WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 21, 2008

นายกฯ สมัคร ตอบกระทู้เรื่องไฟใต้

นายกรัฐมนตรี ยืนยัน จะเป็นผู้รับผิดชอบการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้เอง แต่ไม่สามารถเปิดเผยยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาไฟใต้ต่อสาธารณะได้ ย้ำการแก้ปัญหาใต้ของรัฐบาลนี้
ไม่ได้เดินตามรอยของรัฐบาลทักษิณ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรี เรื่องการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา เพราะขณะนี้ประชาชนเกิดความสับสนว่าผู้รับผิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายกรัฐมนตรี หรือกองทัพ

นอกจากนี้ยังถามถึงยุทธศาสตร์และนโยบายในการแก้ไขปัญหาภาคใต้จะยึดถือตามแนวนโยบายของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรหรือไม่ รวมทั้งขอความชัดเจนเรื่องเวลาในการแก้ไขปัญหาด้วย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียืนยัน ว่าการแก้ปัญหาภาคใต้เป็นความรับผิดชอบของตนเอง

ส่วนยุทธศาสตร์และนโยบายการแก้ไขปัญหาไม่เคยบอกว่าจะนำนโยบายสมัยรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณมาแก้ไขปัญหาภาคใต้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรูปแบบการดำเนินการได้ เพราะเกรงว่าจะทำให้ผู้ก่อความไม่สงบรู้แนวทางการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามไม่ต้องการพูดถึงเรื่องเงื่อนเวลา แต่พร้อมที่จะชี้แจงความคืบหน้าต่อรัฐสภา ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาภาคใต้นั้น ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่หากเรียบร้อยแล้วจะเสนอต่อที่ประชุมสภา “ยืนยันกับประชาชนทุกอย่างรู้ว่าใครทำอะไรอย่างไร และผู้รับผิดชอบทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองดี ขอไม่เปิดเผยเกรงว่าผู้ก่อการร้ายจะรู้แนวทาง” นายสมัครกล่าว

ขณะที่นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรี เรื่องการโยกย้ายข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการในพื้นที่ภาคใต้เป็นการแก้แค้นทางการเมืองใช่หรือไม่ โดยเฉพาะการโยกย้ายพล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลให้ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้ายะลา โดยนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ก่อนที่พรรคพลังชนจะเป็นรัฐบาล เคยมีการโยกย้ายข้าราชการตำรวจดังกล่าวไปช่วยราชการในพื้นที่ภาคใต้แล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ อย่างไรก็ตามยอมรับจะยังมีการโยกย้ายข้าราชการอีกจำนวนมากในวันที่ 2 เมษายนนี้ (20/03/51)


ยุบไม่ยุบ [21 มี.ค. 51 - 17:07]

น่าจะเป็นว่ายังไม่กล้าตัดสินใจชี้ขาดยุบหรือไม่ยุบพรรคการเมืองของ กกต.แม้จะขึ้นเขียงรออยู่อย่างพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยแล้วก็ตาม ความจริงแล้วที่ผ่านมาพอเรื่องส่งมาจากอนุกรรมการฯตัดสินใจอย่างไรก็ตาม กกต.ชุดใหญ่จะนำมาพิจารณาแล้วตัดสินทันที

แต่ปรากฏว่าเรื่องนี้ได้ขอเวลาให้ที่ปรึกษากฎหมายพิจารณาก่อน 15 วัน แล้วค่อยมาชี้ขาดกันอีกที นัยว่ายังข้องใจข้อกฎหมาย แม้ว่าผลการชี้ขาดของอนุกรรมการฯจะแบออกมาพรรคไม่ผิด คนผิดด้วยมติ 4 ต่อ 0 มาแล้ว

หากตัดสินใจตามข้อชี้ขาดและมุมกฎหมายก็หมายถึงว่าไม่มีการยุบพรรค ผู้สมัครทำผิดเป็นเรื่องส่วนบุคคล พรรคไม่ต้องรับผิดชอบ แต่แน่นอนว่าในมุมของ กกต.บางท่านอาจจะเห็นว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับพรรคเพราะผู้สมัครเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย

การตัดสินใจให้ที่ปรึกษาฯพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก็คงเพราะแรงกดดันต่างๆที่ถาโถมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมิใช่แค่ภายนอกเท่านั้น

แม้แต่ใน กกต.ด้วยกันเองก็ยังจะแตกเป็นเสี่ยงอยู่แล้ว อย่างน้อยก็มี 2 คน จาก 5 คน ยืนอยู่ฝ่ายหนึ่ง แรกๆก็แตกความเห็นที่เป็นข้อกฎหมาย แต่ถึงวันนี้กลายเป็นว่า 3 คน ไปทางไหน อีก 2 คน ก็จะไปตรงกันข้าม ดังนั้น จากนี้ไปการลงมติใดๆจึงไม่ใช่ง่าย

กลายเป็นว่ายืนอยู่คนละข้างไปเสียฉิบ

ประเด็นหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือสังคมไทยวันนี้ยังเป็นคู่ ความขัดแย้งที่พร้อมเผชิญหน้าตลอดเวลาในความจริง ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นมันอยู่ที่รัฐบาลมากกว่า ที่ว่าอย่างนั้นก็เพราะยังมุ่งที่จะ “เช็กบิล” ทุกรูปแบบ

เป้าหมายสำคัญก็คือการยึดกุมอำนาจรัฐ 100%

อีกเป้าก็คือการคืบคลานไปสู่คดีความต่างๆ

ดังนั้น องคาพยพต่างๆมันจึงเกิดปัญหาขัดแย้งอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายข้าราชการที่ส่วนใหญ่เพื่อเป้าหมายนี้เป็นการเฉพาะ ก็ต้องเกิดปฏิกิริยาต่อต้านคัดค้านแน่นอน เพราะต่างฝ่ายต่างรู้เท่าทันกัน

นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นซึ่งต่อไปน่าจะเข้มข้นขึ้น ชัดเจนขึ้น คตส.ที่ทำคดีทุจริตต่างๆกำลังเริ่มจะถูกท้าทายอย่างยิ่ง

สุดท้ายอาจจะถึงขั้นออกกฎหมายล้ม คตส.ได้เพราะมาจากเผด็จการ หาก คตส.มีที่มาแบบนี้อาจจะเป็นแบบว่าทุกอย่างจะเป็นโมฆะไปเลย

คดีความต่างๆก็จบ อยู่ที่ว่าจะกล้าทำหรือไม่?

แต่ที่จะไม่จบก็คือการเมืองที่จะต้องตึงเครียด และ อาจนำไปสู่การต่อต้านที่รุนแรงได้ เพราะรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่เบาเตรียมพร้อมลุยให้แตกหักอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี แรงกดดันต่อ กกต.นั้น มันจะเกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องคดีความแน่ เนื่องจากมีคดีที่ต่อเนื่องและ กกต.ต้องชี้ขาดนับแต่เรื่องของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนฯที่อาจผูกพันถึงการยุบพรรคได้ และกรณีของพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยก็คือต้นแบบ

และยังมีเรื่อง “นอมินี” อีกเรื่องที่กำลังการตัดสิน นั่นก็เข้าข่ายยุบพรรคเช่นกัน

แม้แต่ใน กกต.บางท่านยังพูดถึงเรื่องรัฐศาสตร์ เพราะเห็นว่าหากยุบพรรคก็จะเกิดปัญหาทางการเมือง วุ่นวาย ยุ่งยาก และอาจจะทำให้รัฐบาลเกิดปัญหา

แต่ไม่ได้พูดเลยไปถึงว่าหากยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยมันก็จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญ และมีผลต่อพรรคพลังประชาชนอย่างแน่นอน ในกรณีของนายยงยุทธเพราะเมื่อผู้สมัครของ 2 พรรค ถูกใบแดงและมีคำสั่งยุบพรรค เนื่องจากผู้สมัครที่กระทำผิดดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคด้วย

“ปริศนา” มันน่าจะอยู่ตรงนี้มากกว่า.

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย

กฎหมายกับความจริง [21 มี.ค. 51 - 17:10]

ความจริงที่ผมได้เล่าค้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานเกี่ยวกับเรื่อง คดีภาษีของคุณบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ที่จะต้องอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นธรรม ทิ้งท้ายเอาไว้ในประเด็นข้อกฎหมายที่ใช้ดำเนินการและมีการนำเรื่อง ของอายุความมาเป็นประเด็น

โดยที่ คตส.อ้างกฎหมายประมวลรัษฎากร มาตรา 18 ดังกล่าว เป็นการตรวจสอบภาษีตามบัญชีที่ยื่นตามปกติ แต่กรณีที่เกิดขึ้นกับคุณบรรณพจน์ ซึ่ง กกต.อ้างว่าต้องมีการเสียภาษีเพิ่มเติมนั้น เป็นการเรียกเก็บภาษีเพิ่มในกรณีพิเศษ นอกเหนือจากแบบการแสดงภาษีที่ คตส.คาดคั้นเอาจากกรณีการโอนหุ้น

ต้องเท้าความไปนิด ตามที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้โอนหุ้น ส่วนหนึ่งให้กับคุณบรรณพจน์ ซึ่งในฐานะพี่กับน้อง เป็นการโอนทรัพย์ให้โดยเสน่หา ซึ่งเป็นพฤติกรรมโดยทั่วไปของสังคมไทย ใครจะยกทรัพย์สินมรดกให้ใครในเครือญาติก็เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องนี้กฎหมายได้กำหนดขั้นตอนต่างๆเอาไว้ชัดเจน ส่วนประโยชน์จะงอกเงยอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง

ไม่เกี่ยวกับการโอนหุ้นจากซื้อขายหุ้นทั่วๆไป

ดังนั้นเมื่อเป็นการตรวจสอบการเสียภาษ ีเพิ่มเติมจากรายการปกติก็จะต้องใช้อำนาจการประเมินภาษีตามมาตรา 19 เป็นการยื่นแบบไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง หรือเรียกสั้นๆว่าการประเมินนอกแบบ และต้องออกหมายเรียกผู้เสียภาษีมาคุยกันก่อน กรมสรรพากรไม่มีอำนาจที่จะประเมินภาษีตามอำเภอใจได้

ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า การที่จะออกคำสั่งตามมาตรา 19 ได้นั้น จะต้องดำเนินการภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ยื่นรายการ แม้ข้อกฎหมายจะเปิดช่องให้มีการขยายกรอบเวลา ในการออกหมายเรียกเพิ่มเติมได้ ก็ต้องไม่เกิน 5 ปี นับตั้งแต่วันยื่นรายการ

ความจริงอยู่ตรงที่ว่า คตส.จะต้องใช้มาตรา 19 ดำเนินการกับคุณบรรณพจน์ เพราะเป็นการประเมินภาษีนอกแบบรายการที่ยืนเป็นปกติ แต่เมื่อมีปัญหาเรื่องของอายุความในการออกหมายเรียก คตส.จึงเลี่ยงมาใช้มาตรา 18 แทน

เป็นการใช้กฎหมายขัดกับข้อเท็จจริง

กรณีนี้เมื่อคุณบรรณพจน์หลุดภาระภาษี คือไม่ต้องเสียภาษีจำนวนดังกล่าว คตส.ก็จะมาอ้างประเด็นเรื่องของอายุความ ฟังดูทะแม่งชอบกล ดำเนินการผิดฝาผิดตัวและบิดเบือนตั้งแต่ต้นจนจบ

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงเจตนาของ คตส.ได้หลายสถาน จะบิดเบือนกฎหมายอย่างไรเป็นอีกเรื่อง คำถามก็คือ คตส.เองมีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้แค่ไหน มีเจตนาที่บริสุทธิ์ในการตรวจสอบหรือไม่ ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษียืนยันมาแล้วก็ไม่ฟัง ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในการร่วมกระทำความผิดไปฉิบ

ยังมีรายละเอียดอีกหลายขั้นตอน กรรมการชุดไหนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่มีผลสรุปออกมา ตามธงที่ฟันกันไว้แล้ว ก็มีการเปลี่ยนตัวกรรมการใหม่

ความน่าสนใจในการทำหน้าที่ของ คตส.ที่เป็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายยังมีอีกหลายกรณีที่ผมได้รับเอกสาร และเรื่องร้องขอความ เป็นธรรมมา จึงอยากทิ้งท้ายเอาไว้ว่า บ้านเมืองจะต้องมีขื่อมีแป อย่ามั่ว.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

กล้ามั้ย? [21 มี.ค. 51 - 17:23]

กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์ แม้แต่คนเจ็บป่วยที่กำลังนอนพะงาบๆถ้ามีกำลังใจดี มีลูกฮึดที่จะต่อสู้ยื้อชีวิต

ก็ยังสามารถเอาชนะโรคภัย ฟื้นตัวหายป่วยลุกขึ้นมาเดินปร๋อได้เหมือนกัน

ฉันใดก็ฉันนั้น จากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ กำลังคุโชนขึ้นมาอีกระลอก

หลังจากเครือข่ายก่อการร้ายเปิดปฏิบัติ การ “ลองของ” รัฐบาลชุดใหม่ ใช้คาร์บอมบ์ ถล่มโรงแรมซีเอส ปัตตานี

พร้อมๆกับเหตุการณ์ใช้แผนคาร์บอมบ์ ถล่มเป้าหมายในพื้นที่จังหวัดยะลา แต่เดชะบุญ เวรกรรมมันติดจรวด โจรร้ายโดนระเบิดตายเองระหว่างทาง

ตามมาด้วยการใช้แผนอุบาทว์เผาโรง-เรียน วางระเบิดเล่นงานเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ดักยิงรถลำเลียงคนเจ็บส่งโรงพยาบาล

รวมไปถึงเปิดยุทธการหมาลอบกัด บึมบอมบ์ถล่ม ล่าสังหารตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ไม่เว้นแต่ละวัน

ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้ บริสุทธิ์เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บสาหัสนับไม่ถ้วน

โหดร้าย อำมหิต ผิดมนุษย์มนา!!!

แม้เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ จะมีแผนกดดัน ตรวจค้นเป้าหมาย ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ของขบวนการโจรใต้อย่างต่อเนื่อง

แต่ปฏิบัติการเหี้ยม (ม้าเผ่น) ของเครือข่ายโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ก็เพิ่มดีกรี ทวีความรุนแรงมากขึ้น

ในสถานการณ์เช่นนี้ เรื่องขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมไปถึงขวัญกำลังใจของประชาชนที่อิงอยู่กับฝ่ายรัฐ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ดังนั้น การที่ “น้าหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มีบัญชาให้ “น้าเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย

ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน และการบำบัดทุกข์บำรุง สุขของพี่น้องประชาชนโดยตรง ลงไปดูแลเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส

เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด ตรงสเปก ตรงสายงาน!!!

ซึ่งความจริงแล้ว รมว.มหาดไทยควรจะต้องลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ตั้งแต่วันแรกๆที่เข้ารับตำแหน่งซะด้วยซ้ำ

แต่ถึงจะช้าไปบ้าง ก็ยังไม่สายเกินเพล เพราะการลงพื้นที่ของ “น้าเหลิม” ในครั้งนี้จะได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร โดยเฉพาะข้าราชการฝ่ายปกครองที่เป็นลูกน้องสายตรง

พูดง่ายๆ ถ้าลงพื้นที่อย่างจริงจัง คงได้ซึมซับ รับรู้ปัญหา แบบถึงกึ๋น!!!

สามารถเก็บข้อมูลมาปรับปรุงแผนดับไฟใต้ของรัฐบาล และการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ที่สำคัญ เมื่อผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เห็น รมว.มหาดไทยลงไปดูแลปัญหาด้วยตัวเองก็จะมีขวัญกำลังใจ ไม่เกิดความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง

มีแรงฮึดที่จะทำงานในสถานการณ์เสี่ยงอันตรายต่อไป

แต่ถ้าจะให้แหล่มกว่านี้ งวดหน้า “น้าหมัก” ในฐานะผู้นำรัฐบาลนั่งควบ รมว.กลาโหม รับผิดชอบด้านความมั่นคง

ควรจัดโปรแกรมลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตรวจราชการ เยี่ยมเยียน สร้างขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ด้วยตัวเอง

แรงฮึดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติคงเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

หรือถ้า “น้าหมัก” จะไปทำรายการ “ยกโขยงหกโมงเช้า” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อช่วยสร้างภาพพจน์ ดึงดูดการท่องเที่ยว ก็ดูดี ดูเก๋ ไปอีกแบบนะโยม

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า จะกล้าเสี่ยงรึเปล่า???

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

แฉบ้าน100ล้านปากช่อง เฉลิมชี้นอมินีตำรวจใหญ่ [21 มี.ค. 51 - 01:02]

ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าววานนี้ (20 มี.ค.) ถึงการบุกรุกที่ดินป่าสงวน ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด ยังไม่ได้รายงานความคืบหน้าให้ทราบ แต่ขอย้ำว่าการตรวจสอบไม่ต้องการพุ่งเป้าที่ ส.ส. หรือ อดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบการบุกรุกที่ดินป่าสงวนทั่วประเทศ เพราะการบุกรุกป่าสงวน และโครงการพระราชดำริ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ

"ยุคผมต้องไม่มีอิทธิพล ไม่ใช่เฉพาะที่ปากช่อง ยังมีอีกเยอะ ใครก็ตามที่ทำผิด จะจับหมด ที่ปากช่อง มีนอมินีตัวจริงของนายตำรวจใหญ่ ปลูกบ้านราคากว่า 100 ล้าน แค่ต้นไม้ที่ปลูกในพื้นที่ก็เกือบ 300 ล้านบาท ถ้าเข้าไปตรวจพื้นที่แล้วขุดต้นไม้หนี ระวังจะถูกข้อหาลักทรัพย์ราชการ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหนังสือคำสั่งแต่งตั้งคณะกรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง การครอบครองที่ดินเขายายเที่ยง ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาเตียน ป่าเขาเขื่อนลั่น จ.นครราชสีมา จำนวน 9 คน ประกอบด้วย พล.อ.ธนู ศรียากูล เป็นประธาน พล.ต.ท.ชัยณรงค์ วัชรานันท์ เป็นรองประธาน และกรมการอีก 7 คน คือ นายปรีชา จันทร์ศิริตานนท์ นายสมศักดิ์ เนติรังษีวัชรา นายชำนาญ เอกวัฒนโชตกูร นายวิฑูรย์ ชลายนนาวิน ผู้อำนวยการสำนักแก้ไขการบุกรุกที่ดินของรัฐ สำนักงานปลัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบตำแหน่ง เลขานุการ และนายนฤพล บุญชื่น หัวหน้ากลุ่มประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ควบตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการเพื่อตรวจสอบการถือครองที่ดินบริเวณเขายายเที่ยง มีอำนาจตรวจสอบ เรียกหรือขอเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ชี้แจงจัดส่งเอกสารตามที่เห็นสมควร ตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าว มีผล ตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค.นี้ เป็นต้นไป


เร่งเกมแก้รัฐธรรมนูญ [21 มี.ค. 51 - 02:29]

ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อ คนที่นิยมพกแบงก์ย่อยจ่ายตลาด บางครั้งพกเงินไปไม่พอค่าของต้องแปะโป้งแม่ค้าไว้จ่ายทีหลัง แถมยังชอบลงมือทำกับข้าวกินเอง

เงินทองไม่ค่อยไหลออก

ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้โชว์บัญชีการยื่นแสดงทรัพย์สินหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2551

ปรากฏว่า “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินอยู่ 9 ล้านกว่าบาท ขณะที่คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ภริยา มีทรัพย์สินมากกว่า หนี้สินอยู่ 10 ล้านบาท

สองคนตายายรวมกันก็ 19 ล้านกว่าบาท

ไม่รวยแบบโอเวอร์จนน่าอิจฉา และก็ไม่ได้อัตคัดจนถึงขนาดถูกค่อนขอดว่าสร้างภาพ ฐานะเหมาะตามอัตภาพของคนเป็นนายกรัฐมนตรี

เพียงแต่มันเทียบฟอร์มกันไม่ติดกับ “ครม.อภิมหาอมตะโคตรมหาเศรษฐี” ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เปิดโผมาแต่ละทีฮือฮา นับตัวเลขกันไม่ถูก

ไม่รวย ไม่เด่น ก็ไม่โดนหมั่นไส้

“ลุงหมัก” น่าจะเบาเนื้อเบาตัวในประเด็นเรื่องเงินๆทองๆ ไม่ต้องวุ่นวายใจกับปมทรัพย์สินมหาศาล โดนจับจ้องเหมือนเศรษฐีอย่างอดีตนายกฯทักษิณ

แต่โดยเกมที่ต้องฉุดกระชากลากถูกันต่อไป

สังเกตว่า นับจากวันที่ “เจ๊สด” นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาเปรยๆ ไม่อยากให้มีการยุบพรรค เนื่องจากจะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินในการเลือกตั้งซ่อมเป็นพันๆล้านบาท

แต่พูดแล้วเงียบไปเลย

ไม่รู้โดนใครทักให้ “พูดผิดพูดใหม่ได้” หรือเปล่า

เอาเป็นว่า นาทีนี้เตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้ล่วงหน้าได้ จับทางจากท่าทีตั้งแท่นของนายสุเมธ อุปนิสากร กกต. โอดครวญไม่มีทางเลือกอื่น

ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคชาติไทยกับพรรคมัชฌิมาธิปไตย

“เรื่องนี้ กกต.ไม่มีทางเลือกต้องเห็นใจด้วย เพราะกฎหมายมันรัดคอ กกต.ไว้ ไม่ให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้เลย นอกจากส่งศาล”

พูดชัดซะขนาดนี้ รอดยาก

และก็คงประเมินสถานการณ์แล้วถึงทนนิ่งเงียบอยู่ต่อไปไม่ได้ “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ออกมาบ่นดังๆออกอากาศ

“เรื่องยุบพรรคก็แล้วแต่ กกต.ทั้ง 5 คนจะดูให้รอบคอบ นักการเมืองเองก็มองได้หลายด้าน เกิดมาแล้ว เมื่อตั้งรัฐบาลกันมาแล้วก็อยากจะทำงาน ถ้าเกิดสะดุดขึ้นมาก็ยุ่ง ซึ่งถ้ามองในแง่รัฐศาสตร์ยุบพรรคไม่ได้หรอก เพราะบ้านเมืองต้องวุ่นวายแน่”

เซียนเก๋าเกมออกโรงแล้ว

และที่สำคัญ ยี่ห้อ “เสธ.หนั่น” เป็นหมอดูการเมืองที่ทายแม่นมากซะด้วย

แน่นอนโดยแรงตกกระทบ พรรคชาติไทยกระเทือนหนักกว่าใคร ไล่ดูชื่อในบัญชีคณะกรรมการบริหารพรรคก็ชุดเดียวกันกับที่เป็นรัฐมนตรีและ ส.ส.ปัจจุบัน

โดยเฉพาะบ้านใหญ่ ไล่ตั้งแต่ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค “หนูนา” น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา และ “ลูกท็อป” นายวราวุธ ศิลปาอาชา

โดนโละเหมาตระกูลเลย

และกับคิวของ “บิ๊กเติ้ง” ในวัย 75 ปี ถ้าโดนเว้นวรรคทาง การเมือง 5 ปี กว่าจะพ้นโทษดองเค็มก็ปาเข้าไป 80 ขวบ ตะบันน้ำกินแล้ว

ใครจะทำใจได้ มังกรปิดฉากการเมืองไปแบบไม่สวย

และถึงที่สุดเลยก็มาเฉลยตรงที่ “เสธ.หนั่น” เขี่ยลูกเปิดเกมล่วงหน้า

“ผมถึงบอกว่า รัฐธรรมนูญปี 50 ต้องหาทางแก้ไขกันหลายเรื่องหลายประเด็น วันนี้นักการเมืองถูกย่ำยี ถูกเหยียบย่ำ คนมาเป็นนักการเมืองต้องอดทนจริงๆ มันเลวไปหมด ทำอะไรก็ไม่ถูกใจซักที ตรงนี้ก็ต้องขอความเห็นใจเหมือนกัน”

คิวยุบพรรค บีบให้เร่งเกมแก้รัฐธรรมนูญ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

'สื่อกระบอกเสียงโจร'

"สมัคร"กระทุ้งเตือนสื่อเอง เสนอข่าวกลายเป็นกระบอกเสียงกลุ่มโจร ยืนยันไม่เปิดเจรจาโจรแบ่งแยกดินแดน มท1.เชื่อมั่นสถานการณ์ลดลง

ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ -เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 20 มี.ค.51 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนประเทศสิงคโปร์ถึงการเรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากประชุมเสร็จก็คงจะไม่แถลงว่าจะทำอะไรบ้างแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะรับหน้าที่ไปดำเนินการต่อ ตนจะไปกระโดดออกไปแสดง เพราะทั้งตนและ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ก็โดนกันมาแล้วจนเข็ด และตอนนี้ก็จะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่ากลัวตายก่อนที่จะลงไปพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ จะส่งผลทางด้านจิตวิทยาต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ก็เขาเป็นคนชอบพูดความจริง แต่คนเราไม่ค่อยยอมรับความจริง คุณเฉลิมเขาบอกว่าเขากลัวตายก็เท่านั้นเพราะเขาเป็นคนธรรมดา แต่ถ้าคุณเฉลิมประกาศซ่ากูไม่กลัวตายคนก็จะบอกว่าคุณเฉลิมเก่งมันก็เท่านั้น เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาใดๆ ส่วนคนที่ไม่กลัวเขาก็ลงไปด้วย สถานการณ์ทั้งหมดมันไม่ต้องมีจิตวิทยาอะไรอีกแล้ว เวลานี้เราก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไรและกำลังพยายามแก้ปัญหาอยู่ซึ่งทุกอย่างก็กำลังจะค่อยยังชั่วแต่ก็มีเกิดเหตุรุนแรงอีก

“ถ้าสื่อมวลชนไม่เสนอข่าวเอิกเริกจนเกินไปก็จะช่วยกันรักษาสถานการณ์ได้ เราไม่ได้ปิดบังเพราะข่าวก็ยังเป็นข่าว ผมจะพยายามไม่ออกมาพูดอะไร”นายกรัฐมนตรีกล่าว

เมื่อถามว่าคิดว่าร.ต.อ.เฉลิมควรจะลงไปในพื้นที่ 3 จังหวัดหาคใต้ ไม่ใช่ลงไปประชุมแค่ที่จังหวัดสงขลาหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิม ลงไปแล้ว แต่เมื่อเขาบอกว่ากลัวก็เลยประชุมที่จังหวัดสงขลา แต่ถ้าหากเขากล้าขึ้นมาก็อาจจะลงไปในพื้นที่ก็ได้ ต่อข้อถามว่าแล้วนายกฯ จะลงพื้นที่บ้างหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า “ถ้าผมไปผมก็ไม่บอกให้ใครทราบ เพราะถ้ารู้ทุกคนก็คงไม่ต้องทำงานอะไร ต้องมาคอยดูแลป้องกันนายกฯ” ต่อข้อถามว่าจะมีการตั้งรองนายกฯหรือรัฐมนตรีคนใดไปรับผิดชอบโดยตรงหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า ไม่ต้องตั้ง ใครที่มีหน้าที่ก็จะรับผิดชอบดูแลเอง ทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ส่วน ร.ต.อ.เฉลิมนั้น จะดูแลปัญหายาเสพติด แต่กระทรวงมหาดไทยก็มีนายพระนาย สุวรรณรัฐ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ดูแล ศอ.บต. และมีผู้ว่าฯ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคนเหล่านี้ก็ต้องไปดูแล นอกจากนี้ยังมี ผบ.ทบ. พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว ผู้ช่วย ผบ.ตร. ก็มีหน้าที่ดูแลและทำงานกันอยู่ ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิมเสนอแนวคิดให้ทหาร และตำรวจที่เชี่ยวชาญด้านการรบลงไปเป็นปลัดอำเภอในพื้นที่นั้น ก็ขอให้มาบอกกับตนจะได้ช่วยกันคิด เรื่องนี้เป็นเรื่องภายใน ร.ต.อ.เฉลิมควรมาพูดกันก่อน หากเจอตนจะถามเรื่องนี้อีกที

“วันนี้คนไทยอยากถามว่าผู้ก่อความไม่สงบต้องการอะไร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันไม่มีเหตุผล ไม่น่าจะมาทำกับบ้านเมืองเราขนาดนี้ อยากจะให้ผู้สื่อข่าวมีความคิดเหมือนกับพวกเราคนไทยด้วยกัน แล้วเขียนบทความออกมา กลุ่มคนเหล่านี้จะได้รู้สึกเสียทีว่านี่คือบ้านเมืองของเรา แต่สื่อปัจจุบันทำหน้าที่คล้ายกับเป็นกระบอกเสียงกับฝ่ายที่เคลื่อนไหว เวลาเกิดเหตุก็ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต จะให้คนใหญ่คนโตลงไป แล้วก็จะเกิดความเสียหายตามมา ผมเป็นนายกฯที่เลือกวิธีการทำงานแล้วจะไม่พูดจาซ้ำซากอะไรอีก” นายสมัคร กล่าว

ต่อข้อถามว่าประชาชนในพื้นที่มองว่ารัฐบาลไม่ใส่ใจในการแก้ไขปัญหาภาคใต้เท่าที่ควร นายสมัคร กล่าวอย่าวมีอารมณ์ว่า “ ที่บอกว่ารัฐบาลไม่ใส่ใจผมขอรายชื่อหน่อยได้หรือไม่ว่ามีใครบ้างหรือมีเจ้าหน้าที่คนไหนที่ขวัญกำลังใจเสีย เวลานี้ผมยังรู้สึกขอบคุณราษฎรอีก 73 จังหวัดซึ่งเขาไม่เคยออกปากเลยว่าเขาไม่ได้รับการดูแลอย่างเทียม ไม่เหมือนคนใน 3จังหวัดที่รัฐบาลลงไปแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ วิธีการแก้ผมไม่ต้องนั่งแหกปากบอกใคร แต่ยืนยันว่าเราแก้ไขเต็มที่ไม่ว่าจะเป็ฯตำรวจ ทหาร ทำงานกันอย่างเต็มเหนี่ยว ผมได้ฟังขั้นตอน วิธีการการดำเนินการทุกอย่างทั้งหมด เหตุการณ์ก็ค่อยๆดีขึ้นแล้ว เวลานี้สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการคือให้ผมแหกปากประกาศออกไปแล้วหากพลาดพลั้งอะไรไปก็จะมีการนำไปขยายผลให้เป็นเรื่องนานาชาติ อย่างที่ผมเคยบอกว่ามีความพยายามไปเจรจานอกรอบเพื่อที่จะให้รัฐบาลไทยไปเจรจากับคน 2 กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไทยไม่ขอเจรจา

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่รัฐบาลลดเบี้ยเสี่ยงภัยเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนจะไปดูให้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

"เฉลิม"ยันไป3จว.แน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมหารือกับหัวหน้าส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 โดยใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง จึงแล้วเสร็จ โดย ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวตอนหนึ่งว่า การสะท้อนปัญหาของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในพื้นที่พบว่ายังขาดแคลนในเรื่องของอาวุธและเครื่องมือในการปฏิบัติงานเช่นเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ กล้องโทรทัศน์วงจรปิด และที่เกี่ยวกับนิติวิทยาศาสตร์ในการตรวจพิสูจน์ที่เกิดขึ้น โดยในวันพรุ่งนี้ (21 มี.ค.) ตนจะรายงานให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบเพื่อพิจารณาดำเนินการตามที่ทุกฝ่ายได้เสนอ

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลในเชิงลึกของฝ่ายทหารและตำรวจพบว่าบางเรื่องจำเป็นจะต้องมีการเจรจากับนอกประเทศ ซึ่งต้องหาช่องทางติดต่อกับบุคคลที่สามารถคุยกับฝ่ายตรงข้ามได้ สำหรับนโยบายในการแก้ปัญหาของรัฐบาลยังยืนว่าจะใช้การเมืองนำการทหาร และความสมานฉันท์เป็นหลัก รวมทั้งวิธีการเจรจาโดยรัฐบาลนี้จะไม่ใช้กำลัง และจำเป็นต้องประสานข้อมูลกับทุกฝ่ายซึ่งหลังจากนี้จะหารือกับผู้นำศาสนาในพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไม่การประชุมครั้งนี้ไม่เชิญฝ่ายค้าน เหตุผลเพราะเป็นการประชุมปิด แต่ถ้าประชุมเปิดก็พร้อมที่จะเชิญมาเข้าร่วมหารือ

นอกจากนี้ รมว.กระทรวงมหาดไทย ยังยืนยันเจตนาเดิมว่าจะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแน่นอน แต่เหตุผลที่ยังไม่ลงขณะนี้เพราะต้องการรับทราบปัญหาโดยตรงจากพื้นที่ก่อนเพราะถ้าลงไปจะทำให้เจ้าหน้าที่เสียเวลา ไม่ใช้เพราะกลัวตายหรือเสียดายชีวิต เพราะถ้ากลัวคงไม่รับอาสานายกลงมาแก้ปัญหาและไม่จำเป็นต้องห่วงตัวเองเพราะไม่มีอะไรจะเสียมีแต่ตัวกับหัวใจ และไม่รู้ว่านายกจะเปลี่ยนตัววันไหน ส่วนเหตุความระรุนแรงที่เกิดขึ้นในระยะนี้ไม่ใช่เรื่องของการเมืองหรือการที่นายสมัครเป็นนายกหรือตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่เป็นไปตามสถานการณ์ที่พาไปแต่จริง ๆ ตั้งแต่ตนมาทำหน้าที่สถานการณ์รุนแรงลดลงกึ่งหนึ่ง ถามว่าหนักใจไหมกับเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นยอมรับว่าหนักใจต้องขอพรจากพระอัลเลาะห์และไว้พระให้ช่วยเพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยโชคช่วยด้วย

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะตนจะเน้นการใช้เทคโนโลยีในการติดตามงานตรวจสอบความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในแต่ละวันผ่านทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ซึ่งจะทำให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ร.ต.อ.เฉลิม ยังได้ขอความร่วมมือไปยังกลุ่มผู้หลงผิดกลบตัวกลับใจเข้ามาให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ซึ่งพร้อมที่จะให้ความเป็นธรรม แต่การที่จะนิรโทษหรือนิรโทษกรรมจะต้องทราบที่มาที่ไปก่อน เช่นเดียวกันหากประชาชนในพื้นที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถร้องเรียนผ่านหน่วยงานในพื้นที่ได้โดยตรงทั้ง ศอ.บต. ศูนย์ดำรงธรรม แต่หากไม่มั่นใจก็สามารถร้องเรียนมายังตนได้โดยตรงซึ่งพร้อมที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะในเรื่องของการดำเนินการทางกระบวนการยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงบ่ายวันนี้ (20 มี.ค.) มีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ประธาน พิจารณากระทู้ถามสดเรื่องการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ สอบถามนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

นายสุเทพ กล่าวว่า ในการดูแลปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ มีหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง อยากถามว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง และในตอนหาเสียงพรรคพลังประชาชนได้ประกาศกับประชาชนทั้งประเทศว่า จะสานต่อนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงเกิดข้อสงสัยว่ายุทธศาสตร์และนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลนี้ จะยึดถือตามแนวนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ และถ้าใช่จะทั้งหมดหรือบางส่วน และถ้าไม่ใช่ รัฐบาลนี้ใช้ยุทธศาสตร์อะไร รวมทั้งกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้ฝ่ายค้านได้เสนอกฎหมายไปนานแล้ว รัฐบาลจะผลักดันกฎหมายเพื่อให้การบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพได้เมื่อไหร่ และจะรายงานผลการปฏิบัติงานในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อใด


นายสมัคร กล่าวว่า ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้นั้น นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด มีเจ้าหน้าที่ดูแลประจำอยู่แล้ว และพรรคพลังประชาชนไม่เคยบอกว่าจะนำนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาปฏิบัติ รัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารงานได้เพียง 1 เดือนครึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก รับหน้าที่ในเบื้องต้น ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง แต่ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยให้คนที่ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รับรู้แนวทาง สำหรับเรื่องการผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เนื่องจากเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาอยู่ เมื่อเสร็จแล้วจะนำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป


"ผมจะทำรายงานให้ ส.ส.ได้ทราบว่า เหตุการณ์ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นมีก่อนที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ผมก็ให้เครดิต ส่วนรัฐบาลเก่าทำไว้อย่างไร ผมไม่ขอเอามานินทา เมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการทหารบก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 แล้ว ผู้บัญชาการทหารบกได้ดำเนินการด้วยความเรียบร้อย และสิ่งที่จะแสดงให้เห็นคือความเปลี่ยนแปลงหลังจากเปลี่ยนคนบริหาร ผมรับผิดชอบเต็มที่ในฐานะทั้งสองตำแหน่ง และจะทำเป็นตารางเปรียบเทียบให้ดู" นายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า วิธีการแก้ปัญหาทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องตอบในรายละเอียดทุกเรื่อง ว่าจะส่งทหารลงพื้นที่จำนวนเท่าไหร่ บางเรื่องตอบได้ก็จะตอบ รัฐบาลจะไม่ตกหลุมให้ใครใช้สภาผู้แทนราษฎรเป็นเครื่องมือในการสอบถาม


นายสุเทพ กล่าวตอนท้ายว่า ไม่ได้ใช้สภาผู้แทนราษฎรเป็นเครื่องมือหลอกถามนายกรัฐมนตรี แต่ที่ถามเพราะเห็นว่าเป็นปัญหาที่ประชาชนห่วงใย ส่วนนายกรัฐมนตรีจะไม่พูดอะไร ก็ถือเป็นสิทธิ และหากไม่พูดอะไรเลย ก็เป็นเรื่องดี เพราะถ้าพูดมากไปประชาชนจะเกิดความสับสนได้ หรือถ้าพูดครึ่งๆ กลางๆ อาจมีการนำไปตีความต่าง ๆ นา ๆ และทำให้นายกรัฐมนตรีเสียหาย


‘หมอเลี้ยบ'เผยยุบสภาเลี่ยงยุบพรรคแค่ความเห็น

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง รับคำร้อง กกต.ให้ใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ต้องเป็นไปตามกฎหมาย นายยงยุทธ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ โดยให้เป็นหน้าที่ของรองประธาน สำหรับพรรคพลังประชาชนคงจะประชุมเพื่อพิจารณากระบวนการ ว่าจะเตรียมชี้แจงอย่างไร และคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่กระทบต่อความรู้สึกของคนในพรรค
ส่วนที่ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ระบุว่า ทางออกเพื่อไม่ให้เกิดการยุบพรรคคือการยุบสภานั้น ถือเป็นความเห็น แต่ในพรรคยังไม่ได้พูดคุย ซึ่งอาจคาดเดาว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะไปในทิศทางนั้น แต่ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น อีกทั้งการที่ศาลรับคำร้องในคดีดังกล่าวเชื่อว่า จะไม่เชื่อมโยงหรือส่งผลไปยังคดีอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะแต่ละคดีก็มีรูปคดีและข้อมูลของตัวเอง
โดยระหว่างนี้ พรรคจะหาคนมาทำหน้าที่ประธานสภาแทนนายยงยุทธหรือไม่นั้น ต้องมีการพูดคุยกันว่า จะตัดสินใจในเรื่องนี้อย่างไร แต่ในชั้นนี้กระบวนการยังอยู่ในการพิจารณาของศาลยังไม่ได้พิพากษาไปในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งในการสัมนาใหญ่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนวันที่ 22 มีนาคมนี้ คงจะหยิบยกมาหารือว่า จะรอให้มีคำพิพากษามาก่อน หรือจะดำเนินการอย่างอื่นต่อไป


จาก hi-thaksin

Thursday, March 20, 2008

เฉลิมลั่นไม่กลัวตาย!ลง3จ.ชายแดนใต้แน่


รัฐมนตรีฯมหาดไทย ลั่น ไม่กลัวตายลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้แน่ โดยยึดนโยบายการเมืองนำทหารแก้ปัญหาด้วยความสมานฉันท์ เตรียมรายงานผลประชุม 5ชั่วโมงให้นายกฯพรุ่งนี้




สมัคร เผย 2 เม.ย.ย้ายใหญ่ตำรวจ

รัฐสภา 20 มี.ค.-นายกรัฐมนตรี แจงย้าย “พล.ต.ต.ชัยยะ” เป็นการย้ายกลับไปทำงานเดิม พร้อมเผย 2 เม.ย. จะมีการย้ายตำรวจล็อตใหญ่

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดเรื่องการโยกย้ายข้าราชการตำรวจ โดยนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ถามนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

นายถาวร กล่าวว่า กรณีกองบัญชาการตำรวจสันติบาลมีคำสั่งย้าย พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ให้ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า จ.ยะลา โดยไม่มีกำหนดกลับ อ้างว่าไปปฏิบัติหน้าที่ด้านการข่าว เพื่อความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นั้น มีการวิพากษ์วิจารณ์การโยกย้ายไม่เป็นธรรม เพราะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทุจริตเลือกตั้งที่ จ.เชียงราย ถูกโยกย้ายหลายคน อยากถามนายกรัฐมนตรี ว่า รัฐบาลต้องการให้ข้าราชการทำงานดีสยบต่ออำนาจ หรือให้มีข้าราชการที่ทำงานสุจริตจะต้องเกรงกลัว นี่เป็นการแก้แค้นหรืออย่างไร และจะมีการโยกย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทุจริตการเลือกตั้งอีกหรือไม่

นายสมัคร กล่าวตอบว่า เรื่องการโยกย้ายตำรวจตนไม่อยากตอบว่าไม่ได้ทำเอง แต่อยากตอบกรณีนี้โดยเฉพาะว่า ตำรวจที่ถูกย้ายเมื่อ พ.ศ. 2550 วันที่ 17 ตุลาคม ขณะนั้นพรรคพลังประชาชนยังไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ยังไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น รัฐบาลที่แล้วได้ย้ายนายตำรวจคนนี้พร้อมด้วยพวก 8 คนให้ไปทำงานนี้ทางภาคใต้ แต่ภายหลังให้กลับมาช่วยงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เมื่องานเสร็จแล้วจึงให้กลับไปทำงานเดิม สำหรับการโยกย้ายนั้น จะมีการโยกย้ายอีกล็อตใหญ่ ในวันที่ 2 เมษายน

นายถาวร ถามอีกว่า รัฐบาลจะให้สัญญากับรัฐสภาได้หรือไม่ว่า หากข้าราชการร้องขอให้ทบทวนเพื่อขอความยุติธรรม ทั้งในประเด็นการพลัดพรากจากครอบครัว ความไม่เป็นธรรม นายกรัฐมนตรีจะให้ความเป็นธรรมหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ย้ายด้วยเหตุผล ความเหมาะสม และมีเหตุผลตรวจสอบได้ ตนอยากดูเอกสารเหมือนกันว่าการย้ายเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 ได้มีการทำหนังสือมาร้องเรียนสภาให้สอบถามรัฐบาลหรือไม่ว่า ทำไมจึงพรากลูกพรากเมีย ทำไมตอนนั้นไม่มีการร้องเรียนเลย ทำไมคราวนี้ไม่ได้สั่งย้ายเพียงแต่เอาคำสั่งเดิมมาขอให้กลับไปอยู่ที่เดิม จึงออกมาร้องเรียน.-สำนักข่าวไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-03-20 16:24:28