เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, March 16, 2008
DSI ยืนยันฟื้นคดีเพชรซาอุไม่ได้กลั่นแกล้งใคร
น้ำดีกลายพันธุ์ หรือ คานอำนาจมาร [16 มี.ค. 51 - 00:04]
วุฒิสภาชุดใหม่ เริ่มเดินเครื่องทำงานเต็มรูปแบบแล้ว
โดยในการประชุม วุฒิสภา นัด แรกเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่ประชุมได้ประเดิมงานแรก ด้วยการเลือกประธาน และ รองประธานวุฒิสภา
ผลปรากฏว่า นายประสพสุข บุญเดช ส.ว.สรรหา ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ประธานวุฒิสภา
โดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช ส.ว.ฉะเชิงเทรา และนางทัศนาบุญทอง ส.ว.สรรหา เป็นรองประธานวุฒิสภา
สำหรับอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาชุดนี้ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ พิจารณากลั่นกรองร่างกฎหมายที่ผ่าน ความเห็นชอบจากสภา ผู้แทนราษฎรแล้ว
รัฐธรรมนูญยังได้กำหนดให้วุฒิสภามีบทบาทหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ
รวมไปถึงมีอำนาจหน้าที่ในการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ ี่ในองค์กรอิสระต่างๆ และองค์กรอื่นๆตามรัฐธรรมนูญ
ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิ มนุษยชน แห่งชาติ
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ตุลาการศาลปกครอง
รวมทั้งยังให้วุฒิสภามีอำนาจในการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองและ ข้าราชการระดับสูง
ไล่ตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด
ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงเหล่านี้ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิด ปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ มีพฤติกรรมส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
มีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไ ม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ใครออกนอกลู่นอกทาง วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนได้
ชัดเจนว่า วุฒิสภามีบทบาทและมีอำนาจมาก
เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะสามารถให้คุณให้ โทษกับผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงได้
สำหรับที่มาของวุฒิสภาชุดนี้ แตกต่างไปจากวุฒิสภาชุดที่ผ่านมา
เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. จำนวน 150 คน โดยให้มีที่มาจาก 2 ระบบ
ส่วนแรก คือ ส.ว.ที่มาจากจากสรรหา จำนวน 74 คน
โดยกระบวนการในการสรรหา กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ที่ประกอบ ด้วย
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย และตุลาการในศาล ปกครองสูงสุด ที่ที่ประชุมใหญ่ในตุลาการศาลปกครองสูงสุดมอบหมาย
รวมเป็น 7 อรหันต์ทองคำ
ดำเนินการสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมจากผู้ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรต่างๆ ทั้งใน ภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ
คัดสรรให้เหลือ 74 คน เข้ามาเป็น ส.ว.ระบบสรรหา
อีกส่วนหนึ่ง ก็คือ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน รวม 76 คน
โดยรัฐธรรมนูญมีการกำหนดคุณสมบัติข้อห้ามในการลงสมัครเลือกตั้ง ไว้อย่าง เข้มข้น นั่นก็คือ
ห้าม พ่อ แม่ คู่สมรส และบุตร ของบรรดา ส.ส.และผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการ เมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.
รวมทั้งห้ามบุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคหรือมีตำแหน่งอยู่ในพรรค การเมืองลงสมัคร เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกหรือการดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองมาแล้วเกิน 5 ปี
การที่รัฐธรรมนูญต้องกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติข้อห้ามของผู้สมัคร ส.ว. เอาไว้อย่างเข้มข้น
ก็เพื่อเป็นการปิดช่อง แก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในวุฒิสภาชุดก่อนที่ถูก วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น
“สภาผัวเมีย”
ที่สำคัญ การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ส.ว.มีที่มาจาก 2 ระบบ คือ มาจากการเลือก ตั้งและการสรรหา ผสมกัน
ก็เพราะต้องการป้องกันไม่ให้วุฒิสภาตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง เหมือนใน อดีตที่ผ่านมา
จากจุดนี้ทำให้วุฒิสภาชุดปัจจุบัน มีสภาพเป็น “วุฒิสภาลูกผสม”
มีทั้ง ส.ว.ที่มาจากการสรรหาและ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง เข้ามาทำงาน ร่วมกันฝ่ายละครึ่งต่อครึ่ง
ทำให้กลายเป็นประเด็นถกเถียงตั้งแง่ใส่กัน
ฝ่าย ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งก็อ้างศักดิ์ศรีว่าเป็นตัวแทนของประชาชน เหยียด ส.ว.ที่มาจาก การสรรหา ว่าไม่ได้มาตามกระบวนการ ประชาธิปไตย
ส่วน ส.ว.ที่มาจากการสรรหาก็ออกมาอ้างว่าตัวเองเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็น ตัวแทนจากกลุ่ม สาขาอาชีพ เข้ามาตามกระบวนการสรรหาของรัฐธรรมนูญ
เริ่มออกอาการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย
อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงวันนี้ ก็คงต้องให้โอกาส ส.ว.ชุดนี้ ใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็น ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย หรือ
ส.ว.ที่มาจากการสรรหาตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ
ต้องพิสูจน์กันด้วยผลงานว่าจะทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง เพื่อรักษาผลประโยชน์ ของประเทศชาติและประชาชน เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด
“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอบอกว่า การดำรงความ เป็นกลางในการทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ถือเป็นเจตนารมณ์ หลักของรัฐธรรมนูญ
ที่ต้องการให้วุฒิสภาทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ถ่วงดุล คานอำนาจฝ่ายการเมือง ที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐ
โดยเฉพาะในยุคที่สถานการณ์บ้านเมืองแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย เกิดความหวาดระแวง กลัวการโค่นล้มกันทางการเมืองกลัวการทุจริตคอรัปชันโกงกิน
วุฒิสภาถือเป็นที่หวังของสังคมในการที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาแก้ไขปัญหาเหล่านี้
การทำหน้าที่ของ ส.ว.ทั้ง 150 คน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อระบอบ ประชาธิปไตย
ทั้งนี้มีบทเรียนให้เห็นมาแล้วว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยต้องสะดุดก็เพราะ วุฒิสภาถูกครอบงำ
ตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจทางการเมือง
โดยเฉพาะการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปในองค์กรอิสระที่คนของฝ่ายการเมือง เข้าไป คุมหมด จนทำให้องค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจ ของฝ่าย การเมือง ถูกแทรกแซงจนอยู่ในสภาพพิกลพิการ
พูดง่ายๆว่า ใครคุม ส.ว.ได้ ก็เท่ากับคุมกลไกในการตั้งคนเข้าสู่องค์กรอิสระ และกลไกการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ประพฤติมิชอบ เอาไว้ได้ทั้งหมด
การตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ก็จะไร้ความหมาย
อย่างไรก็ตาม การทำงานของวุฒิสภาชุดนี้เพิ่งเริ่มต้น ยังไม่ชัดเจนว่าจะตกอยู่ภายใต้การครอบงำของฝ่ายการเมืองหรือไม่
แต่เมื่อวุฒิสภาเริ่มต้นทำงาน ก็ควรเอาบทเรียนที่ผ่านมาเป็นกรณีศึกษา
และเป็นเรื่องที่สังคมต้องติดตามจับตากันต่อไป
อย่างไรก็ตาม จากร่องรอยในช่วงก่อนที่จะมีการเลือกประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา
เห็นได้ชัดว่า สมาชิกวุฒิสภามีการแบ่งกลุ่มแบ่งพวก ทั้งกลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อย อาทิ
กลุ่ม ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง กลุ่ม ส.ว.ที่มาจากการสรรหากลุ่ม ส.ว. สายเอ็นจีโอ กลุ่ม ส.ว.หญิง รวมไปถึงกลุ่ม ส.ว.ที่อิงอยู่กับนักการเมือง
ซึ่งก็ถือว่า เป็นธรรมชาติของการล็อบบี้
แต่ในช่วงก่อนการประชุมนัดแรกเพื่อโหวตเลือกประธานวุฒิสภา ได้มีสมาชิก วุฒิสภาบางคนออกมาระบุว่า
มีอดีตนักการเมืองโทรศัพท์มาขอเสียงสนับสนุน เพื่อให้ คนของตัวเองได้นั่ง ในตำแหน่งประธานวุฒิสภา
โดยได้เสนอเงินก้อนจำนวนหนึ่งและจะจ่ายเป็นเงินเดือนให้อีกด้วย แต่ได้ ปฏิเสธไป
ปรากฏการณ์ตรงนี้ ชี้ให้เห็นว่า
มีความพยายามจากฝ่ายการเมืองที่จะเข้ามายึดกุมอำนาจในวุฒิสภา
พยายามใช้อำนาจแฝงเข้ามาแทรกแซง เพื่อหวังผลที่จะเข้าไปครอบงำองค์กร อิสระ
ดังนั้น เป็นเรื่องที่ภาคสังคมต้องช่วยกันจับตาว่าการทำงานของสมาชิกวุฒิสภา จะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน เข้าอีหรอบเดิมอีกหรือไม่
ที่สำคัญ ส.ว.ทุกคนที่ประกาศตัวว่าเป็น ส.ว.น้ำดี จะต้องพิสูจน ์ตัวเองว่า ดีจริงหรือไม่
ถ้ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นในวุฒิสภา ต้องช่วยกันตีแผ่ออกมาให้สังคมรับรู้ ต้องออก มาฟ้องประชาชน
อย่าให้น้ำดีถูกเจือจาง ถูกปิดปาก
จนกระทั่งกลายพันธุ์
เพราะจากปรากฏการณ์ในอดีตที่ผ่านมา มักจะเป็นอย่างนี้ ซะด้วย.
"ทีมการเมือง"
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
“นพดล” แจงผลสำเร็จเยือนพม่า [16 มี.ค. 51 - 04:11]
วันที่ 15 มี.ค. เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ แถลงถึงผลการเยือนประเทศพม่าของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า การเยือนพม่าครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมในแง่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อาทิ เรื่องพลังงาน โดยเฉพาะกรณีที่บริษัท ปตท.สผ.จำกัด จะไปซื้อก๊าซธรรมชาติจากบล็อกเอ็ม 9 ในแหล่งยาดานังของพม่า โดยทางฝ่ายพม่าได้รับไปเร่งรัดสรุปสัญญาซื้อขาย ขณะเดียวกันทางพม่าได้ขอก๊าซธรรมชาติไปใช้จำนวน 60-70 ล้านลูกบาศก์ฟุต และไทยจะนำส่วนที่เหลือมาใช้ อีกทั้งพม่าได้ขอให้ฝ่ายไทยไปลงทุนในการสร้างท่อก๊าซเข้าไปในพม่า ซึ่ง ปตท.สผ.ก็จะนำไปพิจารณาต่อไป ส่วนเรื่องเขื่อนท่าซางที่พม่าให้สัมปทานการก่อสร้างแก่ไทยเกือบ 10 ปีมาแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ทางฝ่ายพม่าจึงเตรียมจะยกเลิกสัมปทานดังกล่าว ฝ่ายไทยจะนำเรื่องนี้มากระตุ้นภาคเอกชนให้รีบเร่งดำเนินการ
จับมือเดินหน้าลุยล้างยาเสพติด
นายนพดลกล่าวว่า สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งทั้ง 2 ประเทศให้ความร่วมมือต่อกัน โดยมีการตั้งศูนย์โครงการพัฒนาทางเลือก เช่น การให้ความรู้การปลูกพืชทดแทนพืชที่ใช้ผลิตยาเสพติด นอกจากนี้ พม่ายังให้ความร่วมมือกับไทยในการไปตรวจสอบสัญชาติชาวพม่า ซึ่งมีแรงงานชาวพม่าในไทยประมาณ 2 ล้านกว่าคน โดยไทยจะไปตรวจสัญชาติชาวพม่าในประเทศพม่าตามข้อตกลงของพม่า
พม่าพร้อมแลกประสบการณ์ไทย
รมว.ต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ได้พูดคุยกับนายอ่อง ยาน วิน รมว.ต่างประเทศของพม่า โดยได้ย้ำว่าไทยให้กำลังใจพม่าและขอให้พม่าให้ความร่วมมือกับสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่ง รมว.ต่างประเทศของพม่ายินดีรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ไทยเคยทำ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่นายอิบมาฮิม กัมบารี ผู้แทนยูเอ็น เคยยื่นข้อเสนอแก่พม่า อาทิ การเสนอให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคจากยูเอ็น และขอให้ยูเอ็นส่งผู้สังเกตการณ์อิสระเข้าไปในพม่าในช่วงการออกเสียงประชามติ แต่พม่าได้ปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมด แต่พม่ายินดีรับฟังข้อเสนอของไทยที่ขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังแสดงความยินดีกับพม่าที่จะทำตามแผนสร้างประชาธิปไตยในพม่า 7 ขั้น ซึ่งพม่าจะมีการจัดออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกในอีก 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่พม่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งในปี 2553 อย่างไรก็ตามฝ่ายไทยยืนยันว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของพม่า
ไปอังกฤษ สหรัฐฯเตรียมพบไรซ์
นายนพดล กล่าวถึงการไปเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาว่าจะออกเดินทางไปในวันที่ 16 มี.ค.นี้ โดยจะแวะไปประเทศอังกฤษ เพื่อให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนและพบปะนักธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ว่าไทยเป็นประชาธิปไตย พร้อมเปิดกว้างต้อนรับนักลงทุน จากนั้นจะเดินทางยังประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจะพบปะกับนางคอนโดลิซา ไรซ์ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ จะพูดคุยกันในหลายเรื่องที่สหรัฐอเมริกาให้ความสนใจ และตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ รวมถึงปัญหาของพม่า ตลอดจนขอบคุณการที่สหรัฐฯมีไมตรีที่ดีกับไทยทันทีที่เรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยสหรัฐฯได้คืนความช่วยเหลือทางทหารแก่ไทย อีกทั้งจะเชิญประธานาธิบดีสหรัฐฯในการมาเยือนประเทศไทยด้วย นอกจากนี้จะไปพบที่ปรึกษาสภาความมั่นคงของสหรัฐฯ และองค์กรด้านยุทธศาสตร์ จากนั้นจะพบปะกับนักธุรกิจรายใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สหรัฐฯ เห็นว่าตอนนี้ไทยมีรัฐบาลที่มีความเป็นประชาธิปไตย ยินดีที่จะสานความสัมพันธ์กับสหรัฐฯต่อไป ในกรอบความร่วมมือต่างๆเพื่อปูทางให้นักธุรกิจสหรัฐฯเดินทางมาลงทุนในประเทศไทย ที่จะเดินทางมาในเดือน เม.ย.นี้
ปัดพบ “ทักษิณ” หารือคดีนอมินี
ต่อข้อถามว่า การเดินทางไปประเทศอังกฤษจะมีการพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เพื่อหารือถึงกรณีคดีที่พรรคพลังประชาชนถูกกล่าวหาว่าเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคไทยรักไทย รมว.ต่างประเทศตอบว่า คงไม่ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และไม่มีกำหนดพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย เพราะพ.ต.ท.ทักษิณอาจจะอยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ขณะที่ตนจะอยู่ประเทศอังกฤษแค่ 2 วัน เมื่อถามว่าจะถือโอกาสไปพูดคุยทำความเข้าใจกับนายกิตติ วะสีนนท์เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษด้วยหรือไม่ เพราะมีข่าวว่านายกิตติจะถูกโยกย้ายด้วย นายนพดลตอบว่า การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่จะมีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ไม่น่าจะมีชื่อนายกิตติ และตนก็ไม่ได้มีอะไรต้องเคลียร์ใจ เพราะส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาทางใจ ขอให้นายกิตติสบายใจได้
โต้รัฐบาลไม่มีนโยบายฆ่าตัดตอน
สกู๊ป 1 วัน กับผู้ว่าฯ ระนอง
นับเป็นสัปดาห์ที่ 2 แล้ว ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศจะต้องเข้าพบรัฐมนตรีมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ผู้ว่าฯ หญิงแกร่ง ที่เดินหน้าแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างจริงจัง ต้องเตรียมพร้อมอย่างไร ในการเข้าพบรัฐมนตรีมหาดไทย.
ขมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-15 19:16:30

นายกรัฐมนตรีเยือนพม่า
ไทยและพม่าลงนามความตกลงการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างกัน ขณะที่นายกรัฐมนตรีพร้อมทำความเข้าใจกับประชาคมโลกถึงแนวทางประชาธิปไตยในพม่า
ชมรายละเอียด โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-15 19:12:06
นพ.สุรพงษ์ ยันจะนำกรณี อภิรักษ์ มาเปรียบเทียบกับคดีหวยบนดินไม่ได้
กรุงเทพฯ 15 มี.ค.- นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็น 1 ในรัฐมนตรีที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหวยบนดิน ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ภายหลังเข้าพบนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักหมู่บ้านโอฬาร 2 วันนี้ (15 มี.ค.) ว่า ไม่ได้หารือกรณีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศยุติการทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. ชั่วคราว หลัง คตส. แจ้งข้อกล่าวหาในคดีทุจริตการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม.
“ผมไม่ได้มองว่า การกระทำของนายอภิรักษ์ จะเป็นการกดดันรัฐบาล และเป็นการแสดงสปิริต เพราะไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ก็ต้องหยุดการทำหน้าที่อยู่แล้ว เพราะกำลังจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเร็วๆ นี้ และเรื่องนี้จะนำมาเปรียบเทียบกับคดีหวยบนดินไม่ได้ เพราะผมไม่ได้ถูกส่งฟ้องในตำแหน่งปัจจุบัน เหมือนนายอภิรักษ์” นพ.สุรพงษ์ กล่าว.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-15 17:25:48

นพดล ระบุไทยพร้อมแจงเรื่องพม่า แต่ไม่ใช่กระบอกเสียง
ก.ต่างประเทศ 15 มี.ค.- “นพดล ปัทมะ” พร้อมชี้แจงสถานการณ์ในพม่าต่อประชาคมโลก ในมุมมองของไทย ยืนยันไม่ใช่กระบอกเสียง หรือปกป้องพม่า
นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ในโอกาสที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสหภาพพม่าอย่างเป็นทางการ วานนี้ (14 มี.ค.) ได้ให้กำลังใจพม่าในเรื่องการสร้างประชาธิปไตยและความปรองดองแห่งชาติ และขอให้พม่าให้ความร่วมมือกับสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในเรื่องดังกล่าว
นายนพดล กล่าวว่า พม่าจะมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในเดือนพฤษภาคมนี้ และยินดีรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญกับไทย ถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่พม่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2553 โดยจะมีการส่งเอกสารไปให้พม่า เพื่อประกอบการพิจารณา
“ผมจำได้ว่าก่อนหน้านี้ นายอิบราฮิม กัมบารี ทูตพิเศษยูเอ็น เคยยื่นข้อเสนอแก่พม่า อาทิ การเสนอให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคจากยูเอ็น การขอให้ยูเอ็นส่งผู้สังเกตการณ์อิสระเข้าไปในพม่า ในช่วงการออกเสียงประชามติ แต่พม่าปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมด” นายนพดล กล่าว
นอกจากนี้ นายนพดล กล่าวว่า ได้สะท้อนความห่วงใยของสังคมโลกให้พม่าได้รับทราบ และยืนยันว่าไทยจะไม่แทรกแซงกิจการภายในพม่า เพราะความมั่นคงของพม่า คือความมั่นคงของไทย ซึ่งหวังว่าต่างประเทศจะเข้าใจสถานะของไทย และไทยยินดีให้ข้อมูลนโยบายของไทยต่อพม่า และข้อมูลเกี่ยวกับพม่าในมุมมองของไทย ในฐานะที่เป็นมิตรประเทศ แก่ประชาคมโลก แต่ไม่ใช่เป็นโฆษกที่จะไปแก้ต่างให้กับพม่า หรือเป็นกระบอกเสียงปกป้องพม่า
“พม่าต้องชี้แจงเรื่องของตัวเอง เพราะมีหน่วยงานที่ชี้แจงอยู่แล้ว แต่ถ้าถามเรา ในมุมมองที่ประสบมา เพราะนายสมัครเป็นคนแรกที่ไปเยือนพม่า หลังจากที่นายกัมบารี กลับมา ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านด้านการเมืองที่สำคัญของพม่า ทั้งโลกคอยดูว่า ไทยคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้” นายนพดล กล่าว
นายนพดล เชื่อว่า สหรัฐกำลังรอฟังว่า ไทยมีท่าทีต่อพม่าอย่างไร ซึ่งพม่ายินดีและไม่ขัดข้อง ถ้าเราจะพูดถึงนโยบายของไทยต่อพม่า หรือปัญหาสถานการณ์การเมืองในพม่า และการเตรียมการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และว่า “บรรยากาศเมื่อวานนี้เป็นไปอย่างดียิ่ง นายกรัฐมนตรีพม่าพูดว่า นายสมัครทำให้ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย มีความสุขทั้งวัน” นายนพดล กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการหารือกับพม่า ได้หยิบยกเรื่องที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (เอ็กซิมแบงก์) ปล่อยเงินกู้ จำนวน 4,000 ล้านบาท ให้กับพม่า ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มาหารือหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้ และพม่าก็ไม่ได้สอบถาม เวลานี้พม่ายังสามารถเบิกเงินกู้ เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ต่อไปได้ จึงไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าแต่อย่างใด.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-15 16:57:48

Saturday, March 15, 2008
สหัส พบนายกฯ รายงานการทำงาน
กรุงเทพฯ 15 มี.ค.- นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผย “สำนักข่าวไทย” ถึงการเดินทางเข้าพบนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักในหมู่บ้านโอฬารพัฒนา 2 วันนี้ (15 มี.ค.) ว่า เป็นการเข้าพบ เนื่องจากไม่ได้พบกันนาน เพราะต่างฝ่ายต่างงานยุ่ง เมื่อมีโอกาสจึงมาขอพบ เพื่อสรุปงานต่าง ๆ ให้นายกรัฐมนตรีทราบ ทั้งด้านพลังงาน และโครงการเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็พอใจมาก และให้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่ได้มีการหารือเรื่องใดเป็นพิเศษ
ส่วนปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นมากนั้น นายสหัส กล่าวว่า ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่คงไม่ถึงขั้นต้องแตกตื่น เพราะความจริงราคาน้ำมันโดยทั่วไปควรจะลดลง แต่มีปัจจัยจากภายนอกประเทศ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ไม่สามารถลดราคาน้ำมันลงมาได้ ซึ่งหากจำเป็นก็ต้องมีมาตรการออกมารองรับ แต่คงยังบอกไม่ได้ในขณะนี้ว่าจะทำอะไรบ้าง.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-15 16:11:48

นพดลยันไม่มีกำหนดพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อังกฤษ
ก.ต่างประเทศ 15 มี.ค.- “นพดล ปัทมะ” ยืนยันการแวะอังกฤษก่อนเยือนสหรัฐ 16 มี.ค.นี้ เพื่อพบนักธุรกิจและสื่อมวลชน สร้างความเชื่อมั่น ไม่ได้พบ “พ.ต.ท.ทักษิณ” พร้อมจะเชิญประธานาธิบดีสหรัฐเยือนไทย ชี้ไม่เคลียร์ใจกับทูตอังกฤษ เพราะไม่มีรายชื่อถูกโยกย้าย
นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่ามีกำหนดการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา สัปดาห์หน้า โดยจะออกเดินทางวันที่ 16 มีนาคม แต่จะแวะที่อังกฤษก่อน เพื่อให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและพบปะนักธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย พร้อมเปิดกว้างต้อนรับนักลงทุน จากนั้นจะเดินทางยังสหรัฐ พบปะกับนางคอนโดลีซซา ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ที่ปรึกษาสภาความมั่นคงของสหรัฐ และองค์กรด้านยุทธศาสตร์ เผย "จะมีการพูดคุยในหลายเรื่องที่สหรัฐให้ความสนใจ และเน้นย้ำความสัมพันธ์ที่ดีของ 2 ประเทศ รวมถึงปัญหาพม่า และจะเชิญประธานาธิบดีสหรัฐมาเยือนประเทศไทย ในโอกาสต่อไปด้วย” นายนพดล กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายนพดล ปฏิเสธว่าการเดินทางไปอังกฤษครั้งนี้ ไม่มีกำหนดการพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะ “พ.ต.ท.ทักษิณ” อาจอยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขณะที่ ตนมีเวลาอยู่อังกฤษเพียง 2 วัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าไปอังกฤษจะถือโอกาสพูดคุยทำความเข้าใจกับ นายกิตติ วะสีนนท์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงลอนดอน ถึงกระแสข่าวจะถูกโยกย้ายหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ที่กำลังจะมีขึ้น ภายใน 1-2 สัปดาห์ นี้ ไม่น่าจะมีชื่อนายกิตติ และว่า “ไม่มีอะไรต้องเคลียร์ใจ เพราะผมไม่ได้มีปัญหาทางใจ ขอให้สบายใจได้ .-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-15 16:07:28

นพดล ย้ำรัฐบาลไม่มีนโยบายฆ่าตัดตอนเพื่อปราบยาเสพติด
กทม. 15 มี.ค. - นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีกลุ่มฮิวแมน ไรท์ วอทช์ อภิปรายพาดพิงนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของไทย ที่ทำให้มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ว่า ขอขอบคุณในความห่วงใยเรื่องการเสียชีวิต 2,500 คน ในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ขอย้ำว่ารัฐบาลไทยในอดีตไม่เคยมีนโยบายสังหารหรือฆ่าตัดตอนใคร เพื่อให้ยาเสพติดลดน้อยลง
“ถ้ามีการเสียชีวิตในระหว่างนั้น ควรไปตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงว่า เป็นการสังหารระหว่างกลุ่มพ่อค้ายาเสพติดด้วยกันเอง เพื่อตัดตอนไม่ให้ไปถึงผู้ค้ารายใหญ่ หรือเป็นการสังหารของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่จงใจไปสังหารผู้ค้ายาเสพติด ขอยืนยันว่า ไม่มีนโยบายของรัฐบาลไทยชุดใดทำเช่นนั้น” นายนพดล กล่าว
ส่วนกรณีที่เป็นห่วงนโยบายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ที่ประกาศสงครามกับยาเสพติดอีกครั้ง อาจจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอดีตนั้น นายนพดล กล่าวว่า ได้กำชับกับเจ้าหน้าที่ให้ใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อจะไม่ให้เกิดการเสียชีวิตในลักษณะที่เป็นการฆ่าตัดตอน โดยปฏิบัติตามกรอบกฎหมาย และหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ผู้ค้ายาเสพติดมีสิทธิที่จะขึ้นศาล และได้รับความยุติธรรมตามกระบวนการ ถ้าผิดก็ต้องถูกจำคุก จะไม่มีการใช้ความรุนแรงหรือการฆ่าตัดตอนอย่างเด็ดขาด และจะมีการแจกเอกสารแนวทางการปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่อีกครั้ง. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-15 13:23:19





