ใครหน้าไหน...คิดจะคอนโทรล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ด้วยเงื่อนไขต่อรองแลกกับ “มือ ส.ส.” ที่ถูกสั่งให้สนับสนุน...ทุกๆ ครั้งที่ต้องโหวตอะไรในสภาผู้แทนราษฎรแล้วล่ะก็คิดใหม่ได้!!!
นักการเมืองผู้มากอาวุโส ระดับ Anti Climax กล่าวว่า... ไม่สนใจไยดีอะไรอีกแล้ว เนื่องจาก วันนี้ นายสมัคร มีชื่อติดทำเนียบ Hall of Fame ของบรรดาผู้นำประเทศไทย ฉะนั้น จะอยู่หรือไป…อยู่สั้นหรืออยู่ยาว คงไม่มีความสำคัญใดๆ ทั้งสิ้นเพราะถึงอย่างไร นายสมัคร...คนนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของเมืองไทย อยู่ดี
ทันทีที่มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายสมัคร ทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมาบทบาท อำนาจ และหน้าที่ความเป็น...นายกรัฐมนตรี นั้น ศิษย์เก่านิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อย่าง...นายสมัคร ล่วงรู้หมด รู้ว่า...อะไรทำได้ และอะไรที่ทำไม่ได้ที่สำคัญ “เส้นแบ่ง” ระหว่าง...นายสมัคร กับ พลังประชาชน ก็ชัดเจนชัดเจนกระทั่งใครบางคน...ถึงขนาดเอ่ยปากกับคนใกล้ชิดเรียกใครอีกคนว่า... “มัน”
“มันพูดไม่รู้เรื่องแล้ว”ไม่ว่า “มัน” ผู้นี้...จะหมายถึงใคร? จะใช่นายสมัครหรือไม่? แต่ความชัดเจนของ นายสมัคร ก็อยู่ที่ความเป็น “ตัวของตัวเอง” สูงมากคำพูดที่เคยพูดเอาไว้ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ หลังได้รับเลือกจากสมาชิกพรรคพลังประชาชน ขึ้นทำหน้าที่ หัวหน้าพรรคฯ เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2550 ที่ว่า...
“ความจริงคำว่านอมินี มีความหมายที่เป็นคุณต่อบ้านเมือง เพราะนอมินีนี่แหละ ที่ทำให้เศรษฐกิจบ้านเมืองเจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้”ก่อนที่ นายสมัคร จะพูดต่อท่ามกลางเสียงปรบมือดั่งสนั่นของคนฟังเกือบๆ 1,000 คน ทั้งสมาชิกพรรคฯ แฟนคลับพรรคไทยรักไทยเดิม และกองทัพสื่อมวลชน ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ของโรงแรมแห่งนี้ ว่า...
“…ฉะนั้น ผมตอบคำถามตรงนี้ว่า ผมจะเป็นนอมินีให้นายกฯ ทักษิณ ผมจะทำให้พรรคการเมืองนี้แข็งแรง เพื่อจะเอาประชาธิปไตยกลับมาให้บ้านเมืองนี้”คำพูดที่กลายเป็นมาประเด็นการเมือง ถึงขั้นมีการเสนอ “ยุบ” พรรคพลังประชาชน ในวันนั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวันนี้!!!วันที่...นายสมัคร มีความคิดเป็นอิสระและมีความเป็นตัวเองสูง แม้ว่า...อนาคตตัวเขาอาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนมากนักจาก ส.ส. ของพรรคฯ ก็คงไม่เป็นไร???
เพราะการได้ “มือดี” มาเป็นขุนพลคนรู้ใจอย่าง...นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกฯ และ “โป๋” นายธีรพล นพรัมภา เลขาธิการนายกฯ นั้น เครือข่ายเล็กๆ แต่ทรงประสิทธิภาพแค่นี้ก็ยิ่งใหญ่เหนือกว่า ส.ส. กว่า 200 คน ที่เหลือมากนักเพราะ นายสหัส และ “โป๋” สามารถจะจัดการกับทุกเรื่องที่มีเข้ามา ก่อนจะถึงตัว นายสมัคร ได้ทั้งหมดแรงกดดัน “ยกมือ” หรือ “ไม่ยกมือ” จึงไร้ความหมายทันที!!!ประเด็นที่ใครบางคนโกรธจัดๆ ไม่เพียงแค่เรื่อง “สั่งไม่ได้”
แต่ยังรวมถึงการไม่ยอมรายงานให้ทราบ ถึงพันธสัญญาระหว่าง...รัฐบาลไทย และ รัฐบาลลาว เกี่ยวกับแผนการก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่จุด 2 กลางลำน้ำโขงโดยเฉพาะการวางตัว กลุ่มอิตัลไทย ให้เข้ามารับผิดชอบโครงการดังกล่าวทำเอาใครบางคนที่ว่านี้...โกรธจัดมากๆนี่คือต้นเหตุ ทำให้ “มัน” หลุดออกมาจากปากของเขาสำหรับ นายสมัคร “บางกอกทูเดย์” รู้มาว่า...พร้อมจะทำทุกเรื่อง หากเรื่องนั้นเป็นความ “ถูกต้อง” ของชาติบ้านเมือง
เป็นความ “ถูกใจ” ของสาธารณชนและตัวเขาเองสังคมไทยรู้กันมานานแล้วว่า...นายสมัคร เคารพและเทิดทูน “สถาบันหลัก” ของเมืองไทย ชนิดไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้นานพอที่ใครก็ตาม หากคิดจะ “สั่งการ” “บีบบังคับ” “ครอบงำ” หรือพยายามจะ “ควบคุม” นายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช แล้วคงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่
แม้กระทั่ง หากคนๆ นั้นเป็นคนที่อีกหลายๆ คน เชื่อว่า...เป็น “เจ้าของพรรคพลังประชาชนตัวจริง” อย่าง...พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทยแต่หากเป็น “คำสั่ง” หรือ “ข้อเสนอแนะ” ที่จะเปลี่ยนแปลงความเป็นตัวตนของนายสมัครแล้ว “บางกอกทูเดย์” ก็เชื่อว่า...การปฏิบัติย่อมจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เพราะคนๆ นี้ Uncontrolled เกินกว่าที่ใครบางคนจะ “ควบคุม” ได้เสียแล้ว!!!และสิ่งนี้ ทำให้คนกลุ่มใหญ่ใน พรรคพลังประชาชน กำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่า...จะหา “ทางออก” กับเรื่องนี้อย่างไรดีเพื่อให้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในสภาวะ Control ได้เช่นที่คาดหวังเอาไว้ นับแต่เริ่มก่อตั้ง พรรคพลังประชาชน กันมา
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, March 20, 2008
Uncontrolled
สามเหลี่ยมดินแดง
00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ หนังสือพิมพ์ทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย ปักหลักสู้กับเผด็จการทุกรูปแบบ ฉบับวันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2551 บอกกล่าวกันล่วงหน้า ผู้มีอุปการคุณที่เคารพ เสียงบ่นว่า หาหนังซื้อประชาทรรศน์ไม่ได้ หรือ ถ้าตื่นสายซื้อไม่ทัน อีกไม่นานเกินรอ เราจะสนองความต้องการของผู้มีอุปการคุณ เพิ่มยอดพิมพ์ เพื่อกระจายให้วางจำหน่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งแฟนๆ ในพื้นที่ต่างจังหวัด ที่เรียกร้องกันมามากเหลือเกิน นี่คือกำลังใจที่พวกเราทีมงานประชาทรรศน์ได้รับจากผู้มีอุปการคุณ ขอบคุณครับ...ขอบคุณ
00 วางแผนม้าแลกขุน นึกว่าสำเร็จตามแผน ดี๊ด๊ากันทั้งพรรค แต่ชั่วข้ามคืน กลายเป็นว่า ม้าขาหักกลางกระดาน เมื่อเจอฤทธิ์เดชของดอกเตอร์ด้านกฎหมายมหาชน ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย งัดกฎหมายพลิกสถานการณ์ให้ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ต่อมสปิริตรีบแตก กลายเป็นคนคิดจะหนีงาน ถูก สิงห์เหลิม บุกไปถึงห้องทำงาน อนุมัติให้ลากิจได้แค่ 15 วัน
00 เหตุผลของ สิงห์เหลิม ใครฟังก็เข้าใจได้ เพราะวันนี้คดีซื้อรถเรือดับเพลิง ยังไม่ถึงจุดที่จะต้องยุติบทบาท หากจะยุติบทบาทก็ให้ลาออกไป จะได้เลือกตั้งใหม่ เจอเกมนี้เข้าไป บรรดามือกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ เปิดตำราแก้เกมไม่ทัน
00 คงมีแต่ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่เพิ่งปล่อยไก่กลางสภา ยังออกมาลอยหน้าลอยตาเป็นพระเอกมโนราห์แก้เกี้ยว ว่า สิงห์เหลิมแค้นผู้ว่าฯ อภิรักษ์ เพราะเคยแพ้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา นี่หรือจิตใต้สำนึกของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ
00 งานนี้ เอกฉัตร ชักธงเชียร์ สิงห์เหลิม ทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ที่แก้เกี้ยวกล่าวหาว่ายังแค้นฝังหุ่น โถ...โถ...พ่อคู้ณ นักการเมืองอาชีพ การแพ้ชนะในสนามเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติธรรมดา วันนี้ สิงห์เหลิม จะไปแค้นทำไม ในเมื่อนั่งเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บังคับบัญชา ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ หากคิดกันได้แค่นี้ ผูกขาดไปเลยรัฐบาลเงา
00 เอกฉัตร รู้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้งูๆ ปลาๆ ไม่มีปัญญาเสนอแนะให้ผู้ที่รับผิดชอบทุกหน่วยงานไปดำเนินการอะไร เพียงแต่ภาวนาขอให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยไว
00 นับตั้งแต่จำความได้ ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เคยยืดเยื้อยาวนานอย่างนี้เลย นี่กี่ปีแล้วล่ะ ตั้งแต่เกิดเหตุปล้นปืนในค่ายทหารที่ จ.นราธิวาส สูญงบประมาณไปเท่าไร ตายเจ็บไปมากมาย วันนี้ความหวังของประชาชนอยู่ที่รัฐบาล โดยเฉพาะ สิงห์เหลิม ที่เคยคุยไว้ว่ามีแผนการในใจแล้ว เพราะมีลูกน้องที่เป็นตำรวจที่ลงไปทำงานในพื้นที่มานานรายงานให้ทราบและเสนอแนะวิธีแก้ไข
00 ได้แต่หวังว่าเร็วๆ นี้ หลังจาก หักขาม้าแล้ว สิงห์เหลิม ซึ่งคุ้นเคยกับพื้นที่ปักษ์ใต้ดี น่าจะลงไปปักหลักรับรู้ปัญหาสักหน่อย ก่อนจะวางแผนแก้ไข เป็นการสนับสนุนกองทัพซึ่งเป็น แม่งานใหญ่ของปัญหาภาคใต้ นี่ไม่ใช่ประชด หาก สิงห์เหลิม แก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ แม้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เก้าอี้นายกรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ฝันไว้ตั้งแต่วันแรกที่เล่นการเมือง ยังได้นั่ง
00 ในอนาคตหาก บ้านเลขที่ 111 ยังใส่กุญแจล็อกไว้ จับพลัดจับผลู คนที่เกิดมารกสะพายแล่ง มีโอกาสเปลี่ยนชื่อเรียกขานจาก สิงห์เหลิม เป็นนายกฯ เหลิม ได้เหมือนกัน ทำเป็นเล่นไป แต่นั่นแหละ ตอนนี้ต้องสำแดงฤทธิ์เดชแก้ปัญหาภาคใต้ก่อน คนระดับดอกเตอร์กฎหมายมหาชน ปัญหาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ ปัญหาผู้ว่าฯ กทม. แค่น้ำจิ้ม ใช่มั้ยขอรับ สารวัตรเหลิม ที่เคารพ
00 ฟังมาก็เล่าต่อ เหตุการณ์คนร้ายวางระเบิดคาร์บอมบ์ที่โรงแรมซีเอส จ.ปัตตานี เป้าหมายต้องการสร้างภาพว่า ทุกพื้นที่ของ จ.ปัตตานี วันนี้ ไม่ปลอดภัย เพราะใครก็รู้ โรงแรมแห่งนี้ต้องจัดอยู่ใน โซนปลอดภัยที่สุดของเมืองปัตตานี แต่วันนี้ไม่ปลอดภัย นี่คือสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข
00 ไม่รู้จะเข้าข่าย ข่าวลือคือข่าวจริงที่ยังมาไม่ถึงหรือไม่ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ต้องทำใจไว้ล่วงหน้ากับข่าวถูกเด้งพ้นนครบาล เหตุผลอะไร พลิกไปอ่าน โต๊ะข่าวประชาทรรศน์ เอกฉัตร ร่ายยาวให้อ่านจุใจ
00 ใครที่เคยพูดไว้ ของหลวงตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ต้องคิดใหม่ วันนี้อะไรที่ขายได้ กลายเป็นเป้าให้คุณโจรออกตระเวนขโมย ฝาครอบท่อในอุโมงค์กลางกรุงเทพฯ ยังโดนกวาดไปเรียบ นับประสาอะไรกับนอตเสาไฟฟ้าแรงสูง
00 เป็นคดีตัวอย่าง นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ฟ้อง 3 กกต. ที่ตัดสินแจกใบแดง ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ แถมด้วย พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล น้องรักของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล
00 เจ้าของทีมแมนฯ ซิตี้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มัวแต่ยุ่งกับการแก้คดีที่เมืองไทย ทำให้ กองเชียร์แมนฯ ซิตี้ที่ได้ยิ้มแย้มแจ่มใสช่วงเปิดฤดูกาล เริ่มควักเนื้อ หาคำว่าชนะไม่เจอมาหลายนัด ล่าสุด เมื่อเจ้าของทีมไปนั่งขอบสนาม ชนะ สเปอร์ส 2-1 ค่อยถอนทุนคืน
00 ทุกวันนี้วงดนตรีลูกทุ่งเดินสายแทบจะจ้างคนมานั่งดู ดีแล้วละที่ ยอดรัก สลักใจ อภัยให้กับนักร้องรุ่นพี่ สายัณห์ สัญญา ต่อความยาวสาวความยืด ไม่ใช่ยาแก้มะเร็ง แม้จะต้องเผชิญกับโรคร้าย แต่ข่าวมีคนรักและศรัทธาจะ บริจาคตับให้ ถึงแม้จะทำได้ยาก แค่นี้น่าจะเป็นความภาคภูมิใจของศิลปิน ที่มีคนรักและศรัทธาถึงขนาดยอมสละชีวิต ไม่ธรรมดา
เอกฉัตร
จากอำนาจมืด ถึง คฤหาสน์ราคา 50 ล้าน
ไม่มีมูล สุนัขมันคงไม่ขี้.... เป็นประโยคที่คนไทยโบราณใช้เปรียบเทียบกันมานมนาน ส่วนใหญ่ดูจะใช้เทียบเคียงกับเรื่องราวความไม่ชอบมาพากลที่สังคมไม่ปรารถนา แต่ก็กระทำและปิดบังซ่อนเร้นไว้...???
ความหมายแบบชาวบ้าน ชาวบ้าน ก็คือ เรื่องที่ปิดบัง แล้วชาวบ้านนำมาโจษขานกันนั้น แม้จะยังไม่มีหลักฐานให้สังคมได้รับรู้อย่างแน่ชัด แต่ก็ต้องมีความจริงอยู่บ้าง ไม่งั้นคงไม่นำมานินทากัน
แต่ก็อย่างว่าแหละ .... เรื่องพันธุ์แบบนี้ สำหรับสังคมไทยแล้วมันเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในยุคเผด็จการครองเมือง...
เผด็จการที่เป็นทั้งผู้มีอำนาจ .... ผู้มีอภิสิทธิ์ .... ผู้มากไปด้วยบารมี .... ที่ชอบแอบทำอะไรๆ ลับๆ ล่อๆ ปิดบังไม่ให้ประชาชนก่นด่า....!!!
ที่เกรินเริ่มต้นมาอย่างนี้ เหตุเพราะบรรยากาศของระบอบประชาธิปไตย ที่คนไทยเพิ่งได้หวนรับกลับคืนมาอีกครั้ง หลังถูกทำลายลงจากอำนาจเผด็จการไปเมื่อ 19 กันยายน 2549 เริ่มมีสิ่งล่อแหลม .... สิ่งไม่ชอบมาพากล .... โดยเฉพาะการใช้อิทธิพลอำนาจมืด .... เกิดขึ้นกับสังคมไทยอีกแล้ว .... บางเรื่องเริ่มเกิดขึ้น บางเรื่องก็เพิ่งปูดขึ้นมาให้เห็น....???
แต่กระนั้นก็ต้องเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า ทำไม สังคมโลกจึงเกียดชัง จึงขยักแขยง กับระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยอย่างยอมรับไม่ได้....???
นั่นก็เพราะ เผด็จการอำมาตยาธิปไตย หนึ่ง เป็นระบอบที่ใช้อำนาจปกครองประชาชนด้วยการกดขี่ข่มเหง ริดลอนสิทธิและเสรีภาพ อย่างเหลือคณานับ
อีกหนึ่ง เป็นระบอบแห่งความเลวร้าย ที่ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนจำต้องตกอยู่ในความหวาดผวาของอำนาจเถื่อน อำนาจมืด และอำนาจที่ใช้กฎหมายมากดขี่บังคับอย่างไม่ยุติธรรม
และเมื่อประชาชนทั้งสังคม ได้แลเห็น ได้สัมผัส อภิสิทธิ์ชนก่อความเลวร้ายเหล่านี้เรื่อยมา จึงกลายเป็นความชิงขังต่อความหน้าด้านของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย .... จึงจำต้องปราม .... จึงจำต้องปราบ .... และอาจถึงขั้นจำต้องกำจัดให้สิ้นซาก
สิ่งเหล่านี้เองจึงกลายเป็นพลังให้ประชาชนต่างลุกขึ้นต่อสู้กับระบอบเผด็จการนี้มาอย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะะแต่ในประเทศไทย ดังเช่น ที่สังคมไทยได้เห็นได้ศึกษามาแล้วกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 – 6 ตุลาคม 2519 - พฤษภาคม 2535 และที่ผ่านไปมาดๆ ก็ 19 กันยายน 2549
หากจะไม่พูดไกลไป หลังการรัฐประหารเมื่อ19 กันยายน 2549 ประชาชนทั่วประเทศที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ รับรู้กันดีว่า การกดขี่ข่มเหง การใช้อำนาจมืดเกิดขึ้นไปทุกย่อมหญ้าทั่วประเทศ จากเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในเครื่องแบบและมีอาวุธประจำกาย
และเมื่อสังคมโลกตราหน้าการยึดอำนาจ จนเผด็จการมิอาจต้านทาน ยอมให้เกิดการเลือกตั้งขึ้น สภาพการณ์เหล่านี้น่าจะจางหายไป เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยยืนอยู่บนหลักการนิติรัฐที่ใช้ขอบเขตของกฎหมายดูแลสังคม ดูแลประชาชน ด้วยความยุติธรรม
แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อไม่กี่วันมานี้ หลังอุบัติการขยับรุกไล่ของฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยปรากฎขึ้นอีกครั้ง การใช้อำนาจมืดก็ติดตามมาอย่างขาดกันไม่ได้....!!!!
เมื่อนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานกลุ่ม 24มิถุนาประชาธิปไตย หนึ่งในผู้นำที่ออกมายืนเรียกร้องประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการที่ท้องสนามหลวง ถูกชายลึกลับโทรศัพท์เข้าข่มขู่ ถึงขั้นอาจลักพาตัวหายเงียบกริบไปจากสังคม หากไม่จัดการเก็บหนังสือที่ชื่อว่า “เปิดหน้ากากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ให้หมดไปจากแผงจากร้านหนังสือ
ตามการให้การที่นายสมยศ ลงบันทึกแจ้งความไว้กับ สน.ชนะสงคราม ระบุคำพูดของผู้ข่มขู่ไว้ว่า “รีบไปเก็บหนังสือ เปิดหน้ากากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ออกจากร้านหนังสือให้หมด เดี๋ยวจะโดนอุ้ม รู้เรื่องไหม พลเอกเปรม เป็นคนดี เอ็งไปด่าได้ยังไง ไอ้ชาติชั่ว มึงไปเก็บหนังสือซะ” โดยมีพยานร่วมรับฟังอยู่ด้วย 3 คน คือ นายสุวิทย์ เลิศไกรเมธี นางสาวจิรนันท์ จันทวงษ์ และนางสาววิภา พลอยงาม
หลายคนระบุว่า เนื้อหาของหนังสือดังกล่าวเป็นงานทางวิชาการที่เสนอด้วยเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา เป็นบทวิเคราะห์โครงสร้างการเมืองของระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่ไม่ใช่การด่าทอด้วยคำหยาบคาย แล้วเหตุใดเล่า จึงมีคนข่มขู่เข้ามา
จึงไม่ผิดหากจะบอกว่า ทั้งหมดที่เกิดขึ้น คืออำนาจมืดที่เกิดขึ้นจากบุคคลที่มากด้วยบารมี .... มากด้วยอคติ .... มากด้วยโมหจิต แม้ปัจจุบันจะมีลาภ ยศ เหนือคนอื่นมากมายแล้วก็ตาม แต่ก็ยังหลงวนเวียนในอำนาจ คิดว่า ตัวเองนี่แหละ คือผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน....???
และก็ไม่ผิดหากจะกล่าวว่า นี่กระมั่งที่ประชาชนหลายหมื่นคนจึงเดินทางไปยังหน้าบ้านสี่เสา ทวงถาม พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เมื่อ 22 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา ด้วยคำถามง่ายๆว่า “เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ให้คณะนายทหารใช้กำลังอาวุธของประชาชนเข้ายึดอำนาจ และฉีกรัฐธรรมนูญของประชาชนทิ้งเมื่อ 19 กันยายน 2549”
แต่ก็หามีคำตอบออกมาแต่อย่างใดไม่ นอกจากประชาชนถูกทุบตี ถูกทำร้าย ของกำลังพลทั้งทหารและตำรวจ....!!!!
นี่กระมั่งที่ประชาชนคนไทย อึดอัดกันนักหนาว่า แท้จริงแล้วภาษีที่เสียให้ ที่เป็นทั้งเงินเดือนของผู้นำทหารไทย ที่เป็นทั้งปัจจัยการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อไว้ปกปักษ์รักษาขอบเขตอาณาบริเวณของประเทศไม่ให้ศรัตรูมารุกราน กลับนำไปใช้ป้องกัน กับนำไปใช้เพื่อเป็นบริวารอุ้มชูอำนาจของบุคคลเพียงไม่กี่คนของกองทัพ
แท้จริงแล้วใช่ไหม ที่กองทัพกลายเป็นอีกหนึ่งอาณาจักรที่แยกออกไปจากกฎหมายปกครองของประเทศไทย ที่ผู้นำทหารคุมกำลังจะนึกสั่ง จะนึกทำการใดก็ได้ เพราะมีอาวุธอยู่ในมือ....!!!
นี่กระมั่งที่เหล่าผู้นำทหารยอมรวมมือกับแผนยึดครองประเทศ เพื่อให้ได้มาเพียงกฎหมายที่ขีดวงไม่ให้รั{บาลพลเรือนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกองทัพได้
และนี่กระมั่งที่มีข่าวรอยมาว่า เมื่อประมาณต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คมช. กำลังจัดแจงยักย้ายตัวเองออกจากบ้านพักรับรองประจำตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก “เกษะโกมล” ไปอยู่ใน “เคหสถานแห่งใหม่” ที่ใหญ่กว่าเดิม ภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ด้วยงบประมาณของกองทัพบกกว่า 50 ล้านบาท
ไม่น้อยเพราะมีจำนวนถึง 5 หลัง สำหรับบิ๊กทหาร ระดับ "วีไอพี" ซึ่งแว่วมาว่า 1 ใน 5 หลังมีชื่อของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะเป็นผู้เข้าอาศัยใน "เคหสถานพิเศษ" แห่งนี้ด้วย
จึงเป็นทั้งคำถาม และความสงสัยอย่างยิ่งว่า กองทัพใช้งบประมาณแผ่นดินที่เป็นภาษีของคนทั้งประเทศ สร้างคฤหาสถ์มูลค่าสูงขนาดนั้นเพื่ออะไร และกำลังปกป้องอะไรนอกเหนือไปจากปกป้องประเทศชาติ....???
มาถึงวันนี้จึงไม่เพียงคำกล่าวที่ว่า ไม่มีมูล สุนัขมันคงไม่ขี่ เท่านั้น แต่มันต้องบอกด้วยว่า อำนาจมืดทั้งหลาย มาจากคนในกองทัพนี่เอง หรือ หัวหน้าอำมาตยาธิปไตย อยู่ในกองทัพ ....!!!!
ทุนนิยมสามานย์คือใคร?
มีการหยิบยกประเด็นเรื่องของทุนนิยมสามานย์ เพื่อตีวัวกระทบคราดมาที่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช ในลักษณะว่า รัฐบาลนี้มีโครงสร้างจากกลุ่ม “ทุน”
เราเคยได้ยินแต่คำว่า “ทุนนิยมเสรี” กับ “ทุนนิยมผูกขาด” และโลกวันนี้ไม่มีใครปฏิเสธระบบ “ทุนนิยม” ที่แพร่ขยาย ขนาดประเทศที่เป็นคอมนิวนิสต์ยังต้องเปิดประเทศออกมาเพื่อหา “ทุน” ส่วนเจ้าของประเทศจะ “นิยม” หรือไม่ ไม่ทราบได้
หากจะย้อนไปในอดีตก่อนการ เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจในปี 2540 เราจะพบว่า “ทุน” ที่ว่านี้มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ “ทุนเก่า” และ “ทุนใหม่”
ทุนเก่า ในอดีต 30-40 ปีที่ผ่านมา ประกอบไปด้วย
“ทุนขุนนาง” เป็นตัวชูโรง เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีที่ดินจำนวนมากในครอบครอง ทำธุรกิจแบบเก่า ให้เช่าที่ดิน ไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเนื่องจากเป็นพวกหัวอนุรักษนิยม
“ทุนศักดินา” หรือ “ทุนอำมาตยา” ใช้ความสนิทชิดเชื้อกับผู้นำทางการเมืองในอดีต ทำธุรกิจผูกขาดตัดตอน ไม่เปิดให้มีการแข่งขันภายใต้ โครงสร้างตลาดเสรี โดยเฉพาะ ธุรกิจเกี่ยวกับ ธนาคาร ซึ่ง มีการผูกขาด 16 แห่ง จากคน ตระกูลใหญ่ๆ ไม่กี่ตระกูล เท่านั้น ธุรกิจปูนซีเมนต์ มีการผูกขาดเพียง 3 บริษัท ธุรกิจเหล็ก มีการผูกขาดเพียง 2 บริษัท และ ธุรกิจพลังงาน มีการผูกขาดเพียง 5 บริษัท ฯลฯ
ด้วยการใช้อำนาจทางการเมืองในสมัยก่อน ซึ่งล้วนเป็นพวก “อำมาตยาธิปไตย” เอื้อประโยชน์ให้ เพื่อให้นักธุรกิจเหล่านี้มาเป็น “แบ็กอัพ” ในทางส่วนตัว ใช้จ่ายคล่องขึ้น แลกกับการทำให้ธุรกิจพวกนี้ยืนอยู่ได้ โดย คนไทยอีกหลายสิบล้านคน ได้แต่ นั่งมองตาปริบๆ ปล่อยให้คนกลุ่มนี้ร่ำรวยกันมหาศาลบนการเอารัดเอาเปรียบประชาชนมาช้านาน ประเทศไม่เจริญก้าวหน้า เนื่องจากไม่เปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี ที่จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์จากส่วนต่างของการแข่งขัน
“ทุนใหม่” ส่วนใหญ่จะต้องดิ้นรนถีบตัวออกมาโดยอาศัย องค์ความรู้ ความมีวิสัยทัศน์ เทคโนโลยี และกลไกการเงิน เป็นหลักใหญ่ในการดำเนินการ ภายใต้กฎของรัฐที่จะต้องดำเนินการแข่งขันอย่าง เสรี และ เป็นธรรม ซึ่งทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นภายหลังการ เปิดเสรีทางการเงินและการค้า ที่ พรรคเก่าแก่ ได้ดำเนินการ ค้างๆ คาๆ เอาไว้ จนทำให้วันหนึ่งประเทศชาติต้องเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินการคลังครั้งใหญ่
ปัญหาคือ
“ทุนเก่า” อิจฉาริษยา “ทุนใหม่”
และ “ทุนใหม่” อิจฉาริษยา “ทุนใหม่” ด้วยกันเอง
มันจึงเกิดเรื่องราวในการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลที่มีผู้นำเปรียบเสมือน “ทุนใหม่” ที่มากด้วยสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด เทคโนโลยี และการบริหารจัดการสมัยใหม่ ที่ทำอย่างไร ทุนเก่า และ ทุนใหม่ ส่วนหนึ่ง ไม่สามารถก้าวตามได้ทัน และอาจจะหวาดกลัวว่าจะถูกอีกฝ่ายกลืนทรัพย์สิน ที่ทาง เงินทอง ไปหมด มีการวิเคราะห์ว่านี่คือที่มาของเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549
“ทุนนิยมสามานย์” ที่มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมานั้น เป็นเรื่องต้องตั้งคำถามกันว่า ใครกันแน่ที่สามานย์
บริษัทสื่อโกงเงินประชาชน โดยวิธีการกู้เงินจากธนาคารมาทำธุรกิจสื่อสารมวลชน ไซฟ่อนเงินออกจากบริษัท ทำให้บริษัทเจ๊ง แต่ตัวเองร่ำรวย แล้วเอาเงินภาษีประชาชนไปจ่ายหนี้ก้อนมหึมา มีจริงหรือไม่ อันนี้คงต้องไป ถามผู้ตั้งเกมของฝ่ายที่กำลังจะเคลื่อนไหวกันอยู่ในวันที่ 28 มีนาคม 2551 นี้ ว่ารู้หรือไม่รู้
คนที่ทำบริษัทสื่อที่ว่านี้ ทุกวันนี้กลับมายืนอยู่ได้โดยที่มีข่าวคราวการ ใช้เงินทองสนับสนุนนักการเมืองบางคนในอดีต เป็นร้อยๆ ล้าน มีการแจกรถเบนซ์-บีเอ็มดับเบิลยูป้ายแดง กับลูกนักการเมือง หาความสุขความสำราญบนความเดือดร้อนของผู้คน ประชาชนตาดำๆ หากไม่เรียกว่า สามานย์ จะให้เรียกว่าอะไรดี?
พฤติกรรมของบริษัทสื่อที่ว่านี้ มันแย่ยิ่งกว่าการทำธุรกิจผูกขาดของ “ทุนเก่า” ดึกดำบรรพ์ หรือไม่
พฤติกรรมของบริษัทสื่อที่ว่านี้ มันแย่ยิ่งกว่าการทำธุรกิจที่มีการบริหารจัดการสมัยใหม่ รู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ของ “ทุนใหม่” ล้ำยุค ทำให้เพิ่มพื้นที่ให้คนมีโอกาสทำมาหากิน เพราะโลกใบนี้แคบลง หรือไม่
พฤติกรรมของบริษัทสื่อที่ว่านี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ช่วยตอบหน่อยว่า มัน “สามานย์” หรือไม่ เพียงใด
พันธมิตรกลับกลอก...หลอกชุมนุมใต้เสื้อคลุมวิชาการ
ทั้งที่อ้างว่าการจัดกิจกรรมที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2551 จะเป็นเพียงงานเชิงวิชาการ ภายใต้ชื่อรายการยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ...
แต่กระนั้น ก็กลับมีความเคลื่อนไหวในเชิงปลุกระดมอย่างต่อเนื่อง จากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ไม่ว่าจะเป็นการเดินสายไปตามภาคต่างๆ เพื่อควานหาแนวร่วมเดิมๆ ที่ยังเหนียวแน่นกันอยู่ หรือการจ้อผ่านสื่อในมือของตัวเองด้วยการด่าทอรัฐบาลอย่างที่เคยถนัด
ความเคลื่อนไหวที่หลายฝ่ายกังวลใจว่าจะนำไปสู่เงื่อนไขอัปยศเหมือนที่เคยเกิดมาแล้วเมื่อครั้งรัฐประหาร 19 กันยายน ทำให้ต้องออกมาเตือนกันด้วยความหงุดหงิดว่าอย่าพยายามปลุกปั้นผีที่ไม่มีตัวตนขึ้นมาหลอกหลอนเพื่อนร่วมชาติ ให้ต้องกลับไปตกระกำลำบากในนรกภูมิใหม่อีกครั้ง ทั้งที่ก็เพิ่งผ่านช่วงเวลาแบบนั้นมาหมาดๆ
บ้างก็เตือนไปถึง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่ตัวเองก็ยังมีคดีความจากเรื่องเก่าที่คล้ายกันปักอยู่บนหลัง ว่าจะทำอะไรก็ให้คำนึงถึงคำตัดสินของศาลบ้าง
แต่ก็อย่างที่บอกว่า กลุ่มพันธมิตรฯ อ้างมาแต่แรกแล้วว่านี่เป็นเพียงการสัมมนาเชิงวิชาการ ดังนั้นนายสนธิจึงอ้างว่าตนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะทำได้
เมื่อเรื่องยังไม่เกิด ศาลก็ต้องฟัง และก็ต้องอนุญาตเป็นธรรมดา
แต่ทว่า ดูเหมือนว่าระหว่างแกนนำพันธมิตรฯ ด้วยกันเอง เห็นทีจะไม่ได้นัดแนะกันให้มั่นเหมาะก่อนจะให้สัมภาษณ์ออกสื่อ
เพราะขณะที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือ นายสุริยะใส กตะศิลา พยายามบอกว่านี่เป็นเพียงการจัดกิจกรรมในลักษณะเวทีอภิปรายทางวิชาการจากหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการ เยาวชนนักศึกษา ตัวแทนองค์กรแนวร่วม และแกนนำพันธมิตรฯ ...
ไม่ใช่การประชุมอย่างที่หลายฝ่ายกังวลใจ
แต่ฟาก นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำอีกคน กลับประกาศกร้าวระหว่างเดินทางไปภาคใต้ว่า พันธมิตรฯ ต้องการล้มระบอบทักษิณที่รักของคนอีสาน คนภาคเหนือ และภาคกลางบางกลุ่ม และเป็นที่น่ารังเกียจของคนภาคใต้
และอยากให้ทุกคนไปล้มระบอบทักษิณพร้อมกันอีกรอบ...!
ปล่อยไก่ไม่ต่างกันกับ น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ประกาศต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหลากับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะแกนนำพันธมิตร จ.สมุทรปราการ
ก็ออกมาปลุกเร้า ว่าอย่าตกใจหากวันที่ 28 มีนาคม จะมีพันธมิตรทั่วประเทศมาร่วมประมาณ 30,000 คน
การสัมมนาวิชาการที่มีผู้ร่วมฟังแห่แหนกันมาจากต่างถิ่นกว่า 30,000 คน หากไม่โม้ก็โกหกทั้งเพ
ยังไม่รวมที่ น.ส.อัญชลี พูดด้วยว่า การที่พันธมิตรต้องออกมาอีกครั้งก็เพราะที่ผ่านมา คมช. หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ได้ทำอะไรเลย
เท่านี้ก็น่าจะบอกได้แล้วว่า นี่เป็นความเคลื่อนไหวของมวลชนชนิดใด และมีจุดประสงค์อย่างไร
สัมมนาวิชาการที่พูดเรื่องการเมืองนั้นมีถมเถ...
แต่สำหรับการเมืองแบบที่ใช้คำว่าวิชาการมาบังหน้า...
ก็เป็นได้แค่วิชามารอีกบทหนึ่งเท่านั้นเอง
Wednesday, March 19, 2008
ร.ต.อ.เฉลิม คุยลงพื้นที่ใต้ครั้งนี้ ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
รัฐสภา 19 มี.ค. - “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” เผยลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งนี้ จะไม่เหมือนกับทุกครั้ง ไม่เน้นฟังบรรยายสรุป แต่จะเปิดอกคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การเดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่ 20 – 21 มีนาคม นี้ จะเป็นไปการพูดคุยแบบเปิดอก จับเข่าคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งทหาร ตำรวจ และมหาดไทย ว่ามีปัญหาติดขัดอะไรบ้าง จะไม่เน้นการฟังบรรยายสรุป และจะไม่เหมือนที่ผ่านมา เพราะเป็นคนที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า การลงตรวจพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐมนตรี จะทำให้ข้าราชการเดือดร้อนและเหนื่อย มีการตอบโต้ที่รุนแรง ขณะที่ไม่ได้ผลอะไร
“นายกรัฐมนตรีก็รับผิดชอบอยู่ ผมไปรับผิดชอบเฉพาะส่วนที่ท่านมอบหมาย การตัดสินใจยังเป็นท่าน แนวทางการแก้ไขปัญหาภาคใต้ไม่สามารถเปิดเผยทั้งหมดได้ แต่ขอยืนยันว่าจะสมานฉันท์ ความรุนแรงจะไม่มี เจตนาของรัฐบาลชุดนี้ต้องการเอาความประณีประนอมเป็นตัวตั้ง แต่การบังคับใช้กฎหมายต้องตรงไปตรงมา” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว และว่า ยังยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องแก้จากข้างนอกเข้ามาข้างใน
ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหาคน 2 สัญชาติ ร.ต.อ.เฉลิม ย้ำว่าปัญหานี้มีอยู่ 80,000 คน การแก้ไขจะต้องแก้จากต่างประเทศเข้ามา ไม่เช่นนั้นจะไม่จบ จะต้องมีแนวทางดูแลไม่ให้คนทำผิดหนีข้ามฝั่งไปมา ส่วนที่ฝ่ายค้านเสนอให้ออกกฎหมายตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจัดหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องกฎหมายทำไว้แล้ว และเมื่อครั้งที่ไปพบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็แจ้งให้ทราบว่า รัฐบาลได้เสนอกฎหมายไปแล้ว เนื้อหาสาระเหมือนกัน เพียงแต่ชื่อไม่เหมือนเท่านั้น
“ประเด็นคือต้องการให้ ศอ.บต.ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงินด้วย จึงต้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่ง ครม.ได้รับเรื่องไว้แล้ว อยู่ระหว่างถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงต้องดูผลกระทบกับ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ด้วยว่ามีผลกระทบหรือไม่” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว .- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-19 17:46:19

ยงยุทธ ไม่เดินทางไปศาล พร้อมเตรียมสู้คดีใบแดง
สำนักข่าวไทย 19 มี.ค.- ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผยไม่เดินทางไปศาลพรุ่งนี้ (20 มี.ค.) เชื่อศาลรับคำฟ้อง กกต.มีมติให้ใบแดงทุจริตเลือกตั้งเชียงราย เตรียมสู้คดีมั่นใจในหลักฐาน ไม่มีความเห็นย้ายรองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล
นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะอ่านคำสั่งว่าจะรับคำฟ้องกรณีที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ใบแดงเรื่องการทุจริตที่ จ.เชียงราย ว่า คงไม่เดินทางไปฟังด้วยตัวเอง เพราะเรื่องดังกล่าวต้องว่ากันไปตามกระบวนการ อย่างไรก็ตาม ศาลต้องรับไว้พิจารณาอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า ทำไมถึงเชื่อว่าศาลจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของศาล และหลักเหตุผล ไม่มีอะไร ก็จะต่อสู้ในชั้นศาล ซึ่งจะนำข้อเท็จจริงไปต่อสู้ เพราะเชื่อว่ามีพยานหลักฐานที่ชัดเจน
ส่วนกรณีที่มอบหมายให้ทนายความฟ้อง กกต.ทั้ง 3 คนที่มีมติให้ใบแดงนั้น นายยงยุทธ กล่าวว่า เพราะกระบวนการสอบสวนเรื่องนี้ ตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับฟังพยานหลักฐานจากตน มีการสร้างพยานหลักฐานขึ้นมาตั้งข้อกล่าวหา ซึ่งตนจะนำพยานหลักฐานในส่วนนี้ไปต่อสู้ในชั้นศาลว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร เพราะการตรวจสอบที่ผ่านมาไม่ได้สนใจพยานหลักฐานของตนเลย
ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า คำสั่งย้าย พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ให้ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า จ.ยะลา เกี่ยวข้องกับเรื่องการให้ใบแดงนั้น นายยงยุทธ กล่าวว่า ไม่ทราบ เป็นเรื่องของรัฐบาล .-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-19 17:39:36

นายกฯสมัครเผยโผทหารกลางปีคลอดพรุ่งนี้-การันตี‘อนุพงษ์'
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวให้ความมั่นใจกับสถานการณ์การเมืองไทย กับทีมไทยแลนด์ประเทศไทยในประเทศสิงคโปร์ว่า การเข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะต้องกอบกู้สถานการณ์บ้านเมืองให้เกิดความเชื่อมั่นทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมกับนักลงทุนชาวต่างประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และจีน ที่ถือเป็นตลาดสำคัญของไทย ทั้งนี้ ขอให้ทีมไทยแลนด์มั่นใจว่า ประเทศไทยจะกลับสู่สภาวะปกติถ้าการเมืองไทยยังแข็งแรงทุกอย่างจะไม่มีปัญหา ทั้งนี้ ขอให้ทีมไทยแลนด์ทำงานด้วยความตั้งใจต่อไป
นายกรัฐมนตรี ยังให้ความเชื่อมั่นกับทีมไทยแลนด์ประเทศไทย ว่า การทำงานและการเป็นคนดีของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก จะสามารถบริหารกองทัพได้ และตนเองจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารด้วย นายและการที่นำพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ร่วมคณะเดินทางเยือนต่างประเทศด้วยนั้น ทำให้ทหารเข้าใจการเมืองมากขึ้น และตนได้เรียนรู้เรื่องทหารมากขึ้นเช่นกัน เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ และวันพรุ่งนี้ (20 มี.ค.) เวลาประมาณ 12.00 น. จะมีการประกาศบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารกลางปี พร้อมกับย้ำว่าพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างเด็ดขาด
สมชาย-หมอเลี้ยบ'ย้ำพปช.เลี่ยงเผชิญหน้าพันธมิตรฯเพื่อบ้านเมือง
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน(พปช.) ยืนยันว่า พรรคพลังประชาชนไม่มีแนวคิดให้การสนับสนุน ส.ส.ของพรรคออกไปเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเห็นว่าพรรคจะต้องเตือน ส.ส.ถึงการเตรียมออกมาเคลื่อนไหว
"รัฐบาลไม่ได้เต้น ที่เต้นเป็นส่วนบุคคล รัฐบาลยืนยันไม่สนับสนุนให้เกิดการเผชิญหน้ากัน ที่บอกว่าปรบมือข้างเดียวไม่ดัง ก็อยากให้ประชาชนเป็นผู้ดูและพิจารณา ซึ่งพรรคก็ไม่สนับสนุนและคงต้องไปเตือนท่าน(ส.ส.บางคน)" นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย ยังขอร้องไปยังทุกฝ่ายว่าไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้ากันจนนำไปสู่วิกฤตบ้านเมืองดังเช่นในอดีต เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความสงบสุขของประเทศได้
ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่า นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน เตรียมแถลงเปิดตัวกลุ่มมหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ในวันที่ 26 มี.ค. และจะจัดสัมมนากลุ่มที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ในวันที่ 28 มี.ค.ซึ่งเป็นวันเดียวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ จัดกิจกรรมยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขณะเดียวกัน นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวภายหลังรับการตรวจสุขภาพที่รัฐสภา ว่า ยังคงมีความฟิต และไม่เครียดตามวัย แต่ต้องเพิ่มการออกกำลังกายมากขึ้นอีก พร้อมกันนี้ ระบุถึงกรณีการชุมนุมคู่ขนานกันของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มมหาประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย โดยยืนยัน พรรคพลังประชาชนไม่ประสงค์การเผชิญหน้าและความรุนแรง ซึ่งหาก ส.ส.ในพรรคจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังต้องมีการพูดคุยกันก่อน โดยมีแกนนำพรรคได้พูดคุยกับนายประชา ประสพดี แกนนำกลุ่มมหาประชาชนชนพิทักษ์ประชาธิปไตยแล้ว และเชื่อว่าจะมีการพิจารณาให้รอบคอบ และจะมีข้อสรุปออกมาตามทิศทางที่พรรคต้องการ
นอกจากนี้ นายแพทย์สุรพงษ์ ยืนยัน ฝ่ายการเมืองไม่เกี่ยวข้องกรณีการโยกย้าย พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า จ.ยะลา
จำอวดปชต.
โจรปล้นบ้านสิบครั้งร้อยครั้ง มันยังมีที่ดินเป็นกรรมสิทธ์เป็นของเราอยู่ครบถ้วน โจรปล้นประชาธิปไตยมันฉีกรัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดที่ใช้ปกครองประเทศ ที่แย่พวกสมุนโจรที่เชียร์ข้างเวที สำทับสำส่อนร้องออกมาดังๆว่า ‘การปฎิวัติมันเป็นเพียงแค่รูปแบบ ไม่ใช่เนื้อหาสาระ‘ คนโง่ทางชนชั้นไหนๆก็ยอมรับไม่ได้หรอก ขอเฉลยคำตอบคนพูดที่ว่านี้ไม่ใช่คนอื่นไกล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนจำพวกมองคนด้วยหางตาดูถูกกึ่งเหยีดหยามแบบจัดให้เลยคนแบบนี้แหละ
ใครๆคงลืมสำนวนโวหารโง่ๆของคนชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ลูกศิษย์คนโปรดนายหัวชวน หลีกภัย จอมหลักการ ‘ผมยึดมั่นในระบบรัฐสภา' ก้องอยู่ในหูนักการเมืองในวิถีทางระบอบประชาธิปไตยเหลือคำบรรยายที่มาโดยประชาชน เพื่อประชาชน ของประชาชน อยู่ดีๆแท้ๆเชียว
วันดีคืนดีสุดท้ายดีแตกเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกเชิญไปออกรายการทีวีช่องหนึ่งหลังการปฎิวัติรัฐประหารเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ด้วยน้ำมือคณะคมช. นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน สิ่งที่เป็นซากปรักหักพังย่อยยับทางเศรษฐกิจในรอบ 17 เดือนที่ผ่านมามันคือฝันร้ายที่สูญเปล่ากับการสัมภาษณ์สื่ออย่างรอยเตอร์ของพล.อ.สนธิ เที่ยวล่าสุดฟังดูยังยืนยันว่าปฎิวัติรัฐประหารยึดอำนาจประเทศไทยไม่สูญเปล่า นั่นคือทัศนะคนเอาปืนปล้นประชาธิปไตยฉีกรัฐธรรมนูญต่อหน้าต่อตาอำนาจประชาชนหยุดลงทันที
อย่าเป็นคนไทยที่หูเบา ลืมง่าย เห็นแก่แนวร่วมพรรคโบราณวัตถุไม้หลักปักขี้เลน'เฉกเช่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ‘ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอกลิ่มนิยามประชาธิไตยชนิดขำกลิ้งลิงชิงหมา มิใช่ตามแต่กรณีทุกตัวอักษรที่พูดผ่านสื่อมันนั้นผิดทุกประตู โดยเปรียบเทียบว่า'การปฎิวัติมันเป็นเพียงแค่รูปแบบ ไม่ใช่เนื้อหาสาระ ' พูดออกมาได้ไง ไม่พูดดูดีกว่าเยอะ อุตสาห์ฟักเนื้อฟักตัวอยู่ในถิ่นเกิดแม่แบบประชาธิปไตย อีกทั้งออกไปร่ำเรียนมันไม่ได้ช่วยซึมซับประชาธิปไตยติดหนังหัวกลับมาเลยหรือไง
ข้างหลังเวทีพันธมิตรมีอยู่หลายช่วงตอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเวทีขับไล่อดีตนายกฯทักษิณ อย่าเข้าใจผิดว่าคือนักต่อสู้ประชาธิปไตยตัวจริงเสียละ นักสร้างภาพ นักแสดงบอร์ดเวย์ลิเกการเมืองไทย ดูๆไปแถมยังชื่นชมหอบกระเช้าดอกไม้ช่อโตพลพรรคแห่ให้กำลังใจทิดสนธิ ลิ้มทองกุล ประดุจสนิทชิดเชื้อ นี่แหละคืออีกหนึ่งฉากละครการเมืองบทที่ถนัดถนี่
อีกทั้งทิดสนธิ ลิ้มทองกุล พูดชัดเจนว่ามีเจ้าของนักธุรกิจปูนใหญ่แห่งหนึ่งลงขันให้เงินมา400 ล้าน และเงินฝากฝังในรูปของผู้บริจาคผู้ไม่ประสงค์ออกนามท่อน้ำเสี้ยงอีกจำนวนไม่ต่ำกว่า 1100-1200 ล้านเอามาล้มอดีตนายกฯทักษิณมันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มถือว่าน้อยมากๆ ประกาศต่อหน้าสื่อมวลชนว่าเอาเงินการเมืองล้มการเมือง เพื่อช่วงชิงอำนาจจากมืออีกฝ่ายรวมถึงพฤกติกรรมเดินยั่วยุทหารประสานกับผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญขับไล่อย่างแนบเนียน รากเหง้าที่แท้ของระบอบอำมาตยธิปไตย ขุนนางศักดินาลากตั้ง สั่งกดหัวเฉดออกไปจากวงจรทางการเมืองไม่ว่าวิธีใดก็ตาม
ต่อจากนี้ต้องจดต้องจำจงหนักแน่นสโลแกน ปากท้องประชาชน ประชาธิปไตย ต้องมาก่อนประชาธิปัตย์ อย่าเที่ยวสำส่อนสำเร็จความใคร่ทางปาก พวกอวดรู้เที่ยวสั่งเที่ยวสอนแหกตาประชาชนว่าพรรคโบราณวัตถุพรรคที่ต่อต้านเผด็จการมาทุกยุคทุกสมัยเลิกพูดทีเถอะ ถอยไป ออกไป ดีกว่า
เราต้องรณรงค์เสียใหม่ว่าอย่าให้ประชาธิปไตยเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์บ่อยนัก ปล่อยปละวิญญูชนจอมปลอมทั้งนักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ บิดเบือนหาคำกินใจมาปลอกเปลือกแอบอ้างเอาไปกกเอาเป็นเมียบ่อยครั้งนักเลยและอย่าเปิดช่องช่องลมปากกับอาการคนที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นกับดักเครื่องมือหากินทางการเมืองดั่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ล้ามา อาทิ
พฤติกรรมยืนตะโกนในโรงหนังยุคหนึ่งสมัยใคร ตะโกนใครฆ่าใคร บิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างร้ายร้าย และไม่แก้ไขแก้ตัวแก้ในสิ่งผิดใดๆทั้งสิ้น แม้แต่คำขอโทษไม่เคยหลุดออกจากปากคนใหญ่คนโตคนไหนอีกเลย
ต้องอย่าปล่อยคนชั่วช้าหากินกับประวัติศาสตร์ หรือเด็กเมื่อวานซืนกลับมาเป็นโฆษกเทวดารอบสองคงจำได้ดีว่าเขาคนนั้นคือใครครับ? เที่ยวโพนทะนาบอกไปว่าเขาคนนั้นโฆษกเทวดา ฉายาที่สื่อมอบคนชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ผิดตัวหรอกครับ
คืนรัง
จาก hi-thaksin





