WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 19, 2008

'พงศ์เทพ'โยงใยคตส.มีพิรุธ

พงศ์เทพข้องใจคตส.เชิญสุรยุทธ์เป็นพยานทักษิณรวยผิดปกติ กรณีซื้อหุ้นแมนซิตี้ จวกยับคตส.ที่มาจากอํานาจปล้นมาจากประชาชน กล่าวหาลอยๆ

วันนี้ (18มีนาคม) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคตส.เรียก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นพยาน ในคดีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกกล่าวหาว่า มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ โดยเฉพาะการซื้อสโมสรแมนซิตี้ ว่า เรื่องนี้จะต้องไปถามคตส.ว่าเหตุใดจึงเรียกพล.อ.สุรยุทธ์เป็นพยาน เนื่องจากไม่สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงในประเด็นดังกล่าวได้ ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดคตส.จึงตั้งประ เด็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณร่ำรวยผิดปกติในช่วงนี้ ทั้งนี้ตนไม่เข้าใจว่าทำไมคตส.จึงจุดประเด็นช่วงจะครบวาระ แต่ไม่แปลกใจกับข้อกล่าวหาแปลกๆ เพราะเข้าใจดีว่าคตส.ทำงาน อย่างไร เพราะที่ผ่านมาเมื่อ คปค.ปฏิรูปการเมืองเสร็จก็ตั้ง คตส.ขึ้นมา ซึ่งชัดเจนว่ามีเจตนา และภารกิจที่จะเน้นแจ้งข้อกล่าวหากับอดีตรัฐบาลทักษิณ ทั้งๆ ที่มีหน่วยงานที่ดูแลอยู่แล้วคือ ป.ป.ช. แต่ คปค.ก็อุตส่าห์ตั้ง คตส.ขึ้นมาอีก อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นคตส.ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะการกล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณในประเด็นต่างๆ ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน

นายพงศ์เทพ กล่าวต่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ทราบว่า จะมีการเชิญพล.อ.สุรยุทธ์มาเป็นพยานในประเด็นร่ำรวยผิดปกติ แต่พ.ต.ท.ทักษิณก็พร้อมชี้แจง เพราะเงินที่นำไปซื้อสโมสรแมนซิตี้มีเอกสารชัดเจน และรู้กันทั่วโลกเพราะทำอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ประเทศอังกฤษดูแลสโมสรแมนซิตี้เป็นหลัก รวมทั้งกำลังเตรียมพร้อมเพื่อรับปริญญาโทของน.ส.พิณทองทา และยังไม่มีกำหนดที่จะเดินทางไปประเทศไหน แต่ยืนยันว่าจะกลับมาประเทศไทยประมาณวันที่ 10 เม.ย.แน่นอน

ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในประเด็นเดียวกันนี้ ว่า ไม่ทราบว่า คตส. มีวัตถุประสงค์อะไร เพราะเชื่อว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่น่าจะทราบข้อมูลเหล่านี้-

ไฟใต้ที่ลุกโชน [19 มี.ค. 51 - 17:49]

เหตุการณ์ คาร์บอมบ์ ที่เกิดขึ้นทั้งใน จ.ยะลา จ.ปัตตานี และล่าสุดก็เกิดระเบิดรุนแรงขึ้นที่ จ.นราธิวาส สะท้อนให้เห็นถึง สงครามลัทธิความเชื่อ ที่ความขัดแย้งฝังรากลึกและลุกลาม จนยากจะเยียวยา พร้อมกันนั้นก็สะท้อนถึง ความหน่อมแน้ม ของนโยบายในการแก้ปัญหา

เข้าขั้นหมดปัญญา

เมื่อเทียบเคียงกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางหรือ ประเทศที่มีปัญหาเรื่องของการแบ่งแยกดินแดน เชื้อชาติ ศาสนา แล้วจะเห็นการพัฒนาของการก่อความไม่สงบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากระเบิดที่ซุกตามอาคารบ้านเรือน ตู้โทรศัพท์ จากที่ซุกอยู่ใต้เบาะมอเตอร์ไซค์

เป็นคาร์บอมบ์

ผมรู้สึกสงสารชาวบ้าน สงสารเจ้าหน้าที่ข้าราชการชั้นผู้น้อย ที่ต้องตกเป็นเหยื่อบริสุทธิ์ ต้องแบกปืนล่อเป้าไปวันๆ ในขณะที่ระดับนโยบายก็คิดแต่เรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์

การสร้างมวลชนก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า

ผมมีข้อมูลใหม่จะเล่าให้ฟัง เดิมทีกลุ่มที่ก่อความไม่สงบในบ้านเรามีด้วยกันถึง 10 กลุ่ม ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติพอหอมปากหอมคอ การสู้รบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากการตอบโต้ของฝ่ายรัฐ ทำให้กลุ่มต่างๆเหล่านี้อ่อนแอลง แม้แต่ฝ่ายวางแผน หรือคนให้การสนับสนุนในต่างประเทศก็ทำท่าจะวางมือ

ล่าสุดเหลืออยู่แค่ 3 กลุ่ม

ที่ต้องชิงกันสร้างผลงาน และชิงเป็นแกนนำในการก่อความไม่สงบ นั่นหมายถึงจะต้องให้เกิดภาพของความรุนแรงและความถี่ในการก่อความไม่สงบมากขึ้น

สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ ได้วางยุทธวิธีทางทหารในการแก้ปัญหาไว้หลายอย่าง ซึ่งบางอย่างก็ต้องยอมรับว่าได้ผล โดยเฉพาะการตัดวงจรเครือข่ายต่างๆออกจากกัน

ทำให้ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะสงบไปชั่วขณะ

โดยเฉพาะการส่งกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่ชนิดปูพรม แน่นอนว่า กลายเป็นดาบสองคม แง่หนึ่งทำให้การก่อการร้ายเบาลงไป

แต่ในแง่ของมวลชนแล้ว กลับแย่ลง ชาวบ้านรู้สึกไม่ไว้ วางใจและหวาดระแวงเจ้าหน้าที่มากขึ้น เพราะเกรงว่า จะถูกเหมารวมว่าเป็นผู้ก่อความรุนแรงไปหมด

บางหมู่บ้านที่เป็นสีแดงก็ถูกจับตาเป็นพิเศษจนชาวบ้านรู้สึกอึดอัด อีกอย่าง รัฐบาลลืมเรื่องปากท้องของประชาชน ความยากจน ไม่มีอาชีพ เศรษฐกิจภาคใต้ที่ทรุดหนัก

ล้วนแต่เป็นปัจจัยลบทั้งนั้น

ปัญหาภาคใต้ทำให้เราถูกมองจากโลกมุสลิม มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือโอไอซีจ้องตาไม่กะพริบมองด้วยความวิตก เพราะปัญหาไฟใต้ย่อมเกี่ยวข้องและมีความสำคัญต่อการเมืองในประเทศเหล่านี้ด้วย.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

มองในแง่ดี [19 มี.ค. 51 - 18:08]

ตั้งแต่รัฐบาลใหม่เริ่มทำงาน สถานการณ์รุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้เริ่มซาลงไปเเดือนเต็มๆ

ซาลงไปเพราะพลุ่มโจรก่อการร้ายลดการก่อเหตุชั่วคราว

เป็นการหยุดเพื่อปรับยุทธวิธีของกลุ่มโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ซึ่งก็เป็นวงจรอย่างนี้ทุกครั้งก่อนที่จะเกิดเหตุใหญ่ตามมา

กรณีเหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่โรงแรมซีเอส ปัตตานี เหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่ยะลา (โจรตายเอง) กรณีเผาโรงเรียนและระเบิดซํ้าที่อำเภอ

สายบุรี ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน

ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายว่าเครือข่ายผู้ก่อความไม่สงบต้องการตอบโต้ อย่างรุนแรงและโหดเหี้ยมมากกว่าเดิม

มีการใช้คาร์บอมบ์ในจุดชุมชนเพื่อทำร้าย

พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ให้เกิดเป็นข่าว ใหญ่โต

แต่ถ้ามองอีกมุม...

ยิ่งใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชน ก็จะยิ่งเป็นผลเสียต่อขบวนการโจรก่อการร้ายเอง!!

ยิ่งใช้ความโหดเหี้ยมอำมหิตมากเท่าไหร่แนวร่วมในพื้นที่ก็จะยิ่งลดลง

เพราะขณะนี้พี่น้องประชาชนเบื่อหน่ายสถานการณ์รุนแรง

เริ่มให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่แจ้ง ความเคลื่อนไหวของเครือข่ายก่อการร้ายดีขึ้นกว่า 3 ปีก่อนอย่างชัดเจน

ทำให้แกนนำและกลุ่มอาร์เคเคถูกเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมได้เพิ่มขึ้นทุกวัน

ล่าสุด คาดว่าเครือข่ายโจรก่อการร้ายใน 3 จังหวัดภาคใต้ ลดลงจากเดิมไม่ตํ่ากว่า 30 เปอร์เซ็นต์!!

ขณะนี้เครือข่ายโจรแบ่งแยกดินแดนกำลังมีปัญหาขาดแคลนกำลังคน

ไม่สามารถขยายเครือข่ายเพิ่มหน่วยกำลังอาร์เคเค เพื่อทดแทนคนเก่าที่ถูกจับกุม

แม้แต่ในหมู่บ้านพื้นที่สีแดง แกนนำโจรก่อการร้ายก็ไม่สามารถฝังตัวควบคุมชาวบ้านได้อย่างเดิม

การใช้ชาวบ้านเป็นแนวร่วมก่อม็อบ ตัดต้นไม้ คอยดูต้นทาง โปรยตะปูเรือใบ ฯลฯ ก็ทำได้ยากลำบาก เพราะชาวบ้านไม่ร่วมมือ

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่ายุทธวิธีที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐดำเนินการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีผลดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ฝ่ายข่าวเริ่มจับโฟกัสได้ว่าในแต่ละหมู่บ้านมีใครเป็นเครือข่าย? ใครเป็นแกนนำ? ใครเป็นกลุ่มอาร์เคเค?

พูดให้ชัดๆคือ สถานการณ์ล่าสุด ฝ่ายโจรก่อการร้ายกำลังถูกกดดัน และอยู่ในสภาวะเสียเปรียบอย่างชัดเจน

แต่เจ้าหน้าที่เองก็ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

ฉะนั้น เหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ จะยังไม่ยุติ และจะต้องเกิดขึ้นต่อไปอีกนาน

จนกว่าจะถึงจุดที่สามารถกวาดล้างโจรก่อการร้ายให้สูญพันธุ์

ขอให้ยอมรับความจริงและอดทนกันต่อไป

ที่ “แม่ลูกจันทร์” กระชุ่นมาทั้งหมด เพื่อจะบอกรัฐบาลนายกฯสมัคร สุนทรเวช ว่า เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจซึ่งรับผิดชอบดูแลปัญหาไฟใต้ปฏิบัติหน้าที่ได้ดี และทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

รัฐบาลไม่ควรเข้าไปล้วงลูก ไม่ควรเข้าไปแทรกแซง หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายให้เกิดความสับสนแก่ผู้รับผิดชอบโดยตรง

รัฐบาลต้องลงไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และสนับสนุนกำลังงบประมาณในทุกด้านที่จำเป็น

พูดให้ชัดๆคือ การรับผิดชอบพื้นที่และการปฏิบัติการเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง

ฝ่ายการเมืองคือการพัฒนาพื้นที่ และการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรง

ขอให้อดทนอีกซักนิด แล้วทุกอย่างจะดีเอง.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

ยื้อเกมคดีเทียบเคียง [19 มี.ค. 51 - 02:46]

ยังมีอารมณ์หัวเราะร่าได้ กับภาพในสำนักข่าวต่างประเทศ ช็อตที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เฮลั่นด้วยความสะใจเมื่อลูกทีมเรือใบสีฟ้าทำประตูเฉือนชนะทอตแนม ฮอตสเปอร์

เป็นชัยชนะนัดแรกหลังจากฟอร์มบู่มาหลายนัด ต้อนรับการบินกลับของประธานสโมสร

กลับไปเล่นบท “แฟรงค์ ชินาวัตรา” ที่เมืองผู้ดีอังกฤษ อย่างน้อยๆอดีตนายกฯทักษิณก็ได้เกมฟุตบอลบำบัดความเครียดจากสภาวะคดีความรุมเร้า

บรรเทาอาการว้าเหว่ท่ามกลางการต่อสู้กับมรสุมการเมืองสารพัดลูกที่เมืองไทย

แต่คนที่ยังต้องรับบทหนักในการฉุดกระชากลากถู เผชิญกับแรงเสียดทานต่อไปในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ถูกส่งลงสนามเล่นเป็นตัวจริง “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังไงก็หนีไม่ออก

ต้องครวญเพลงโชคมนุษย์เรียกคะแนนเห็นใจไปพลางๆ

แต่ล่าสุดต่อมฉุนของ “ลุงหมัก” ก็คงจะลดอาการอักเสบลงไปบ้าง กับผลสำรวจของ “สวนดุสิตโพล” สะท้อนความเห็นของคนเมืองกรุง ต่อประเด็น “คน กทม.คิดอย่างไรต่อกรณีผู้ว่าฯอภิรักษ์หยุดพักงาน”

ร้อยละ 49.16 ไม่เห็นด้วยที่หยุดพักงาน ร้อยละ 44.90 เห็นว่าเป็นเกมการเมือง

จากตัวเลขที่ออกมาก็ไม่แปลก ถ้าฝ่ายรัฐบาลจะตีความเข้าข้างตัวเอง โดยเกม “ม้าแลกขุน” ของฝ่ายตรงข้าม แนวโน้มออกลูกฟาวล์

แรงบีบให้นายสมัครและ 3 รัฐมนตรีเหยื่อคดีหวยบนดินแสดงสปิริต ลดโทนลงเยอะ

ได้พักหายใจหายคอ

“ลุงหมัก” มีเวลามาสนใจข่าวอื่นๆบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่เจอข่าวร้อนๆทางการเมืองกลบไป โผล่มาอีกทีข่าวหน้าเศรษฐกิจ ปตท.กลั้นไม่อยู่ปรับขึ้นน้ำมันดีเซลอีก 50 สตางค์ต่อลิตร ไปจ่ออยู่ที่ลิตรละ 30.94 บาท เชลล์ขึ้นหนีไปอยู่ที่ลิตรละ 31.44 บาท

คนไทยสำลักน้ำมันถึงคอหอย

ไหนจะสถานการณ์ไฟใต้ที่ปะทุรอบใหม่ ทั้งระเบิดโรงแรมหรูกลางเมืองปัตตานี คิวคาร์บอมบ์ ที่จังหวัดยะลา เดชะบุญที่ตูมก่อนไอ้ชั่วจะก่อเหตุสำเร็จ

สัญญาณป่วนเมืองรอบใหม่ เร้าใจกว่าเก่า

แต่ก็อีกนั่นแหละ ราคาน้ำมันทุบเศรษฐกิจฟุบรอบใหม่ ไฟใต้จะกลับมาระอุร้อนแรงแค่ไหน สำหรับ “ลุงหมัก” และลูกข่ายรัฐบาลคงไม่มีสมาธิจดจ่อสักเท่าไหร่

ในเมื่อมันยังมีเดิมพันที่สูงกว่า

กับคิวล่าสุดที่นายถวิล อินทรักษา ฝ่ายสืบสวนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับมอบหมายจากประธาน กกต. ให้รวบรวมสำนวนใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร นำสำนวนคดีส่งมอบให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา

โดยศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่ วันที่ 20 มีนาคม เวลา 13.30 น.

ต่อเนื่องมาถึงคดีที่จ่ออยู่ใน กกต.เหมือนกัน ล่าสุด กกต.มีมติส่งเรื่องให้ที่ปรึกษากฎหมายของสำนักงาน กกต.ตีความประเด็นต่างๆ ในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีการกระทำผิดของกรรมการบริหารพรรคที่อาจโยงไปสู่การยุบพรรคการเมือง ก่อนที่จะนำมาพิจารณาตัดสินในคดียุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยว่าจะเป็นอย่างไร โดยให้ เวลาตีความข้อกฎหมายดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน

ลากยาวกะเอาให้ชัวร์ๆ

เพราะโดยกรณีที่เทียบเคียงไปถึงคิวของพรรคพลังประชาชน

หากเป็นตามรายงานข่าวผลสรุปชั้นอนุกรรมการสอบสวนของ กกต. ที่มีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน มีมติ 4 ต่อ 0 กรณีใบแดงของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการพรรคชาติไทย และใบแดงของนายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ไม่เกี่ยวกับพรรคต้นสังกัด

รอดโทษโดนยุบพรรคทั้งคู่

โดยรูปคดีที่คล้ายคลึงกัน กรณีใบแดงของนายยงยุทธ ถ้าสุดท้ายหวยออกที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งยืนตามคำตัดสินของ กกต.เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

ถ้าชาติไทยกับมัชฌิมาฯรอด แนวโน้มน่าจะส่งผลบวกต่อพรรคพลังประชาชน

อย่างน้อยก็ส่งเสียงโวยวายดังๆได้

ถ้าโดนเลือกบอมบ์ตามธงที่ตั้งไว้.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

ให้ประชาชนตัดสิน สมเกียรติ [19 มี.ค. 51 - 04:50]

นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าววานนี้ ( 18 มี.ค.) ถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นัดชุมนุมในวันที่ 28 มี.ค.นี้ โดยอ้างเหตุผลรัฐบาลบริหารงานไม่น่าไว้วางใจ ว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ร่วมเคลื่อนไหวด้วยนั้นถือเป็นธรรมชาติของนักการเมือง แต่รัฐบาลมีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ เรามีรัฐสภาสำหรับแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเกิดกลุ่มมวลชนใดขึ้นในสภาพที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ต่างจากในช่วงรัฐประหารที่ไม่มีรัฐสภา และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงจำเป็นที่กลุ่มมวลชนต้องออกมาสู่สนามการเมือง แต่เงื่อนไขขณะนี้ต่างกันราวฟ้ากับดิน หากพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจดำเนินการแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่ประชาชนจะได้รับฟังและตัดสินเอง


ไม่ศรัทธาระบบสภาอย่าเป็น ส.ส.

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่นายสมเกียรติใช้เวทีประชาชนของพรรคประชาธิปัตย์ ชักจูงประชาชนมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ นายจักรภพตอบว่า ส.ส.ทุกคนควรศรัทธาในระบบรัฐสภา ถ้ารัฐสภาไม่เพียงพอที่จะแสดงออกทางการเมืองก็ไม่ควรเป็น ส.ส. เพราะไม่ว่าจะเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย ทุกเสียงมีสิทธิแสดงความคิดเห็น รัฐบาลนี้มีนโยบายสนับสนุนการทำงานของรัฐสภาเต็มที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำตลอดให้รัฐมนตรีไปตอบกระทู้ทุกครั้ง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความร่วมมือกับรัฐสภา เมื่อถามว่า เคยมีความคิดจะปิดห้องพูดคุยกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯจนถึงขณะนี้คิดว่ายังเป็นไปได้หรือไม่ นายจักรภพตอบว่า เป็นไปได้ ทั้งนั้น บ้านเมืองต้องเดินไปข้างหน้า ยิ่งประชาชนเห็นผลงานรัฐบาลมากขึ้นก็ยิ่งเรียกร้องให้ประนีประนอมพูดจากันอย่างสุภาพชน เมื่อถามว่า ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะเห็นว่าอดีตแกนนำ นปก.ได้ดีมีตำแหน่งเลยทำบ้าง นายจักรภพตอบว่า “อ๋อเหรอ งั้นจะให้ตำแหน่งใน ครม.เงา”

พปช.ย้ำปลุกชุมนุมสอบพันธมิตร

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า การแถลงข่าวเปิดตัวกลุ่มฯในวันที่ 26 มี.ค.นี้ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ จะย้ำจุดยืนไม่ปะทะกับกลุ่มพันธมิตร แต่เป็นการติดตาม ตรวจสอบ ประณามประจานกลุ่มพันธมิตรฯ หากมีการระดมพลชุมนุมที่ท้องสนามหลวงเมื่อไหร่ เราจะเรียกร้องให้ประชาชนออกมาชุมนุมเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเงื่อนไข

นำไปสู่การยึดอำนาจอีก ไม่ใช่เป็นการเคลื่อน

ไหวเพื่อปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และในวันที่ 28 มี.ค. จะจัดกิจกรรมและนิทรรศการที่ โรงแรมรัตนโกสินทร์ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 เกิดผลร้ายต่อประชาธิปไตย ไม่ควรกลับไปสู่วิถีทางเดิมอีก ส่วนกรณีที่ทางพรรคไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของเรานั้น ขอยืนยันใช้สิทธิในนามส่วนบุคคล พรรคไม่มีสิทธิห้าม และไม่เกี่ยวข้องกับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

โวคนเหนือ-อีสานในกรุงพร้อมลุย

นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวในภาคเหนือเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ยังมีการเคลื่อนไหวกันอยู่เพื่อตรวจสอบกลุ่มพันธมิตรฯ ในฐานะที่เป็นการเมืองภาคประชาชนด้วยกันกลุ่มพันธมิตรฯทำอย่างไรเราจะทำอย่างนั้น และอยากให้มีการติดตามกระบวนการสะสมทุนของนักเคลื่อนไหวด้วยว่ามีที่มาอย่างไร ในเมื่อนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเคลื่อนไหวนอกสภาได้ตนก็ทำได้ แต่จะไม่มีการขนคนมาร่วมใน กทม. เพราะเชื่อว่ามีคนภาคเหนือและภาคอีสานจำนวนมากที่ทำงานในกรุงเทพฯ พร้อมมาร่วมกิจกรรมอยู่แล้ว

“เทพเทือก” ปัดไม่รู้จัก “เสี่ยอ๋า”

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายเผชิญ เกตุแก้ว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ บ้านเกิดบ้านหนองหญ้าปล้อง ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่า มีหัวคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ชื่อ “เสี่ยอ๋า” เข้าไปจ้างวานคนในพื้นที่ให้ไปฟังการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯในวันที่ 28 มี.ค.นี้ว่า ได้ติดตามในเรื่องนี้แต่ยังไม่มีหลักฐานว่า กรรมการบริหารสาขาพรรคผู้ใดไปส่งเสริม จ้างวาน หรือชักชวนให้ประชาชนเข้าร่วมกระบวนการของกลุ่มพันธมิตรฯ และ “เสี่ยอ๋า” เป็นเพียงชื่อที่เรียกเล่นๆตรวจสอบไม่ได้ ซึ่งคนที่อยู่ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.สุราษฎร์ธานี ลงไปส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แต่เขาสามารถแสดงความเห็นของเขาได้ พรรคคงไปกำกับไม่ได้

ติงอย่าบุกบ้าน “ป๋า” เหมือน นปก.

เมื่อถามว่านายสมเกียรติใช้เวทีประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาธิปัตย์ ที่ อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ปลุกระดมให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมของ กลุ่มพันธมิตรฯ นายสุเทพกล่าวว่า นายสมเกียรติเป็นบุคคลพิเศษของพรรค เพราะก่อนที่จะเข้าร่วมกับพรรคก็อยู่กับกลุ่มพันธมิตรฯมาก่อน ซึ่งได้คุยกับพรรคแล้วไม่มีอะไรขัดข้อง ด้วยความที่เป็นพันธมิตรฯเมื่อนายสมเกียรติไปที่ไหนก็ต้องทำงานในหน้าที่ แต่ยืนยันว่าสิ่งที่นายสมเกียรติพูดไปนั้น ถือเป็นอุบัติเหตุซึ่งคราวต่อไปเราจะขอว่าถ้าใครเชิญไปพูดในเวทีของพรรคประชาธิปัตย์ ก็อย่าพูดเรื่องพันธมิตรฯเพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ส่วนคราวนี้พรรคก็ขอโทษที่อาจจะทำให้คนเข้าใจผิด เมื่อถามว่า ส.ส.พรรคพลังประชาชนในนามกลุ่มมหาประชาชนฯ เตรียมจัดชุมนุมในวันเดียวกับกลุ่มพันธิมตรฯ นายสุเทพกล่าวว่า ถ้าทำเหมือนกับกลุ่ม นปก. ที่ไปบุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ก็ไม่ควร อาจทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันได้ ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนจะเป็นผู้พิจารณาเอง

“บรรหาร” เชื่อพันธมิตรไม่ทำรุนแรง

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯว่า การเมืองก็แบบนี้มักจะมี 2 ฝ่ายเสมอ ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ดังนั้นต้องทำใจ แต่คิดว่าไม่น่าจะมีมือที่ 3 เข้ามาสร้างความวุ่นวาย และไม่น่ามีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นเร็ว เพราะต้องมีการก่อตัวของสถานการณ์ก่อน การที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไปร่วมเป็นแกนนำด้วยนั้น คงไม่มีปัญหาเพราะเขาอยู่กับกลุ่มพันธมิตรฯมาก่อนที่เป็น ส.ส. แต่ส่วนตัวเห็นว่าเมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรแล้ว มี ส.ว.แล้ว มีอะไรควรพูดกันในรัฐสภามากกว่า บ้านเมืองวุ่นวายมามากแล้ว เมื่อเราผ่านพ้นวิกฤติและพ้นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว เราต้องยอมรับ เพราะเขามีเสียงข้างมาก ถือเป็นกติกาที่ชอบธรรมต่างประเทศก็เป็นแบบนี้ แต่เชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีลักษณะที่จะก่อกวนให้รัฐบาลเสียความตั้งใจในการบริหารราชการแผ่นดิน อย่าคิดเป็นเรื่องใหญ่

พันธมิตรฯเย้ยรัฐบาลกลัวเกินเหตุ

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวถึงการประกาศเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรฯของ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ว่า รัฐบาลออกอาการกลัว และผวาเกินเหตุกับกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ ทั้งที่ได้แจกแจงรายละเอียดล่วงหน้าแล้วว่ามีอะไรบ้าง เพื่อแสดงความสุจริตใจว่าไม่ใช่การชุมนุม หรือการเดินขบวนกดดันเพื่อหวังล้มรัฐบาลอย่างที่กล่าวหา และพยายามบิดเบือน แต่คนในรัฐบาลกลับส่งสัญญาณให้ ส.ส. จัดตั้งมวลชน เพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรฯ สร้างสถานการณ์ให้ประชาชนหวาดกลัว และไม่กล้าเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่คงไม่มีผลอะไร เพราะประชาชนรู้ว่าเรายึดมั่นแนวทางสันติ อหิงสาและไม่เคยมีความรุนแรงจากการเคลื่อนไหว

พ่อค้ามหาโจร

สนธิ ลิ้มทองกุล..เปิดเผยไว้หลายครั้งหลายคราวและในหลายๆ พื้นที่ว่า..งบประมาณที่ใช้จ่ายไปในการ..ล้ม ทักษิณ ชินวัตร นั้น..ใช้ค่าใช้จ่ายไป 400 ล้านเงินจำนวนนี้ ถูกใช้ก่อนหน้าวันที่ 19กันยายน 2549 ระหว่างนั้น..ทักษิณและรัฐบาลเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ

เมื่อคณะปฏิวัติประกาศยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ..พร้อมกับการกล่าวโทษรัฐบาลทักษิณ ทักษิณจึงเป็นผู้ถูกกล่าวหาโดยอำนาจปฏิวัติ..แต่ผู้กระทำความผิดต่อรัฐธรรมนูญและต่อประเทศก่อนหน้า.. กลับได้รับการยกโทษ..รัฐธรรมนูญให้อำนาจประชาชนชุมนุมกันโดยสงบและปราศจากอาวุธ..แต่นั่นจะรวมไปถึงการใช้จ่ายจ้างวานเพื่อให้มีการชุมนุมด้วยหรือ

จะเอากันอย่างนั้นหรือ..เงินมิใช่อาวุธหรือ..เงินที่ถูกนำมาใช้โดยใครคนใดคนหนึ่ง เพื่อผลประโยชน์เฉพาะตนหรือเฉพาะกลุ่ม เพื่อการชุมนุมผู้คนหรือเพื่อล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ เพื่อสถาปนารัฐบาลเผด็จการขึ้นมานั้น เป็นความชอบธรรมหรือถ้าพ่อค้าสักคน..จะใช้เงิน 400 ล้านหรือ4,000 ล้าน..สร้างความวุ่นวายแล้วใช้จ่ายเพื่อให้ผู้ถืออาวุธ ใช้กำลังเข้ามาล้มล้างการปกครองโดยประชาชนเป็นเรื่องทำกันได้

จะให้มันเป็นอย่างนั้นหรือมันก็เป็นเรื่องน่ากลัวเพราะหากใครก็ได้ใช้เงินจำนวนเท่าใดก็ได้..ใช้จ่ายเพื่อล้มรัฐบาลของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งในระหว่างที่ยังไม่ครบสมัยทั้งๆ ที่ยังมีวิธีการขับไล่ล้มล้างรัฐบาลโดยวิธีการอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญจะไม่มีรัฐบาลใดๆ อยู่ได้..ภายใต้พฤติกรรมดังว่าปัญหามีอยู่ว่า..ประชาชนทั้งประเทศและสถาบันทั้งหลายในประเทศ จะยอมรับในพฤติกรรมเช่นว่าหรือไม่..ในวันแห่งอนาคต..

เงินแค่ 400 ล้านนั้น..ใครๆ ก็มีได้..ค่าของเงินแค่..ซื้อที่ดินไร่เดียวริมถนนสุขุมวิทนั้น..หากนำมาใช้ล้มรัฐบาลแล้ว..จะให้ผลตอบแทน คือ ผลประโยชน์ของประเทศทั้งประเทศ..ย่อมคุ้มค่าควรแก่การลงทุนที่สุด..ไม่ว่าจะมองจากสายตาของพ่อค้าหรือมหาโจรแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า..400 ล้าน ที่จะใช้ล้มรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช นั้น..มันเป็นเงินของ “พ่อค้า” หรือ “มหาโจร”หรือมันเป็นทั้ง “พ่อค้ามหาโจร”

● พญาไม้ ●

พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

ของร้อน

ปรอทใกล้แตก!!!องศาความร้อนของเมืองไทยห้วงนี้...ร้อนมากๆ กระทั่งปรอทวัดอุณหภูมิพุ่งสูงปรี๊ดทะลุกว่า 40 องศา ในบางช่วงของบางวันแต่สภาพอากาศที่ว่าร้อนสุดๆ เมื่อมาเจอกับอุณหภูมิทางการเมือง ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและยังดำรงอยู่ รวมถึงสิ่งที่กำลังจะเกิด

ขึ้นในเร็ววันนี้ช่างร้อนยิ่งกว่า!!!น่าเป็นห่วงว่า...ผลกระทบข้างเคียงจากสิ่งที่ “บางกอกทูเดย์”นำมาใช้พาดหัวเป็นข่าวใหญ่ว่า “ของร้อน” นั้นจะส่งผลกระทบต่อทุกๆ ภาคส่วนของสังคมไทย…ในระดับไหนบ้าง???เริ่มจาก “ของร้อน” ที่ระดับองศาความร้อน ยังไม่รุนแรงถึงขีดสุดนัก“ยุบ-ไม่ยุบ” พรรคชาติไทย และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย นั้นในการประชุมของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 18มี.ค. ก็ยังไม่มีข้อสรุป

โดย นายประพันธ์ นัยโกวิท “1 ใน 5 เสือ กกต.” ไม่ยืนยันว่าจะได้ข้อยุติหรือไม่เพราะเป็นการพิจารณาในข้อกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 95 ที่จะต้องมีความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองในกรณีของการยุบพรรค ประกอบการพิจารณาด้วยอย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวหลุดออกมาจากชั้น... อนุกรรมการสืบสวนสอบสวนฯ ที่มี นายบุญทัน ดอกไธสง

เป็นประธานฯ ทำนองว่า…โอกาสที่ 2 พรรคดังกล่าวจะรอดมีสูง!!!เพราะไม่ใช่ “เป้าหลัก” ของเกมแย่งชิงอำนาจในครั้งนี้กระนั้น ก็ยังเป็น “ของร้อน” รอให้ “แฟนคลับ” ของทั้ง 2พรรค ดูเชิง...ก่อนจะเลิกหรือลุยต่อบนภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา!!!สำหรับ พรรคพลังประชาชน ไม่เฉพาะเรื่องที่ กกต. ถอนเรื่องความเป็น “นอมินี” ของ พรรคไทยรักไทย ออกไปเนื่องจากไม่มีกฎหมายเอาผิดหากยังเหลือเรื่องที่อาจนำไปสู่การ “ยุบพรรคพลังประชาชน”ได้ นั่นก็คือ...

คดี “ใบแดง” ที่ กกต. แจกให้กับ นายยงยุทธ ติยะไพรัชส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 1รอเพียงขั้นตอนสรุปสำนวนเสนอต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งซึ่ง นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. บอกว่า แม้เจ้าหน้าที่จะต้องเซ็นเอกสารที่มีเกือบ 2,000 หน้า แต่ก็ได้ส่งสำนวนดังกล่าวไปยังศาลฎีกา เมื่อช่วงเที่ยง วันที่ 18 มี.ค. แล้วหากศาลฎีการับเรื่องไว้พิจารณา ก็จะต้องใช้เวลาในการวินิจฉัยว่า...นายยงยุทธผิดจริงตามที่ กกต. เสนอมาหรือไม่???อย่างน้อยก็เกือบ 3 เดือน

แต่ “เคส” ของพรรคพลังประชาชน...ก็ยังคงเร้าใจสื่อมวลชน ออกตัว...ผลักดันอย่างเต็มที่...เป็นจริงขึ้นมาก็ต้องบอกว่าเป็นอีก “ของร้อน” สำหรับการเมืองไทยยามนี้เลยทีเดียวแต่ที่ลืมไม่ได้และห้ามลืมเด็ดขาด ก็คือ...“ดีเดย์” ที่ “ม็อบ” กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศนัดชุมนุมตามที่ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3ณ บ้านพระอาทิตย์ เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมาในชื่อที่ดูน่ากลัวยิ่งนัก…

“เคลื่อนไหวครั้งที่ 1 : เผด็จการทุนนิยมสามานย์และรัฐตำรวจ”มอบหมายให้ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เป็นผู้จัดรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ”โดยนัดชุมนุมบริเวณ หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ ช่วงบ่ายแก่ๆ เรื่อยไปจนถึง 4 ทุ่มของคืนวันที่ 28 มี.ค.เรื่องนี้ต้องถือว่าเป็น “ของร้อน” สุดๆ ในซีกของเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและยังดำรงอยู่เพราะคนอีกฟากหนึ่ง นำโดย นายประชา ประสพดี และ นายนที สุทินเผือก (กรุง ศรีวิไล) 2 ส.ส.พรรคพลังประชาชน

สมุทรปราการ ได้ประกาศชัดเจนว่า...จะเคลื่อนพลออกมาลุยกับกลุ่มพันธมิตรฯโดยตั้งชื่อกลุ่มใหม่ซะกิ๊บเก๋ว่า...กลุ่มมหาประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตยมีภารกิจหลัก คือ “จับผิด” และ “จับตา” ดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการเฉพาะไม่เพียงแค่นั้น...ทุกๆ เวทีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนไหวในบริเวณใดนั้น ใกล้ๆ กันก็จะมี กลุ่มมหาประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตยตามติดเป็นเงาตามตัว

ซึ่ง นายประชา บอกว่า...สิ่งนี้ก็คือการสะท้อนข้อมูลและข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งแต่เป็นด้านตรงข้ามของกลุ่มพันธมิตรฯขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่ง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญ ประกาศก้องว่า...เขาจะไปร่วมรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ” ที่หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ นั้นทางฟากของ กลุ่มมหาประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย นำโดยนายประชา ก็เลือกจะใช้บริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ เป็นที่นัด

ชุมนุมและจัดงานฯมีเพียง...ท้องสนามหลวงเท่านั้น ที่กั้นขวางคน 2 กลุ่มที่มีความคิดอ่านแตกต่างกันแบบฟ้ากับเหว“บางกอกทูเดย์” ไม่ขอชี้ว่า...ใครเป็นฟ้า ใครเป็นเหวแต่หากใครหรือกลุ่มใด ลากโยงเอาประเทศชาติและประชาชนไปยุ่งเกี่ยวกับกลเกมแห่งผลประโยชน์และเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเองแล้วต้องถือว่า...มันผู้นั้นเลว...ชาติชั่วสุดๆ !!!

ไม่ว่า...ทั้ง 2 กลุ่มจะเคลื่อนพลเพื่อเผชิญหน้ากันหรือไม่?เพราะมี 2 ประเด็นแฝงอยู่...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ นายวีระสมความคิด จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับ กกต. ที่ถอดเรื่อง “นอมินี”ของตัวเองออกไป เนื่องจาก กกต. ไม่รู้จะเอาผิดตามกฎหมายใดขณะที่ นายยงยุทธ เอง ก็ยังคงเดินหน้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ให้ดำเนินคดีอาญากับ 3กกต. ประกอบด้วย...นายอภิชาต สุขัคคานนท์นายสุเมธ อุปนิสากรและ นายประพันธ์ นัยโกวิทในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดต่อ

ตำแหน่งในกระบวนการยุติธรรม โดยร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จากกรณีการลงมติให้ใบแดงนายยงยุทธนี่ยังไม่นับรวมกรณี “ทุจริต” จัดซื้อเรือและรถดับเพลิง ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ชี้มูลความผิดแก่ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงของกรุงเทพมหานครทั้ง...ซีกการเมืองและข้าราชการประจำลากโยงตั้งแต่...นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คน

ปัจจุบันขยายผลมาถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ในฐานะ“ผู้บังคับบัญชา” ของ นายอภิรักษ์และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็ถือเป็น “หัวหน้า” ของ นายอภิรักษ์ เช่นกันสิ่งที่ นายอภิสิทธิ์ ชี้ว่าเป็น “ของแสลง” สำหรับ พรรคพลังประชาชน อย่างเรื่องที่ นายอภิรักษ์ จะ “เว้นวรรค” การปฏิบัติหน้าที่นั้นยังไงๆ ก็ยังมีเวลา พอให้หลายๆ ฝ่ายได้หยุดหายใจบ้างกระนั้น เรื่องนี้ก็ยังถูกจัดให้เป็น “ของร้อน” ในห้วงรอยต่อมี.ค. และ เม.ย. เช่นนี้

อีกเรื่องที่ดูจะเป็น “ของร้อน” ไม่ต่างกัน ก็คือข้อเสนอเมื่อวันที่17 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง แกนนำสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) บางคน เสนอให้ ประธาน ส.ว.คนใหม่ และเป็น อดีตประธานศาลอุทธรณ์อย่าง...นายประสพสุข บุญเดชเร่งตั้ง...กรรมธิการฯ ขึ้นมา เพื่อสอบสวนหาตัวการจ่ายเงินซื้อเสียงและแจกรถเบนซ์ ในการเลือกประธาน ส.ว.พร้อมกับตั้ง...กรรมาธิการฯ อีก 1 ชุด เพื่อยกร่างจรรยาบรรณสำหรับ ส.ว.ชุดนี้สร้างมาตรฐานใหม่จากนี้ไป ห้าม ส.ว. “กินข้าว” หรือ “ออกรอบตีกอล์ฟ” กับนักการเมืองเด็ดขาด

หากทั้ง 2 เรื่อง ที่ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา จากสายอย่างไร?ก็ไม่ควรที่รัฐบาลหรือหน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะ “ปล่อยวาง”โดยไม่หาทางป้องกันและเยียวยาใดๆแต่เรื่องใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น และ “บางกอกทูเดย์” เชื่อว่า...จะเป็น โคตร “ของร้อน” ตัวจริง ที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่และครั้งใหญ่ก็คือ...ข้อเสนอที่ นักเรียนเตรียมทหาร (ตท.) บางรุ่น เสนอให้...รัฐบาลของนายสมัคร เร่งรัดและดำเนินการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินทั้งในส่วนของ “รัฐบาลขิงแก่”

ภายใต้การนำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและการใช้จ่ายงบทหาร ในยุคที่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และประธาน คมช. ขณะนั้น...เรืองอำนาจ!!!อีกเรื่อง คือ ความพยายามจากซีกของ กลุ่มนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี นำโดย นายวรพล พรหมิกบุตรอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ที่ได้เดินทางไปยัง

ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงสายของวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมาก่อนจะเข้ายื่นหนังสือต่อ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณาศึกษาทบทวนกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ปมที่น่าสนใจมากสุดก็คือ...ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ว่าด้วยการแต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)หากสิ่งนี้เดินหน้าและเลยเถิดไปไกล จนถึงขั้นระบุว่า...การเกิดขึ้นของ คตส. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วนั่นก็หมายความว่า...

คตส. ก็จะไม่มีตัวตน เพราะตั้งมาแบบไม่ถูกต้องตามกฎหมาย!!!ดังนั้น การ “ชี้ผิด-ชี้ถูก” และ “ชี้เป็น-ชี้ตาย” ของ คตส. ในอดีตโดยเฉพาะ กรณีมีคำสั่งในคดี “ยุบพรรคไทยรักไทย” และคำสั่งห้ามกรรมการบริหารของพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน ต้องเว้นวรรคและเลิกเล่นการเมืองอย่างน้อยเป็นเวลา 5 ปีก็จะไม่เกิดขึ้น!!!สิ่งนี้ มันกลายเป็นความ “ปั่นป่วน” ตามมาในบ้านเมืองนี้...อย่างสุดๆ

ทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะกับ 2 เรื่องใหม่ที่ “บางกอกทูเดย์”หยิบเอามาเสนอนั้นล้วนเกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจในซีก คมช. ซึ่งหลายคนในนั้นยังคงมีตำแหน่งใหญ่โตในกองทัพ...ทุกวันนี้การที่นักวิชาการกลุ่มนี้ เล่น “เข้าขา” กันกับบรรดาแกนนำส.ส. บางคนในซีกของรัฐบาล ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำด้วยการกระตุกหนวด “อดีต-คมช.” และ “ปัจจุบัน-กองทัพ”ครั้งนี้“บางกอกทูเดย์” กลัวเหลือเกินว่า...มันจะนำไปสู่ปัญหาที่สางกันไม่รู้จักจบสิ้น!!!ประหนึ่ง “ไล่กันแทบจนตรอก”

กระทั่ง อีกฝ่ายต้องขยับ...ขับเคลื่อน ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากบรรดาความผิดและข้อกล่าวหานั้นๆที่สำคัญ บทเรียน...ผลักมิตรไปเป็นศัตรู ที่ อดีตนายกฯอย่าง...พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยกระทำ และได้รับบทเรียนอย่างแสนสาหัสนั้นน่าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายพึงจดจำบทเรียนครั้งนั้น...ให้ขึ้นใจและอย่าได้กระทำเยี่ยงอดีตนายกฯ ทักษิณ อย่างเด็ดขาดเพราะศัตรูที่น่ากลัวที่สุด สามารถจะล่วงรู้ความคิดและการกระทำของเรามากที่สุด ก็คือ...ศัตรูที่มาจากมิตรนั่นเอง

ทั้งหมดที่ “บางกอกทูเดย์” เขียนถึงตั้งแต่ต้นจนถึงบรรทัดนี้ล้วนเป็น “ของร้อน” ต้อนรับลมร้อน ท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนระอุ ทั้งสภาพอากาศและสภาพการเมือง ที่กำลัง “ก่อตัว” รอ“ห่าฝน” มาบรรเทาขอทีเหอะ! หากไม่ช่วย “แห่นางแมวขอฝน” กันแล้วก็อย่าได้ “ราดน้ำมันบนกองไฟ” ภายใต้อุณหภูมิการเมืองที่ร้อนระอุ รอวัน “ปรอทแตก” กันอีกเลยประเทศชาติและประชาชน “บอบช้ำ” กันมามากแล้วกับ “ของร้อน” สุดๆ อย่างนี้!!! ■

ครม.รับทราบปัญหาภัยแล้งย้ำประสานการช่วยเหลือ

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี รับทราบผลการแก้ไขปัญหาภัยแล้งตามจุดต่างๆ เน้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานงาน ร่วมกระทรวงมหาดไทยดำเนินการ

นางสาววีรินทร์ทิรา นาทองบ่อจรัส รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ในวันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้รับทราบผลการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งของกระทรวงมหาดไทยจำนวน 45 จังหวัด โดยไม่มีการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรจำนวนกว่า 7 ล้านลิตรเครื่องสูบน้ำจำนวน 833 เครื่อง และการขุดเจาะแหล่งน้ำเพิ่มเติมจำนวน 397 แห่ง และการแจกจ่ายน้ำ เพื่ออุปโภค-บริโภค จำนวน 112 ล้านลิตร และอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินการไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามคาดว่า ปัญหาภัยแล้งจะสามารถทุเลาลงได้ในเร็ววันนี้ โดยจะมีการทำงานประสานกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงมหาดไทย

ประดาบ ก็คือ ประดาบ

ต้องขอโทษ คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ด้วย ที่ “ประดาบ” ไปรบกวนความสุขในชีวิต

ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยรู้จักคุณสมยศ เป็นการส่วนตัว นอกจากว่าเคยอุดหนุนซื้อหนังสือที่คุณสมยศ มาเปิดแผงขาย ที่สนามหลวง ไปอ่าน 2-3 เล่ม

จำได้ว่า มีประชาทรรศน์ เล่มที่หน้าปกเป็นรูปคุณสมยศ ด้วย เพราะชื่นชมความกล้าหาญ และอุดมการณ์ของคุณสมยศ

อันที่จริง ผมก็ซื้อประชาทรรศน์ ทุกเล่มนั่นล่ะ เพราะกลัวว่าจะอยู่ได้ไม่นาน ก็เลยช่วยอุดหนุน แต่เล่มปกคุณสมยศ ผมซื้อไปทั้งหมด 2 เล่ม เพราะได้ซื้อกับเจ้าตัวที่อยู่บนปก

ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยพูดคุยกับคุณสมยศ แต่ พวก Manger on lie ก็อุตส่าห์เอา ประดาบ ไปผูกกับคุณสมยศ แล้วก็ชี้เปรี้ยงแบบฟันธงว่า “ประดาบ = สมยศ”

ไม่น่าเชื่อว่า Manager on lie ก็เป็นสื่อต้นสังกัดของตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ กรรมการจริยธรรมของสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย และ สุวัฒน์ ทองธนากุล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

ไม่น่าเชื่อว่า Manager on lie จะนำใบปลิวอิเลคทรอนิกส์ที่เขียนขึ้นจากใครก็ไม่รู้ โดยไม่มีหลักฐาน เป็นแต่เพียง “คิดว่า” และ “น่าเชื่อว่า” มานำเสนอเป็นข่าวใหญ่โต ราวกับว่าเพิ่งค้นพบว่า พระอาทิตย์ ขึ้นทางทิศตะวันตก ได้เป็นคนแรก จึงประกาศก้องไปยังมวลหมู่สมาชิก ให้ได้รับรู้ความเป็น Manager on lie ของตัวเอง เสียดังสะท้านไปทั่วแผ่นดิน

มิเสียแรงที่ผมเรียกขานสื่อสำนักนี้ว่า Manager on lie จริงๆ

ผมไม่รู้ว่าหลังจาก Manager on lie เปิดเผยว่า ประดาบ = สมยศ ชีวิตของคุณสมยศ จะวุ่นวายเพียงใด รับโทรศัพท์ทันหรือไม่ มีสายเรียกซ้อนกันตลอดทั้งวันไหม จะมีใครเดินตาม จะมีใครสอดส่องจ้องดูด้วยเกรงว่าจะได้รับความปลอดภัย เป็นพิเศษหรือไม่

เอาเป็นว่า ผมต้องขอโทษคุณสมยศ ด้วยแล้วกัน

ส่วน Manager on lie นั้น อย่าไปหวังว่าคนจำพวกนั้น จะสำนึกว่า ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี เป็นเช่นไร

ผมก็ไม่รู้ว่า ระหว่าง Manager on lie กับ ประดาบ ท่านผู้อ่านจะเชื่อใครมากกว่ากัน

ผมยืนยันได้ว่า ประดาบ ไม่ใช่ คุณสมยศ และ คุณสมยศ ก็ไม่ใช่ ประดาบ

เพราะคุณสมยศ หล่อ ล่ำ กว่าผมแยะ อีกทั้งมีแนวคิด อุดมการณ์ และแววตาที่มุ่งมั่นต่อการเอาชนะเผด็จการอย่างมากมาย และมีความกล้าหาญมากกว่า ประดาบ หลายเท่า

คุณสมยศ ต่อสู้อย่างเปิดเผยตัวตน ในขณะที่ ประดาบ ยังได้แต่แอบซ่อนตัวเอง อยู่

คุณสมยศ จึงควรได้รับการคารวะจาก ประดาบ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ผมเคยบอกไว้แล้วว่า อย่าได้ค้นหาเลยว่า ประดาบ เป็นใคร และ ใครเป็นประดาบ เพราะจะทำให้ผู้ที่ถูกพาดพิงและคาดเดาว่า “เป็น” ต้องเดือดร้อนไปด้วย

เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ประดาบ ยินดีที่จะพบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกท่านอย่างเปิดเผย

เวลาอันเหมาะสมของ ประดาบ ก็คือ วาระแห่งกาลอวสานของเผด็จการ

สัญญาว่าเราจะได้พบกันอย่างแน่นอน

ประดาบ

จาก hi-thaksin

Tuesday, March 18, 2008

นายกฯควงผบ.ทบ.เยือนสิงคโปร์

นายกฯ รมว.กลาโหม และ ผบ.ทบ. เดินทางเยือนสิงคโปร์ เป็นเวลา 3 วัน เพื่อแนะนำตัวหลังเข้ารับตำแหน่ง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกเดินทางขึ้นเครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อไปยังประเทศสิงคโปร์แล้ว โดยไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์ใด ๆ กับสื่อมวลชนที่มาเฝ้ารอทำข่าวเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับในวันพฤหัสที่ 20 มี.ค.นี้ โดยมีภารกิจสำคัญในการแนะนำตัวภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและพูดคุยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยนายกรัฐมนตรีเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าไม่มีเรื่องใดสำคัญจนสามารถเป็นข่าวได้

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 30 และ 31 มี.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปยังกรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อร่วมประชุม 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง โดยจะมีการหารือถึงการสนับสนุนการท่องเที่ยวและโครงการก่อสร้างถนน