WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 18, 2008

รัฐบาลดีเดย์ 21 มี.ค เดินหน้าปราบยาเสพติด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยันรัฐบาลพร้อมเดินหน้าปราบ ยาเสพติดต่อ ยึดแนวทางการทำงานของปปง.เป็นแม่แบบ

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยอมรับว่าสถาน- การณ์ปัญหายาเสพติดในปัจจุบันน่าเป็นห่วงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะใน กทม.และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในวันที่ 21 มีนาคมนี้ นายกรัฐมนตรีจะประกาศเดินหน้านโยบายปราบยาเสพติด โดย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหารือถึงรายละเอียดและแนวทางการทำงานกันต่อไป ขณะนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะยึดแนวทางเดิมของ พรรคไทยรักไทยหรือไม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะต้องมีการปรับปรุงแนวทางการทำงานในบางเรื่องใหม่อาทิ การกำหนดให้ ผู้เสพเป็นผู้ป่วยเนื่องจากเห็นว่าแนวทางดังกล่าวยังคงทำให้วงจรค้ายาเสพติดมีอ0ยู่ต่อไป ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมจะ นำแนวทางของปปง.มาใช้ในการทำงาน รวมทั้งมีการติดตามตรวจสอบในทางลับในส่วนของญาติหรือผู้ใกล้ชิดผู้ค้ายาเสพติด พร้อมกับยืนยันว่ารัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยมีการนำนโยบายฆ่าตัดตอนมาใช้ แต่เป็นการกระทำของกลุ่มผู้ค้ายากันเองเพื่อป้องกัน การถูกซัดทอด

นายกฯสมัครเยือนสิงคโปร์วันนี้-กระชับสัมพันธ์

วันนี้ (18มีนาคม) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมและคณะจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในเวลา 16.35 น.โดยเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เที่ยวบินที่ TG 409 และเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติชางงี สาธารณรัฐสิงคโปร์ เวลา 19.55 น.วันเดียวกันจากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางไปยังโรงแรม Shangri-La ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์จัดให้เป็นโรงแรมที่พัก
การเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 18 - 20 มีนาคม เพื่อแนะนำตัวในโอกาศเข้ารับตำแหน่งและสร้างความคุ้นเคยกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ รวมทั้งกระชับความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีจะได้เข้าเยี่ยมคารวะผู้นำและบุคคลระดับสูงของสิงคโปร์ ได้แก่ นายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เอส อาร์ นาธาน ประธานาธิบดีสิงคโปร์ นายลี กวน ยู รัฐมนตีที่ปรึกษา และนายเตียว ซี เฮียน รมว.กลาโหมสิงคโปร์ด้วย


จาก hi-thaksin

นายกฯ เตรียมเป็นประธานการประชุมแก้ปัญหายาเสพติด ศุกร์นี้

ทำเนียบฯ 18 มี.ค. - นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี เตรียมเป็นประธานการประชุมแก้ไขปัญหายาเสพติด ในวันศุกร์นี้ และจะประกาศเป็นวาระแห่งชาติ โดยจะปรับปรุงมาตรการต่าง ๆ ให้เข้มงวดขึ้น

ขณะที่การประชุม ครม.วันนี้ คาดว่าจะมีการหารือแนวทางปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นคาร์บอมบ์

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-18 09:31:03


พิธียกเสาเอกพระเมรุ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ วันที่ 28 มี.ค นี้ เวลา 10.09 น


ความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพิธี และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมกำหนดการวางศิลาฤกษ์เสาเอกพระเมรุในวันที่ 28 มี.ค. เวลา 10.09

นายไพบูลย์ ผลมาก ผู้อำนวยการสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เปิดเผยว่า แบบวิศวกรรมโครงสร้างพระเมรุและสถาปัตยกรรมออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว คาดว่าสัปดาห์หน้าจะเข้าพื้นที่สนามหลวง เพื่อดำเนินการออกแบบขยายลายพระเมรุ ซึ่งขณะนี้ช่างสำรวจได้วางผังตำแหน่งขององค์พระเมรุ และอาคารพระที่นั่งทรงธรรมเสร็จแล้ว ด้านช่างสิบหมู่ดำเนินการสร้างและฉลุลายพระโกศจันทน์ อย่างไรก็ดีพระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าพราหมณ์เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ กำหนดการวางศิลาฤกษ์เสาเอกพระเมรุในวันที่ 28 มี.ค. เวลา 10.09 น. โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธี เช่นเดิม

ด้าน นายธนชัย สุวรรณวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ กล่าวว่า วันพุธที่ 19 มี.ค. ประติมากรจะได้จัดทำแม่พิมพ์สัตว์หิมพานต์นกทัณฑิมา 1 คู่ จะใช้เวลาขึ้นโครงเหล็กและปั้นรูปประมาณ1สัปดาห์ จากนั้นจัดทำแม่พิมพ์เพื่อหล่อออกมาโดยใช้ปูนปลาสเตอร์และนำไปตกแต่งผิวให้เรียบ พ่นสีและตกแต่งเครื่องลายไทยต่อไป


ไฟเขียว "อภิรักษ์" ลากิจ15วัน

อนุมัติแล้ว "อภิรักษ์" ลากิจได้ 15 วัน ให้มีผลย้อนหลัง 13 มี.ค. "เฉลิม" ย้ำยุติบทบาทคือลาออกสถานเดียว ชี้ต่างจากกรณี "ยงยุทธ" ด้าน "หล่อเล็ก" โอเค 15 วัน รอ คตส.สรุปข้อกล่าวหา

วันนี้ (17 มี.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น.ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รมว. มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. เข้าพบ ว่า ได้พูดคุยกันถึงเรื่องใบลากิจของผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งการจะลา 30 วันนั้นไม่สามารถทำได้เพราะยาวเกินไป และที่ตนยังไม่ได้อนุมัติก็เพราะนายอภิรักษ์ยังไม่ได้ระบุภารกิจของการลา แต่วันนี้นายอภิรักษ์ได้ให้เหตุผลในการลาว่าจะไปจัดเตรียมเอกสารเพื่อชี้แจงต่อ คตส. ซึ่งตนเห็นว่าควรลาได้ 15 วัน หากการจัดเตรียมเอกสารยังไม่แล้วเสร็จก็ค่อยมาว่ากันอีกทีว่าจะขอลาเพิ่มหรือไม่ ทั้งนี้ตนจะลงนามในใบลากิจของนายอภิรักษ์โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมา

เมื่อถามถึงการขอยุติบทบาทของนายอภิรักษ์ ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า นายอภิรักษ์ไม่สามารถยุติบทบาทได้ เพราะ คตส. ยังไม่ได้ส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองพิจารณา การยุติบทบาทตอนนี้กฎหมายไม่อนุญาตให้ทำ และหากนายอภิรักษ์ยุติบทบาทในขณะนี้และหาก คตส. ไม่ส่งเรื่องฟ้องก็อาจจะถูกนำมาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองในการลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งหน้าได้

“คุณอภิรักษ์จะยุติบทบาทไม่ได้ เพราะท่านทำงานกับผม ถ้าจะยุติบทบาทได้ก็คือต้องลาออกอย่างเดียว ถ้าจะไปตนก็จะถามว่าพ่อเปรมอยู่ไหน แม่พลอยเรียกหา” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวและว่า กรณีของนายอภิรักษ์แตกต่างกับกรณีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภา ที่ยุติบทบาททางการเมืองไปก่อนหน้านี้ เพราะกรณีของนายยงยุทธเป็นการพิจารณาใบเหลืองใบแดง ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมายมหาชน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องติดคุกได้ แต่ของเป็นเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการ กทม. ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้ยุติบทบาท

ด้านนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ตนยังยืนยันว่าจะดำเนินการตามเจตนารมณ์ที่ได้ประกาศยุติบทบาทเหมือนเดิมชัดเจน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนระยะเวลาการลากิจนั้นยังไม่มีความชัดเจน เบื้องต้นเห็นตรงกันกับ รมว.มหาดไทย ที่จะลากิจเป็นเวลา 15 วัน ส่วนหลังจาก 15 วันแล้วจะกลับมาทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่ก็ต้องดูว่า คตส.แจ้งข้อกล่าวอะไรบ้าง ต้องใช้เวลาดำเนินการเท่าไหร่ หากใช้เวลานาน ก็จะทำหนังสือลาต่อเนื่องออกไปอีก จนกว่ากระบวนการเรื่องข้อกล่าวหาจะแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตามขณะนี้ คตส. ยังไม่มีหนังสือเรียกให้ไปชี้แจงข้อกล่าวหาส่งมาให้ตน ส่วนเรื่องการให้นายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯ กทม.ปฏิบัติราชการแทนนั้นสามารถทำได้ไม่มีปัญหาอะไร

เปลือยตัวตนที่แท้จริง 'สนธิ ลิ้มทองกุล'


เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปทำธุระส่วนตัวแถวๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เลยถือโอกาสหาซื้อหนังสือมือสองมาอ่านเพื่อประเทืองความรู้ใส่สมอง สัก 2-3 เล่ม ในร้านหนังสือมือสองซึ่งในระแวกนั้น ในขณะที่กำลังเลือกหนังสืออยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นหนังสือขนาดพ็อตเก็ตบุ๊คเล่มหนึ่ง วางกองปะปนอยู่กับหนังสือเล่มอื่นๆ มีชื่อเรื่องบนหน้าปกหนังสือว่า "อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1" พร้อมภาพบนปกหนังสือ ซึ่งเป็นรูปของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเป็นบุคคลที่กำลังเป็นที่จับจ้องของสื่อมวลชนอยู่ในขณะนี้ เพราะกำลังจะมีการนัดชุมนุมใหญ่ โดยมีการจัดรายการ "ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ" โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 28 มีนาคมที่จะถึงนี้

ด้วยชื่อหนังสือ และความเป็นสนธิ ลิ้มทองกุล บุคคลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ ก่อนนำไปสู่การก่อปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะหยิบหนังสือเล่มดังกล่าวมาเปิดและกะจะอ่านอย่างลวกๆ แต่แล้วก็ต้องสะดุดกับเนื้อหาที่ผู้เขียนได้อธิบายเรื่องราวในมุมที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนเกี่ยวกับชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งแต่บทแรก จนไม่สามารถที่จะละสายตาไปแม้แต่บรรทัดเดียว

ด้วยเนื้อหาที่อัดแน่นด้วยสาระ ทำให้ผมตัดสินใจหยิบหนังสือเล่มดังกล่าว ก่อนที่จะควักเงินจ่ายให้กับคนขายในราคาเล่มละ 25 บาท แต่ระหว่างที่กำลังยื่นชำระเงิน ก็นึกขึ้นมาได้ว่า หนังสือเล่มนี้ชื่อ"อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1" ซึ่งนั่นน่าจะหมายความว่า ต้องมีเล่มที่ 2 อีกเป็นแน่ จึงสอบถามคนขายไปว่า มีเล่มที่ 2 หรือไม่ แล้วก็ไม่ผิดหวัง หลังจากผู้ขายค้นหาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่น พ็อตเก็ตบุ๊ค ชื่อ "ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิเล่มที่ 2" มาให้ผม

สรุปว่าวันนั้น ผมได้หนังสือมือสองที่ถูกใจมาสองเล่ม คือ "อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1" และ "ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิเล่มที่ 2" โดยหมดเงินค่าหนังสือไปเพียง 50 บาทเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนที่น้อยนิดเมื่อเทียบกับข้อมูลข่าวสารด้านใหม่ๆ ในสิ่งที่ผมไม่เคยได้รับรู้มาก่อน เกี่ยวกับคนที่ชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล

หลังจากผมอ่านหนังสือทั้ง 2 เล่มจบลง จึงรีบลงมือเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาในทันทีเพื่อจะมาถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ในหนังสือ ให้กับผู้อ่านได้รับทราบต่อๆ กันเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งมีหลายตอน ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาในเล่มที่ 1 "อีกด้านหนึ่งของสนธิ" ในหัวข้อเรื่อง "Return on สนธิ" ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับการล้มลุกคลุกคลานของอาณาจักรในเครือ เดอะ เอ็ม กรุ๊ป ของกลุ่มผู้จัดการ ก่อนที่จะกลับมายืนอยู่ในระดับแถวหน้าของกลุ่มผู้จัดการ หรือหัวข้อเรื่อง "สนธิ ON AIR - Manager ON Lie" ที่อธิบายเรื่องราวการเข้ามาทำธุรกิจสื่อทางโทรทัศน์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และหัวข้อเรื่อง "แค้นสั่งฟ้า" ที่อธิบายเรื่องราวของปมปัญหาหนี้สินของสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จนนำไปสู่การชำระแค้น

ส่วนในเนื้อหาเล่มที่ 2 "ล้มแล้วรวย" ก็มีหลากเรื่องหลายราวที่น่าจะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาในบทที่ 1 ว่าด้วยเรื่อง "ฝันล่ม อาณาจักรสลาย โมกุลดับชีพ" ที่อธิบายเรื่องราวของคนที่ทะเยอทะยานจนเกินพอดี อย่างสนธิ ลิ้มทองกุล จนท้ายที่สุดต้องพังพาบลง เพราะความทะยานอยาก และในบทที่ 2 ว่าด้วยเรื่อง "ล้มระรื่น มิใช่ ล้มละลาย" ซึ่งได้อธิบายเกี่ยวกับอาณาจักร เดอะ เอ็ม กรุ๊ป ของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ตกอยู่ในภาวะล้มละลาย แต่กลับได้รับการโอบอุ้มด้วยดีจากธนาคารกรุงไทย ซึ่งมีเพื่อนรักอย่างวิโรจน์ นวลแข นั่งบริหารในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย รวมถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของภาครัฐ

ที่ผมอธิบายแบบสรุปย่อให้กับทุกท่านได้อ่านได้รับรู้กันแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้างครับ สำหรับใครที่เคยอ่านแล้ว ผมคงต้องขอประทานโทษ ที่ต้องทำให้ท่านต้องเสียเวลานำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ แต่สำหรับผู้ที่ไม่เคยอ่าน หรือไม่เคยรับรู้เรื่องราวเหล่านี้มาก่อน ผมคิดว่าไม่ควรพลาด

เอาหล่ะครับ วันนี้ ผมขอจบข้อเขียนด้วยเนื้อหาสั้นๆ เป็นน้ำจิ้ม เพื่อเรียกน้ำย่อยแค่นี้ก่อนแล้วกันนะครับ แล้วพรุ่งนี้มาว่ากันด้วยเนื้อหา ในแต่ละตอน ส่วนจะเริ่มต้นด้วยตอนใดนั้น พรุ่งนี้อย่าลืมติดตาม

อ้อ...! ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณงามๆ สำหรับผู้เขียนพ็อคเก็ตบุ๊ค ทั้งสองเล่ม แม้จะไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียมนามของผู้เขียน และที่มาของสำนักพิมพ์ แต่ท่านคือ ผู้ที่ช่วยจรรโลงสังคม ให้ประชาชนหูตาสว่างในมุมมืดๆ กับตัวตนที่แท้จริงของคนชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล

บรรทัดทอง

จาก hi-thaksin

คนละเบอร์

วันนี้และเรื่องนี้ หากไม่พูดถึง เฉลิม อยู่บำรุง ก็ถือว่าเชย หรือถึงขั้น “ตกข่าว” เพราะการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาบอกว่าจะไม่อนุมัติให้ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ลากิจ 30 วัน ตามที่ขอแต่จะอนุมัติให้เพียง 15 วัน

แค่ดาบเดียว-นาทีเดียว จากการเป็น “พระเอก” อภิรักษ์ก็ทำท่าเหมือนจะกลายเป็น “ผู้ร้าย”ไม่อยากเรียกกรณีนี้ว่า “คมเฉือนคม” เพราะคมของอภิรักษ์ไม่มีทางเทียบคมของเฉลิมได้อยู่แล้วก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน...ระดับบิ๊กระดับเบิ้มในพรรคประชาธิปัตย์ดีใจกันเนื้อเต้น เมื่ออภิรักษ์ออกมาเล่นเกมในการเกทับ สมัคร สุนทรเวช ด้วยการขอพักงานบนตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์แท้จริงของอภิรักษ์และประดาลูกพี่ในประชาธิปัตย์ ก็เพียงเพื่อจะชิ่งแบบบูมเมอแรงย้อนกลับมาเล่นงาน สมัคร สุนทรเวช ที่ยังนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีหน้าตาเฉยอภิรักษ์และกุนซือใหญ่ใน ปชป. ต่างคิดกันด้านเดียวว่า...กระบวนท่านี้จะทำให้สมัครเกิดอาการอึดอัด หายใจไม่สะดวก และอาจเสียหน้า ที่อภิรักษ์แสดงความมีสปิริตกว่าอย่างนี้แต่...อภิรักษ์ลืมคิดไปว่า รัฐบาลคณะนี้นอกจากมี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังมี มท.1 หรือ รมว.มหาดไทย ชื่อ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ดอกเตอร์ทางกฎหมายมหาชน!!

ที่สำคัญเหนืออื่นใด คือ คุณเฉลิมเป็น “นาย” โดยตรงของอภิรักษ์ มีอำนาจในการเซ็นอนุมัติใบลากิจให้ผู้ว่าฯ กทม. เพียงผู้เดียวช่วงที่อภิรักษ์กับบิ๊ก ปชป. กำลังสนุกสนานเอนจอยกับการกดดันคุณสมัคร คุณเฉลิมก็เปรี้ยงออกมาพูดเหมือนจะสั่งสอนเชิงให้กับอภิรักษ์ด้วยการบอกว่า...ไม่อนุมัติให้ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ลากิจ 30 วัน ตามที่ขอลากิจมา

แต่อนุมัติให้เพียง 15 วันมท.1 อ้างว่า...แม้ คตส. จะชี้มูลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตการจัดซื้อรถเรือดับเพลิงของ กทม. แต่ตามกฎหมายก็ยังไม่สรุปว่านายอภิรักษ์ผิด จึงยังไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช. แต่หากต้องการจะแสดงสปิริตก็ควรจะลาออกไป เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ทำไมไม่เลือกลาออกเสียล่ะครับ??

“สองคม”

ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด

รัฐบาลอังกฤษส่งสารแสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรี

ทำเนียบรัฐบาล 17 มี.ค.51- เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย นำสารรัฐบาลอังกฤษแสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรีในโอกาสที่ได้รับตำแหน่ง พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายควินตัน มาร์ก เควล เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พร้อมนำสารแสดงความยินดีจากรัฐบาลอังกฤษ มอบให้นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณท่าทีอันดีของสหราชอาณาจักรต่อรัฐบาลชุดใหม่ และยินดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงถึงการเดินทางเยือนพม่าว่า ขณะนี้รัฐบาลพม่ากำลังจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากที่ประชาชนได้ออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว พม่าจะได้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของพม่าให้ก้าวไปอีกขั้น นอกจากนี้ รัฐบาลพม่าปัจจุบันกำลังเตรียมอาคารสถานที่สำคัญทางราชการต่าง ๆ เช่น อาคารรัฐสภา เพื่อรองรับรัฐบาลใหม่ และหน่วยงานทางการเมืองต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกันเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ได้สอบถามนายกรัฐมนตรีถึงแนวนโยบายของรัฐบาลไทยในการปราบปรามยาเสพติดและปัญหาภาคใต้ โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลไทยมีแนวนโยบายในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยจะเน้นความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศพม่า ซึ่งก็มีแนวทางในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังเช่นกัน เพื่อให้การปราบปรามยาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนการแก้ไขปัญหาภาคใต้รัฐบาลยังคงยึดหลัก "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการแก้ปัญหา และจะดำเนินนโยบายโดยสันติวิธี เน้นสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 25 มีนาคมนี้ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยจะนำคณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของอังกฤษและกลุ่มนักธุรกิจเข้ามาหารือแนวทางในการลงทุนในประเทศไทยกับนายกรัฐมนตรีด้วย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-17 19:04:14

เริ่มต้นก็ช้าไป [18 มี.ค. 51 - 21:09]

ไม่เคยมีวิกฤติครั้งไหน ที่สร้างผลกระทบแก่สังคมโลกอย่างร้ายแรงเท่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

เป็นวิบากกรรมที่คนทั้งโลกกำลังเผชิญยกเว้นกลุ่มโอเปกที่เสวยสุขจากวิกฤติ น้ำมันแพงกันอย่างมโหฬาร

นอกจากรวมหัวไม่ผลิตน้ำมันเพิ่มเพื่อกดดันตลาดให้เกิดความขาดแคลน

ยังรวมหัวเอากำไรมหาศาลไปตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ปั˜นราคาน้ำมันในตลาด ให้แพงหูฉี่เป็น ทวีคูณ

เรียกว่าใช้ความได้เปรียบฟันกำไรสองต่อฟรีๆ!!

ผลก็คือ แค่ปีเดียวราคาน้ำมันตลาดโลกแพงขึ้น 3 เท่าตัว

“แม่ลูกจันทร์” ขอสาปแช่งกลุ่มโอเปกที่ขูดรีดค้ากำไรจากราคาน้ำมันอย่างไร้มนุษย-ธรรม

สร้างความมั่งคั่งบนความเดือดร้อนของประชากรโลกที่ยากจน

ทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องควักกระเป๋า ซื้อน้ำมันแพงเกินควร

ข้อสำคัญ...ยังคาดเดาไม่ได้ว่าราคาน้ำมันจะถูกปั่นให้แพงขึ้นอีกเท่าใดจึงจะ เป็นที่พอใจของกลุ่มปีศาจน้ำมัน??

“แม่ลูกจันทร์” หวั่นใจว่าราคาน้ำมันจะพุ่งทะลักเดือดทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในอีกไม่ช้าไม่นาน??

ถ้าราคาน้ำมันดีเซลขึ้นไปลิตรละ 40 บาทเมื่อไหร่ ก็ได้เวลาเผาจริง!!

“แม่ลูกจันทร์” ขอให้กำลังใจรัฐบาล โดยเฉพาะรองนายกฯ รมว.คลัง “สุรพงษ ์สืบวงศ์ลี” และรองนายกฯ รมว.พาณิชย์ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ให้แก้ปัญหาวิกฤติราคาน้ำมัน เพื่อ บรรเทาความเดือดร้อนของประ-ชาชนระดับรากหญ้า และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไทยให้ผ่าน โค้งอันตรายไปได้โดยเร็ว

ถึงจะยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหนก็ขอให้ทุ่มเททำหน้าที่ให้เต็มฝีมื

ถ้ามองอย่างเป็นธรรม ตั้งแต่รัฐบาลนี้เริ่มทำงานมาหนึ่งเดือน รัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรี พาณิชย์ได้ทำงานอย่างขยันขันแข็งเป็นที่น่าประทับใจ

ฉะนั้น ถ้าในเร็วๆนี้ “หมอเลี้ยบ” ต้องหยุดทำงานเพราะผลจากคดีหวยบนดิน ก็นับว่าน่าเสียดาย

แต่จะทำยังไงได้ล่ะน้องเอ๊ยย์ กติกาก็ต้องเป็นกติกา

ย้อนกลับมาที่วิกฤติน้ำมันแพงบ้า เลือดที่กำลังสร้างความเดือดร้อน ให้คนไทย อย่างจั๋งหนับบุเรงนอง

ต้องยอมรับความจริงว่าเราไม่มีภูมิคุ้ม กันผลกระทบจากน้ำมันแพง

มีแต่มาตรการที่ลดผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว

มาตรการระยะสั้นก็คือการประหยัดพลังงานและส่งเสริมพลังงานทางเลือกทดแทนน้ำมัน (ซึ่งก็ทำได้เพียงระดับเดียว)

มาตรการระยะยาวก็คือก่อสร้างระบบขนส่งมวลชน เพื่อทดแทนการใช้รถส่วนตัว

เพื่อลดการใช้น้ำมันโดยตรง

“แม่ลูกจันทร์” สนับสนุน นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ที่จะเร่งก่อสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน 6 เส้นทางแรกโดยเร็ว

ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม

รวมทั้งโครงการรถไฟรางคู่ ซึ่งประหยัดพลังงานในการขนส่งได้อีกบานตะเกียง

น่าเสียดาย...โครงการรถไฟรางคู่ที่คิดจะสร้างมากว่า 20 ปี ก็มัวแต่ยึกยักๆ ไม่กล้าตัดสินใจจนสายเกินเพล

น่าเสียดาย...โครงการเมกะโปรเจกต์รถไฟ-ฟ้าขนส่งมวลชนที่ควรเริ่มต้นก่อสร้างมาแล้ว 3 ปี

เพราะการเมืองวุ่นวายทำให้โครงการรถไฟฟ้าต้องหยุดชะงักกลางคัน

ถ้าเริ่มลงมือก่อสร้างตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมา วันนี้เราจะมีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน สายใหม่ๆสร้างเสร็จเปิดใช้แน่นอน

กว่าจะเริ่มลงมือก่อสร้างรถไฟฟ้าได้ก็ไม่ทันรับมือกับวิกฤติน้ำมันแพง

แถมต้นทุนก่อสร้างที่ออกสตาร์ตช้าเกินไปก็บานทะโรคไปอีกไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

เฉพาะราคาเหล็กอย่างเดียวก็สูงปรี๊ดน่าเกลียดน่าชัง

ก็ต้องถือเป็นวิบากกรรมร่วมกันของคนไทยทุกคน

เราเสียโอกาสมามากแล้ว จะเดินหน้าได้หรือยัง.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว


เพิ่งไม่กี่ยกท้อซะแล้ว [18 มี.ค. 51 - 03:15]

“โลกมนุษย์นี้ไม่มีที่แน่นอน ประเดี๋ยวเย็นประเดี๋ยวร้อนช่างแปรผัน โชคหมุนเวียนเปลี่ยนไปได้ทุกทุกวัน สารพันหาอะไรไม่ยั่งยืน

ชีวิตเหมือนเรือน้อยล่องลอยอยู่ ต้องต่อสู้แรงลมประสมคลื่น ต้องทนทานหวานสู้อมขมสู้กลืน ต้องจำฝืนสู้ภัยไปทุกวัน เป็นการง่ายยิ้มได้ไม่ต้องฝืน เมื่อชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์ แต่คนที่ควรชมนิยมกัน ต้องใจมั่นยิ้มได้เมื่อภัยมา”

เนื้อเพลงโชคมนุษย์ของคณะสุนทราภรณ์ที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เอื้อนลูกคอร้องออกอากาศสดๆในการ “สนทนาประสาสมัคร”

ในอารมณ์ประชดประชัน กระแทกแดกดันหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ที่ยกย่องสรรเสริญการแสดงสปิริตพักงานของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

เชียร์กันจนขัดหูขัดตา

โมโหโกรธาที่ถูกยกมาเปรียบเทียบเหยียบย่ำโจมตีตัวนายสมัครและ 3 รัฐมนตรีที่ติดอยู่ในบัญชีผู้ถูกกล่าวหาคดีหวยบนดิน

โดนจี้ต่อมสปิริตพลาดไปโดนต่อมฉุนเต็มๆ

ไหนจะมรสุมคดียุบพรรคพลังประชาชนที่ “ลุงหมัก” บอกว่า ยังตามล่าตามล้างกันไม่จบ ใบเหลืองใบแดงก็ยังไม่เสร็จ เรื่องนอมินีฟังความไม่มีปัญหาก็ยังจะเอากันให้ได้

“ผมจะทำอย่างไร ถ้าไม่บ่นวันนี้แล้วจะบ่นกับใคร จะว่าหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ก็ทำงาน และงานกำลังจะเดินไปได้ก็จะเอาหมอสุรพงษ์ออกเสียแล้ว จะเอาคนนั้นคนนี้ออก รวมทั้งผมด้วย”

ด่าไป ร้องเพลงไป โอดครวญไป

น้ำเสียงเซ็งชีวิตเต็มที

ก็เป็นอะไรที่สะท้อนอารมณ์ออกมาใกล้เคียงกัน “ลุงหมัก” ฮัมเพลง ชีวิตเหมือนเรือน้อยล่องลอยอยู่ ต้องต่อสู้แรงลมประสมคลื่น

เมื่อวันเดินทางออกจากประเทศไทยบินไปอังกฤษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ทิ้งประโยคสั่งลาลูกน้องเก่าที่แห่ไปส่งถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

“ผมเหมือนเรือที่ลอยกลางมหาสมุทร ที่ไม่รู้จะขึ้นฝั่งที่ไหน เมื่อไร”

เวิ้งว้างไร้จุดหมาย ไปไม่เป็นเหมือนกัน

ประเมินอาการของ “ลุงหมัก” กับ “ทักษิณ” หัวเรือใหญ่เครือข่ายไทยรักไทย ทำท่าจนแต้มกับขบวนการไล่บี้ไล่ต้อน

รับมือเกมขุดรากถอนโคนไม่ไหว

เริ่มโอดครวญขอคะแนนเห็นใจ

และโดยการระบายความน้อยเนื้อต่ำใจ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ยุติธรรม ในฐานะโฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชักชวนให้ประชาชนเข้าไปอ่านบทความที่เขียนอธิบายข้อกฎหมายในคดีพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีอดีตพรรคไทยรักไทยไว้ในเว็บไซต์ “www.secondclass111.com

ชื่อเว็บไซต์สะดุดตา

“secondclass111” แปลเป็นไทย “พลเมืองชั้นสอง 111”

แสบๆคันๆกับมุกประชดประชัน สะท้อนสถานะของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ถูกตีค่าเป็นพลเมืองชั้นสอง โดนดองเค็มทางการเมือง 5 ปี ตัดสิทธิทางการเมืองทุกกรณี

แม้แต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

จากคดีหวยบนดิน ถึงคดีรถและเรือดับเพลิง กทม. ไม่นับกรณีพรรคพลังประชาชนถูกฟ้องเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย แล้วไหนจะคดีใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร สารพัดมรสุมดาหน้าพุ่งเข้าใส่

เครือข่าย “ทักษิณ” ตกอยู่ในวงล้อม โดนไล่บี้ไล่ต้อนไม่ได้หายใจหายคอ

เล่นเอาท้อเลยก็แล้วกัน

อย่างไรก็ตาม ก็ยังได้อาศัยลูกเก๋าของ “เสือเฒ่า” ออกลูกโต้ประคองตัว “ลุงหมัก” พูดออกอากาศในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ส่ง “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ไปเจรจากับ กทม. ขอให้พ่อค้าแม่ค้าไม่ต้องหยุดขายของวันจันทร์ เปิดโอกาสให้หารายได้ แบบเต็มสัปดาห์

เรียกเสียงเฮจากคนหาเช้ากินค่ำตามฟอร์ม

เปิดเกมวัดใจ กทม.ของ “อภิรักษ์” ซึ่งที่สุดแล้วก็ไม่กล้าคัดค้าน โดยให้แต่ละตลาดไปตกลงกันเองว่าจะหยุดวันไหน ตามหลักการต้องหยุดขายเพื่อทำความสะอาดสัปดาห์ละ 1 วัน

“ลุงหมัก” กินเดิมพันตานี้ไป.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)