ทำเนียบฯ 18 มี.ค.- น.ส.วีรินทร์ทิรา นาทองบ่อจรัส รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เสนอให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ 4 คน คือ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม นายประกิจ ประจนปัจจนึก พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร และนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ และอนุมัติแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ พล.ต.ท.วุฒิ วิทิตานนท์ และนายโกสินทร์ เกษทอง ทั้งนี้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่แต่งตั้งเพิ่ม จะครบวาระการดำรงตำแหน่งพร้อมกรรมการชุดเดิม ในวันที่ 11 ธันวาคม 2551
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, March 18, 2008
ครม.เปลี่ยน 4 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน ป.ป.ส.
‘บรรหาร'หนุนแก้รธน.-ไม่วิตกพันธมิตรฯชุมนุม28 มี.ค
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.เลื่อนการพิจารณาคดียุบพรรคชาติไทยออกไป ว่า เมื่ออนุกรรมการฯเสนอเรื่องเข้ามาก็ต้องให้โอกาส กกต.ไปพิจารณาสำนวน ก่อนที่จะมีการลงมติ ส่วนกรณีที่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ารัฐธรรมนูญออกมาในช่วงที่บ้านเมืองไม่มีประชาธิปไตยทำให้เกิดปัญหาดังนั้นควรจะแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องการยุบพรรค นั้นตน เห็นด้วยที่จะมีการแก้ไขในประเด็นนี้และอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจาก ส.ส.จึงไม่ฟังและร่างรัฐธรรมนูญบางอย่างก็ฝืนข้อเท็จจริง
"คนที่เป็นนักการเมืองมาเจอกติกาอย่างนี้ลำบากพอสมควร ทำอะไรไม่ได้เลย อย่างกรณีการยุบพรรคมันก็ง่ายเกิน หรือกรณี ส.ส.สัดส่วนถ้าส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครผิดโทษถึงการยุบพรรค ตรงนี้ผมว่ามันง่ายเกินไป ส่วนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อไหร่ก็คงอีกระยะหนึ่งแล้วแต่เหตุการณ์ ต้องดูเวลาที่เหมาะสมด้วย"นายบรรหาร กล่าว
นอกจากนี้ นายบรรหาร ยังกล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันที่ 28 มีนาคมนี้ ว่า ไม่น่ามีเหตุการณ์รุนแรงหรือบานปลาย ส่วนกรณี สส.พรรคประชาธิปัตย์บางคนอาจร่วมชุมนุมนั้น เห็นว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่มีมาก่อนแล้ว และไม่ขอแสดงความเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่ แต่เห็นว่า เมื่อมีรัฐสภาทั้ง สส. และ สว.แล้ว ก็ควรให้การแก้ปัญหาเป็นไปตามกระบวนการของรัฐสภา
6 กลุ่ม-ป่วนใต้!
สมัคร ระบุ 6 กลุ่มชักใยไฟใต้ไม่ใช่ไทยพุทธและมุสลิม มั่นใจพระเจ้าไม่เข้าข้างคนดี มท.1รับมือต้านโจรโจรไม่อยู่ ส่งมอบกองทัพเจ้าภาพแก้ไขปัญหา 3 จว.ขายแดนใต่
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทยลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็วที่สุด เพื่อรับทราบปัญหาและแก้ไข พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้มี 6 กลุ่มที่เกี่ยวข้อง
รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาได้หารือกับ ผบ.ทบ., ผบ.ศอ.บต. และ แม่ทัพภาคที่ 4 มาโดยตลอดทราบดีว่าปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร ล่าสุดที่ได้รับรายงานบึ้มที่โรงแรม ซี.เอส จ.ปัตตานี ตัวถังดับเพลิงที่ใช้ลำเลียงจาก จ.ตราด 21 ลูก
"เรื่องภาคใต้ มีความพยายามจะนำเรื่องนี้ไปสู่นานาชาติ บอกได้เลยว่ามี 6 กลุ่มที่เคลื่อนไหว สองกลุ่มไปเจรจาไปคุยกันที่สวิส เป้าประสงค์คือให้รัฐบาลไทยเจรจากับเขา" นายสมัคร กล่าวและว่า ไม่ขอบอกรายละเอียด ผมบอกได้เลย ไม่ใช่คนไทยพุทธ ไม่ใช่คนไทยมุสลิม แต่เป็นคนไม่มีศาสนานอกศาสนา...ผมเชื่อว่าพระเจ้าไม่เข้าข้างคนผิด"
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าววันนี้ (18 มี.ค.) ถึงปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ตนเรียนตรง ๆ ไม่อับอาย สถานการณ์ภาคใต้เกินกำลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกินกำลังของกระทรงมหาดไทยที่จะเข้าไปแก้ไขเพียงลำพัง ตนติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ถึงตนไม่ได้ลงไปฟังการบรรยายสรุป เนื่องจากรู้ เข้าใจแล้ว ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดทุกวัน ทุกเย็น โทรเช็คข่าว ปัญหาภาคใต้เป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน มี 2 ส่วน 1.คนรู้จริง และ2.คนรู้ไม่จริง หากไปพูด หรือมีแนวคิดใหม่ ๆ ก็จะถูกต้านอย่างรุนแรง
“ปัญหาภาคใต้ หากเป็นธุรกิจการค้าก็ขาดทุนมาโดยตลอด ทำไมไม่เปลี่ยนแนวคิดแนวทางที่จะทำ แต่พอใครคิดก็ถูกคัดค้านและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างยับเยิน วันนี้ ต้องยกให้เป็นเครดิตของฝ่ายกองทัพ ให้เขารับผิดชอบทั้งหมด” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าว และว่า ตนห่วงใยพี่น้องประชาชน เช็ครายละเอียดในพื้นที่ตลอด ไม่ได้ห่างไกลเลย การเดินทางไปฟังการบรรยายสรุป เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลา หยุดปฏิบัติหน้าที่ เสียเวลาต้อนรับ
เมื่อถามถึงเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดที่โรงแรมซีเอส ปัตตานี ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่อธิบายหรือพูดในที่สาธารณะ การแก้ไขปัญหาต้องไปพร้อม ๆ กันในหลาย ๆ เรื่อง ไม่มีใครคิดใช้กำลัง อยากประนีประนอม สมานฉันท์ แก้ไขปัญหาคับแค้นทางจิตใจ วันนี้ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหา กระทรวงมหาดไทยเป็นฝ่ายสนับสนุน
ทบ. รับสมัครคัดเลือกบุคคลเป็นทหารกองเกิน ยอมรับหนักใจแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบ เข้ามาสอดแนม ฟุ้งยอดสมัครทหารทะลักมากกว่า ปี2550
(18มีค.) พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก แถลงถึงตรวจเลือกทหารกองเกิน เข้ารับราชการทหารประจำปี 2551 ว่า กองทัพบกตรวจเลือกและคัดเลือกทหารกองเกิน เข้ารับประจำการปี 2551 ระหว่างวันที่ 1-12 เมษายน 51 โดยผู้เข้ารับการตรวจเลือก ต้องเกิดปี 2530 มีอายุ 21 ปี และผู้ที่เกิดปี 2522-2529 ที่ผ่านการตรวจเลือก แต่ไม่ถูกเข้ากองประจำการ สำหรับผู้ที่เป็นทหารกองประจำการ จะได้รับเงินเดือนๆละ 1,550 บาท เบี้ยเลี้ยง 75 บาทต่อวัน กองทัพบกต้องการให้การตรวจเลือกเป็นไปด้วยความยุติธรรมที่สุด โดยกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริต ด้วยการตั้งคณะกรรมการตรวจเลือกทั้งหมด 154 คณะ แต่ละคณะจัดประธานกรรมการการตรวจเลือก เป็นผู้นำหน่วยระดับกองพัน
โดยมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการตรวจเลือกทุกคณะ ทั้งนี้ในปีนี้กองทัพรับทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการทั้ง 3 เหล่าทัพ รวม 85,760 คน โดยแบ่งเป็นสำนักงานปลักกระทรวงกลาโหม และกองบัญชาการกองทัพไทย 1,392 คน,กองทัพบก 62,323 คน , กองทัพเรือ 16,000 คน , กองทัพอากาศ 6,045 คน ผู้ที่สมัครทหารกองเกินเข้ารับราชการเพิ่มขึ้นจากปี 2550 จำนวน 4,059 คน หรือประมาณ 30%
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนจังหวัดชายแดนใต้ จะมีวิธีคัดเลือกอย่างไร เพื่อป้องกันแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบเข้ามาสมัคร พล.อ.จิรเดช กล่าวว่า เบื้องต้นเราไม่สามารตรวจสอบถึงจิตใจของเขาได้ แต่ข้อดีคือ หากเขามาอยู่กับเรา เขาจะมีความเข้าใจมากขึ้น และเป็นคนดี ส่วนแนวร่วมที่จะเอาข่าวไปเปิดเผยข้างนอก ก็เป็นเรื่องที่น่าหนักใจ และเราก็ต้องระมัดระวัง เพราะเราไม่สามารถแยกจิตใจคนได้ เพราะไม่มีใครออกมาประกาศ ว่าเป็นแนวร่วมหรือไม่ ซึ่งเราจะอาศัยการเกณฑ์ทหาร ในการหล่อหลอมคนเหล่านี้ ให้เป็นคนดี และออกไปเผยแพร่ให้คนในพื้นที่ได้รับทราบ
เมื่อถามว่า เพื่อป้องกันการทุจริต มีการกำชับไปยังสัสดีจังหวัดอย่างไรบ้าง พล.อ.จิรเดช กล่าวว่า กำชับทุกปี ซึ่งการทุจรติในปัจจุบันลดลงมาก เพราะว่าเรามีการตรวจสอบหลายขั้น ซึ่งนโยบายของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้เน้นหลักความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ สำหรับผู้ที่มีการทุจริต เรามีบทลงโทษที่ค่อนข้างหนัก การทุจริตในส่วนของทหารมีน้อย ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกนายหน้าเสียมากว่า
ต่อข้อถามว่า สาวประเภทสองเราจะมีวิธีการคัดเลือกอย่างไร พล.อ.จิรเดช กล่าวว่า ที่ผ่านมาการตรวจคัดเลือก จะมีการระบุว่าบุคคลประเภทนี้เป็นโรคจิต ซึ่งความจริงแล้วไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นอะไร ทางกองทัพต้องการแก้กฎกระทรวง เพื่อแก้กฎหมายฉบับนี้ใหม่ ระหว่างนี้เราจะกำหนดให้เป็นบุคคลประเภท 3 ตามพ.ร.บ.ราชการทหาร คือรักษาภายใน 30 วัน ถ้าไม่สามารถทำให้เป็นปกติได้ ก็กำหนดให้เป็นบุคคลประเภท 3 จะต้องเข้ามารับการเกณฑ์จำนวน 3 ครั้ง ถ้ายังไม่หายอีก ก็จะต้องเอาออกจากการประจำการ ซึ่งทางหน่วยกำลังสำรอง ได้ทำเรื่องนี้หารือไปทางกรมแพทย์ ในการกำหนดโรคที่ขัดต่อการเป็นทหาร
สมัคร ประกาศต้องจัดการคนบุกรุกป่าให้ได้
ทำเนียบฯ 18 มี.ค. – “สมัคร สุนทรเวช” ประกาศต้องเอาผิดกับคนบุกรุกป่าให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ หรือ นักการเมือง ระบุ ขอให้มีหลักฐานชัดเจน จะเอาชื่อนามสกุลมาประจาน ไม่หวั่นจะต้องถูกคดีหมิ่นประมาท เปรยกำลังดูปัญหาเขายายเที่ยงด้วย
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (18 มี.ค.) ถึงการบุกรุกป่าในโครงการราชดำริ ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า ได้รับรายงานชัดเจนแล้ว ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์ จัดการเต็มที่ และจะให้ลงโทษเด็ดขาด ยืนยันว่า เรื่องการบุกรุกป่าจะต้องเอาเรื่อง ต้องการดูตัวว่าใครเป็นคนบุกรุก ใครทำผิดกฎหมายต้องจัดการ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
“ผมอยากดูว่าเป็นใคร เอามาให้รู้ว่ามันเป็นใคร ทำแค่ไหน อย่างไร เอามาประจาน บอกชื่อนามสกุลว่าเป็นใคร ต่อไปนี้ต้องเอาให้ได้ ที่ลอยหน้าลอยตา ที่เราทำอะไรไม่ได้ ต่อไปนี้ต้องทำให้ได้ กระทรวงที่รับผิดชอบได้เข้ามาดูแลพร้อมกับผม จริง ๆ แล้วผมก็ดูเรื่องเขายายเที่ยงอยู่ เป็นเรื่องของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ถ้าเจอรัฐมนตรีก็จะถามให้” นายสมัคร กล่าว
ต่อกรณีการบุกรุกป่าสงวนที่ผ่านมา มักเอาผิดได้เฉพาะชาวบ้าน แต่ไม่มีนักการเมืองระดับสูง นายสมัคร ย้อนถามว่า แล้วทำไมไม่เข้าไปให้ถึง ต้องเข้าให้ถึง และว่าไม่จำเป็นต้องใช้กลไลรัฐ ใช้กลไกธรรมดา ตนนิยมนำมาประกาศชื่อ ว่าเป็นใครอย่างไร ชื่อนามสกุลอะไร สังกัดพรรคไหน เอามาประจานอย่างนี้ บ้านเมืองถึงจะอยู่ได้ ที่ผ่านมาทำไมไม่ทำกัน ทำไมไม่ไปต่อว่าเขาบ้าง
“จะเขียนจดหมายมาถึงผม ให้ไปตรวจสอบก็ได้ ที่ไหนอย่างไรจะจัดการให้เลย แต่ไอ้เรื่องบุกรุกป่า หรือแม้แต่เรื่องลักวิ่งชิงปล้น ก็ประกาศเป็นนโยบายแห่งชาติ แต่เรื่องนี้จะต้องทำให้ดูเป็นชิ้น ๆ ขอให้บอกเบาะแสมา จะมาประจานให้ดูว่ามันเป็นใคร แน่ใจแล้วก็ประกาศก่อน โดนคดีหมิ่นประมาทก็ไม่เป็นไร แบบนี้ถึงจะเป็นแบบถึงลูกถึงคน” นายสมัคร กล่าว.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-18 16:48:31

นายกรัฐมนตรีเตรียมประชุมจีเอ็มเอส 30-31 มี.ค.
ทำเนียบฯ 18 มี.ค.- นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 30-31 มี.ค. จะมีการประชุมกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือกรอบความร่วมมือ 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ (จีเอ็มเอส) ที่นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยไทยจะเสนอเรื่องการท่องเที่ยวครอบคลุมทุกประเทศในภูมิภาค สำหรับเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อประเทศต่าง ๆ ที่บางประเทศยังไม่สะดวกนั้น ได้เสนอให้ประเทศที่ค้าขายรถมาลงทุนก่อสร้างเส้นทาง เมื่อเส้นทางการคมนาคมดี เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวทางรถจำนวนมาก และจะเป็นการสร้างอาชีพ และรายได้ให้กับประชาชนในประเทศนั้น ๆ
สมัคร ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาใต้อย่างมาก
ทำเนียบฯ 18 มี.ค.- “สมัคร สุนทรเวช” ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาใต้อย่างมาก มีการทำงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอามาพูด เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะมีความพยายามจะยกให้เป็นปัญหานานาชาติ
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (18 มี.ค.) ถึงเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รุนแรงขึ้น ว่า คนเป็นนายกรัฐมนตรีได้รับรายงานตลอด ละเอียดทุกอย่าง และวันนี้ก็ได้ขอให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปตรวจสอบ ซึ่งในพื้นที่รายงานว่า จะเกิดเหตุระหว่างวันที่ 13-15 มี.ค. ซึ่งก็ได้เผื่อไว้ถึงวันที่ 20 มี.ค. แต่มาเกิดเหตุวันที่ 16 มี.ค. 51
“ทั้งหมดนี้ไม่ได้พูด ไม่ได้แสดงความคิดเห็น แต่ได้ดำเนินการเป็นการภายใน ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง ขอแถลงให้ทราบว่า ถ้าใครจะซักไซ้ไล่เรียงในเรื่องนี้ ผมทำหน้าที่ของผมแล้ว และสามารถจะทำได้ตอนที่อยู่กรุงเทพฯ และให้รัฐมนตรีมหาดไทยช่วยลงไปดูในเรื่องนี้ก่อน” นายสมัคร กล่าว
ส่วนการเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 20 มี.ค.นี้ จะประชุมเพื่อรับทราบรายละเอียด หรือมอบนโยบาย นายสมัคร กล่าวว่า ประชุมเรื่องนี้หลายหน แต่ไม่ได้แถลง เพราะไม่ควรจะแถลง แต่ผู้ที่มีหน้าที่ทำงานกันทุกคน ทั้งผู้บัญชาการทหารบก ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รู้รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีหลักฐานให้ตรวจสอบ แต่เป็นงานที่ทำแล้วไม่ต้องเอามาบอก หรือแถลง จะต้องระมัดระวัง มีบทเรียนมาแล้ว
“สังคมไทยสมัยใหม่เปลี่ยนแปลงไปมาก เกิดเหตุปุ๊บ บรรดาสถานีโทรทัศน์ทำหน้าที่ใหม่ตั้งตัวเป็นพนักงานสอบสวนหมด ของบางสิ่งบางอย่างขอให้สถานการณ์มันฟักตัวมันบ้าง เขาจับกุมได้ แฉโพยเขาหมด แทนที่จะจับต้นแถวได้ก็หนีหมด ตำรวจก็พลอยเล่นไปกับเขาด้วย ผมจะทำก็ต่อเมื่อสอบสวนเสร็จแน่นอน รู้แล้ว จะมาแถลงว่าเป็นคนนี้ ๆ ส่วนการสอบสวนหาต้นตอ ตื้นลึกหนาบาง ยังพูดไม่ได้ ต้องให้ข่าวมันฟักตัวมันบ้าง ให้ตำรวจได้ทำงาน” นายสมัคร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า นโยบายในการแก้ไขปัญหาภาคใต้จะปรับเปลี่ยนหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า กำลังทำกันอยู่ภายใน ปัญหานี้จะต้องระมัดระวัง เพราะกำลังจะถูกดึงไปสู่นานาชาติ แต่รัฐบาลไทยต้องการให้อยู่ในขอบเขตของเรา และว่าเวลานี้มีอยู่ 6 กลุ่ม 2 กลุ่มพยายามเคลื่อนไหวให้เอิกเกริก และมีการเจรจาอยู่ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ แต่รัฐบาลไทยไม่ยอมรับ เมื่อถามว่า แสดงว่ารู้ว่าระดับหัวขบวนการเป็นใคร นายสมัคร กล่าวว่า จะอวดว่ารู้หมดคงไม่ได้ แต่รู้รายละเอียดเท่าที่นายกรัฐมนตรีควรจะรู้ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเฉย ๆ แล้วไปทำงาน
“นักข่าวท้องถิ่นคงได้เห็น แต่สื่อมวลชนที่นี่ไม่ได้เห็น ได้เห็นในสิ่งที่เขาถ่ายมาให้หมดกลับไปกินข้าวไม่ได้เลย พระสงฆ์องค์เจ้าหัวแบะ พระถูกฆ่ากลางถนน ดูแล้วเจ็บช้ำน้ำใจอยู่ในหัวอก เมื่อเช้ายิ่งฟังข่าวเด็กปิดเทอมก็โดนเข้าไปด้วย อย่างนี้มันต้องพูดจายอกย้อนให้เจ็บแสบ แต่ยังพูดไม่ได้ ยังต้องกล้ำกลืนลงไป เพราะสถานการณ์เขาขอให้ช่วยประคับประคอง ถึงได้บอกว่าผมรับรู้เรื่องนี้ นายเฉลิมจะลงไป เดี๋ยวจะว่าไม่มีใครลงไป ได้โปรดเห็นใจเถอะครับ เรื่องนี้มันเรื่องสำคัญของบ้านเมือง” นายสมัคร กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
ต่อข้อถามว่า รัฐบาลชุดที่แล้วพูดถึงการเจรจา รัฐบาลนี้มีแนวคิดจะเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่เจรจา เพราะหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่เห็นด้วยที่จะให้เจรจา อย่างไรก็ตาม นายสมัคร ไม่ตอบคำถามว่า รัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะควบคุมสถานการณ์ภาคใต้ได้หรือไม่ โดยให้เหตุผลว่า มีคนบอกว่า มาอยู่ตรงนี้ ต้องยิ่งพูดน้อยหน่อย แต่ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหานี้อย่างมาก
“ผมจะมาอวดศักดาได้อย่างไร บทเรียนของผม อย่างที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีพูดออกมาคำเดียวว่าโจรกระจอก บัดนี้ผ่านมากี่ปีแล้ว ไปหาว่าเขาเป็นโจรกระจอก ไม่ใช่ ยังไงก็ไม่ใช่ ทางศาสนาก็ไม่ใช่ เขาต้องการให้สถานการณ์ตรงนี้ เป็นสถานการณ์นานาชาติ ผมพูดได้มากสุดเท่านี้ แต่เขากำลังจัดการให้มันเสร็จ บอกได้เลยว่าประชาชนเขาอยู่ข้างรัฐบาล” นายสมัคร กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายสมัคร กล่าวว่า ผู้ที่ก่อความรุนแรงในภาคใต้ ไม่ใช่ไทยพุทธ และไม่ใช่ไทยอิสลาม แต่เป็นพวกที่ไม่มีศาสนา.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-18 16:36:34

ครม.ตั้ง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ เป็น ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์
ทำเนียบฯ 18 มี.ค.- น.ส.วีรินทร์ทิรา นาทองบ่อจรัส รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ให้แต่งตั้งนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สังกัดกระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคำสั่งให้รักษาราชการแทนในตำแหน่งดังกล่าว และยังแต่งตั้ง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เป็นผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์.-สำนักข่าวไทย
"สนธิ ลิ้มทองกุล"คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 1
มาแล้วครับ มาตามสัญญา สัญญาที่ให้ไว้กับมิตรรักแฟน Hi-thaksin ว่าจะนำเนื้อหาสาระดีๆ ในหนังสือ "อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1" และ "ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิเล่มที่ 2" ที่ผมถือโอกาสแวะเวียนไปหาซื้อหนังสือ มาจากร้านขายหนังสือมือสอง แถวๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ผมไปทำธุระเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่กว่าจะนำมาเสนอต่อสายตาของท่านได้คงต้องใช้เวลาหน่อยนะครับ เพราะกว่าจะแกะตัวหนังสือนั่งพิมพ์ แต่ละตอนซึ่งมีความยาวเป็นสิบๆ หน้า ก็ทำเอาผมซึ่งพิมพ์ดีดไม่ค่อยจะคล่องต้องนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หลายชั่วโมง
อย่างที่ผมได้เกริ่นๆ กับท่านผู้อ่านไว้ว่า เนื้อหาสาระในพ็อกเก็ตบุ๊คทั้ง 2 เล่ม ได้อธิบายเรื่องราวของคนชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำสำคัญกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในมุมที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของสนธิ ลิ้มทองกุล
หากใครได้อ่านเนื้อหาสาระของพ็อกเก็ตบุ๊คทั้ง 2 เล่มนี้แล้ว จะทำให้ท่านได้รับรู้พฤติกรรม ได้รับทราบสันดานของคนชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล อย่างถึงแก่น เพราะผู้เขียน ได้อธิบายเรื่องราวอย่างละเอียด ในทุกแง่มุม และในทุกซอกหลืบที่คนทั่วไปไม่เคยรับรู้ ซึ่งเป็นข้อมูลทั้งลึก และลับ
วันนี้ ผมจะนำเนื้อหาในหนังสือเล่มแรก"อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1" ตอน Return of สนธิ มานำเสนอให้กับท่านผู้อ่านได้รับทราบ ซึ่งกะเทาะเปลือกของสนธิ ลิ้มทองกุล ได้อย่างแสบสันต์ โดยเฉพาะพฤติกรรมโกงของสนธิ ลิ้มทองกุล โดยผู้เขียน ได้จำกัดนิยาม พฤติกรรมโกงของสนธิ เป็น อาชญากรเศรษฐกิจ หรือ โจรเสื้อนอก ในกรณีร่วมกันปลอมแปลงเอกสารประกอบการทำสัญญา เพื่อค้ำประกันเงินกู้ ให้กับบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จนถูกสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. แจ้งความดำเนินคดีกับสนธิและพวก
และอีกประเด็น ที่ไม่ควรมองข้าม คือ ที่ผู้เขียนได้อธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมโฉดของของสนธิ ลิ้มทองกุล กรณีเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ที่สนธิกระทำต่อ ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เพียงเพราะธารินทร์ ซึ่งเป็นประธาน ก.ล.ต. โดยตำแหน่ง ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ กรณีที่สนธิถูกสำนักงาน ก.ล.ต. แจ้งความดำเนินคดี จนเป็นที่มาของรายการ "แค้นสั่งฟ้า"ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน
เอาหล่ะครับ ผมคิดว่ามิตรรักแฟน Hi-thaksin คงจะเบื่อรายละเอียดที่ผมสาธยายและอยากให้ผมรีบๆ สรุปจบ จะได้เข้าเรื่องเสียที ก็เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเข้าเรื่องกันเลยหล่ะกัน..........
///////////////////////////////////////
Return of สนธิ
หลังจากพังพาบไปกับพิษไข้ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเคยประกาศความยิ่งใหญ่ของชนชาติผิวเหลือง ให้นักธุรกิจสื่อในซีกโลกตะวันตกได้ประจักษ์ในความสามารถ เหมือนกับครั้งหนึ่งในอดีตกาลที่ เจงกีสข่าน ได้ยกพลบุกตะลุยไปจนถึงยุโรป ก่อนจะสิ้นชีพ เพราะความทะเยอทะยานที่เกินกำลังของตัวเอง
"โมกุลแห่งสื่อของเอเชีย" อย่างสนธิ ลิ้มทองกุล ก็มีสภาพไม่แตกต่างไปจากจักรพรรดิเจงกีส ข่าน คือ ต้องถึงกาลดับชีพในโลกธุรกิจ ด้วยสภาพหนี้สินล้นพ้นตัวหลายหมื่นล้านบาท อาณาจักร เดอะ เอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ที่เสกเป่าขึ้นมาด้วยลมปากและปลายลิ้น ก็ล่มสลายพังครืนลงจนยากจะรับมือไหว
เมื่อหมดสิ้นหนทางที่จะต้านพิษไข้ต้มยำกุ้ง และไม่อาจจะทานพายุเศรษฐกิจที่พัดผ่านประเทศไทยไปได้ สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ประกาศทฤษฎี 3 ไม่ ขึ้นในวงการธุรกิจประเทศไทย ที่ทำให้ลือลั่นไปทั่วโลก ได้แก่ "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" พร้อมประกาศตนเป็นลูกหลาน (นอกรีต) พระเจ้าตาก ด้วยการ "ชักดาบ"เจ้าหนี้ทุกรายประดามี
กระบวนท่าของสนธิ บังเกิดผลสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทุกระดับ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากมีนักธุรกิจจำนวนมาก ยึดสนธิ เป็นแบบอย่างในการต่อสู้กับเจ้าหนี้ด้วยทฤษฎี 3 ไม่ ส่งผลให้ประเทศไทย กลายเป็นลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ต่างชาติเข็ดขยาดไปตามๆ กัน
กล่าวกันว่าเฉพาะ บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) มีหนี้สินมากกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่มากเกินกว่าสนธิ จะเยียวยาได้ จึงต้องปล่อยให้เจ้าหนี้เข้ามาจัดการแบ่งสันปันส่วนหนี้ที่สนธิ สร้างเอาไว้ ในขณะที่สนธิ ก็หมดสภาพที่จะยื้อยุดฉุดกระชากลากหนี้กับเจ้าหนี้ทั้งหลาย จนต้องยอมรับสภาพบุคคลล้มละลายในวันหนึ่งเมื่อธนาคารนครหลวงไทย ฟ้องให้ชำระหนี้จำนวน 151 ล้านบาท สนธิไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธนาคารนครหลวงไทย ก็ดำเนินการในชั้นศาล ให้ศาลสั่งสนธิ เป็นบุคคลล้มละลาย
ถึงแม้จะตกอยู่ในสถานภาพบุคคลล้มละลาย แต่สนธิ ก็ยังคงมีบทบาทในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ในฐานะที่ปรึกษาบริษัท แมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) และการดำเนินชีวิตของสนธิ ก็ยังคงเป็นไปอย่างมีสีสัน ไม่แตกต่างจากก่อนจะเป็นบุคคลล้มละลายมากนัก นักการเมือง นักวิชาการจำนวนมาก ยังคงแวะเวียนไปหา ไปขอความเห็นเรื่องต่างๆ อยู่เป็นประจำ ไม่เพียงเท่านั้น สนธิ ยังอยู่เบื้องหลังการขยายกิจการของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อทำธุรกิจสื่อเวบไซต์ และสื่อโทรทัศน์ ในนาม ไทยเดย์ดอทคอม ที่มีจิตตนารถ ลิ้มทองกุล ลูกชายคนเดียวของเขาเป็นกรรมการผู้จัดการด้วยเงินทุนหลายร้อยล้าน
ถึงแม้จะอยู่เบื้องหลังและรั้งตำแหน่งเพียงที่ปรึกษาบริษัท แต่ก็ไม่อาจจะปกปิดสถานภาพที่แท้จริงของตัวเองต่อสายตาของนักลงทุน และเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการสื่อมวลชนได้ เนื่องจากการเดินหมากทางธุรกิจของสนธิ เป็นหมากที่ดุดัน กว้านซื้อตัวบุคลากรมือดีจากค่ายต่างๆ เข้ามาอยู่ในคอกของตัวเองอย่างไม่พรั่นพรึงต่อราคาที่มีการนำเสนอเข้ามา ขุนพลข่าวมือดี จากโทรทัศน์ทั้ง 6 ช่อง ถูกอำนาจเงินดูดไปอยู่ภายใต้ชายคาบ้านเจ้าพระยา และบ้านพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นป้อมค่ายหลักของสนธิ ในการหวนกลับคืนสู่สังเวียนธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้งหนึ่ง
ด้วยการลงทุนหลายร้อยล้านบาท เพื่อสร้างอาณาจักรใหม่ ที่มีเวบไซต์ manager.co.th และโทรทัศน์ 11 news 1 เป็นหัวหอกหลักนี้เอง จึงทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นในวงการธุรกิจ และวงการสื่อมวลชนในประเทศ ว่าแท้จริงแล้วสนธิ ไม่ได้บาดเจ็บจากพิษไข้ต้มยำกุ้งจริง ไม่ได้ล้มตามที่เป็นข่าว
จริงอยู่ บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ล้มไปแล้ว แต่สนธิ ยังคงยืนได้อย่างสง่าผ่าเผย ซึ่งพฤติกรรมดังนี้ ไม่อาจเรียกเป็นอื่นได้ นอกจากการล้มบนฟูก กล่าวคือ บริษัทเจ๊ง แต่สนธิ ไม่ได้เจ๊งตามไปด้วย เพราะความชาญฉลาดในการทำธุรกิจ และความเจนจัดในการใช้บริษัท และตลาดหลักทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเอง เชื่อกันว่าสนธิ ได้ใช้กระบวนท่าดูดเงินบริษัทมหาชน เข้าไปอยู่ในเซฟของตัวเองจำนวนมหาศาล
หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 สนธิได้หลบลี้หนีหน้าออกจากวงการธุรกิจนานพอสมควร ก่อนจะกลับมาปรากฏกายในวงการหนังสือพิมพ์อีกครั้ง ในนามของพายัพ วนาสุวรรณ ที่ทำให้มิตรรักอย่าง ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ต้องจดจำไปอีกนาน ด้วยลีลาการ เปลือยธารินทร์ อย่างเจ็บแสบ เพียงเพราะ ธารินทร์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น มีทีท่าเมินเฉยต่อความเดือดร้อนของสนธิ ที่กำลังซมพิษไข้ต้มยำกุ้ง ชนิดที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด
สนธิใช้ข้อมูลวงใน ที่เคยคลุกคลีตีโมงอยู่กับสองพี่น้อง "นิมมานเหมินทร์" คือ ธารินทร์ และศิรินทร์ มาย้อนถล่มธารินทร์อย่างรุนแรงหนักหน่วง กระทั่งภาพลักษณ์ขุนคลังไร้เทียมทานของธารินทร์ ที่ประชาชนฝากความหวัง ต้องเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว และกลายเป็นขุนคลังไร้ราคา โดยเฉพาะเรื่องการขายทรัพย์สินของ ปรส.ให้แก่บรรษัทข้ามชาติในราคาถูกๆ แบบเลหลัง ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีนายธารินทร์ เป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ และเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ ไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชน กระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล และทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาในที่สุด
ต้องยอมรับว่าสนธิ เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีวิธีการนำเสนอข้อมูลที่ยากให้เข้าใจง่ายได้เก่งที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งนับเป็นเสน่ห์ที่ทำให้มีผู้คนติดตามงานของเขาเป็นจำนวนมาก หลายคนตกอยู่ใต้มนต์ของตัวหนังสือที่สนธิร่ายให้ฟังชนิดที่ไม่อยากคิดอะไรเองอีกแล้ว พากันหลงเชื่อคล้อยตามตรรกะแบบสนธิไปได้ง่ายๆ
มีการสืบสาวราวเรื่องกันในเวลาต่อมาว่า เหตุที่สนธิ ในนามของพายัพ วนาสุวรรณ ตั้งหน้าตั้งตาไล่ถล่ม ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ ชนิดที่ไม่เห็นแก่คุณธรรมน้ำมิตรแต่เก่าก่อน ซึ่งเคยกินอยู่หลับนอนมาด้วยกัน ก็คือ กรณีที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 มีผู้ร้องเรียนต่อ ก.ล.ต. หรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ว่า บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลเอนยิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน) หรือ IEC ปกปิดข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ให้แก่บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) จำนวน 1,078 ล้านบาท และจากการตรวจสอบของก.ล.ต. พบว่าการกู้เงินรายการนี้ของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) มีบริษัท เดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ MGR ร่วมเป็นผู้ค้ำประกันด้วย
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของก.ล.ต. พบว่าสัญญากู้ยืมเงินที่เดอะเอ็มกรุ๊ป กู้จากธนาคารกรุงไทย และสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของ MGR นั้นลงนามโดยคน 4 คน ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล สุรเดช มุขยางกูร เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และยุพิน จันทนา ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม แต่เรื่องนี้กรรมการของ MGR ไม่ได้รับทราบ และไม่ได้มีการเปิดเผยในงบการเงินของ MGR ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และตามประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากคนทั้ง 4 ได้กระทำการทุจริตโดยใช้อำนาจที่ตนได้รับมอบหมายแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR โดยตรง
รวมทั้ง ในการทำสัญญาประกันดังกล่าว บุคคลทั้ง 4 ได้ร่วมกันปลอมสำเนารายการงานประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่า คณะกรรมการ MGR ได้มีมติให้ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ในนาม MGR การกระทำดังกล่าวเป็นการลวงให้ผู้อื่นหลงผิดจนก่อให้เกิดภาระและความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นของ IEC และของ MGR
นอกจากนี้ บุคคลทั้ง 4 รายได้ร่วมกระทำความผิดจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ MGR โดยตรงแล้ว บุคคลดังกล่าว ยังไม่ได้ดำเนินการให้ MGR เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับภาระค้ำประกันเงินกู้ยืมให้แก่ เดอะเอ็มกรุ๊ป ในงบการเงินของ MGR ที่ต้องส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ตรงกับความเป็นจริง และไม่เป็นปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ลงทุนขาดข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุน
จากการตรวจสอบของก.ล.ต.ดังกล่าว จึงนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับสนธิและพวกรวม 4 คน ต่อกองบังคับการตำรวจคดีเศรษฐกิจ กรณีร่วมกันปลอมแปลงเอกสารประกอบการทำสัญญาในนามของ MGR เพื่อค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาท ให้กับบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบ จนทำให้ MGR เสียหายอย่างมากในเวลาต่อมา
ข้อกล่าวหาของก.ล.ต.ที่มีต่อสนธิและพวก หากพูดกันภาษาชาวบ้าน หรือภาษาข่าว ก็คือ อาชญากรเศรษฐกิจ หรือ โจรเสื้อนอก นั่นเอง ซึ่งข้อกล่าวหานี้ ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริงจากนายพีรศักดิ์ วรสุนโอสถ กรรมการอิสระ บริษัท ไออีซี จำกัด(มหาชน) ในฐานะประธานคณะทำงานจรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบริษัท ไออีซี ค้ำประกันเงินกู้ให้บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด ที่เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตามคำสั่งของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สรุปว่า การค้ำประกันเงินกู้ให้แก่บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป กับธนาคารกรุงไทย จำกัด ระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 มูลค่า 1,198 ล้านบาท เป็นการดำเนินงานโดยการรู้เห็นของนายสุรเดช มุขยางกูร กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ไออีซี เพียงผู้เดียว
"คณะกรรมการมีการสอบถามนายสุรเดช ได้รับการชี้แจงว่า บริษัท ไออีซี ค้ำประกันเงินกู้ของบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อกันหลายครั้ง ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2539 ทั้งที่การกู้ยืมของเดอะ เอ็มกรุ๊ป มูลค่า 1,198 ล้านบาท มีการวางหลักประกันเป็นที่ดินและใบหุ้นมูลค่ารวมประมาณ 1,632 ล้านบาท แต่ธนาคารกรุงไทยต้องการให้มีการค้ำประกันเพื่อความมั่นใจในเงินกู้ บริษัท จึงเข้าค้ำประกันร่วมกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด" นายพีรศักดิ์กล่าว
สำหรับ สาเหตุของการเข้าค้ำประกันเงินกู้ ได้รับการชี้แจงจากนายสุรเดชว่า บริษัทเดอะ เอ็ม กรุ๊ป ติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านทางนายสุรเดช และตัดสินใจเข้าค้ำประกัน เนื่องจากเห็นว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของไออีซี เพราะมูลค่าหลักประกันที่เดอะ เอ็มกรุ๊ป วางไว้สูงกว่าวงเงินกู้ยืม และยังมีบุคคลอื่นร่วมค้ำประกัน ขณะที่เดอะ เอ็มกรุ๊ป มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในไออีซี ซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือด้านธุรกิจมาตลอดตามธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัทในเครือเดียวกัน โดยในช่วงที่ไออีซี จำเป็นต้องหาเงินทุนก็จะได้รับความช่วยเหลือจากเดอะ เอ็มกรุ๊ป จึงตัดสินใจด้วยความสุจริตลงนามค้ำประกันเงินกู้
กล่าวกันว่ากรณีของไออีซีนี้ ทำให้สนธิ ลิ้มทองกุล เสียหายอย่างหนัก ทั้งทางเครดิต และทางแหล่งเงิน ที่จะเข้ามากอบกู้อาณาจักร เดอะ เอ็มกรุ๊ป จึงเป็นเหตุให้เกิดรายการ "แค้นสั่งฟ้า" ขึ้น บนหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในคอลัมน์ของพายัพ วนาสุวรรณ แล้วในที่สุดก็ฟาดไปที่ก้านคอ ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ จนแทบสลบ
หลังจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ สูญสิ้นอำนาจ เนื่องจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2544 ให้กับพรรคไทยรักไทย ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างชนิดหมดรูปมวย สนธิ ในฐานะนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะได้รับผลบวกหรือผลลบอะไรมากนักกับการเลือกตั้งที่เพิ่งจบลงไป กลับออกอาการดีอกดีใจอย่างเห็นได้ชัด
อาการดีอกดีใจกับชัยชนะของพรรคไทยรักไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการอธิบายในเวลาต่อมาไม่นานนัก เมื่อบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่คุ้นเคย และเคยอยู่ใต้ร่มเงาของสนธิ ในอาณาจักร เดอะ เอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) มาแล้ว อาทิ
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตกรรมการบริษัท เดอะ แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน)
ทนง พิทยะ เพื่อนรักผู้ซาบซึ้งบุญคุณของสนธิ ไม่เสื่อมคลาย
พันศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เอเชียไทม์
กนก อภิรดี อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จำกัด(มหาชน)
ไม่เว้นแม้แต่ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานมูลนิธิไชย้ง ลิ้มทองกุล(มารดาของนายสนธิ) ซึ่งเข้ามาเป็นมือเป็นไม้ให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายประชานิยม ให้กับรัฐบาลไทยรักไทย
การดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลของบุคคลที่เคยทำงานให้กับสนธิ ทำให้เกิดภาพซ้อนขึ้นมาทันทีว่า ระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องมีความสัมพันธ์พิเศษระดับสูงสุด และมาตอกย้ำให้เห็นว่าภาพซ้อนที่เห็นกันนั้น เป็นภาพที่ถูกต้อง ก็คือ การเดินทางไปร่วมงานวันเกิดของสนธิ ถึงสำนักงานหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งสร้างความฮือฮาให้แก่วงการสื่อสารมวลชนเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อมองไปถึงการหวนกลับคืนสู่ธุรกิจสื่อสารมวลชนอย่างคึกคักของสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการ ก็ยิ่งมั่นใจได้ว่า แกนนำสำคัญในรัฐบาลกับสนธิ มีความนัยพิเศษต่อกันอย่างแน่นอน เนื่องจากรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ ได้ทุ่มเทงบโฆษณาเข้าไปในสื่อเครือผู้จัดการของสนธิ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาทิ ธนาคารกรุงไทย การบินไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทย ปตท. ฯลฯ
โดยเฉพาะรายของธนาคารกรุงไทย เจ้าหนี้รายใหญ่ของเดอะ เอ็มกรุ๊ป และเดอะ แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป ถึงกับทำแผนลดหนี้ และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้รายนี้ด้วยการรับชำระหนี้ เป็นสื่อโฆษณาในสื่อเครือผู้จัดการทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และเวบไซต์ ซึ่งนับว่าเป็นลูกหนี้ที่ได้รับการปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากวิโรจน์ นวลแข กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ในขณะนั้น ก็คือ เพื่อนรักและผู้มีอุปการคุณรายใหญ่ของสนธิ มาโดยตลอด
การหวนกลับคืนสู่วงการธุรกิจสื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเปรียบเสมือนการกลับคืนสู่รากเหง้าของตัวเองของนักธุรกิจสื่อข้ามชาติ ที่พ่ายแพ้ย่อยยับกลับมา จึงต้องหลบเลียแผลในบ้านตัวเอง ถูกโจมตีอย่างหนักจากเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร เข้าจองบริษัท วอชด๊อก จำกัด ซึ่งดำเนินรายการโทรทัศน์ในช่อง 9 อ.ส.ม.ท. และช่อง 11 อยู่หลายรายการ แต่ต้องถูกเตะออกมา เพื่อเอาเวลาไปให้แก่สนธิ เป็นผู้ดำเนินรายการแทน
นอกเหนือจากการได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐในทุกสื่อของเครือผู้จัดการ จนแทบเก็บเงินเก็บทองกันไม่ทัน บริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป ก็ยังได้รับการพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ จากเจ้าหนี้ ให้เป็นกรณีพิเศษอีกด้วย ตัวเลขการปรับลงหนี้ให้กับเดอะ เอ็มกรุ๊ป มากถึง 6,000 ล้านบาท
เรียกได้ว่า ในช่วงต้นของรัฐบาลไทยรักไทย สนธิ ในฐานะบุคคลล้มละลาย และผู้ต้องหาของก.ล.ต. ได้รับการปฏิบัติจากกลไกของรัฐ ในฐานะ "คนพิเศษ" จนเป็นที่ครหานินทาไปทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ก็ไม่อาจสะท้านความรู้สึกของสนธิ และอดีตผู้ร่วมงาน ที่ได้ดิบได้ดีมีอำนาจวาสนาในรัฐบาลอย่างเนืองแน่น
พร้อมๆ กับความยิ่งใหญ่ของพรรคไทยรักไทย ก็คือ การตื่นจากหลับของเครือผู้จัดการ และสนธิ และออกก้าวเดินอย่างไม่สนใจคำทักท้วงของใครหน้าไหนทั้งสิ้น รายการวิทยุ 97.5 MHz รายการโทรทัศน์ ก่อนจะถึงจันทร์ เมืองไทยรายวัน ทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. คือการเปิดเกมอุ่นเครื่องบนธุรกิจสื่ออีกครั้งของสนธิ ก่อนจะเปิดเกมรุกอย่างจริงจังกับสถานีข่าว 11 News 1 หรือ 11/1 ที่สนธิ มีความหวังอย่างมากว่า เขาจะมาแทนที่ สุทธิชัย หยุ่น และเครือผู้จัดการ จะมาทดแทน เนชั่นแชนแนล ที่ถูกรุกไล่จนตกจากจอโทรทัศน์ ทั้งแบบฟรีทีวี และเคเบิ้ลทีวี
ด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่ สนธิ จึงเดินหน้าทำธุรกิจสื่ออีกครั้ง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะกลับมาเป็นเบอร์หนึ่งของวงการอีกครั้งให้ได้ พร้อมๆกับการเดินหน้าปกป้อง และอาสาเป็นกองเชียร์ให้กับรัฐบาล และนายกฯทักษิณ ทุกเวที ทุกนาที และทุกสถานที่ ที่มีอยู่ในสื่อในเครือผู้จัดการ ในรูปแบบที่เรียกว่า "นายกฯข้า ใครอย่าแตะ" ใครจะมาแตะต้องนายกฯทักษิณ ไม่ได้ สนธิ จะใช้หน้าหนังสือพิมพ์ที่เขามี รายการโทรทัศน์ที่เขาจัด และรายการวิทยุ ที่เขาพูด ตอบโต้ แก้ต่างให้กับนายกฯทักษิณ โดยไม่สนใจว่าใครจะครหานินทาว่ากล่าวเขาถูกซื้อตัวแต่อย่างใด เนื่องเพราะการเกิดของรัฐบาลไทยรักไทย และนายกทักษิณ ก็คือ อนาคตที่สดใสของผู้จัดการ และสนธิ ในวันนั้นเช่นเดียวกัน
///////////////////////////////////////
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ มิตรรักแฟน Hi-thaksin อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของคนชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล แล้วรู้สึกอย่างไร แต่.....อ่ะ.....อ่ะ.....ขอร้องนะครับ อย่าทำเป็นนิ่งเฉย หากท่านรู้สึกล่ะก็ ช่วยกันระบายความรู้สึกที่มีต่อคนชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาเป็นตัวหนังสือในช่องแสดงความคิดเห็นข้างล่างกันหน่อยนะครับ เพราะผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าท่านมีความรู้สึกเหมือนกับที่ผมรู้สึกหรือไม่
แล้วพรุ่งนี้ มาติดตามกันต่อว่าผมจะนำเรื่องอะไรในพ็อกเก็ตบุ๊คทั้ง 2 เล่ม มาเล่าสู่กันฟัง
บรรทัดทอง
จาก hi-thaksin
ติดคุก...?
หม้อข้าวแกงเหลืองอร่อยเหาะขุมทรัพย์ล่าสุดขอบฟ้าของพรรคโบราณวัตถุข่าวใหญ่ข่าวโตที่เป็นหัวข้อ พูดถึงเรื่องสปิริตของนักการเมืองหล่อสร้างภาพเป็นหัวข่าวร้อนฉ่าร้อนซ่า ร้อนฉาวโฉ่ ลึกล้ำพันตูกว่านิทานหลอกเด็กๆเรื่องใหม่มาเป็นขวัญใจคนไทย วงการมายาจริตแห่งเกมการเมืองน้ำเน่า เอามาตราฐานที่ว่าระดับหัวหน้าแก๊งตายยกพรรค แต่ที่ไหนได้ ข่าวได้เสียแก๊งตกเงินตกทองสูบผลาญงบประมาณแผ่นดินเรื่องรถดับเพลิงอัปยศพ่วงท้ายเรือดับเพลิง อุปกรณ์ดับเพลิงฟัดงาบวงเงิน 6 พันกว่าล้านบาท ปริศนาข่าวชิ้นนี้มันจบไม่ลง เทือกเถาเหล่ากอลงลับกระเป๋าใครเอ๋ย
กะจะไม่วกวนเอาเรื่องเอาราวพรรควัตถุโบราณนี้แล้วเชียว เดี๋ยวชาวบ้านร้านตลาดหาว่ารังแกพรรครูปหล่อขวัญใจแม่ยกแม่หม้ายทำไมกัน ต้องฝากถามนักการเมืองส่งเสาไฟฟ้าไปลงแข่งขันก็ชนะหน่อยว่าที่จะพูดเรื่องน้ำมันเถื่อน เพื่อต่อติดกับเรื่องนายอภิรักษ์ โกษะโยธินผู้ว่าฯกทม.รูปงามหันเหหักมุมสวมหัวโขนยี่ห้อสปิริตเกลียวกราวขึ้นหม้อข่าวหน้าหนึ่งเกือบทุกฉบับ ก็ว่าได้ดังทั้งบ้านทั้งเมือง ด้วยการยุติบทบาทผู้ว่าฯกทม.ฉับพลัน มองชั้นเดียวน่าชื่นชมแต่สะดุดเรื่องราวของย่อหน้าบรรทัดฐานต่อๆไปมีแต่ความเสื่อม สงสัยเข้าครอบงำแทนที่จากขาวผุดผ่องตาลปัตรลับกลายเป็นดำแปรเปลี่ยนท่านั่งยางของนักสร้างภาพแหกตาคน แม้แต่ดุสิตโพลล์สุ่มถามตอบท่าทีเซ็นหนังลากิจ ลาป่วย ลาออก เพื่อยุติบทบาทผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้คอการเมืองเสียงข้างมากเทข้างเกมการเมืองแน่นอน หน้าแหกเย็บไม่ติด หากยึดสโลแกนประชาชนต้องมาก่อนจริง
ย้ำนะคำพูดจากนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดกับนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตส.ส.มหาสารคาม พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากทราบข่าวว่าผู้ว่าฯอภิรักษ์ ตัดสินใจเปิด L/C น่าคิดว่า "ถ้ารู้ว่าแพงแล้วยังซื้อ วันหนึ่งจะติดคุก' อันนี้นายบัญญัติพูดไว้วันที่ 10 มกราคม 2549 ที่ห้องทำงานของท่านเองเนื้อผ้าที่หนึ่ง
ว่ากันเรื่องที่ติดค้างหัวข้อน้ำมันเถื่อนที่จับจัดฉากปล่อยๆ ตามฤดูกาลมีข้อสังเกต ยามใดที่พรรคภาคนิยมขึ้นครองอำนาจข่าวคราวจับน้ำมันเถื่อน เจ้าหน้าที่จะทำงานเฉื่อยลงไม่มีข่าวหน้าสื่อลงแต่อย่างใด พูดลอยๆไม่เห็นภาพมีของจริงประกอยคำบรรยาย สมัยพรรคพลังธรรมดาวรุ่งพุ่งแรงเข้าร่วมรัฐบาลจดจำได้ว่านายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ รมต.ว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สังกัดพรรคพลังธรรม ลุกขึ้นเอาข้อมูลแฉตัวบงการเบื้องหลังขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนถลกเปิดก้นเห็นแสดงหนังสดกลางสภาว่ามีนักการเมืองครองฐานเสียงภาคใต้มาตลอดพัวพัน พูดไม่ทันจบห้องประชุมสภาแทบแตกวุ่นวายอลหม่ายไม่มีชิ้นดี อย่าปล่อยคนชั่วลอยนวลยังล่อยกับสายลมว่าระหว่างนายไชยวัฒน์กับพรรคการเมืองดึกดำบรรพ์...ใครกล่าวเท็จกล่าวจริง
ที่วุ่นวายเพราะ นายบางคนสั่งการลูกพรรคเบรกตบปากผู้ปูดข้อมูลเรื่องนี้ทันที ‘พวกเราไม่ห้ามเดี๋ยวตายหมู่กันแน่คราวนี้' ชนชั้นกลางหน้าโง่ พึงสังวรไว้ให้ดีเหรียญอย่ามองด้านเดียวเหลี่ยมอย่ามองมุมเดียวเด็ดขาดความชั่วร้ายมันแฝงยึดโยงทับจอมหลักการอยู่เช่นนี้
รวมหัวรวบหางกันปล้นชาติอย่างเป็นระบบพรรค (พวก) ทรัพย์สินปรส.ที่เสียค่าโง่ซื้อแพงขายถูกๆ โดนต้มตุ่นขายให้บริษัทที่ปรึกษาฝรั่งถูกๆ ย้อมแมวกลับมาขายรัฐแพงกว่าที่ซื้อตอนต้น ทั้งนักธุรกิจ นายทุนสนับสนุน รับอานิสงส์ถ้วนทั่ว สื่อหน้าโง่งดติดตามเงินงบประมาณแผ่นดินชนิดเกาะเอาเป็นเอาตาย ปล่อยลอยนวลดั่งไม่ใช่ความผิดที่พึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบอย่างเสียมิได้เจ็บแสบที่บริหารประเทศเสียหาย 2 แสนกว่าล้านบาท สื่อเลิกขุดความจริงมาขยายผลว่าพัวพันใครต้องรับผิดชอบ?
ที่มันน่าเจ็บกระดองใจคณะกรรมาการตั้งขึ้นมาสอบสวนที่น่าเชื่อถือทางสังคมกับถูกนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีตรมช.คลัง ไม่ปล่อยเปิดเผยข้อมูลว่าใครเข้าข่ายต้องรับผิดชอบ กลับอ้างหน้าตาเฉยว่าเป็นชั้นความลับขอดูไม่ได้ ทั้งที่รัฐเสียหายกว่า 2 แสนกว่าล้านบาท มีนายธารินทร์ นิมานเหมินทร์ นี่คือความหมายที่แท้จริงของแสดงสปิริตอย่างสูงรับผิดชอบ ท้ายที่สุดขอลาออกเองจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
เข้าเรื่องคดีรถดับเพลิงตรวจสอบคนในพรรคที่สวมบทพระเอกของใครบางคนอย่างนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปปัตย์ กล่าวไว้ช่วงตอนหนึ่งว่า " ผมเรียนตรงๆว่านายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นั้นต้องยอมรับว่าท่านไปเกี่ยวข้องตอนเปิด L/C ดังนั้นท่านจะปฎิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะ 2 ปีที่แล้วท่านเป็นผู้ว่าฯกทม.แต่ไม่มีบทบาทที่ตรวจสอบเรื่องทุจริตในโครงการนี้เลย ส่วนเก้าอี้ท่านขณะนี้ง่อนแง่นหรือยัง ผมไม่ทราบ แต่ผู้ใหญ่ในพรรคบอกว่าให้เดินหน้าเต็มที่ หากมีคนของพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องก็จะไม่ละเว้นเด็ดขาด'
จมูกมดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กลิ่นไม่ดีก็ส่งคนที่ไว้ใจไปตรวจสอบมอบหมายรองผู้ว่าฯ ท่านหนึ่งคอยเช็คความเคลื่อนไหวหลายโครงการทั้งรถไฟฟ้าเครือข่ายค่าผลประโยชน์ สัมปทานที่บริษัทเอกชนเสนอให้หรือเอาไม่เอาอีกบริษัท มีหรือที่นกรู้อย่างนายอภิรักษ์ จะเดี่ยวตัวเองจำเป็นต้องสร้างรองผู้ว่าฯเงาเป็นตัวตายตัวแทนนั่นคือนายวัลลภ สุวรรณดี มาคานอีกทอดหนึ่งกันเหนียว นี่ไม่นับรวมส่วนของขาใหญ่ระดับเลขาธิการพรรค ตั้งบัญชาสั่งการบงการจัดหาสรรผลประโยชน์ ฝังตัวนอมินีนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯฝ่ายโยธาฝ่ายจัดหารายได้ส่งหัวหน้าชุดอีกทอดหนึ่ง
ลูกพี่จมูกมดนายหัวชวน เงียบกริบกว่าเน้นส่งนายนิพันธ์ บุญญภัทโร อดีตผอ.ศอ.บต.นายประกันตรวจสอบกันพลาดอย่างไม่กระพริบรายงานสายตรงอีกชั้นว่าใครงาบล้ำเส้นกินข้ามสาย ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าที่ไม่มีใครอะเออะโวยวายใส่ใจเหมือนงบท้องถิ่นหน่วยอื่นที่มีนักการเมืองระดับชาติเกี้ยเซี้ยฮั้วงานเป็นนิจสิน สื่อสนใจเล่นงานเอาผิดบนหน้าข่าวหนึ่งของนสพ.แต่แปลกงบประมาณกทม.มูลค่าปีละหลายแสนล้านบาท กลับมองข้าม !
ตั้งแต่งบจัดซื้อจัดจ้างต้นไม้กระจอกๆ แทบไม่น่าเชื่อมันมีวิธีการโกงแบบสาธารณะบนเส้นทางพระรามเก้าตัดใหม่สองฝากถนนเส้นนี้ดูๆ ร่มรื่นด้วยต้นปาลม์ประดับประดาสวยงามดีออก เจาะลึกรายละเอียดผู้ว่าฯ กับรองผู้ว่าฯยุคนายพิจิตต รัตนกุล ฉาวโฉ่งาบแดกงบต้นปาลม์เหนาะๆหลายสิบล้านบาท เหตุเพราะเมื่อต้นปาล์มหมดอายุ ชาวสวนมักขุดรื้อทิ้งปลูกทดแทนใหม่ เจ้าของสวนอยากนักหนาที่หาคนช่วยขุดทิ้งเพื่อปรับพื้นที่ลงใหม่ต้องพูดละเอียดกลัวไม่เห็นภาพ ต้นตอการโกงโก่งราคาตั้งงบจัดซื้อต้นละ 1.2 หมื่นบาท ลองคูณจำนวนต้นที่ปลูกสองข้างทางมีกี่พันต้นคำนวณดูเล่นสูญเสียงบมากเท่าไหร่ ต้นปาล์มหมดอายุที่ว่าพูดแบบชาวบ้านมึงมีปัญญามาขุดเอาไปเลย...ฟรีครับ
เข้าเรื่องสปิริตเรื่องดังกล่าวว่าเกิดตั้งแต่ปีไหนและวันนี้พ.ศ.อะไรแล้วทำไมหุบปากเงียบเชียบใครเย็บปากระเบิดการเมืองที่คนในพรรคบีบไข่คนในพรรคจนหน้าเขียวเกิดอย่างไร ต่อไปนี้คือคำพูดที่ถ่ายทอดสัมภาษณ์สื่อในหลายฉบับหลายเวลาสถานที่...คำยืนยันซ้ำคงไม่เสียหายกล่าวคือ
โดยนายยุทธพงศ์ เปิดใจตอนหนึ่งว่านายบัญญัติ บรรทัดฐาน ที่ปรึกษาพรรค พูดกับตนหลังจากทราบข่าวว่าผู้ว่าฯอภิรักษ์ ตัดสินใจเปิดL/C น่าคิดว่า " ถ้ารู้ว่าแพงแล้วยังซื้อ วันหนึ่งจะติดคุก ' อันนี้นายบัญญัติพูดไว้วันที่ 10 มกราคม 2549 ที่ห้องทำงานของท่านเอง...ลองปูดข่าวสร้างคุกสร้างตารางโทษใครไม่ได้ แล้วอย่าร้องแรดกระเช่อ ฟังไม่ขึ้น ตกเป็นผู้ต้องหาเกิดขึ้นแล้ว...เข้าข่ายสุภาษิตของจีนบทที่ว่า ‘ ตาอย่าโตกว่าท้อง ' อย่าโลภมากลาภมักหาย
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม.ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนก่อนครบเทอม อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเข้าข่ายเตะถ่วง เสี้ยงไข้ เลี่ยงบาลี เรียนลัดหวังผลทางการเมือง เสี่ยงมันออกหัวหรือจะออกก้อย พรรคพังคนพังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่มันเปลือยกายล่อนจ้อน ว่าแผลเป็นตกสะเก็ดเกิดสนิมเนื้อในในใจคนคนกันเองมากกว่า ฉลองพิธีกรรมแห่ศพประจานเลี้ยงส่งท่านลงสมัครผู้ว่าอีกสมัยจริงหรือเปล่าหนอ???
อำนาจคนเหนือพรรค ‘พาอภิรักษ์ไปฆ่า'เหมือนยุคพฤษภาทมิฬข้อหา ‘จำลองพาคนไปตาย' สมมุติฐานของนักฆ่าลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลำพองลงมือกรีดใครไม่มีภูมิต้านที่ดีไม่ตายก็เสี้ยงไม่โต งานนี้ฆ่าตัดตอนคนกันเอง หวังต่อหน้าตาพรรคไว้ก่อนก็ต้องลงมือเชือดเสียเองแล้วกระมังครับ
คืนรัง
จาก hi-thaksin
‘จักรภพ'วิพากษ์‘สมเกียรติ'ไม่เคารพระบบรัฐสภา
นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุการแสดงบทบาทของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชักชวนให้ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการไม่ให้เคารพต่อระบบรัฐสภา
นายจักรภพ กล่าวว่า เมื่อนายสมเกียรติ เข้ามาเป็น ส.ส.แล้ว ไม่ควรใช้วิธีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบเดิม เพราะส.ส.ควรจะมีความศรัทธาต่อระบบรัฐสภา แต่หากเห็นว่าเวทีรัฐสภาไม่เพียงพอต่อการแสดงออกทางการเมือง ก็ไม่ควรมาเป็น ส.ส.
เนื่องจากก่อนหน้านี้นายสมเกียรติเชิญชวนให้ประชาชนในภาคใต้เดินทางมาร่วมชุมนุมในงานสัมมนายามเฝ้าแผ่นดินนัดพิเศษ ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 28 มี.ค.นี้ และเคยชี้แจงว่าการทำหน้าที่ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ปชป.เพราะเป็นภารกิจที่ทำมาก่อนที่จะไปเป็น ส.ส. ซึ่งทางพรรค ปชป.ก็มีความเข้าใจดี
รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ตนเองจะเป็นตัวแทนรัฐบาลไปชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มพันธมิตรฯ เนื่องจากทุกฝ่ายไม่อยากเห็นความแตกแยกในสังคม



