WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 15, 2008

หมอเลี้ยบเข้าพบนายกฯ รายงานมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าพบนายกฯ เพื่อรายงานผลการหารือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับความเคลื่อนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ในช่วงเช้าได้พักผ่อนอยู่ภายในบ้านพักซอยนวมินทร์ 81 เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกฯ และนายธีระพล นพลำภา เลขาธิการส่วนตัวนายกฯ ได้เข้าพบที่บ้านพักโดยใช้เวลาหารือนานประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงได้เดินทางกลับโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามการพูดคุยโทรศัพท์กับนายแพทย์สุรพงษ์ ทราบว่า เป็นการมารายงานผลการหารือในเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีการหารือเมื่อวานนี้โดยแจ้งให้นายกฯทราบถึงการผันงบประมาณ 15,000 ล้านบาท มาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า โดยเฉพาะในโครงการเอสเอ็มแอล. เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านอื่นมากแล้ว ซึ่งคิดว่านายกฯ จะชี้แจงรายละเอียดในเรื่องนี้อีกครั้งในรายการสนทนาภาษาสมัครในวันพรุ่งนี้

สำหรับปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นนายแทพย์สุรพงษ์ บอกว่า รัฐบาลจะเร่งออกมาตรเร่งด่วน เพื่อช่วยในการลดค่าครองชีพ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ประชาชนใช้พลังงานทดแทนมาขึ้น โดยจะออกมาตรการจูงใจด้านภาษีเพื่อให้ประชาชนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี.มากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะมีการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการและประชาชนที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวี.

อย่างไรก็ตามนายแพทย์สุรพงษ์ บอกว่าไม่ได้มีการพูดคุยถึงกรณีการยุติหน้าที่ของนายอภิรักษ์ เวชชาชีวะ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมกับย้ำว่าไม่สามารถนำกรณีของนายอภิรักษ์มาเทียบกับกรณีของตนเองได้ เพราะไม่ถือว่าการตัดสินใจของนายอภิรักษ์เป็นการแสดงสปิริต เพราะถึงที่สุดแล้วนายอภิรักษ์ก็ต้องยุติบทบาทอยู่ดี ทั้งนี้มีรายว่า นายกฯ ได้นั่งรถหลบผู้สื่อข่าวไปกับนายธีระพล เลขาส่วนตัว โดยไม่มีรถตำรวจติดตามแต่อย่างใด (15/03/51)


'สมัคร' ลงนามส่งเสริมการคุ้มครองการลงทุนไทย-พม่า [15 มี.ค. 51 - 14:38]

ภารกิจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางเยือนสหภาพพม่าอย่างเป็นทางการ วานนี้ (14 มี.ค.) หลังเดินทางถึงนครเนปิดอว์ นายกรัฐมนตรีได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการกับ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ที่เรือนรับรองบุเรงนอง

จากนั้น เดินทางไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือทวิภาคีกับ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงการส่งเสริมคุ้มครองการลงทุนไทย-พม่า หลังจากเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางไปยังสวนสมุนไพรแห่งชาติ ร่วมปลูกต้นไม้ พร้อมกับถ่ายภาพหมู่ร่วมกับนายกเทศมนตรีนครเนปิดอว์ เพื่อเป็นที่ระลึก

ต่อมา คณะนายกรัฐมนตรีได้เดินทางด้วยเครื่องบินกองทัพอากาศ ไปยังท่าอากาศยานกรุงย่างกุ้ง และเป็นประธานในพิธีเปิดที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงย่างกุ้ง โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวก่อนทำพิธีเปิดตอนหนึ่ง ว่า ได้มอบนโยบายให้สถานทูตไทยทุกแห่งทั่วโลก ทำงานในลักษณะ "วัน สต็อป เซอร์วิส" เพื่อให้ความสะดวกทุกอย่างกับผู้มาติดต่อกับประเทศไทย


หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้กับทีมไทยแลนด์ และพบปะชุมชนชาวไทยในพม่า ที่มีประมาณ 500 คน ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ พนักงานโรงแรม ช่างเสริมสวย และก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้สักการะพระมหาเจดีย์ชเวดากอง


ต่อมานายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลการหารือกับ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ และ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า ว่า ได้พูดคุยกับ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ถึงแนวทางการสร้างประชาธิปไตยของพม่า ทำให้ได้ข้อมูลมากพอสมควร และจะนำข้อมูลเหล่านี้มาบอกเล่าให้กับประเทศที่สนใจ โดยเฉพาะจะนำไปพูดกับกลุ่มประเทศในยุโรป ในโอกาสที่จะเดินทางไปเยือนในอนาคต และจะนำไปพูดในการประชุมสหประชาชาติ ประมาณเดือน ก.ย.ด้วย


นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงปัญหาตามแนวชายแดน ทั้งเรื่องการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายตามแนวชายแดน ที่พม่าต้องการให้ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือ และการปราบปรามปัญหายาเสพติด ซึ่งพม่ายืนยันว่า พม่าทำการปราบปรามเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดและแข็งขัน ถ้าใครมียาบ้า 1 เม็ด มีโทษจำคุกถึง 10 ปี ซึ่งถือเป็นโทษที่รุนแรงมาก


นายสมัคร กล่าวด้วยว่า ยังมีการหารือถึงเรื่องการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย ซึ่งพม่าต้องการความร่วมมือจากไทย และตนจะนำเรื่องดังกล่าว มาชี้แจงให้กับนักธุรกิจของไทย ที่สนจะมาลงทุน เพราะบริเวณดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อมายังท่าเรือแหลมฉบังได้สะดวก ซึ่งจะเป็นผลดีกับนักธุรกิจไทย-พม่า


'ผบ.ทร.'จี้พันธมิตร-ปชช.ใครเจ้าของประเทศ?

ผบ.ทร.ออกโรงชนพันธมิตรตีแสกหน้าเคลื่อนไหวใหญ่นั้น ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจได้รับเลือกตั้งมาแล้วจะเอาคนไม่กี่พันกี่หมื่นมากดดันขับไล่ไม่ถูกต้อง ขอเวลารัฐฯทํางานไปก่อน เมื่อนั้นจึงตัดสินใจได้ว่าผลงานเป็นอย่างไร


ผบ.ทร.ขอทุกฝ่ายเลิกก้าวก่ายกัน

พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงกลุ่มพันธมิตรเตรียมเคลื่อนไหวว่า ทหารเป็นประชาชนคนหนึ่ง เรื่องบ้านเมืองจึงเป็นเรื่องปกติที่ต้องติดตามสถานการณ์ ฝ่ายข่าวจะเป็นผู้รวบรวมข่าวและประเมินสถานการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ที่ผ่านมามีบทเรียนมามากแล้ว จึงอยากให้ทุกฝ่ายตั้งสติและทบทวนว่า สิ่งที่แต่ละฝ่ายทำเกิดผลอะไรบ้าง สิ่งไหนที่ดีก็ทำ สิ่งไหนไม่ดีอย่าทำ คิดว่าทุกคนรู้ทุกอย่าง แต่จะทำหรือไม่ จึงอยากขอร้องให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ต่างฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด คิดว่าทุกอย่างจะไม่มีปัญหา แต่ขณะนี้ไม่ใช่ มีการไปก้าวก่ายกันมากพอสมควร ขอให้ทุกฝ่ายกลับไปคิดในหน้าที่ตัวเอง ใครรับผิดชอบอะไร ก็ทำในสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบ ถือว่าดีที่สุด

ชี้ต้องให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การก้าวก่ายการทำงานของรัฐบาลเป็นเงื่อนไขให้การเมืองวุ่นวายในอนาคตหรือไม่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปคิดถึงตรงนั้น ควรคิดว่าจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบ และให้ผู้รับผิดชอบบ้านเมืองคือรัฐบาลได้ทำงาน เพราะเพิ่งมาทำงานได้ไม่กี่เดือน ควรให้โอกาสได้ทำงานให้เรียบร้อย จากนั้นค่อยดูที่ผลงาน ไม่ใช่ว่าใครมานั่งโต๊ะก็มาติกันให้วุ่นวาย ต้องเปิดโอกาส

"เราก็ดูตัวเราว่ามีสิทธิมีอำนาจแค่ไหนที่จะไปติเตียน รัฐบาลทำงานได้เพียง 1 เดือน เร็วเกินไปที่จะออกมาต่อต้าน งานระดับชาติต้องให้เวลารัฐบาล ไม่ใช่แค่ 3-7 วัน แล้วมาติกันไม่ถูกต้อง ซึ่งการประเมินผลงานรัฐบาลขึ้นอยู่ที่งานของแต่ละกระทรวงมีความยากง่ายแค่ไหน"

ติงแค่พันอย่าตัดสินใจแทน70ล.คน

เมื่อถามว่ากลุ่มพันธมิตรควรให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อนใช่หรือไม่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์กล่าวว่า ไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มไหน อย่าเพิ่งไปติหรือขัดขวาง ให้รัฐบาลลองทำงานก่อนว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้ จะต้องเคารพคนไทย 70 ล้านคน หากเราเป็นกลุ่มเล็กๆ แค่พันคน หมื่นคน จะนำกลุ่มคนเพียงพันคนไปตัดสินแทนคน 70 ล้านคนได้อย่างไร เมื่อเลือกตั้งมาแล้วต้องปล่อยให้รัฐบาลทำ การที่จะมาขัดขวางหรือมาตินั้นต้องฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ด้วย ส่วนรัฐบาลชุดนี้จะสามารถนำพาชาติสู่สภาวะปกติได้หรือไม่นั้น เวลา 1 เดือนยังดูไม่ออก

สมัครถกพม่าเล็งเชื่อมโยงถนน-ซื้อขายก๊าซ

เมื่อเวลา 23.15 น.ที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางกลับจากการเยือนสหภาพพม่า โดยนายกรัฐมนตรี แถลงว่าได้เข้าเยี่ยมพล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ และพล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรี พล.อ.หม่องเอ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มีการหารือเรื่องการซื้อขายก๊าซจากแหล่ง M9 โดยพม่ายินดีให้หน่วยงานของไทยดำเนินการ และจัดทำข้อตกลงซื้อขายก๊าซ M9 ร่วมกัน และหารือเรื่องการนำพลังงานน้ำมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า และขายให้กับไทยกว่า 15,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งจะมีการหารือทำข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

“รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่า มีแผนร่วมกันในการเชื่อมโยงถนนจากกรุงเทพมหานคร ผ่านจังหวัดกาญจนบุรี เข้าสู่เมืองทวาย ของสหภาพพม่า เพื่อรองรับการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกของพม่า ทั้ง 2 ฝ่ายมองว่า เป็นการเชื่อมโยงระบบขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือน้ำลึกที่แหลมฉบัง ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก เป็นประโยชน์ต่อการค้าขายทางเศรษฐกิจ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 18-20 มีนาคมนี้ นายสมัคร มีกำหนดการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ เป็นประเทศต่อไป เพื่อแนะนำตัวและสร้างความคุ้นเคยกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ รวมทั้งกระชับความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์รอบด้าน โดยจะเข้าเยี่ยมคารวะกับผู้นำและบุคคลระดับสูงของสิงคโปร์ ได้แก่ นายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เอส อาร์ นาธาน ประธานาธิบดีสิงคโปร์ นายลี กวน ยู รัฐมนตีที่ปรึกษา และนายเตียว ซี เฮียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ด้วย

บัลลังก์เผด็จการ

เพราะความตระบัดสัตย์และทรยศต่อประชาชนของสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง จึงทำให้ผู้สืบทอดอำนาจของเผด็จการ ได้เข้ามามีอำนาจบนเก้าอี้ประธานวุฒิสภา และ ทำให้วุฒิสภาตกอยู่ภายใต้การชี้นำของเผด็จการ ที่ยังไม่ยอมพ่ายแพ้ให้แก่พลังของประชาชน ตรงกันข้ามยังวางแผนคิดโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย อยู่ทุกวินาที

เป็นไปได้อย่างไรที่ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะไปยอมสยบนบนอบ มอบคะแนนให้แก่นายประสพสุข บุญเดช และสนับสนุนให้เป็นประธานวุฒิสภา ทั้งๆ ที่รู้ว่า นายประสพสุข เป็นตัวแทนสืบทอดอำนาจของระบอบเผด็จการ ที่มาด้วยระบบสรรหา เป็นตัวแทนของคน 7 คน มิใช่ตัวแทนของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง

ทั้งๆ ที่เผด็จการ คือ ศัตรูของประชาธิปไตย และเป็นผู้รวบริบอำนาจไปจากมือประชาชน แต่คนของระบอบประชาธิปไตย ที่ได้อำนาจมาจากประชาชน กลับนำความไว้วางใจของประชาชนไปกำนัลเป็นบรรณาการให้แก่เผด็จการ เพื่อแลกกับตำแหน่งและรางวัลที่เผด็จการสัญญาว่าจะมอบให้

แต่ก็เป็นไปแล้ว เมื่อ สมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งจำนวนมากกว่าสิบคน ที่สังกัดกลุ่มนายนิคม ไวยรัชพานิช สว.ฉะเชิงเทรา และเป็นน้าชายของนายสุชาติ ตันเจริญ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้เทคะแนนที่ประชาชนมอบให้ ไปสนับสนุนนายประสพสุข ซึ่งเป็นคนที่ระบอบเผด็จการวางตัวไว้ให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจเผด็จการ ไม่ให้ล้มหายตายจากไป และคงอยู่กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของไทย ไปชั่วนิรัดร์ ตามความฝันของเผด็จการ

ตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่งของนายนิคม ไวยรัชพานิช เป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญว่า สมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งที่ประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกตั้งมา ได้ยอมตนเป็นคนของเผด็จการไปแล้ว

การลงมติเลือกประธานวุฒิสภา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จึงมิแตกต่างจากการฆาตกรรมความไว้วางใจของประชาชน อย่างอำมหิต และเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของระบอบเผด็จการ ที่มุ่งปองร้ายและโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย อย่างครึกโครม

นอกเหนือจากคำบอกเล่า ก่อนการลงมติ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นจริง แต่ก็เป็นไปแล้ว และยืนยันด้วยผลการลงมติ พร้อมชื่อและสกุลของผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา ยังมีเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ปรากฎรายชื่อคนสามคน ที่ถูกส่งไปไว้ในมือสมาชิกวุฒิสภาบางคน ก่อนการลงมติ ซึ่งบังเอิญเหลือเกินที่ตรงกับชื่อคนสามคนที่ได้ตำแหน่งประธานและรองประธานสมาชิกวุฒิสภา แบบไม่ต้องคาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนการลงมติในห้องประชุมจะเกิดขึ้น

ข้อมูลจากปากต่อปาก มาถึงหูของผม และจำต้องนำมาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับรู้ ก็คือว่า...

1. สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง 6 คน ถูกกักตัวไว้ไม่ให้มีสิทธิมาลงมติ ด้วยเงื่อนไขและวิธีการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังไม่รับการรับรองผลการเลือกตั้ง ให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยสมบูรณ์ เพราะว่า “มีผู้ร้องเรียนว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต”

2. สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง ถูกข่มขู่จาก กกต.บางคน ว่า หากไม่ลงคะแนนตามใบสั่งที่ได้รับไป อาจจะมีผลกระทบถึงตำแหน่ง เพราะกกต.ยังมีอำนาจ แจกใบเหลือง ใบแดง ให้แก่ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกคนได้

3. สมาชิกวุฒิสภาทั้งประเภทสรรหา และมาจากการเลือกตั้ง จำนวนหนึ่ง ถูก (หัวใจและความโลภของตนเอง) บังคับให้รับเงิน และตำแหน่งประธานกรรมาธิการ ในสมาชิกวุฒิสภา แลกกับการลงมติตามโพยรายชื่อที่ได้รับ

4. สมาชิกวุฒิสภาประเภทสรรหาจำนวนหนึ่ง ถูกข่มขู่ว่าจะเปิดเผยประวัติ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในอนาคต หากไม่ลงมติตามใบสั่ง

5. สมาชิกวุฒิสภาประเภทสรรหาจำนวนหนึ่ง ถูกทวงถามบุญคุณ ที่ได้รับตำแหน่ง และถูกตั้งข้อกล่าวหา “เนรคุณ” ไว้ล่วงหน้า พร้อมทั้งไม่รับรองว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากไม่ปฏิบัติตามที่รับปากกันมาแต่ต้น

คนสำคัญที่ผลักดัน นายประสพสุข บุญเดช อย่างออกหน้าออกตา ก็คือ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ซึ่งเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในกระบวนการสรรหา 74 สมาชิกวุฒิสภา ที่ประชาชนไม่มีโอกาสได้เลือกว่าจะ “เอา” หรือ “ไม่เอา” ตามเจตนารมณ์ของเผด็จการคมช.

ในขณะที่ คนสำคัญที่กดดันให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องทรยศต่อประชาชนผู้เลือกตนมาทำหน้าที่ ก็คือ นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรม การการเลือกตั้ง ผู้เป็นเพื่อนรักและมิตรแท้ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ยั่งคงยึดมั่นต่อบุญคุณของเพื่อน ไม่เปลี่ยนแปลง และยังเป็นหนึ่งในเพื่อนที่เหลืออยู่น้อยคนของพล.อ.สนธิ ในวันนี้

แน่นอนว่า ไม่มีผู้มาจากการเลือกตั้งคนใด ไม่เกรงไม่กลัว อำนาจของประธานกกต. ที่มือ “ใบเหลือง” และ “ใบแดง” เป็นอาวุธปลิดชีพผู้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน อยู่ในมือ

หลังปรากฎผลการลงมติเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็ทำให้เห็นว่า เค้าลางแห่งความยุ่งยากของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่จะเดินหน้าพัฒนาประเทศ และประคับประคองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นเสียแล้ว เนื่องเพราะในขณะที่ฝ่ายประชาธิป ไตย ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีชัยในสภาผู้แทนราษฎร แต่กลับพ่ายแพ้อย่างหมดรูปให้แก่เผด็จการในวุฒิสภา เนื่องเพราะบางคนที่เคยอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตย กลับทรยศหักหลังประชาชน เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนที่เผด็จการหยิบยื่นให้

ยังมิอาจจะคาดเดาได้ว่า การปะทะกันระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยที่มีประชาชนสนับสนุนกับฝ่ายเผด็จการ ที่มีจอมบงการผมขาวชี้นำสั่งการ จะปรากฎผลเป็นเช่นไร แต่บอกได้เลยว่าสงครามครั้งนี้ เต็มไปด้วยกลศึก และเล่ห์เหลี่ยม ตลอดจนผู้คนที่พร้อมจะทรยศหักหลังยืนอยู่เรียงรายและปะปนกันอยู่เต็มไปหมด

หากให้คาดเดาทำนาย ก็ต้องบอกว่าเห็นทีเคราะห์ร้ายจะยังไม่หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจนรัฐบาลของประชาชน ยังคงตกเป็นเป้าสังหารของระบอบเผด็จการ ที่กำลังฉลองชัยชนะกันอย่างครึกครื้นรื่นเริงยิ่งนัก หลังจากเอาชนะได้ในการประลองกำลังบนเวทีวุฒิสภา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

สุดท้าย ก็คงต้องไม่พ้นพลังของประชาชน ที่จะต้องรวมตัวกันเข้าต่อสู้กับระบอบเผด็จการที่ยังไม่ยอมพ่ายแพ้ และกำลังก่อการใหญ่ เล็งการณ์ไกลที่จะยึดกุมทุกอำนาจในประเทศ ทุกสถาบันไว้ในปกครองและปริมณฑลแห่งอำนาจของตนเอง แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ให้ผิดพลาดเหมือนเมื่อครั้งที่ คมช. ทำล้มเหลวมาแล้ว

วันนี้ ระบอบเผด็จการ เปลี่ยนผู้เล่น จาก คมช. และรัฐบาลสุรยุทธ์ มาเป็น ประธานวุฒิสภา ที่ชื่อ ประสพสุข บุญเดช โดยมีกำลังส่วนใหญ่อยู่ในสมาชิกวุฒิสภา และกำลังอีกส่วนหนึ่งที่ซ่องสุม รอจังหวะอยู่ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และในรัฐบาล

ภาพเหตุการณ์ความสงบของการเมืองไทย เพื่อที่จะเป็นปัจจัยหลักในการกอบกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำย่ำแย่ ดังที่พวกเราทุกคนคาดหวัง ว่าจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ดูท่าว่าจะไกลห่างออกไปทุกที จนยากจะเชื่อว่าวันที่รอคอยจะมาถึงได้ในเร็ววัน

ในขณะที่รัฐบาลของประชาชน กำลังสาละวันอยู่กับการแก้ปัญหาเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชน แก้ไขสถานการณ์ข้าวยากหมากแพง เรียกความกินดีอยู่ดีกลับคืนมาสู่ชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ เผด็จการก็กำลังเอาจริงเอาจังอยู่กับการแย่งชิงอำนาจออกจากมือของรัฐบาล เพื่อมาเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว

ในขณะที่รัฐบาลสนใจเรื่องการบริหารประเทศ แต่ เผด็จการกลับสนใจแต่เรื่องการปกครองประชาชน

หากประเมินด้วยสายตาของประดาบ ยากเหลือเกินที่รัฐบาลจะเอาชนะเผด็จการได้ ในสภาวะที่มีคนพร้อมจะทรยศหักหลังประชาชน และกระโดดข้ามจากฝั่งประชาธิปไตย ไปอยู่กับฝ่ายเผด็จการ เพิ่มมากขึ้น

เว้นเสียแต่ประชาชนจะต้องแสดงพลังของตนเองออกมาในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง อย่าปล่อยทิ้งอำนาจของตนเองไปไว้ในมือของคนที่กำลังคิดทรยศหักหลังระบอบประชา ธิปไตย โดยไม่ใส่ใจไยดีต่อชะตากรรมของประชาชนและประเทศ ชาติ อีกต่อไป

เตรียมพร้อมกันให้ดี บางครั้งบางที อาจจะต้องถึงเวลาของการเมืองภาคประชาชน อย่างแท้จริง เสียที

อย่าให้ใครมาแอบอ้าง เป็นตัวแทนของพวกเรา แล้วไปอ้างสิทธิความชอบธรรมในการเป็นตัวแทนประชาชน เผาบ้านเผาเมือง ทำลายประชาธิปไตย ทำร้ายประชาชน ดังเช่นที่ผ่านมาในอดีต ได้อีก

สำหรับรัฐบาล และ พรรคพลังประชาชน ประดาบ ก็ได้แต่คอยเชียร์ และคอยเตือนว่าท่านกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ที่ประมาทไม่ได้แม้แต่กระพริบตาเดียว

ความเห่อเหิมในชัยชนะที่ประชาชนมอบให้

ความประมาทในการใช้อำนาจอย่างไม่ระแวดระวัง

ความเลินเล่อในการบริหารประเทศอย่างขาดไร้ซึ่งความรู้และความสามารถ

ความขัดแย้งแก่งแย่งตำแหน่งหน้าที่อำนาจและผลประโยชน์

ความเลวร้ายประดามีที่ก่อตัวขึ้นมาแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

เหล่านี้จะนำมาซึ่งหายนะแก่ท่านอย่างรวดเร็ว

การปรับตัวเอง ตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะ “ติเพื่อก่อ” เป็นความจำเป็นที่ท่านต้องรับฟัง มิใช่เหมารวมกันไปหมด ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์ทุกกระแสเสียงทุกทิศทาง ล้วนแต่เป็นเจตนาร้ายที่ไม่ประสงค์ดีต่อท่านไปเสียทั้งหมด

การไม่รู้จักแยกแยะ มิตรแท้ กับ มิตรเทียม

การมองไม่ออกระหว่างเจตนาดี กับ ประสงค์ร้าย

การเพิกเฉยต่อคำเตือนที่เปี่ยมด้วยหวังดี แต่ระรื่นหู ชุ่มฉ่ำหัวใจด้วยคำชมที่อาบยาพิษ

เหล่านี้จะนำมาซึ่งสถานการณ์ที่เลวร้าย กว่าที่ท่านจะทันรู้ตัว หัวก็ไปอยู่บนดาบของศัตรูเสียแล้ว

จะมองอย่างไร จะคิดอย่างไร กับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็ล้วนเป็นภาระหน้าที่ของท่านที่จะต้องพินิจพิเคราะห์กันเอาเอง

แต่มิควรจะหลงลืมว่า เผด็จการที่ถูกทำลายด้วยน้ำมือประชาชน กำลังจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยความอ่อนแอ ล้มเหลว และขัดแย้งของผู้คนในรัฐบาล

ประดาบ

จาก hi-thaksin

นายกฯ เตรียมพบหารือผู้นำรัฐบาลทหารพม่า

พม่า 15 มี.ค. - นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือทวิภาคีร่วมกันในหลายประเด็น

เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนพม่า โดยจะพบหารือร่วมกับ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า และ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลทหารพม่า พร้อมหารือในหลายประเด็น ทั้งเรื่องประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นประชาธิปไตยเต็มใบ การร่วมลงทุนสำรวจก๊าซเอ็น 9 พลังงานเชื้อเพลิงชนิดใหม่ โดยวางแผนให้ ปตท. เป็นผู้วางระบบท่อขนส่ง แต่พม่าจะขอนำไปใช้ในกรุงย่างกุ้งบางส่วน รวมทั้งการปรามปราบยาเสพติด การเชื่อมโยงระบบขนส่งท่าเรือน้ำลึก จากเมืองทวาย ประเทศพม่า ถึงท่าเรือแฉลมฉบัง จ.ชลบุรี ระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร เพื่อลดขั้นตอนการขนส่ง ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับจากรัฐบาลทหารพม่าเป็นอย่างดี เพื่อประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-15 01:18:46

“ลากตั้ง” เข้าวินสมใจ [15 มี.ค. 51 - 03:00]

ข่าวคราวในบ้านเมืองยามนี้รู้สึกว่า สัญญาณแห่งความขัดแย้งลามไปทั่วทุกวงการ

ไม่เว้นแม้แต่ในแวดวงเพลงลูกทุ่ง ที่กำลังปะทุศึกขุนพลเพลงรุ่นใหญ่ กับคิวทะลุกลางปล้องของ “พี่เป้า” สายัณห์ สัญญา ออกมาเปิดประเด็นแฉ “พี่แอ๊ว” ยอดรัก สลักใจ ไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็งจริงอย่างที่ออกข่าวใหญ่โต

ฝ่ายหนึ่งกล่าวหาลวงโลก อีกฝ่ายสวนกลับพวกโง่เง่าอิจฉาริษยา

ด่ากันออกอากาศ

ไม่มีบทหวาน “รักสายัณห์น้อยๆแต่รักนานๆ” งานนี้เดิมพันชื่อเสียงที่สั่งสมกันมานานกว่า 30 ปี ไม่ใครก็ใครมีหวังป่นปี้

ที่แน่ๆศึก “สายัณห์-ยอดรัก” กลายเป็นมวยคู่มัน คั่นรายการศึกโรมรันพันตูระหว่างเครือข่ายรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้าน

หันกลับมาที่เกม “ม้าแลกขุน” ก็กำลังเร้าใจ

กับปฏิบัติการม้ารุกฆาต “หล่อเล็ก” อภิรักษ์ โกษะโยธิน ประกาศยุติบทบาทในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แสดงสปิริตอันสูงส่งแรงกล้า หลังติดบ่วงเชือดคดีทุจริตรถและเรือดับเพลิง กทม.

เอาตัวเข้าแลกกับขุนอย่าง “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

กะให้จนกลางกระดาน

แนวรบด้านคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ก็กำลังจ่อคอหอย ทั้งหวยบนดิน ทั้งรถและเรือดับเพลิง กทม.

หายใจแทบไม่ทัน

ล่าสุดแนวรบเปิดอีกด้าน ผลสอบของคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีนอมินี ที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ตั้งแท่นชง

ฟันธงพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย

อย่างไรก็ตาม ประเมินจากเสียงที่ออกมา ดูเหมือน กกต.ก็เกิดอาการเสียงแตก ฝั˜งหนึ่งนายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ประสานเสียงนายไพฑูรย์ เนติโพธิ ประธานคณะอนุกรรมการฯ เน้นไปในเชิงพฤติกรรม

พุ่งเป้าไปที่คิว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ถูกตัดสิทธิทางการเมือง

แต่ได้พูดส่งเสริมให้สมาชิกพรรคพลังประชาชนมารวมตัวกัน

ขณะที่ “เจ๊สด”นางสดศรี สัตยธรรม กกต. เห็นไปอีกทาง ยืนยันเรื่องนี้กฎหมายไม่ได้ระบุความผิดไว้ และส่วนตัวเห็นว่าไม่มีข้อกฎหมายใดเอาผิดได้ และไม่สามารถนำข้อกฎหมายอื่นหรือไปดึงกฎหมายต่างประเทศที่ระบุว่านอมินีเป็นความผิดมาเทียบเคียงเช่นกัน

“อยากขอว่า อย่าพยายามใช้กระแสการเมืองมากดดันการวินิจฉัยของ กกต. เพราะ กกต.ต้องเป็นกลาง ยึดกฎหมายเป็นหลัก”

ส่อแววขัดลำกันเอง

แต่ที่เตรียมชิ่งหนีก่อนใคร นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.อีกคน แวบไปยื่นใบสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างเหตุผลชัดๆ

“ผมอยู่ตรงนี้ก็เสี่ยงคุก และยังถูกด่ามากเหลือเกิน ยืนอยู่ตรงกลางเขาก็ดันมาทางซ้าย พอยืนอยู่อีกฝั่งก็ดันมาทางขวา เหมือนอย่างที่สื่อเคยบอกว่า อยู่ตรงนี้หากยืนไม่ดีก็จะไปอยู่ระหว่างตรงกลางเขาควาย”

5 เสือ กกต. มีเค้าวงแตก

หันไปที่สภาสูง นายประสพสุข บุญเดช ส.ว.สรรหา ที่ได้มือล็อบบี้ยิสต์จาก ส.ว.ลากตั้งในเครือข่ายพันธมิตรม็อบไล่ทักษิณ เดินเกมล็อกเสียงสนับสนุน 78 คะแนน

เข้าป้ายในตำแหน่งประธานวุฒิสภา

ขณะที่นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์ ถิ่น “ชิดชอบบุรี” คู่แข่งสำคัญ ไม่สามารถแหกด่านข่าวลือลอยลม แจกเงินหัวละล้าน แถมรถ แถมเงินเดือน

ตกขอบไปตามฟอร์ม

เป็นอันว่า “ส.ว.ลากตั้ง” ได้กุมบังเหียนสภาสูง ตามเจตนาแฝงของคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำ

งานนี้คนคาบไปป์นั่งยิ้มเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

สุรพงษ์สั่งแปลงงบ'อยู่ดีมีสุข' กว่าหมื่นล้านเป็นเอสเอ็มแอล [15 มี.ค. 51 - 01:15]

นายสมชัย สัจจพงษ์ โฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมร่วม 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ ที่มี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน วานนี้ (14 มี.ค.) ว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการจัดทำงบประมาณกลางปีที่ต้องขาดดุลเพิ่มเติมไม่มีความจำเป็น เพราะยังมีงบประมาณอีกมากกว่า 10,000 ล้านบาท ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือเบิกจ่ายล่าช้าในบางโครงการ สามารถปรับมาใช้ได้และสามารถเบิกจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที ได้ให้สำนักงบประมาณไปตรวจสอบและนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 มี.ค.นี้ เช่น โครงการอยู่ดีมีสุข 15,000 ล้านบาท นพ.สุรพงษ์ ยืนยันชัดเจนว่า จะแปลงมาเป็นโครงการเอสเอ็มแอล และยังมีโครงการอื่นๆ อีก นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า หากมีการตั้งงบประมาณกลางปีจะทำให้เกิดแรงกดดันมาก โดยการเบิกจ่ายจะทำได้ลำบาก เพราะต้องมีการตั้งเสนอขอใช้งบประมาณให้ทันในปีนี้

โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวต่อว่า ส่วนการจัดทำงบประมาณปี 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เน้นรักษาวินัยทางการคลังอย่างเป็นรูปธรรม โดยยังจำเป็นต้องตั้งงบประมาณขาดดุลสูงกว่าในปี 2551 ที่ขาดดุล 1.65 แสนล้านบาท แต่คงไม่เกินร้อยละ 2.5 ของจีดีพี และยึดกรอบวินัยการคลัง คือ หนี้สาธารณะไม่เกินกว่าร้อยละ 50 ของจีดีพี ภาระหนี้ต่องบประมาณไม่เกินร้อยละ 15 สัดส่วนงบลงทุนต่องบประมาณไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 25


นายสมชัย กล่าวต่ออีกว่า ที่ประชุมเห็นสอดคล้องกันว่า เศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้ โดย สศช.คาดว่า จะขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5.5 ธปท.คาดร้อยละ 4.5-6 และกระทรวงการคลังคาดว่า จะขยายตัวร้อยละ 5.4-5.5 และเงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 3.5 อย่างไรก็ดี การทำงบประมาณปี 2552 มีข้อจำกัดหลายอย่าง อาทิ การต้องตั้งงบชดเชยเงินคงคลังที่ใช้ไปในปีงบประมาณ 2550 วงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.5 ของจีดีพี ขณะที่รายได้ของรัฐบาลคาดว่าจะขยายตัวขึ้น เพราะเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้ แต่การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้จะไปส่งผลกระทบต่อรายได้ในปีหน้ามากกว่าที่จะกระทบรายได้ปีนี้เป็นหลักหมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีงบที่ต้องจัดสรรให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพิ่มขึ้นมากกว่าปีนี้ที่จัดสรร 25.2%


โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องการให้มีการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่ามากที่สุด โดยปัจจุบันพบว่า งบผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอ ที่มีการเสนอขอมากถึง 30,000-40,000 ล้านบาท ที่อาจจะใช้วิธีให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จ่ายสมทบในแต่ละโครงการ นอกเหนือจากใช้งบประมาณอย่างเดียว รวมถึงโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลอื่นๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การแก้ปัญหาความไม่สงบภาคใต้ พักหนี้เกษตรกร เป็นต้น


นายสมชัยกล่าวต่อว่า จากการคาดการณ์ว่า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะลดลงในปี 2552 จากที่ในปี 2551 เกินดุลมากจนกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่า แต่ปีหน้าจะมีการลงทุนในโครงการเมกกะโปรเจกต์เต็มรูปแบบ และการนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญต่อการลงทุน โดยนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. คาดว่า ปีหน้าจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง จึงได้ให้มีการจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะปีหน้าจะต้องมีการขาดดุลการคลังอยู่แล้ว จึงเกรงว่า ปี 2552 อาจจะเกิดภาวะขาดดุลแฝดเหมือนกับประเทศสหรัฐอเมริกา


"ไม่อยากเห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะประเทศไทยจะขาดดุลการคลังอยู่แล้ว และจะเหมือนกับสหรัฐฯที่มีการขาดดุลแฝด" โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าว


โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังหารือถึงโครงการพักหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่จะประกาศภายในเดือนนี้ ว่าจะต้องมีการกำหนดระยะเวลาการเกิดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการด้วย เนื่องจากเกรงว่า อาจจะมีเกษตรกรที่ยังไม่เป็นเอ็นพีแอลฉวยโอกาสปล่อยให้เกิดเอ็นพีแอล เพื่อหวังเข้าร่วมโครงการ และจะกำหนดว่าผู้ที่จะได้รับการพักหนี้ ต้องมีแผนการฟื้นฟูกิจกรรมทางการเกษตรอย่างชัดเจนด้วย ไม่ใช่ให้ทุกคนที่เป็นเอ็นพีแอล


คตส.-ประชาธิปัตย์-พันธมิตร

ใครที่รู้ไม่เท่าทันกลเกมการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ก็คงจะออกมาปรบมือดังๆ ให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ขอยุติบทบาทการทำงาน หลังจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ชี้มูลความผิดคดีรถและเรือดับเพลิง

แต่หากลำดับเรื่องราวดีๆ ก็จะเห็นว่ากรณีนี้เกิดขึ้นในห้วงที่หลายฝ่ายพยายามออกมากดดันให้ 3 รัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่เคยร่วมมีมติเรื่องหวยบนดินในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พักการทำงาน
การออกมาพูดจาเรื่องดังกล่าวของพรรคประชาธิปัตย์ กับคตส. สอดประสานกันเสียจนน่าตกใจ และยิ่งเมื่อมีการชี้มูลความผิด นายอภิรักษ์ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นทำท่าว่าจะเล่นงานนายสัมคร แต่เพียงคนเดียวก็ยิ่งชวนให้คิด ให้สงสัยได้มากมายยิ่งขึ้น

เชื่อแน่ว่าใครที่ได้เห็นข่าวที่นายอภิรักษ์ กระโดดรับลูกทันทีทันควัน หลังจากที่ คตส. ชี้ว่ามีมูล ก็ต้องตั้งข้อสังเกตุ หรือมีความสงสัยกันบ้าง ว่ามีการทำกันเป็นขบวนการอย่างไรหรือไม่

ยิ่งเมื่อนายอภิรักษ์ อ้างว่าได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนตัดสินใจ ก็ยิ่งชี้ให้เห็นชัดว่านายอภิรักษ์ เชื่อมโยงเรื่องดังกล่าวเข้ากับความเป็นเรื่องราวทางการเมือง

เพราะในความเป็นจริงแล้วนายอภิรักษ์ ควรที่จะนำเรื่องไปหารือกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บังคับบัญชาจะเหมาะกว่า เพราะผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานที่กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่ที่พรรคประชาธิปัตย์

และขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ ก็ไม่ต้องรีบร้อนออกให้สัมภาษณ์ขานรับ ออกมาทำเสมือนว่านายอภิรักษ์ เป็นฮีโร่ เป็นกรณีตัวอย่าง เพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างนั้น

เพราะนอกจากจะทำให้ผู้คนรู้เท่าทันแล้ว ในข้อเท็จจริงกรณีของนายอภิรักษ์ ก็ไม่ใช่การแสดงสปิริต และไม่ใช่เรื่องที่จะนำไปเทียบเคียงกับกรณีของทั้ง 3 รัฐมนตรีได้

กรณีของนายอภิรักษ์ แท้จริงแล้วต้องเอาไปเปรียบเทียบกับกรณีของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ที่ยังนั่งทับเก้าอี้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ซึ่งอาจจะเกิดกรณีแทรกแซง หรือสั่งการให้คุณให้โทษได้ ก็จำเป็นต้องให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นไปก่อน

ส่วนกรณีของรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ถ้าไม่เป็นความพยายามที่จะตะแบง ทุกคน ทุกฝ่ายก็เข้าใจตรงกันอยู่แล้วว่าตำแหน่งหน้าที่ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งที่ถูกกล่าวหา ไม่สามารถจะไปให้คุณให้โทษ หรือทำให้การพิจารณาเรื่องการออกหวยบนดินเบี่ยงเบนไปได้

แม้ว่าตัวบทกฎหมายจะมีความคลุมเครืออยู่บ้าง มีช่องทางให้บางคน บางพวก ตีความเพื่อประโยชน์ของตัวและพวกพ้อง แต่บางกรณีก็สามารถตีความได้ไม่ยาก หากพิจารณาถึงเจตนารมย์สำคัญของกฎหมาย

อยากตั้งคำถามง่ายๆ ว่าแท้ที่จริงแล้วทั้งฝ่ายพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ และ คตส. เห็นประโยชน์อะไรในการพักงานรัฐมนตรีทั้ง 3 คน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือคนพวกนี้ต้องการให้เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ทั้งที่การพักงานรัฐมนตรีทั้ง 3 คน อาจจะทำให้การบริหารบ้านเมืองเกิดความสะดุด การงานที่กำลังทำเพื่อบ้านเพื่อเมืองอาจจะต้องเกิดความชะงัก

หรือว่ากลุ่มพันธมิตรฯ อยากเห็นประชาชนตื่นตระหนกตกใจ นานาชาติขาดความเชื่อมั่นในเสถียรภาพรัฐบาล เหมือนที่พยยามออกแถลงการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงเกินกว่าความเป็นจริง

พยายามสร้างเงื่อนไขทางจิตวิทยาให้ผู้คนที่ได้ยิน ได้ฟัง โดยไม่ทันไตร่ตรองได้เกิดความเชื่อว่ามีความวุ่นวายเกิดขึ้นแล้วในบ้านเมือง เชื่อว่ามีการกระทำหลายเรื่องที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นจริง ทั้งที่เรื่องราวต่างๆ ล้วนเป็นการคาดเดา และจินตนาการเอาเองว่าอาจจะเกิดขึ้น ซึ่งยังอาจหมายถึงการจงใจให้ร้ายด้วยซ้ำไป

หรือว่าพรรคประชาธิปัตย์ ก็อยากจะให้ประชาชนมองว่าพรรคพลังประชาชน เลวร้าย ทั้งที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเกินกว่าครี่งเลือก ส.ส. ในรัฐบาลนี้เข้ามาทำงาน เช่นนั้นหรือเปล่า

หรืออยากให้ต่างประเทศมองว่าประเทศไทยมีรัฐบาลที่มากไปด้วยปัญหา ไม่เหมาะแก่การนำเงินเข้ามาเข้ามาลงทุน แล้วหันเหไปปักหลักทำการค้าในประเทศเพื่อบ้านแทน

หรือจะเป็นดังที่มีคนตั้งข้อสงสัยหรือไม่ว่าพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุด เจ้าหลักการที่สุด พรรคนี้ อยากประกาศตัวเป็นพรรคการเมืองที่ดีที่สุดแต่เพียงหนึ่งเดียว เพราะอิจฉาตาร้อนที่บรรดาพรรคการเมือง ไม่เว้นพรรคเล็กพรรคน้อย ล้วนได้มีโอกาสเข้าไปบริหารงานบ้านเมือง จึงได้เกิดความพยายามทุกหนทางที่จะทำให้รัฐบาลบริหารงานต่อไปไม่ได้
รวมทั้ง คตส. เองแม้ว่าจะน่าสงสัยน้อยกว่าเพื่อนว่ามีเจตนาอย่างไร เพราะมีท่าทีชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ครั้งถูกตั้งขึ้นมาโดย คมช. แต่ก็อดที่จะต้องตั้งคำถามไม่ได้ว่า จนกระทั่งมีการเลือกต้ง มีรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย เข้ามาบริหารบ้านเมืองเช่นนี้แล้ว คตส. ยังต้องการอะไรอีก

ในวันที่ประชาชนทุกชนชั้นกำลังรอให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่กำลังรุมเร้าอย่างหนักทั้งจากกระแสเศรษฐกิจโลก และปัญหาที่หมักหมมมาในช่วงการปฏิวัติรัฐประหาร คตส. ก็ยังอยากเห็นรัฐบาลนี้ล้มหายตายจากอยู่อย่างนั้นหรือ

จะตะแบงกันไปถึงไหน...หรือจะต้องให้บ้านเมืองฉิบหายวายวอดซะก่อนถึงจะพอใจ...!!


สามเหลี่ยมดินแดง




00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ หนังสือพิมพ์ทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551 ยังยืนยันในเจตนารมย์เดิม เดินหน้าค้นหาความจริงให้กับสังคม วันนี้สิ่งที่ประชาชน จะต้องเฝ้าติดตามการเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธาน เพราะเป็นการประลองกำลังกันระหว่าง ตัวแทนจากที่มาจากการสรรหารของคน 7 คน กับ ตัวแทนของผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน นี่คือ ปัญหาหนึ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำ สร้างปัญหาความแตกแยกให้กับประชาชนและคนที่จะมาทำหน้าที่กลั่นกรองกฏหมายและถอดถอนนักการเมือง

00 นั่งสนทนากับ นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ นายกสภาทนายความคนแรก ถึงการที่ทนายจากสภาทนายความ ไปช่วยเหลือคดีความให้กับ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหารแก่รัฐ หรือ คตส. เป็นการทำผิดกฏระเบียบสภาทนายความอย่างชัดเจน

00 เพราะในกฏหมายของสภาทนายความนั่น ทนายจะเข้าไปช่วยเหลือดูแลว่าความให้กับผู้ที่ยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ คตส. มีอัยการสูงสุดเป็นทนายแผ่นดินอยู่แล้ว แต่ไม่ไปใช้บริการ เพราะ อัยการสูงสุดตีกลับสำนวนมาแล้วรอบหนึ่ง เพื่อให้สอบสวนเพิ่มเติม ไม่รู้ว่ากลัวไม่ทันเวลาที่ตั้งธงไว้หรือไร

00 นายกสภาทนายความคนแรก บอกกับเอกฉัตรว่า วันนี้เป็นห่วงสถาบันทนายความที่ต่อสู้กันมานานแสนนาน 11 ปี9เดือน กว่าจะเป็นสภาทนายความ แต่กำลังจะถูก บรรดาทนายขายจิตวิญญาณ ทำลาย ใครเข้าข่ายทนายประเภทนี้ ไม่สะอึกก็ใจแข็งละพ่อคุ๊ณเอ๋ย

00 ความวัวยังไม่หาย ความควายเข้ามาแทรก 3 รัฐมนตรีที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหาแก่รัฐ หรือ คตส. ฟ้องคดีหวยบนดิน ยังตีความกันไม่แตก จะต้องพักงานหรือไม่ วันวาน คตส.ได้ฟ้องคดีรถดับเพลิงเรือดับเพลิงของกทม. มูลค่า 6,700 ล้านบาท นอกจากจะมี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นตัวยืน ได้ลากเอา นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนเซ็นเปิดแอลซี มาเป็นผู้ถูกกล่าวหา หลังจากรอดตัวมาทุกครั้งที่ นายนาม ยิ้มแย้ม เจ้าของคดี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานชี้ขาด

00 มีคนตั้งข้อสังเกตุไว้น่าคิดว่า เหตุที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ เป็นการจัดฉากเพื่อกระตุ้นให้ นายกฯสมัคร สุนทรเวช ยุติบทบาทการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี หลังจากที่ยืนกราน 3 รัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาคดีหวยบนดิน ไม่ต้องพักงาน เพราะทันทีที่ถูกกล่าวหา หล่อเล็กนั่งคุยกับหล่อใหญ่ ก่อนออกมาประกาศยุติบทบาททันที

00 ประสา เอกฉัตร ไม่ใช่นักกฏหมาย แต่เข้าใจความหมายการตีความของ อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มือกฏหมายของรัฐบาล หากยกกรณี 3 รัฐมนตรีที่ไม่ต้องพักงาน เพราะ คตส.ฟ้องคณะรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นบุคคลคนเดียวกัน แต่คนละรัฐบาล ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียการสอบสวน จึงไม่ต้องพักงาน

00 ดังนั้น วันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับงานในส่วนของกรุงเทพมหานคร จึงไม่ต้องยุติบทบาท ขณะที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไม่แสดงสปิริตยุติบทบาทในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นี่สิเป็นเรื่องแปลก เพราะเกี่ยวพันโดยตรงกับเรื่องที่ถูกฟ้องร้อง

00 เหมือนจะรู้ชะตากรรมในตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมหรืออย่างไร นายจรัญ ภักดีธนากุล จึงได้สมัครเป็นผู้เข้ารับการสรรหาเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ยักลาออกจากตำแหน่งที่นั่งทำงานอยู่ ตามข่าวลือ หรือว่า ข่าวลือคือข่าวจริงที่ยังมาไม่ถึง

00 ไม่รู้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ดีตรงไหน ทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงไม่เห็นดีเห็นงาม พยายามจะสร้างเงื่อนไขที่เคยทำได้ผลมาแล้ว จนทำให้เกิดเหตุการณ์รัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549

00 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน นั่งจินตนาการแถลงข่าวว่ารัฐบาลกำลังสร้างเงื่อนไข เช่นการปลดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และจะมีการแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อจะให้มีการทำปฏิวัติรัฐประหาร จะได้ล้างคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เปแนประมุข เท่ากับล้างคดีให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

00 แต่เป็นความโชคดีที่คนไทยฉลาดขึ้น ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆเหมือนในอดีต ได้รับบทเรียนอันแสนสาหัสมาแล้ว จินตนาการที่ว่า ไม่มีใครรับมุก เพราะใครก็รู้ว่า หนึ่งปีหกเดือนที่ประเทศตกอยู่ใต้อำนาจของเผด็จการ ประเทศเสียหายขนาดไหน และไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งรัฐบาลไหนหรอกที่จะกลับไปอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ ยกเว้นนักการเมืองบางคนที่ เรียกหา มาตรา 7 ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน จนเป็นภาพติดตัวล้างไม่ออกอยู่ทุกวันนี้ จากที่เคยถูกเรียกขาน หล่อใหญ่ กลายเป็น มาร์ค ม.7

00 วันวานออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ให้ นายสุริยะใส กตะศิลา อ่านเหมือนโฆษกคณะปฏิวัติอ่านคำสั่งคณะปฏิวัติ หากประเทศเพื่อนบ้านจะมีการปฏิวัติ น่าจะติดต่อไปเป็นโฆษก ส่วนในประเทศไทย คงอีกนานที่จะมีคำสั่งของคณะปฏิวัติให้อ่านอีก

00 ในแถลงการณ์ที่ออกมา ก็เป็นจินตนาการ จะมีการเคลื่อนไหวต้านเผด็จการทุนนิยมสามานต์และรัฐตำรวจ ชาวบ้านที่นั่งอยู่หน้าจอทีวี ฟังข่าวนี้ ยังนึกไม่ออกว่า ทุนนิยมสามานต์คืออะไร หรือรัฐตำรวจเป็นอย่างไร ที่เห็นๆวันนี้ก็มีแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เพิ่งเด้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดโอกาสให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ขึ้นมารักษาการ เพื่อสะสางปัญหาต่างๆที่ผุดขึ้นมาเมื่อน้ำลด ชะเอย
เอกฉัตร