสังคมสูงกว่า “คู่ชิง” เก้าอี้ ประธานสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) คนอื่นๆ อย่าง...นายประสพสุข บุญเดช อดีตประธานศาลอุทธรณ์ และ ส.ว.สรรหา
ก็สามารถจะ “แหกโค้ง” ก้าวขึ้นไปเป็น ประธาน ส.ว. ด้วยมติสนับสนุน 78 เสียง (อ่านรายละเอียดเลือกตั้ง ประธาน ส.ว. หน้า 5)
ต้องไม่ลืมว่า...ตำแหน่ง ประธาน ส.ว.นั้น สำคัญมากๆ สำคัญอย่างไร “บางกอกทูเดย์” ขอร่วมบัญทึกหลักฐานชิ้นนี้เอาไว้เริ่มจากบทบาทหน้าที่ของ ส.ว.ทั่วไปก่อนส.ว.จะต้อง...ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระ ในฐานะตัวแทนของประชาชนโดยปราศจากการครอบงำจากอิทธิพลของพรรคการเมือง
กลั่นกรองกฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า
ตรวจสอบการทุจริตของฝ่ายบริหารในขอบเขตหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา สร้างกระบวนการตรวจสอบ ถ่วงดุล เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการเมืองไทย พิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งที่ทุจริตประพฤติมิชอบอย่างเที่ยงธรรม
และ พิจารณาคัดเลือกคนดี คนมีความสามารถ คนกล้าหาญมาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระขณะที่ ประธาน ส.ว. นอกจากจะทำหน้าที่กำกับดูแล และควบคุมการประชุมของ ส.ว.แล้ว ยังมีอีกหน้าที่ที่สำคัญคือ รองประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นการประชุมร่วมของทั้ง ส.ว.และ ส.ส.สำคัญกว่านั้น ประธาน ส.ว.ยามนี้ ยังจะต้องทำหน้าที่ ประธานรัฐสภา ควบคู่กันไปด้วย
เนื่องจาก นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ประธานรัฐสภา ต้องเว้นวรรคการทำหน้าที่ของตัวเอง จนกว่า...จะรับรู้ว่า ศาลฎีกา แผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีเห็นอย่างไรกับ “ใบแดง” ที่ กกต.ส่งเรื่องมา
แน่นอน เมื่อ ประธาน ส.ว. ซึ่งมีตำแหน่งเป็น รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่แทนประธานรัฐสภา มีชื่อว่า...นายประสบสุข
สังคมไทย จึงพอเบาใจได้บ้างว่า...เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับ “ส.ว.เลือกตั้ง” ชุดแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และปฏิบัติหน้าที่ระหว่างปี 2539-2544จะไม่เกิดขึ้นมาอีก!!!อย่างน้อย สิ่งที่ นายประสบสุข เคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้าจะมีการลงมติเลือก ประธาน ส.ว. เมื่อช่วงเช้า 14 มี.ค. ว่า...หากเขาได้เป็น ประธาน ส.ว. จะอยู่ในตำแหน่งเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเทอม หรือเพียง 3 ปี
จากนั้น ก็จะเปิดโอกาสให้ ส.ว.คนอื่นๆ เสนอตัวชิงตำแหน่งนี้แทน
ระหว่างนี้ ทุกๆ จะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งเพื่อน ส.ว. ไปจนถึงประชาชน และสื่อมวลชน ตรวจสอบการทำหน้าที่ตรงนี้ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปี ช่วงที่การเมืองเริ่มจะเข้ามาครอบงำ ส.ว.นั้นจะเห็นว่า...เริ่มมีการกล่าวหาเรื่องกากรซื้อเสียงของ ส.ว.
มี ส.ว.บางคน ปฏิบัติหน้าที่ตาม “โพย” หรือ “ใบสั่ง” จากนักการเมือง จนทำให้ชื่อเสียงของ ส.ว.ดีๆ พลอยเสื่อมเสียไปด้วยก่อนการเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งที่ 2 เมื่อ 19 เม.ย.2549 กระทั่ง มีการปฏิวัติรัฐประหารในเหตุการณ์ “19 กันยายน” ปีเดียวกันนั้น นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เคยเตือนไปยังผู้เกี่ยวข้องว่า...
“ประชาชนจะต้องติดตามเรื่องเหล่านี้ เพราะความเสียหายรุนแรงมาก ประสบการณ์ 6 ปีที่ผ่านมา เมื่อ ส.ว.ส่วนหนึ่งขายตัว และเลือกองค์กรอิสระตามที่เขาสั่งมา จะได้คนที่ไม่มีความเหมาะสม คนเหล่านี้ ก็เข้าไปปกป้องคนที่ทำให้เขาได้เป็น ตรงนี้ที่ประชาชนไม่เข้าใจ มองไม่เห็น มองไม่ถึงจุดนี้ ซึ่งเสียหายต่อหลักการของบ้านเมืองอย่างยิ่ง...”เรา “บางกอกทูเดย์” ไม่อยากจะให้ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นกับสังคมไทยอีก
ก็ได้แต่หวังว่า...คนอย่าง นายประสพสุข จะทำหน้าที่ ประธาน ส.ว. ตลอดเวลา 3 ปีที่เขาลั่นวาจาเอาไว้...ได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยจะไม่เปิดทางให้มีการ “ซื้อสิทธิ...ขายเสียง” ของบรรดา ส.ว. ภายในสภาฯอันทรงเกียรติแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็น ส.ว.ชุดที่มาจากสรรหา หรือเลือกตั้ง ก็ตามที่สำคัญ อย่าปล่อยให้มีกลุ่ม...ก๊วนใดๆ เข้ามาต่อรอง เพื่อผลประโยชน์ทางตรงและแอบแฝงเกิดขึ้นเป็นอันขาด
ขึ้นชื่อว่า...ผู้ที่เคยผ่านการทำหน้าที่ ประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “อำนาจตุลาการ” อย่าง...นายประสพสุข นั้นจะสามารถดำรงไว้ซึ่ง...ความเป็นกลาง เป็นธรรม และความถูกต้องเป็น “เสาหลัก” ค้ำยันระบอบประชาธิปไตยของเมืองไทยให้ยั่งยืนสืบไปอย่าทำให้คนไทยต้องรู้สึกผิดหวัง...เมื่อคนจากฟาก ตุลาการ เข้าไปเป็น ประธาน ส.ว.เลย!!!.
ก่อนเป็นประธาน ส.ว.
นายประสพสุข บุญเดช เกิดเมื่อ 27 พ.ค.2488 ที่ จ.นครสวรรค์ ปัจจุบัน อายุ 62 ปี
เรียนจบนิติศาสตร์บัณฑิต ม.ธรรมศาสตร์ และปริญญาโท เนติบัญฑิต ที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เมื่อปี 2510
เคยเป็น อาจารย์สอนระดับปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ต่อมาโอนไปสังกัดกรมการปกครอง
นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น...
ผู้พิพากษาจังหวัดตาก
ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
เลขานุการ รมว.ยุติธรรม
อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมถึง ยังเคยเป็น...กรรมการกฤษฎีกา อีกด้วย
ชักธงรบ
ยังล่วงลับดับสลายไปไม่ได้ เพราะเคยให้สัญญากันไว้แล้วว่า กาลอวสานของประดาบยังมาถึงไม่ได้ หากว่าเผด็จการยังไมถึงกาลอวสาน
จำได้ดีว่าเคยสัญญาไว้กับทุกท่านอย่างไร ไม่ลืมง่าย และไม่เคยลืม
แต่ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ต้องการให้มีใครมานำเรื่องราวความคิดเห็นส่วนตัวของผมคนเดียว ไปปั่นกระแส หรือไปแถมสร้างสถานการณ์ให้กระทบกระเทือนเลื่อนลั่น กระทั่งกระทบไปถึงท่านนายกฯ ทักษิณ ที่เดินทางกลับมาถึงประเทศไทย และต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่กับครอบครัว
ผมกลัวแต่ว่าหากผมเขียนวิพากษ์อะไร วิจารณ์ใคร หรือ แฉเอกสารลับ จับเอกสารลึกมาเปิดเผยในห้วงเวลาที่ท่านนายกฯทักษิณ มาถึงประเทศไทย จะกลายเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตอย่างสงบของท่านและครอบครัว ก็เป็นได้ จึงต้องอดใจไว้ก่อน
ผมไม่อยากให้สื่อทั้งหลาย ตลอดจนเหล่าชายโฉดและหญิงชั่วทั้งปวง ที่ขึ้นป้ายหมายหัวท่านนายกฯทักษิณ เป็นศัตรูปรปักษ์อันดับหนึ่งฉวยจังหวะ ใช้โอกาส หยิบข้อเขียน บทความของผม ไปบิดเบือนแล้วนำกลับมาเชือดเฉือนท่านนายกฯ ของผม โดยที่ท่านไม่ได้รู้เห็นด้วย จะกลายเป็นว่าผมก่อบาปทำกรรมแก่คนที่ผมรักเสียเปล่าๆ ฟรีๆ
รอจนกระทั่งท่านนายกฯทักษิณ เดินทางไปอังกฤษ เพื่อบริหารจัดการธุรกิจทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ของท่าน ที่เสมือนเรือใบขาดกัปตันในช่วงหลายแมตช์ที่ผ่านมา ผมจึงค่อยเยี่ยมหน้าโผล่หัวออกมาโบกมือทักทายทุกท่าน เหมือนที่ได้เห็น ได้อ่านกันอยู่ในเวลานี้ นี่ล่ะ
แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง คือ เมื่อท่านนายกฯทักษิณ มาถึงประเทศไทย ผมจะต้องหลบหายไปทุกครั้ง คงไม่ใช่ ครั้งถัดๆ ไป ที่ท่านเดินทางกลับมาหาพวกเรา จะเป็นแบบไปๆ กลับๆ หรือ กลับมาแล้วไม่ไปอีกเลย ผมก็จะทำหน้าที่ของผมโดยไม่ขาดตกบกพร่อง ตามที่ได้ตั้งใจไว้
เพียงแต่ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกของการเดินทางกลับประเทศไทย หลังพลัดพรากจากไปนานกว่าปี และเป็นที่จับจ้องมองดูของเหล่าอันธพาลทางการเมืองที่คอยหาเรื่อง โยนความผิด คิดชั่วร้ายกับท่านอยู่ตลอดเวลา ผมจึงไม่อยากจะตกเป็นเครื่องมือหรือเป็นเหยื่อของคนพาลเหล่านั้น จึงได้แต่นั่งจ้องอยู่หน้าจออย่างสงบ และสะกดมือที่อยากจะขีดเขียนอยู่ทุกคืนวัน โดยไม่ได้หันห่างหนีหน้าหายไปไหนดังที่หลายคนคิดและถามถึง
15 วันที่ ท่านนายกฯทักษิณ อยู่ในประเทศไทย ผมก็ได้แต่แผ่เมตตาให้แก่ศัตรูของท่านและของผม เพื่อเป็นกุศลแก่ท่านนายกฯที่ผมรัก เปรียบเสมือนช่วงนุ่งขาวห่มขาว ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อชำระจิตใจแท้ๆ เชียว
ทั้งๆ ที่หัวใจเต้นเร่าๆ อยากจะโถมเข้าใส่เหล่าอันธพาลการเมือง และลิ่วล้อบริวารเผด็จการที่ออกมาแผดเสียงจะเผาบ้านเผาเมือง และเตรียมการที่จะจุดไม้ขีดก้านแรก ในวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม ที่จะถึง
พ้นช่วงจำศีลบำเพ็ญเพียร 15 วัน พลันที่นายกฯทักษิณ พ้นประเทศไทย ผมก็กลับมาประจำการ เตรียมพร้อมทำหน้าที่ของผมต่อไป
ก่อนจะอ่านเรื่องราวข่าวคราวแง่คิดและมุมมองบนไฮ-ทักษิณ กันต่อไป ขออนุญาตบอกกล่าวข่าวของพวกเราสักเล็กน้อย ก็คือว่า...
กำลังของเราที่เคยมีอยู่ 4 คน บัดนี้ลดหายไป 1 เหลือกันอยู่ 3 คน ประกอบด้วย 1 ชายจะแก่ และ 2 ชายฉกรรจ์ เนื่องจาก น้องสาวคนเก่งที่เคยเป็นขวัญ(กำลัง)ใจ ของพวกเรา ได้โบกมือลาไปแล้ว อันเนื่องแต่ความจำเป็นทางธุรกิจการงานส่วนตัวของเธอ ประกอบกับเธอเดินมาถึงเป้าหมายของเธอแล้ว คือ นำประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศ นำนายกฯทักษิณกลับมาคืนแก่ทุกคน
อยากจะทัดทานแต่ยากจะทักท้วงเธอได้อีกต่อไป เพราะ 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งเธอ และผม จมอยู่กับงานที่ไม่ก่อรายได้ ให้แต่ความอิ่มใจ จนไม่สามารถยืนทวนกระแสและต้านทานต่อการเรียกร้องของครอบครัวได้
เมื่อเสียงเรียกร้องที่รุกเร้าต่อเธอดังขึ้นทุกวันๆ ผมก็จำต้องทำใจที่จะเหลือกันเพียงแค่ 3 คน และก็เป็นธรรมดาของทีมงานที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา เมื่อขาดหายไปหนึ่ง และเป็นหนึ่งน้องเล็กที่เคยกุลีกุจอช่วยกันอย่างไม่รู้เหนื่อย ก็ยิ่งทำให้พวกที่เหลืออีก 3 คน ใจหายกันแทบจะทุกลมหายใจ
บรรยากาศในสำนักงานของเรา ดูเงียบเหงาและเศร้าซึมอยู่หลายวัน แม้วันนี้ก็ดูไม่มีวี่แววจะดีขึ้น จึงต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ แก่ทุกท่านที่พอจะจับอาการ และผิดสังเกตได้ ว่า ไฮ-ทักษิณ ดูเนือยๆ ไป ไม่เข้มข้น ดุดันเหมือนวันก่อนๆ ก็อาจจะเป็นการอ่อนแรงของพวกเราในห้วงเวลาที่ผ่านมา หลังจากที่น้องสาวคนเก่งเดินจากไปจากสำนักงานของเรา ในคืนวันที่ 29 กุมภาพันธ์ หลังจาก นายกฯทักษิณ กลับมาถึงประเทศไทยได้เพียงหนึ่งวัน
ความดีใจที่คนรักเดินทางกลับถึงบ้าน กับ ความเสียใจที่มิตรร่วมรบคนหนึ่งเดินทางจากไป เกิดขึ้นและแทนทดกันในระยะเวลาเพียงข้ามคืน เท่านั้นเอง
จนถึงวันนี้ ความรู้สึกขาดหาย ยังคงมีอยู่แบบเต็มเปี่ยม ยังไม่รู้ว่าจะเติมอย่างไรในส่วนที่ขาดหาย ให้กลับมาเต็มเหมือนเดิม
แต่ไม่เป็นไร.... 3 คนที่เหลืออยู่ แม้จะไม่สมบูรณ์ดังเดิม แต่ก็น่าจะเพียงพอที่จะก่อการดี และต่อตีกับเหล่าอันธพาล บริวารลิ่วล้อเผด็จการได้ โดยที่พวกเราจะไม่ออมกำลัง แต่จะโถมถาเข้าใส่แบบสุดกำลัง เพื่อยับยั้งหายนะที่เดินตามหลังเหล่าอันธพาลของระบอบประชาธิปไตย มาหาพวกเรา ให้จงได้
ที่ผ่านมามี 4 ก็นับว่าน้อย แต่นี่ถอยเหลือเพียง 3 ทว่าหากทุกท่านยังพร้อมจะสู้ต่อ เราก็จะเดินหน้าไปด้วยกัน ไปเพื่อจะฟาดฟันเหล่าอันธพาลของระบอบอประชาธิปไตย ให้ดับดิ้นสิ้นสูญกันไปเสียที
วันนี้ ผมกลับมาหาทุกท่าน นอกจากจะบอกว่า “ขออภัยที่คิดถึงมาก” แล้ว ผมอยากจะชักชวนท่านทั้งหลาย “ชักธงรบ” กับเหล่าอันธพาล แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย
หากเราอยู่ มันต้องม้วย
หากมันอยู่ เราก็ตาย
“ชักธงรบ”
ประดาบ
จาก hi-thaksin
Friday, March 14, 2008
ความสัมพันธ์ไทยและสหภาพพม่า ยังคงแนบแน่นโดยมีการตกลงสานต่อความร่วมมือระหว่างกัน หลายด้าน
สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
นอกสภา-ในสภา
แม้พรรคประชาธิปัตย์จะพยายามปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย
แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครเชื่อ
เพราะการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในช่วงก่อนที่ทหารจะฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะที่สวนลุมพินี สนามหลวง ลานพระบรมรูปทรงม้า และหน้าทำเนียบรัฐบาล มีคนของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเกี่ยวข้องทุกครั้ง
บางคนเข้าไปเป็นแกนนำ บางคนเข้าไปร่วมเคลื่อนไหวอย่างออกหน้าออกตา
บางครั้งก็ปรากฏเงาร่างคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช บางแห่งอาจมีน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตที่ปรึกนายกรัฐมนตรี สมัยที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
ยังไม่นับแกนนำพันธมิตรฯ ที่พากันลงสมัครส.ส.ในนามพรรคนี้อย่างคึกคัก
เช่น นายประพันธ์ คูณมี นายสำราญ รอดเพชร นายบุญยอด สุขถิ่นไทย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นต้น
มีเพียงนายไชยวัฒน์เท่านั้น ที่ถูกกดดันจนต้องลาออกไป เพราะแกนนำกลัวจะพังกันทั้งพรรค กรณียื่นฟ้องศาลให้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ถึงขนาดด่าไล่หลังว่าคนที่ไม่มีวินัยอยู่ในพรรคนี้ไม่ได้
สำหรับนายสมเกียรติ ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 5 พรรคประชาธิปัตย์ ถึงวันนี้ก็ยังไปร่วมแถลงข่าวกับแกนนำพันธมิตรฯ ทุกครั้ง
หนแรกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าก็ทำขึงขังดี บอกจะเรียกมาชี้แจง
พอนายสุเทพ และนายถาวร เสนเนียม ออกมาป้องบอกสมาชิกพรรคสามารถดำเนินการในนามส่วนตัวได้ เรื่องก็เงียบไป
แต่ในเมื่อนายสมเกียรติเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นส.ส.ด้วย จึงมีหน้าที่ต้องแสดงบทบาทและจุดยืนของตัวเอง
จะเล่นนอกสภาหรือในสภาก็เอาให้ชัด
นายสมเกียรติตอบในประเด็นนี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบัน ให้เกียรติคนที่มีแนวคิดแตกต่าง ซึ่งตนก็รู้ว่าการทำหน้าที่ไหนควรดำรงสถานะอะไร และได้ชี้แจงทั้งด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษรต่อหัวหน้าพรรคแล้ว
แว้งใส่คนที่ถามด้วยวาทกรรมอันหรูหราสไตล์ประชาธิปัตย์ว่า "ขอให้สื่อมวลชนที่รับฟังคำพูดจากคนที่เป็นนอมินีทุนนิยมสามานย์เลิกถามคำถามพวกนี้ได้แล้ว"
จริงๆ แล้ว นายสมเกียรติไม่สามารถปฏิเสธจะตอบคำถามเรื่องนี้ โดยใช้ข้ออ้างดังกล่าวไม่ได้
เพราะวันนี้ นายสมเกียรติเป็นนักการเมืองแล้วเต็มตัว
ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ก็ต้องบอกประชาชนเช่นกันว่าสิ่งที่นายสมเกียรติบอกว่าชี้แจงด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษรนั้นคืออะไร
หรือจะรอชี้แจงทางเอเอสทีวี ตามที่สื่อขาใหญ่บอกจะแบ่งเวลาให้
จบไม่ลง!กทม.ส่งกฤษฎีกาตีความ'อภิรักษ์'
สำนักงานกฎหมายและคดี มีหนังสือด่วนถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความกรณีอภิรักษ์ เข้าข่ายกฎหมายปปช.มาตรา 55 หรือไม่ พร้อมตำแหน่งรักษาการ ชี้ถ้าเข้าข่ายอภิรักษ์ต้องหยุดหน้าที่ทันที "วัลลภ" ก็ไม่สามารถรักษาการได้ ด้านผอ.กฎหมายและปลัดกทม.ยัน “วัลลภ” รักษาการแทนได้
รายงานข่าวแจ้งว่า ได้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากข้าราชการระดับสูงของกทมถึงกรณีที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประกาศยุติบทบาทผู้ว่าฯกทม.แล้วมอบให้นายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯกทม.รักษาการแทนนั้นซึ่งมองว่าอาจมีปัญหาในข้อกฎหมายภายหลังเพราะนายอภิรักษ์อาจเข้าข่ายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ตามมาตรา55 ดังนั้นนายอภิรักษ์จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
ส่วนผู้แทนฝ่ายการเมืองที่ได้รับมอบอำนาจนั้นก็จะไม่สามารถใช้อำนาจได้เช่นกัน ดังนั้นหากนายวัลลภเซ็นอนุมัติโครงการใดๆก็จะถือว่าเป็นโมฆะ เพราะรองผู้ว่าฯมาจากการแต่งตั้ง จึงทำให้งานของกทม.ต้องหยุดชะงัก
นายกฤษฎา กลันทานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายและคดี กทม. กล่าวว่า ทางสำนักงานกฎหมายฯ ได้ส่งหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฏีกาอย่างเร่งด่วนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเพื่อให้ช่วยตีความว่า มาตรา 55 จะเข้าข่ายในกรณีของผู้ว่าฯอภิรักษ์ หรือไม่ เพราะคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ได้นำกฎหมายของปปช.มาใช้ และถ้าเข้าข่ายรองผู้ว่าฯกทม. หรือปลัดกทม.ใครจะสามารถทำหน้าที่แทนได้
ทั้งนี้ทางสำนักงานกฎหมายฯเห็นว่าผู้ว่าฯ ยังไม่ได้พ้นไปจากตำแหน่ง ซึ่งการยุติบทบาททางผู้ว่าฯจะต้องส่งหนังสือลาไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้รับทราบ และรองผู้ว่าฯ สามารถรักษาการแทนผู้ว่าฯกทม.ได้ สามารถที่จะอนุมัติโครงการต่างๆได้ตามปรกติเพราะหากไม่มีรักษาการแทนก็จะเกิดช่องว่างในการทำงาน และแต่ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจึงได้ส่งหนังสือไปสอบถามดังกล่าว
ด้านนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกทม.กล่าวยืนยันว่า แม้นายอภิรักษ์ จะออกมาประกาศยุติบทบาทชั่วคราวแต่ในระหว่างนี้ข้าราชการประจำจะปฏิบัติหน้าที่ตามแผนงานที่วางไว้ ยืนยันว่าไม่มีการใส่เกียร์ว่างแน่นอน เพราะเชื่อว่าทุกคนเข้าใจในบทบาทหน้าที่ตนเอง มีความเป็นมืออาชีพและไม่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเมือง อีกทั้งยังมีระเบียบบริหารราชการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด หากไม่ดำเนินการก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมีความผิดทางวินัย ทั้งนี้ในฐานะข้าราชการประจำก็พร้อมให้การร่วมมือกับนายวัลลภ ที่รักษาการแทน ซึ่งตามระบบราชการเมื่อนายวัลลภ อยู่ในตำแหน่งรักษาการตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ก็ย่อมมีอำนาจเต็มที่ในการอนุมัติโครงการ
'ประสพสุข บุญเดช'ปธ.วุฒิสภา สายลากตั้งชนะ
โหวตเลือกนายประสพ บุญเดช สว.สายลากตั้ง นั่งปธ.วุฒิสภา การันตีทํางานไม่ดีลาออกเองไม่ต้องไล่ ตั้งใจกําหนดอยู่ในวาระตําแหน่ง 3 ปี วุฒิสภาลงมติเลือก "นิคม-ทัศนา" เป็นรองประธาน คนที่ 1 และ 2 ตาม ลำดับ
ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเลือก นายนิคม ไวยรัชพานิช ส.ว.ฉะเชิงเทรา ได้รับเลือกเป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ด้วยคะแนนเสียง 84 คะแนน ขณะที่นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ส.ว.ปทุมธานี ได้คะแนนเสียง 59 คะแนน หลังจากการลงคะแนนเลือกตั้งประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นครั้งที่ 2
ผลการออกเสียงเลือกรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ปรากฎว่า จำนวน 5 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้หญิง ได้แก่ นางจิราวรรณ จงสุทธนามณี วัฒนศิริธร ส.ว.เชียงราย ได้คะแนนเสียง 59 คะแนน รศ.ทัศนา บุญทอง ส.ว.สรรหา ได้ 50 คะแนน ศ.เกียรติคุณ ตรึงใจ บูรณสมภพ ส.ว.สรรหา ได้ 18 คะแนน และนางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุดรดิตถ์ ได้ 14 คะแนน อย่างไรก็ตาม นางจิราวรรณได้คะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่งขององค์ประชุม จึงต้องลงคะแนนเลือก รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 อีกครั้ง
ระหว่างนางจิราวรรณและ รศ.ทัศนา ผลปรากฎว่า รศ.ทัศนา ได้คะแนน 73 คะแนน ได้รับเลือกเป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 มากกว่านางจิราวรรณ ที่ได้รับคะแนนเสียง 67 คะแนน
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า การประชุมวุฒิสภานัดแรกวันนี้ (14 มี.ค.) ว่า หลังที่ประชุมเปิดให้ผู้ชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภาทั้ง 4 คน คือ นายประสพสุข บุญเดช ส.ว.สรรหา นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์ พล.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์ ส.ว.สุราษฎร์ธานี และพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ได้แสดงวิสัยทัศน์ ล่าสุด นายประสพสุข ได้คะแนน 78 คะแนน จากสมาชิกส.ว. ได้เป็นว่าที่ประธานวุฒิสภาแล้ว
ก่อนหน้านี้ นายประสพสุข แสดงวิสัยทัศน์ว่า ประธานวุฒิสภาเป็นตำแหน่งที่ต้องให้คำอธิบายกับสังคมอย่างชัดเจน ต้องเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง กล้าหาญในการตัดสินใจ และขอยืนยันว่า ตลอดเวลาที่ทำหน้าที่ จะให้สังคมเชื่อมั่นในส่วนนี้ พร้อมเปิดโอกาสให้ประเมินผลงานเป็นรายปี หรือรายสะดวก
ประวัติประวัตินายประสพสุข อายุ 62 ปี เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2488 ที่จังหวัดนครสวรรค์ จบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท เนติบัณฑิต ที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เมื่อ ปี 2510 เคยเป็นอาจารย์สอนระดับปริญญาโท ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาได้โอนไปสังกัดกรมการปกครอง เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ อาทิ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดตาก ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น
วุฒิสภาลงมติเลือก "นิคม-ทัศนา" เป็นรองประธาน คนที่ 1 และ 2 ตาม ลำดับ
ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเลือก นายนิคม ไวยรัชพานิช ส.ว.ฉะเชิงเทรา ได้รับเลือกเป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ด้วยคะแนนเสียง 84 คะแนน ขณะที่นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ส.ว.ปทุมธานี ได้คะแนนเสียง 59 คะแนน หลังจากการลงคะแนนเลือกตั้งประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นครั้งที่ 2
ผลการออกเสียงเลือกรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ปรากฎว่า จำนวน 5 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้หญิง ได้แก่ นางจิราวรรณ จงสุทธนามณี วัฒนศิริธร ส.ว.เชียงราย ได้คะแนนเสียง 59 คะแนน รศ.ทัศนา บุญทอง ส.ว.สรรหา ได้ 50 คะแนน ศ.เกียรติคุณ ตรึงใจ บูรณสมภพ ส.ว.สรรหา ได้ 18 คะแนน และนางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุดรดิตถ์ ได้ 14 คะแนน อย่างไรก็ตาม นางจิราวรรณได้คะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่งขององค์ประชุม จึงต้องลงคะแนนเลือก รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 อีกครั้ง
ระหว่างนางจิราวรรณและ รศ.ทัศนา ผลปรากฎว่า รศ.ทัศนา ได้คะแนน 73 คะแนน ได้รับเลือกเป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 มากกว่านางจิราวรรณ ที่ได้รับคะแนนเสียง 67 คะแนน









