รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันรัฐบาลไม่ได้โยนการแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ทหารรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้ เชื่อว่าการแก้ปัญหาต้องยึดหลักสมานฉันท์ เจรจา ไม่ใช่ความรุนแรง พร้อมระบุเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รู้ใจ จริงๆ ว่าผมกลัวตาย
ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยก่อนเข้าร่วมการประชุมประจำเดือนของกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและไม่ได้โยนการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคให้ทหารรับผิดชอบอย่างเดียว ส่วนคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นั้น ตนไม่อยากตอบโต้ แต่คงวิจารณ์ไปเพราะความไม่เข้าใจงานทางด้านการข่าว และไม่เคยเข้ามารับราชการ จึงไม่เข้าใจในสภาพของปัญหา รวมถึงการเดินทางลงไปในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกครั้ง เมื่อกลับขึ้นมายังกรุงเทพมหานครแล้ว ก็จะเกิดความรุนแรงขึ้นทันที ดังนั้น จึงไม่อยากที่จะไปเพิ่มภาระให้กับเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ที่ต้องคอยมาดูแลเรื่องความปลอดภัย ขณะเดียวกันก็เตรียม
เดินทางลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะลงไปวันใด พร้อมกับการลงพื้นที่ครั้งนี้จะไปรับฟังสภาพปัญหาและเข้าไปเพื่อส่งเสริม สนับสนุน งานด้านมวลชน ร่วมมือกับทหาร ตำรวจ ว่ามีสิ่งใดที่จะสามารถช่วยเหลือ และสนับสนุนได้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังเชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องยึดหลักสมานฉันท์และการเจรจา เพราะความรุนแรง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแน่นอน พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจผิด ส่วนการลงไปในพื้นที่นั้น ก็ถือเป็นการได้รับมอบหมายงาน มาจากนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว เนื่องจากนายกฯ ยังติดภารกิจอื่นๆ และทางกระทรวงมหาดไทยเองก็ต้องดูในภาพรวม
นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ว่ารู้ใจจริงว่าผมกลัวตาย ตั้งแต่สมัยเป็นร้อยตำรวจตรี เวลาจะไปจับผู้ร้ายทีก็ต้องไหว้พระไหว้เจ้า แต่การเดินทางลง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ คงจะไม่ได้ชวนนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเงาไปด้วย เนื่องจากเป็นความลับของทางราชการ ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ เพราะส่วนตัวก็สนิทสนมกันอยู่แล้ว
ส่วนกรณีที่มีการย้ายพลตำรวจตรีชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ไปช่วยงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เรื่องดังกล่าวไม่ทราบเหตุผล ต้องไปถามรักษาการ ผบ.ตร. พร้อมกับชี้แจงว่าไม่ใช่การย้ายแต่เป็นการไปช่วยราชการเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการประชุมประจำกระทรวงมหาดไทยผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เร้นท์กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เพื่อรับทราบสภาพปัญหา โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนที่จะลงพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง (19/03/51)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, March 19, 2008
มท.1 ยืนยันไม่โยนดับไฟใต้ให้ทหาร
ผบ.ตร.ยิ้มระรื่นรับทราบข้อกล่าวหาผิดวินัยร้ายแรง
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รุดเข้าพบอัยการสูงสุดแล้ว เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ผิดวินัยร้ายแรง ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในผู้ช่วยราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบ นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุดในฐานะประธานคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาคดีดำเนินการเช่ารถยนต์วงเงินกว่า 9,800 ล้านบาท ส่อไปในทางทุจริตกรณีการใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมและกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจไม่เป็นธรรม โดยมีนายชัยเกษม นายนที เปรมรัศมี รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.ธีรเดช รอดโพธิ์ทอง จเรตำรวจ ในฐานะกรรมการเป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาก่อนจะมีการประชุมเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานต่อไป ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสในการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้
'จักรภพ'พร้อมคุยพันธมิตรฯ
นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ
ให้สัมภาษณ์ถึงนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เชิญชวนให้ประชาชนและสมาชิกพรรคมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 28 มี.ค.ว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้แตกต่างจากตอนรัฐประหาร ตอนนั้นเราไม่มีสภาจากการเลือกตั้ง กลุ่มมวลชนต่างๆ จึงต้องออกมา แต่เงื่อนไขตอนนี้แตกต่างราวฟ้ากับดิน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะใช้แนวทางแบบนั้น ประชาชนจะตัดสินพรรคประชาธิปัตย์เอง เมื่อถามว่าจะปล่อยให้ประชาชนร่วมชุมนุมได้เต็มที่ใช่หรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลเข้าไปสกัดกั้นการเคลื่อนไหวอย่างเสรีของประชาชน ถือว่าเราไม่เป็นประชาธิปไตย จนกว่าจะมีการแสดง ออกขัดต่อกฎหมายหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพคนอื่น ตรงนั้นรัฐบาลจึงจะเข้าไปได้
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอย่างไรที่นายสมเกียรติ ไปใช้เวทีประชุมสาขาพรรคเชิญชวนประชาชนให้มาร่วมชุมนุม
นายจักรภพ กล่าวว่า ส.ส.ควรมีความศรัทธาในระบบรัฐสภา ถ้ารัฐสภาไม่เพียงพอที่จะแสดงออกทางการเมืองก็ไม่ควรเป็นสมาชิกรัฐสภาตั้งแต่ต้น รัฐบาลชุดนี้สนับสนุนการทำงานของรัฐสภาเต็มที่ ดังนั้นอะไรที่อยู่นอกกรอบนี้เราไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เราจะไม่สกัดกั้น
เมื่อถามถึงการปิดห้องคุยกับแกนนำกลุ่มพันธ มิตรฯ ยังเป็นไปได้หรือไม่
นายจักรภพ กล่าวว่า เป็นไปได้ทั้งนั้น บ้านเมืองเราต้องเดินไปข้างหน้า ยิ่งประชาชนเห็นผลงานของรัฐบาลมากขึ้นจะยิ่งเรียกร้องให้มีทิศทางของการประนีประนอม พูดคุยกันอย่างสุภาพชนมากขึ้น เชื่อว่าแนวคิดนี้ยังมีความเป็นไปได้
เทพเทือก...ตะแบง
การออกมาให้สัมภาษณ์ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กรณีนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ใช้เวทีประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาธิปัตย์ อำเภอเชียงใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวปลุกระดมให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯในวันที่ 28 มีนาคม นี้ ว่า เป็นบุคคลพิเศษ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เกี่ยวข้อง
เป็นอีกครั้งหนึ่งในหลายๆ ครั้งที่ นายสุเทพ มักใช้โวหารเบี่ยงเบนประเด็นและเนื้อหาที่สังคมตำหนิ เช่นเดียวกับการแก้ตัวกรณี สปก 4-01 ที่เห็นชัดว่า ในอำนาจหน้าที่ของนายสุเทพ ที่ขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มีเลขาฯหน้าห้องชื่อ อัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ภรรยาของนายทศพร เทพบุตร ผู้ได้รับเอกสารสิทธิ์ สปก 4-01 ในภูเก็ต
หากกล่าวแล้ว ไม่ว่าใครที่ไหนก็ย่อมบอกได้ว่า ทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ยังอุตสาห์ช่วยกันตะแบงไปสู่การตีความด้านกฎหมาย ให้นายทศพร กลายร่างจากนักธุรกิจเจ้าของโรงแรมหลายร้อยล้าน ไปเป็นเกษตรกรผู้อยากไร้แบบน้ำขุ่นๆ
จึงไม่ผิดที่ล่าสุดศาลฎีกาได้พิพากาษาให้คืนที่ดิน สปก 4-01 ที่นายทศพรได้มา ให้กับราชการทั้งหมดกว่า 98 ไร่...
การออกมากล่าวแก้ต่างให้นายสมเกียรติ ครั้งนี้ก็เช่นกัน นายสุเทพ แก้ต่างเหมือนกับทำไม่รู้ไม่ได้อ่าน ไม่ได้ฟัง เนื้อหาที่นานสมเกียรติ ปราศรัยไว้ และหากยังไม่รู้ ขอนำมาแจงให้เห็นชัดๆ กันอีกรอบ เผื่อจะได้สำเนียกเสียที่ว่า คนไทยไม่ได้โง่ อย่างที่นายสุเทพ คาดคิด
ที่ห้องประชุมเทศบาล ต.เชียรใหญ่ (ศาลาประชาคม) อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นการประชุมใหญ่สามัญประจำปี สาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต 3 นครศรีธรรมราช มี ส.ส.ของพรรค อาทิ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.เขต 2 นครศรีธรรมราช นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าร่วม
ก่อนการประชุม นายสมเกียรติปราศรัยว่า ภาคใต้ไม่ทำให้พันธมิตรฯว้าเหว่ พรรคไทยรักไทยกำเนิดไม่กี่ปี แต่สามารถครอบครองประเทศไทยได้ ไม่น่าเชื่อ แต่มีภาคเดียวที่ไม่ให้พรรคไทยรักไทยเกิดคือภาคใต้ คนภาคใต้ทำให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบ
พร้อมกล่าวด้วยว่า "พันธมิตรฯต้องการล้มระบอบทักษิณที่รักของคนอีสาน คนภาคเหนือและภาคกลางบางกลุ่ม และเป็นที่น่ารังเกียจของคนภาคใต้ อยากให้ทุกคนพร้อมกันไปล้มระบอบทักษิณอีกรอบ ยินดีต้อนรับนักรบศรีวิชัย ต้อนรับพันธมิตรฯ ลุ่มน้ำปากพนัง ในวันที่ 28 มีนาคม เราจะร่วมกันล้มผู้ชักใยและระบอบหุ่นเชิด วันนี้ระบอบทักษิณมีสิ่งพะรุงพะรังมาก นายสมัครเป็นรัฐบาลศรีธนญชัยแห่งเอเชีย อยู่เหนือกฎหมาย จึงทำให้พันธมิตรฯต้องไปธรรมศาสตร์ร้องขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่า 3 รัฐมนตรีและนายสมัครที่ถูกชี้มูล พันธมิตรฯขออนุญาตพรรคประชาธิปัตย์ให้โค่นล้มทักษิณอีกรอบ"
1. คือ นายสมเกียรติ เป็น ส.ส. สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในวาระของการะชุมพรรค ที่มีใจความในช่วงแรก ปลุกปั่นให้คนไทยแยกภาค แบ่งภาค ด้วยวิธีการที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ด้วยถ้อยคำ "โดยเฉพาะคนภาคใต้ทำให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบ เกี่ยวเนื่องมาถึงข้อความที่ว่า พันธมิตรฯต้องการล้มระบอบทักษิณที่รักของคนอีสาน คนภาคเหนือและภาคกลางบางกลุ่ม และเป็นที่น่ารังเกียจของคนภาคใต้"
2.นายสมเกียรติ ปลุกปั่นให้เกิดการโค่นล้มรัฐบาล ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย อันมีประมหากษัตริย์เป็นประมุข ด้วยข้อความ "อยากให้ทุกคนพร้อมกันไปล้มระบอบทักษิณอีกรอบ ยินดีต้อนรับนักรบศรีวิชัย ต้อนรับพันธมิตรลุ่มน้ำปากพนัง ในวันที่ 28 มีนาคม เราจะร่วมกันล้มผู้ชักใยและระบอบหุ่นเชิด"
นี่ชัดไหม ที่เป็นการปลุกระดมให้เกิดความเกียจชัง โดยมิใยดีแต่อย่างใดว่า มวลชนที่รับฟังจะฮึกเหิม และพร้อมใช้กำลังหากโดนยั่วยุขึ้นได้
3. นายสมเกียรติ บอกกล่าวอย่างชัดแจ้งว่า พันธมิตรฯมีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยข้อความที่ว่า "พันธมิตรฯขออนุญาตพรรคประชาธิปัตย์ให้โค่นล้มทักษิณอีกรอบ"
แล้วใยพันธมิตรฯต้องขออนุญาตพรรคประชาธิปัตย์ถ้าไม่เกี่ยวข้องกัน หรือหากนายสมเกียรติ กล่าวอ้างเป็นเรื่องส่วนบุคคล ย่อมต้องไม่ใช้เวทีการกระชุมสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเช่นนี้ หรือไม่หากมีความรับผิดชอบ ย่อมต้องบอกต่อผู้ฟังให้กระจ่างว่า ทั้งหมดเป้นความคิดเห็นส่วนตัวของนายสมเกียรติ
ทั้งหมดจึงเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจาก พรรคประชาธิปัตย์ รู้เห็นเป็นใจ เพราะทุกครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล มักเกิดภายหลังการปฏิวัติรัฐประหารเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้แล้ว
และหากรวมกับการออกมาตอกหน้าของชาวบ้าน ที่มีหัวคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ กำลังใช้เงินหว่านจ้างคนมาร่วมกลุ่มพันธมิตรฯในวันที่ 28 มีนาคมนี้ด้วยแล้ว จึงชัดเจนยิ่งว่า นายสมเกียรติ กระทำการปราศรัยด้วยนัยที่เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน
นายสุเทพ น่าจะรู้ว่า อะไรควรทำในนามพรรค อะไรควรทำในนามส่วนตัว ทุกคนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่หัวโขนที่นายสมเกียรติสวมอยู่ คือ ผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ควรดำเนินการทางการเมืองในรัฐสภา ที่ประชาชนต้องเสียภาษีให้
เลิกตะแบง... เลิกโกหกคำโต เสียทีเถอะว่า สิ่งที่นายสมเกียรติพูดไปนั้น ดีดไม่ดี อาจเลยไปถึงการยุบพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้
พร ภัทร (แทน)
//////////////////////////////
คอลัมน์:ละครชีวิต....
จากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวัน ฉบับวันที่ 19/03/2551
จาก hi-thaksin
'พงศ์เทพ'โยงใยคตส.มีพิรุธ
พงศ์เทพข้องใจคตส.เชิญสุรยุทธ์เป็นพยานทักษิณรวยผิดปกติ กรณีซื้อหุ้นแมนซิตี้ จวกยับคตส.ที่มาจากอํานาจปล้นมาจากประชาชน กล่าวหาลอยๆ
วันนี้ (18มีนาคม) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคตส.เรียก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นพยาน ในคดีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกกล่าวหาว่า มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ โดยเฉพาะการซื้อสโมสรแมนซิตี้ ว่า เรื่องนี้จะต้องไปถามคตส.ว่าเหตุใดจึงเรียกพล.อ.สุรยุทธ์เป็นพยาน เนื่องจากไม่สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงในประเด็นดังกล่าวได้ ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดคตส.จึงตั้งประ เด็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณร่ำรวยผิดปกติในช่วงนี้ ทั้งนี้ตนไม่เข้าใจว่าทำไมคตส.จึงจุดประเด็นช่วงจะครบวาระ แต่ไม่แปลกใจกับข้อกล่าวหาแปลกๆ เพราะเข้าใจดีว่าคตส.ทำงาน อย่างไร เพราะที่ผ่านมาเมื่อ คปค.ปฏิรูปการเมืองเสร็จก็ตั้ง คตส.ขึ้นมา ซึ่งชัดเจนว่ามีเจตนา และภารกิจที่จะเน้นแจ้งข้อกล่าวหากับอดีตรัฐบาลทักษิณ ทั้งๆ ที่มีหน่วยงานที่ดูแลอยู่แล้วคือ ป.ป.ช. แต่ คปค.ก็อุตส่าห์ตั้ง คตส.ขึ้นมาอีก อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นคตส.ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะการกล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณในประเด็นต่างๆ ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน
นายพงศ์เทพ กล่าวต่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ทราบว่า จะมีการเชิญพล.อ.สุรยุทธ์มาเป็นพยานในประเด็นร่ำรวยผิดปกติ แต่พ.ต.ท.ทักษิณก็พร้อมชี้แจง เพราะเงินที่นำไปซื้อสโมสรแมนซิตี้มีเอกสารชัดเจน และรู้กันทั่วโลกเพราะทำอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ประเทศอังกฤษดูแลสโมสรแมนซิตี้เป็นหลัก รวมทั้งกำลังเตรียมพร้อมเพื่อรับปริญญาโทของน.ส.พิณทองทา และยังไม่มีกำหนดที่จะเดินทางไปประเทศไหน แต่ยืนยันว่าจะกลับมาประเทศไทยประมาณวันที่ 10 เม.ย.แน่นอน
ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในประเด็นเดียวกันนี้ ว่า ไม่ทราบว่า คตส. มีวัตถุประสงค์อะไร เพราะเชื่อว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่น่าจะทราบข้อมูลเหล่านี้-
ไฟใต้ที่ลุกโชน [19 มี.ค. 51 - 17:49]
เหตุการณ์ คาร์บอมบ์ ที่เกิดขึ้นทั้งใน จ.ยะลา จ.ปัตตานี และล่าสุดก็เกิดระเบิดรุนแรงขึ้นที่ จ.นราธิวาส สะท้อนให้เห็นถึง สงครามลัทธิความเชื่อ ที่ความขัดแย้งฝังรากลึกและลุกลาม จนยากจะเยียวยา พร้อมกันนั้นก็สะท้อนถึง ความหน่อมแน้ม ของนโยบายในการแก้ปัญหา
เข้าขั้นหมดปัญญา
เมื่อเทียบเคียงกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางหรือ ประเทศที่มีปัญหาเรื่องของการแบ่งแยกดินแดน เชื้อชาติ ศาสนา แล้วจะเห็นการพัฒนาของการก่อความไม่สงบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากระเบิดที่ซุกตามอาคารบ้านเรือน ตู้โทรศัพท์ จากที่ซุกอยู่ใต้เบาะมอเตอร์ไซค์
เป็นคาร์บอมบ์
ผมรู้สึกสงสารชาวบ้าน สงสารเจ้าหน้าที่ข้าราชการชั้นผู้น้อย ที่ต้องตกเป็นเหยื่อบริสุทธิ์ ต้องแบกปืนล่อเป้าไปวันๆ ในขณะที่ระดับนโยบายก็คิดแต่เรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์
การสร้างมวลชนก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า
ผมมีข้อมูลใหม่จะเล่าให้ฟัง เดิมทีกลุ่มที่ก่อความไม่สงบในบ้านเรามีด้วยกันถึง 10 กลุ่ม ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติพอหอมปากหอมคอ การสู้รบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากการตอบโต้ของฝ่ายรัฐ ทำให้กลุ่มต่างๆเหล่านี้อ่อนแอลง แม้แต่ฝ่ายวางแผน หรือคนให้การสนับสนุนในต่างประเทศก็ทำท่าจะวางมือ
ล่าสุดเหลืออยู่แค่ 3 กลุ่ม
ที่ต้องชิงกันสร้างผลงาน และชิงเป็นแกนนำในการก่อความไม่สงบ นั่นหมายถึงจะต้องให้เกิดภาพของความรุนแรงและความถี่ในการก่อความไม่สงบมากขึ้น
สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ ได้วางยุทธวิธีทางทหารในการแก้ปัญหาไว้หลายอย่าง ซึ่งบางอย่างก็ต้องยอมรับว่าได้ผล โดยเฉพาะการตัดวงจรเครือข่ายต่างๆออกจากกัน
ทำให้ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะสงบไปชั่วขณะ
โดยเฉพาะการส่งกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่ชนิดปูพรม แน่นอนว่า กลายเป็นดาบสองคม แง่หนึ่งทำให้การก่อการร้ายเบาลงไป
แต่ในแง่ของมวลชนแล้ว กลับแย่ลง ชาวบ้านรู้สึกไม่ไว้ วางใจและหวาดระแวงเจ้าหน้าที่มากขึ้น เพราะเกรงว่า จะถูกเหมารวมว่าเป็นผู้ก่อความรุนแรงไปหมด
บางหมู่บ้านที่เป็นสีแดงก็ถูกจับตาเป็นพิเศษจนชาวบ้านรู้สึกอึดอัด อีกอย่าง รัฐบาลลืมเรื่องปากท้องของประชาชน ความยากจน ไม่มีอาชีพ เศรษฐกิจภาคใต้ที่ทรุดหนัก
ล้วนแต่เป็นปัจจัยลบทั้งนั้น
ปัญหาภาคใต้ทำให้เราถูกมองจากโลกมุสลิม มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือโอไอซีจ้องตาไม่กะพริบมองด้วยความวิตก เพราะปัญหาไฟใต้ย่อมเกี่ยวข้องและมีความสำคัญต่อการเมืองในประเทศเหล่านี้ด้วย.
หมัดเหล็ก
คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
มองในแง่ดี [19 มี.ค. 51 - 18:08]
ตั้งแต่รัฐบาลใหม่เริ่มทำงาน สถานการณ์รุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้เริ่มซาลงไปเเดือนเต็มๆ
ซาลงไปเพราะพลุ่มโจรก่อการร้ายลดการก่อเหตุชั่วคราว
เป็นการหยุดเพื่อปรับยุทธวิธีของกลุ่มโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ซึ่งก็เป็นวงจรอย่างนี้ทุกครั้งก่อนที่จะเกิดเหตุใหญ่ตามมา
กรณีเหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่โรงแรมซีเอส ปัตตานี เหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่ยะลา (โจรตายเอง) กรณีเผาโรงเรียนและระเบิดซํ้าที่อำเภอ
สายบุรี ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน
ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายว่าเครือข่ายผู้ก่อความไม่สงบต้องการตอบโต้ อย่างรุนแรงและโหดเหี้ยมมากกว่าเดิม
มีการใช้คาร์บอมบ์ในจุดชุมชนเพื่อทำร้าย
พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ให้เกิดเป็นข่าว ใหญ่โต
แต่ถ้ามองอีกมุม...
ยิ่งใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชน ก็จะยิ่งเป็นผลเสียต่อขบวนการโจรก่อการร้ายเอง!!
ยิ่งใช้ความโหดเหี้ยมอำมหิตมากเท่าไหร่แนวร่วมในพื้นที่ก็จะยิ่งลดลง
เพราะขณะนี้พี่น้องประชาชนเบื่อหน่ายสถานการณ์รุนแรง
เริ่มให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่แจ้ง ความเคลื่อนไหวของเครือข่ายก่อการร้ายดีขึ้นกว่า 3 ปีก่อนอย่างชัดเจน
ทำให้แกนนำและกลุ่มอาร์เคเคถูกเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมได้เพิ่มขึ้นทุกวัน
ล่าสุด คาดว่าเครือข่ายโจรก่อการร้ายใน 3 จังหวัดภาคใต้ ลดลงจากเดิมไม่ตํ่ากว่า 30 เปอร์เซ็นต์!!
ขณะนี้เครือข่ายโจรแบ่งแยกดินแดนกำลังมีปัญหาขาดแคลนกำลังคน
ไม่สามารถขยายเครือข่ายเพิ่มหน่วยกำลังอาร์เคเค เพื่อทดแทนคนเก่าที่ถูกจับกุม
แม้แต่ในหมู่บ้านพื้นที่สีแดง แกนนำโจรก่อการร้ายก็ไม่สามารถฝังตัวควบคุมชาวบ้านได้อย่างเดิม
การใช้ชาวบ้านเป็นแนวร่วมก่อม็อบ ตัดต้นไม้ คอยดูต้นทาง โปรยตะปูเรือใบ ฯลฯ ก็ทำได้ยากลำบาก เพราะชาวบ้านไม่ร่วมมือ
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่ายุทธวิธีที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐดำเนินการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีผลดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ฝ่ายข่าวเริ่มจับโฟกัสได้ว่าในแต่ละหมู่บ้านมีใครเป็นเครือข่าย? ใครเป็นแกนนำ? ใครเป็นกลุ่มอาร์เคเค?
พูดให้ชัดๆคือ สถานการณ์ล่าสุด ฝ่ายโจรก่อการร้ายกำลังถูกกดดัน และอยู่ในสภาวะเสียเปรียบอย่างชัดเจน
แต่เจ้าหน้าที่เองก็ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์
ฉะนั้น เหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ จะยังไม่ยุติ และจะต้องเกิดขึ้นต่อไปอีกนาน
จนกว่าจะถึงจุดที่สามารถกวาดล้างโจรก่อการร้ายให้สูญพันธุ์
ขอให้ยอมรับความจริงและอดทนกันต่อไป
ที่ “แม่ลูกจันทร์” กระชุ่นมาทั้งหมด เพื่อจะบอกรัฐบาลนายกฯสมัคร สุนทรเวช ว่า เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจซึ่งรับผิดชอบดูแลปัญหาไฟใต้ปฏิบัติหน้าที่ได้ดี และทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน
รัฐบาลไม่ควรเข้าไปล้วงลูก ไม่ควรเข้าไปแทรกแซง หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายให้เกิดความสับสนแก่ผู้รับผิดชอบโดยตรง
รัฐบาลต้องลงไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และสนับสนุนกำลังงบประมาณในทุกด้านที่จำเป็น
พูดให้ชัดๆคือ การรับผิดชอบพื้นที่และการปฏิบัติการเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง
ฝ่ายการเมืองคือการพัฒนาพื้นที่ และการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรง
ขอให้อดทนอีกซักนิด แล้วทุกอย่างจะดีเอง.
“แม่ลูกจันทร์”
คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว
ยื้อเกมคดีเทียบเคียง [19 มี.ค. 51 - 02:46]
ยังมีอารมณ์หัวเราะร่าได้ กับภาพในสำนักข่าวต่างประเทศ ช็อตที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เฮลั่นด้วยความสะใจเมื่อลูกทีมเรือใบสีฟ้าทำประตูเฉือนชนะทอตแนม ฮอตสเปอร์
เป็นชัยชนะนัดแรกหลังจากฟอร์มบู่มาหลายนัด ต้อนรับการบินกลับของประธานสโมสร
กลับไปเล่นบท “แฟรงค์ ชินาวัตรา” ที่เมืองผู้ดีอังกฤษ อย่างน้อยๆอดีตนายกฯทักษิณก็ได้เกมฟุตบอลบำบัดความเครียดจากสภาวะคดีความรุมเร้า
บรรเทาอาการว้าเหว่ท่ามกลางการต่อสู้กับมรสุมการเมืองสารพัดลูกที่เมืองไทย
แต่คนที่ยังต้องรับบทหนักในการฉุดกระชากลากถู เผชิญกับแรงเสียดทานต่อไปในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ถูกส่งลงสนามเล่นเป็นตัวจริง “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังไงก็หนีไม่ออก
ต้องครวญเพลงโชคมนุษย์เรียกคะแนนเห็นใจไปพลางๆ
แต่ล่าสุดต่อมฉุนของ “ลุงหมัก” ก็คงจะลดอาการอักเสบลงไปบ้าง กับผลสำรวจของ “สวนดุสิตโพล” สะท้อนความเห็นของคนเมืองกรุง ต่อประเด็น “คน กทม.คิดอย่างไรต่อกรณีผู้ว่าฯอภิรักษ์หยุดพักงาน”
ร้อยละ 49.16 ไม่เห็นด้วยที่หยุดพักงาน ร้อยละ 44.90 เห็นว่าเป็นเกมการเมือง
จากตัวเลขที่ออกมาก็ไม่แปลก ถ้าฝ่ายรัฐบาลจะตีความเข้าข้างตัวเอง โดยเกม “ม้าแลกขุน” ของฝ่ายตรงข้าม แนวโน้มออกลูกฟาวล์
แรงบีบให้นายสมัครและ 3 รัฐมนตรีเหยื่อคดีหวยบนดินแสดงสปิริต ลดโทนลงเยอะ
ได้พักหายใจหายคอ
“ลุงหมัก” มีเวลามาสนใจข่าวอื่นๆบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่เจอข่าวร้อนๆทางการเมืองกลบไป โผล่มาอีกทีข่าวหน้าเศรษฐกิจ ปตท.กลั้นไม่อยู่ปรับขึ้นน้ำมันดีเซลอีก 50 สตางค์ต่อลิตร ไปจ่ออยู่ที่ลิตรละ 30.94 บาท เชลล์ขึ้นหนีไปอยู่ที่ลิตรละ 31.44 บาท
คนไทยสำลักน้ำมันถึงคอหอย
ไหนจะสถานการณ์ไฟใต้ที่ปะทุรอบใหม่ ทั้งระเบิดโรงแรมหรูกลางเมืองปัตตานี คิวคาร์บอมบ์ ที่จังหวัดยะลา เดชะบุญที่ตูมก่อนไอ้ชั่วจะก่อเหตุสำเร็จ
สัญญาณป่วนเมืองรอบใหม่ เร้าใจกว่าเก่า
แต่ก็อีกนั่นแหละ ราคาน้ำมันทุบเศรษฐกิจฟุบรอบใหม่ ไฟใต้จะกลับมาระอุร้อนแรงแค่ไหน สำหรับ “ลุงหมัก” และลูกข่ายรัฐบาลคงไม่มีสมาธิจดจ่อสักเท่าไหร่
ในเมื่อมันยังมีเดิมพันที่สูงกว่า
กับคิวล่าสุดที่นายถวิล อินทรักษา ฝ่ายสืบสวนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับมอบหมายจากประธาน กกต. ให้รวบรวมสำนวนใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร นำสำนวนคดีส่งมอบให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา
โดยศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่ วันที่ 20 มีนาคม เวลา 13.30 น.
ต่อเนื่องมาถึงคดีที่จ่ออยู่ใน กกต.เหมือนกัน ล่าสุด กกต.มีมติส่งเรื่องให้ที่ปรึกษากฎหมายของสำนักงาน กกต.ตีความประเด็นต่างๆ ในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีการกระทำผิดของกรรมการบริหารพรรคที่อาจโยงไปสู่การยุบพรรคการเมือง ก่อนที่จะนำมาพิจารณาตัดสินในคดียุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยว่าจะเป็นอย่างไร โดยให้ เวลาตีความข้อกฎหมายดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน
ลากยาวกะเอาให้ชัวร์ๆ
เพราะโดยกรณีที่เทียบเคียงไปถึงคิวของพรรคพลังประชาชน
หากเป็นตามรายงานข่าวผลสรุปชั้นอนุกรรมการสอบสวนของ กกต. ที่มีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน มีมติ 4 ต่อ 0 กรณีใบแดงของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการพรรคชาติไทย และใบแดงของนายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ไม่เกี่ยวกับพรรคต้นสังกัด
รอดโทษโดนยุบพรรคทั้งคู่
โดยรูปคดีที่คล้ายคลึงกัน กรณีใบแดงของนายยงยุทธ ถ้าสุดท้ายหวยออกที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งยืนตามคำตัดสินของ กกต.เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน
ถ้าชาติไทยกับมัชฌิมาฯรอด แนวโน้มน่าจะส่งผลบวกต่อพรรคพลังประชาชน
อย่างน้อยก็ส่งเสียงโวยวายดังๆได้
ถ้าโดนเลือกบอมบ์ตามธงที่ตั้งไว้.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
ให้ประชาชนตัดสิน สมเกียรติ [19 มี.ค. 51 - 04:50]
นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าววานนี้ ( 18 มี.ค.) ถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นัดชุมนุมในวันที่ 28 มี.ค.นี้ โดยอ้างเหตุผลรัฐบาลบริหารงานไม่น่าไว้วางใจ ว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ร่วมเคลื่อนไหวด้วยนั้นถือเป็นธรรมชาติของนักการเมือง แต่รัฐบาลมีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ เรามีรัฐสภาสำหรับแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเกิดกลุ่มมวลชนใดขึ้นในสภาพที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ต่างจากในช่วงรัฐประหารที่ไม่มีรัฐสภา และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงจำเป็นที่กลุ่มมวลชนต้องออกมาสู่สนามการเมือง แต่เงื่อนไขขณะนี้ต่างกันราวฟ้ากับดิน หากพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจดำเนินการแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่ประชาชนจะได้รับฟังและตัดสินเอง
ไม่ศรัทธาระบบสภาอย่าเป็น ส.ส.
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่นายสมเกียรติใช้เวทีประชาชนของพรรคประชาธิปัตย์ ชักจูงประชาชนมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ นายจักรภพตอบว่า ส.ส.ทุกคนควรศรัทธาในระบบรัฐสภา ถ้ารัฐสภาไม่เพียงพอที่จะแสดงออกทางการเมืองก็ไม่ควรเป็น ส.ส. เพราะไม่ว่าจะเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย ทุกเสียงมีสิทธิแสดงความคิดเห็น รัฐบาลนี้มีนโยบายสนับสนุนการทำงานของรัฐสภาเต็มที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำตลอดให้รัฐมนตรีไปตอบกระทู้ทุกครั้ง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความร่วมมือกับรัฐสภา เมื่อถามว่า เคยมีความคิดจะปิดห้องพูดคุยกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯจนถึงขณะนี้คิดว่ายังเป็นไปได้หรือไม่ นายจักรภพตอบว่า เป็นไปได้ ทั้งนั้น บ้านเมืองต้องเดินไปข้างหน้า ยิ่งประชาชนเห็นผลงานรัฐบาลมากขึ้นก็ยิ่งเรียกร้องให้ประนีประนอมพูดจากันอย่างสุภาพชน เมื่อถามว่า ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะเห็นว่าอดีตแกนนำ นปก.ได้ดีมีตำแหน่งเลยทำบ้าง นายจักรภพตอบว่า “อ๋อเหรอ งั้นจะให้ตำแหน่งใน ครม.เงา”
พปช.ย้ำปลุกชุมนุมสอบพันธมิตร
นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า การแถลงข่าวเปิดตัวกลุ่มฯในวันที่ 26 มี.ค.นี้ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ จะย้ำจุดยืนไม่ปะทะกับกลุ่มพันธมิตร แต่เป็นการติดตาม ตรวจสอบ ประณามประจานกลุ่มพันธมิตรฯ หากมีการระดมพลชุมนุมที่ท้องสนามหลวงเมื่อไหร่ เราจะเรียกร้องให้ประชาชนออกมาชุมนุมเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเงื่อนไข
นำไปสู่การยึดอำนาจอีก ไม่ใช่เป็นการเคลื่อน
ไหวเพื่อปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และในวันที่ 28 มี.ค. จะจัดกิจกรรมและนิทรรศการที่ โรงแรมรัตนโกสินทร์ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 เกิดผลร้ายต่อประชาธิปไตย ไม่ควรกลับไปสู่วิถีทางเดิมอีก ส่วนกรณีที่ทางพรรคไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของเรานั้น ขอยืนยันใช้สิทธิในนามส่วนบุคคล พรรคไม่มีสิทธิห้าม และไม่เกี่ยวข้องกับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย
โวคนเหนือ-อีสานในกรุงพร้อมลุย
นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวในภาคเหนือเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ยังมีการเคลื่อนไหวกันอยู่เพื่อตรวจสอบกลุ่มพันธมิตรฯ ในฐานะที่เป็นการเมืองภาคประชาชนด้วยกันกลุ่มพันธมิตรฯทำอย่างไรเราจะทำอย่างนั้น และอยากให้มีการติดตามกระบวนการสะสมทุนของนักเคลื่อนไหวด้วยว่ามีที่มาอย่างไร ในเมื่อนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเคลื่อนไหวนอกสภาได้ตนก็ทำได้ แต่จะไม่มีการขนคนมาร่วมใน กทม. เพราะเชื่อว่ามีคนภาคเหนือและภาคอีสานจำนวนมากที่ทำงานในกรุงเทพฯ พร้อมมาร่วมกิจกรรมอยู่แล้ว
“เทพเทือก” ปัดไม่รู้จัก “เสี่ยอ๋า”
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายเผชิญ เกตุแก้ว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ บ้านเกิดบ้านหนองหญ้าปล้อง ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่า มีหัวคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ชื่อ “เสี่ยอ๋า” เข้าไปจ้างวานคนในพื้นที่ให้ไปฟังการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯในวันที่ 28 มี.ค.นี้ว่า ได้ติดตามในเรื่องนี้แต่ยังไม่มีหลักฐานว่า กรรมการบริหารสาขาพรรคผู้ใดไปส่งเสริม จ้างวาน หรือชักชวนให้ประชาชนเข้าร่วมกระบวนการของกลุ่มพันธมิตรฯ และ “เสี่ยอ๋า” เป็นเพียงชื่อที่เรียกเล่นๆตรวจสอบไม่ได้ ซึ่งคนที่อยู่ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.สุราษฎร์ธานี ลงไปส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แต่เขาสามารถแสดงความเห็นของเขาได้ พรรคคงไปกำกับไม่ได้
ติงอย่าบุกบ้าน “ป๋า” เหมือน นปก.
เมื่อถามว่านายสมเกียรติใช้เวทีประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาธิปัตย์ ที่ อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ปลุกระดมให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมของ กลุ่มพันธมิตรฯ นายสุเทพกล่าวว่า นายสมเกียรติเป็นบุคคลพิเศษของพรรค เพราะก่อนที่จะเข้าร่วมกับพรรคก็อยู่กับกลุ่มพันธมิตรฯมาก่อน ซึ่งได้คุยกับพรรคแล้วไม่มีอะไรขัดข้อง ด้วยความที่เป็นพันธมิตรฯเมื่อนายสมเกียรติไปที่ไหนก็ต้องทำงานในหน้าที่ แต่ยืนยันว่าสิ่งที่นายสมเกียรติพูดไปนั้น ถือเป็นอุบัติเหตุซึ่งคราวต่อไปเราจะขอว่าถ้าใครเชิญไปพูดในเวทีของพรรคประชาธิปัตย์ ก็อย่าพูดเรื่องพันธมิตรฯเพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ส่วนคราวนี้พรรคก็ขอโทษที่อาจจะทำให้คนเข้าใจผิด เมื่อถามว่า ส.ส.พรรคพลังประชาชนในนามกลุ่มมหาประชาชนฯ เตรียมจัดชุมนุมในวันเดียวกับกลุ่มพันธิมตรฯ นายสุเทพกล่าวว่า ถ้าทำเหมือนกับกลุ่ม นปก. ที่ไปบุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ก็ไม่ควร อาจทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันได้ ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนจะเป็นผู้พิจารณาเอง
“บรรหาร” เชื่อพันธมิตรไม่ทำรุนแรง
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯว่า การเมืองก็แบบนี้มักจะมี 2 ฝ่ายเสมอ ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ดังนั้นต้องทำใจ แต่คิดว่าไม่น่าจะมีมือที่ 3 เข้ามาสร้างความวุ่นวาย และไม่น่ามีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นเร็ว เพราะต้องมีการก่อตัวของสถานการณ์ก่อน การที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไปร่วมเป็นแกนนำด้วยนั้น คงไม่มีปัญหาเพราะเขาอยู่กับกลุ่มพันธมิตรฯมาก่อนที่เป็น ส.ส. แต่ส่วนตัวเห็นว่าเมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรแล้ว มี ส.ว.แล้ว มีอะไรควรพูดกันในรัฐสภามากกว่า บ้านเมืองวุ่นวายมามากแล้ว เมื่อเราผ่านพ้นวิกฤติและพ้นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว เราต้องยอมรับ เพราะเขามีเสียงข้างมาก ถือเป็นกติกาที่ชอบธรรมต่างประเทศก็เป็นแบบนี้ แต่เชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีลักษณะที่จะก่อกวนให้รัฐบาลเสียความตั้งใจในการบริหารราชการแผ่นดิน อย่าคิดเป็นเรื่องใหญ่
พันธมิตรฯเย้ยรัฐบาลกลัวเกินเหตุ
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวถึงการประกาศเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรฯของ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ว่า รัฐบาลออกอาการกลัว และผวาเกินเหตุกับกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ ทั้งที่ได้แจกแจงรายละเอียดล่วงหน้าแล้วว่ามีอะไรบ้าง เพื่อแสดงความสุจริตใจว่าไม่ใช่การชุมนุม หรือการเดินขบวนกดดันเพื่อหวังล้มรัฐบาลอย่างที่กล่าวหา และพยายามบิดเบือน แต่คนในรัฐบาลกลับส่งสัญญาณให้ ส.ส. จัดตั้งมวลชน เพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรฯ สร้างสถานการณ์ให้ประชาชนหวาดกลัว และไม่กล้าเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่คงไม่มีผลอะไร เพราะประชาชนรู้ว่าเรายึดมั่นแนวทางสันติ อหิงสาและไม่เคยมีความรุนแรงจากการเคลื่อนไหว
พ่อค้ามหาโจร
สนธิ ลิ้มทองกุล..เปิดเผยไว้หลายครั้งหลายคราวและในหลายๆ พื้นที่ว่า..งบประมาณที่ใช้จ่ายไปในการ..ล้ม ทักษิณ ชินวัตร นั้น..ใช้ค่าใช้จ่ายไป 400 ล้านเงินจำนวนนี้ ถูกใช้ก่อนหน้าวันที่ 19กันยายน 2549 ระหว่างนั้น..ทักษิณและรัฐบาลเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ
เมื่อคณะปฏิวัติประกาศยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ..พร้อมกับการกล่าวโทษรัฐบาลทักษิณ ทักษิณจึงเป็นผู้ถูกกล่าวหาโดยอำนาจปฏิวัติ..แต่ผู้กระทำความผิดต่อรัฐธรรมนูญและต่อประเทศก่อนหน้า.. กลับได้รับการยกโทษ..รัฐธรรมนูญให้อำนาจประชาชนชุมนุมกันโดยสงบและปราศจากอาวุธ..แต่นั่นจะรวมไปถึงการใช้จ่ายจ้างวานเพื่อให้มีการชุมนุมด้วยหรือ
จะเอากันอย่างนั้นหรือ..เงินมิใช่อาวุธหรือ..เงินที่ถูกนำมาใช้โดยใครคนใดคนหนึ่ง เพื่อผลประโยชน์เฉพาะตนหรือเฉพาะกลุ่ม เพื่อการชุมนุมผู้คนหรือเพื่อล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ เพื่อสถาปนารัฐบาลเผด็จการขึ้นมานั้น เป็นความชอบธรรมหรือถ้าพ่อค้าสักคน..จะใช้เงิน 400 ล้านหรือ4,000 ล้าน..สร้างความวุ่นวายแล้วใช้จ่ายเพื่อให้ผู้ถืออาวุธ ใช้กำลังเข้ามาล้มล้างการปกครองโดยประชาชนเป็นเรื่องทำกันได้
จะให้มันเป็นอย่างนั้นหรือมันก็เป็นเรื่องน่ากลัวเพราะหากใครก็ได้ใช้เงินจำนวนเท่าใดก็ได้..ใช้จ่ายเพื่อล้มรัฐบาลของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งในระหว่างที่ยังไม่ครบสมัยทั้งๆ ที่ยังมีวิธีการขับไล่ล้มล้างรัฐบาลโดยวิธีการอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญจะไม่มีรัฐบาลใดๆ อยู่ได้..ภายใต้พฤติกรรมดังว่าปัญหามีอยู่ว่า..ประชาชนทั้งประเทศและสถาบันทั้งหลายในประเทศ จะยอมรับในพฤติกรรมเช่นว่าหรือไม่..ในวันแห่งอนาคต..
เงินแค่ 400 ล้านนั้น..ใครๆ ก็มีได้..ค่าของเงินแค่..ซื้อที่ดินไร่เดียวริมถนนสุขุมวิทนั้น..หากนำมาใช้ล้มรัฐบาลแล้ว..จะให้ผลตอบแทน คือ ผลประโยชน์ของประเทศทั้งประเทศ..ย่อมคุ้มค่าควรแก่การลงทุนที่สุด..ไม่ว่าจะมองจากสายตาของพ่อค้าหรือมหาโจรแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า..400 ล้าน ที่จะใช้ล้มรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช นั้น..มันเป็นเงินของ “พ่อค้า” หรือ “มหาโจร”หรือมันเป็นทั้ง “พ่อค้ามหาโจร”








