WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, March 17, 2008

ใครผิด [17 มี.ค. 51 - 19:03]

ประเด็นที่กำลังจะขยายความเป็นการ ดิสเครดิตทางการเมือง กันอยู่ในขณะนี้ ก็เห็นจะเป็น โครงการรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ที่ คตส.ชี้มูลความผิดเพิ่ม มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทเอกชน ซึ่ง แต่เดิมดูทะแม่งชอบกล ทำให้รัฐเกิดความเสียหาย ทั้งๆที่รู้ว่ามีความไม่ชอบมาพากลอยู่แล้ว

ท่ามกลางข้อครหาอุ้มพวกเดียวกันเอง

ผมว่าหัวใจสำคัญของเรื่อง ไม่ใช่ว่าใครจะพักการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวอย่างเดียว เพราะอย่างกรณี คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. อีกมุมหนึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบ แต่อีกมุมหนึ่งก็จะมีคำถามว่า คุณอภิรักษ์ เหลือเวลาในการทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม.อีกไม่กี่เดือน จะขอพักทำไมหรือจะบีบใคร

จะเป็นการจัดฉากสร้างภาพทางการเมืองหรือไม่

อันที่จริงทั้งหมดอยู่ที่การรักษาผลประโยชน์ของรัฐและเรื่องทุจริตคอรัปชันมากกว่า ประการแรก เมื่อสัญญาเป็นโมฆะจะทำอย่างไรต่อไปประการที่สอง จะเอาตัวผู้ถูกกล่าวหามาซักฟอกหาความรับผิดชอบได้แค่ไหน ทำได้สองประเด็นนี้ก็จบ ไม่เห็นต้องต่อความยาวสาวความยืดดึงไปเป็นประเด็นทางการเมือง

ฟังมาว่า การประชุมของอนุกรรมการตรวจสอบครั้งสุดท้ายให้แจ้งข้อกล่าวหา บุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอีก 6 คน จากเดิม 5 คน ที่มีคุณสมัคร สุนทรเวช อยู่ด้วย ได้แก่ บริษัทสไตเออร์เดมเลอร์ ในฐานะคู่สัญญา

ผู้แทนบริษัทสไตเออร์ คุณวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์คุณราเชนทร์ พจนสุนทร อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ คุณอภิรักษ์ โกษะ-โยธิน ผู้ว่าฯกทม. และคุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัด กทม.

เมื่ออนุกรรมการเห็นว่า การทำข้อตกลง A.O.U. ไม่ถูกต้อง ไม่ได้มีการทำการค้าตอบแทนกันจริงตามที่ได้ขออนุมัติโครงการนี้จาก ครม. ผิดเจตนารมณ์ในลักษณะรัฐต่อรัฐ และเชื่อได้ว่ามีการสมคบของทั้งสองฝ่ายเข้าลักษณะการแสดงเจตนาลวง จึงทำให้สัญญาซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม.เป็นโมฆะดังกล่าว

ตรงนี้แหละ ที่ผมเคยติงมาตั้งแต่ต้นว่า ทำไมการพิจารณาของ คตส.ถึงได้ตัดตอนนี้ออกไป แต่ก็เอาเถอะ เมื่อต่อวงจรดูแล้ว จะเห็นว่าการทำ A.O.U. ที่ลงนามโดยอดีต รมว.มหาดไทยคือ คุณโภคิน พลกุล กับออสเตรีย ชั้นต้นไม่ปรากฏหนังสือ การมอบอำนาจให้ผู้ลงนามทั้งสองฝ่าย ดำเนินการและน่าจะเข้าข่ายขัดกับมติ ครม.ด้วย

และปรากฏว่าไม่ดำเนินการในข้อตกลง ในการจัดหาแหล่งเงินและรับพันธะ ในการค้าต่างตอบแทน เกิดขึ้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ บริษัทคู่สัญญาคือสไตเออร์ยังต้อง จ่ายค่าบริการสัญญาให้กับบริษัทที่รับดำเนินการอีกต่างหาก จำนวน 147 ล้านบาท ทำให้มูลค่าของโครงการเพิ่มขึ้น

ยังมีประเด็นของการปกปิดเรื่องของดอกเบี้ย ทั้งๆที่ สัญญาระบุว่าปลอดดอกเบี้ย เรื่องของระยะเวลาของผู้ลงนามที่คาบเกี่ยว สรุปแล้วพบความไม่ชอบมาพากลหลายกระทง ทำท่าว่าจะมีการฉ้อฉลด้วยซ้ำ

สุดท้ายก็คือ เมื่อรู้ว่าโครงการดังกล่าวไม่ถูกต้อง เหตุไฉนถึงได้มีการรับมอบและจ่ายค่างวด กันไปได้ จะอ้างว่าต้องปฏิบัติตามสัญญาฟังไม่ขึ้น เพราะเรื่องนี้รู้กันอยู่ทนโท่ว่ากำลังอยู่ใน ระหว่างการสอบสวนของคตส. ทำไมจึงไม่ระงับการดำเนินการไว้ก่อน ดังนั้น จึงไม่ใช่แค่การแสดงสปิริตแต่ต้องรับผิดชอบด้วย..

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

สงครามทางอุดมการณ์ระหว่างระบอบอำมาตรยาธิปไตย กับระบอบทักษิณที่ยังไม่จบและกำลังจะเริ่มยกใหม่

กลุ่มพันธมิตรครับ พวกคุณต่อต้านทักษิณ หรือระบอบทักษิณกันแน่

ตอนนี้ไม่ว่าโดยนิตินัย หรือพฤตินัย ทักษิณก็ไม่ได้เป็นนายกฯ ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองแล้ว แต่เป็น ผู้ต้องหาทางการเมืองในสองสามคดีใหญ่ คือ คดีที่ดินรัชดา และคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นแอมเปิลริช ส่วนคดีที่สามคือคดีหวยบนดิน ที่ คตส. ฟ้องมันดะมันไปหมดโดยไม่สนใจว่าใครเกี่ยวข้อง หรือใครแค่นั่งอยู่ใน ครม. ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ไม่ว่าคดีจะออกมาอย่างไร ขณะนี้มันอยู่ในกระบวนการยุติธรรมเรียบร้อยแล้ว และยังไม่มีใครมีอำนาจดึงมันออกไปจากกระบวนการยุติธรรม

ดังนั้น ถูกหรือผิดก็ไปว่ากันในศาล

ตอนนี้ทักษิณก็ไม่ได้อยู่ในวงการเมืองแล้ว ไม่ได้เป็นนักการเมือง พวกคุณที่ต่อต้านทักษิณ กำลังต่อต้านอะไรกันแน่ ต่อต้านตัวบุคคล หรือว่าต่อต้านระบบกันแน่

หากพวกคุณต่อต้านทักษิณ ก็ควรหยุดได้แล้ว เพราะตอนนี้ นายกรัฐมนตรีโดยนิตินัย และพฤตินัยคือ นายสมัคร สุนทรเวช ส่วนเรื่องจะว่าใครเป็นตัวแทนใครนั้น มันเป็นพวกเพ้อฝัน สติแตกไม่รู้จบ ทุกคนก็เป็นตัวแทนของใครคนใดคนหนึ่งทั้งนั้น สุดท้ายรัฐบาลเขาก็ต้องเป็นตัวแทนของคนเลือกตั้ง เพราะถึงที่สุด ไม่ว่าทักษิณหรือใคร ก็ไม่ได้มีอำนาจอะไรเหนือประชาชนที่เลือกตั้งรัฐบาลพรรคพลังประชาชนขึ้นมา สรุปรัฐบาลนี้เป็นนอมินีของคนอีสาน ของคนเหนือ และคนภาคอื่นๆ ที่ลงคะแนนให้รัฐบาลนี้ ส่วนคนลงคะแนนเขาจะลงคะแนนให้ พรรคพลังประชาชนเพราะศรัทธาทักษิณ หรือ ศรัทธาผลงานพรรคไทยรักไทยเดิม และเห็นว่าพรรคพลังประชาชนเป็นพรรคสืบต่อมาจากพรรคไทยรักไทย ก็เรื่องของเขา เป็นสิทธิของคนลงคะแนน หรือเป็นสิทธิของผมที่ไปลงคะแนน (อยากพูดว่าเป็นสิทธิของกรูโว้ย)

หากพวกคุณต่อต้านระบอบทักษิณ ที่พยายามพูดกันอยู่ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ไปไกลกว่าที่คิด และจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองอย่างแน่นอน เมื่อพวกคุณไม่ได้ต่อต้านตัวบุคคล แต่ต่อต้านระบบ มันก็คือการต่อต้าน คนที่เขาสนับสนุนระบบนี้ และลงคะแนนเลือกมา และเมื่อนั้นมันก็พัฒนากลายเป็น "สงครามทางอุดมการณ์" กลายเป็น "สงครามทางความคิด” ไปทันที

ระบอบทักษิณคือ ระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งและเสียงข้างมากจะได้เป็นรัฐบาลและใช้ระบบเศรษฐกิจแบบ "ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์" หรือที่ยุคทักษิณ ประธานาธิบดีคอรอซาน อาคีโน แห่งฟิลิปปินส์ ตั้งชื่อให้อย่างสวยหรูว่า “ทักษิโณมิกส์”

หากพวกคุณต่อต้านระบอบทักษิณ ก็คือ การต่อต้านระบอบประชาธิปไตย แบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์นั่นเอง พวกคุณไม่ได้เป็นศัตรูกับทักษิณเท่านั้น แต่เป็นศัตรูทางความคิดกับ ผม "นายลูกชาวนาไทย" และประชาชนอีกนับสิบล้านคนที่ลงคะแนนให้ระบอบนี้ หรือคนค่อนโลกที่สนับสนุนระบอบนี้ เมื่อพวกคุณคิดล้มล้างระบอบนี้ ก็เลี่ยงไม่ได้อยู่เองที่จะต้องต่อสู้กับพวกผมที่สนับสนุนและศรัทธาระบอบนี้ และสุดท้ายมันก็หมายถึงสงครามกลางเมืองอย่างเลิ่ยงไม่ได้ เมื่ออุดมการณ์ขัดแย้งกัน และไม่ยอมเมื่อแพ้เลือกตั้ง ยังจะเคลื่อนไหวล้มล้างอีก สงครามกลางเมืองมันย่อมไม่อาจเลี่ยงพ้น

มันก็เหมือนกับยุคคอมมิวนิสต์ต่อสู้กับประชาธิปไตยทุนนิยม ยุคสงครามเย็นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว นั้นเอง ที่เกิดสงครามขึ้นทั่วโลก มีคนตายไปมากมายมหาศาล

เมื่อพวกคุณคิดต่อสู้ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยม แล้วอุดมการณ์ทางการเมืองอะไรที่พวกคุณนำมาเสนอแทน เหมือนที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยเสนอลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ผมไม่คิดว่าพวกคุณจะเป็นพวกชอบลัทธิคอมมิวนิสต์ นะครับ

สิ่งที่พวกคุณพยายามเสนอในสองปีที่ผ่านมานี้ ที่ผมพอจะจับทางได้คือ ระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ ที่มีพวกที่ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง เข้ามามีอำนาจทางการเมือง และใช้อำนาจอธิบไตยของชาติด้วย ผมเรียกว่า "ระบอบอำมาตรยาธิปไตย" ซึ่งเป็นระบอบที่เก่าและล้าหลังกว่าระบอบคอมมิวนิสต์เมื่อสามสิบปีที่แล้วเสียอีก เป็นระบอบการปกครองที่ถือว่า "ชาติกำเนิด" สำคัญกว่าความสามารถ เป็นต้น ศัพท์ที่พวกคอมมิวนิสต์ใช้เรียกระบอบนี้คือ ระบบ Feudalism หรือแปลเป็นไทยว่า "ระบอบศักดินา" นั้นเอง

ส่วนระบบเศรษฐกิจที่พวกคุณนำเสนออย่างชัดเจน และพยายามโฆษณามาในช่วงสองปีนี้ คือ นำเอามาจากแนวคิดของในหลวงที่เรียกว่า "ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง" ผมไม่วิภาคแนวคิดนี้ว่าเป็นอย่างไร เพราะมันเป็น "ระบบความคิดทางเศรษฐกิจระบบหนึ่ง" แค่นั้นเอง ชึ่งอาจจะมีชุดความคิดชุดหนึ่ง จะสอดคล้องกับยุคสมัย หรือสภาวะของประเทศหรือไม่ ผมไม่ทราบ

สรุปแล้วสิ่งที่พวกคุณเสนอขึ้นมาแข่งขันคือ “ระบอบอำมาตรยาธิปไตย โดยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง” เพื่อต่อสู้กับอุดมการณ์ของ "ระบอบประชาธิปไตย ที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์"

การต่อสู้ของพวก คุณมันพ้นเรื่องตัวบุคคลไปแล้วครับ พวกคุณกำลัง "จุดไฟสงครามทางการเมือง" และยกระดับความขัดแย้งธรรมดา ไปเป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ความขัดแย้งทางแนวคิด และสุดท้ายก็จะกลายเป็นสงครามกลางเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากพวกคุณที่กำลังขมีขมันจะล้มรัฐบาลสมัครอยู่ทุกวันนี้ จะล้มรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งนี้ให้ได้ ผมว่ามันไม่พ้นจากสงครามทางการเมืองแน่นอน เพราะประชาชนที่เลือกรัฐบาลนี้ขึ้นมาก็คงไม่ยอมเช่นกัน เหมือนที่ลงมือสั่งสอนพวกคุณเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 มาแล้ว แม้พวกคุณทำรัฐประหารไปแล้ว ก็ไม่อาจต้านทานอำนาจของประชาชน เจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริงได้

บางคนในกลุ่มพวกคุณที่เรียกตัวเองว่า เป็นนักวิชาการ ประดิษฐ์ประดอยคำพูดอย่างสวยหรูว่า "ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง" ซึ่งผมขอเถียงไว้ในที่นี้ว่าว่า "การเลือกตั้งคือส่วนที่สำคัญที่สุดของประชาธิปไตย" และไม่มีทางขาดหรือด้อยค่าของมันลงไปได้ ด้วยการใช้ระบบการแต่งตั้งเข้ามาแทน

สำหรับผมแล้ว ระบอบประชาธิปไตยคือ ระบอบที่ "อำนาจอธิปไตยทั้งปวงมาจากประชาชน" อำนาจอธิปไตยไม่ได้มาจาก เจ้า ขุนนาง ชนชั้นสูง หรือจากพระมหากษัตริย์ แต่ระบอบประชาธิปไตย "อำนาจอธิปไตยต้องมาจากประชาชน" และถือเป็นที่สุดของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีองค์กรใดด้อยค่าอำนาจอธิปไตยของปวงชนได้

เมื่ออำนาจอธิปไตยของชาติมาจากประชาชน ประชาชนคือ ต้นธารแห่งอำนาจ การเลือกตั้งคือ การแสดงเจตจำนงของประชาชนในการใช้อำนาจอธิปไตยของพวกเขา การเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย และต้องทำอย่างสม่ำเสมอมีระยะเวลาที่แน่นอน ( 4-5 ปีตามที่นิยมกัน) เพื่อให้เจ้าของอำนาจอธิปไตยคือประชาชนได้แสดงออกว่า พวกเขายังให้ความไว้วางใจผู้ที่ทำหน้าที่บริหารประเทศ ให้บริหารต่อไปหรือไม่

ดังนั้นการกระทำใดๆ ที่ไม่ได้มีที่มาจากอำนาจของประชาชน ผมถือว่าไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย ทหารของประเทศนี้ต้องเป็นทหารของประชาชน ไม่ใช่ของใครอื่น ไม่ใช่ทหารของพระราชา แต่ต้องเป็นทหารของประชาชน

ส่วนนายกรัฐมนตรี จะมีบุคลิกแบบไหน กล้าตัดสินใจ (ที่คนบางพวกว่าเป็นเผด็จการ) หากเขามาจากเลือกตั้ง และยอมรับผลการเลือกตั้ง หากพ่ายแพ้ก็พร้อมที่จะออกไปไม่ดื้อแพ่ง ผมก็ถือว่ายังเป็นระบอบประชาธิปไตย ส่วนผู้นำแม้จะดีอย่างไร ตามความรู้สึกของใคร แต่เมื่อไม่ได้มาจากเลือกตั้ง ผมก็ไม่ถือว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ได้มาจากปวงชน ไม่มีหลักประกันอะไรว่า นโยบายหรือการกระทำของเขานั้นสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

สิ่งที่คนบางกลุ่มคิดว่าไม่ดี แต่ประชาชนส่วนใหญ่อาจคิดว่าดีก็ได้เช่น นโยบาย "ประชานิยม" ที่พวกขุนนาง คนชั้นกลาง ชั้นสูงโจมตีว่า เป็นนโยบายที่เลว แต่คนส่วนใหญ่เข้าถือว่าเป็นนโยบายที่ดี ดังนั้นหากผู้นำที่ไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกับประชาชน แล้วย่อมไม่สามารถเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตยได้ เพราะไม่ได้เชื่อมโยง เกี่ยวข้องกับ เจ้าของอำนาจอธิปไตยแต่อย่างใด

ตอนนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองไทย หากไม่ยุติ ยอมรับผลการเลือกตั้ง และปล่อยให้รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ทำงานไปตามฉันทานุมัติที่ได้มาจากประชาชน แต่พยายามที่จะขัดขวาง เช่น การปลุกม็อบอีกครั้งของกลุ่มพันธมิตร หรือการ พยายามที่จะยุบพรรคพลังประชาชนอีกครั้ง ของพวกอำมาตยาธิปไตยทั้งหลาย ผมถือว่านี่คือ การต่อสู้ที่เลยพ้นไปจากตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว แต่เป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ ระหว่าง ระบอบประชาธิปไตย กับระบอบอำมาตรยาธิปไตย และระหว่างระบบเศรฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ กับระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง

หรือว่าสงครามกลางเมืองไทย เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความขัดแย้งทางความคิด ทำให้คนฆ่ากันได้นับล้านอย่างแน่นอน เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในสงครามกลางเมืองอเมริกัน หรือ สงครามกลางเมืองในประเทศอื่น ๆ ทั้งหลาย

แต่อย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่า ระบอบอำมาตรยาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่ชนะอย่างแน่นอนในโลกศตวรรษที่ 21 นี้ เพราะมันผิดยุคผิดสมัย

ระบอบคอมมิวนิสต์ที่พัฒนาการก้าวหน้ากว่าระบอบอำมาตย์ ยังไม่อาจชนะระบอบทุนนิยมได้เลย แล้วยังจะคิดหรือว่าระบอบอำมาตย์นั้น จะได้ชัยชนะในศตวรรษที่ 21 นี้

-------------------------------

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

http://www.thaifreenews.com/

จาก hi-thaksin

รหัสลับ กทม.

ถ้า...
คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ถูกกันเป็นพยาน ในเรื่อง..การจัดซื้อรถเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร ในยุคที่ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าฯ และต่อเนื่องมาจบในยุคของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน แล้ว
จะไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ของฝ่ายใด..ทำให้เรื่องนี้ผิดเพี้ยนไปจากความจริงที่ว่า..สินค้าที่ได้มานั้น มันมีราคาแพงกว่าความเป็นจริงถึง 3 เท่าตัว
เป็นข้อมูลที่จับต้องได้ถ่ายรูปติด โดยไม่ต้องพึ่งพาเอกสารหลายหมื่นหน้า..ของกระบวนการสืบเสาะค้นหา..
แค่..สร้างรถเรือคันใหม่ให้เหมือนกับรถเรือต้นเหตุ..คนทั้งชาติก็จะได้รับรู้ว่า..สินค้าตัวนี้มันซื้อหากันมาเกินราคาไปเท่าไหร่..และ..มันหายไปที่ไหน กับใครบ้าง..
คุณหญิงณฐนนท..ปลัดกรุงเทพมหนคร..ให้การว่า "ถ้า ป.กทม.คนนี้ได้รับผลประโยชน์ ข้าพเจ้าจะเสนอสั่งให้ระงับแอลซีไปเช่นนี้หรือไม่ และจะกล้าที่จะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้น กับความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ และความเสียหายอีกมากมายที่จะได้รับหรือไม่"
คุณหญิง..ให้การตอนหนึ่งว่า.."การดำเนินการนี้ได้กระทำการโดยปกปิดซ่อนเร้น ไม่ให้ข้าพเจ้าทราบรายละเอียดของโครงการ"
คำถามจึงมีต่อไปว่า..ผู้กระทำการในวันนั้น..มีใครบ้าง และมีเหตุผลอย่างไรที่ปกปิดไม่ให้ปลัดกรุงเทพมหานคร..ที่มีหน้าที่เป็นแม่บ้าน..
และนี่คือที่มาของสูตร..6:2:2 ที่รู้กันอยู่ว่าเป็นสูตรสำเร็จ..ของธุรกิจธุรกรรม..ทุกชนิด ในเกือบจะทุกเนื้องบประมาณในวันนั้น..ดูเหมือนว่า..คนที่สามารถอธิบายถึงรหัสลับดังกล่าว ก็คือ..คุณหญิงณฐนนทเช่นกัน
6:2:2-รถ 4 คูณ 4 จำนวน 72 คัน..ที่ซื้อขายกันคันละ 5 แสนบาท..แต่เมื่อใส่อุปกรณ์ดับเพลิงเข้าไปแล้วราคา 5 ล้าน 8 นั้น..หรือ 6:2:2-เรือดับเพลิง 30 ลำ..ราคาลำละ 14 ล้าน แต่ซื้อกันที่ราคา 25 ล้านบาทนั้น..
ประชาชนคนไทย..ต้องจับจ่ายเงินไปเท่าไหร่..กับสินค้าที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ และจะไม่มีวันได้นำออกมาใช้..เพราะความโลภโมโทสันของ..งานโกงกินแผ่นดินที่อัปลักษณ์ที่สุด ตั้งแต่เคยมีประเทศนี้มา

พญาไม้

////////////////////////

คอลัมน์:พญาไม้ทูเดย์จากหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ วันที่ 18 มี.ค. 2551

จาก hi-thaksin

เฉลิมให้อภิรักษ์หยุด15วันย้ำหากไม่พบผิดต้องกลับมาทำงาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุพร้อมอนุญาตให้ผู้ว่าฯกทม. ลากิจได้แค่ 15 วัน ย้ำ หากไม่พบผิดต้องกลับมาทำงานต่อ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการข่าวยามเช้า ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 101 ถึงกรณีที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ กทม. ขอลากิจ 30 วันว่า ต้องการสอนน้องว่า
จะไปแถลงข่าวก่อนว่าจะลากิจ โดยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังไม่อนุญาต ไม่ได้ แต่ยังไงก็จะอนุญาตให้ลากิจ 15 วัน ซึ่งคิดว่าเป็นเวลาเพียงพอที่จะรู้ข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีทุจริตรถดับเพลิง กทม. ซึ่งถ้าครบ 15 วันแล้ว
คตส.ยังไม่ได้บอกว่าผู้ว่าฯ กทม.ทุจริต นายอภิรักษ์ ก็ต้องกลับมาทำงานต่อ

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงการนัดชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันที่ 28 มีนาคมนี้ว่า จะไม่มีการเผชิญหน้า แต่ขอเพราะเหตุใดเมื่อมีการปฏิวัติพันธมิตรไม่ทำอะไร แต่พอมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งกลับมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

ปธ.รัฐสภาลากตั้งความอัปยศของประชาธิปไตย

ความอัปลักษณ์อย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ที่คนรักประชาธิปไตยรับไม่ได้ คือ ย้อนกลับไปยอมให้มีสมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งมาจากการลากตั้ง ด้วยการเรียกอย่างสวยหรูว่า ระบบคัดสรร ทั้งที่ตลอดมาประชาชนผู้รักประชาธิปไตย พยายามเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพราะต้องการให้ ส.ส. และ ส.ว. มาจากการเลือกของประชาชน เป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ

ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้หมกเม็ดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการลากตั้ง อย่างมีเจตนาที่จะสืบทอดอำนาจของคนบางกลุ่ม ที่อยู่ตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชนที่ได้รับเลือกเข้ามาบริหารประเทศ

ข้ออ้างของผู้ออกแบบรัฐธรรมนูญ คือ ไม่ต้องการให้สมาชิกวุฒิสภาตกอยู่ในอำนาจของพรรคการเมือง เข้าไปรับหรือให้การสนับสนุนพรรคการเมือง เกรงจะถูกแทรกแซง ไม่มีอิสระในการทำงาน

แต่เมื่อดูหน้าตาแต่ละคนที่ได้รับการสรรหาเข้ามา คนที่พอมีต้นทุนทางประวัติศาสตร์การเมือง และไม่อ่อนหัดจนเกินไป ก็จะเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่า สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้น เป็นเด็กในคาถาของใคร เข้ามาเพราะโควตาการสนับสนุนของกลุ่มการเมืองใด

ใครจะรับประกันได้ว่า สิ่งแปลกปลอมในระบอบประชาธิปไตยเหล่านี้ จะไม่ถูกแทรกแซงโดยกลุ่มคนเหล่านั้น การทำงานของพวกเขาจะเป็นอิสระจริงหรือ

และที่สำคัญ มีคำถามที่ไม่มีคำตอบว่า 7 คนที่คัดสรร ดีกว่า ศักดิ์สิทธิ์กว่าการหย่อนบัตรเลือกตั้งของประชาชนอย่างไร

นักวิชาการที่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิดหลายท่าน ออกมาให้ความเห็นอย่างปรามาสว่า วุฒิสภาจะกลายเป็นสภาพันธมิตรฯ อย่างช่วยไม่ได้ เพราะหลายท่านที่มาจากการสรรหา อิงแอบใกล้ชิดกันมานาน

จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้ควร “โละทิ้ง” สภาสูง เพราะไม่มีประโยชน์ ชำแหละ ส.ว. ในต่างประเทศเป็นเพียงสถานะให้ขุนนาง เสนาบดี อำมาตย์ หรือเป็นตัวแทนมลรัฐ ให้ได้มีที่ยืนในสังคม ขณะที่เหตุผลของประเทศไทยยังคงเอาไว้ เพราะ สสร. ในอดีต “กลัว” รัฐธรรมนูญโหวตไม่ผ่าน ชี้มี ส.ว. ลากตั้ง ทำให้ประชาชน 62 ล้านคนเสียเปรียบกรรมการ 7 คน นับเป็นหมื่นเปอร์เซ็นต์

“วันที่ 14 มีนาคม 2551 นี้จะมีการเปิดประชุมวุฒิสภาเป็นครั้งแรก มีการเลือกตั้งประธานวุฒิสภา ซึ่งเฉพาะหน้า ตำแหน่งประธานวุฒิสภาจะมีความสำคัญมากๆ ต่อการเมืองไทยในช่วงเดือนสองเดือนต่อไปนี้ เพราะเหตุว่าตำแหน่งประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา เมื่อประธานรัฐสภาไม่อยู่ หรือทำหน้าที่ไม่ได้ จะต้องให้ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่แทน เวลานี้ คุณยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานรัฐสภา ประกาศหยุดทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นประธานวุฒิสภาในฐานะรองประธานรัฐสภา จะทำหน้าที่แทนประธานรัฐสภา ที่จะมากำหนดทิศทางการทำงาน หรือความเป็นไปของรัฐสภาไทย ที่ประกอบด้วย 2 สภาคือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพราะฉะนั้นตำแหน่งนี้สำคัญ

ผมได้เคยเขียนเอาไว้ว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานวุฒิสภา เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อคุณยงยุทธประกาศไม่ทำหน้าที่ หยุดทำหน้าที่ เนื่องจากประกาศหยุดทำหน้าที่ ประธานรัฐสภาก็ตกไปอยู่ที่นายมีชัย ซึ่งนายมีชัยไม่รู้กี่เรื่อง แต่เรื่องหนึ่งคือ ได้ออกคำสั่งตั้งสภาพัฒนาการเมือง ตามพระราชบัญญัติที่ผ่านกฎหมายและบังคับใช้แล้ว เขาให้ประธานรัฐสภาเป็นคนแต่งตั้งสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองชั่วคราวก่อน 12 คน ปรากฏว่า นายมีชัยแต่งตั้งไปแล้ว 12 คน เรียกว่า เรียบร้อยโรงเรียนบวรศักดิ์ (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นเลขานุการของสภาพัฒนาการเมือง และโรงเรียน นายมีชัย ฤชุพันธ์ ไปแล้ว

สภาพัฒนาการเมืองมี 12 คน คนที่เป็นประธานชั่วคราวคือ อ.นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้ข่าวว่ามีอดีต ส.ว. ครูหยุย นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ และมีบรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัย จำรัส สุวรรณเวลา คณบดีรัฐศาสตร์จุฬาฯ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดีรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อะไรต่างๆ

ที่นำเรื่องนี้มาเกริ่นเพื่อชี้ให้เห็นว่า ประธานวุฒิสภาที่เขาจะเลือกกันนี้ เฉพาะหน้านี้เป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก เพราะทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภา เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นถ้าจะได้ผู้ใด ได้ใคร มันจะมีความหมายต่อการเมืองที่มีการต่อสู้ทางความ ระหว่างฝ่ายพวกเราคือ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กับอีกฝ่ายหนึ่ง

ระบบของรัฐสภา ประเทศต่างๆ โดยทั่วไปมี 2 ระบบ 1.ระบบสภาเดียว 2.ระบบ 2 สภา ประเทศต่างๆ ทั่วโลกส่วนใหญ่จะใช้ 2 สภา ที่เคยใช้สภาเดียวใกล้บ้านเราคือ กัมพูชา สมัยเฮงสำริน สมเด็จฮุนเซน เวลานี้มีวุฒิสภาแล้ว เพื่อนผม 2-3 คน ได้เป็นวุฒิสภา ประเทศเราความจริงมีสภาเดียวมาหลายครั้งแล้ว แต่เป็นสภาปฏิวัติ หากเป็นสภาปฏิวัติ ถ้าเป็นสภาของคณะรัฐประหารเขาจะเรียกสภาของระบบทหารว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ...”

อ.จรัล ยังเล่าประวัติของการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาให้ฟังอย่างน่าสนใจทีเดียว
“รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่ส่วนใหญ่คนร่างจะเป็น อนุรักษนิยม อำมาตยาธิปไตย ทีแรกเขาอยากให้มีวุฒิสภา แทบไม่มีใครพูดถึงว่าไม่เห็นด้วยให้มีสภาเดียวดีกว่า แล้วไม่เพียงแค่ให้มีเท่านั้น ทีแรกเขาจะให้มาจากการสรรหา หรือจากการแต่งตั้ง จากการเลือกตั้งไม่เอา เพราะมันจะกลายเป็นสภาผัวสภาเมีย ในทำนองที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ สุดท้ายมีเสียงคัดค้านจากประชาชนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ตกลงจะประนีประนอม คือ ให้มาจากการเลือกตั้ง และจากการสรรหา หรือลากตั้งนี่แหละครับ
ทีนี้ ที่เราตั้งหัวข้อว่า ลากตั้ง และ เลือกตั้ง ใครได้ ใครเสีย คนที่ได้ก็คือ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย คือพวกฝ่าย อนุรักษนิยม อำมาตยาธิปไตย คนชั้นสูง จะได้ประโยชน์เพราะมีคนของเขา เขาส่งคนของเขา หรือคนมีแนวคิด อุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนกับเขา แต่ที่เสียแน่ๆ เขาเรียก เสียเปรียบประมาณ 10,000% ไอ้ 7 คน ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 45 ล้านคน เลือกได้ 76 คน เท่านั้นนะ เสียเปรียบคน 7 คน เลือกตั้ง 74 คน คิดคณิตศาสตร์ดูว่าเสียเปรียบกี่เปอร์เซ็นต์ ไอ้นี่เสียแน่ๆ”



ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ชี้ การเมืองสองขั้วทำสังคมแตกเป็นเสี่ยง เพราะมีพวกนอกรีตในระบอบประชาธิปไตย เล่นไม่เลิก ชี้ทางออกชาติ บทบาท ส.ว. ถูกต้อง และเป็นประชาธิปไตย เคารพเสียงส่วนใหญ่ ชี้ “หลักการ” สำคัญกว่า “ฮีโร่” ตัวบุคคล จี้ให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หลายมาตรา ซึ่งมีเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย
“ผมอยากจะบอกว่า พวกเรานั้นหัวใจเดียวกัน คือยึดหลักการประชาธิปไตย ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ต้องขอบอกว่า ยึดมั่นในหลักการตรงนี้ไม่เปลี่ยนแปลง และการที่ตัดสินใจลงสมัคร ส.ว. กทม. นั้นก็แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ควรจะมาจากประชาชน ควรจะมาจากการเลือกตั้ง แม้ประเมินแล้วก็รู้ว่าโอกาสที่จะชนะมีไม่สูงนัก และเป็นการเลือกตั้งครั้งแรก ฉะนั้นผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไร นอกจากรู้สึกสบายใจที่ได้อาสาและได้ทำหน้าที่ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่รักชาติบ้านเมืองและระบอบประชาธิปไตยพึงกระทำ เมื่อมีโอกาสสามารถที่จะกระทำได้ ฉะนั้นไม่มีเลือดไหล และมีอุเบกขา คือวางเฉย ไม่ว่าผลออกมาจะเป็นอย่างไรต้องยอมรับ...
ทีนี้สิ่งที่ผมเสนอในการเลือกตั้งคือ ความเป็นกลางและความเที่ยงธรรม เพราะผมมองว่าปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นมันจะไม่จบ ถ้า ส.ว. ไม่ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางและเที่ยงธรรม ทั้งสองคำเลย ทั้งเป็นกลางและเที่ยงธรรม เพราะว่าทั้งสองฝ่ายที่เขาขัดแย้งกันอยู่เนี่ย คือความขัดแย้งปกติในสังคม
ส.ว. มีทั้งจาก “สรรหา” หรืออาจจะเรียกว่า “ลากตั้ง” มีทั้งจากการเลือกตั้งจากประชาชน คน 7 คน ซึ่งผู้มีอำนาจจากผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น เชื่อว่าเป็นคนดี 7 คนเนี่ย เป็นคนเลือก ส.ว. ลากตั้ง 74 คน ซึ่งน่าจะ ตั้งสมมติฐาน ว่าน่าจะเลือกคนดีมาเป็น ส.ว. คือการตั้งสมมติฐานแบบนี้เท่ากับว่าไม่เชื่อในประชาชน แล้วในที่สุดแล้ว ส.ว. สรรหา เป็นเรื่องของพรรคพวกอยู่ดี แน่นอนผมไม่ได้บอกว่าระบบการเลือกตั้งของประเทศไทยนั้น บริสุทธิ์ ยุติธรรม หรือดีที่สุด เรามีปัญหาเหมือนกัน แต่ถ้าเราเชื่อในระบอบประชาธิปไตยนั้น เราต้องมีเลือกตั้ง เราต้องทำให้การเลือกตั้งนั้นบริสุทธิ์ยุติธรรมขึ้นเรื่อยๆ ให้สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นคือสิ่งที่เราต้องทำ เราต้องอดทน และเราต้องปล่อยให้ประชาธิปไตยมีพัฒนาการต่อไป...”
รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช แฉ เอกสารจากสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ส่งถึง สสร. ให้ตัดวงจร อย่านำศาลไปเกี่ยวข้องกับ “กระบวนการสรรหาวุฒิสภา” โดยชี้เหตุผลว่า ศาลมีงานมาก และอาจจะทำให้มองว่าศาลไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่คณะผู้ยกร่างไม่ยอมทำตามข้อเสนอ ส่งผลให้เกิด “วงจรอุบาทว์” โดยอำนาจหน้าที่ ส.ว. ถอดถอนผู้พิพากษาศาลที่เป็นคนสรรหาตัวเองได้
“ประเด็นที่จะหยิบยกคือ ปัญหาในกรรมการสรรหาที่มีอยู่ เพราะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญเอากรรมการสรรหามา 7 ท่าน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ นักกฎหมาย ตุลาการ อย่างน้อยๆ 7 ท่านเป็นตุลาการแน่ๆ 3 ท่าน 4 ท่านอาจจะเป็นนักกฎหมายหรือตุลาการอีก เช่น ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นนักกฎหมาย เป็นอดีตตุลาการ เพราะฉะนั้นจะมีนักกฎหมาย หรือตุลาการ 4-5 ท่าน ประเด็นผมคือว่า ส.ว. เป็นองค์กรทางการเมือง มีบทบาทที่จะเกี่ยวข้องกับนักการเมืองแน่ๆ แต่ทำไมเราจะต้องใช้นักกฎหมาย หรืออดีตตุลาการมาทำหน้าที่ตรงนี้ พูดง่ายๆ ก็คือว่า กำลังจะดึงสถาบันตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้องกับสถาบันทางการเมือง ทั้งที่ ส.ว. เป็นองค์กรทางการเมืองแน่ๆ มีอำนาจในการถอดถอน มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบ อำนาจในการพิจารณากลั่นกรองอะไรต่างๆ ซึ่งตุลาการอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับการสรรหา เพราะมันต่างกับการวินิจฉัยข้อกฎหมาย ซึ่งตุลาการมีความถนัด มีความเชี่ยวชาญ แต่กรณีนี้ไม่ใช่...ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญกำหนดด้วยว่า ผลการสรรหาเป็นไปด้วยเสียงข้างมาก 7 เสียง คือ 4 เสียงได้เป็น ส.ว. แล้ว ในขณะที่คุณอนุสรณ์ (ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ) ได้คะแนน 1-2 แสนคะแนน ไม่ได้เป็น แต่อีกคน 4-5 เสียง...คณะกรรมการมีปัญหาเรื่องที่มาจาก 7 ท่าน อันนี้มีปัญหาแล้วนะครับ ยังมีปัญหาต่อไป คือการทับซ้อนของตำแหน่ง ในกฎหมายการเลือกตั้งบอกให้ประธานกรรมการเลือกตั้ง เป็นผู้ตรวจสอบกรณีมีปัญหาเกิดขึ้น แต่ประธานกรรมการเลือกตั้งเป็นกรรมการสรรหาด้วย และเป็นผู้สืบสวนสอบสวนเอง มันจะดูกระไรอยู่นะครับ จะเห็นได้ว่าหลายส่วนหลายอย่างมันจะมีความทับซ้อนกัน...”
อ่านความเห็นทั้งหมดของนักวิชาการเหล่านี้ได้ จากประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 59 ประจำวันเสาร์ที่ 15 – วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พุทธศักราช 2551 ตามหน้าปกที่ประกอบในคอลัมน์นี้เลยครับ รวบรวมทรรศนะประชาธิปไตย เอาไว้ไล่ต้อนกากเดนเผด็จการครับท่าน อย่าช้า หาได้ตามแผงทั่วไป

ไม่อยากเห็นความแตกแยกในบ้านเมือง

ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เข้มข้น และมีกลุ่มคนที่มีมุมมองทางการเมืองแตกต่าง จนหลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะก่อตัวเป็นความแตกแยกและนำมาสู่ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นในบ้านเมือง นายสราวุธ เบญจกุล เลขานุการศาลยุติธรรม ได้แสดงความเป็นห่วงต่อเรื่องดังกล่าวผ่านการสนทนากับ “ประชาทรรศน์” ด้วยทัศนะและมุมมองที่น่าสนใจ

มองปัญหาบ้านเมืองโดยรวมในขณะนี้ที่ทวีความเข้มข้นเรื่อยๆ อย่างไรบ้าง ?
ระบอบประชาธิปไตย ความคิดเห็นของแต่ละคนอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันได้ดังนั้นแนวทางการแก้ปัญหาก็จะแตกต่างกันด้วย แต่โดยเงื่อนไขของความแตกต่างเหล่านี้อย่างนี้ที่ลืมไม่ได้คือ จะต้องเคารพซึ่งความเห็นของทั้ง 2 ฝ่ายไม่ว่าจะเสียงข้างมากและส่วนของด้านที่น้อยกว่า
ขณะนี้ประชาธิปไตยกำลังเดินหน้า ประชาชนได้เลือกรัฐบาลเข้ามาทำงานให้กับบ้านเมืองแล้ว ก็ควรให้รัฐบาลได้มีโอกาสบริหารงานตามที่ได้รับเลือกเข้ามา ในขณะเดียวกัน ก็ควรรับฟังเสียงข้างน้อยด้วย เพื่อให้เกิดซึ่งความสงบเรียบร้อย
ถ้าข้อทักท้วงของเสียงข้างน้อยมีเหตุมีผลที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง ก็ควรที่นำมาพิจารณาปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ตามสมควร นี่คือภาพรวมที่อยากจะเห็น ซึ่งในฐานะนักกฏหมายเอง ระบอบประชาธิปไตยที่เดินทางมาสู้ระบบการเลือกตั้งตอนนี้ก็เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งทำให้สังคมโลกยอมรับในระบอบของเรา เพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงประเทศเดียว
การที่กลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตามออกมาแสดงความคิดความเห็น แม้ว่าจะเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย แต่ข้อที่ควรระวังคืออะไร?
ตรงนี้รัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิเสรีภาพในเรื่องการแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของตัวบุคคลหรือว่าจะเป็นสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ก็ดีสามารถทำได้ แต่ว่าก็ได้มีข้อกำหนดบังคับเอาไว้อยู่เช่นกันคือ เรื่องที่แสดงความคามคิดเห็นนั้นต้องไม่กระทบกับความมั่นคงของประเทศและต้องกระทบกับสิทธิส่วนบุคคลอื่นด้วย
ที่สำคัญต้องรักษาซึ่งความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ สิ่งเหล่านี้เขียนระบุไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าเรื่องความมั่นคงของรัฐ สิทธิส่วนบุคคล ตรงนี้จะเข้าไปละเมิดไม่ได้ ซึ่งเป็นหลักที่ทุกคนต้องยอมรับ

ในทัศนะของนักกฏหมายมองว่าท่าทีของแต่ละฝ่ายควรจะเป็นอย่างไร ต้องทำอย่างไรถึงจะยุติปัญหาได้?
ควรจะแก้ไขโดยวิธีสมานฉันท์ ซึ่งควรจะพูดจาหารือในเวที่ที่รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ตามที่ได้กล่าวไว้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าแนวความคิดเหล่านี้ ต้องยอมรับว่ามันแตกต่าง กัน แต่ต้องอย่าลืมว่ากฏกติกามันมี ก็ต้องเคารพไว้ด้วย

บางคนมองว่ามันเลยจุดที่จะคุยกันรู้เรื่องแล้ว?
เรื่องนี้มันสมควรที่จะต้องคุยกันให้รู้เรื่องเพราะว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติถือเป็นสิ่งสำคัญเราไม่ได้มีปัญหาอย่าง เช่น พวกอิสราเอล หรือปาเลสไตซ์ ที่มันยึดเยื้ออมาเป็นเวลานานดังนั้นถ้าทุกคนคำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ประเทศเป็นสิ่งสำคัญ และที่สำคัญเชื่อมั่นในแนวกระแสพระราชดำรัสที่ให้เรารู้รักสามัคคคีเป็นสิ่งยึดถือ เชื่อว่าเราจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้
อาจจะต้องมีคนกลางที่ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับมาช่วยให้เกิดการพูดตากัน แต่ที่สำคัญคงต้องเป็นที่จะต้องลดทิฐิลงที่จะเอาชนะแล้วเปลี่ยนเป็นการมองประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
ในสถานการณ์ที่แนวคิดในบ้านเมืองเริมแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ประชาชนควรจะทำตัวอย่างไรหรือควรที่จะคิดแบบไหน?
ผมเองเห็นว่าในสังคมไม่ควรจะแบ่งออกกันเป็นฝ่าย ควรที่จะรู้รักสามัคคีตามกระแสพระราชดำรัชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คือคนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเสียงข้างมากก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้
ถ้าเสียงข้างมากเห็นแล้วว่ามีเหตุมีผลก็สามารถเอาไปแก้ไขได้ แต่ว่าเสียงข้างน้อยก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช้ทุกอย่างจะได้รับการแก้ไขทั้งหมด มิเช่นมันจะไม่ใช่ระบบประชาธิปไตย

สถานการณ์ช่วงนี้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจเกิดมีการประจัญหน้า?
ไม่อยากให้มันเกิดความไม่เรียบร้อยในบ้านเมืองเลย ผมว่าประชาชนหลายฝ่ายก็เป็นห่วงเรื่องนี้มากเช่นกัน แต่ถ้าทุกคนแสดงความคิดเห็นจัดงานชุมนุมโดยไม่มีอาวุธหรือความรุนแรงตรงมันก็สามารถจะจัดขึ้นได้ แต่ต้องไม่เป็นปัญหาที่นำไปสู่ความรุนแรง
ผมคิดว่าประชาชนไม่ควรที่เป็นเครื่องมือใครอยู่แล้ว ทุกก็มีความคิดเห็นของตนเองเป็นอิสระ ต้องรับฟังข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลาง เพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยผมเชื่อแบบนี้ว่าทุกปัญหามีทางออก แต่ว่าทุกคนต้องช่วยกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ถึงแม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างแต่ก็ขอให้อยู่กันด้วยสันติวิธี

ฉก. – เฉพาะกิจ – เฉพาะเก็บ (1)

เป็นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับวันอาทิตย์ กรณีที่ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มีบันทึกข้อความส่วนราชการ บช.น. ด่วนที่สุด 0016.112/721 เรื่องข้าราชการตำรวจช่วยราชการและรักษาราชการแทน ถึงรอง ผบช.น. เพื่อทราบ ผบก.อก. และ ผบก.น.8 ว่าด้วย บช.น. มีเหตุผลความจำเป็นในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและการป้องกันปราบปรามความผิดเกี่ยวกับอบายมุขให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 72 และ 73 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 จึงสั่งการดังนี้

1.ให้ข้าราชการตำรวจช่วยราชการดังต่อไปนี้
1.1 พ.ต.อ.เศรษฐศักดิ์ ยิ้มเจริญ ผกก.สน.สำเหร่
1.2 พ.ต.อ.วิศาล พันธุ์มณี ผกก.สน.บุคคโล
1.3 พ.ต.ท.แสงทิพย์ จันทรัตน์ รองผกก.ปป.สน.สำเหร่
1.4 พ.ต.ท.พรชัย ชลอเดช รอง ผกก.ปป.สน.บุคคโล
1.5 พ.ต.ท.พลเชฏฐ์ วังเมือง สว.สป.สน.บุคคโล
1.6 พ.ต.ท.โสภณ ผดุงจันทร์ สว.สป.สน.สำเหร่

ไปช่วยราชการที่ บก.อก.บช.น. นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้ ผบก.อก. ควบคุมการปฏิบัติโดยเคร่งครัด และให้รายงานตัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 15 มีนาคม 2551 เวลา 15.00 น.
2.ให้ ผบก.น.8 พิจารณาสั่งการให้ข้าราชการตำรวจที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสม รักษาราชการแทนตำแหน่งที่ว่างลง ตามมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547

3.ให้เร่งรัดการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวโดยด่วน แล้วรายงานให้ บช.น. ทราบภายใน 7 วัน

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากชุดปฏิบัติการส่วนกำกับและตรวจสอบ สำนักงานสืบสวนสอบสวนและนิติการ หรือ สน.สก. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เข้าตรวจค้นและจับกุมเครื่องเล่นพนันตู้ม้า หรือสล็อตแมชชีน ภายในตึกแถวเลขที่ 665-667 ซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงสำเหร่ เขตธนบุรี ท้องที่ สน.สำเหร่ ได้ผู้ต้องหา 4 คน ตู้ม้า 1 ตู้ เงินสดของกลาง 14,944 บาท และที่บ้านเลขที่ 694/12 ซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 10 ท้องที่ สน.บุคคโล ได้ผู้ต้องหา 2 คน ตู้ม้าไฟฟ้า 1 ตู้ เงินสด 3,000 บาท เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่ผ่านมา
นี่คือรายละเอียดที่ผมได้คัดลอกมาจากคำสั่งของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่เพิ่งถูก พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายสืบสวน ตำหนิว่า สถิติอาชญากรรมในเขตนครบาลเกิดขึ้นสูง แต่จับกุมได้น้อย

โดย พล.ต.อ.ธานี ระบุว่า เท่าที่ตรวจดูรายชื่อนายตำรวจตำแหน่งรองผู้กำกับและสารวัตรสืบสวน ส่วนใหญ่ไม่เคยผ่านงานสืบสวนมาก่อน จึงทำให้งานด้านสืบสวนด้อยประสิทธิภาพ อย่างที่เห็นๆ ทั้งหมดทั้งปวง ก็มาจากการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่คำนึงถึงผลงาน แต่คำนึงถึงค่าของคนอยู่ที่คนของใคร มากกว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

แน่นอน นายตำรวจที่ผ่านงานปราบปรามมาทั้งชีวิตอย่าง พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ย่อมนิ่งเฉยไม่ได้กับคำตำหนิของผู้บังคับบัญชา แต่จะเข้าเกียร์เดินหน้าทำได้แค่ไหนนั้น ยังหวังมากไม่ได้ เพราะกำลังพลที่มีอยู่ มีข้อจำกัดในการปฏิบัติ โดยเฉพาะตำรวจที่ชำนาญการด้านสืบสวนมีน้อย

และ...แทบจะเป็นธรรมชาติของนายตำรวจที่ทำงานด้านสืบสวนแบบตัวจริงเสียงจริง มักจะปิดทองหลังพระ วิ่งเต้นเข้าหานายไม่ค่อยจะเป็น จึงไม่ค่อยจะก้าวหน้า ยกตัวอย่าง พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี หัวหน้าศูนย์สืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเรียกได้ว่า นายตำรวจที่ทำงานด้านสืบสวนอยู่ทุกวันนี้ เป็นลูกศิษย์ของ พ.ต.อ.ปรีชา แทบทั้งนั้น ลูกศิษย์บางคนก็ก้าวหน้านำอาจารย์ไปแล้วก็มี แต่คนเป็นอาจารย์ยังเป็นแค่รองผู้บังคับการ ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 30 เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผู้บัญชาการตำรวจภูธร 1

เมื่อกำลังพลที่เชี่ยวชาญด้านสืบสวนมีจำนวนจำกัด แทนที่จะทุ่มเททำงานกันเต็มที่ ก็มีเหตุให้ชะลอ ไม่สามารถเดินหน้าเข้าเกียร์สองเกียร์สามได้ เมื่อต้องพะวักพะวนกับการจับกุมอบายมุข เพราะถ้าไม่กวดขัน ก็จะถูกหน่วย สน.สก. ซึ่งเป็นชื่อที่เชื่อว่าจะต้องมีการจดจำกันในบรรดาผู้ประกอบการสถานบริการประเภทต่างๆ เพราะเริ่มออกอาละวาดแล้ว
หน่วย สน.สก. นี้แม้จะไม่ใช่หน่วยเฉพาะกิจ หรือ ฉก. แต่เริ่มมีการพูดถึงกันแล้วว่า นี่คือหน่วย ฉก. ของ มท.1 ซึ่งแปลได้ทั้งเฉพาะกิจและเฉพาะเก็บ

แก้กติกา [17 มี.ค. 51 - 17:35]

ประชาธิปไตรจีเอ็มโอดัดแปลงพันธุกรรมย่อมเกิดปัญหาแปลกๆใหม่ๆให้ กลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมือง

ถ้าไม่มีใครชี้ขาด ต่างฝ่ายก็จะตีความเข้าข้างตัวเอง

ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นองค์กรสูงสุดที่ยุติความขัดแย้งทุกกรณี

ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญฉะนั้นแล

อีกไม่นานเกินรอ...ตุลาการศาลรัฐ-ธรรมนูญชุดใหม่ก็จะคลอดออกจากมดลูก ของวุฒิสภา เพื่อทำหน้าที่แทนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดเก่าที่ คมช.ใช้อำนาจแต่งตั้งเอง

ตามกติกา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่จะมี 9 คน

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกมา 3 คน ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดเลือกมาอีก 2 คน

เหลืออีก 4 คน เปิดรับสมัครจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ 2 คน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์อีก 2 คน

โดยจะมีคณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธาน ป.ป.ช. ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ เป็นผู้คัดเลือกให้เหลือ 4 คน

ล่าสุด มีผู้ยื่นใบสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 22 คน แบ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสายนิติศาสตร์ 9 คน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสายรัฐ-ศาสตร์ 13 คน

เห็นโผรายชื่อผู้สมัครแล้ว...ขอกราบเรียนว่าไม่ธรรมดา

คือมีทั้งอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. กรรมการ กกต. กรรมการสิทธิ-มนุษยชน อดีตรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงยุติธรรม อดีตปลัดกระทรวง อดีต ส.ส.ร. และอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอีกหลายคน

แต่ก็น่าสังเกตว่าจำนวนผู้สมัครน้อยเกินไป!!

การที่มีผู้สมัครแค่ 22 คน ทำให้คาดเดาล่วงหน้าได้ว่าใครเป็นตัวประกอบ? ใครเป็นตัวเก็ง?

และสุดท้ายใครจะเข้าวิน??

“แม่ลูกจันทร์” คาดเดาว่าผลการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากทั้งหมด 22 คน สกรีนให้เหลือ 8 คน

และสุดท้ายคัดให้เหลือตัวจริงๆ เสียงจริง 4 คน แนวโน้มน่าจะได้แก่...

สายนิติศาสตร์ 1, จรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม และ 2, วสันต์ สร้อย-พิสุทธ์ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์

สายรัฐศาสตร์ 1, ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีต รมต.รัฐบาลขิงแก่ และ 2, วิสุทธ์ โพธิ-แท่น อดีตกรรมการ ป.ป.ช.

ขอย้ำว่านี่เป็นการคาดเดา ไม่รับประ-กันความแม่นยำ

แต่น่าจะเดาแม่นยิ่งกว่าหมอดู??

อนึ่ง มีผู้ยื่นใบสมัครที่มาจากองค์กรอิสระ 2 คน ได้แก่ “สมชัย จึงประเสริฐ” กรรม-การ กกต. และ “วสันต์ พานิช” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ทั้ง 2 ท่านที่มีชื่อข้างต้น จะมีคุณสมบัติเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ “แม่ลูกจันทร์” ยังไม่แน่ใจ??

เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 205 วงเล็บ 7 กำหนดห้ามกรรมการองค์กรอิสระเข้า รับการสรรหาเป็นศาลรัฐธรรมนูญ

ขอรบกวนท่านผู้รู้ทั้งหลายโปรดชี้แจง ให้เกิดความชัดเจน

ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลืออีก 5 คน ซึ่งมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง

ถือว่าได้บัตรเขียวไม่ต้องผ่านการสรรหาแต่อย่างใด

หลังจากได้รายชื่อศาลรัฐธรรมนูญครบ 9 คน ก็จะเสนอชื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติเห็นชอบโดยเร็ว

หมายเหตุ มีการแก้กติกาใหม่ ไม่เปิดโอกาสให้วุฒิสภาโหวตคัดออกครึ่งหนึ่งอย่างเคย

พูดชัดๆคือ วุฒิสภาไม่มีอำนาจเลือกเอง!!

ถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบก็ให้ส่งรายชื่อกลับไปให้กรรมการสรรหาทบทวน

แต่ถ้ากรรมการสรรหายืนยันมติเดิม ก็นำขึ้นโปรดเกล้าฯได้เลย

สรุปว่า อำนาจแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ อยู่ที่วุฒิสภา

แต่อยู่ที่คณะกรรมการสรรหา 5 คน

นี่...มันเป็นซะอย่างนี้แหละท่านประธาน.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

เสน่ห์! รถไฟไทยถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง [17 มี.ค. 51 - 18:50]

"ถึงก็ช่าง...ไม่ถึงก็ช่าง"สโลแกนรถไฟไทย ที่พูดกันแบบสนุกปาก แต่กลับกลายเป็นจุดแข็ง เพราะให้ความปลอดภัยได้สูงสุด

“เข้ากรุงเทพฯ มาเรียนหนังสือตั้งแต่ปี 39 ก็อาศัยรถไฟไปกลับมาตลอด ถึงจะช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร”

กาญจนา สุขสมาน หรือ แอ๊ด อายุ 30 ปี แฟนพันธุ์แท้รถไฟไทยมานาน 12 ปีเต็ม บอก

เทียบกับรถทัวร์...รถไฟปลอดภัยกว่าเยอะ คนขับรถทัวร์ไว้ใจไม่ได้ ไม่รู้จะวูบไปตอนไหน

ที่พูดอย่างนี้ แอ๊ดมีประสบการณ์เฉียดตายในรถทัวร์มาแล้ว... ตอนแรกรุ่นนั่งรถทัวร์ผ่านเขาใหญ่ คนขับหลับใน ขับลงข้างทางเสยต้นไม้ไปหลายต้น โชคดีที่รู้สึกตัวหักหลบทัน ไม่อย่างนั้นคงตกเขาตายกันทั้งคัน

วันนั้นถึงจะไม่มีใครเป็นอะไร แต่ก็กลัวรถทัวร์มาตลอด บางคนอาจจะไม่ชินเสียงดัง ของรถไฟเวลาวิ่ง ฉึก...ฉักๆ ฉึก...ฉักๆ แต่สำหรับแอ๊ดเสียงดังไม่ใช่ปัญหา แม้กระทั่งเวลานอน

เทียบกับเครื่องบิน ในแง่ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย สมัยนี้เครื่องบินย่อมดีกว่า ยิ่งเทียบราคากับสายการบินราคาประหยัด หลากหลายยี่ห้อกับตั๋วรถไฟชั้นหนึ่ง ถ้าไปเชียงใหม่ก็ต่างกันแค่ไม่กี่ร้อย

เครื่องบินได้เปรียบเรื่องเวลาเดินทาง แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ต้องเลือก แต่ถ้าไปเที่ยวเฮฮาเป็นหมู่คณะ ต้องการสัมผัสธรรมชาติ บรรยากาศสองข้างทาง มีเวลา ไม่รีบร้อน รถไฟย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

“บางจุดหมายปลายทาง เครื่องบินไปไม่ถึง แต่รถไฟไปถึง ยังไงก็ต้องใช้บริการรถไฟ” แอ๊ดว่า

เส้นทางที่ใช้บริการบ่อยที่สุด...รถไฟสายอีสาน เดินทางกลับบ้านที่จังหวัดสุรินทร์เดือนละครั้งสองครั้ง ขนาดช่วงสงกรานต์ คนใช้บริการเยอะ แอ๊ดจะรอไปอีกวันสองวัน คนน้อย...ที่นั่งว่างนั่นแหละ...ถึงจะกลับบ้าน

รถดีเซลรางปรับอากาศ จากหัวลำโพงถึงสุรินทร์ ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง แอ๊ดตีตั๋วตั้งแต่ราคา 200 บาทต้นๆ...มาจนถึงปัจจุบัน 300 กว่าบาท

สายนี้ไม่ใช่ชั้น 1 เป็นเหมือนบริการภาคบังคับ ไม่มีตัวเลือก มีผ้าห่มให้กันหนาว รับประกันระดับความสะดวกสบาย เทียบมาตรฐานรถไฟไทยด้วยกันเองอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้

เที่ยวทางรถไฟ...จากหัวลำโพงไปสุดที่หนองคาย ถ้าลงใต้ก็ไปถึงจังหวัดตรัง

“สายหนองคายนั่งยาว 12 ชั่วโมง ทางเลือกเดียวที่ดีที่สุดคือตั๋วชั้นหนึ่ง ตู้นอน สะดวกสบาย สะอาดสะอ้าน ผ้าปูนอนสีขาว ผ้าห่มก็แพ็กใส่ห่อมาอย่างดีไม่มีรอยเปิด”

เส้นทางนี้แอ๊ดบอกว่า ประทับใจที่สุด ไปต่ออีกหน่อย...ก็ข้ามไปได้ถึงประเทศลาว ไปเที่ยวเวียงจันทน์

“รถไฟสายนี้ส่วนใหญ่จะเต็ม ผู้คนใช้บริการมาก โดยเฉพาะคนต่างชาติ บรรยากาศจึงคึกคักเสมอ เวลาจองต้องจองล่วงหน้านาน ยิ่งศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ นักท่องเที่ยวจะมากเป็นพิเศษ”

อีกสายที่ต้องพูดถึง...เชียงใหม่ จากหัวลำโพงกว่าจะถึงใช้เวลาพอๆกับสายหนองคาย แต่เชียงใหม่พิเศษกว่า ได้ชมวิวช่วงตื่นเช้า เห็นป่า ภูเขา สวยงามทั้งสองข้างทาง

“การบริการรถไฟตู้นอนในปัจจุบัน รวมๆแล้วมีรูปแบบค่อนข้างชัดเจน เจ้าหน้าที่จะมาปูที่นอน เอาผ้าห่มมาให้ เวลาสั่งอาหารก็จะมาจด แล้วก็มาส่งให้ถึงที่”

แอ๊ด บอกว่า ปัญหาที่เห็นกับบริการตั๋วชั้นหนึ่งมีน้อย จุดสำคัญคืออุปกรณ์สภาพเก่า โต๊ะทานอาหารตู้เสบียงใช้งานมานาน บางตัวผู้โดยสารไม่สามารถติดตั้งเองได้ ต้องให้เจ้าหน้าที่ประจำโบกี้มาช่วย

“เจ้าหน้าที่จะรู้ดีว่าโต๊ะตัวไหนต้องกางยังไง จะง้างแบบไหนถึงจะใช้การได้ปกติ”

กางโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว คราวนี้มาถึงรสชาติ เป็นเรื่องที่แอ๊ดไม่อยากพูดถึง เพราะมีประสบการณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ปลายปีที่แล้ว ตีตั๋วชั้นหนึ่งไปเที่ยวหนองคาย ออกจากหัวลำโพงเกือบ

สามทุ่ม ปกติจะถึงหนองคายไม่เกินสามโมงเช้า แต่เที่ยวนั้นดีเลย์ ถึงช้าเกือบเที่ยงวัน

ได้เวลาหิว...ก็สั่งอาหาร

แอ๊ดเลือกกะเพราราดข้าว สนนราคาไม่เกิน 80 บาท เพราะถ้าบวกไข่ดาวเพิ่มเข้าไป ราคาจะขยับขึ้นไปเกือบ 100 บาท มื้อนี้ก็ดูจะแพงจนเกินไป

เทียบราคากับร้านทั่วไป รู้กันดีว่าอาหารบนรถไฟค่อนข้างแพง และปริมาณก็น้อยกว่า ก็คิดว่า...เอาแค่ประทังหิวไปมื้อนึง

แอ๊ดคิดว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ใช้บริการรถไฟสายยาวๆ น่าจะคิดเหมือนกัน ก่อนขึ้นรถไฟต้องกินอาหารให้เรียบร้อย แล้วนั่งยาวไปจนลง ต่างกับผู้ชาย หลายคนชอบเดินไปนั่งตู้เสบียง...สั่งเบียร์ดื่ม

แอ๊ดมีประสบการณ์นั่งรถไฟในเวียดนาม รถตู้นอนปรับอากาศ หรือ รถเร็วสปรินเตอร์ ต้องยอมรับว่าเขาดีกว่าเรามาก ภายในตู้นอน ตกแต่งภายในอย่างดี

เทียบเป็นโรงแรม รถไฟเวียดนามห้าดาว...รถไฟไทยแค่สองดาวครึ่ง

แต่ถ้าเป็นตั๋วชั้น 3 รถไฟไทยดีกว่าเวียดนามเยอะ...ของเขาความแออัด ใกล้รถไฟอินเดีย สูบบุหรี่ กิน ทิ้งขยะกันอย่างไม่มีวินัย แอ๊ดเคยเจอมาแล้ว หาที่ซุกก้นไม่ได้เลย เป็นอะไรที่สุดยอด แบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน

บรรยากาศชั้น 3 รถไฟไทย สายยาว แอ๊ดนั่งไปเที่ยวจังหวัดตรังเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ความสะดวกสบายต่างกับตู้นอนมากพอดู พ่อค้าแม่ขายก็มีมาก พลุกพล่านด้วยผู้คน ใครจะสูบบุหรี่ตรงไหนก็สูบได้ ในจุดที่ไม่ควรสูบก็ยังสูบ

ความสะอาดตู้รถไฟชั้น 3 ในภาพรวมที่พอจะจำได้ ไม่สะอาดเท่าไหร่ คนขายน้ำเดินเร่ขายก็ทำน้ำหวานหกลงพื้น เหนียว แฉะเป็นทาง ถ้าที่นั่งเต็มผู้โดยสารก็จะเอาหนังสือพิมพ์ปูนั่งกับพื้น ลุกลงแล้วบางคนก็เก็บ บางคนก็ทิ้งเอาไว้อย่างนั้น

ปัจจุบัน จะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า แอ๊ด บอกว่า ไม่ได้ใช้บริการเส้นทางสายใต้ชั้นสามมานานแล้ว

ข่าวกองทัพตัวเรือดในตู้รถไฟด่วนพิเศษดีเซลรางอุบลราชธานี-กรุงเทพฯ เมื่อไม่กี่วันมานี้...สมัยนั้นไม่มี สาเหตุใหญ่น่าจะมาจากความชื้น และความสะอาด

อีกอย่าง ช่วงนั้นแอ๊ดอาจจะยังเด็กเกินไปที่จะพิจารณารายละเอียดเหล่านี้ ไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง เฮฮาสนุกสนาน ก็มีแต่ความรู้สึกประทับใจ

อีกประสบการณ์ตั๋วชั้น 3 นั่งระยะสั้นๆ หัวลำโพง-อยุธยา

“วิ่งสั้นๆ แบบเช้าไปเย็นกลับ มักจะใช้บริการประเภทเส้นทางเฉพาะกิจ เป็นทัวร์ท่องเที่ยว มีเจ้าหน้าที่ดูแลดี ความสะอาดย่อมเป็นที่หนึ่ง”

ผู้โดยสารไม่มีเวลามากพอที่จะมานั่งกิน นั่งดื่ม เบาะที่นั่งส่วนใหญ่มักจะเป็นไม้ บรรยากาศภายในตู้ค่อนข้างคลาสสิก อบอุ่น

ความต่างด้านบริการและความเป็นส่วนตัวตั๋วชั้นหนึ่งกับชั้นสามรถไฟไทยมีมาก แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ...ห้องน้ำ

เคยมีข่าวนานแล้วว่า การรถไฟจะปรับปรุง เก็บสิ่งปฏิกูลไม่ปล่อยเรี่ยราดแบบเปิดโล่ง...ถึงวันนี้ก็ยังเตียนโล่งเห็นพื้นก้อนหิน สิ่งปฏิกูลยังถูกปล่อยทิ้งลงรางรถไฟไม่เปลี่ยนแปลง

“จะมีเพิ่มขึ้นมา ก็กระดาษชำระ สบู่ล้างมือ แต่ของเหล่านี้มีเฉพาะบางเที่ยว บางโบกี้ ผู้โดยสารจะคาดหวังยึดเป็นมาตรฐานไม่ได้”

ด้วยความเตียนโล่ง ไม่แน่นหนาของห้องน้ำ ป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์โชยมาตามสายลมไม่ได้ ผู้โดยสารตั๋วชั้นสาม ถ้าเลือกที่นั่งได้ก็ต้องห่างห้องน้ำให้มากที่สุด

ตั๋วชั้นหนึ่งตู้นอนไม่ค่อยมีปัญหา จะมีประตูกั้นอีกชั้นระหว่างห้องน้ำกับห้องนอน โอกาสที่กลิ่นฉุนจะโชยเข้ามารบกวนมีน้อย

วิถีชีวิตคนไทยกับรถไฟไทยเคียงคู่กันมานาน แต่รถไฟไทยพัฒนาค่อนข้างช้า จะมีเปลี่ยนแค่ราคาตั๋วที่ปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น

ประเทศเวียดนามพัฒนารอบด้าน ทั้งความเร็ว ความสวยงาม และความสะดวกสบาย ล่าสุดมีโครงการก่อสร้างรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูง 200-300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เชื่อมภาคเหนือภาคใต้ ระยะทาง 1,630 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท

จาก...กรุงฮานอยไปโฮจิมินห์ รถไฟระบบเดิมใช้เวลา 28-30 ชั่วโมง...ถ้าเป็นรถไฟหัวกระสุนวิ่งแค่ 10 ชั่วโมงเท่านั้น

วันที่ 26 มีนาคม ทุกปี เป็นวันสถาปนากิจการรถไฟ...แก้ปัญหาเหลือบ ไร ในการรถไฟได้แล้ว อยากให้คิดต่อไปถึงการพัฒนา อย่างน้อยๆก็ให้รถไฟไทยวิ่งไปถึงจุดหมายเร็วกว่าเดิม.

สมองคิดได้เท่ากันเลย [17 มี.ค. 51 - 02:37]


“นักการเมืองหน้าโง่”

ไม่แน่ใจว่านิยามศัพท์แรงๆแบบนี้ของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ปะทุอารมณ์กับการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนกรณีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ยุติบทบาทผู้ว่าฯ กทม.

กินความกว้างไกลแค่ไหน

แต่ที่แน่ๆ แม้แต่คนฝ่ายเดียวกันเองยังพูดลับหลังว่า ไม่ใช่เรื่องฉลาดเลย กับความเคลื่อนไหวของนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในการตั้งกลุ่ม “มหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย”

ประกาศเจตนารมณ์ชัด จะระดมพลเครือข่ายคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคลื่อนไหวตอบโต้การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ม็อบไล่ “ทักษิณ” ที่เตรียมเคลื่อนไหวครั้งแรกในวันที่ 28 มีนาคม ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตั้งธงเผชิญหน้าแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมากไปกว่าการตอบโต้กันแบบมึงแรงมา กูแรงไป

ก็ไม่แปลกที่เหล่าขุนพลอยพยักจะถูกทักว่า มีสมองคิดได้แค่นี้เองหรือ

เปรียบกับท่าทีสุขุมลุ่มลึก เสียงหล่อๆของนายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาโฆษณา ขณะนี้มีกระแสตอบรับเข้าร่วมจำนวนมาก

คงเป็นเพราะการเคลื่อนไหวยึดมั่นแนวทางสันติวิธี และกรอบรัฐธรรมนูญ

ลีลาจุดกระแสสร้างความชอบธรรม เนียนผิดกัน

ถ้าไม่บังเอิญความแตกซะก่อน กับคิวแฉทะลุกลางปล้องของนายสมจิตร งุ่ยไก่ ประธานสหกรณ์ชาวสวนยาง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระบุกันโต้งๆเลยว่า

หลังจากแกนนำพันธมิตรฯประกาศชุมนุมในวันที่ 28 มีนาคม ปรากฏว่าหัวคะแนนของพรรคการเมืองหนึ่ง ออกเดินสายทาบทามประชาชนในพื้นที่ตำบลคลองวาฬ ตำบลอ่าวน้อย ตำบลบ่อนอก อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์

ขอให้ไปร่วมชุมนุมประท้วงและทำกิจกรรมที่กรุงเทพมหานคร มีค่าตอบแทนรายวันให้วันละ 200 บาท พร้อมอาหารครบ 3 มื้อ

สำทับด้วยนายเผชิญ เกตุแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์บ้านเกิด บ้านหนองหญ้าปล้อง ตำบลอ่าวน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็ออกมาแฉดังๆว่า

หัวคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ติดต่อขอให้นำประชาชน ในกลุ่มไปร่วมทำกิจกรรมกับแกนนำพันธมิตรฯ มีค่าตอบแทนรายวันให้

“การเชิญชวนประชาชน ในลักษณะดังกล่าวเคยได้รับความนิยมอย่างสูงเมื่อสองปีก่อน และเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านบางกลุ่มที่ได้เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อเที่ยวฟรีกินฟรี แต่ภายหลังต่อมาทราบว่าประชาชนมีความขัดแย้ง กับหัวคะแนนบางรายเพราะอมค่าแรงรายวัน”

พร้อมๆกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบล เชียรใหญ่ อำเภอเชียรใหญ่ ในคิวประชุมใหญ่สามัญประจำปี สาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต 3 นครศรีธรรมราช มีคนชื่อคุ้นๆอย่างนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ หรืออีกสถานะที่รู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมือง ในนามแกนนำพันธมิตรฯม็อบไล่ “ทักษิณ” เข้าร่วม

ไฮไลต์อยู่ที่คิวนายสมเกียรติปราศรัยว่า ภาคใต้ไม่ทำให้พันธมิตรฯ ว้าเหว่ พรรคไทยรักไทยกำเนิดไม่กี่ปี แต่สามารถครอบครองประเทศไทยได้ ไม่น่าเชื่อ แต่มีภาคเดียวที่ไม่ให้พรรคไทยรักไทยเกิดคือภาคใต้ คนภาคใต้ทำให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบ

“พันธมิตรฯต้องการล้มระบอบทักษิณที่รักของคนอีสาน คนภาคเหนือและภาคกลางบางกลุ่ม และเป็นที่น่ารังเกียจของคนภาคใต้ อยากให้ทุกคนพร้อมกันไปล้มระบอบทักษิณอีกรอบ ยินดีต้อนรับนักรบศรีวิชัย ต้อนรับพันธมิตรลุ่มน้ำปากพนัง ในวันที่ 28 มีนาคม

เราจะร่วมกันล้มผู้ชักใยและระบอบหุ่นเชิด วันนี้ระบอบทักษิณมีสิ่งพะรุงพะรังมาก นายสมัครเป็นรัฐบาลศรีธนญชัยแห่งเอเชีย อยู่เหนือกฎหมาย จึงทำให้พันธมิตรฯต้องไปธรรมศาสตร์ ร้องขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่า 3 รัฐมนตรีและนายสมัครที่ถูกชี้มูล พันธมิตรฯขออนุญาตพรรคประชาธิปัตย์ให้โค่นล้มทักษิณอีกรอบ”

ที่สุดความจริงก็เปิดเผย ใครอยู่เบื้องหลังชักใย ใครแอบแตะมือ วางแผนป่วนกันยังไง

ระดับสมองคิดได้ไม่ต่างกันเลย.

"ทีมการเมือง"

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)