วันนี้และเรื่องนี้ หากไม่พูดถึง เฉลิม อยู่บำรุง ก็ถือว่าเชย หรือถึงขั้น “ตกข่าว” เพราะการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาบอกว่าจะไม่อนุมัติให้ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ลากิจ 30 วัน ตามที่ขอแต่จะอนุมัติให้เพียง 15 วัน
แค่ดาบเดียว-นาทีเดียว จากการเป็น “พระเอก” อภิรักษ์ก็ทำท่าเหมือนจะกลายเป็น “ผู้ร้าย”ไม่อยากเรียกกรณีนี้ว่า “คมเฉือนคม” เพราะคมของอภิรักษ์ไม่มีทางเทียบคมของเฉลิมได้อยู่แล้วก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน...ระดับบิ๊กระดับเบิ้มในพรรคประชาธิปัตย์ดีใจกันเนื้อเต้น เมื่ออภิรักษ์ออกมาเล่นเกมในการเกทับ สมัคร สุนทรเวช ด้วยการขอพักงานบนตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
วัตถุประสงค์แท้จริงของอภิรักษ์และประดาลูกพี่ในประชาธิปัตย์ ก็เพียงเพื่อจะชิ่งแบบบูมเมอแรงย้อนกลับมาเล่นงาน สมัคร สุนทรเวช ที่ยังนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีหน้าตาเฉยอภิรักษ์และกุนซือใหญ่ใน ปชป. ต่างคิดกันด้านเดียวว่า...กระบวนท่านี้จะทำให้สมัครเกิดอาการอึดอัด หายใจไม่สะดวก และอาจเสียหน้า ที่อภิรักษ์แสดงความมีสปิริตกว่าอย่างนี้แต่...อภิรักษ์ลืมคิดไปว่า รัฐบาลคณะนี้นอกจากมี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังมี มท.1 หรือ รมว.มหาดไทย ชื่อ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ดอกเตอร์ทางกฎหมายมหาชน!!
ที่สำคัญเหนืออื่นใด คือ คุณเฉลิมเป็น “นาย” โดยตรงของอภิรักษ์ มีอำนาจในการเซ็นอนุมัติใบลากิจให้ผู้ว่าฯ กทม. เพียงผู้เดียวช่วงที่อภิรักษ์กับบิ๊ก ปชป. กำลังสนุกสนานเอนจอยกับการกดดันคุณสมัคร คุณเฉลิมก็เปรี้ยงออกมาพูดเหมือนจะสั่งสอนเชิงให้กับอภิรักษ์ด้วยการบอกว่า...ไม่อนุมัติให้ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ลากิจ 30 วัน ตามที่ขอลากิจมา
แต่อนุมัติให้เพียง 15 วันมท.1 อ้างว่า...แม้ คตส. จะชี้มูลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตการจัดซื้อรถเรือดับเพลิงของ กทม. แต่ตามกฎหมายก็ยังไม่สรุปว่านายอภิรักษ์ผิด จึงยังไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช. แต่หากต้องการจะแสดงสปิริตก็ควรจะลาออกไป เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ทำไมไม่เลือกลาออกเสียล่ะครับ??
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, March 18, 2008
คนละเบอร์
รัฐบาลอังกฤษส่งสารแสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรี
ทำเนียบรัฐบาล 17 มี.ค.51- เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย นำสารรัฐบาลอังกฤษแสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรีในโอกาสที่ได้รับตำแหน่ง พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายควินตัน มาร์ก เควล เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พร้อมนำสารแสดงความยินดีจากรัฐบาลอังกฤษ มอบให้นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณท่าทีอันดีของสหราชอาณาจักรต่อรัฐบาลชุดใหม่ และยินดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร
ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงถึงการเดินทางเยือนพม่าว่า ขณะนี้รัฐบาลพม่ากำลังจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากที่ประชาชนได้ออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว พม่าจะได้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของพม่าให้ก้าวไปอีกขั้น นอกจากนี้ รัฐบาลพม่าปัจจุบันกำลังเตรียมอาคารสถานที่สำคัญทางราชการต่าง ๆ เช่น อาคารรัฐสภา เพื่อรองรับรัฐบาลใหม่ และหน่วยงานทางการเมืองต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง
ขณะเดียวกันเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ได้สอบถามนายกรัฐมนตรีถึงแนวนโยบายของรัฐบาลไทยในการปราบปรามยาเสพติดและปัญหาภาคใต้ โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลไทยมีแนวนโยบายในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยจะเน้นความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศพม่า ซึ่งก็มีแนวทางในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังเช่นกัน เพื่อให้การปราบปรามยาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนการแก้ไขปัญหาภาคใต้รัฐบาลยังคงยึดหลัก "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการแก้ปัญหา และจะดำเนินนโยบายโดยสันติวิธี เน้นสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 25 มีนาคมนี้ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยจะนำคณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของอังกฤษและกลุ่มนักธุรกิจเข้ามาหารือแนวทางในการลงทุนในประเทศไทยกับนายกรัฐมนตรีด้วย.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-17 19:04:14

เริ่มต้นก็ช้าไป [18 มี.ค. 51 - 21:09]
ไม่เคยมีวิกฤติครั้งไหน ที่สร้างผลกระทบแก่สังคมโลกอย่างร้ายแรงเท่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
เป็นวิบากกรรมที่คนทั้งโลกกำลังเผชิญยกเว้นกลุ่มโอเปกที่เสวยสุขจากวิกฤติ น้ำมันแพงกันอย่างมโหฬาร
นอกจากรวมหัวไม่ผลิตน้ำมันเพิ่มเพื่อกดดันตลาดให้เกิดความขาดแคลน
ยังรวมหัวเอากำไรมหาศาลไปตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ปันราคาน้ำมันในตลาด ให้แพงหูฉี่เป็น ทวีคูณ
เรียกว่าใช้ความได้เปรียบฟันกำไรสองต่อฟรีๆ!!
ผลก็คือ แค่ปีเดียวราคาน้ำมันตลาดโลกแพงขึ้น 3 เท่าตัว
“แม่ลูกจันทร์” ขอสาปแช่งกลุ่มโอเปกที่ขูดรีดค้ากำไรจากราคาน้ำมันอย่างไร้มนุษย-ธรรม
สร้างความมั่งคั่งบนความเดือดร้อนของประชากรโลกที่ยากจน
ทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องควักกระเป๋า ซื้อน้ำมันแพงเกินควร
ข้อสำคัญ...ยังคาดเดาไม่ได้ว่าราคาน้ำมันจะถูกปั่นให้แพงขึ้นอีกเท่าใดจึงจะ เป็นที่พอใจของกลุ่มปีศาจน้ำมัน??
“แม่ลูกจันทร์” หวั่นใจว่าราคาน้ำมันจะพุ่งทะลักเดือดทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในอีกไม่ช้าไม่นาน??
ถ้าราคาน้ำมันดีเซลขึ้นไปลิตรละ 40 บาทเมื่อไหร่ ก็ได้เวลาเผาจริง!!
“แม่ลูกจันทร์” ขอให้กำลังใจรัฐบาล โดยเฉพาะรองนายกฯ รมว.คลัง “สุรพงษ ์สืบวงศ์ลี” และรองนายกฯ รมว.พาณิชย์ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ให้แก้ปัญหาวิกฤติราคาน้ำมัน เพื่อ บรรเทาความเดือดร้อนของประ-ชาชนระดับรากหญ้า และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไทยให้ผ่าน โค้งอันตรายไปได้โดยเร็ว
ถึงจะยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหนก็ขอให้ทุ่มเททำหน้าที่ให้เต็มฝีมื
ถ้ามองอย่างเป็นธรรม ตั้งแต่รัฐบาลนี้เริ่มทำงานมาหนึ่งเดือน รัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรี พาณิชย์ได้ทำงานอย่างขยันขันแข็งเป็นที่น่าประทับใจ
ฉะนั้น ถ้าในเร็วๆนี้ “หมอเลี้ยบ” ต้องหยุดทำงานเพราะผลจากคดีหวยบนดิน ก็นับว่าน่าเสียดาย
แต่จะทำยังไงได้ล่ะน้องเอ๊ยย์ กติกาก็ต้องเป็นกติกา
ย้อนกลับมาที่วิกฤติน้ำมันแพงบ้า เลือดที่กำลังสร้างความเดือดร้อน ให้คนไทย อย่างจั๋งหนับบุเรงนอง
ต้องยอมรับความจริงว่าเราไม่มีภูมิคุ้ม กันผลกระทบจากน้ำมันแพง
มีแต่มาตรการที่ลดผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว
มาตรการระยะสั้นก็คือการประหยัดพลังงานและส่งเสริมพลังงานทางเลือกทดแทนน้ำมัน (ซึ่งก็ทำได้เพียงระดับเดียว)
มาตรการระยะยาวก็คือก่อสร้างระบบขนส่งมวลชน เพื่อทดแทนการใช้รถส่วนตัว
เพื่อลดการใช้น้ำมันโดยตรง
“แม่ลูกจันทร์” สนับสนุน นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ที่จะเร่งก่อสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน 6 เส้นทางแรกโดยเร็ว
ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม
รวมทั้งโครงการรถไฟรางคู่ ซึ่งประหยัดพลังงานในการขนส่งได้อีกบานตะเกียง
น่าเสียดาย...โครงการรถไฟรางคู่ที่คิดจะสร้างมากว่า 20 ปี ก็มัวแต่ยึกยักๆ ไม่กล้าตัดสินใจจนสายเกินเพล
น่าเสียดาย...โครงการเมกะโปรเจกต์รถไฟ-ฟ้าขนส่งมวลชนที่ควรเริ่มต้นก่อสร้างมาแล้ว 3 ปี
เพราะการเมืองวุ่นวายทำให้โครงการรถไฟฟ้าต้องหยุดชะงักกลางคัน
ถ้าเริ่มลงมือก่อสร้างตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมา วันนี้เราจะมีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน สายใหม่ๆสร้างเสร็จเปิดใช้แน่นอน
กว่าจะเริ่มลงมือก่อสร้างรถไฟฟ้าได้ก็ไม่ทันรับมือกับวิกฤติน้ำมันแพง
แถมต้นทุนก่อสร้างที่ออกสตาร์ตช้าเกินไปก็บานทะโรคไปอีกไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
เฉพาะราคาเหล็กอย่างเดียวก็สูงปรี๊ดน่าเกลียดน่าชัง
ก็ต้องถือเป็นวิบากกรรมร่วมกันของคนไทยทุกคน
เราเสียโอกาสมามากแล้ว จะเดินหน้าได้หรือยัง.
“แม่ลูกจันทร์”
คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว
เพิ่งไม่กี่ยกท้อซะแล้ว [18 มี.ค. 51 - 03:15]
“โลกมนุษย์นี้ไม่มีที่แน่นอน ประเดี๋ยวเย็นประเดี๋ยวร้อนช่างแปรผัน โชคหมุนเวียนเปลี่ยนไปได้ทุกทุกวัน สารพันหาอะไรไม่ยั่งยืน
ชีวิตเหมือนเรือน้อยล่องลอยอยู่ ต้องต่อสู้แรงลมประสมคลื่น ต้องทนทานหวานสู้อมขมสู้กลืน ต้องจำฝืนสู้ภัยไปทุกวัน เป็นการง่ายยิ้มได้ไม่ต้องฝืน เมื่อชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์ แต่คนที่ควรชมนิยมกัน ต้องใจมั่นยิ้มได้เมื่อภัยมา”
เนื้อเพลงโชคมนุษย์ของคณะสุนทราภรณ์ที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เอื้อนลูกคอร้องออกอากาศสดๆในการ “สนทนาประสาสมัคร”
ในอารมณ์ประชดประชัน กระแทกแดกดันหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ที่ยกย่องสรรเสริญการแสดงสปิริตพักงานของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
เชียร์กันจนขัดหูขัดตา
โมโหโกรธาที่ถูกยกมาเปรียบเทียบเหยียบย่ำโจมตีตัวนายสมัครและ 3 รัฐมนตรีที่ติดอยู่ในบัญชีผู้ถูกกล่าวหาคดีหวยบนดิน
โดนจี้ต่อมสปิริตพลาดไปโดนต่อมฉุนเต็มๆ
ไหนจะมรสุมคดียุบพรรคพลังประชาชนที่ “ลุงหมัก” บอกว่า ยังตามล่าตามล้างกันไม่จบ ใบเหลืองใบแดงก็ยังไม่เสร็จ เรื่องนอมินีฟังความไม่มีปัญหาก็ยังจะเอากันให้ได้
“ผมจะทำอย่างไร ถ้าไม่บ่นวันนี้แล้วจะบ่นกับใคร จะว่าหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ก็ทำงาน และงานกำลังจะเดินไปได้ก็จะเอาหมอสุรพงษ์ออกเสียแล้ว จะเอาคนนั้นคนนี้ออก รวมทั้งผมด้วย”
ด่าไป ร้องเพลงไป โอดครวญไป
น้ำเสียงเซ็งชีวิตเต็มที
ก็เป็นอะไรที่สะท้อนอารมณ์ออกมาใกล้เคียงกัน “ลุงหมัก” ฮัมเพลง ชีวิตเหมือนเรือน้อยล่องลอยอยู่ ต้องต่อสู้แรงลมประสมคลื่น
เมื่อวันเดินทางออกจากประเทศไทยบินไปอังกฤษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ทิ้งประโยคสั่งลาลูกน้องเก่าที่แห่ไปส่งถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
“ผมเหมือนเรือที่ลอยกลางมหาสมุทร ที่ไม่รู้จะขึ้นฝั่งที่ไหน เมื่อไร”
เวิ้งว้างไร้จุดหมาย ไปไม่เป็นเหมือนกัน
ประเมินอาการของ “ลุงหมัก” กับ “ทักษิณ” หัวเรือใหญ่เครือข่ายไทยรักไทย ทำท่าจนแต้มกับขบวนการไล่บี้ไล่ต้อน
รับมือเกมขุดรากถอนโคนไม่ไหว
เริ่มโอดครวญขอคะแนนเห็นใจ
และโดยการระบายความน้อยเนื้อต่ำใจ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ยุติธรรม ในฐานะโฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชักชวนให้ประชาชนเข้าไปอ่านบทความที่เขียนอธิบายข้อกฎหมายในคดีพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีอดีตพรรคไทยรักไทยไว้ในเว็บไซต์ “www.secondclass111.com”
ชื่อเว็บไซต์สะดุดตา
“secondclass111” แปลเป็นไทย “พลเมืองชั้นสอง 111”
แสบๆคันๆกับมุกประชดประชัน สะท้อนสถานะของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ถูกตีค่าเป็นพลเมืองชั้นสอง โดนดองเค็มทางการเมือง 5 ปี ตัดสิทธิทางการเมืองทุกกรณี
แม้แต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
จากคดีหวยบนดิน ถึงคดีรถและเรือดับเพลิง กทม. ไม่นับกรณีพรรคพลังประชาชนถูกฟ้องเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย แล้วไหนจะคดีใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร สารพัดมรสุมดาหน้าพุ่งเข้าใส่
เครือข่าย “ทักษิณ” ตกอยู่ในวงล้อม โดนไล่บี้ไล่ต้อนไม่ได้หายใจหายคอ
เล่นเอาท้อเลยก็แล้วกัน
อย่างไรก็ตาม ก็ยังได้อาศัยลูกเก๋าของ “เสือเฒ่า” ออกลูกโต้ประคองตัว “ลุงหมัก” พูดออกอากาศในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ส่ง “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ไปเจรจากับ กทม. ขอให้พ่อค้าแม่ค้าไม่ต้องหยุดขายของวันจันทร์ เปิดโอกาสให้หารายได้ แบบเต็มสัปดาห์
เรียกเสียงเฮจากคนหาเช้ากินค่ำตามฟอร์ม
เปิดเกมวัดใจ กทม.ของ “อภิรักษ์” ซึ่งที่สุดแล้วก็ไม่กล้าคัดค้าน โดยให้แต่ละตลาดไปตกลงกันเองว่าจะหยุดวันไหน ตามหลักการต้องหยุดขายเพื่อทำความสะอาดสัปดาห์ละ 1 วัน
“ลุงหมัก” กินเดิมพันตานี้ไป.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
โวยกลุ่มพันธมิตรฯปิดกั้นรัฐบาล [18 มี.ค. 51 - 04:33]
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าววานนี้ (17 มี.ค.) กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดชุมนุมในวันที่ 28 มี.ค.นี้ โดยอ้างเหตุผลว่ารัฐบาลบริหารงานโดยไม่น่าไว้วางใจ ว่า เรื่องนี้ประชาชนติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด กลุ่มพันธมิตรฯเองก็มีประโยชน์กับรัฐบาลมาก คือทำให้เห็นว่าบ้านเมืองยังมีความเคลื่อนไหวอะไรอยู่ ยิ่งเคลื่อนไหวมากเท่าใดรัฐบาลก็ยิ่งมีความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาเดิม ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้าที่จะมีรัฐบาลชุดนี้ ประเทศอยู่ในปัญหาที่ลึกซึ้งมาก คนที่รวมตัวกันขึ้นมาก็ต้องไม่ลืม ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าประชาชนจะสิ้นหวังไปเรื่อยๆ ถ้ารัฐบาลประชาธิปไตยไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อแก้ปัญหา ต่อไปเราจะมีความเดือดร้อนลำบากมากขนาดไหน เมื่อถามว่า แต่ขณะนี้ก็มีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. และกลุ่มมหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ของนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน นายจักรภพตอบว่า เรื่องนี้ต้องดูว่าไก่กับไข่อะไรมาก่อน รัฐบาลชุดนี้มาจากการเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่าเริ่มมีสัญญาณว่าจะไม่ให้รัฐบาลทำงาน โดยอ้างเรื่องการทำงานไม่ดี ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งทำงานมาเพียงเดือนเศษๆเท่านั้น
ส.ส.พปช.ตั้งก๊วนชนกลุ่มพันธมิตรฯ
นายประชากล่าวว่า กลุ่มมหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตยที่ตนเองเป็นแกนนำ ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อต้านใครทั้งสิ้น แต่มีเป้าหมายเพื่อชี้นำสังคมให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กำลังสร้างเงื่อนไขโดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย มาโจมตีล้มล้างรัฐบาลด้วยข้อหาต่างๆ และกำลังสร้างกระแสนำไปสู่การชุมนุมอีกครั้ง ดังนั้น กิจกรรมของกลุ่มมหาชนฯ จะมีเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับกลุ่มพันธมิตรฯเท่านั้น แต่จะไม่เกิดการปะทะกันอย่างแน่นอน โดยจะเปิดแถลงข่าวที่โรงแรมรัตนโกสินทร์
ในวันที่ 26 มี.ค. เวลา 10.00 น. ก่อนที่จะเปิดเวทีทอล์กโชว์ แสดงทัศนคติในวันที่ 28 มี.ค. เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้จะจัดเวทีสัญจรทุกเย็นวันศุกร์ไปตามสถานที่ต่างๆ คู่ขนานไปกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในการประชุมสภาฯ ในวันที่ 19 มี.ค.นี้ อาจจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมด้วย ในเบื้องต้นทางกลุ่มมหาชนฯ ประกอบด้วยนายกรุง ศรีวิไล ส.ส.สมุทรปราการ นายสงวน พงษ์มณี ส.ส. ลำพูน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา และ ส.ส.ในพรรคพลังประชาชนอีกบางส่วนขณะนี้กำลังประสานกันอยู่
ฉะ ปชป.ปล่อย “สมเกียรติ” ปลุกระดม
“กลุ่มมหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตยนั้น เราทำกันในนามส่วนตัว และในรูปแบบของกลุ่ม ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองต้นสังกัด แตกต่างจากนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ที่ไปพูดอย่างชัดแจ้งในภาคใต้ ปลุกระดมให้คนมาเคลื่อนไหวล้มล้างรัฐบาลร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่รู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรกันอยู่ ถึงปล่อยให้นายสมเกียรติดำเนินการแบบนั้น นายสมเกียรติน่าจะลาออกจาก ส.ส. แล้วไปร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯแบบเต็มตัวตามเดิมจะเหมาะสมกว่า นายสมเกียรติได้เป็น ส.ส.เพราะเขาแบกเขาหามมาในระบบสัดส่วน ไม่ได้มีความนิยมหรือราคาค่างวดอะไร ผมประหลาดใจมากที่รัฐบาลไม่มีมาตรการอะไรในเรื่องนี้ เพราะจะทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ เหิมเกริม เอะอะอะไรก็จะนัดชุมนุม ทั้งที่ปัญหาต่างๆ มีแนวทางแก้ไขผ่านระบบรัฐสภาอยู่แล้ว จะตั้งกระทู้ถามรัฐบาลผ่านผมก็ได้” นายประชากล่าว
หนุน “ประชา” ตั้งกลุ่มชนพันธมิตรฯ
นายสามารถ แก้วมีชัย เลขานุการคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวภายหลังการประชุมวิปรัฐบาล ถึงกรณีที่ที่นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน จัดตั้งกลุ่มมหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย เพื่อต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า พรรคไม่ได้กังวลอะไร เป็นสิทธิที่ทำได้ ตราบใดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อพรรคให้ เสียหาย โดยการตั้งกลุ่มดังกล่าวไม่เคยนำมาหารือในที่ประชุมพรรคหรือวิปรัฐบาล เป็นการทำในนามส่วนตัวของนายประชาเอง ในการประชุมพรรคพลังประชาชนวันที่ 18 มี.ค.นี้ จะมีการนำเรื่องนี้มาหารือในที่ประชุมพรรค ต่อไปนี้ใครจะทำเรื่องอะไรที่มีผลกระทบต่อพรรค จะต้องนำเรื่องมารายงานให้ที่ประชุมพรรคทราบก่อน ทั้งนี้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้ให้นโยบายว่าจะปรับรูปแบบการประชุมพรรคใหม่ โดยจะมีการเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคได้วิเคราะห์ สถานการณ์การเมืองได้อย่างเต็มที่ในการประชุมพรรค พร้อมกับจะเปิดเวทีให้รัฐมนตรีมารับฟังปัญหาของ ส.ส. นายกฯบอกว่า ถ้าไม่ติดภารกิจสำคัญจะมาร่วมประชุมพรรคด้วย และกำชับให้รัฐมนตรีของพรรคทุกคนมารับฟังปัญหา ส.ส.ด้วย
“เฉลิม” สั่งจัดรถสุขาบริการพันธมิตรฯ
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังการหารือกับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ว่า ได้ หารือร่วมกับนายอภิรักษ์และนายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯ กทม. ในเรื่องการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ ได้ขอให้ กทม.จัดรถสุขาไปอำนวยความ สะดวกให้กับผู้ชุมนุมด้วย
พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. กล่าวว่า ได้สั่งการไปยังตำรวจท้องที่ สน.ชนะสงคราม สน.พระราชวังและ สน.ใกล้เคียง ให้จัดกำลังมาดูแลความปลอดภัย ร่วมกับตำรวจปราบจลาจลและตำรวจจราจร อำนวยความสะดวกไม่ให้มีการจัดกิจกรรมกีดขวางการจราจร ส่วนจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรนั้น มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าวประสานไปยังแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว พร้อมหารือวางแนวทางป้องกันเหตุร้ายที่อาจขึ้นจากการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มมือที่ 3 อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการชุมนุม ครั้งนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไร และตำรวจสามารถควบคุมดูแล ความสงบเรียบร้อยได้อย่างแน่นอน เพราะใช้สถานที่หอ ประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถานที่ปิดง่าย ต่อการควบคุมดูแล โดยจะไปอำนวยการสั่งการด้วยตัวเอง
แม่ทัพภาค 1 เชื่อไม่เกิดเหตุวุ่นวาย
พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า เท่าที่ทราบการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่น่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรง ทางทหารได้ติดตามข่าวการชุมนุมอยู่เสมอ และทางผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้ทหารทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ทั้งในเรื่องการป้องกันประเทศและการรักษาความมั่นคงภายใน ขออย่าได้ห่วงกังวลในเรื่องใดๆเลย เพราะบ้านเมืองของเราจะต้องคลี่คลายไปในทางที่ดี ทั้งนี้ ทหารไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องทางด้านการเมืองใดๆทั้งสิ้น เมื่อถามว่า กังวลเรื่องมือที่ 3 จะสร้างความ วุ่นวายหรือไม่ พล.ท.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่น่าจะมีเพราะทุกคนอยากให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย เมื่อถามย้ำว่า สถานการณ์บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายทหารก็จะไม่ออกมา พล.ท.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ใช่หน้าที่ของทหารในเวลานี้ แต่เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องดูแล เพราะขณะนี้บ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย ไม่จำเป็นจะต้องเตรียมแผนปฐพี 149 เพื่อเข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อย และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ไม่ได้สั่งการอะไร จากการติดตามดูแล้วสถานการณ์ไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อถามว่า ทางพรรคพลังประชาชนพยายามจัดม็อบเข้ามาชนกับกลุ่มพันธมิตรฯ พล.ท.ประยุทธ์ตอบว่า ประชาชนต้องการให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขมากกว่า คงไม่ไปเข้าข้างใดข้างหนึ่งทำให้เกิดความวุ่นวาย
ปชป.ไฟเขียว “สมเกียรติ” ร่วมชุมนุม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ และหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯนัดชุมนุม กันในวันที่ 28 มี.ค.นี้ ว่า ในส่วนของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ ก่อนหน้าที่จะมา เป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขาก็ไปในส่วนของเขา และก็ได้มาเล่าให้สมาชิกฟังว่า การเคลื่อนไหวเป็นอย่างไร ในส่วนของพรรคก็ไม่ได้ไปดำเนินการอะไร ส่วนที่จะมีการไปร้องกับ กกต.ให้ไปตรวจสอบว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์ขนคนมาฟังรายการยามเฝ้าแผ่นดินนั้น นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ไม่มี ส.ส. ประจวบคีรีขันธ์ทั้ง 2 คน ก็ได้ปฏิเสธชัดเจนว่าไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ก็คงจะมีความ พยายามกล่าวหา ทุกอย่างที่เราทำก็เปิดเผยและไม่รู้สึกกังวล ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องให้นายสมเกียรติ ยุติท่าที นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่จำเป็น และขณะนี้ก็ยัง ไม่มีอะไร การประชุม ส.ส.ของพรรคที่ผ่านมา นายสมเกียรติ ก็ชี้แจงแล้วว่าไปทำอะไรมา พรรคก็รับทราบ และถือเป็น สิทธิ์ของนายสมเกียรติที่จะดำเนินการได้ ตอนนี้ก็เห็นว่า ยังไม่มีอะไร เป็นเพียงการจัดการอภิปราย ประชุมสัมมนาเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่ไปเชิญชวนคนมาชุมนุม หรือเคลื่อนไหว ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะไป หากทุกอย่างทำอย่างเปิดเผยและบริสุทธิ์ใจก็ไม่ต้องกลัวอะไร
วุฒิรุ่นสุดท้าย
เลือกตั้งกันไปเรียบร้อยแล้ว..หมายเลข 1 วุฒิสภา..ตำแหน่งประธานวุฒิประสพสุข บุญเดช อดีตอธิบดีศาลอุทธรณ์..ได้รับการเลือกสรรจาก..สมาชิกวุฒิสภา เข้ามานั่งเก้าอี้อย่าง..เต็มไปด้วยสีสันฝ่ายการเมือง..ยืนยันกันเป็นเบื้องต้นว่า..
วุฒิสมาชิกฝ่ายคัดสรร..จะไม่มีวันได้ตำแหน่งประธาน แต่พอถึงวันจริง..พรรคคัดสรรก็คือพรรคใหญ่ที่สุดในสภาแห่งนี้..และน่าจะดำรงอยู่ในสภาพนี้ไปจนครบสมัย หรือจนกว่ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใหม่ จะทำให้ความเป็นสภาสิ้นสุดลง
ก็น่าจะเบาใจ เพราะ..ท่านประธานประสพสุข..ได้คำจำกัดความกับสภาแห่งนี้ไว้ว่า..ที่สำคัญที่สุดก็คือ..ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาแต่สำหรับประเทศแล้ว คงจะมีแต่เรื่องหนักขึ้นอำนาจของวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมหาศาล..แต่มีจำนวนสมาชิกสภาจำนวนน้อย และมาจากหลายรูปแบบการคัดสรร
สภาแห่งนี้จะกำหนดอนาคตของวุฒิสภาทั้งในปัจจุบันและอนาคต..ว่าสมควรจะมีวุฒิสภาอีกต่อไปหรือไม่ในประเทศนี้..เพราะจากการทดลองมาแล้วมากมายหลายรูปแบบ ยังไม่มีรูปแบบใดสอบผ่านหากสอบผ่าน..สภาแห่งนี้จะเป็นปราการหลักเพื่อต้านการใช้อำนาจที่บกพร่องที่ส่งผ่านขึ้นมา จากพรรคการเมืองสู่สภาผู้แทน..หากสอบผ่าน..สภาแห่งนี้จะเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง..
แต่หากสอบไม่ผ่าน..สภาแห่งนี้จะนำประเทศไปสู่ความยุ่งเหยิงวุ่นวาย อย่าง..คาดไม่ได้ทำนายไม่ถูก..อำนาจมากมายในจำนวนมืออันน้อยนิด..ย่อมง่ายต่อการซื้อขายเอาไปใช้ประโยชน์หากวุฒิแต่งตั้ง..กับเลือกตั้ง..ไม่รวมกันเป็นวุฒิสภาแห่งชาติ..ประเทศก็จะได้สภาแห่งความวุ่นวายขึ้นมาอีกสภาหนึ่ง..ซึ่งจะมากมายไปด้วยคำกล่าวหาโจมตีกัน..
สภาแห่งนี้..น่าจะเป็นวุฒิสภารุ่นสุดท้ายในประชาธิปไตยภาคทดลอง ที่ทดลองกันมาแล้ว 76 ปี..ทันทีที่มีรัฐธรรมนูญใหม่หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นอนาคตของประเทศ..ขึ้นอยู่กับ..“ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา” ของสภาแห่งนี้ด้วย “บุญเดช” แห่งสภานี้ ประเทศไทยควรจะได้ “ประสพสุข” กันซะที
ม้าแลกขุน พาลีสอนน้อง
เป้าลวง!!!ทฤษฎี “ม้าแลกขุน” ที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน นำมาเทียบเคียงพฤติกรรมของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
กรณี...ประกาศหยุดปฏิบัติหน้าที่ หลังจาก คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. มีมติแจ้งข้อกล่าวหากรณีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กทม. มูลค่า 6,700 ล้านบาท“บางกอกทูเดย์” ไม่เชื่อว่า...จะเป็น...เป้าจริง???เพื่อกดดันให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในข่ายถูก คตส. แจ้งข้อกล่าวในคดีเดียวกัน
ต้องเว้นวรรค...หยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง...นายกรัฐมนตรีเช่น...บรรทัดฐานหรือมาตรฐานที่ นายอภิรักษ์ วางไว้เพราะสิ่งนี้ยังมิอาจจะเรียกได้ว่า เป็น...บรรทัดฐานหรือมาตรฐาน ก็คงเหมือนเช่นที่ นายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการ คตส. บอกเอาไว้เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่า...“ในแง่กฎหมาย นายอภิรักษ์ยังไม่ถึงขั้นตอนการพักงาน คตส. เพียงแค่แจ้งข้อกล่าวหา ยังไม่ถึงขั้นตอนตั้งข้อกล่าวหาเพื่อชี้มูลความผิด...”ตรงประเด็นที่สุด!!!
แน่นอน! คนระดับ “มันสมอง” ของประชาธิปัตย์ อย่าง...นายอภิรักษ์ รวมถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ นั้น ฉลาดลึกล้ำเกินกว่าจะใช้ “ลูกไม้ตื้นๆ” จัดการกับศัตรูทางการเมืองเช่นนี้!?!เหตุผลลึกๆ จึงไม่น่าจะเป็นเรื่อง...บรรทัดฐานหรือมาตรฐานว่าด้วย...“พักหรือไม่พักงาน”แต่น่าจะเป็นเหตุผล...ต่อเนื่องจากอาการ “ต่อม-จุดเดือดต่ำ” ของ นายสมัคร และ แกนนำพลังประชาชน ที่แสดงออกมาต่อสาธารณชนมากกว่า
ดิ้นมาก...ก็เสียมากดิ้นน้อย...ก็เสียน้อยเท่าที่ “บางกอกทูเดย์” รู้มา...ยุทธศาสตร์ข้างต้นที่แกนนำระดับ “บิ๊กเบิ้ม” 3-4 คน จากฟาก ประชาธิปัตย์ หารือลับใน “เซฟเฮาส์” แห่งหนึ่งนั้นมีเรื่องหลัก “โฟกัส” ไปยัง “ต่อม-จุดเดือดต่ำ” ของ นายสมัคร เป็นเป้าหลักแล้วก็ได้ผลจริงๆ ...
ช่วงสายของวันที่ 16 มี.ค. นายสมัคร พูดผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” หยิบเรื่องนี้ขึ้นพูดและลากยาวไปถึงการตอบคำถาม “หยุด-ไม่หยุด” การขายของ...ของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าบนทางเท้าคนมีความคิดกลางๆ เริ่มมองนายสมัครด้วยสายตาแปลกๆจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ร.ต.อ.ฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ขยายผลต่อที่บ้านของตัวเอง...เรื่อง “สปิริต” ของนายอภิรักษ์
เน้นว่า...ยังไม่อนุมัติให้มีการ “ลากิจ” หากนายอภิรักษ์ต้องการแสดง “สปิริต” จริงๆ ก็ต้องทำอะไรที่มากกว่าการหยุดปฏิบัติหน้าที่นายอภิรักษ์ต้อง “ลาออก” เท่านั้น!!! หากถอดรหัสคำพูดที่ มท.1 พูดไว้ ต้องถือว่า...จริงทุกประการ เนื่องจากการขอหยุดพักงานของ นายอภิรักษ์ ก็ยังมีรองผู้ว่าฯ กทม. อย่าง...นายวัลลภ สุวรรณดี ทำหน้าที่รักษาการแทน
มองยังไง...ก็มิใช่การแสดงจุดยืนการทำหน้าที่ และความชัดเจนของการตรวจสอบเพราะนายอภิรักษ์ยังคงมีอิทธิพลเหนือนายวัลลภอยู่ดีแต่ถึงคราวที่ต้องวัดผล...โดยเฉพาะจากสายตาของคนเป็นกลางที่ไม่ยืนข้างใดข้างหนึ่ง ก็ต้องบอกว่า...เสียหายเล็กๆ อีกแล้ว สำหรับพลังประชาชนยิ่งบรรดาลิ่วล้อ...ทั้งที่มีสังกัดและไม่ระบุสังกัด อย่าง...กลุ่มชมรมวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ FM 92.75 เมกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งออกมาเคลื่อนไหว เมื่อช่วงสายแก่ๆ ของวันที่ 17 มี.ค.
โดยแกนนำอย่าง…นายพันธ์ศักดิ์ ซาบุ เลขาธิการกลุ่มฯ ได้นำหนังสือมายื่นต่อ นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้พิจารณาการยุติบทบบาทการปฏิบัติหน้าที่ของ นายอภิรักษ์ เนื่องจากเห็นว่า...เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ว่าด้วย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 และ นายวัลลภเป็นรองผู้ว่าฯ ที่มาจากการแต่งตั้งของนายอภิรักษ์ ดังนั้น หากผู้ว่าฯ กทม. จะยุติบทบาทก็ต้องยุติการทำงานทั้งชุด หรือหากจะตั้งผู้รักษาการแทนก็ต้องเป็นปลัด กทม.
ถึงตรงนี้ ทุกๆ การดิ้นรน แก้ต่าง หรืออะไรก็ตาม ที่ออกมาจาก...แกนนำและคนของพลังประชาชน รวมถึงแนวร่วมทุกกลุ่มก้อน ก็จะยิ่ง “ติดกับดัก” ถลำลึกมากเข้าไป“บางกอกทูเดย์” ไม่เลือกยืนข้างหนึ่งข้างใด ระหว่าง...เกมการต่อสู้ “ชิงไหวชิงพริบ” และ “ชิงความได้เปรียบเสียเปรียบ” ทางการเมือง ระหว่าง...กลุ่มคน 2 ฝ่ายแต่จะเลือกยืนบนความถูกต้อง เป็นธรรม เป็นกลาง และสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก
ไม่ว่า...นายสมัคร หรือ ร.ต.อ.เฉลิม รวมถึง พลพรรคพลังประชาชน จะ “เสียรู้” และหลงกล...ติด “กับดัก” กับสำนวน “ม้าแลกขุน” ที่กลุ่มก้อนของตัวเองใช้เรียกขาน...แผนการการเมืองของฝ่ายตรงข้ามหรือไม่? อย่างไร?มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว...เฉพาะกลุ่มแต่การที่...ประชาธิปัตย์วางแผนอย่างแยบยล ประหนึ่ง...แทงข้างหลังทะลุหัวใจโดยการทำลายคู่แข่ง...ด้วยอากัปกิริยาและวาจาของศัตรูเองนั้นหากมันส่งผลกระทบ...กระทั่งกลายเป็นความสูญเสีย ที่ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับแล้วล่ะก็
“บางกอกทูเดย์” คงยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้ใครกลุ่มไหน เอาความเชี่ยวกรากทางการเมืองมาสร้าง “หลุมพราง” ทำลายศัตรูทางการเมืองจนประเทศชาติและประชาชน ได้รับความเสียหายเหมือนที่แล้วๆ มาอีกเมืองไทยวันนี้...ปล่อยให้เกมการเมือง “กัดกร่อน” มากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วนายสมัคร และพลพรรคพลังประชาชนเอง ก็อย่าได้ “หลงกล” และ “ร้อนรน” เพียงเพราะมี “จุดเดือดต่ำ”
“จุดอ่อน” ตรงนี้ ศัตรูการเมือง...ล่วงรู้ดี และพยายามจะโจมตีให้หนักและมากยิ่งๆ ขึ้นยุทธศาสตร์ “ม้าแลกขุน” เป็นเพียง “กลศึก” แรกๆ ที่ยังมีอีกหลายบททดสอบให้ นายสมัคร และ รัฐบาลที่มีพลังประชาชนเป็นแกนนำ ได้อกสั่นขวัญแขวนจะคิดอ่านการใด ก็อย่าให้ประเทศชาติและประชาชน ต้องพลอยได้รับความเสียหายจากเกมการเมืองระหว่างกัน!!!
อย่างไรก็ดี ชั่วเวลาไม่ทันข้ามอาทิตย์ แผนการในปฏิบัติการ “ม้าแลกขุน” ของนายอภิรักษ์และประดา “กุนซือ-ประชาธิปัตย์” ก็เป็นอันสะดุดหยุดลง
เหมือนรถที่ถูกเหยียบเบรกกะทันหัน ขณะรถวิ่งด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง!แค่ ร.ต.อ.เฉลิม ออกมาบอกว่า...จะอนุมัติใบลากิจของผู้ว่าฯ กทม.เพียง 15 วัน ไม่ใช่ 30 วัน ตามที่อภิรักษ์ยื่นมาเจ็บปวดกว่านั้น...
เพราะ มท.1 “เล่นแรง” โดยระบุว่า...แม้ คตส. จะชี้มูลว่า...มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตการจัดซื้อรถเรือดับเพลิงของ กทม. แต่ตามกฎหมายก็ยังไม่สรุปว่านายอภิรักษ์ผิด จึงยังไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช.
แต่หากต้องการจะแสดงสปิริตก็ควรจะลาออกไป เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่
“บางกอกทูเดย์” จึงเห็นว่า...ยุทธการ “ม้าแลกขุน” ของ นายอภิรักษ์ และ ประชาธิปัตย์ เกิดอาการสะดุด...หัวคะมำ เพราะ “ลูกเล่นในการแก้เกม” ของ ร.ต.อ.เฉลิม ด้วยประโยคที่ถือเป็น “ไคลแมกซ์” ของเรื่องนี้อยู่ที่...
“แต่หากต้องการจะแสดงสปิริตก็ควรจะลาออกไป เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่”
แน่นอน! ให้ฟ้าถล่มดินทลาย อย่าได้หมายว่าจะได้เห็น “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ลาออก!!!คำพูดของ มท.1 จาก...พลังประชาชน จึงเหมือน “มีดโกน” ที่เชือดเฉือนเข้าไปในหัวใจของ นายอภิรักษ์” และประดา “บิ๊ก’เนม” ใน ประชาธิปัตย์ ทั้งหลาย
ในทางการเมือง หนึ่งบวกหนึ่งไม่ได้เป็นสองเสมอไป การต่อสู้กันทางความคิดและสติปัญญาของนักการเมือง จึงถือเป็นภารกิจที่ต้องกระทำนักการเมืองทั้งหลาย...ไม่มีสิทธิในการยึดเอา “ชัยชนะ” มาเป็นสรณะ เพราะชัยชนะเหล่านั้น...มันดำรงอยู่ถึงวันที่ต้องพ่ายแพ้เช่นกัน!!
วิจารณ์ “คำวิจารณ์ของนักวิชาการ” กรณีศาลวินิจฉัยยุบพรรค ทรท.
มีข้อน่าสนใจและน่าศึกษาอย่างยิ่งว่า นักวิชาการมีการประเมินคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ 3-5/2550 (ที่ให้ยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบเป็นเวลา 5 ปี) อย่างชนิดแตกต่างแบบตรงกันข้าม ในที่นี้ขอหยิบยกกรณีการประเมินว่าคำวินิจฉัยนี้มีคุณภาพ ของท่าน ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ มาประเมินวิจารณ์อีกต่อหนึ่ง
ความจริงถ้าเป็นสังคมที่วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์สถิตอยู่แล้ว คงไม่จำเป็นต้องเขียนย่อหน้านี้
ผู้เขียนมีความเคารพในตัวท่าน ศ.อมร แม้ไม่ได้รู้จักท่านเป็นการส่วนตัวก็ตาม ในการวิจารณ์นี้ผู้เขียนจะวิจารณ์ตรงเฉพาะงานในส่วนที่ท่านวิจารณ์คำวินิจฉัยเท่านั้น
ผู้เขียนเข้าใจว่างานวิจารณ์-ประเมินของท่านชิ้นนี้ น่าจะสะท้อนความคิด-ความเชื่อร่วมกันไม่น้อยของคนจำนวนหนึ่งทีเดียว (จากการดูในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หรือพูดคุยกับผู้ที่เคยเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ) และเนื่องจากตั้งแต่ในอดีต ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการวางรากฐานกฎหมายมหาชนของไทย งานของท่านส่วนนี้จึงน่าจะมีอิทธิพลต่อนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ในคณะนิติศาสตร์ของสถาบันต่างๆ ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาและวิจารณ์งานของท่านในฐานะเป็นตัวอย่างที่สำคัญ จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนนิติศาสตร์ การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์ในสังคมไทย ตลอดจนการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางแนวคิด-มุมมองของคนในสังคมไทยในปัจจุบัน แต่ก่อนจะเข้าสู่การวิจารณ์ ผู้เขียนขออ้างอิงข้อความที่เป็นงานเขียนของท่านเสียก่อน เพื่อความสะดวกแก่ผู้อ่าน ซึ่งนอกจากช่วยในการพิจารณาตรวจสอบร่วมกันแล้ว ยังเป็นการช่วยตรวจสอบการวิจารณ์ของผู้เขียนได้อีกด้วย
ในบทความขนาดยาวล่าสุดของท่าน เรื่อง สภาพทางวิชาการทางกฎหมายของประเทศไทย: สาเหตุแห่งความล้มเหลวของการปฏิรูปการเมือง ครั้งที่ 2 (กรณีศึกษา-case study: “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่ 2 พ.ศ.2550)* ท่านกล่าววิจารณ์คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญว่า
“ในเดือนพฤษภาคม (วันที่ 30) ที่ผ่านมานี้ เราเพิ่งได้มีตัวอย่างคำพิพากษาที่ดี (มาก) หนึ่งฉบับ คือ คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ – ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ชี้ขาดให้ยุบพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่เราคนไทยตื่นเต้นกับ “คุณภาพ” ของคำวินิจฉัยดังกล่าว
ผู้เขียนคิดว่า เพียงแต่ท่านผู้อ่าน “อ่าน” และนำ “สาระ” ของคำวินัจฉัยดังกล่าวไป เปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีซุกหุ้น (คำวินิจฉัย ที่ 20/2544 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2544) หรือกับคำวินัจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคุณหญิงจารุวรรณ – ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (คำวินิจฉัยที่ 47/2547 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2547) หรือกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (เดิม) ที่สำคัญๆ ในช่วงก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ผู้เขียนก็เชื่อว่าท่านผู้อ่าน (แม้จะไม่ใช่นักกฎหมาย) ก็สามารถ “รู้สึก” ถึงความแตกต่างในคุณภาพของคำวินิจฉัย (ซึ่งตามความจริง คือ คุณภาพของตัวบุคคลที่เป็นตุลาการฯ) ได้โดยไม่ต้องมีผู้ใดมาอธิบาย เพราะเป็นกรณีที่ชัดแจ้ง ถือเป็น self – explanation”
(จาก www.pub-law.net/publaw/View.asp?publawIDs=1124)
และ “ผู้เขียนอาจจะโชคดีที่ผู้เขียนไม่ต้องไปเก็บรวบรวมข้อเท็จจริงเหล่านี้ด้วยตนเอง ซึ่งถ้าผู้เขียนต้องทำเช่นนั้น นอกจากจะต้องเหนื่อยเองแล้ว ก็ยังอาจมีข้อโต้แย้งได้ว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้เขียนไปรวบรวมมา เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องหรือไม่; แต่เมื่อได้มีการรัฐประหารเกิดขึ้น และทำให้มีการสอบสวนกรณีที่มีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลชุดก่อน และถูกหมกไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถนำมาอ้างอิงได้ ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอถือโอกาสนี้นำเอาข้อเท็จจริงที่แน่นอน และทางราชการพิสูจน์แล้ว มาบันทึกไว้ในบทความนี้ ซึ่งได้แก่ (ก) เหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ (ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ) ที่ 3-5/2550 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2550 (กรณีระหว่าง อัยการสูงสุด vs พรรคไทยรักไทย เรื่อง การยุบพรรคไทยรักไทย) และ (ข) เหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ในสมุดปกเหลืองของ “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)”
(ก) คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ 3-5/2550 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2550:- ข้อเท็จจริงที่สำคัญและชัดเจนที่สุดน่าจะอยู่ในคำวินิจฉัยหน้า 96-98 คือ การวินิจฉัยว่า (อดีต) นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น 377 คน (ในจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 500 คน) ‘...ได้ขายกิจการที่ได้รับสัมปทานจากรัฐให้แก่บริษัทที่เป็นของรัฐบาลต่างชาติเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท โดยไม่เสียภาษีแก่รัฐ และปรากฏว่าก่อนการขายกิจการดังกล่าวเพียง 3 วัน ได้มีการตราพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ที่มีเนื้อหาสาระเป็นการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบุคคลที่มีสัญชาติไทย แบบที่ 2 และแบบที่ 3 ออกมาใช้บังคับ อันเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า เป็นกฎหมายที่ตราออกมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการขายกิจการดังกล่าว (ดังนั้น) การยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 จึงมีสาเหตุมาจากเรื่องส่วนตัวของ (นายกรัฐมนตรี) หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 (พรรคไทยรักไทย) มิได้มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างองค์กรฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ หรือระหว่างพรรคการเมืองในระหว่างฝ่ายบริหารด้วยกัน หรือมีปัญหาอันเกี่ยวด้วยประโยชน์สาธารณะที่สมควรคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมือง (ให้) แก่ประชาชนด้วยการยุบสภา (อีก) ทั้งการผลักดันกฎหมายที่เอื้อต่อธุรกิจของครอบครัวดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า (นายกรัฐมนตรี) หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 (พรรคไทยรักไทย) (มี) อำนาจเหนืออุดมการณ์ของพรรค (ไทยรักไทย) อย่างเด็ดขาด ในการกำหนดความเป็นไปของพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 (พรรคไทยรักไทย) ทั้งการกำหนดวันเลือกตั้ง วันที่ 2 เมษายน 2549...’
ข้อความในคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ยืนยัน “ข้อเท็จจริง” ที่ชัดเจน...”
(จาก www.pub-law.net/publaw/View.asp?publawIDs=1144)
จากนั้น ศ.อมร ก็ยกรายงาน คตส. ระบุความเสียหายแก่รัฐต่างๆ 13 กรณี เช่น การขายหุ้นและโอนหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต้องเสียภาษีและเงินเพิ่ม 33,108 ล้านบาท โครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เสียหาย 37,790,398,640.06 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งเป็นรายงานสมุดปกเหลืองที่เผยแพร่ในช่วงมิถุนายน 2550 (และพิมพ์จำนวนมากแจกจ่ายแก่ประชาชนในช่วงสัปดาห์ก่อนเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550) โดยท่านอมรกล่าวว่า เป็นข้อเท็จจริง
(จาก www.pub-law.net/publaw/View.asp?publawIDs=1144)
ต่อไปนี้เป็นคำวิจารณ์ของผู้เขียน
ผู้เขียนเห็นว่า ปัญหาสำคัญของ ศ.อมร คือการไม่ได้แยกระหว่าง “ข้อเท็จจริงที่ได้มีการกล่าวหา” กับ “ข้อเท็จจริงที่ว่าได้มีการพิสูจน์ข้อกล่าวหานั้นแล้วว่ามีความผิดจริง”
มีคำ วลี หรือข้อความหลายแห่งที่ ศ.อมร ใช้ ซึ่งน่าพิจารณา เช่น “คำพิพากษาที่ดี (มาก)” “...เราคนไทยตื่นเต้นกับ “คุณภาพ” ของคำวินิจฉัย” “ข้อเท็จจริงที่แน่นอน และทางราชการพิสูจน์แล้ว” “ข้อเท็จจริงที่สำคัญและชัดเจนที่สุด” โดยท่านเชื่อว่า ผู้อ่าน (แม้จะไม่ใช่นักกฎหมาย) ก็สามารถ “รู้สึก” ถึงคุณภาพของคำวินิจฉัยนี้ได้ “โดยไม่ต้องมีผู้ใดมาอธิบาย เพราะเป็นกรณีที่ชัดแจ้ง ถือเป็น self – explanation”
ศ.อมร ได้สรุปสาระคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่ท่านเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญและชัดที่สุด ผมขออ้างอิงสาระหลักๆ ให้เห็นง่ายขึ้น ดังนี้
“...(อดีต) นายกรัฐมนตรี...ได้ขายกิจการที่ได้รับสัมปทานจากรัฐให้แก่บริษัทที่เป็นของรัฐบาลต่างชาติ...ได้มีการตราพระราชบัญญัติ...อันเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า เป็นกฎหมายที่ตราออกมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการขายกิจการดังกล่าว (ดังนั้น) การยุบสภาผู้แทนราษฎรจึงมีสาเหตุมาจากเรื่องส่วนตัวของ (นายกรัฐมนตรี)...มิได้มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างองค์กรฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ หรือระหว่างพรรคการเมืองในระหว่างฝ่ายบริหารด้วยกัน หรือมีปัญหาอันเกี่ยวด้วยประโยชน์สาธารณะที่สมควรคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมือง (ให้) แก่ประชาชนด้วยการยุบสภา (อีก) ทั้งการผลักดันกฎหมายที่เอื้อต่อธุรกิจของครอบครัวดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า (นายกรัฐมนตรี) มีอำนาจเหนืออุดมการณ์ของพรรค (ไทยรักไทย) อย่างเด็ดขาด…”
เนื่องจากสาระย่อหน้าข้างต้นเป็นเหตุผลประกอบสำคัญที่นำไปสู่การวินิจฉัยคดีดังกล่าว ปัญหาที่ต้องพิจารณาก็คือ การกล่าวซ้ำ “ข้อเท็จจริงที่มีการกล่าวหา” นั้นถือได้ว่าเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอย่างสมเหตุสมผลแล้วหรือ เพราะตุลาการยังไม่ได้พิสูจน์เลย (และตามความจริงในขณะนั้นก็ยังไม่มีการฟ้องร้องในประเด็นนี้ด้วย) เหตุผลเดียวที่เหลืออยู่คือ เพราะมาจากการยืนยันของตัวบุคคลที่เป็นตุลาการที่มีคุณภาพ ผู้เขียนเห็นว่านี่ไม่ใช่การอ้างเหตุผล แต่เพียงเป็นการอ้างผู้รู้ที่มีอำนาจ (authority) เท่านั้น
ในเรื่องหนึ่งๆ Authority อาจถูกก็ได้ ผิดก็ได้ ความถูกผิดในทางกฎหมายขึ้นอยู่กับการพิจารณา-เข้าถึงความจริงในทางกฎหมายในเรื่องนั้น ไม่ใช่ถูกผิดด้วยลำพังเพราะในฐานะ Authority บอก
ตรงกันข้ามกับทรรศนะที่ว่า คำวินิจฉัยนี้ยืนยันข้อเท็จจริงและอย่างชัดแจ้ง ผู้เขียนกลับเห็นว่า
ในตอนนี้ของคำวินิจฉัย ตุลาการใช้วิธีคลุมเครือ ไม่ใช่โดยตรงหรือชัดแจ้ง ดังวลีสำคัญที่ใช้เป็นข้ออ้าง (premise) ที่ว่า “อันเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า” ใน “อันเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า เป็นกฎหมายที่ตราออกมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการขายกิจการดังกล่าว” ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปว่า (ดังนั้น) การยุบสภาผู้แทนราษฎรจึงมีสาเหตุมาจากเรื่องส่วนตัวของ (นายกรัฐมนตรี) นอกจากนี้คำวินิจฉัยยังมีความว่า “(อีก) ทั้งการผลักดันกฎหมายที่เอื้อต่อธุรกิจของครอบครัวดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า (นายกรัฐมนตรี) มีอำนาจเหนืออุดมการณ์ของพรรค (ไทยรักไทย) อย่างเด็ดขาด…”
ประเด็นของผู้เขียนมีสั้นๆ คือ เรื่อง “อันเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า” ซึ่งก็คือการออกกฎหมายเอื้อครอบครัวนั้น เป็นข้อกล่าวหา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วในทางกฎหมาย การกล่าวซ้ำข้อกล่าวหาโดยไม่ได้พิสูจน์ ถึงอย่างไรก็ยังคงเป็นข้อกล่าวหาอยู่นั่นเอง หาใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตาม “กระบวนการทางกฎหมาย” ไม่ แม้การกล่าวซ้ำนั้นจะมาจาก “นักกฎหมาย” ก็ตาม
โดยยังไม่ทราบว่าการยุบสภาในกรณีนั้นขัดกับหลักการจริงหรือไม่ จริงหรือไม่ว่าการยุบสภานั้นไม่ได้มีปัญหาอันเนื่องด้วยประโยชน์สาธารณะที่สมควรคืนอำนาจให้ประชาชน หากจะกล่าวเฉพาะหลักทั่วไปของการยุบสภาแล้ว การยุบสภาเป็นการกระทำทางการเมือง ไม่ใช่อยู่ในอำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของตุลาการ และกฎหมายไทยที่ผ่านมาจนถึงในขณะนั้นก็ไม่ได้ระบุเงื่อนไขของการยุบสภาไว้เลย ยิ่งเมื่อดูธรรมเนียมปฏิบัติในการเมืองไทย กลับพบการยุบสภาที่มีลักษณะเฉพาะอีกด้วย เช่น ในสมัย ฯพณฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในสมัย ฯพณฯ นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นต้น
ผู้เขียนจึงเห็นว่า คำวิจารณ์ของ ศ.อมร ตลอดจนคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตรงนี้ มีจุดอ่อนที่ไม่เคร่งครัดอย่างเพียงพอในการแยกแยะความหมายระหว่างข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ฟ้อง กับการพิสูจน์ข้อกล่าวหาที่เป็นหน้าที่ของตุลาการ
นอกจากนี้ การที่ท่าน อ.อมร กล่าวว่า คนไทยตื่นเต้นกับ “คุณภาพ” ของคำวินิจฉัยนี้ การใช้คำว่า “คนไทย” เป็นการเหมารวมมากเกินไป ตลอดจนการใช้คำว่า “ข้อเท็จจริงที่แน่นอนและทางราชการพิสูจน์แล้ว” ก็มีปัญหาอย่างยิ่ง ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในกรณีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และเช่นกัน ปัญหานี้ก็เกิดกับในกรณีการกล่าวถึงคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ด้วย
******************************************************
*หมายเหตุ อันที่จริง บทความนี้ยังเขียนทยอยลงไม่หมด นับจนถึงวันที่ 3 มีนาคม 2551 ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ได้เขียน ซึ่งหากพิมพ์จากเครื่องปริ๊นเตอร์จะมีจำนวนถึง 107 หน้า แม้ว่าบทความยังไม่จบ แต่เฉพาะในส่วนที่นำมาวิจารณ์นี้จบในตัวแล้ว
คตส. รับผิดชอบไหวหรือเปล่า
การพิจารณาคดีกล้ายางของ คตส. ท่าทางจะออกทะเลไปยิ่งกว่าการสรุปสำนวนฟ้องคดีหวยบนดิน ที่ถูกอัยการตีกลับจนต้องดึงดันยื่นฟ้องต่อศาลเอง
จนกรณีดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงทั้งในแง่ความเหมาะสมและความถูกต้องชอบธรรมตามข้อกฎหมาย ซึ่งก็ต้องรอดูกันว่าศาลจะมีความเห็นเป็นอย่างไร
เช่นเดียวกับคดีกล้ายาง ที่ คตส.ส่งสำนวนไปให้อัยการสูงสุด ก็ถูกตีกลับมาแบบเดียวกันเพือตั้งคณะกรรมการร่วมกันพิจารณาสำนวนคดีทั้ง 2 ฝ่าย ใน 5 ประเด็น
ซึ่งก็เท่ากับเป็นการตอกย้ำให้เห็นชัดอีกคร้งหนึ่งว่า สำนวนของ คตส. ยังไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในประเด็นที่ยังมีความบกพร่องตามความเห็นของอัยการสูงสุดนั้น ประการแรกเป็นการกล่าวหา นายบรรพต หงษ์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ที่ไม่รู้ว่าตกลงแล้ว คตส. จะเอาอย่างไรกันแน่
เพราะเมื่อมีข่าวออกมาตอนแรก ในส่วนของ คชก. ทั้งคณะมีผู้ไม่ถูกกล่าวหาเพียง 2 คน ซึ่งมีนายบรรพต รวมอยู่ด้วย ในตอนนั้น คตส. อ้างตามคำชี้แจงของนายบรรพต ว่าเพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งและร่วมประชุม คชก. ด้วยเพียงไม่กี่ครั้ง จึงไม่รู้เรื่องราวมากนัก คตส. จึงมีมติ ให้ข้อกล่าวหานายบรรพต ตกไป
แต่เมื่อสำนวนไปถึงมืออัยการ ก็กลับปรากฏชื่อนายบรรพต รวมอยู่ในผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้ง
เช่นเดียวกับกรณีของ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ กับ น.ส.สุชาดา วราภรณ์ ที่ในสำนวนการไต่สวนไม่ปรากฏบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา และยังมีการบึนทึกคำให้การพยาบนบุคคลบางปากไม่ปรากฏบันทึกคำให้การในชั้นการไต่สวน ทั้งที่ต้องใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาของศาล
ยังไม่เท่านั้น ในกรณีของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายวราเทพ รัตนากร นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายอดิศัย โพธารามิก และข้าราชการระดับสูงอีกหลายคน ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 151, 157
ในสำนวนการตรวจสอบไต่สวน ก็ไม่ปรากฏบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดตามาตรา 151
เช่นเดียวกับการตั้งข้อกล่าวหา นายเนวิน ชิดชอบ นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ และผู้ถูกกล่าวหาอีกบางตน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ในสำนวนการสอบสวนไต่สวน ก็ยังไม่ปรากฏบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดดังกล่าว
ทั้งหมดนั้นบอกเล่าได้เป็นอย่างดีว่ามีความไม่ปกติในสำนวนการสอบสวนของ คตส.
ในเบื้องต้นอาจจะตั้งข้อสังเกตได้ว่าอาจจะส่อไปในทางไม่ชอบมาพากล ในการสอบสวนและในการทำสำนวนคดี
หรืออย่างน้อยที่สุดรายละเอียดตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดท้วงติงมา ก็ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่าสำนวนของ คตส. ขาดความรอบคอบรัดกุม จนเกิดข้อบกพร่องมากมาย
ซึ่งนอกจากหลักฐานจะอ่อนจนแทบจะไม่เพียงพอต่อการเอาผิดใครได้แล้ว พยานหลักฐานต่างๆ ก็ยังไม่ครบถ้วนเรียบร้อย จนไม่น่าจะสามารถส่งให้ศาลพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายได้
ที่สำคัญที่สุดในความเห็นของอัยการสูงสุดประเด็นสุดท้าย ในกรณีที่ คตส. มีมติว่าการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และขอให้เรียกทรัพย์สินแทนผู้เสียหาย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่าทรัพย์สินหรือราคาที่เสียหายเป็นจำนวนเท่าใด
ก็คงจะต้องมาดูกันว่า คตส. จะยอมกลับไปรวบรวมพยานหลักฐานในส่วนนี้ให้มีความชัดเจน และปรับปรุงแก้ไขสำนวนให้มีความถูกต้อง สมบูรณ์ครบถ้วนเสียก่อนตามที่อัยการสูงสุดท้วงติงหรือไม่
การตั้งคณะกรรมการร่วมกันขึ้นมาพิจารณาเพิ่มเติมจะเกิดขึ้นหรือเปล่า
หรือว่า คตส. จะคงดึงดันแบบเดียวกับกรณีของการพิจารณาเรื่องหวยบนดิน ที่จะยื่นฟ้องศาลเอง โดยไม่สนว่าสำนวนจะมีความสมบูรณ์แบบมากน้อยแค่ไหน
เหมือนอย่างที่ นายอุดม เฟื่องฟุ้ง หนึ่ง ใน คตส. ออกมาแบะท่าตั้งแต่ต้นว่าอัยการสูงสุด ไม่มีสิทธิ์สั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมท่าทีของ คตส. เสมือนเป็นการแสดงเจตนาอยู่แล้ว ว่าไม่สนใจขั้นตอนอัยการสูงสุด และมีเจตนาอันแรงกล้าที่จะดำเนินการฟ้องร้องเอง และเชื่อว่ามาตรฐานอันเดียวกันนี้ก็จะเกิดขึ้นกับอีกหลายคดี ที่ คตส. กำลังรีบปั่นให้ออกมาก่อนจะสิ้นวาระในเดือนมิถุนายน
เสมือนว่าขอให้เพียงได้ทำงานเสร็จๆ ไปตามใบสั่ง โดยไม่ได้สนใจว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ประเทศชาติจะได้รับประโยชน์จริงหรือเปล่า หรือเรื่องราวที่เคยมีการกล่าวอ้าง และเคยออกมากล่าวหาผ่านสื่อต่างๆ มีความเป็นจริงดังนั้นหรือไม่ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าขนาดคดีที่ คตส. หมายมั่นปั้นมือและมั่นใจว่าจะเอาผิดกับผู้คนในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้แน่ๆ ก็ยังมีสำนวนอ่อนปวกเปียกจนถูกท้วงติงเช่นนี้แล้วคดีที่เหลืออีกตั้งมากมายในเวลาเพียงไม่กี่วัน จะเกิดการพิจารณาแบบชุ่ยๆ ออกมาหรือไม่ จะเหลวเละไปมากกว่านี้อีกหรือเปล่า
และที่สำคัญหากที่สุดแล้วคดีที่สำนวนไม่สมบูรณ์เช่นนี้ ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล งบประมาณที่คณะกรรมการชุดนี้ล้างผลาญไปจำนวนมาก หรือการกล่าวหาคนอย่างเลื่อนลอยจะมีใครหน้าไหนกล้าหาญออกมาแสดงความรับผิดชอบบ้าง...!!
สวนดุสิตโพลชี้‘อภิรักษ์'หยุดงานเกมการเมือง
สวนดิสิตโพลทำการสำรวจคนกรุงเทพฯคิดอย่างไร?กรณี ผู้ว่าฯอภิรักษ์ หยุดพักงาน โดยพบว่ากรณี ผู้ว่าฯอภิรักษ์ หยุดพักงานในตำแหน่ง ผู้ว่าฯกทม. เพราะมีการกล่าวหาเรื่องการทุจริตการจัดซื้อรถ และเรือดับเพลิง49.16% ไม่เห็นด้วยที่หยุดพักงาน เพราะ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว,ควรรอให้ คตส. ตรวจสอบอย่างละเอียดก่อน,27.90% เห็นด้วยที่หยุดพักงาน เพราะ หลีกเลี่ยงการปะทะคารมและแรงกดดันต่างๆ เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบและยืนยันความบริสุทธิ์22.94% เฉยๆ เพราะ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง , เป็นช่วงใกล้หมดวาระพอดี ฯลฯส่วนความคิดเห็นกรณี ผู้ว่าฯอภิรักษ์ หยุดพักงาน44.90% มองว่าเป็นเกมการเมือง28.68% มองว่าเป็นการแสดงสปิริต26.42% มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ว่าฯสำหรับ กรณีร้านค้าและแผงลอยตามริมถนนของ กทม.ที่เปิดขาย โดยจะหยุดทุกวันจันทร์เพื่อทำความสะอาดฟุตบาท แต่นายกฯสมัคร เสนอให้ขายทุกวันเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้55.47% เห็นว่าควรหยุดอาทิตย์ละ 1 วัน เพราะ พ่อค้าแม่ค้าจะได้มีเวลาหยุดพักผ่อนบ้าง,เป็นการจัดระเบียบและทำความสะอาดได้สะดวก,ช่วยให้การสัญจรบนทางเท้าสะดวกขึ้น ฯลฯ27.29% เห็นว่าควรขายทุกวันเพราะ มีผลดีต่อทั้ง 2 ฝ่าย พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนผู้ซื้อก็สมารถซื้อของได้สะดวก







