WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 18, 2008

โวยกลุ่มพันธมิตรฯปิดกั้นรัฐบาล [18 มี.ค. 51 - 04:33]

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าววานนี้ (17 มี.ค.) กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดชุมนุมในวันที่ 28 มี.ค.นี้ โดยอ้างเหตุผลว่ารัฐบาลบริหารงานโดยไม่น่าไว้วางใจ ว่า เรื่องนี้ประชาชนติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด กลุ่มพันธมิตรฯเองก็มีประโยชน์กับรัฐบาลมาก คือทำให้เห็นว่าบ้านเมืองยังมีความเคลื่อนไหวอะไรอยู่ ยิ่งเคลื่อนไหวมากเท่าใดรัฐบาลก็ยิ่งมีความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาเดิม ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้าที่จะมีรัฐบาลชุดนี้ ประเทศอยู่ในปัญหาที่ลึกซึ้งมาก คนที่รวมตัวกันขึ้นมาก็ต้องไม่ลืม ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าประชาชนจะสิ้นหวังไปเรื่อยๆ ถ้ารัฐบาลประชาธิปไตยไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อแก้ปัญหา ต่อไปเราจะมีความเดือดร้อนลำบากมากขนาดไหน เมื่อถามว่า แต่ขณะนี้ก็มีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. และกลุ่มมหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ของนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน นายจักรภพตอบว่า เรื่องนี้ต้องดูว่าไก่กับไข่อะไรมาก่อน รัฐบาลชุดนี้มาจากการเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่าเริ่มมีสัญญาณว่าจะไม่ให้รัฐบาลทำงาน โดยอ้างเรื่องการทำงานไม่ดี ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งทำงานมาเพียงเดือนเศษๆเท่านั้น

ส.ส.พปช.ตั้งก๊วนชนกลุ่มพันธมิตรฯ

นายประชากล่าวว่า กลุ่มมหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตยที่ตนเองเป็นแกนนำ ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อต้านใครทั้งสิ้น แต่มีเป้าหมายเพื่อชี้นำสังคมให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กำลังสร้างเงื่อนไขโดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย มาโจมตีล้มล้างรัฐบาลด้วยข้อหาต่างๆ และกำลังสร้างกระแสนำไปสู่การชุมนุมอีกครั้ง ดังนั้น กิจกรรมของกลุ่มมหาชนฯ จะมีเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับกลุ่มพันธมิตรฯเท่านั้น แต่จะไม่เกิดการปะทะกันอย่างแน่นอน โดยจะเปิดแถลงข่าวที่โรงแรมรัตนโกสินทร์

ในวันที่ 26 มี.ค. เวลา 10.00 น. ก่อนที่จะเปิดเวทีทอล์กโชว์ แสดงทัศนคติในวันที่ 28 มี.ค. เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้จะจัดเวทีสัญจรทุกเย็นวันศุกร์ไปตามสถานที่ต่างๆ คู่ขนานไปกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในการประชุมสภาฯ ในวันที่ 19 มี.ค.นี้ อาจจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมด้วย ในเบื้องต้นทางกลุ่มมหาชนฯ ประกอบด้วยนายกรุง ศรีวิไล ส.ส.สมุทรปราการ นายสงวน พงษ์มณี ส.ส. ลำพูน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา และ ส.ส.ในพรรคพลังประชาชนอีกบางส่วนขณะนี้กำลังประสานกันอยู่

ฉะ ปชป.ปล่อย “สมเกียรติ” ปลุกระดม

“กลุ่มมหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตยนั้น เราทำกันในนามส่วนตัว และในรูปแบบของกลุ่ม ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองต้นสังกัด แตกต่างจากนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ที่ไปพูดอย่างชัดแจ้งในภาคใต้ ปลุกระดมให้คนมาเคลื่อนไหวล้มล้างรัฐบาลร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่รู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรกันอยู่ ถึงปล่อยให้นายสมเกียรติดำเนินการแบบนั้น นายสมเกียรติน่าจะลาออกจาก ส.ส. แล้วไปร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯแบบเต็มตัวตามเดิมจะเหมาะสมกว่า นายสมเกียรติได้เป็น ส.ส.เพราะเขาแบกเขาหามมาในระบบสัดส่วน ไม่ได้มีความนิยมหรือราคาค่างวดอะไร ผมประหลาดใจมากที่รัฐบาลไม่มีมาตรการอะไรในเรื่องนี้ เพราะจะทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ เหิมเกริม เอะอะอะไรก็จะนัดชุมนุม ทั้งที่ปัญหาต่างๆ มีแนวทางแก้ไขผ่านระบบรัฐสภาอยู่แล้ว จะตั้งกระทู้ถามรัฐบาลผ่านผมก็ได้” นายประชากล่าว

หนุน “ประชา” ตั้งกลุ่มชนพันธมิตรฯ

นายสามารถ แก้วมีชัย เลขานุการคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวภายหลังการประชุมวิปรัฐบาล ถึงกรณีที่ที่นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน จัดตั้งกลุ่มมหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย เพื่อต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า พรรคไม่ได้กังวลอะไร เป็นสิทธิที่ทำได้ ตราบใดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อพรรคให้ เสียหาย โดยการตั้งกลุ่มดังกล่าวไม่เคยนำมาหารือในที่ประชุมพรรคหรือวิปรัฐบาล เป็นการทำในนามส่วนตัวของนายประชาเอง ในการประชุมพรรคพลังประชาชนวันที่ 18 มี.ค.นี้ จะมีการนำเรื่องนี้มาหารือในที่ประชุมพรรค ต่อไปนี้ใครจะทำเรื่องอะไรที่มีผลกระทบต่อพรรค จะต้องนำเรื่องมารายงานให้ที่ประชุมพรรคทราบก่อน ทั้งนี้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้ให้นโยบายว่าจะปรับรูปแบบการประชุมพรรคใหม่ โดยจะมีการเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคได้วิเคราะห์ สถานการณ์การเมืองได้อย่างเต็มที่ในการประชุมพรรค พร้อมกับจะเปิดเวทีให้รัฐมนตรีมารับฟังปัญหาของ ส.ส. นายกฯบอกว่า ถ้าไม่ติดภารกิจสำคัญจะมาร่วมประชุมพรรคด้วย และกำชับให้รัฐมนตรีของพรรคทุกคนมารับฟังปัญหา ส.ส.ด้วย

“เฉลิม” สั่งจัดรถสุขาบริการพันธมิตรฯ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังการหารือกับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ว่า ได้ หารือร่วมกับนายอภิรักษ์และนายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯ กทม. ในเรื่องการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ ได้ขอให้ กทม.จัดรถสุขาไปอำนวยความ สะดวกให้กับผู้ชุมนุมด้วย

พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. กล่าวว่า ได้สั่งการไปยังตำรวจท้องที่ สน.ชนะสงคราม สน.พระราชวังและ สน.ใกล้เคียง ให้จัดกำลังมาดูแลความปลอดภัย ร่วมกับตำรวจปราบจลาจลและตำรวจจราจร อำนวยความสะดวกไม่ให้มีการจัดกิจกรรมกีดขวางการจราจร ส่วนจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรนั้น มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าวประสานไปยังแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว พร้อมหารือวางแนวทางป้องกันเหตุร้ายที่อาจขึ้นจากการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มมือที่ 3 อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการชุมนุม ครั้งนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไร และตำรวจสามารถควบคุมดูแล ความสงบเรียบร้อยได้อย่างแน่นอน เพราะใช้สถานที่หอ ประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถานที่ปิดง่าย ต่อการควบคุมดูแล โดยจะไปอำนวยการสั่งการด้วยตัวเอง

แม่ทัพภาค 1 เชื่อไม่เกิดเหตุวุ่นวาย

พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า เท่าที่ทราบการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่น่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรง ทางทหารได้ติดตามข่าวการชุมนุมอยู่เสมอ และทางผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้ทหารทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ทั้งในเรื่องการป้องกันประเทศและการรักษาความมั่นคงภายใน ขออย่าได้ห่วงกังวลในเรื่องใดๆเลย เพราะบ้านเมืองของเราจะต้องคลี่คลายไปในทางที่ดี ทั้งนี้ ทหารไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องทางด้านการเมืองใดๆทั้งสิ้น เมื่อถามว่า กังวลเรื่องมือที่ 3 จะสร้างความ วุ่นวายหรือไม่ พล.ท.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่น่าจะมีเพราะทุกคนอยากให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย เมื่อถามย้ำว่า สถานการณ์บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายทหารก็จะไม่ออกมา พล.ท.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ใช่หน้าที่ของทหารในเวลานี้ แต่เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องดูแล เพราะขณะนี้บ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย ไม่จำเป็นจะต้องเตรียมแผนปฐพี 149 เพื่อเข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อย และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ไม่ได้สั่งการอะไร จากการติดตามดูแล้วสถานการณ์ไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อถามว่า ทางพรรคพลังประชาชนพยายามจัดม็อบเข้ามาชนกับกลุ่มพันธมิตรฯ พล.ท.ประยุทธ์ตอบว่า ประชาชนต้องการให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขมากกว่า คงไม่ไปเข้าข้างใดข้างหนึ่งทำให้เกิดความวุ่นวาย

ปชป.ไฟเขียว “สมเกียรติ” ร่วมชุมนุม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ และหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯนัดชุมนุม กันในวันที่ 28 มี.ค.นี้ ว่า ในส่วนของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ ก่อนหน้าที่จะมา เป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขาก็ไปในส่วนของเขา และก็ได้มาเล่าให้สมาชิกฟังว่า การเคลื่อนไหวเป็นอย่างไร ในส่วนของพรรคก็ไม่ได้ไปดำเนินการอะไร ส่วนที่จะมีการไปร้องกับ กกต.ให้ไปตรวจสอบว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์ขนคนมาฟังรายการยามเฝ้าแผ่นดินนั้น นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ไม่มี ส.ส. ประจวบคีรีขันธ์ทั้ง 2 คน ก็ได้ปฏิเสธชัดเจนว่าไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ก็คงจะมีความ พยายามกล่าวหา ทุกอย่างที่เราทำก็เปิดเผยและไม่รู้สึกกังวล ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องให้นายสมเกียรติ ยุติท่าที นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่จำเป็น และขณะนี้ก็ยัง ไม่มีอะไร การประชุม ส.ส.ของพรรคที่ผ่านมา นายสมเกียรติ ก็ชี้แจงแล้วว่าไปทำอะไรมา พรรคก็รับทราบ และถือเป็น สิทธิ์ของนายสมเกียรติที่จะดำเนินการได้ ตอนนี้ก็เห็นว่า ยังไม่มีอะไร เป็นเพียงการจัดการอภิปราย ประชุมสัมมนาเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่ไปเชิญชวนคนมาชุมนุม หรือเคลื่อนไหว ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะไป หากทุกอย่างทำอย่างเปิดเผยและบริสุทธิ์ใจก็ไม่ต้องกลัวอะไร


วุฒิรุ่นสุดท้าย

เลือกตั้งกันไปเรียบร้อยแล้ว..หมายเลข 1 วุฒิสภา..ตำแหน่งประธานวุฒิประสพสุข บุญเดช อดีตอธิบดีศาลอุทธรณ์..ได้รับการเลือกสรรจาก..สมาชิกวุฒิสภา เข้ามานั่งเก้าอี้อย่าง..เต็มไปด้วยสีสันฝ่ายการเมือง..ยืนยันกันเป็นเบื้องต้นว่า..

วุฒิสมาชิกฝ่ายคัดสรร..จะไม่มีวันได้ตำแหน่งประธาน แต่พอถึงวันจริง..พรรคคัดสรรก็คือพรรคใหญ่ที่สุดในสภาแห่งนี้..และน่าจะดำรงอยู่ในสภาพนี้ไปจนครบสมัย หรือจนกว่ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใหม่ จะทำให้ความเป็นสภาสิ้นสุดลง

ก็น่าจะเบาใจ เพราะ..ท่านประธานประสพสุข..ได้คำจำกัดความกับสภาแห่งนี้ไว้ว่า..ที่สำคัญที่สุดก็คือ..ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาแต่สำหรับประเทศแล้ว คงจะมีแต่เรื่องหนักขึ้นอำนาจของวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมหาศาล..แต่มีจำนวนสมาชิกสภาจำนวนน้อย และมาจากหลายรูปแบบการคัดสรร

สภาแห่งนี้จะกำหนดอนาคตของวุฒิสภาทั้งในปัจจุบันและอนาคต..ว่าสมควรจะมีวุฒิสภาอีกต่อไปหรือไม่ในประเทศนี้..เพราะจากการทดลองมาแล้วมากมายหลายรูปแบบ ยังไม่มีรูปแบบใดสอบผ่านหากสอบผ่าน..สภาแห่งนี้จะเป็นปราการหลักเพื่อต้านการใช้อำนาจที่บกพร่องที่ส่งผ่านขึ้นมา จากพรรคการเมืองสู่สภาผู้แทน..หากสอบผ่าน..สภาแห่งนี้จะเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง..

แต่หากสอบไม่ผ่าน..สภาแห่งนี้จะนำประเทศไปสู่ความยุ่งเหยิงวุ่นวาย อย่าง..คาดไม่ได้ทำนายไม่ถูก..อำนาจมากมายในจำนวนมืออันน้อยนิด..ย่อมง่ายต่อการซื้อขายเอาไปใช้ประโยชน์หากวุฒิแต่งตั้ง..กับเลือกตั้ง..ไม่รวมกันเป็นวุฒิสภาแห่งชาติ..ประเทศก็จะได้สภาแห่งความวุ่นวายขึ้นมาอีกสภาหนึ่ง..ซึ่งจะมากมายไปด้วยคำกล่าวหาโจมตีกัน..

สภาแห่งนี้..น่าจะเป็นวุฒิสภารุ่นสุดท้ายในประชาธิปไตยภาคทดลอง ที่ทดลองกันมาแล้ว 76 ปี..ทันทีที่มีรัฐธรรมนูญใหม่หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นอนาคตของประเทศ..ขึ้นอยู่กับ..“ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา” ของสภาแห่งนี้ด้วย “บุญเดช” แห่งสภานี้ ประเทศไทยควรจะได้ “ประสพสุข” กันซะที

พญาไม้

พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

ม้าแลกขุน พาลีสอนน้อง

เป้าลวง!!!ทฤษฎี “ม้าแลกขุน” ที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน นำมาเทียบเคียงพฤติกรรมของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

กรณี...ประกาศหยุดปฏิบัติหน้าที่ หลังจาก คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. มีมติแจ้งข้อกล่าวหากรณีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กทม. มูลค่า 6,700 ล้านบาท“บางกอกทูเดย์” ไม่เชื่อว่า...จะเป็น...เป้าจริง???เพื่อกดดันให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในข่ายถูก คตส. แจ้งข้อกล่าวในคดีเดียวกัน

ต้องเว้นวรรค...หยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง...นายกรัฐมนตรีเช่น...บรรทัดฐานหรือมาตรฐานที่ นายอภิรักษ์ วางไว้เพราะสิ่งนี้ยังมิอาจจะเรียกได้ว่า เป็น...บรรทัดฐานหรือมาตรฐาน ก็คงเหมือนเช่นที่ นายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการ คตส. บอกเอาไว้เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่า...“ในแง่กฎหมาย นายอภิรักษ์ยังไม่ถึงขั้นตอนการพักงาน คตส. เพียงแค่แจ้งข้อกล่าวหา ยังไม่ถึงขั้นตอนตั้งข้อกล่าวหาเพื่อชี้มูลความผิด...”ตรงประเด็นที่สุด!!!

แน่นอน! คนระดับ “มันสมอง” ของประชาธิปัตย์ อย่าง...นายอภิรักษ์ รวมถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ นั้น ฉลาดลึกล้ำเกินกว่าจะใช้ “ลูกไม้ตื้นๆ” จัดการกับศัตรูทางการเมืองเช่นนี้!?!เหตุผลลึกๆ จึงไม่น่าจะเป็นเรื่อง...บรรทัดฐานหรือมาตรฐานว่าด้วย...“พักหรือไม่พักงาน”แต่น่าจะเป็นเหตุผล...ต่อเนื่องจากอาการ “ต่อม-จุดเดือดต่ำ” ของ นายสมัคร และ แกนนำพลังประชาชน ที่แสดงออกมาต่อสาธารณชนมากกว่า

ดิ้นมาก...ก็เสียมากดิ้นน้อย...ก็เสียน้อยเท่าที่ “บางกอกทูเดย์” รู้มา...ยุทธศาสตร์ข้างต้นที่แกนนำระดับ “บิ๊กเบิ้ม” 3-4 คน จากฟาก ประชาธิปัตย์ หารือลับใน “เซฟเฮาส์” แห่งหนึ่งนั้นมีเรื่องหลัก “โฟกัส” ไปยัง “ต่อม-จุดเดือดต่ำ” ของ นายสมัคร เป็นเป้าหลักแล้วก็ได้ผลจริงๆ ...

ช่วงสายของวันที่ 16 มี.ค. นายสมัคร พูดผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” หยิบเรื่องนี้ขึ้นพูดและลากยาวไปถึงการตอบคำถาม “หยุด-ไม่หยุด” การขายของ...ของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าบนทางเท้าคนมีความคิดกลางๆ เริ่มมองนายสมัครด้วยสายตาแปลกๆจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ร.ต.อ.ฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ขยายผลต่อที่บ้านของตัวเอง...เรื่อง “สปิริต” ของนายอภิรักษ์

เน้นว่า...ยังไม่อนุมัติให้มีการ “ลากิจ” หากนายอภิรักษ์ต้องการแสดง “สปิริต” จริงๆ ก็ต้องทำอะไรที่มากกว่าการหยุดปฏิบัติหน้าที่นายอภิรักษ์ต้อง “ลาออก” เท่านั้น!!! หากถอดรหัสคำพูดที่ มท.1 พูดไว้ ต้องถือว่า...จริงทุกประการ เนื่องจากการขอหยุดพักงานของ นายอภิรักษ์ ก็ยังมีรองผู้ว่าฯ กทม. อย่าง...นายวัลลภ สุวรรณดี ทำหน้าที่รักษาการแทน

มองยังไง...ก็มิใช่การแสดงจุดยืนการทำหน้าที่ และความชัดเจนของการตรวจสอบเพราะนายอภิรักษ์ยังคงมีอิทธิพลเหนือนายวัลลภอยู่ดีแต่ถึงคราวที่ต้องวัดผล...โดยเฉพาะจากสายตาของคนเป็นกลางที่ไม่ยืนข้างใดข้างหนึ่ง ก็ต้องบอกว่า...เสียหายเล็กๆ อีกแล้ว สำหรับพลังประชาชนยิ่งบรรดาลิ่วล้อ...ทั้งที่มีสังกัดและไม่ระบุสังกัด อย่าง...กลุ่มชมรมวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ FM 92.75 เมกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งออกมาเคลื่อนไหว เมื่อช่วงสายแก่ๆ ของวันที่ 17 มี.ค.

โดยแกนนำอย่าง…นายพันธ์ศักดิ์ ซาบุ เลขาธิการกลุ่มฯ ได้นำหนังสือมายื่นต่อ นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้พิจารณาการยุติบทบบาทการปฏิบัติหน้าที่ของ นายอภิรักษ์ เนื่องจากเห็นว่า...เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ว่าด้วย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 และ นายวัลลภเป็นรองผู้ว่าฯ ที่มาจากการแต่งตั้งของนายอภิรักษ์ ดังนั้น หากผู้ว่าฯ กทม. จะยุติบทบาทก็ต้องยุติการทำงานทั้งชุด หรือหากจะตั้งผู้รักษาการแทนก็ต้องเป็นปลัด กทม.

ถึงตรงนี้ ทุกๆ การดิ้นรน แก้ต่าง หรืออะไรก็ตาม ที่ออกมาจาก...แกนนำและคนของพลังประชาชน รวมถึงแนวร่วมทุกกลุ่มก้อน ก็จะยิ่ง “ติดกับดัก” ถลำลึกมากเข้าไป“บางกอกทูเดย์” ไม่เลือกยืนข้างหนึ่งข้างใด ระหว่าง...เกมการต่อสู้ “ชิงไหวชิงพริบ” และ “ชิงความได้เปรียบเสียเปรียบ” ทางการเมือง ระหว่าง...กลุ่มคน 2 ฝ่ายแต่จะเลือกยืนบนความถูกต้อง เป็นธรรม เป็นกลาง และสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก

ไม่ว่า...นายสมัคร หรือ ร.ต.อ.เฉลิม รวมถึง พลพรรคพลังประชาชน จะ “เสียรู้” และหลงกล...ติด “กับดัก” กับสำนวน “ม้าแลกขุน” ที่กลุ่มก้อนของตัวเองใช้เรียกขาน...แผนการการเมืองของฝ่ายตรงข้ามหรือไม่? อย่างไร?มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว...เฉพาะกลุ่มแต่การที่...ประชาธิปัตย์วางแผนอย่างแยบยล ประหนึ่ง...แทงข้างหลังทะลุหัวใจโดยการทำลายคู่แข่ง...ด้วยอากัปกิริยาและวาจาของศัตรูเองนั้นหากมันส่งผลกระทบ...กระทั่งกลายเป็นความสูญเสีย ที่ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับแล้วล่ะก็

“บางกอกทูเดย์” คงยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้ใครกลุ่มไหน เอาความเชี่ยวกรากทางการเมืองมาสร้าง “หลุมพราง” ทำลายศัตรูทางการเมืองจนประเทศชาติและประชาชน ได้รับความเสียหายเหมือนที่แล้วๆ มาอีกเมืองไทยวันนี้...ปล่อยให้เกมการเมือง “กัดกร่อน” มากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วนายสมัคร และพลพรรคพลังประชาชนเอง ก็อย่าได้ “หลงกล” และ “ร้อนรน” เพียงเพราะมี “จุดเดือดต่ำ”

“จุดอ่อน” ตรงนี้ ศัตรูการเมือง...ล่วงรู้ดี และพยายามจะโจมตีให้หนักและมากยิ่งๆ ขึ้นยุทธศาสตร์ “ม้าแลกขุน” เป็นเพียง “กลศึก” แรกๆ ที่ยังมีอีกหลายบททดสอบให้ นายสมัคร และ รัฐบาลที่มีพลังประชาชนเป็นแกนนำ ได้อกสั่นขวัญแขวนจะคิดอ่านการใด ก็อย่าให้ประเทศชาติและประชาชน ต้องพลอยได้รับความเสียหายจากเกมการเมืองระหว่างกัน!!!

อย่างไรก็ดี ชั่วเวลาไม่ทันข้ามอาทิตย์ แผนการในปฏิบัติการ “ม้าแลกขุน” ของนายอภิรักษ์และประดา “กุนซือ-ประชาธิปัตย์” ก็เป็นอันสะดุดหยุดลง
เหมือนรถที่ถูกเหยียบเบรกกะทันหัน ขณะรถวิ่งด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง!แค่ ร.ต.อ.เฉลิม ออกมาบอกว่า...จะอนุมัติใบลากิจของผู้ว่าฯ กทม.เพียง 15 วัน ไม่ใช่ 30 วัน ตามที่อภิรักษ์ยื่นมาเจ็บปวดกว่านั้น...

เพราะ มท.1 “เล่นแรง” โดยระบุว่า...แม้ คตส. จะชี้มูลว่า...มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตการจัดซื้อรถเรือดับเพลิงของ กทม. แต่ตามกฎหมายก็ยังไม่สรุปว่านายอภิรักษ์ผิด จึงยังไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช.
แต่หากต้องการจะแสดงสปิริตก็ควรจะลาออกไป เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่

“บางกอกทูเดย์” จึงเห็นว่า...ยุทธการ “ม้าแลกขุน” ของ นายอภิรักษ์ และ ประชาธิปัตย์ เกิดอาการสะดุด...หัวคะมำ เพราะ “ลูกเล่นในการแก้เกม” ของ ร.ต.อ.เฉลิม ด้วยประโยคที่ถือเป็น “ไคลแมกซ์” ของเรื่องนี้อยู่ที่...
“แต่หากต้องการจะแสดงสปิริตก็ควรจะลาออกไป เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่”

แน่นอน! ให้ฟ้าถล่มดินทลาย อย่าได้หมายว่าจะได้เห็น “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ลาออก!!!คำพูดของ มท.1 จาก...พลังประชาชน จึงเหมือน “มีดโกน” ที่เชือดเฉือนเข้าไปในหัวใจของ นายอภิรักษ์” และประดา “บิ๊ก’เนม” ใน ประชาธิปัตย์ ทั้งหลาย

ในทางการเมือง หนึ่งบวกหนึ่งไม่ได้เป็นสองเสมอไป การต่อสู้กันทางความคิดและสติปัญญาของนักการเมือง จึงถือเป็นภารกิจที่ต้องกระทำนักการเมืองทั้งหลาย...ไม่มีสิทธิในการยึดเอา “ชัยชนะ” มาเป็นสรณะ เพราะชัยชนะเหล่านั้น...มันดำรงอยู่ถึงวันที่ต้องพ่ายแพ้เช่นกัน!!


วิจารณ์ “คำวิจารณ์ของนักวิชาการ” กรณีศาลวินิจฉัยยุบพรรค ทรท.

มีข้อน่าสนใจและน่าศึกษาอย่างยิ่งว่า นักวิชาการมีการประเมินคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ 3-5/2550 (ที่ให้ยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบเป็นเวลา 5 ปี) อย่างชนิดแตกต่างแบบตรงกันข้าม ในที่นี้ขอหยิบยกกรณีการประเมินว่าคำวินิจฉัยนี้มีคุณภาพ ของท่าน ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ มาประเมินวิจารณ์อีกต่อหนึ่ง
ความจริงถ้าเป็นสังคมที่วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์สถิตอยู่แล้ว คงไม่จำเป็นต้องเขียนย่อหน้านี้

ผู้เขียนมีความเคารพในตัวท่าน ศ.อมร แม้ไม่ได้รู้จักท่านเป็นการส่วนตัวก็ตาม ในการวิจารณ์นี้ผู้เขียนจะวิจารณ์ตรงเฉพาะงานในส่วนที่ท่านวิจารณ์คำวินิจฉัยเท่านั้น

ผู้เขียนเข้าใจว่างานวิจารณ์-ประเมินของท่านชิ้นนี้ น่าจะสะท้อนความคิด-ความเชื่อร่วมกันไม่น้อยของคนจำนวนหนึ่งทีเดียว (จากการดูในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หรือพูดคุยกับผู้ที่เคยเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ) และเนื่องจากตั้งแต่ในอดีต ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการวางรากฐานกฎหมายมหาชนของไทย งานของท่านส่วนนี้จึงน่าจะมีอิทธิพลต่อนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ในคณะนิติศาสตร์ของสถาบันต่างๆ ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาและวิจารณ์งานของท่านในฐานะเป็นตัวอย่างที่สำคัญ จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนนิติศาสตร์ การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์ในสังคมไทย ตลอดจนการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางแนวคิด-มุมมองของคนในสังคมไทยในปัจจุบัน แต่ก่อนจะเข้าสู่การวิจารณ์ ผู้เขียนขออ้างอิงข้อความที่เป็นงานเขียนของท่านเสียก่อน เพื่อความสะดวกแก่ผู้อ่าน ซึ่งนอกจากช่วยในการพิจารณาตรวจสอบร่วมกันแล้ว ยังเป็นการช่วยตรวจสอบการวิจารณ์ของผู้เขียนได้อีกด้วย

ในบทความขนาดยาวล่าสุดของท่าน เรื่อง สภาพทางวิชาการทางกฎหมายของประเทศไทย: สาเหตุแห่งความล้มเหลวของการปฏิรูปการเมือง ครั้งที่ 2 (กรณีศึกษา-case study: “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่ 2 พ.ศ.2550)* ท่านกล่าววิจารณ์คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญว่า


“ในเดือนพฤษภาคม (วันที่ 30) ที่ผ่านมานี้ เราเพิ่งได้มีตัวอย่างคำพิพากษาที่ดี (มาก) หนึ่งฉบับ คือ คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ – ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ชี้ขาดให้ยุบพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่เราคนไทยตื่นเต้นกับ “คุณภาพ” ของคำวินิจฉัยดังกล่าว

ผู้เขียนคิดว่า เพียงแต่ท่านผู้อ่าน “อ่าน” และนำ “สาระ” ของคำวินัจฉัยดังกล่าวไป เปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีซุกหุ้น (คำวินิจฉัย ที่ 20/2544 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2544) หรือกับคำวินัจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคุณหญิงจารุวรรณ – ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (คำวินิจฉัยที่ 47/2547 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2547) หรือกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (เดิม) ที่สำคัญๆ ในช่วงก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ผู้เขียนก็เชื่อว่าท่านผู้อ่าน (แม้จะไม่ใช่นักกฎหมาย) ก็สามารถ “รู้สึก” ถึงความแตกต่างในคุณภาพของคำวินิจฉัย (ซึ่งตามความจริง คือ คุณภาพของตัวบุคคลที่เป็นตุลาการฯ) ได้โดยไม่ต้องมีผู้ใดมาอธิบาย เพราะเป็นกรณีที่ชัดแจ้ง ถือเป็น self – explanation”
(จาก
www.pub-law.net/publaw/View.asp?publawIDs=1124)

และ “ผู้เขียนอาจจะโชคดีที่ผู้เขียนไม่ต้องไปเก็บรวบรวมข้อเท็จจริงเหล่านี้ด้วยตนเอง ซึ่งถ้าผู้เขียนต้องทำเช่นนั้น นอกจากจะต้องเหนื่อยเองแล้ว ก็ยังอาจมีข้อโต้แย้งได้ว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้เขียนไปรวบรวมมา เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องหรือไม่; แต่เมื่อได้มีการรัฐประหารเกิดขึ้น และทำให้มีการสอบสวนกรณีที่มีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลชุดก่อน และถูกหมกไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถนำมาอ้างอิงได้ ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอถือโอกาสนี้นำเอาข้อเท็จจริงที่แน่นอน และทางราชการพิสูจน์แล้ว มาบันทึกไว้ในบทความนี้ ซึ่งได้แก่ (ก) เหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ (ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ) ที่ 3-5/2550 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2550 (กรณีระหว่าง อัยการสูงสุด vs พรรคไทยรักไทย เรื่อง การยุบพรรคไทยรักไทย) และ (ข) เหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ในสมุดปกเหลืองของ “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)”

(ก) คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ 3-5/2550 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2550:- ข้อเท็จจริงที่สำคัญและชัดเจนที่สุดน่าจะอยู่ในคำวินิจฉัยหน้า 96-98 คือ การวินิจฉัยว่า (อดีต) นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น 377 คน (ในจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 500 คน) ‘...ได้ขายกิจการที่ได้รับสัมปทานจากรัฐให้แก่บริษัทที่เป็นของรัฐบาลต่างชาติเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท โดยไม่เสียภาษีแก่รัฐ และปรากฏว่าก่อนการขายกิจการดังกล่าวเพียง 3 วัน ได้มีการตราพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ที่มีเนื้อหาสาระเป็นการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบุคคลที่มีสัญชาติไทย แบบที่ 2 และแบบที่ 3 ออกมาใช้บังคับ อันเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า เป็นกฎหมายที่ตราออกมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการขายกิจการดังกล่าว (ดังนั้น) การยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 จึงมีสาเหตุมาจากเรื่องส่วนตัวของ (นายกรัฐมนตรี) หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 (พรรคไทยรักไทย) มิได้มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างองค์กรฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ หรือระหว่างพรรคการเมืองในระหว่างฝ่ายบริหารด้วยกัน หรือมีปัญหาอันเกี่ยวด้วยประโยชน์สาธารณะที่สมควรคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมือง (ให้) แก่ประชาชนด้วยการยุบสภา (อีก) ทั้งการผลักดันกฎหมายที่เอื้อต่อธุรกิจของครอบครัวดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า (นายกรัฐมนตรี) หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 (พรรคไทยรักไทย) (มี) อำนาจเหนืออุดมการณ์ของพรรค (ไทยรักไทย) อย่างเด็ดขาด ในการกำหนดความเป็นไปของพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 (พรรคไทยรักไทย) ทั้งการกำหนดวันเลือกตั้ง วันที่ 2 เมษายน 2549...’
ข้อความในคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ยืนยัน “ข้อเท็จจริง” ที่ชัดเจน...”
(จาก
www.pub-law.net/publaw/View.asp?publawIDs=1144)

จากนั้น ศ.อมร ก็ยกรายงาน คตส. ระบุความเสียหายแก่รัฐต่างๆ 13 กรณี เช่น การขายหุ้นและโอนหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต้องเสียภาษีและเงินเพิ่ม 33,108 ล้านบาท โครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เสียหาย 37,790,398,640.06 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งเป็นรายงานสมุดปกเหลืองที่เผยแพร่ในช่วงมิถุนายน 2550 (และพิมพ์จำนวนมากแจกจ่ายแก่ประชาชนในช่วงสัปดาห์ก่อนเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550) โดยท่านอมรกล่าวว่า เป็นข้อเท็จจริง
(จาก
www.pub-law.net/publaw/View.asp?publawIDs=1144)
ต่อไปนี้เป็นคำวิจารณ์ของผู้เขียน

ผู้เขียนเห็นว่า ปัญหาสำคัญของ ศ.อมร คือการไม่ได้แยกระหว่าง “ข้อเท็จจริงที่ได้มีการกล่าวหา” กับ “ข้อเท็จจริงที่ว่าได้มีการพิสูจน์ข้อกล่าวหานั้นแล้วว่ามีความผิดจริง”

มีคำ วลี หรือข้อความหลายแห่งที่ ศ.อมร ใช้ ซึ่งน่าพิจารณา เช่น “คำพิพากษาที่ดี (มาก)” “...เราคนไทยตื่นเต้นกับ “คุณภาพ” ของคำวินิจฉัย” “ข้อเท็จจริงที่แน่นอน และทางราชการพิสูจน์แล้ว” “ข้อเท็จจริงที่สำคัญและชัดเจนที่สุด” โดยท่านเชื่อว่า ผู้อ่าน (แม้จะไม่ใช่นักกฎหมาย) ก็สามารถ “รู้สึก” ถึงคุณภาพของคำวินิจฉัยนี้ได้ “โดยไม่ต้องมีผู้ใดมาอธิบาย เพราะเป็นกรณีที่ชัดแจ้ง ถือเป็น self – explanation”

ศ.อมร ได้สรุปสาระคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่ท่านเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญและชัดที่สุด ผมขออ้างอิงสาระหลักๆ ให้เห็นง่ายขึ้น ดังนี้

“...(อดีต) นายกรัฐมนตรี...ได้ขายกิจการที่ได้รับสัมปทานจากรัฐให้แก่บริษัทที่เป็นของรัฐบาลต่างชาติ...ได้มีการตราพระราชบัญญัติ...อันเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า เป็นกฎหมายที่ตราออกมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการขายกิจการดังกล่าว (ดังนั้น) การยุบสภาผู้แทนราษฎรจึงมีสาเหตุมาจากเรื่องส่วนตัวของ (นายกรัฐมนตรี)...มิได้มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างองค์กรฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ หรือระหว่างพรรคการเมืองในระหว่างฝ่ายบริหารด้วยกัน หรือมีปัญหาอันเกี่ยวด้วยประโยชน์สาธารณะที่สมควรคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมือง (ให้) แก่ประชาชนด้วยการยุบสภา (อีก) ทั้งการผลักดันกฎหมายที่เอื้อต่อธุรกิจของครอบครัวดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า (นายกรัฐมนตรี) มีอำนาจเหนืออุดมการณ์ของพรรค (ไทยรักไทย) อย่างเด็ดขาด…”

เนื่องจากสาระย่อหน้าข้างต้นเป็นเหตุผลประกอบสำคัญที่นำไปสู่การวินิจฉัยคดีดังกล่าว ปัญหาที่ต้องพิจารณาก็คือ การกล่าวซ้ำ “ข้อเท็จจริงที่มีการกล่าวหา” นั้นถือได้ว่าเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอย่างสมเหตุสมผลแล้วหรือ เพราะตุลาการยังไม่ได้พิสูจน์เลย (และตามความจริงในขณะนั้นก็ยังไม่มีการฟ้องร้องในประเด็นนี้ด้วย) เหตุผลเดียวที่เหลืออยู่คือ เพราะมาจากการยืนยันของตัวบุคคลที่เป็นตุลาการที่มีคุณภาพ ผู้เขียนเห็นว่านี่ไม่ใช่การอ้างเหตุผล แต่เพียงเป็นการอ้างผู้รู้ที่มีอำนาจ (authority) เท่านั้น

ในเรื่องหนึ่งๆ Authority อาจถูกก็ได้ ผิดก็ได้ ความถูกผิดในทางกฎหมายขึ้นอยู่กับการพิจารณา-เข้าถึงความจริงในทางกฎหมายในเรื่องนั้น ไม่ใช่ถูกผิดด้วยลำพังเพราะในฐานะ Authority บอก

ตรงกันข้ามกับทรรศนะที่ว่า คำวินิจฉัยนี้ยืนยันข้อเท็จจริงและอย่างชัดแจ้ง ผู้เขียนกลับเห็นว่า

ในตอนนี้ของคำวินิจฉัย ตุลาการใช้วิธีคลุมเครือ ไม่ใช่โดยตรงหรือชัดแจ้ง ดังวลีสำคัญที่ใช้เป็นข้ออ้าง (premise) ที่ว่า “อันเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า” ใน “อันเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า เป็นกฎหมายที่ตราออกมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการขายกิจการดังกล่าว” ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปว่า (ดังนั้น) การยุบสภาผู้แทนราษฎรจึงมีสาเหตุมาจากเรื่องส่วนตัวของ (นายกรัฐมนตรี) นอกจากนี้คำวินิจฉัยยังมีความว่า “(อีก) ทั้งการผลักดันกฎหมายที่เอื้อต่อธุรกิจของครอบครัวดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า (นายกรัฐมนตรี) มีอำนาจเหนืออุดมการณ์ของพรรค (ไทยรักไทย) อย่างเด็ดขาด…”

ประเด็นของผู้เขียนมีสั้นๆ คือ เรื่อง “อันเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า” ซึ่งก็คือการออกกฎหมายเอื้อครอบครัวนั้น เป็นข้อกล่าวหา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วในทางกฎหมาย การกล่าวซ้ำข้อกล่าวหาโดยไม่ได้พิสูจน์ ถึงอย่างไรก็ยังคงเป็นข้อกล่าวหาอยู่นั่นเอง หาใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตาม “กระบวนการทางกฎหมาย” ไม่ แม้การกล่าวซ้ำนั้นจะมาจาก “นักกฎหมาย” ก็ตาม

โดยยังไม่ทราบว่าการยุบสภาในกรณีนั้นขัดกับหลักการจริงหรือไม่ จริงหรือไม่ว่าการยุบสภานั้นไม่ได้มีปัญหาอันเนื่องด้วยประโยชน์สาธารณะที่สมควรคืนอำนาจให้ประชาชน หากจะกล่าวเฉพาะหลักทั่วไปของการยุบสภาแล้ว การยุบสภาเป็นการกระทำทางการเมือง ไม่ใช่อยู่ในอำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของตุลาการ และกฎหมายไทยที่ผ่านมาจนถึงในขณะนั้นก็ไม่ได้ระบุเงื่อนไขของการยุบสภาไว้เลย ยิ่งเมื่อดูธรรมเนียมปฏิบัติในการเมืองไทย กลับพบการยุบสภาที่มีลักษณะเฉพาะอีกด้วย เช่น ในสมัย ฯพณฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในสมัย ฯพณฯ นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นต้น

ผู้เขียนจึงเห็นว่า คำวิจารณ์ของ ศ.อมร ตลอดจนคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตรงนี้ มีจุดอ่อนที่ไม่เคร่งครัดอย่างเพียงพอในการแยกแยะความหมายระหว่างข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ฟ้อง กับการพิสูจน์ข้อกล่าวหาที่เป็นหน้าที่ของตุลาการ

นอกจากนี้ การที่ท่าน อ.อมร กล่าวว่า คนไทยตื่นเต้นกับ “คุณภาพ” ของคำวินิจฉัยนี้ การใช้คำว่า “คนไทย” เป็นการเหมารวมมากเกินไป ตลอดจนการใช้คำว่า “ข้อเท็จจริงที่แน่นอนและทางราชการพิสูจน์แล้ว” ก็มีปัญหาอย่างยิ่ง ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในกรณีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และเช่นกัน ปัญหานี้ก็เกิดกับในกรณีการกล่าวถึงคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ด้วย
******************************************************
*หมายเหตุ อันที่จริง บทความนี้ยังเขียนทยอยลงไม่หมด นับจนถึงวันที่ 3 มีนาคม 2551 ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ได้เขียน ซึ่งหากพิมพ์จากเครื่องปริ๊นเตอร์จะมีจำนวนถึง 107 หน้า แม้ว่าบทความยังไม่จบ แต่เฉพาะในส่วนที่นำมาวิจารณ์นี้จบในตัวแล้ว

คตส. รับผิดชอบไหวหรือเปล่า

การพิจารณาคดีกล้ายางของ คตส. ท่าทางจะออกทะเลไปยิ่งกว่าการสรุปสำนวนฟ้องคดีหวยบนดิน ที่ถูกอัยการตีกลับจนต้องดึงดันยื่นฟ้องต่อศาลเอง

จนกรณีดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงทั้งในแง่ความเหมาะสมและความถูกต้องชอบธรรมตามข้อกฎหมาย ซึ่งก็ต้องรอดูกันว่าศาลจะมีความเห็นเป็นอย่างไร

เช่นเดียวกับคดีกล้ายาง ที่ คตส.ส่งสำนวนไปให้อัยการสูงสุด ก็ถูกตีกลับมาแบบเดียวกันเพือตั้งคณะกรรมการร่วมกันพิจารณาสำนวนคดีทั้ง 2 ฝ่าย ใน 5 ประเด็น

ซึ่งก็เท่ากับเป็นการตอกย้ำให้เห็นชัดอีกคร้งหนึ่งว่า สำนวนของ คตส. ยังไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในประเด็นที่ยังมีความบกพร่องตามความเห็นของอัยการสูงสุดนั้น ประการแรกเป็นการกล่าวหา นายบรรพต หงษ์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ที่ไม่รู้ว่าตกลงแล้ว คตส. จะเอาอย่างไรกันแน่

เพราะเมื่อมีข่าวออกมาตอนแรก ในส่วนของ คชก. ทั้งคณะมีผู้ไม่ถูกกล่าวหาเพียง 2 คน ซึ่งมีนายบรรพต รวมอยู่ด้วย ในตอนนั้น คตส. อ้างตามคำชี้แจงของนายบรรพต ว่าเพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งและร่วมประชุม คชก. ด้วยเพียงไม่กี่ครั้ง จึงไม่รู้เรื่องราวมากนัก คตส. จึงมีมติ ให้ข้อกล่าวหานายบรรพต ตกไป

แต่เมื่อสำนวนไปถึงมืออัยการ ก็กลับปรากฏชื่อนายบรรพต รวมอยู่ในผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้ง
เช่นเดียวกับกรณีของ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ กับ น.ส.สุชาดา วราภรณ์ ที่ในสำนวนการไต่สวนไม่ปรากฏบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา และยังมีการบึนทึกคำให้การพยาบนบุคคลบางปากไม่ปรากฏบันทึกคำให้การในชั้นการไต่สวน ทั้งที่ต้องใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาของศาล

ยังไม่เท่านั้น ในกรณีของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายวราเทพ รัตนากร นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายอดิศัย โพธารามิก และข้าราชการระดับสูงอีกหลายคน ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 151, 157
ในสำนวนการตรวจสอบไต่สวน ก็ไม่ปรากฏบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดตามาตรา 151

เช่นเดียวกับการตั้งข้อกล่าวหา นายเนวิน ชิดชอบ นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ และผู้ถูกกล่าวหาอีกบางตน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ในสำนวนการสอบสวนไต่สวน ก็ยังไม่ปรากฏบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดดังกล่าว

ทั้งหมดนั้นบอกเล่าได้เป็นอย่างดีว่ามีความไม่ปกติในสำนวนการสอบสวนของ คตส.
ในเบื้องต้นอาจจะตั้งข้อสังเกตได้ว่าอาจจะส่อไปในทางไม่ชอบมาพากล ในการสอบสวนและในการทำสำนวนคดี
หรืออย่างน้อยที่สุดรายละเอียดตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดท้วงติงมา ก็ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่าสำนวนของ คตส. ขาดความรอบคอบรัดกุม จนเกิดข้อบกพร่องมากมาย

ซึ่งนอกจากหลักฐานจะอ่อนจนแทบจะไม่เพียงพอต่อการเอาผิดใครได้แล้ว พยานหลักฐานต่างๆ ก็ยังไม่ครบถ้วนเรียบร้อย จนไม่น่าจะสามารถส่งให้ศาลพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายได้

ที่สำคัญที่สุดในความเห็นของอัยการสูงสุดประเด็นสุดท้าย ในกรณีที่ คตส. มีมติว่าการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และขอให้เรียกทรัพย์สินแทนผู้เสียหาย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่าทรัพย์สินหรือราคาที่เสียหายเป็นจำนวนเท่าใด

ก็คงจะต้องมาดูกันว่า คตส. จะยอมกลับไปรวบรวมพยานหลักฐานในส่วนนี้ให้มีความชัดเจน และปรับปรุงแก้ไขสำนวนให้มีความถูกต้อง สมบูรณ์ครบถ้วนเสียก่อนตามที่อัยการสูงสุดท้วงติงหรือไม่

การตั้งคณะกรรมการร่วมกันขึ้นมาพิจารณาเพิ่มเติมจะเกิดขึ้นหรือเปล่า
หรือว่า คตส. จะคงดึงดันแบบเดียวกับกรณีของการพิจารณาเรื่องหวยบนดิน ที่จะยื่นฟ้องศาลเอง โดยไม่สนว่าสำนวนจะมีความสมบูรณ์แบบมากน้อยแค่ไหน

เหมือนอย่างที่ นายอุดม เฟื่องฟุ้ง หนึ่ง ใน คตส. ออกมาแบะท่าตั้งแต่ต้นว่าอัยการสูงสุด ไม่มีสิทธิ์สั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมท่าทีของ คตส. เสมือนเป็นการแสดงเจตนาอยู่แล้ว ว่าไม่สนใจขั้นตอนอัยการสูงสุด และมีเจตนาอันแรงกล้าที่จะดำเนินการฟ้องร้องเอง และเชื่อว่ามาตรฐานอันเดียวกันนี้ก็จะเกิดขึ้นกับอีกหลายคดี ที่ คตส. กำลังรีบปั่นให้ออกมาก่อนจะสิ้นวาระในเดือนมิถุนายน

เสมือนว่าขอให้เพียงได้ทำงานเสร็จๆ ไปตามใบสั่ง โดยไม่ได้สนใจว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ประเทศชาติจะได้รับประโยชน์จริงหรือเปล่า หรือเรื่องราวที่เคยมีการกล่าวอ้าง และเคยออกมากล่าวหาผ่านสื่อต่างๆ มีความเป็นจริงดังนั้นหรือไม่ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าขนาดคดีที่ คตส. หมายมั่นปั้นมือและมั่นใจว่าจะเอาผิดกับผู้คนในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้แน่ๆ ก็ยังมีสำนวนอ่อนปวกเปียกจนถูกท้วงติงเช่นนี้แล้วคดีที่เหลืออีกตั้งมากมายในเวลาเพียงไม่กี่วัน จะเกิดการพิจารณาแบบชุ่ยๆ ออกมาหรือไม่ จะเหลวเละไปมากกว่านี้อีกหรือเปล่า

และที่สำคัญหากที่สุดแล้วคดีที่สำนวนไม่สมบูรณ์เช่นนี้ ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล งบประมาณที่คณะกรรมการชุดนี้ล้างผลาญไปจำนวนมาก หรือการกล่าวหาคนอย่างเลื่อนลอยจะมีใครหน้าไหนกล้าหาญออกมาแสดงความรับผิดชอบบ้าง...!!


สวนดุสิตโพลชี้‘อภิรักษ์'หยุดงานเกมการเมือง

สวนดิสิตโพลทำการสำรวจคนกรุงเทพฯคิดอย่างไร?กรณี ผู้ว่าฯอภิรักษ์ หยุดพักงาน โดยพบว่ากรณี ผู้ว่าฯอภิรักษ์ หยุดพักงานในตำแหน่ง ผู้ว่าฯกทม. เพราะมีการกล่าวหาเรื่องการทุจริตการจัดซื้อรถ และเรือดับเพลิง49.16% ไม่เห็นด้วยที่หยุดพักงาน เพราะ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว,ควรรอให้ คตส. ตรวจสอบอย่างละเอียดก่อน,27.90% เห็นด้วยที่หยุดพักงาน เพราะ หลีกเลี่ยงการปะทะคารมและแรงกดดันต่างๆ เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบและยืนยันความบริสุทธิ์22.94% เฉยๆ เพราะ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง , เป็นช่วงใกล้หมดวาระพอดี ฯลฯส่วนความคิดเห็นกรณี ผู้ว่าฯอภิรักษ์ หยุดพักงาน44.90% มองว่าเป็นเกมการเมือง28.68% มองว่าเป็นการแสดงสปิริต26.42% มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ว่าฯสำหรับ กรณีร้านค้าและแผงลอยตามริมถนนของ กทม.ที่เปิดขาย โดยจะหยุดทุกวันจันทร์เพื่อทำความสะอาดฟุตบาท แต่นายกฯสมัคร เสนอให้ขายทุกวันเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้55.47% เห็นว่าควรหยุดอาทิตย์ละ 1 วัน เพราะ พ่อค้าแม่ค้าจะได้มีเวลาหยุดพักผ่อนบ้าง,เป็นการจัดระเบียบและทำความสะอาดได้สะดวก,ช่วยให้การสัญจรบนทางเท้าสะดวกขึ้น ฯลฯ27.29% เห็นว่าควรขายทุกวันเพราะ มีผลดีต่อทั้ง 2 ฝ่าย พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนผู้ซื้อก็สมารถซื้อของได้สะดวก


จาก hi-thaksin

อภิรักษ์ พบ มท.1 พร้อมแจงจุดยืนลากิจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บุกพบผู้ว่าราชการกรุงเทพมหา- นครถึง กทม.ถามเหตุผลยื่นใบลากิจ หลังจับเข่าคุย 30 นาที ยอม เซ็นอนุมัติใบลาให้ 15 วัน เพื่อเตรียมเอกสารชี้แจง คตส.ถ้าไม่เสร็จ ก็จะอนุมัติให้ตามระเบียบที่กำหนด

ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครเพื่อเข้าร่วมประชุ มคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร แต่อย่างไรก็ตามก่อนเข้าร่วมประชุมร้อยตำรวจเอกเฉลิมได้เดินทางเข้าไปพบกับ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่บริเวณห้องประชุมอมรรัตน์ ซึ่งอยู่ติดกับห้องทำงานของผู้ว่าฯ กทม. โดยมีนายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะรักษาการผู้ว่าฯ กทม. เข้าร่วมรับฟัง โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที

จากนั้นร้อยตำรวจเอกเฉลิมจึงออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยระบุว่าในวันนี้เป็นความตั้งใจของตนเองที่จะมาพูดคุยในเรื่อง หาบเร่แผงลอย ตามที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้มีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ให้พ่อค้าแม่ค้าหยุดขายในวันจันทร์ ให้เปลี่ยนมาหยุด ขายในวันอื่นแทน ซึ่งในเรื่องนี้ผู้ว่าฯ กทม.ก็ไม่ขัดข้อง และได้มอบหมายให้ รองผู้ว่าฯ กทม.คือนายวัลลภ ได้ประสานไปยัง ผู้อำนวยการเขตต่าง ๆ เพื่อแจ้งไปยังตลาดต่างๆ ได้พูดคุยกันเองว่าตกลงจะให้หยุดขายในวันใด

นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยในเรื่องการจัดระเบียบสังคม ซึ่งร้อยตำรวจเอกเฉลิมได้ขอบคุณผู้อำนวยการเขตต่าง ๆ ที่ทำงานกันอย่าง เอาจริงเอาจัง รวมทั้งได้ขอให้กรุงเทพมหานครได้เตรียมการอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะมาชุมนุมกันที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 28 มีนาคมนี้

และเรื่องสุดท้ายคือเรื่องใบลากิจของนายอภิรักษ์ ซึ่งตนได้มาสอบถามว่าสาเหตุในการลากิจ 30 วันคืออะไร โดยในเรื่องนี้ผู้ว่าฯ กทม.ก็ได้ชี้แจงเหตุผลว่า ที่ขอลากิจนั้นเพื่อไปรวบรวมเอกสารที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาต่อ คตส. ซึ่งตนก็ได้บอกไปว่า 15 วันก็น่า จะเพียงพอแล้ว และจะอนุมัติให้ลากิจได้ ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.ก็ไม่ขัดข้อง โดยตนได้ย้ำในเรื่องนี้ว่า เมื่อตนเป็นนักการเมืองก็จะไม่นำเรื่อง นี้มาเป็นประเด็น เพราะประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นตนก็จะอนุมัติให้นายอภิรักษ์ลากิจได้ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคมเป็นต้น ไป หาก 15 วันไม่พอก็จะอนุมัติให้เพิ่มเติมตามระเบียบที่กำหนดไว้

ร้อยตำรวจเอกเฉลิมยังบอกด้วยว่า นายอภิรักษ์ยังไม่จำเป็นต้องพักงาน เพราะ คตส.ยังไม่ได้มีการสรุปความผิด ยังสามารถปฏิบัติ- งานได้ ยกเว้นนายอภิรักษ์จะลาออกจากตำแหน่ง ดังนั้นนายอภิรักษ์จะหยุดการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ แต่เมื่อมีการทำหนังสือขอลากิจ ตนก็พร้อมที่จะอนุมัติให้ ทั้งนี้ร้อยตำรวจเอกเฉลิมยังบอกด้วยว่า

สาเหตุที่ก่อนหน้านั้นไม่อนุมัติใบลากิจให้กับนายอภิรักษ์ เพราะว่าเหตุผลในใบลาระบุเพียงแค่ขอไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว ซึ่งไม่มี รายละเอียดที่ชัดเจน แต่เมื่อมีการสอบถามข้อเท็จจริงกันแล้วก็ไม่มีปัญหา และกรณีนี้ก็ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับนาย ยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ เพราะเป็นกฎหมายคนละฉบับ เนื่องจากกรณีของนายยงยุทธเป็นเรื่องของ ใบเหลืองใบแดง ที่ถูกกล่าวหาทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่กรณีของนายอภิรักษ์ต้องรอให้ คตส.สรุปความผิดออกมาชัดเจนก่อน

ด้านนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า ได้ชี้แจงรายละเอียดใบล่าต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว ซึ่ง ร้อยตำรวจเอกเฉลิมก็มีความเข้าใจ เพราะตนยังคงยืนยันเจตนารมณ์เดิมที่จะยุติบทบาทของผู้ว่าฯ กทม. เพื่อที่จะใช้เวลาในการ รวบรวมเอกสารชี้แจงข้อกล่าวหาต่อ คตส. ซึ่งขณะนี้กำลังรอรายละเอียดจาก คตส.อยู่ เพื่อที่จะทำเอกสารชี้แจงข้อกล่าวหาเป็น ลายลักษณ์อักษร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน แต่หากครบกำหนด 15 วันแล้วและยังไม่เสร็จสิ้น ก็จะขอลาต่อไปอีก ทั้งนี้นายอภิรักษ์ยังยืนยันด้วยว่า การดำเนินงานกรณีของรถและเรือดับเพลิง ได้ดำเนินการไปอย่างรอบคอบ และมั่นใจกระบวนการ การทำหน้าที่ที่ผ่านมาก็เป็นไปอย่างถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงหมาดไทยก็เข้าไปดี

อย่างไรก็ตามได้มีกลุ่มชมรมกรุงเทพฯสีขาว ได้เดินทางมาชุมนุมที่บริเวณด้านหน้าศาลาว่าการ กทม. เพื่อเรียกร้องให้นายอภิรักษ์ ลาออกจากตำแหน่ง พร้อมเตรียมที่จะยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอทราบอำนาจหน้าที่ของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กรณีที่มีการแต่งตั้งนายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯ กทม.มาปฏิบัติหน้าที่แทนในฐานะอะไร เพราะการรักษาการแทน อาจจะเกิดความไม่ชอบธรรม และไร้ซึ่งจริยธรรม คุณธรรม เพราะผู้ว่าฯ กทม.ถูกกล่าวหามีการทุจริตต่อหน้าที่ จึงขอให้รัฐมนตรีว่า การกระทรวงมหาดไทยนำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวด้วย

‘ชูศักดิ์'เสนอทบทวนกฎหมายสมัยเผด็จการ-ตั้งคตส

วันนี้ (17 มี.ค. 51) นายวรพล พรหมิกบุตร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นตัวแทนคณะนักวิชาการ เข้ายื่นหนังสือต่อนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 เนื่องจากเห็นว่าเป็นช่วงที่การเมืองไทยถูกควบคุมโดยอำนาจรัฐประหาร ซึ่งไม่เป็นธรรม
นายวรพล กล่าวว่า หลังจากที่มีการหารือกับคณาจารย์บางส่วนจากหลายมหาวิทยาลัย เห็นว่า ช่วงปีเศษที่ผ่านมา มีกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งนี้ เมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงอยากให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตรวจสอบและทบทวนกฎหมายต่าง ๆ หากพบว่ากฎหมายฉบับใดมีประโยชน์สภาผู้แทนราษฎร สามารถนำมาพิจารณารับรองได้ แต่หากพบว่ากฎหมายใดเป็นโทษ ก็สามารถยกเลิกได้เลยทั้งฉบับ แล้วออกกฎหมายฉบับใหม่แทน หรือปรับปรุงแก้ไข
ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้เสนอต่อคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เพื่อศึกษาเรื่องนี้ และอาจมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษา อย่างไรก็ตาม คณะนักวิชาการควรเสนอเรื่องดังกล่าวไปยังพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านด้วย เพื่อไม่ให้เห็นว่าพรรคพลังประชาชนทำเพียงฝ่ายเดียว หากทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันอาจเสนอเป็นญัตติเข้าที่ประชุมสภาฯ เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯศึกษาเรื่องดังกล่าว
ต่อข้อถามถึงความเป็นไปได้ในการทบทวนประกาศคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะรวมอยู่ด้วย รวมถึงประกาศตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพราะประกาศ คปค.หลายฉบับ สนช.มีส่วนในการรับรองด้วย เช่น ประกาศเพิ่มวาระการดำรงตำแหน่ง คตส. นอกจากนี้ ยังมีการระบุว่า หากจะฟ้อง คตส.จะต้องไปร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก่อน ฉะนั้น จึงมีความเกี่ยวพันกัน
เมื่อถามว่า จะทำให้เกิดข้อครหาว่าฝ่ายรัฐบาลพยายามตัดตอนกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้บอกว่าจะยกเลิกหรือทำอะไร เพียงแต่เมื่อนักวิชาการยื่นเรื่องมา ก็เห็นว่าควรจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา โดยเน้นว่าหากอะไรที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ก็ควรได้รับการแก้ไข แต่รายละเอียดทางคณะกรรมาธิการฯ ไปพิจารณา


จาก hi-thaksin

Monday, March 17, 2008

ระเบิดการเมือง..!

มันช่างประจวบเหมาะอะไรนักหนา กับคำเตือนล่วงหน้านัดชุมนุมใหญ่กลุ่มพันธมิตรปลายเดือนมีนาคมนี้ ใครมองไม่ออกเมื่อจะล้มใครต้องสร้างสถานการณ์วินาศกรรมใหญ่รอบนอกเมืองหลวงก่อนเข้าตีมัน เข้าเรื่องต้องสร้างความบอบช้ำ รัฐไม่มีความสามารถปกครองบริหารประเทศชาติ ให้เกิดความสงบสุขได้แล้ว มือที่มองไม่เห็น เท้าที่มองไม่เห็น ผนวกสถานการณ์ฤดูกาลโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเลยกรอบถึง ตำแหน่งทางกองทัพที่ต้องแสดงพลังฤทธิ์เดชเห็นๆว่าย้ายนายกูๆไม่ยอมเด็ดขาดโว้ย ข้อสังเกตตามกฎนี้ที่ว่านี้คือ ครั้งนี้แนวทางนี้ถูกนำมาใช้อย่างเข้ารูปเข้ารอยเนียน จนยากที่จะรู้จักว่าพันธมิตรมีเอี่ยวฮั้วขั้วแขนขาล้มรัฐอย่างมีขั้นตอน ที่เอาเหยื่อคนบาดเจ็บล้มตายมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองอาวุธมหาประลัยประหัตประหาร กลียุคกลยุทธ์ที่พันธมิตรปลุกปั่นปั้นต่อต้านเผด็จการทุนนิยมสามานย์รอกาลพิสูจน์อยู่เร็ววันนี้ กุศโลบายลับลวงพรางของค่ายกลย่อส่วนอิงเกาะกระแสคนรักชาติ รักในหลวง เราจะต่อสู้เพื่อในหลวง เชิดทรงองค์เอวท้าวแขนชี้นิ้วกร้าวสวมใส่เสื้ออวดกล้ามอวดเบ่งยามเฝ้าหนี้สินตัวเองกระมังซิท่า

คนเชียร์แขกทิดสนธิ ลิ้มทองกุล ร้องแลกแหกปาก ‘ตายเป็นตาย' ‘เจ๊งเป็นเจ๊ง' มึงตายเป็นตายมึงเจ๊งเป็นเจ๊งไม่มีใครห้าม แต่อย่าเอาประเทศชาติไปตายไปเจ๊งด้วยเลย กูถามมึง เจ้าของประเทศตัวจริง (ประชาชน) เวทีปลุกเร้าพูดชั่วโมงสองชั่วโมงดื่มด่ำเสวยสุขเซฟเฮาส์ต่อทันที เกิดวิกฤติปะทะเห็นมีแต่ประชาชนตาดำวิ่งหนีหัวซุกหัวซนตกเป็นเหยื่อกระสุนล้มเจ็บล้มตายฟรีทั้งนั้น ทิดสนธิ ลิ้มทองกุล รอดตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง เป็นกิจวัตร หนี้สินมีล้นพ้นตัว..หากินอีหรอบเดิม โดยไม่หนี โดยไม่มี โดยไม่จ่าย เอาวิชาชีพสื่อเป็นยันต์กันผีฝากฝีฝากไข้สร้างอาณาจักรซุ้มคุ้มครองตัวเอง

ถึงวันฉลองครบรอบวันสำคัญการต่อสู้เรียกร้องของเหล่าวีรชนเฮโลสารพากราบไหว้ร่างไร้วิญญาณ ผมว่าเลิกพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ รวมพลยกวันเช้งเม้งมาไว้ที่หน้าสี่แยกคอกวัวอนุสรณ์สถานวีรชนคนลวงโลกของเหล่าปีศาจคาบคัมภีร์ประชาธิปไตย แหกขี้ตาคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาหวนรำลึกบ้าบอคอแตกสดุดีน้ำลายโสโครก เสียนี่กระไร

ข้อชวนสงสัยห้วงเวลาคาร์บอมบ์กลางเมืองยะลาอีกหลายลูกบึมซ้ำ ณ.โรงแรมซีเอส จ.ปัตตานี ช่วงเวลาช่างใกล้เคียงเงื่อนปมล้วงลึกพิเคราะห์แหล่งต้นตอเสมือนหนึ่งรู้ตัวการแพะเตะพ้นตัวโทษ สิ่งมองไม่เห็นเป็นประจำสูตรสำเร็จ ผู้ไม่หวังสร้างสถานการณ์ต่อท้ายลงที่ขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนกลุ่มต่างๆชื่อคุ้นๆแล้วแต่กรณีไป

เราคงได้ยินถนัดถนี่ถึงยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของทุกรัฐบาลคือ การเมืองนำการทหารหรือการทหารนำการเมืองแล้ว แต่ช่วงเหมาะสมสถานการณ์ข่าวกรองไม่ใช่ข่าวเสี้ยมข่าวปล่อยเช็กบิลเอากับฝ่ายขั้วอำนาจหนึ่งขั้วอำนาจใด สิ่งที่ที่มองข้ามมองขาดมองเกินรวมถึงมองเลยรวมศูนย์ทำมองไม่เห็นมันคือ อำนาจแฝงที่มองไม่ออกเชียวหรือ ระเบิดการเมืองนัดรวมพลถล่มเป้าหมายใจกลางเมืองยะลา และโรงแรมซีเอส จ.ปัตตานี พิรุธวงจรตัวเชื่อมสัญลักษณ์คนการเมืองระดับไหนใครก่อกรรมทำเข็ญชดใช้กรรมอยู่ ไม่เชื่ออย่าดูแคลนหลีกภัยยุบพรรคมันสาวไปไม่ถึงจริงอยู่

ความละไม้คล้ายคลึงกรณีที่สถานที่บันเทิงหาดใหญ่วันก่อชนวนดิสเครติดรัฐบาลพล.อ.สุรยทธ์ จุลานนท์ ซวนเซขาเป้ไปมาพักใหญ่ที่ไปนำฟังข้อมูลกับบุคคลที่ป้อนข้อมูลอันเป็นเท็จ จนกว่าจะรู้จักว่าโดนหลอกเสียเวลาหูตาสว่างกลับตัวทันไม่เช่นนั้นเสียคนไปมากเท่าที่เห็นและเป็นอยู่จริงหลายร้อยเท่า ‘มิใช่คนอื่นไกล'ป่วนใต้ ที่ปรึกษาข้อเสนอแนะของนักวิชาการชักว่าวข้อมูลด้านเดียวไม่เคยสัมผัสข้อเท็จจริงในพื้นที่แปรเปลี่ยนซับซ้อนโยงซ่อนเงื่อนคล้ายหนังไปทุกที แถลงข่าวชนิดมั่นใจครึ่งไม่มั่นใจครึ่งว่า ขอโทษ กราบตีนโจรอยากให้สงบต้องยอมทำอย่างงั้นต้องทำอย่างนี้เพื่อลดกระแสต่อต้าน มันคือบทเรียนที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง

คนข่าวกรองรู้แต่ไม่มีหลักฐานว่าเหตุการณ์ระเบิดก่อกวนห้างโลตัส, จัสโก้คนที่ไม่ผ่านการฝึกฝนทำวงจรตั้งเวลาชนิดเชื้อชนวนระเบิดเองไม่เป็น ผูกโยงระดับ พล.อ.พ รับงานเดินเรื่องจัดการสร้างสถานการณ์เข้าเรื่อง ระเบิดการเมืองที่ต้องพูดดักคอเช่นนี้ไซร์ ใครตามที่ความเป็นโจรไม่จำเป็นต้องเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานใด เปิดหาคําจำกัดความว่ามันคืออะไรมีความหมายแตกต่างแปลกแยกตรงข้ามมีกี่ชนิดกี่ประเภทเลวร้ายระยำตำบอนขนาดไหน ไม่มีใครอยากจะทำความรู้จักความชั่วฝักใฝ่หากินกับโจรปล้นชาติปล้นแผ่นดินสักเท่าไหร่

ผมกำลังบอกใบ้กองทัพไม่ต้องการรบชนะในพื้นที่ปัญหาความไม่สงบสุข 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่ใช่ยุคแม่ทัพขุนศึกทหารเสือราชินีนามชื่อพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.คนปัจจุบันสุขุม ลึกซึ้ง เยือกเย็น คัมภีร์ภาพ ยึดเอาชาติมาก่อนสิ่งอื่นใด เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ฉะนั้นข้อมูลที่ส่งถึงหัวขบวนที่รบเพื่ออยู่รอดของกลุ่มใครอยู่เบื้องหลังคิดมากหน่อย งานนี้เข้าหูจับโมงยามให้ดีคนประเภทรับข่าวสารทะลักไม่ทะลุปากต้องผ่านแกนสมองเตือนสติคนจุดไฟสุมนาครเผาบ้านเผาเมือง คงต้องเลิกยุ่งเหยิงติดพันไอ้คำว่าตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง ทิดสนธิพันเอ๋ยพันธมิตร ‘พอแล้วมั้งจะไปออกรบกับใครอีก' จัดการสื่อหนักแน่น ได้ใจกินความใครบางคนที่ชอบหลบเชิดหนังตะลุงระเบิดการเมือง เมื่อถึงคราวสักวันหนึ่งระเบิดการเมืองลามทุ่งลงมุ่งสู่ฐานที่มั่นสะตอใครสะตอ มันคงต้องแก้โจรการเมืองจับโจรการเมืองเองก็แล้วกันเถอะ โยมชวนเอ๋ยชวนปี่แป๊ะกอคงสะดุ้งเฮือกหาที่หลีกภัยภาคนิยมครอกตายหมู่ทางการเมือง ยิ่งเสียกว่าผวายุบพรรค ลดมวลหมู่กรรมการบริหารพรรคแผ่นดินลุกเป็นไฟมันแลกกันไม่คุ้มค่าหรอกท่านเอ๋ย

ฟังมาร้อยเที่ยวพันครั้งพวกชอบอวดรู้ ข้อมูลอุ้มฆ่ายิงเผาอคติอยุติธรรมมันคือนามธรรมจับต้องบอกกล่าวจนเบื่อที่จะหายใจเป็นผู้เป็นคนเต็มแก่ คิดบอกลาตายดีเสียกว่า ผมเพียงบอกว่ายุคเงินใหญ่มันคับปากคน...เงินมันใหญ่กว่าศาสนา ไม่ควรใหญ่กว่าความอยู่รอดของชาติเป็นพอ...นี่คือปัญหาแก้ไม่ตกของพื้นที่ 3 จว.แผ่นดินธรรมแผ่นดินทองขวานไทยเราที่ไม่บังควรเสียด้วยน้ำมือไส้ศึกคนกันเองมากกว่า

นักพรตสนธิ ลิ้มทองกุล บรรยายสถานการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบ 3 จว.ชายแดนใต้ จับใจความฟังแล้วพอเข้าใจได้ว่าแก้ด้วยน้ำบ้วนปาก ระเบิดการเมืองลงพื้นที่ 3 จว.ชายแดนใต้ช่วงนี้ระยะนี้คงไม่ใช่เชื้อชั่วไม่เคยตายชนวนออกรบกับใครอีก ของเหล่าพันธมิตรมนุษย์พันธุ์พิเศษนัดหมายปลายเดือนมีนาคมแห่ยึดหัวหาดข้างถนนใครถนนมัน แต่ระเบิดการเมืองยุคนี้สารานุโจรจับโจรปอกคอนักการเมืองของคอกค่ายพันธมิตร ร่วมรู้เห็นเป็นใจครั้งนี้รับรองยุ่งตายห่าครับ

คืนรัง

จาก hi-thaksin

'สนธิ ลิ้มทองกุล' กับ เทียนแห่งอวิชชา




(อ่านหนังสือคำชี้แจงของสำนักราชเลขาธิการ ก่อนอ่านบทความเรื่องนี้)

4 วันผ่านไป ไม่มีคำตอบ คำชี้แจง คำขอโทษ คำขอพระราชทานอภัยโทษ กระทั่งปฏิกิริยาใดๆ

จาก สนธิ ลิ้มทองกุล

ฤาว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เลือกและตัดสินใจดีแล้วที่จะใช้ "ความเงียบ" เป็นคำตอบให้แก่หนังสือทวงถามความเป็นธรรม และ การเยียวยาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สำนักราชเลขาธิการ และ สถาบันพระมหากษัตริย์

ความเสียหายที่เกิดจากความตั้งใจกล่าวหาให้ร้าย นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ ซึ่งป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์
ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในรายการยามเฝ้าแผ่นดิน เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2550

ใจความสาระที่ สนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวหาให้ร้ายแก่ นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ และสำนักราชเลขาธิการ เป็นเช่นไรนั้น เชื่อว่าทุกท่านคงได้รับทราบกันมาแล้ว จึงไม่ขอนำมากล่าวซ้ำในที่นี้อีก เนื่องจากเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าข้อกล่าวหาให้ร้ายของ สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นความเท็จทั้งสิ้น
(ชมและฟังคลิปสนธิกล่าวโจมตีราชเลขาธิการคลิ๊กที่นี่)

เป็นการกล่าวความเท็จ โดยมีเป้าประสงค์ให้กระทบและยังความเสียหายถึงสถาบันพระมหา กษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะและจงรักภักดีของคนไทยทั้งชาติ

ตอนหนึ่งของหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ระบุว่า "3. การดำเนินการรายการของนายสนธิฯ มีการพูดโดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลและนำเรื่องดังกล่าวเชื่อมโยงทางการเมืองโดยปราศจากความรับผิดชอบและไม่มีความบริสุทธิ์ใจ นำเรื่องของตำแหน่งราชเลขาธิการและสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ทั้งนี้ก่อนที่นายสนธิฯ จะออกรายการในวันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2550 ก็สามารถที่จะสอบถามสำนักราชเลขาธิการได้ แต่นายสนธิฯ ไม่มีการสอบถามดังกล่าวแต่ประการใด ด้วยเหตุนี้ สำนักราชเลขาธิการ จึงขอให้ท่านได้โปรดพิจารณาดำเนินการดังนี้

3.1 ขอให้นายสนธิฯ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ASTV ทางรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้ประชาชนได้รับทราบโดยด่วน

3.2 ขอให้ท่านชี้แจงข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนทุกแขนงได้รับทราบ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการโดยด่วนต่อไป ทั้งนี้ ขอเรียนว่าสำนักราชเลขาธิการขอสงวนสิทธิในการปกป้องสำนักราชเลขาธิการและราชเลขาธิการ ที่มีการกล่าวโทษในเรื่องที่ไม่มีมูลความจริง หากได้ผลเป็นประการใด กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย"

หนังสือทวงถามความเป็นธรรม และ เรียกร้องให้ สนธิ ลิ้มทองกุล ดำเนินการ 2 ประการ เพื่อบรรเทาความเสียหาย แก่ ราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหา กษัตริย์ ฉบับนี้ ลงนามโดย นายจิตรพัฒน์ ไกรฤกษ์ รองราชเลขาธิการ ปฏิบัติราชการแทนราชเลขาธิ การ ส่งถึง กรรมการผู้จัดการบริษัทไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด เมื่อวันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2550

การปรากฎต่อประชาชนทั่วไป ของหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ฉบับนี้ ทำให้ผมดีใจที่ได้รู้ว่า สำนักราชเลขาธิการ ได้ติดตามตรวจสอบการดำเนินรายการโทรทัศน์ ASTV รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ดำเนินรายการโดย สนธิ ลิ้มทองกุล

เพราะเท่ากับว่าสำนักราชเลขาธิการ ในฐานะเลขานุการของพระมหากษัตริย์ ได้รับทราบการดำเนินการ และพฤติกรรมอันมีเจตนาร้าย ไม่ซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ และ ประชาชนส่วนใหญ่ ของ สนธิ ลิ้มทองกุล และเครือข่าย อีกทั้งบริวาร มาโดยลำดับ

เพราะแสดงว่าสำนักราชเลขาธิการ ในฐานะส่วหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้รับทราบพฤติ กรรมก้าวล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของ สนธิ ลิ้มทองกุล มาโดยตลอด

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ สนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำ วาจา และแสดงพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตลอดจนราชวงศ์จักรี ทำให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าใจผิดว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง เป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียพระเกียรติยศแห่งองค์พระมหากษัตริย์ และราชวงศ์จักรี

ผมเชื่อว่าพฤติกรรมของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่บังอาจก้าวล่วง ละเมิด ดูหมิ่น สถาบันพระมหา กษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจน ราชวงศ์จักรี โดยไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน ทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้อยู่เหนือการรับรู้ของสำนักราชเลขาธิการ และ สถาบันพระมหากษัตริย์ ไปได้

แต่ด้วยความเมตตาของสำนักราชเลขาธิการ และ พระเมตตาขององค์พระมหากษัตริย์ ที่มีต่อ สนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่อาศัยใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร จึงไม่ทรงติดใจเอาความต่อ สนธิ ลิ้มทองกุล และอภัย มาโดยตลอด

ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัส วันที่ 4 ธันวาคม 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแนะนำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถอนฟ้องผู้ที่มีพฤติกรรมดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ และ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งแสดงถึงน้ำพระทัยและพระเมตตาที่ทรงมีต่อประชาชนคนไทยทุกคน ถึงแม้ว่าคนคนนั้น กล่าวให้ชัดก็คือ เป็น สนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง ที่บังอาจกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ก็ตาม(ชมและฟังกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบางช่วงบางตอนคลิ๊กที่นี่)

คนบางคน ได้รับพระกรุณาเพียงครั้งเดียว ก็สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณไปชั่วชีวิต ไม่ประพฤติปฏิบัติพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อีกเลย

แต่ คนบางคน ได้รับพระกรุณาครั้งแล้วครั้งเล่า ก็หาได้มีสำนึกไม่ ยังคงประพฤติปฏิบัติ ก้าวล่วง ละเมิด ดูหมิ่น ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ไม่หยุดหย่อน อีกทั้งยังบังอาจเหิมเกริม แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน และหลอกลวงให้ผู้อื่น ประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อ เข้าใจผิดว่าได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ในการดำเนินการที่มีเป้าหมายทางการเมือง

ความไม่รู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยสำคัญตนผิดว่า ไม่ว่าจะกล่าววาจา ถ้อยคำ แสดงพฤติกรรมเช่นไร ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐผู้ใดกล้าจับตัวไปดำเนินคดีลงโทษฑัณท์ เพราะมีบุคคลที่มีอิทธิพลให้การสนับสนุนอยู่ จึงทำให้ สนธิ ลิ้มทองกุล เหิมเกริม และบังอาจกระทำการลบหลู่ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ได้รับความเสื่อมเสียพระเกียรติยศในระดับรุนแรง และร้ายแรง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินการรายการโทรทัศน์ ASTV ของ สนธิ ลิ้มทองกุล อันมีเป้าหมายทางการเมืองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พาดพิง แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หลายต่อหลายครั้ง นับเป็นการท้าทายสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน ราวกับว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเสมอหนึ่งสัญญลักษณ์ หาได้มีความศักดิ์สิทธิ์ และมิได้เป็นศูนย์รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติ ในสายของ สนธิ ลิ้มทองกุล (อ่าน 12 พฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของ สนธิ ลิ้มทองกุล)

สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงมีพระเมตตาต่อประชาชนคนไทย มาโดยตลอด

ไม่เคยมีสักครั้งที่ สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ ผู้แทนสถาบันพระมหากษัตริย์ จะทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเรียกร้องให้ผู้ที่ก้าวล่วง ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดำเนินการเพื่อเป็นการเยียวยา บรรเทาความเสียหายแก่สถาบันพระมหากษัตริย์

ไม่เคยมีสักครั้งที่ สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ ผู้แทนสถาบันพระมหากษัตริย์ จะแจ้งต่อผู้ก้าวล่วงละเมิด ว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้เนื่องจากเหตุผล 2 ประการคือ

1. พระเมตตา ที่ทรงมีต่อประชาชนคนไทยทุกคน

2. ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งตำรวจ ทหาร และ พลเรือน จะมีความตื่นตัว ระแวดระวัง ตรวจสอบอย่างเอาจริงเอาจัง ว่ามีผู้ใดบังอาจดูหมิ่น ก้าวล่วง ละเมิดพระมหากษัตริย์ หรือไม่ หากพบว่ามีผู้ใดบังอาจ ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ทันที

แต่มาถึงยุครัฐประหาร ที่มีทหาร (อ้างว่าเป็นทหารพระราชา) ถืออำนาจปกครองแผ่นดิน กลับไม่มีหน่วยงานใด หรือเจ้าหน้าที่รัฐคนใด รู้สึกร้อนหนาว กระทั่งรู้สึกเจ็บปวดใดๆ ต่อคำพูดและพฤติกรรมของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ และส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องเสื่อมเสีย

ท่าทีของหน่วยงานรัฐ ทั้งกองทัพ และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ ทุกระดับ นับแต่ นายกรัฐมนตรี ประธานคมช. ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทหารทุกคน ตำรวจทุกนาย ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย นักกฎหมายทั้งปวง ที่เคยออกมาปกป้องพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ด้วยอุบาย "ใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" กล่าวหาให้ร้ายบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ต่างพากันเงียบกริบ รูดซิบปากเสียสนิท ปิดหูเสียมิดชิด ปิดตาราวมืดบอดทั้งสองข้าง

ทุกคนที่เคยเจ็บปวด เดือดร้อนแทน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงไม่ได้ยิน จึงไม่ได้เห็นพฤติกรรมและวาจาของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกระทำผิดต่อสถาบันพระมหา กษัตริย์ จึงไม่รู้สึกใดๆ ต่อความเสียหายของสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่มีกระทั่งความสำนึกแห่งข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังที่ปากพร่ำบ่นมิแตกต่างจากน้ำยาบ้วนปาก แต่มิเคยได้บันทึกไว้ในหัวใจตนแม้แต่น้อยนิด

ทั้งๆ ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มิใช่ สถาบันพระมหากษัตริย์ และมิได้เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งโดยตัวบุคคล และโดยตำแหน่ง

ทั้งๆ ที่สำนักราชเลขาธิการ เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์

ทั้งๆ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันสูงสุดของชาติไทย ที่ผู้ใดจะบังอาจก้าวล่วง ละเมิดมิได้

หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของหลวงที่ถือำนาจในมือทุกคน ทั้งทหาร ตำรวจ อัยการ กลับเลือกที่จะเจ็บปวดแทน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ราวกับว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกทำร้าย ประหนึ่งว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คือ สถาบันพระมหากษัตริย์

แต่เมื่อถึงคราวที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกละเมิดจริงๆ หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ทุกคน กลับเลือกที่จะละเลยวางเฉยที่จะรู้สึกใดๆ ต่อความเสียหายที่มีผู้บังอาจกระทำต่อสถาบันพระ มหากษัตริย์ และส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์

ผมไม่แน่ใจว่า ในความคิดของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหาร และ หัวหน้าคณะรัฐประหาร พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายพชร ยุติธรรมดำรง อัยการสูงสุด นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม

สถาบันพระมหากษัตริย์ มีความหมายใดกันแน่

ระหว่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อไม่มีหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของหลวงคนใด เดือดร้อนต่อความเสียหายที่สถาบันพระมหา กษัตริย์ ถูก สนธิ ลิ้มทองกุล ละเมิด ดูหมิ่น ครั้งแล้วครั้งเล่า จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่สถาบันพระ มหากษัตริย์ หรือ ผู้แทนสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องดำเนินการปกป้อง และทวงถามความเป็นธรรมให้แก่ตนเอง ดังเช่นหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ฉบับที่เราได้อ่านกันอยู่ในขณะนี้

เหตุการณ์เช่นนี้ ถ้าเกิดขึ้นในอดีต ไม่ต้องย้อนไปไกลถึงสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพียงแค่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทุกรัฐบาล หากมีใครบังอาจกล่าวหาให้ร้ายส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นนี้ รับรองได้ว่าบุคคลนั้นจะต้องถูกนำตัวขึ้นสู่ศาลเพื่อดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ให้ได้รับโทษสูงสุดเป็นแน่แท้

แต่บ้านเมืองในวันนี้ เป็นที่น่าเศร้ายิ่งนัก สำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระ มหากษัตริย์ ต้องออกมาเรียกร้อง ทวงถามความเป็นธรรมให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยตนเอง

เวลาผ่านไปถึง 4 วันแล้ว ที่สำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ประกาศต่อสาธารณะ ว่าได้รับความเสียหายจากการกระทำของ สนธิ ลิ้มทองกุล แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานใด เจ้าหน้าที่รัฐคนใด ไม่ว่าจะเป็น ทหาร (ที่อ้างว่าเป็นทหารพระราชา) ตำรวจ อัยการ องคมนตรี โดย เฉพาะประธานองคมนตรี มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อความเสียหายที่สำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้รับในครั้งนี้

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ ทุกคนในบ้านเมืองนี้ เกรงกลัว สนธิ ลิ้มทองกุล

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะกลัว สนธิ ลิ้มทองกุล

ผู้บัญชาการทหารบก(ที่อ้างว่าเป็นทหารพระราชา)นิ่งเงียบ เพราะกลัว สนธิ ลิ้มทองกุล

อัยการ ซึ่งเป็นทนายแผ่นดิน ไม่มีความเห็นใดๆ เพราะกลัว สนธิ ลิ้มทองกุล

รัฐบาล ไม่รับรู้ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะกลัว สนธิ ลิ้มทองกุล

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่สนใจอภิปรายวาระนี้ เพราะกลัว สนธิ ลิ้มทองกุล

ประธานองคมนตรี ไม่ใส่ใจปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะกลัว สนธิ ลิ้มทองกุล

ทุกคนกลัว สนธิ ลิ้มทองกุล จึงปล่อยให้ สนธิ ลิ้มทองกุล ทำตามอำเภอใจ กระทั่งดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ก็ทำได้ โดยไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย

สนธิ ลิ้มทองกุล จึงกลายเป็นคนที่อยู่เหนือกฎหมาย

ทุกคนที่กลัว สนธิ ลิ้มทองกุล ล้วนแต่มีแผล ไม่ต่างวัวสันหลังหวะ

ทุกคนกลัวถูก สนธิ ลิ้มทองกุล แบล็กเมล์ เพราะรู้ดีถึงกิติศัพท์ด้านนี้ของ สนธิ ลิ้มทองกุล

มีแต่ประชาชนผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น ที่ไม่เกรงและไม่กลัว สนธิ ลิ้มทองกุล

เพราะประชาชนไม่มีแผล และไม่ใช่วัวสันหลังหวะ

เพราะประชาชนไม่เชื่อแต่ต้นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ สนับสนุน สนธิ ลิ้มทองกุล ตาม ที่เขากล่าวอ้าง และแอบใช้หลังพิงวัง มาโดยตลอด

เพราะประชาชน เชื่อว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ก้าวล่วง ละเมิด ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ทั้งผู้กระทำการ และผู้สนับสนุน ล้วนเป็นผู้ไม่จงรักภักดีแท้จริง แม้ปากจะบอกว่าจงรัก ภักดี ยอมพลีชีวิตเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ในใจของผู้นั้น ล้วนแต่มุ่งหมายใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ และแอบอ้างหาประโยชน์ส่วนตนด้วยกันทั้งสิ้น

เพราะประชาชนเชื่อว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงล่วงรู้ว่าผู้ใดจงรักภักดีด้วยใจจริง ผู้ใดจงรักภักดีเพียงปากว่าเท่านั้น

การปรากฎของหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ฉบับนี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงสัญญาณบางประการ ที่มีต่อ สนธิ ลิ้มทองกุล และแสดงให้ประชาชนคนไทยได้เห็นว่า คำแอบอ้างของสนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งโดยวาจา พฤติกรรม และสัญญลักษณ์ เสื้อสีเหลือง ผ้าพันคอสีฟ้า เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อและเข้าใจผิดว่า การขับไล่โค่นล้มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันเบื้องสูง นั้น ไม่เป็นความจริง(ชมภาพสนธิใส่เสื้อสีเหลือง ผ้าพันคอสีฟ้า คลิ๊กที่นี่)

เนื่องเพราะ สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทั้งทางตรงและโดยอ้อม

ด้วยคำว่า "ตำแหน่งราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหา กษัตริย์" ที่ปรากฎในหนังสือสำนักราชราชเลขาธิการ ฉบับนี้ ผมจึงเชื่อโดยสุจริตใจว่าหนังสือฉบับนี้ นายจิตรพัฒน์ ไกรฤกษ์ รองราชเลขาธิการ มิได้ดำเนินการและพิจารณาลงนามกำกับหนังสือ ตามลำพัง อีกทั้งยังมิได้กล่าวหรือแอบอ้างเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยตนเอง

ด้วยสกุล "ไกรฤกษ์" ซึ่งถวายงานรับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ มานานหลายชั่วอายุคน

ด้วยฐานะ "รองราชเลขาธิการ" ปฏิบัติหน้าที่ในสำนักราชเลขาธิการ ถวายงานในฐานะเลขานุ การพระมหากษัตริย์

ผมจึงมั่นใจว่าหนังสือสำคัญฉบับนี้ เป็นหนังสือที่มีความหมายอย่างใหญ่หลวง และมีเหตุผลที่ต้องออกอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มีการดำเนินการแก้ไขความเข้าใจผิดที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ประชาชน ที่รับฟังข้อกล่าวหาอันปราศจากความจริงและความรับผิดชอบของ สนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และ สำนักราชเลขาธิการ ในฐานะเลขานุการของพระมหา กษัตริย์ โดยด่วน

หนังสือของสำนักราชเลขาธิการ ย้ำคำว่า "โดยด่วน" ถึง 2 ครั้ง ในข้อความที่ห่างกันเพียง 2 บรรทัด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร้อนใจของสำนักราชเลขาธิการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหา กษัตริย์ ที่ต้องการให้มีการแก้ไขความเข้าใจผิด และข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จ โดยด่วน เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของประชาชนที่ได้รับข้อมูลจาก สนธิ ลิ้มทองกุล

แต่ การตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของ สนธิ ลิ้มทองกุล คือ

"ความเงียบ" และ "การไม่ปรากฎตัว"

หากไม่ใช่เจตนาที่จะท้าทายต่อข้อเรียกร้องของหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ก็ต้องเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่เกรง ไม่กลัวความผิด ไม่รู้ร้อนหนาวต่ออาญาแผ่นดินที่กำหนดไว้ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงอาการไม่ยี่หระ ไม่สะทกสะท้านต่อวรรคท้ายของหนังสือ ที่แจ้งล่วงหน้า ว่า

"สำนักราชเลขาธิการขอสงวนสิทธิในการปกป้องสำนักราชเลขาธิการ และราชเลขาธิการ ที่มีการกล่าวโทษในเรื่องที่ไม่มีมูลความจริง"

เนื่องเพราะ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

คดีดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ กรณีกล่าวถ้อยคำ "ให้.............ลาออก" ซึ่งประชาชน ช้าราชการ ตำรวจ ทหาร แจ้งความ ฟ้องร้องดำเนินคดีทั่วประเทศ และอัยการสั่งฟ้องแล้ว เมื่อถึงชั้นศาล อัยการก็ไปถอนฟ้อง

การว่ากล่าว ตักเตือน และแจ้งว่าจะดำเนินคดี ของสำนักราชเลขาธิการ จึงไม่อาจทำให้ สนธิ ลิ้มทองกุล รู้สึกว่าต้องเกรงกลัวต่อกฎหมาย และ อาญาแผ่นดิน

ปฏิกิริยาของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีต่อข้อเรียกร้อง 2 ข้อที่ปรากฎในหนังสือสำนักราชเลขาธิการ นอกจากความเงียบแล้ว ก็มีเพียง 1. ให้บริวาร 1 คนอ่านหนังสือสำนักราชเลขาธิการ โดยสรุป ในรายการยามเฝ้าแผ่นดิน คืนวันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2550 และ และอ้างว่า สนธิ ลิ้มทองกุล จะชี้แจงเรื่องนี้ด้วยตนเองในวันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม 2550 และ 2. เสนอข่าวโดยย่อในเวปไซต์ Manager.co.th โดยตัดข้อความสำคัญ อันเป็นสาระความเสียหายของสำนักราชเลขาธิการออกทั้งหมด คงเหลือเพียงสาระในส่วนที่สำนักราชเลขาธิการชี้แจงข้อกล่าวหาของ สนธิ ลิ้มทองกุล เนื้อความในหนังสือ 4 แผ่นเต็ม ของสำนักราชเลขาธิการ จึงได้รับการพิจารณาจาก สนธิ ลิ้มทองกุล ว่าสมควรนำเสนอให้ประชาชนทราบเพียงไม่ถึง 1 หน้ากระดาษ ดังนี้

"สำนักราชเลขาธิการ แจง "สนธิ" กรณีตั้งคำถามถึงความล่าช้าของร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปราบปรามการทุจริต ยืนยันพิจารณาด้วยความเร่งรีบ นำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลฯ และทรงลงพระปรมาภิไธย ส่งคืนสำนักเลขาธิ การ ครม.แล้วเมื่อ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมปฏิเสธถ่วงเรื่องเพื่อช่วยเหลือ "พงส์ สารสิน" กรณีหุ้นเทมาเส็ก

วันนี้ (30 เม.ย.) สำนักราชเลขาธิการ ได้ส่งหนังสือด่วนที่สุด ที่ รล 0009.3/8879ลงนามโดย นายจิตรพัฒน์ ไกรฤกษ์ รองราชเลขาธิการ ปฏิบัติราชการแทนราชเลขาธิการ ลงวันที่ 30 เม.ย.2550 ถึงกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด เพื่อชี้แจงรายการยามเฝ้าแผ่นดิน วันศุกร์ที่ 27 เม.ย.2550

เนื้อความในหนังสือดังกล่าว อ้างถึงการจัดรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกอากาศทางเอเอสทีวี เมื่อวันศุกร์ที่ 27 เม.ย.2550 โดยในตอนหนึ่ง นายสนธิ ได้ตั้งคำถามถึงนายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ กรณีเกิดความล่าช้าในขั้นตอนการกราบบังคมทูลฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาเห็นชอบแล้ว

หนังสือสำนักราชเลขาธิการ ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวสรุปได้ว่า การดำเนินการเกี่ยวกับร่างกฎหมายทุกฉบับ สำนักราชเลขาธิการถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เมื่อได้รับเรื่องแล้วจะรีบตรวจสอบพิจารณากลั่นกรอง ก่อนนำเสนอที่ประชุมองคมนตรีทุกวันอังคาร เพื่อพิจารณาถวายความเห็นประกอบพระราช ดำริ เมื่อคณะองคมนตรีพิจารณาแล้วจะส่งเรื่องให้ราชเลขาธิการ ซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องนำความกราบบังคมทูลฯเพื่อทรงพิจารณาโดยทันที เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

กรณีร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สำนักราชเลขาธิการได้รับเรื่องจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2550 เวลา 14.46 น.และได้ตรวจสอบพิจารณากลั่นกรองร่างกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ก่อนเสนอคณะองคมนตรีพิจารณาถวายความเห็นประกอบพระราชดำริเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2550 และนำเรื่องกราบเรียนประธานองคมนตรี วันที่ 11 เม.ย.2550 หลังจากนั้น เป็นวันหยุดสงกรานต์ ต่อมาราชเลขาธิการนำความกราบบังคมทูลฯเพื่อทรงพิจารณาและทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 เม.ย.2550 และพระราชทานคืนวันที่ 23 เม.ย.2550 สำนักราชเลขาธิการได้เชิญ พ.ร.บ.ดังกล่าวคืนสำนักเลขาธิการ ครม.เมื่อวันอังคารที่ 24 เม.ย.2550

หนังสือสำนักราชเลขาธิการ ชี้แจงอีกว่า ในกรณีดังกล่าวสำนักราชเลขาธิการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว มิได้มีการล่าช้า หรือชะลอเรื่องแต่ประการใด นอกจากนี้ ยังยืนว่า นายอาสา สารสิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ นายพงส์ สารสิน พี่ชาย ในกรณีการเป็นนอมินีของหุ้นเทมาเส็กแต่อย่างใดทั้งสิ้น

นอกจากนี้ สำนักราชเลขาธิการ ได้ขอให้ นายสนธิ ออกอากาศทางเอเอสทีวี รายการยามเฝ้าแผ่นดิน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้ประชาชนทราบโดยด่วน และให้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนทุกแขนงได้รับทราบ"

จับความจากเนื้อหาในหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ข้อ 3 หน้า 4 ที่ผมคัดลอกมาให้อ่าน ผมเห็นว่ามี 6 ประเด็นที่ประชาชนคนไทยผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทุกคน ในฐานะพสกนิกรผู้เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ไว้เหนือหัว ผู้ใดจะบังอาจก้าวล่วงละเมิดมิได้ ต้องพิจารณาด้วยความใส่ใจเป็นที่สุด เพื่อมิให้มีเหตุการณ์ที่ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศแก่องค์พระมหากษัตริย์ เกิดขึ้นอีก ดังนี้

1. "การดำเนินการรายการของนายสนธิฯ มีการพูดโดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลและนำเรื่องดัง กล่าวเชื่อมโยงทางการเมือง โดยปราศจากความรับผิดชอบและไม่มีความบริสุทธิ์ใจ"

สำนักราชเลขาธิการ ชี้ให้เห็นว่า สนธิ ลิ้มทองกุล มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ใจ หรือ ไม่สุจริต ต่อสำนักราชเลขาธิการ และ มีเป้าหมายที่จะนำสำนักราชเลขาธิการ ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อดำเนินการเมือง ให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง โดยปราศจากความรับผิดชอบ ทั้งๆที่อยู่ในวิสัยที่สามารถตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอได้ แต่ไม่ได้ใช้ความพยายามที่จะตรวจสอบข้อมูลก่อน หากแต่จงใจนำเสนอเพื่อให้สำนักราชเลขาธิการ ได้รับความเสียหาย

ในฐานะสื่อมวลชน มีนักข่าวประจำอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล สนธิ ลิ้มทองกุล สามารถที่จะตรวจสอบแสวงหา "ความจริง"กรณีนี้ได้จากสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล เลือกที่จะไม่ทำ เนื่องจากคุ้นเคยกับการกล่าวหาให้ร้ายผู้อื่น ด้วยความอันเป็นเท็จ โดยปราศจากความรับผิดชอบ มาตลอด

เห็นได้จาก สนธิ ลิ้มทองกุล ยอมรับว่าหมิ่นประมาทตระกูลชินวัตร ตระกูลดามาพงศ์ ที่กล่าวหาว่าคนในสองตระกูลนี้มีพฤติกรรมโกงกินคอรัปชั่น ทำให้บุคคลใน 2 วงศ์ตระกูล นี้ได้รับความเสียหาย เมื่อถูกดำเนินคดีในชั้นศาล สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ยอมรับผิด และยอมขอโทษ เพื่อแลกกับการขอให้ผู้เสียหาย ถอนฟ้อง ไม่ดำเนินคดีต่อ(อ่านข่าว 'สนธิ'ยอมขอโทษตระกูลดามาพงศ์คลิ๊กที่นี่)

การเยียวยาบรรเทาความเสียหายแก่ผู้อื่น ที่ได้รับผลจากการะทำของตนเอง ด้วยคำ "ขอโทษ" เพียงคำเดียว เหมือนกับเดินชนกัน แล้วหลุดปาก "ขอโทษ" ทั้งๆ ที่ความเสียหายที่ก่อให้เกิดแก่ผู้อื่นนั้น เป็นความเสียหายแก่ทุกคนในวงศ์ตระกูล ถูกคนทั้งประเทศมองด้วยสายตาไม่ไว้งางใจ เกลียดชัง เป็นการแสดงให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของ สนธิ ลิ้มทองกุล ว่าเป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมดังที่ สำนักราชเลขาธิการ ชี้ทั้ง 2 ประการ คือ ปราศจากความรับผิดชอบ และไม่มีความบริสุทธิ์ใจ

แต่การกระทำครั้งล่าสุดนี้ เป็นการกระทำที่ปราศจากความรับผิดชอบและไม่มีความบริสุทธิ์ใจต่อสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงสมควรแก่เวลาแล้วที่จะมีใครสักคนหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง หยุดยั้งพฤติกรรมกล่าวหาให้ร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย โดยปราศจากความรับผิดชอบ และไม่มีความบริสุทธิ์ใจได้แล้ว ก่อนที่ สนธิ ลิ้มทองกุล จะเหิมเกริม ไปมากกว่านี้

มากจนกระทั่งไม่เห็นสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ในสายตา และปฏิบัติด้วยความไม่เคารพ

2. "ตำแหน่งราชเลขาธิการและสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหา กษัตริย์"

สำนักราชเลขาธิการ ย่อมจะมิได้แอบอ้าง ย่อมจะไม่กล่าวลอยๆ หากไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต ให้ใช้คำว่า "เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์"

สำนักราชเลขาธิการ ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของ สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นการทำร้ายต่อสถา บันพระมหากษัตริย์ ด้วย

เท่ากับว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ได้กล่าวหาให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ มิใช่กล่าวหาให้ร้ายเฉพาะ ราชเลขาธิการ และสำนักราชเลขาธิการ เท่านั้น

สำนักราชเลขาธิการ เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น หนังสือของสำนักราชเลขาธิการ ที่ส่งถึง สนธิ ลิ้มทองกุล ย่อมเป็นหนังสือของสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วย

ในฐานะพสกนิกรผู้จงรักภักดี เมื่อได้ผลจากการเทียบเคียงเรื่องราวด้วยตรรกะดังกล่าวนี้ ผมไม่สบายใจอย่างยิ่งที่ จนถึงขณะนี้ หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของหลวง ต่างไม่ใส่ใจต่อความเดือดร้อน ความเสีย หายของสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทั่ง สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหา กษัตริย์ต้องเรียกร้อง ทวงถามความเป็นธรรม ให้แก่ตนเอง

ราชนิกูล ข้าแผ่นดิน ทั้ง 5 นางที่เคยออกมาเรียกร้อง ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ หดหัว หายหน้าไปไหนกันหมด

ม.ร.ว.รำพิอาภา เกษมศรี หัวขบวนใหญ่ของราชนิกูล ข้ารับใช้สนธิ ลิ้มทองกุล ได้อ่านความของสำนักราชเลขาธิการ แล้วคิดอ่านเป็นประการใด

ในฐานะภริยาอดีตราชเลขาธิการ น่าจะรับทราบและวินิจฉัยเป็นอย่างดีว่าพฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล ในครั้งนี้ สมควรแก่การลงโทษหรือเคารพยกย่อง ดังเช่นที่ท่านรู้สึกต่อสนธิ ลิ้มทองกุล มาตลอด(ชมภาพสนธิกับกลุ่มราชนิกูลถ่ายรูปหมู่ระหว่างงานเลี้ยงสังสรรค์ฉลองชัยชนะคลิ๊กที่นี่)

ม.ร.ว.รำพิอาภา เกษมศรี จะรู้สึกสำนึกเสียใจบ้างไหมที่ครั้งหนึ่งเคยเปิดบ้านเลี้ยงฉลองชัยชนะ ให้กับ สนธิ ลิ้มทองกุล และกล่าวยกย่องเชิดชู สนธิ ลิ้มทองกุล ประหนึ่งวีรบุรุษผู้ปกป้องชาติ ศาส นา พระมหากษัตริย์ หลังจากคณะรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ในมือ

ทั้งๆ ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล คือ บุคคลที่ทำร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

ประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดิน จะปล่อยให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม กล่าวหาให้ร้าย จาก สนธิ ลิ้มทองกุล บุคคลที่ไม่เคยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระเมตตา เช่นนี้ต่อไปอีกนานเท่าใด

ประชาชนคนไทยยังคาดหวังจากองคมนตรี รัฐบาล กองทัพ ตำรวจ ข้าราชการ ให้ช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นภารกิจหลักของทุกหน่วย ของคนไทยทุกคน ได้อีกหรือไม่

หรือว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราคนไทยทุกคน ต้องออกมาเรียกร้อง และปกป้องสถาบันพระมหา กษัตริย์ ให้เป็นตัวอย่างแก่เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน

ถนนพระอาทิตย์ ทั้งสาย บ้านเจ้าพระยา ที่ทำการสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี บ้านพระอาทิตย์ สำนักงานของ สนธิ ลิ้มทองกุล จะเพียงพอรองรับคลื่นประชาชนที่ไปทวงถามความเป็นธรรมแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือไม่

แต่ต้องไม่ให้เกิดการบิดเบือนจากเหล่าสื่อมวลชน เหมือนเมื่อครั้งที่คาราวานคนจนนำประชาชนผู้จงรักภักดีไปทวงถามความเป็นธรรมแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่สำนักงานหนยังสือพิมพ์คมชัดลึก อันเนื่องจากเหล่าผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชน ที่ยึดถือคติ แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน ถึงแม้ว่าแมลงวันตัวนั้นจะทำร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ตาม

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมไม่เรียกร้องใดๆ จากสื่อมวลชน

3. "นำเรื่องของตำแหน่งราชเลขาธิการและสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถา บันพระมหากษัตริย์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง"

สำนักราชเลขาธิการ ชี้ให้เห็นถึงเจตนาและความพยายามของ สนธิ ลิ้มทองกุล ว่ามีความไม่สุจริตใจในคำกล่าวหาให้ร้ายราชเลขาธิการ เพื่อเหตุใด ?

เพื่อ นำสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง และแอบอ้างหาประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งเปิดเผย และทางลับ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ประพฤติ ปฏิบัติ กระทำ มาโดยตลอด

เมื่อได้เห็น ได้ทราบจากสำนักราชเลขาธิการ ดังนี้แล้ว ผู้ที่เคยหลงเชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล ว่าได้รับการสนับสนุนจากสถาบันเบื้องสูง ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม ด้วยการแสดงสัญญลักษณ์ใดๆ ก็ตาม คงจะหูตาสว่างกันเสียที ว่า เจตนาของ สนธิ ลิ้มทองกุล คืออะไร และความจริงเป็นเช่นไร

ความจริงที่ สนธิ ลิ้มทองกุล พยายามที่นำการเมืองมาเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยเจตนาไม่สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนตน ให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง ทั้งๆ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ มิได้เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

การแอบอ้างของ พาดพิงของ สนธิ ลิ้มทองกุล ทุกครั้งที่ผ่านมา จึงเป็นความเท็จ และ สถาบันพระ มหากษัตริย์ ไม่เคยให้การสนับสนุน สนธิ ลิ้มทองกุล มาก่อน ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ถึงเวลาหรือยังที่ประชาชนผู้จงรักภักดี จะต้องช่วยกันให้บทเรียนแก่ สนธิ ลิ้มทองกุล ให้หลาบจำว่านับแต่นี้เป็นต้นไป ต้องเลิกพฤติกรรมแอบอ้าง พาดพิง และไม่นำการเมืองไปยุ่งเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกอย่างเด็ดขาด

4. "ก่อนที่นายสนธิฯ จะออกรายการในวันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2550 ก็สามารถที่จะสอบ ถามสำนักราชเลขาธิการได้ แต่นายสนธิฯ ไม่มีการสอบถามดังกล่าวแต่ประการใด"

สำนักราชเลขาธิการ ชี้ให้เห็นว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่สนธิ ลิ้มทองกุลกล่าวหาให้ร้าย ราชเลขาธิการ และ สำนักราชเลขาธิการนั้น อยู่ในวิสัยที่ สนธิ ลิ้มทองกุล สามารถจะตรวจ สอบได้ แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีเจตนที่จะตรวจสอบและเสาะแสวงหาความจริงตามวิสัยสื่อมวลชนที่ดี เนื่องจากมี เจตนาที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อราชเลขาธิการ และสำนักราชเลขาธิการ โดยมีเป้าหมายที่จะนำ การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์

การชี้แจงของสำนักราชเลขาธิการ แสดงให้เห็นว่าสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เคยสอบถามข้อมูล ไม่ เคยแสวงหาข้อเท็จจริง ก่อนที่จะกล่าวหา ให้ร้าย พาดพิง แอบอ้าง ซึ่งพฤติกรรมดังว่านี้แม้จะไม่ใช่เรื่อง ใหม่ หรือเรื่องแปลกสำหรับผู้ที่ติดตามบทบาทของสนธิ ลิ้มทองกุล มาโดยตลอด

แต่ การนำพฤติกรรมไม่สุจริตใจเช่นนี้ มาใช้กับสำนักราชเลขาธิการ ในฐานะเลขานุ การของพระมหากษัตริย์ นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง

การกล่าวหาให้ร้ายราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ ของ สนธิ ลิ้มทองกุล จึงเป็นการกล่าว หาด้วยความอันเป็นเท็จ กล่าวหาลอยๆ ตามความคิด ความสำนึก ด้วยจิตใจอันชั่วร้ายของตน จึงมอง และตัดสินผู้อื่น ที่มีแนวคิด แนวปฏิบัติ และเป้าหมาย ไม่ตรงกับตนเอง ด้วยจิตใจที่มุ่งร้าย และมุ่งทำลาย ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใคร ผู้ใดก็ตาม แม้กระทั่งราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจาก พระมหากษัตริย์ ให้ทำหน้าที่เลขานุการพระมหากษัตริย์ ก็ไม่ได้รับการยกเว้นจาก สนธิ ลิ้มทองกุล

5. "ขอให้นายสนธิฯ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ASTV ทางรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้ประชาชนได้รับทราบโดยด่วน"

สำนักราชเลขาธิการ ยื่นข้อเรียกร้องให้ สนธิ ลิ้มทองกุล ชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้ประชาชน รับทราบ โดยด่วน เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน ที่ได้รับข้อมูลผิดๆ และเป็นเท็จ จาก สนธิ ลิ้มทองกุล และรายการยามเฝ้าแผ่นดิน แต่ คำตอบของสนธิ ลิ้มทองกุล คือ "ความเงียบ"

สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ใส่ใจ ไม่แยแส ไม่ทุกข์ร้อนกับการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ของตัวเองแก่ ประชาชน ทั้งๆ ที่ความเสียหายจากข้อมูลเท็จ นั้น ใหญ่หลวงถึงกับทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เสื่อมเสีย ก็ตาม

การส่งบริวารในบริษัท 1 คน มาอ่านหนังสือชี้แจงแบบสั้นๆ ย่อๆ ในวันที่ได้รับหนังสือ แล้วบอก ให้สำนักราชเลขาธิการ รอฟังคำชี้แจงจากสนธิ ลิ้มทองกุล ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2550 ไม่อาจจะ นับได้ว่าเป็นการตอบสนองต่อหนังสือสำนักราชเลขาธิการ "โดยด่วน" ตามที่สำนักราชเลขาธิการ ร้องขอ

หากจะย้อนเวลากลับไปทบทวนเหตุการณ์นี้

สนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวหาให้ร้ายราชเลขาธิการ และสำนักราชเลขาธิการ เมื่อเวลาประมาณ 20.30-22.30 น. ของวันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2550

สำนักราชเลขาธิการ ทำหนังสือชี้แจงคำถามต่างๆ ของสนธิ ลิ้มทองกุล ทันที เมื่อเปิดทำการ วันแรก คือ เช้าวันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2550 และเรียกร้องให้สนธิ ลิ้มทองกุล ชี้แจงข้อเท็จจจริงที่ ถูกต้องแก่ประชาชน โดยด่วน

เว็บไซต์ Manager ตัดทอนข้อความส่วนหนึ่งของหนังสือสำนักราชเลขาธิการ เฉพาะส่วนที่ ชี้แจง และตอบคำถาม สนธิ ลิ้มทองกุล มานำเสนอ เมื่อตอนบ่ายวันที่ 30 เมษายน 2550 โดยหลีก เลี่ยงที่จะนำเสนอข้อความที่แจ้งถึงความเสียหาย ที่ราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ ได้รับ และตัดทิ้ง ทั้งหมด

รายการยามเฝ้าแผ่นดิน วันที่ 30 เมษายน 2550 อ่านหนังสือสำนักราชเลขาธิการให้ฟังแบบย่อ ดังกล่าวแล้ว

นับแต่วันที่ 30 เมษายน - 3 พฤษภาคม 2550 ไม่มีคำชี้แจงใดๆ ไม่มีท่าทีใดๆ จากสนธิ ลิ้มทอง กุล เพราะสนธิ ลิ้มทองกุล บอกแล้วว่าให้รอฟังคำชี้แจงในรายการยามเฝ้าแผ่นดิน คืนวันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม 2550

การบอกให้สำนักราชเลขาธิการ รอฟังคำชี้แจง นานถึง 4 วัน ทั้งๆ ที่ตนเป็นฝ่ายผิด ทำให้ สำนัก ราชเลขาธิการ เสียหาย มิอาจเรียกเป็นอาการอื่นได้ นอกเสียจากว่า "กูไม่กลัวมึง" ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีต่อราชเลขาธิการ และ สำนักราชเลขาธิการ อันเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหา กษัตริย์

คำว่า "โดยด่วน" ในหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ย่อมแปลความได้ว่า ให้สนธิ ลิ้มทองกุล ชี้แจง ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแก่ประชาชน ในรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ทันที หรือในวันเดียวกับที่ได้รับหนังสือ

แต่ปฏิกิริยาตอบกลับของสนธิ ลิ้มทองกุล คือ "รอไปก่อน" วันที่ 4 พฤษาภาคม 2550 จึงจะชี้แจง ให้ฟัง

7 วันหลังจากทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อราชเลขาธิการ และสำนักราชเลขาธิการ

7 วันที่ทำให้ราชเลขาธิการ และสำนักราชเลขาธิการ อันเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้รับความเสียหาย

7 วันเต็มๆ ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล บอกให้ ราชเลขาธิการ และสำนักราชเลขาธิการ รอรับการเยียวยา บรรเทาความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของเขาเอง

คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล นับทั่วแผ่นดินไทย แล้วจะมีสักกี่คนที่บังอาจ และเหิมเกริม เยี่ยงคนผู้นี้

ถ้าไม่มี "คนให้ท้าย" ไม่มี "คนคุ้มหัว" คนขี้ขลาดอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล มีหรือจะบังอาจแสดง พฤติกรรมเช่นนี้ต่อราชเลขาธิการ และสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์

หาก สนธิ ลิ้มทองกุล สำนึกในความผิดที่ตนก่อขึ้น และน้อมรับหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ซึ่ง เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยหัวใจที่จงรักภักดี ดังปากว่าจริง เขาจะต้องรีบ ชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชน รับทราบทันที ที่ได้รับหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง และ จะต้องสั่งให้สื่อใน เครือผู้จัดการ ทุกสื่อ นำเสนอเนื้อหาในหนังสือฉบับนี้ อย่างสมบูรณ์ ครบถ้วน ไม่ตัดต่อข้อความ หรือนำ เสนอแบบย่อๆ เช่นที่ทำไปแล้ว อีกทั้งต้องนำเสนอหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง มิใช่นำเสนอแบบ "เสียไม่ได้" หรือ แบบ "ผ่านๆไป" เช่นที่เขาทำให้เห็น

ทั้งๆ ที่ โทรทัศน์ ASTV หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และสื่อในเครือผู้จัดการ ก็เคยลงข้อความเกี่ยว กับบุคคล หน่วยงานของรัฐและเอกชน บริษัทธุรกิจ ห้างร้าน ธนาคาร ผิดพลาดมาหลายครั้ง ทั้งโดย เข้า ใจผิด และโดยตั้งใจ แต่เมื่อได้รับคำชี้แจง จะเป็นด้วยวาจา หรือมีหนังสือทางการหรือไม่ก็ตาม อย่างเป็น ทางการ โดยธรรมเนียมปฏิบัติของสื่อมวลชนทั่วไป ก็จะนำเสนอและปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง ของผู้ชี้แจง ที่ได้รับความเสียหายทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี

แต่ในกรณีนี้ มีหนังสือจากสำนักราชเลขาธิการ มาถึงอย่างเป็นทางการ แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล กลับเพิกเฉย ราวกับจงใจที่จะใช้คนละมาตรฐานกับการเยียวยาความเสียหายแก่บุคคลทั่วไป ที่จะได้ รับทันทีเมื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบ แต่กรณีนี้ สำนักราชเลขาธิการ ต้อง "รอก่อน"

พฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีต่อหนังสือราชเลขาธิการ ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ประชาชน คาด หวังว่าจะได้เห็นอย่างสิ้นเชิง เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะ สนธิ ลิ้มทองกุล มิได้เป็นผู้จงรักภักดีที่แท้จริง และ มั่นใจว่าด้วยศักยภาพของตนเอง ณ วันนี้ จะสามารถ "เคลียร์" เรื่องนี้ให้พ้นผิด ไปได้ไม่ยาก นัก

การสนับสนุนและคุ้มครองจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าคณะรัฐประหาร มีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ เห็นสถาบัน พระมหากษัตริย์ อยู่ในสายตา และตีราคาเพียงแค่เครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ เท่านั้น

ผมจะรอดู รอฟังว่า สนธิ ลิ้มทองกุล จะชี้แจงอย่างไรในวันที่ 4 พฤาภาคม 2550 ซึ่งเมื่อถึง เวลานั้น ผมอยากให้สนธิ ลิ้มทองกุล ชี้แจงด้วยว่ามีเหตุผลอันใด จึงไม่ชี้แจงโดยด่วน และ ต้องให้ ราชเลขาธิการ และสำนักราชเลขาธิการ รอนานถึง 4 วัน หลังจากที่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงแก่เขาแล้ว

สิ่งที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ควรจะต้องชี้แจงให้ประชาชนทั้งแผ่นดิน ทราบทั่วกันก็คือ

"คุณเป็นผู้จงรักภักดีชาติพันธุ์ใด จึงกล้ากระทำต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคนไทย เช่นนี้"

6. "ขอให้ท่านชี้แจงข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนทุกแขนงได้รับทราบ"

ข้อเรียกร้องข้อนี้ของสำนักราชเลขาธิการ ผมเข้าใจว่าต้องการให้มีการเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เพื่อถ่ายทอดไปสู่ประชาชนทั้งประเทศ เกี่ยวกับความจริงในกรณีนี้ ซึ่งผมเห็นว่าไม่ใช่การร้องขอที่มาก เกินไป จนปฏิบัติไม่ได้ แต่จนถึงวันนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ยังไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง ของสำนัก ราชเลขาธิการ

ผมเชื่อว่าสนธิ ลิ้มทองกุล มีเหตุผลแบบของเขาว่าทำไมจึงไม่ปฏิบัติ แต่เหตุผลนั้น จะเป็น ที่ยอมรับหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

อย่างไรก็ตามการตอบสนองต่อหนังสือสำคัญฉบับนี้ ด้วยท่วงท่าอาการเยี่ยงนี้ ผมไม่สามารถ คิดเป็นอื่นได้ นอกจากว่า "กูไม่กลัวมึง" ถึงแม้ท้ายหนังสือสำคัญฉบับนี้ แสดงเจตนาชัดเจนว่า จะพิจาร ณาดำเนินคดีกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ด้วย แต่ก็ยังไม่มีอาการใดๆ ไม่มีการตอบสนองในทิศทาง ที่ดีจาก สนธิ ลิ้มทองกุล ให้ได้เห็น

นี่คือ 6 ประเด็นที่ผมจับความจากหนังสือสำคัญของสำนักราชเลขาธิการ และ จับอาการของสนธิ ลิ้มทองกุล มาวิเคราะห์เพื่อนำเสนอแลกเปลี่ยนกับทุกท่าน

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นจากการปรากฎของหนังสือสำคัยฉบับนี้ก็คือ

สำนักราชเลขาธิการ ได้ชี้ให้ประชาชนทุกคนได้เห็นว่า "เทียน"
ที่อยู่ในมือ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นเทียนแห่งปัญญา และเขาจุดขึ้นมาเพื่อให้แสงสว่าง ให้ปัญญาแก่คนไทยทุกคน ในยุคที่ บ้านเมืองมืดบอดทางความคิด เพราะถูกรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปิดกั้นข้อมูลข่าวสารนั้น

แท้จริงแล้ว หาได้เป็น "เทียนแห่งปัญญา" ไม่ แต่เป็น "เทียนแห่งอวิชชา"

หากเป็นเทียนแห่งปัญญาจริง แสงสว่างจากเทียนเล่มที่อยูในมือสนธิ ลิ้มทองกุล คงจะไม่นำพา ประชาชนผู้หลงเชื่อ และหลงผิด ถล่มประเทศชาติตัวเองจนย่อยยับไปกับตาเช่นนี้ ธุรกิจ เศรษฐกิจ การ เมือง และสังคม ถูกทำลายพังพินาศ

พิจารณากันให้ดี ก็จะเห็นภาพได้ไม่ยากนัก
ไม่ว่าสนธิ ลิ้มทองกุล ไปจุดเทียนในสังคม หมู่ชนใด สังคมนั้น หมู่ชน ต้องมีความขัดแย้ง บาดหมาง และแตกแยกกันในที่สุด

ประเทศไทย
ประสบวิกฤตทุกด้านในวันนี้ ก็เพราะ สนธิ ลิ้มทองกุล กับเทียนในมือ

ประชาชนคนไทยแตกแยกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ก็เพราะสนธิ ลิ้ม ทองกุล กับเทียนในมือ

ธุรกิจไทย
พังพินาศย่อยยับ ก็เพราะสนธิ ลิ้มทองกุล กับเทียนในมือ

เศรษฐกิจไทย
ตกต่ำก็เพราะสนธิ ลิ้มทองกุล กับเทียนในมือ

การเมืองระบอบประชาธิปไตย
ถูกทำลาย เผด็จการทหารยึดครองบ้านเมือง ก็เพราะสนธิ ลิ้มทอง กุล กับเทียนในมือ

กองทัพ
แบ่งแยกแตกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย ก็เพราะสนธิ ลิ้มทองกุล กับเทียนในมือ

ตำรวจ
ขัดแย้งกันอย่างหนัก ก็เพราะสนธิ ลิ้มทองกุล กับเทียนในมือ

ข้าราชการทั้งประเทศ
ไม่ทำงาน ใส่เกียร์ว่าง ก็เพราะสนธิ ลิ้มทองกุล กับเทียนในมือของเขา

วงการศาสนา
แตกแยก พระอยู่อย่างสงบในวัดไม่ได้ ก็เพราะสนธิ ลิ้มทองกุล กับเทียนในมือ

กระทั่ง สถาบันพระมหากษัตริย์
ก็ไม่พ้นรัศมีการทำลายของสนธิ ลิ้มทองกุล กับเทียนในมือ

แท้จริงแล้วเทียนที่อยู่ในมือของสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเทียนแห่งอวิชชา

เป็น เทียนแห่งความไม่รู้แจ้ง

เป็น เทียนแห่งความไม่รู้จริง

เป็น เทียนแห่งความโง่เขลา เบาปัญญา

เมื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล จุดเทียนแห่งอวิชชา ขึ้น แล้วประกาศว่าเป็นเทียนแห่งปัญญา หลอกลวง ชักชวนประชาชนให้เดินตามแสงแห่งการทำลายของเทียนอวิชชา ไปด้วยกัน

ทุกรอยเท้าที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ย่างก้าวเข้าไป จึงถูกเผาไหม้วอดวายไปต่อหน้าต่อตา

บัดนี้ เทียนแห่งอวิชชา ที่สนธิ ลิ้มทองกุล จุดขึ้นในหัวใจของประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้เผาไหม้ ประเทศชาติ เสียหายอย่างหนัก และหากเราไม่ช่วยกันดับเทียนเล่มนี้


เทียนแห่งอวิชชาของสนธิ ลิ้มทองกุล จะเผาทำลายไม่เหลือ กระทั่ง 3 สถาบันหลักของชาติ ก็จะถูกเผาไปด้วย

สถาบันชาติ
คนในชาติแตกแยกอย่างหนัก ความตกต่ำทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม หนักหน่วงรุนแรง กว่าทุกยุคทุกสมัย

สถาบันศาสนา
นับแต่ สนธิ ลิ้มทองกุล กราบไหว้ โพธิรักษ์ ปฏิปักษ์ของพระพุทธศาสนา เป็นครู บาอาจารย์ สถาบันศาสนาก็ตกอยู่ความหวาดระแวงต่อกัน ปั่นป่วนไม่เลิกรา

สถาบันพระมหากษัตริย์
ถูกสนธิ ลิ้มทองกุล นำมาผูกโยงไว้กับการเมือง จนถูกเข้าใจผิดทั้งจาก คนในชาติและคนต่างชาติ

ถึงเวลาแล้วที่พวกเราคนไทยทุกคน จะต้องช่วยกันดับเทียนแห่งอวิชชา ที่สนธิ ลิ้มทองกุล จุดไว้ กลางใจเมือง และจุดขึ้นในใจของประชาชน ผู้หลงผิด เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ส่วนหนึ่ง

ด้วยการ
เลิกเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากสนธิ ลิ้มทองกุล และบริวาร ตลอดจนเครือข่ายสื่อ มวลชน ที่สนธิ ลิ้มทองกุล สร้างขึ้นมา

สำหรับประชาชนผู้หลงผิด หลงเชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล เขาเป็นคนน่าสงสาร ที่เราต้องช่วยกันให้ ข้อมูลใหม่ จุดเทียนเล่มใหม่ เทียนแห่งปัญญาที่แท้จริง ไว้ในหัวใจของเขา โดยช่วยกันต่อเทียน เล่มที่ส่ง มาจากสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นเทียนมงคล ที่พระมหากษัตริย์ พระราชทานมาให้
เพื่อให้เทียน แห่งปัญญา ไปแทนที่เทียนแห่งอวิชชา ในหัวใจของประชาชนผู้น่าสงสารเหล่านั้น

ถึงอย่างไร ทุกคนก็เป็นคนไทยร่วมชาติ เป็นญาติร่วมสายเลือด จะเชือดเฉือนกันให้ขาดจาก ความเป็นไทย ย่อมเป็นไปไม่ได้
ทางแก้ไขวิกฤตของบ้านเมืองในขณะนี้ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว จาก หนังสือ ของสำนักราชเลขาธิการฉบับนี้

ต้องอดทน ต้องช่วยกัน ดับเทียนแห่งอวิชชาทีละเล่ม แล้วจุดเทียนแห่งปัญญาที่แท้จริง ขึ้นใหม่ในใจคนไทยทุกคน

เมื่อเทียนแห่งอวิชชาถูกดับลง
ภูติผีปีศาจที่แฝงกายมากับเทียนแห่งอวิชชา ก็จะอยู่ไม่ได้ ถูก ขับไล่พ้นจากประเทศไทยไปในที่สุด

เริ่มกันเสียแต่วันนี้นะครับ ช่วยกันดับเทียนแห่งอวิชชา ให้ได้มากที่สุด

นี่คือ หนทางเดียว ที่จะฟื้นฟูประเทศไทย และรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้พ้นจากมือภูติผีปีศาจ ได้


ปล. อย่าคิดดับเทียนแห่งอวิชชา ทางลัด ด้วยการเอาไปโยนใส่บ้านพระอาทิตย์และบ้านเจ้าพระยา นะครับประเดี๋ยวจะเกิดเหตุเพลิงไหม้ เดือดร้อน พนักงานดับเพลิง เปล่าๆ

ประดาบ


จาก hi-thaksin