นายกฯ ยืนยันรัฐบาลแก้ปัญหาใต้เต็มที่ บอกไม่แปลกที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะไม่เข้าพื้นที่ 3 จังหวัดใต้ ถ้ากลัวตาย
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมเพื่อวางแนวทางแก้ปัญหาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้วันพรุ่งนี้ว่า จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด หรือแนวทางการแก้ปัญหาว่าเป็นอย่างไร เพราะถือว่า ปัญหาภาคใต้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่ควรนำออกมาพูด แต่จะเป็นการมอบหมายหน้าที่ให้ผู้เกี่ยวข้องลงไปดำเนินการกันต่อ
ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมายอมรับว่า กลัวตายในการลงพื้นที่นั้น จะส่งผลกระทบกับการแก้ปัญหาหรือไม่ ซึ่งนายกฯ บอกว่า ร.ต.อ.เฉลิมเป็นคนธรรมดา เมื่อกลัวก็พูดออกมา ก็เป็นเรื่องปกติ เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า การที่ รตอ.เฉลิม ลงไปประชุมแค่จังหวัดสงขลา ถือเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ บอกว่า ถ้า รตอ.เฉลิม กล้าเมื่อไหร่ ก็คงลงพื้นที่เอง ในส่วนของตนเอง ถ้าจะลงพื้นที่ก็ไม่จำเป็นต้องบอกใคร เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมาดูแล นายกฯ อีก
อย่างไรก็ตามนายกฯ ย้ำว่า รัฐบาลกำลังพยายามแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องของกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่ขณะนี้ได้ส่งลงไปเป็นกำลัง และรู้ปัญหาแล้ว ว่า อะไรเป็นอะไร ซึ่งหากสื่อฯ ต้องการช่วยรักษาสถานการณ์ของบ้านเมือง ก็ไม่ควรเสนอข่าวนี้มากจนเกินไป ซึ่งจะเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยรักษาสถานการณ์ไม่ให้บานปลายออกไปได้
โดยนายกฯ บอกว่า สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการขณะนี้ อาจจะเป็นคำพูดบางอย่างของคนเป็นนายกฯ หรือผู้เกี่ยวข้องที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ โดยให้ยกตัวอย่างกรณีของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่พูดคำว่า โจรกระจอกออกมาเพียงประโยคเดียว ก็ทำให้เป็นปัญหาติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
ส่วนที่มีข่าวว่า มีการลดเบี้ยเลี้ยงเสี่ยงภัยเจ้าหน้าที่ในพื้นที่นั้น นายกฯบอกว่า ยังไม่ทราบในเรื่องนี้ แต่รับปากว่าจะไปดูข้อเท็จจริงให้ว่าเป็นอย่างไร พร้อมกับบอกว่า การแก้ปัญหาภาคใต้ไม่จำเป็นต้องตั้งรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงขึ้นมาดูแลในเรื่องนี้โดยตรง เพราะทุกคนต้องช่วยกันทำงาน หากใครจะลงพื้นที่ ก็สามารถลงไปได้ ขณะที่ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเอง ก็ต้องเข้ามาดูแลการหายาเสพติดโดยตรง -ส่วนที่ รมว.มท.เสนอให้เอาทหารหรือตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญเข้าไปเป็นปลัดอำเภอในพื้นที่ นายกฯ ยังไม่ขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ โดยจะขอหารือกับ รตอ.เฉลิมก่อน (20/03/51)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, March 20, 2008
นายกฯ ยันรัฐบาลแก้ปัญหาใต้เต็มที่
ปัญหาปักษ์ใต้มีทางแก้
นับตั้งแต่เกิดปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากที่มีการปล้นปืนของทหารไป ผมยอมรับว่าเพิ่งเกิดความรู้สึกในทันทีว่าปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานาน สามารถแก้ได้ ถึงแม้จะใช้เวลาบ้างก็ตาม เพราะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีมานานเป็นร้อยปี จะให้แก้กันได้สำเร็จฉับพลันทันทีคงเป็นไปไม่ได้
เหตุที่ทำให้ผมมั่นใจว่าปัญหาที่ยืดเยื้อมานานสามารถแก้ไขได้ เพราะปัญหานี้มีทางแก้ แต่ที่ผ่านๆ มาผู้ที่รับผิดชอบแก้กันด้วยการกระทำหวือหวาเป็นไฟไหม้ฟางเท่านั้น
จากประสบการณ์ทั้งในฐานะคนที่คุ้นเคยอยู่กับพื้นที่พอสมควร และมีประสบการณ์จากการทำข่าว รู้สึกได้ทันทีว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยใจ
“ผมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 4 นายพระนาย สุวรรณรัฐ ผอ.ศอ.บต. มีการประชุมแก้ปัญหาและติดตามสถานการณ์ภาคใต้มาโดยตลอด แต่ไม่ได้แถลง
...ได้เห็นความโหดร้ายรุนแรง ดุเดือดเลือดพล่าน พระสงฆ์องค์เจ้าบรรลัยวายวอด ถูกฟันหัวแบะหมด พระถูกฆ่ากลางถนน เห็นภาพแล้วถึงขนาดกลับไปกินข้าวไม่ได้ เห็นแล้วน้ำตาตกใน ดูแล้วเจ็บช้ำน้ำใจอยู่ในอก แต่ไม่สามารถที่จะพูดอะไรได้ เพราะถ้าพูดแล้วก็ถูกต่อว่า ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ทำงานอยู่และโปรดเห็นใจ
...จากการรับฟังปัญหาจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เขาไม่เห็นด้วยที่จะเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
...ยืนยันว่ารัฐบาลได้จัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาภาคใต้อยู่ในระดับสำคัญที่สุดในชีวิต”
ประโยคสุดท้ายนี่แหละครับที่ผมขนลุก บอกตรงๆ ว่าไม่เคยได้ยินผู้ที่รับผิดชอบกับปัญหาภาคใต้พูดถึงความสำคัญของปัญหาว่าสำคัญที่สุดในชีวิต
และ...ผมเชื่อว่าคนที่ปากกับใจตรงกันอย่าง นายสมัคร สุนทรเวช คำพูดนี้ต้องออกมาจากใจ ไม่ใช่เล่นคำหรือเสกสรรปั้นแต่งแน่นอน
ผมเชื่อว่าเหตุที่ นายสมัคร สุนทรเวช จัดลำดับความสำคัญของปัญหาภาคใต้สำคัญที่สุดในชีวิต เหมือนกับคนไทยทั่วๆ ไปที่รักชาติด้วยใจ ไม่ใช่รักชาติด้วยปาก หรือสงวนลิขสิทธิ์การรักชาติไว้เฉพาะพวกตัวเอง
นั่นคือถ้าการแก้ไขปัญหาภาคใต้ล้มเหลว จะทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งใครที่เคยอ่านประวัติศาสตร์ชาติไทย ย่อมจะเกิดความเจ็บปวดกับการเสียดินแดนในแต่ละครั้ง
มิน่า คงจะจำกันได้ หลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย แต่ยังไม่ได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสมใจปรารถนา ได้เปิดประเด็นจะให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษอะไรทำนองนั้น
รุ่งขึ้นอีกวัน นายสมัคร สุนทรเวช ได้เรียก ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ไปว่ากล่าวในการสัมภาษณ์เรื่องเขตปกครองพิเศษ
ผมเอะใจมาตั้งแต่วันนั้นว่า นายสมัคร สุนทรเวช จะต้องมีเหตุผลที่แน่วแน่ชัดเจน สามารถอธิบายให้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ออกมาถอนคำพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ นานๆ จะได้เห็นสักครั้ง เช่นเดียวกัน นายสมัคร สุนทรเวช ที่ผ่านๆ มาแทบจะไม่เคยได้ยินว่า ได้ว่ากล่าวตำหนิผู้ร่วมงานที่เป็นนักการเมืองร่วมคณะรัฐบาล
ดังนั้นผมขอย้ำอีกครั้งว่า ปัญหาภาคใต้จะได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไปได้แน่นอน เพราะหัวหน้ารัฐบาลจัดเป็นปัญหาที่มีความสำคัญที่สุดในชีวิต และจะทุ่มเทใจเข้าไปแก้ปัญหา
ยังเหลือแต่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง จะทุ่มเทใจในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ขนาดไหน เพราะการให้สัมภาษณ์เมื่อวันวาน ฟังแล้วเหมือนกับว่าจะถอดใจกับปัญหานี้ ทั้งๆ ที่ปากบอกว่า รู้ปัญหาดี ไม่จำเป็นต้องลงไปในพื้นที่
ผลงานที่ผ่านมาหนึ่งเดือนหลังจากแถลงนโยบาย ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไว้เป็นทุน ต้องมาขาดทันเสียรังวัดไปเยอะกับการไม่ลงไปในพื้นที่ จนถูก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (เงา) ออกมาเยาะเย้ยถากถางคนที่เคยเป็นสารวัตรประเทศไทย ว่ากลัวตาย แถมยังประกาศจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ หากตายในพื้นที่
แต่ยังดีที่ยอมรับว่าปัญหานี้แก้ยาก ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพราะผมเชื่อว่าคนระดับสารวัตรเหลิม ชอบทำเรื่องยากๆ มากกว่าเรื่องกล้วยๆ ง่ายๆ มิใช่หรือ
เด้งเด็กคมช.กราดรูด
วันนี้ (20 มี.ค.) มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารประจำปี 2551 จำนวน 383 ตำแหน่ง สำหรับตำแหน่งสำคัญที่มีการโยกย้าย อาทิ พล.อ.อภิชัย ทรงศิลป์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม แทนพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม (ตท.8) คนสนิทของ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหมและอดีตเลขาธิการ คมช.ที่ถูกโยกไปเป็น ประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม
พล.ท.สุนัย สัปปัตตะวนิช ผู้บัญชาการหน่วยสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) เด็ก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไปเป็นที่ปรึกษากองทัพบก ในส่วนของเตรียมทหารรุ่น 10 พล.ท.ภุชงค์ รัตนวรรณ จเรทหาร บก.ทหารสูงสุด เป็น ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) พล.ท.อารักษ์ ประภาพันธ์ จก.สื่อสารทหารบก เป็นที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก พล.ท.กิตติทัศน์ บำเหน็จพันธุ์ ผอ.ททบ.5 เป็น จก.สื่อสารทหารบก เป็นต้น
ขณะที่พล.อ..เหมรัฐ ขำนิล (ตท.9) ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา นายทหารคนใกล้ชิดกับ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ อดีต รมว. กลาโหม ถูกย้ายไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษ บก.ทหารสูงสุด พล.ท.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ รองผู้บัญชาการหน่วยทหารพัฒนา ขึ้นมาเป็น ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และ พล.ท.ชวลิต จารุจินดา ผบ.ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) ซึ่งใกล้ชิดกับ พล.อ.วินัย ไปเป็นรอง ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา โดยโยก พล.ท.ชูชัย บุญย้อย ผู้ทรงคุณวุฒิ บก.ทหารสูงสุด มาเป็น ผบ.ศรภ. พล.ท.พลางกูร กล้าหาญ เจ้ากรมกิจการพลเรือน เป็นที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการทหารสูงสุด พล.ต.นินนาท เบี้ยวไข่มุข ที่ปรึกษาพิเศษสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม นายทหารคนสนิทพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้ง เตรียมทหารรุ่น10 เป็นทีมเสนาธิการทหาร ประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ด้วย
อภิสิทธิ์หนุนรบ.แก้ไฟใต้จี้เร่งผ่านกม.เพื่อประสิทธิภาพ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยกับการใส่ใจแก้ปัญหาภาคใต้ของรัฐบาล เตือนรัฐบาลเร่งผ่านกฎหมายเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ชี้รมว.มหาดไทยไปแค่จ.สงขลาก็ไม่เป็นไร
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวก่อนการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีเงา กรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีฯมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาในวันนี้ว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลหันมาใส่ใจปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้มากขึ้น หลังจากที่ สังคมให้ความกดดันมาพอสมควรและแม้ว่าจะลงไปที่จังหวัดสงขลา ไม่ใช่พื้นที่ที่เกิดเหตุ แต่ก็เข้าใจว่ารัฐมนตรีฯมหาดไทย คงเชิญเจ้าหน้าที่ในพื้นที่มาให้ข้อมูล
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังย้ำให้ รัฐบาล เร่งรัดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาภาคใต้ โดยไม่ติดใจว่า เป็นกฎหมายที่ทางฝ่ายค้านนำเสนอ แต่ขอให้มีหลักการณ์เดียวกัน เพื่อนำเข้าสู่สภาและฝ่ายค้าน ก็ยินดีที่จะผ่านกฎหมายให้ เพื่อไปแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายทหารฯ-ตท.10 ผงาดคุมกองทัพ!
เมื่อเวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดชทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณรวม 383 นาย โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งตำแหน่งสำคัญ สำหรับตำแหน่งสำคัญที่มีการโยกย้าย อาทิ พล.อ.อภิชัย ทรงศิลป์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม แทนพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม (ตท.8) คนสนิทของ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหมและอดีตเลขาธิการ คมช.ที่ถูกโยกไปเป็น ประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม
พล.ต.พฤณท์ สุวรรณทัต ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.เหมรัฐ ขำนิล ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็น ที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการทหารสูงสุด พล.ท.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา พล.ท.พลางกูร กล้าหาญ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร เป็นที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.บัณฑูร ติปยานนท์ หัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก พล.ท.พิชษณุ ปุจฉาการ ผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก
พล.ท.สุนัย สัปปัตตะวนิช ผู้บัญชาการหน่วยสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) เด็ก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไปเป็นที่ปรึกษากองทัพบก พล.อ.อ.พุฑฒิ มังคละพฤกษ์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการยุทธทางอากาศ เป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ร.อ.ภิชาติ เพ็งศรีทอง ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ
ในส่วนของเตรียมทหารรุ่น 10 พล.ท.ภุชงค์ รัตนวรรณ จเรทหาร บก.ทหารสูงสุด เป็น ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) พล.ท.อารักษ์ ประภาพันธ์ จก.สื่อสารทหารบก เป็นที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก พล.ท.กิตติทัศน์ บำเหน็จพันธุ์ ผอ.ททบ.5 เป็น จก.สื่อสารทหารบก เป็นต้น
สนธิ ลิ้มทองกุล คนที่คุณไม่รู้จัก 2
เอ้า...! เร่เข้ามาครับ...เร่เข้ามา มิตรรักแฟนนานุแฟน Hi-thaksin ทั้งหลาย เชิญครับ....เชิญทางนี้..... เชิญล้อมวงกันเข้ามา ใครที่นั่งอยู่ไกลๆ ขยับตัวใกล้เข้ามากันอีกนิด เพราะวันนี้ ผมมีเรื่องเล่า ในหนังสือ "อีกด้านหนึ่งของสนธิ" หรือ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำจิตวิญญาณของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คนที่คุณไม่รู้จัก มาที่ชำแหละให้รู้เช่นเห็นชาติกันต่อ ซึ่งเป็นภาคต่อจาก Return of สนธิ ที่นำเสนอไปเมื่อวันก่อน
ผมได้อ่านเนื้อหาในหนังสือ"อีกด้านหนึ่งของสนธิ" ทุกบรรทัด ทุกตัวอักษรแล้ว บอกตรงๆ ครับว่า วางไม่ลงจริงๆ ครับ วางไม่ลงเพราะไม่คิดว่าคนชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล จะเป็นได้ถึงเพียงนี้
ด้วยเหตุผลที่ไม่สามารถละลายตาออกจากหนังสือ"อีกด้านหนึ่งของสนธิ" นี่แหละครับ ที่ทำให้ผมต้องผิดนัดกับท่านผู้อ่านไป 1 วัน กว่าจะลงมือคัดลอกเนื้อหาจากหนังสือ เพื่อพิมพ์ตอนที่ผมกำลังจะนำเสนอตามเนื้อหาด้านล่าง ก็ต้องกราบขอประทานอภัยต่อ มิตรรักแฟนนานุแฟน Hi-thaksin ไว้ ณ ที่นี้ด้วย
แม้จะต้องนั่งหลังขดหลังแข็ง ทนนั่งจิ้มพิมพ์ดีด แต่ละตัวอักษร กว่าจะได้แต่ละบรรทัด เพราะไม่สันทัดกับการใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อคัดลอกเนื้อหาจากหนังสือ"อีกด้านหนึ่งของสนธิ" มาให้กับทุกท่าน แต่เมื่อเห็นว่าในหนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาสาระที่ดี และประโยชน์มหาศาลต่อประชาชนทั้งประเทศ ผมก็ยินดีที่จะสละเวลาที่อาจจะไม่ได้มีค่ามากมายนักสำหรับตัวผม แต่อาจจะมีคุณค่าต่อผู้อ่าน ได้ร่วมกันรับรู้ตัวตนที่แท้จริงของคนชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล
สำหรับ ภาคต่อจาก Return of สนธิ ในหนังสือ"อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1" ที่ผมจะนำมาเล่าสู่กันฟัง ชื่อตอนว่า สนธิ ON AIR - แมเนเจอร์ ON LIE..? ซึ่งผู้เขียนได้บรรยายถึงความไม่รู้จักพอของคนชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล และความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ในการกำจัดคู่แข่งทางธุรกิจ เพื่อให้ตนเองก้าวเข้าไปแทนที่ รวมทั้งการอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย เดินไต่เส้น เพื่อหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยไม่คำนึงความถูกต้อง และสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิด ซึ่งถือเป็นการแสวงหารายได้ที่ไม่เป็นธรรม
นอกจากนี้ ในเนื้อหาของตอน สนธิ ON AIR - แมเนเจอร์ ON LIE..? ผู้เขียนยังได้อธิบายพฤติกรรมของคนชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่บ่งบอกถึงนิสัยส่วนตัว ในความเป็นคนอาฆาตมาดร้าย เจ้าคิด เจ้าแค้น และพร้อมจะเอาคืนกับทุกคนที่ไม่ให้ความช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าสิ่งที่สนธิกระทำลงไปนั้น จะผิดครรลองของกฎหมาย
เอาหล่ะครับ... เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เชิญมิตรรักแฟนนานุแฟน Hi-thaksin อ่าน"อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1" ตอน สนธิ ON AIR - แมเนเจอร์ ON LIE..? กันเลยดีกว่า
//////////////////////////////////////////
สนธิ ON AIR - แมเนเจอร์ ON LIE..?
การเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ เป็นความฝันอันสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิตของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะนักสื่อสารมวลชน และในฐานะนักธุรกิจ การเป็นเจ้าของรายการโทรทัศน์ และการเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ เป็นโอกาสอันสำคัญยิ่งในการจะสร้างรายได้มหาศาลให้กับตนเอง ทั้งเพื่อล้างหนี้เก่า และสร้างรายได้ใหม่
สนธิ สนใจที่จะทำธุรกิจสื่อโทรทัศน์มานานแล้ว และเคยได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมประมูลสถานีโทรทัศน์ไอทีวีมาแล้ว แต่เนื่องจากความไม่ลงตัวบางประการทำให้เขาไม่มีส่วนในการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ไอทีวี แต่ก็เกือบจะได้เป็นผู้บริหารไอทีวี หลังจากที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวขึ้นสูงนายกรัฐมนตรีสำเร็จ
มีข่าวคราวมากมายล่ำลือกันในวงการสื่อว่า สนธิ จะยกทีมงานผู้จัดการ เข้าไปบริหารไอทีวี เพื่อให้ไอทีวี เป็นเกราะป้องกันภัยแก่รัฐบาล และนายกฯทักษิณ แต่จนแล้วจนรอด ข่าวก็คือข่าว ไม่ได้เป็นความจริง เนื่องจากสนธิ ไม่พร้อมที่จะเป็นลูกน้องใคร จึงได้ตัดสินใจสร้างอาณาจักรของตัวเอง ด้วยการตั้งสถานีข่าวโทรทัศน์ผลิตข่าวให้กับบริษัท ร่วมนครเทเลวิชั่น จำกัด หรือ RNT ซึ่งได้รับสัมปทานโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของกรมประชาสัมพันธ์ ในนาม 11/1 และเผยแพร่ภาพทาง UBC 9 ด้วย
ในขณะที่สนธิ เริ่มฟอร์มทีมทำข่าวโทรทัศน์ นั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ เนชั่นแชนแนล ภายใต้การนำของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งปักหลักอยู่ที่ UBC 8 กำลังประสบปัญหาถูกกดดันอย่างหนักจาก UBC เนื่องจากการนำเสนอข่าวที่มีเนื้อหากระทบการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่ง UBC ในฐานะเคเบิลทีวีที่ได้รับสัมปทานจาก อ.ส.ม.ท.ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ไม่สบายใจกับท่าทีและข่าวของเนชั่นที่นับวันจะรุนแรงขึ้นทุกวัน สุดท้ายจึงเชิญเนชั่นแชนแนล ออกจาก UBC8
ขณะที่ เนชั่นแชนแนล ต้องระหกระเหินไปหาบ้านใหม่อยู่ที่ TTV ก็มีข่าวปรากฏอยู่เนืองๆ ว่า สนธิ กับทีมงานผู้จัดการ จะได้รับเชิญเข้ามาทำข่าวแทนเนชั่น ซึ่งข่าวนี้มีการตอบรับจากการโยกย้ายเปลี่ยนที่ทำงานของขุนพลข่าวมือดีจากทุกค่าย ทุกช่อง เข้าไปรวมตัวกันที่บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ ภายใต้การกุมบังเหียนของสนธิ ลิ้มทองกุล
หลังจากนั้นไม่นานนัก ข่าวลือที่ออกมาสะพัดในวงการก็เป็นความจริง เมื่อสนธิ พร้อมกับทีมงาน ได้เข้าไปปักหลักที่ UBC9 ในนามของ 11 news 1 ซึ่งทำให้ภาพของสนธิ กับรัฐบาล มีความแนบแน่นกันมากเป็นพิเศษขึ้นไปอีก เนื่องจาก 11 news 1 ก็คือระบบโทรทัศน์ดาวเทียมของช่อง 11 ที่เรียกกันว่า 11/1 นั่นเอง หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมประชาสัมพันธ์ และรัฐบาล ย่อมไม่มีทางที่จะเข้ามาทำงานนี้ได้
การเกิดของ 11 news 1 ส่งผลให้ เนชั่นแชนแนลของสุทธิชัย หยุ่น ต้องซวนเซไปพักใหญ่ เนื่องจากถูกพลังดูดของสนธิ ดูดคนเก่ง คนมีฝีมือ เข้าไปเกือบหมด
ผู้คร่ำหวอดในวงการข่าวโทรทัศน์ ประมาณว่าการลงทุนของสนธิ ในการสร้าง 11 news 1 ขึ้นมานั้น น่าจะใช้เงินลงทุนเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท เนื่องจากสนธิ ทุ่มเต็มที่สำหรับการกลับมาเกิดอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องคนที่มีความสามารถ มีการเสนอเงินเดือนให้มากกว่าที่เดิม 2-3 เท่า เพื่อให้ได้ตัวมา ตามสไตล์นักลงทุนใจใหญ่
ก่อนที่จะเกิด11 news 1 นั้น สนธิ ได้อุ่นเครื่องและทดสอบตัวเองกับรายการโทรทัศน์ ด้วยการทำรายการ ก่อนจะถึงจันทร์ เป็นรายการสด ออกอากาศทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. โดยมีแขกรับเชิญร่วมรายการ คนแรก คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเนื้อหารายการในวันนั้น เต็มไปด้วยน้ำใจไมตรีของเพื่อนรัก 2 คน ที่มานั่งจับเข่าสนทนากัน ด้วยท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัย และเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เมื่อมีการรำลึกถึงความหลังของทั้งผู้ดำเนินรายการและผู้รับเชิญร่วมรายการ
นอกจากรายการก่อนจะถึงจันทร์แล้ว รายการเมืองไทยรายวัน ที่ดำเนินรายการโดยสนธิ ซึ่งได้เวลาจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เป็นกรณีพิเศษ ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ก็เป็นรายการข่าวที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี เฉกเช่นเดียวกับหน่วยงานโฆษณาผลงานของรัฐบาล และหน่วยงานทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งต้องยอมรับว่า สนธิ ทำได้ดีกว่ากรมประชาสัมพันธ์ ที่มีหน้าที่โดยตรงเสียอีก
ไม่ใช่เพียงแค่รายการโทรทัศน์ สนธิ ยังมีคลื่นวิทยุ 97.5 MHz ในมืออีก 1 คลื่น ซึ่งนับได้ว่าเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อ ที่มีเครือข่ายพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ทั้ง หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเวบไซต์ และจัดได้ว่าสื่อในเครือข่ายผู้จัดการเป็นสื่อที่มีพลังมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง หลังจากกลุ่มเนชั่นต้องพ่ายแก่ต่อโชคชะตาของตัวเอง
อาจจะกล่าวได้ว่าทิศทางการเติบโตของกลุ่มเนชั่น กับกลุ่มผู้จัดการ ซึ่งถือว่าเป็นตู่แข่งทางตรงในธุรกิจสื่อ สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ในวันที่เนชั่น อยู่ในภาวะขาลง ทอแสงเรื่อเรืองด้วยความอ่อนล้า กลุ่มผู้จัดการ กลับเป็นอาการขาขึ้น ลำแสงจากป้อมค่ายบ้านพระอาทิตย์ เปล่งประกายจนยากที่ใครๆ จะแข่งขัน
มีการร่ำลือกันในวงการสื่อแบบผูกติดกับจินตนาการที่น่าฟังอีกประการหนึ่งก็คือ กลุ่มผู้จัดการคือผู้อยู่เบื้องหลังการกำจัดกลุ่มเนชั่น ออกไปจากจอโทรทัศน์ ในขณะที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุด ทาง UBC8 โดยมีข้อสันนิษฐานว่า สนธิ ได้ร่วมมือกับผู้มีอำนาจบางคนในรัฐบาล วางแผนกดดันกลุ่มเนชั่น ด้วยการ "เล่น" หรือเสนอข่าว UBC ปล่อยให้เนชั่นแชนแนล มีโฆษณาแฝงอยู่เกือบทุกรายการ และหลายรายการของ UBC ก็มีโฆษณาแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นการดำเนินรายการขัดต่อกฎหมายขัดต่อสัญญาสัมปทานที่ได้รับจาก อ.ส.ม.ท.
ในระยะนั้น หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ เสนอข่าวโจมตี UBC อย่างเป็นระยะ จนกระทั่ง UBC เอง เริ่มแน่ชัดในสัญญาณบางอย่างที่ถูกส่งผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และต้องตัดสินใจที่จะรักษาตัวรอด ด้วยการตัดเนชั่นแชนแนลออกไป และปิดช่อง UBC8 ลง ทั้งๆ ที่ การเข้ามาของเนชั่นแชนแนล เป็นแม่เหล็กที่ดึงลูกค้ามาให้กับ UBC จำนวนมาก
ผู้สันทัดกรณีบางคนวิเคราะห์ไปถึงขั้นที่ว่า มีการสมคบคิดกับว่าหากกำจัด สุทธิชัย หยุ่น และเนชั่น ออกไปจากการรับรู้ของประชาชนได้ จะมีรางวัลใหญ่เป็นสิ่งตอบแทน นั่นจึงเป็นที่มาของคำตอบว่าอยู่ดีๆ ทำไม สนธิ จึงได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของ 11 News 1 โทรทัศน์ดาวเทียมของช่อง 11 และได้ไปอยู่ใน UBC 9 เคเบิลทีวี สังกัด อ.ส.ม.ท.
การได้เข้าไปอยู่ในสององค์กรสื่อสารของประเทศพร้อมๆ กันเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่ใช่ว่าบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป จะมีโอกาสเช่นนี้
แต่ทว่า...... วันเวลาแห่งความสุข ไม่ยืนยาวนัก
ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินเดินหน้าไปได้ด้วยดี ทั้งรายการเมืองไทยรายวัน และสถานีข่าวโทรทัศน์ 11 News 1 ก็ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับอนาคตของสนธิ และคณะ อีกครั้ง เมื่อช่อง 9 มีการปรับผังรายการ ขอลดเวลาของรายการเมืองไทยรายวัน เป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ จากที่ออกอากาศ สัปดาห์ละ 5 วัน เหลือเพียง 1 วัน รายได้ที่เคยได้ สัปดาห์ละ 5 วัน ก็เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 วัน เนื่องจากต้องสร้างเรตติ้งให้แก่ช่อง 9 และเห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนรายการสาระบันเทิงอื่นๆ มากขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่าช่อง 9 จำเป็นต้องปรับตัวเอง เพื่อเตรียมการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันนั้นเอง การดำเนินรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ 11 News 1 ที่ออกอากาศอยู่ทาง UBC 9 ก็ประสบปัญหาขึ้นมา เนื่องจากมีการจับได้ไล่ทันว่า สถานีข่าวโทรทัศน์ 11 News 1 ใช้วิธีการอันแยบยลในการทำธุรกิจสถานีข่าว โดยใช้ช่องว่างของกฎหมายหาโฆษณาเข้าสู่สถานีได้จำนวนมหาศาล ทั้งๆ ที่ UBC ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดสัญญาณ และเรียกร้องที่จะขอให้มีโฆษณามานานแล้ว ก็ยังไม่สามารถมีโฆษณาได้
วิธีการอันแสนแยบยลในการหารายได้จากโฆษณาของ 11 News 1 ที่กุมบังเหียนโดยสนธิ ก็คือ การใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ที่ไม่ได้ห้ามโทรทัศน์ดาวเทียมของกรมประชาสัมพันธ์ โฆษณา สนธิ จึงใช้วิธีการสร้างสถานีข่าว 11 News 1 บนโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งสามารถหาโฆษณามาสนับสนุนการดำเนินงานได้ จากนั้นก็เจรจาให้ UBC ถ่ายทอดสัญญาณของ 11 News 1 ซึ่งเท่ากับลูกค้าของ UBC ที่มีอยู่ประมาณ 400,000 รายในกรุงเทพฯ จะสามารถรับชมรายการของ11 News 1 ได้ ซึ่งกลยุทธ์นี้เอง ที่นำไปสู่การสร้างธุรกิจโฆษณาในรายการของ11 News 1
จากการตรวจสอบรายการซื้อสื่อโฆษณาของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) พบว่า ได้มีการทำสัญญาลงโฆษณาใน11 News 1 เป็นเงินถึง 60 ล้านบาท ในเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งอาจจะดูไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการลงโฆษณาโดยรวมของปตท. แต่สำหรับสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ 1 ช่อง ที่ยังไม่รู้ว่าจะดูได้อย่างไร ดูได้สักกี่วัน ปตท. ถึงกับทำสัญญาทุ่มงบประมาณไปสนับสนุนมากถึง 60 ล้านบาท ย่อมพิสูจน์ได้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ใช่ "ธรรมดา" ในวงการนี้
แต่วิธีการอันแยบยลที่สนธิ นำมาใช้กับ 11 News 1 นั้น ทำได้ไม่นานนัก ก็ถูก UBC ถอดสัญญาณ ไม่ให้ใช้ UBC 9 เป็นเครื่องมือในการแสวงหารายได้ที่ไม่เป็นธรรมกับ UBC อีกต่อไป
การถูก UBC ตัดสัญญาณภาพ ด้วยเหตุผลทางธุรกิจของ UBC ในฐานะเจ้าของช่องสัญญาณ เป็นเหตุให้ช่องทางการหารายได้จากการโฆษณาของสถานีข่าว 11 News 1 ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจาก เมื่อไม่สามารถเผยแพร่หรือออกอากาศทาง UBC ก็เท่ากับว่าลูกค้าในตลาดกรุงเทพฯ หดหายไปในทันที ถึงแม้ว่าจะยังออกอากาศได้ในต่างจังหวัด แต่ก็เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อไม่มากนัก เช่น ตปท. ซึ่งทำสัญญาสนับสนุนงบโฆษณาไว้ 60 ล้านบาท ก็บอกเลิกสัญญาเช่นกัน หลังจากที่จ่ายเงินไปประมาณ 10 ล้านบาท
สนธิ พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ 11 News 1 ได้กลับคืนขึ้นไปอยู่บน UBC 9 และเฝ้าอดทนรอให้ความฝันของเขากลับมาเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอดฝันของสนธิ ก็ไม่อาจบรรลุเป็นความจริงได้ เนื่องจาก UBC ไม่เชื่อมสัญญาณ 11 News 1 ไม่ว่าจะโดยกรณีใดๆ ก็ตาม
ว่ากันว่ามีการเจรจากันหลายครั้งทั้งบนโต๊ะ และใต้โต๊ะ ระหว่างสนธิ กับบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจใน UBC และอ.ส.ม.ท. เจ้าของสัมปทาน แต่การเจรจาทุกครั้ง ก็มีคำตอบเพียงแค่ "รอ" ซึ่งไม่สามารถให้ความกระจ่างแก่สนธิได้
เมื่อมั่นใจว่าหมดหวังอย่างสิ้นเชิงแล้ว 11 News 1 ไม่มีโอกาสกลับขึ้นไปอยู่บน UBC 9 ได้อีก การบันทึกบัญชีเพื่อรอวันชำระในวันข้างหน้า จึงบังเกิดขึ้น และผู้ถูกบันทึกลงไปในบัญชี อันดับหนึ่งก็คือ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ และอ.ส.ม.ท. นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการอ.ส.ม.ท. และแน่นอนว่า ย่อมปรากฏชื่อ นายกฯทักษิณ ชินวัตร อยู่ในนั้น ในฐานะผู้ไม่ให้ความช่วยเหลือ
ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมา รองนายกฯวิษณุ จะชี้แจงด้วยเหตุผลทางข้อกฎหมาย และด้วยข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจของ UBC ทาง UBC จึงต้องบอกเลิกการถ่ายทอดสัญญาณของ 11 News 1 ตลอดไป แต่เหตุผลนั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีเหตุผลสำหรับสนธิ และเครือข่ายผู้จัดการ แต่ สนธิ ก็ยังคง "รอ" อยู่ด้วยความอดทนต่อไป เพียงแต่ว่าการ "รอ" ในครั้งหลังนี้ เปลี่ยนไปจากเดิม เป็นการ "รอ" เพื่อชำระบัญชีแค้น
เนื่องจากสนธิ เข้าใจ และเชื่อมั่นอย่างมีอคติว่า เภทภัยทางธุรกิจที่เกิดขึ้นกับเขา มีที่มาจากการที่นายกรัฐมนตรี ไม่สนับสนุน ไม่ช่วยเหลือ มิหนำซ้ำยังคิดไปเองอีกว่า นายกฯทักษิณ เป็นคนสั่งให้กระทำต่อเขา เพราะเชื่อข้อมูลของบริวารคนใกล้ชิด ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายกฯทักษิณ เลย แต่เป็นเรื่องของ UBC ว่าเขาจะถ่ายทอดสัญญาณของ 11 News 1 หรือไม่ ในฐานะเอกชนด้วยกัน และอาจจะเกี่ยวข้องไปถึง อ.ส.ม.ท. ในฐานะเจ้าของสัมปทาน หรือหากจะสืบสาวราวเรื่องหาต้นตอคนสั่ง ก็คงจะหยุดเพียง ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. หรือรองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลอ.ส.ม.ท. เท่านั้นเอง
แต่สนธิ ไม่เชื่อเช่นนั้น กลับมั่นจใจว่าการกระทำกับคนระดับตนเอง เพียงแค่ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. หรือรองนายกรัฐมนตรี อย่าง วิษณุ เครืองาม ไม่กล้าลงมือแน่นอน หากไม่ได้รับไฟเขียวจากนายกฯทักษิณ
ต้นรักที่เคยปลูกร่วมกัน ได้กลายเป็นต้นพันธุ์ความแค้นในวันนั้นเอง
จริงเท็จอย่างไรไม่มีใครยืนยันได้ว่า สนธิ คิดถูกหรือผิด แต่สำหรับสนธิ เขามั่นใจว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกกลั่นแกล้ง
เมื่อทางที่เคยเปิด ถูกปิดลง โอกาสที่จะหวนกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ทั้งในฐานะสื่อสารมวลชนมืออาชีพ และนักธุรกิจสื่อสารมวลชน ก็ดับวูบลงทันที แต่กระนั้นก็ตาม สนธิ ไม่ได้ละความพยายามที่จะปั้นฝันของตัวเองต่อไป โดยเลือกแนวทางที่จะสร้างสถานีข่าวโทรทัศน์ดาวเทียม ขึ้นมาใหม่ ในนาม ASTV และได้เข้าไปเจรจาให้เครือข่ายเคเบิลทีวีต่างจังหวัด ถ่ายทอดสัญญาณ ให้ประชาชนได้รับชม ซึ่งเป็นการสู้แบบไม่มีทางเลือกของสนธิ
อย่างไรก็ตาม อ.ส.ม.ท. ยังเปิดช่องให้สนธิ ได้หายใจด้วยการให้สนธิ ได้ทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทุกคืนวันศุกร์ อย่างต่อเนื่อง และต้องใช้ความอดทนอย่างสูงต่อการทำรายการในระยะหลังของสนธิ ซึ่งมักจะพาดพิงไปถึงบุคคลที่สามให้เป็นที่น่าหวาดเสียวจะถูกฟ้องของผู้บริหาร อ.ส.ม.ท. เป็นประจำ และแน่นอนว่าการพูดชื่นชมพ.ต.ท.ทักษิณ และปกป้องรัฐบาล ตลอดจนบริษัท บริวารของนายกรัฐมนตรี ที่เคยมีถี่ในช่วงต้นของการดำเนินรายการก็เริ่มจางหายไป และแปรเปลี่ยนมาเป็นการโจมตี อภิปรายไม่ไว้วางใจการทำงานของรัฐบาล และรัฐมนตรีบางคน ในบางเรื่อง อีกด้วย
จุดแตกหักระหว่างสนธิ กับช่อง 9 ก็คือ การออกมาตำหนินายกรัฐมนตรีว่ากระทำการอันไม่บังควร มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และบริหารประเทศชาติ โดยไม่เคารพเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่เคยมีผู้ดำเนินรายการคนใดเคยพูดเช่นนี้มาก่อนทางสถานีโทรทัศน์ เนื่องจากเป็นข้อความที่ล่อแหลม และทำให้เกิดความแตกแยกในแผ่นดินได้ หากว่ามีการนำไปขยายผล อ.ส.ม.ท. จึงสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากผังรายการของช่อง 9 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548 อันเป็นการยุติการดำเนินธุรกิจของสนธิ บนสื่อของรัฐอย่างสมบูรณ์ ทั้งโทรทัศน์ และวิทยุ ซึ่งถูก อ.ส.ม.ท. เรียกคลื่นคืนไปตามนโยบายการบริหารงานของอ.ส.ม.ท. ตั้งแต่ 1 มกราคม 2548
มีการตั้งคำถามกันค่อนข้างมากกว่าเกิดอะไรขึ้นกับสนธิ ทำไมวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่รอบนี้ ช่างสั้นนัก ทั้งๆ ที่มีเพื่อนเป็นนายกรัฐมนตรี และมีผู้ที่เคยอยู่ใต้อาณัติบัญชา ดำรงตำแหน่งบุคคลสำคัญในรัฐบาลมากมาย
คำเฉลยที่ไม่อาจหาใครยืนยันได้ว่าจริงเท็จมีอยู่กี่ส่วน ก็คือ เพราะความต้องการอันไม่จำกัด และความทะยานอยากที่จะกลับมา ในอัตราเร่งจนไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากเสี่ยงต่อหน้าที่การงานเป็นอย่างยิ่ง จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจ และกลายเป็นความบาดหมาง พัฒนาเป็นความโกรธ และความแค้น ที่มีต่อกันในที่สุด
เมื่อสภาพการณ์เปลี่ยนแปลงในทางลบเช่นนี้ แนวทางที่อีกฝ่ายหนึ่งจำต้องเลือกเดินและกระทำก็คือ การไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาใช้สื่อของรัฐ จัดรายการด่ารัฐบาล เพราะเป็นการละเมิดกติกาที่ยากจะยอมรับได้ และทุกยุคทุกสมัย ก็จะดำเนินการเช่นนี้
หากสนธิ จะลองมองย้อนกลับไป ก็จะพบว่าการเข้ามาแผ่อิทธิพลบารมีของตนเองในช่อง 9 นั้น มีเสียงร้องโอดครวญจาก เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เจ้าของรายการหลายรายการในช่อง 9 ในนามบริษัท ว๊อชด็อก ว่าต้องถูกยกออกจากผังรายการช่อง 9 ก็เพราะการเข้ามาของสนธิ ซึ่งในวันนั้นสนธิ ได้กล่าวฝากไปยังเจิมศักดิ์ว่า มีแต่หมาเท่านั้นที่ร้อง เสือไม่เคยร้อง
การถูกถอดออกจากผังรายการช่อง 9 ก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจแก่เจิมศักดิ์ เพียงใด สำหรับสนธิ ต้องคูณด้วยร้อยเข้าไป เพราะสนธิ ลงทุนไปกับธุรกิจนี้แบบมืออาชีพ ในขณะที่เจิมศักดิ์ ยังจัดอยู่ในชั้นสมัครเล่น จึงเทียบกันไม่ได้
ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ เมืองไทยรายสัปดาห์ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับ 11 News 1 จึงเป็นความบ่มเพาะความแค้นในหัวใจของสนธิ ที่รอวันชำระ แต่คราวนี้เขาไม่สามารถรอได้นาน เพราะแหล่งทุนที่เคยส่งปัจจัยมาให้ เริ่มทยอยปิดเก๊ะ ไม่ให้เขาเข้าไปหยิบมาใช้ได้ตามใจชอบอีกแล้ว และนำมาสู่การสะสาง "แค้นสั่งฟ้า" ภาคสอง โดยมีตัวละครหลัก คือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะได้เล่าสู่กันฟังต่อไป
//////////////////////////////////////////
อ่านแล้วเป็นอย่างไรกันบ้านครับแฟนนานุแฟน Hi-thaksin ส่วนตัวผมนั้น ยอมรับว่า อ่านหนังสือ"อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1" ตอน สนธิ ON AIR - แมเนเจอร์ ON LIE..? แล้วทึ่งจริงๆ ครับ
ทึ่ง....กับความเจ้าเล่ย์เพทุบายในการกำจัดคู่แข่งทางธุรกิจ
ทึ่ง....กับกลเม็ดเด็ดพาย ในการหาช่องโหว่ของกฎหมาย เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ
ทึ่ง....กับพฤติกรรมแค้นฝังหุ่น
เฮ่อ.....ผมหล่ะทึ่งกับธาตุแท้ของคนชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล จริงๆ
แล้วท่านผู้อ่านละหล่ะครับ ทึ่งอะไรในคนชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล....?
อ่าน"สนธิ ลิ้มทองกุล"คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 1 คลิ๊กที่นี่
บรรทัดทอง
จาก hi-thaksin
นายกฯ เยือนสิงคโปร์
นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจแก่รัฐบาลสิงคโปร์ เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย โดยเชื่อว่าสิงคโปร์พร้อมที่จะกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีกครั้ง
ชมรายละเอียด โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-19 20:09:59
ทันเกม [20 มี.ค. 51 - 17:10]
“การเมือง” เป็นเรื่องของผลประโยชน์ ทุกกระบวนท่าความเคลื่อนไหว ของนักการเมือง จึงแฝงไว้ด้วยการชิงไหวชิงพริบ
ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจกับลีลาอาการของ “หล่อเล็ก” นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ออกมาประกาศ
ขอยุติบทบาทการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. หลังโดนคณะกรรมการ ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แจ้งข้อกล่าวหา ว่าทำผิดในคดีจัดซื้อเรือและรถดับเพลิงของ กทม.
นัยว่าเพื่อเป็นการแสดงสปิริต ลาพักโดยไม่รับเงินเดือน แสดงความบริสุทธิ์ใจเปิดทางให้ คตส.เข้ามาตรวจสอบได้อย่างเต็มที่และโปร่งใส
แต่ขณะเดียวกัน การแสดงออกของ “อภิรักษ์” ในฐานะที่เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถูกมองจากพรรคพลังประชาชนว่า
สร้างภาพ สร้างกระแส
เล่นเกมการเมือง แรงกดดันใส่ “น้าหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
ที่โดน คตส.แจ้งข้อกล่าวหาในคดีจัดซื้อเรือและรถดับเพลิงเช่นเดียวกัน
แถมยังเป็นการกระทบชิ่งไปถึงรัฐมนตรี อีก 3 คน ที่ถูก คตส.ยื่นฟ้องคดีหวยบนดิน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง
เหมือนต้องการกระทุ้งให้นายกฯสมัคร และ 3 รัฐมนตรีของพรรคพลังประชาชน แสดงความรับผิดชอบ ยุติบทบาทการปฏิบัติหน้าที่
ด้วยเหตุนี้ “น้าเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ก็เลยต้องแสดงบทบาท “รู้เท่าทัน”
ตีความกฎหมายให้ฟังเป็นฉากๆว่า การที่ คตส.แจ้งข้อกล่าวหา กฎหมายไม่ได้ กำหนดให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่
“อภิรักษ์” จะยุติการปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ต่อเมื่อ คตส.มีมติชี้มูลความผิดแล้ว
ได้ทีชี้เปรี้ยงการที่นายอภิรักษ์ยื่นใบลากิจ 30 วัน ไม่เกี่ยวกับการแสดงสปิริต กฎหมายยังให้ทำหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป ถ้าไม่ทำหน้าที่ก็ต้องลาออก
ก่อนใช้อำนาจของ รมว.มหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาผู้ว่าฯ กทม.อนุมัติให้นายอภิรักษ์ลากิจได้ 15 วัน เพื่อเตรียมเอกสารไปชี้แจงกับ คตส.
เจอลีลาเขี้ยวลากดินของ “น้าเหลิม” เข้าไป ทำเอา “หล่อเล็ก” เสียรังวัดไปบานแห้ว!!!
ถึงขนาดที่ “หล่อใหญ่” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประ-ชาธิปัตย์
ต้องโดดออกมาเป็น “ตัวช่วย” ประคองเกม ชี้แจงแทนว่า
สิ่งที่นายอภิรักษ์ตัดสินใจเป็นสิ่งที่เหมาะสม เพราะขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการ ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ยังไม่ถึงจุดที่มีการชี้มูลความผิด ดังนั้น จะแสดงอะไรมากกว่านี้ คงไม่ได้
เจตนาของนายอภิรักษ์ก็ชัดว่าลาพักโดยไม่รับเงินเดือน เพราะต้องการให้การทำหน้าที่ในการ ไปชี้แจงข้อกล่าวหา ไม่ไปเบียดบังเวลาของราชการ
ขณะเดียวกัน การไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็จะทำให้การตรวจสอบทำได้อย่างเต็มที่และโปร่งใส ไม่เข้าใจว่าทำไมการตัดสินใจทำเรื่องดีๆอย่างนี้ กลายเป็นของแสลงสำหรับคนในรัฐบาล
ก่อนทิ้งท้ายตบตูด อยากให้ รมว.มหาด-ไทยเอาเวลาไปเร่งแก้ปัญหาภาคใต้ เพราะเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เอาเวลาไปทำตรงนั้นจะดีกว่า
สวนหมัดตรงใส่ ร.ต.อ.เฉลิม กระทุ้งให้ทำงานในหน้าที่ รมว.มหาดไทย ดูแลแก้ไขปัญหาไฟใต้ที่กำลังลุกโชน
ไม่รู้ เป็นเพราะเจอตอกกลับดอกนี้เข้าไป รึเปล่านะโยม???
“น้าหมัก” ถึงได้สั่ง “น้าเหลิม” ให้รีบลงไปดูแลแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด่วนจี๋!!!
“แม่ลูกจันทร์”
คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว
ดูท่าเหมือนจะทุบให้ได้ [20 มี.ค. 51 - 03:12]
เส้นลึก” เป็นพวกที่ตลกคาเฟ่กลัวที่สุด เป็นอาการของพวกความรู้สึกช้า เวลายิงมุกตลกใส่จะไม่ขำไม่รับมุก แต่ผ่านไปเป็นวันๆแล้วถึงเพิ่งนึกได้ว่าตลก
อยู่ๆก็ขำกลิ้งขึ้นมาดื้อๆ
โดยอารมณ์ที่ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง ไม่แน่ว่าจะเป็นเชื้อติดพันมาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง บินออกนอกประเทศไปดูแลกิจการสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือไม่
เลยนึกขึ้นมาได้ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เปิดแนวรุกใหม่
ส่งซิกเรียก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าเป็นพยานปากเอก กรณีที่เคยหลุดปากให้สัมภาษณ์นักข่าวที่สนามบินสุวรรณภูมิหลังกลับจากการประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยปมที่ต่างชาติสนใจกรณีอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ประกอบอาชีพอะไรถึงได้มีเงินซื้อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้
เหตุเกิดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2550 จวนจะจบฤดูกาลพรีเมียร์ลีกอยู่แล้ว
คตส.ย้อนแฟ้มข่าวเก่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาเกือบปี ลุยงัดปมซื้อทีมฟุตบอล ตั้งแท่นทุบ “แฟรงค์ ชินาตรา” ข้อหาร่ำรวยผิดปกติ
เปิดแฟ้มคดีใหม่ไล่บี้ เล่นเอาทีมทนายความของนายใหญ่ตั้งหลักแทบไม่ติด
เจอมุก “ความรู้สึกช้า” เครือข่าย “ทักษิณ” รับมุกไม่ทันเหมือนกัน
แต่โดยลีลาตอบโต้ในทันทีทันใด นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ยุติธรรม ในฐานะโฆษกส่วนตัวอดีตนายกฯทักษิณ ออกมาจวกกลับแทนนาย
ตั้งข้อสังเกต ทำไม คตส.ถึงตั้งประเด็นร่ำรวยผิดปกติในช่วงนี้ ทั้งๆที่ พ.ต.ท.ทักษิณร่ำรวยมาก่อนตั้งพรรคไทยรักไทย และทำไมจึงเรียก พล.อ.สุรยุทธ์มาเป็นพยาน เนื่องจากไม่สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงในประเด็นดังกล่าวได้
ที่สำคัญ ทำไมถึงจุดประเด็นกันในช่วงที่ใกล้เวลา คตส.จะครบวาระ
“ไม่แปลกใจกับข้อกล่าวหาแปลกๆ เพราะเข้าใจดีกว่า การตั้ง คตส.ขึ้นมา มีเจตนาที่เน้นแจ้งข้อกล่าวหากับอดีตรัฐบาลทักษิณ แต่ที่ผ่านมาไม่เห็น คตส.ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะการกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณในประเด็นต่างๆที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน”
โดยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน ปล่อยคำพูดถากถางกันในที
ลูกข่ายไทยรักไทยกระตุ้นความมั่นใจกองเชียร์ “ทักษิณ” เคลียร์ได้สบายๆ
และไล่เลี่ยๆกันก็ปรากฏเป็นข่าวหน้ากีฬาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ล่าสุดอดีตนายกฯทักษิณ ในฐานะบอสใหญ่สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ให้ความมั่นอกมั่นใจกับสเวน โกรัน อีริกสัน ผู้จัดการทีมเรือใบสีฟ้า
จะมีเงินให้ทุ่มซื้อนักเตะเสริมทีมในฤดูกาลหน้าอย่างต่ำ 30 ล้านปอนด์ เอา 62.90 คูณเข้าไป เบ็ดเสร็จคิดเป็นเงินไทยก็แค่ 1,800 กว่าล้านบาท
โชว์บท “เสี่ยสั่งลุย”
ตั้งใจเกทับบลัฟกลับข้ามประเทศเลย
“ทักษิณ” เดินหน้าทุ่มเงินอีกกว่า 1,800 ล้านบาทไทย ให้ทีมเรือใบสีฟ้าซื้อนักเตะเพิ่มเหมือนจะแสดงให้เห็นว่า ไม่ได้ใส่ใจกับแนวรุกใหม่ของ คตส. ไม่สนใจว่ากำลังโดนไล่เบี้ยข้อหาร่ำรวยผิดปกติ สงสัยเอาเงินมาจากไหนซื้อสโมสรฟุตบอลระดับโลกได้
มีแรงไล่บี้ได้ไล่บี้ไป
โดยเกมของเซียนการตลาดระดับโลก “ทักษิณ” ไม่ปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพโดนไล่บี้ เสียภาพพจน์ผู้นำระดับอินเตอร์แน่
แต่ก็อีกนั่นแหละ โคตรเซียนการตลาดต่อให้เชี่ยวแค่ไหนก็ได้แค่สร้างภาพปันกระแส หวือหวาประเดี๋ยวประด๋าว
แต่ระยะยาว สิทธิชี้เป็นชี้ตายก็ตกอยู่กับฝ่ายถือกฎหมายอยู่ในมือ
ตามเกมที่เห็นกันจะจะ นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาพูดชัดๆ เหตุที่ กกต.ไม่สามารถลงมติชี้ขาดการยุบพรรคชาติไทยและ พรรคมัชฌิมาธิปไตยได้ เนื่องจาก กกต.มีความเห็นสวนทางกับมติของ คณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดที่นายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน
โดยเห็นว่า ตามข้อกฎหมายมาตรา 94 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ระบุชัดว่า เมื่อกรรมการ บริหารพรรคทำผิดให้ถือว่าพรรคการเมืองต้องมีส่วนรับผิดชอบ ผูกมัดไว้อย่างชัดเจน จึงมีมติให้ที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. ที่มีนายสุพล นิติธาดา ตีความว่าจะสามารถแปลเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่
กกต.ใหญ่ยื้อทุบชาติไทย มัชฌิมาธิปไตย ต่อโดมิโนมาถึงคิวของพรรคพลังประชาชน
ตั้งท่าเหมือนจะล่อให้ได้.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
‘สารวัตรเหลิม’ กับสงครามยา
เราต้องให้การยอมรับกันว่า ในยุค “รัฐบาลทักษิณ 1” ช่วงปี พ.ศ.2544-2548...
ต่อเนื่องรัฐบาลทักษิณยุคที่สอง ซึ่ง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” หน.พรรคไทยรักไทย กลับขึ้นนั่งเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” อีกวาระเป็นอีกวาระที่ประกาศ “สงครามยาเสพติด” อย่างต่อเนื่อง หลังจากขบวนค้ายาเสพติดลดบทบาทปฏิบัติการชั่ว และซบเซาไปช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังจากที่เกิดปฏิวัติ “ฆ่าตัดตอน” ขบวนการและนักค้ายาเสพติดจำนวนกว่า 2,500 คน!!!
เป็นการฆ่าตัดตอนที่มีการตั้งสมมติฐานกันว่า ในจำนวน “นักค้ายาเสพติด” ที่ถูกฆ่าตายไปนั้น...เกิดจาก “วิสามัญฆาตกรรม” ของตำรวจส่วนหนึ่ง??!!
เกิดจากฆ่าตัดตอนของ “ขบวนการ” กับ “ผู้ค้า” เพื่อตัดตอนการสืบสวนสอบสวนไม่ให้สาวถึง“หัวหน้าขบวนการ” หรือผู้บงการ??!!!เกิดจาก “ฆ่าปิดปาก” จากปฏิบัติการของ “ตำรวจเลว” ที่พัวพันขบวนการและผู้ค้ายาเสพติด!!!
เบื้องต้น ทั้งหมด คือ การตั้ง “สมมติฐาน” จากบุคคลหลายฟากฝ่าย ที่มีทั้งเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยและเห็นคล้อยตาม...ซึ่งยังคงเป็น “ประเด็นปัญหา” ต่อเนื่องมาจนบัดนี้เช่นกัน...ในยุคสมัยที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้ประกาศ “สงครามยาเสพติด” เพื่อเด็ดหัวและทำลายล้างขบวนการนั้นปรากฏว่าเห็นผลทันตา...ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ “ยกมือท่วมศีรษะ” โมทนาสาธุ แต่ตัว “นายกรัฐมนตรี” ต้องเพิ่มกำลังอารักขาหนาแน่นและหลายชั้น?!
เพราะเกิดข่าวลึกหลายกระแส “ตั้งค่าหัวนายกรัฐมนตรี” จากบรรดาหัวหน้าขบวนการค้ายาเสพติด จากหัวหน้าขบวนการในประเทศและหัวหน้าขบวนการผลิตในประเทศข้างเคียง!!!ซึ่งผิดกับครั้งที่ “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” รองนายกฯ ที่ดูแลกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลประชาธิปัตย์ยุคที่สอง โดย “นายชวน หลีกภัย” นั่งเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี”เพราะไม่ประสบความสำเร็จอย่างเป็น “รูปธรรม” เช่นในยุค “ทักษิณ”!!???
แต่นั่นก็ช่างเถิด เพราะมันกลายเป็นอดีตที่ไม่ควรพลิกกลับมาให้เจ็บปวดหรือฟื้นฝอยหาตะเข็บ...ทว่า เรามาเผชิญหน้ากับปัจจุบันกันดีกว่าปัจจุบันที่ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือ มท.1 ได้ออก “ประกาศสงครามยาเสพติด” อีกคำรบ!!!
อีกคำรบอย่างเอาจริงเอาจัง...ซึ่งเราก็มี “ความเชื่อมั่น” อยู่ลึกๆ เช่นกันว่า...ไม่ใช่ประกาศเพื่อความโก้เก๋ ขณะที่ “ยาเสพติด” รุกแพร่ระบาดยิ่งกว่าไฟลามทุ่งขบวนการผลิตและขบวนการค้าข้ามชาติ กลับมาเหิมเกริมเกลื่อนประเทศ..??!!!
แน่นอน...เมื่อประกาศสงครามก็ย่อมต้องทำสงครามเข่นฆ่าทำลาย เพื่อขจัด “เศษมนุษย์” ซึ่งแอบแฝงในคราบที่แตกต่าง ให้สิ้นซากจากแผ่นดินด้วยเงื่อนเวลาที่จำกัดครับ...เราเชื่อใน “ศักยภาพ” ของท่านรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องไม่ทำให้ประชาชนต้องผิดหวัง







