WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 21, 2008

โม่งยึดสำเร็จถุงเงินทหาร

“โม่ง” แทรกโผทหารพาดหัวข่าวของ “บางกอกทูเดย์” ฉบับประจำวันที่ 9 และ 10 มี.ค. โดย “ฟันธง” ล่วงหน้าก่อนจะถึงวันโผจริงจะถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ช่วงใกล้เที่ยง 20 มี.ค.2 ตำแหน่งที่ข้องเกี่ยวกับ “ถุงเงิน” ของกองทัพ คือ...ผอ.สำนักงบประมาณกลาโหม ที่มี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม (ตท.8) ดูแลอยู่ และ ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา มี พล.อ.เหมรัฐ ขำนิล (ตท.9) รับผิดชอบทั้ง 2 คน จะต้องถูก “โยก” ออกไป

แล้วให้ พล.อ.รังสาทย์ แช่มเชื้อ ที่ปรึกษาพิเศษ บก.ทหารสูงสุด (ตท.10) มานั่งเก้าอี้ ผอ.สำนักงบประมาณกลาโหม แทน ขณะที่ เก้าอี้ เป็น ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ก็มีชื่อของ พล.ท.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ รอง ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา โดดเด่นขึ้นมาทาบรัศมีมากสุดๆ เช่นกันคนที่ “บางกอกทูเดย์” เรียกว่าเป็น “ไอ้โม่ง” ซึ่งถือเป็น “มือทำงาน” และยังเป็น “คนใกล้ชิด” ของผู้มีอำนาจในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช

อีกทั้ง ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง “ถุงเงิน” ของกองทัพ ครั้งนี้ เคยพูดเอาไว้เมื่อครั้งประชุมสภากลาโหม เมื่อ 28 ก.พ.ต่อหน้าบรรดา “บิ๊ก’ทหาร” ว่า...“ผมจะเอาคนนี้...”และ “รับประกัน ผมจะเตรียมตำแหน่งจอมพลเอาไว้ให้...”“คนนี้” ในความหมายของ “ไอ้โม่ง” ที่ว่า ก็คือ...พล.อ.รังสาทย์ แช่มเชื้อ และ พล.ท.เสถียร เพิ่มทองอินทร์

แต่การที่นายทหารระดับสูงทั้ง 2 คน ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ก็ไม่ได้หมาย ความว่า...พวกเขา คือ คนของ “ไอ้โม่ง” ที่จะคอยรับคำสั่ง “ขวาหัน...ซ้ายหัน” อย่างที่มีการสมอ้างต้องให้เกียรติ และเครดิต นายทหารทั้ง 2 คนด้วยกระนั้น ก็ต้องบอกว่า...ข่าวที่ “ไอ้โม่ง” ต่อรองจะขอเอา พล.อ.รังสาทย์ แช่มเชื้อ และ พล.ท.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ เข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าว...ล่วงหน้าถึง 12 วัน

ย่อมไม่ธรรมดา!!!เพราะโผโยกย้ายทหารกลางปีที่ออกมาอย่างเป็นทางการ เมื่อ 20 มี.ค.นั้น ก็ชัดเจนแล้วว่า...ตรงตามที่ “บางกอกทูเดย์” เคยเขียนถึง และต่างไปจากสื่อรายวันฉบับใหญ่หลายฉบับที่เคยชี้ไว้ว่า...จะต้องเป็นคนอื่นที่มิใช่ พล.อ.รังสาทย์ แช่มเชื้อ และ พล.ท.เสถียร เพิ่มทองอินทร์

สำหรับนายทหารที่ถูก “โยก” ออกไป โดยเฉพาะ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ซึ่งเป็นคนของ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ.และประธาน คมช. และยังเป็นคนสนิทของ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม กับคำสั่งล่าสุด คือ การถูกโยกไปเป็น ประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม กินอัตรา “จอมพล”
ส่วน พล.อ.เหมรัฐ ขำนิล ก็ถูกโยกไปเป็น ที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการทหารสูงสุด ถึงตรงนี้ ก็ต้องบอกว่า...“ไอ้โม่ง” คนใกล้ชิดผู้มีอำนาจ...เจ๋งจริง!!!สามารถเข้ายึดหน่วยงานที่ได้ชื่อว่าเป็น “ถุงเงิน” ของทหาร ทั้ง สำนักงบประมาณกลาโหม และ ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้อย่างที่เคยลั่นวาจาเอาไว้...เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

เมื่อนับรวมกับ “ถุงเงิน-หลัก” ในซีกของรัฐบาล ผ่านโครงการเมกกะโปรเจ็กต์ต่างๆ แล้ว ก็ต้องถือว่า...เม็ดเงินที่ “ไอ้โม่ง” คนนี้...มีถือในมือสูงมากๆ
รวมๆ กันไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2551 (1 ต.ค.50 – 30 ก.ย.51) ที่ตั้งวงเงินเอาไว้ 1.66 ล้านล้านบาทคิดสะระตะแล้ว ก็ราวๆ 4 แสนล้านเศษน้อยซะทีไหนกัน???แม้ว่า…ระยะทางของงบประมาณฯปี 51 จะผ่านมาเกือบถึงครึ่งทางแล้วก็ตาม

แต่ก็ยังมีงบประมาณฯปี 52 (1 ต.ค.51 – 30 ก.ย.50) เต็มๆ ปี ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในระดับ 2 ล้านล้านบาท รอให้จัดสรรอยู่ในมืออีก คงจะเหมือนกับงบประมาณฯปีต่อๆ ไปนั่นแหละ ตราบเท่า “ไอ้โม่ง” คนนี้...ยังคงสร้างสัดส่วนรายได้ 6 : 2 : 2 อยู่ เชื่อว่า...ถุงเงิน ทั้งของรัฐบาล และทหาร คงไม่พ้นการเข้ามา “ล้วงลูก” ของคนๆ นี้

แต่ก็นั่นแหละ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล และไม่ว่ารัฐบาลนั้น จะมาจากปลายกระบอกปืน หรือเสียงของประชาชน...ผ่านการเลือกตั้ง ก็ล้วนต้องเข้ามายึดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ “ถุงเงิน” แทบทั้งสิ้น!!!รัฐบาล ภายใต้การดูแลของ คมช. ยุค พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นใหญ่ ก็ได้ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม และ พล.อ.เหมรัฐ ขำนิล ดูแล “ถุงเงิน” ของกองทัพ ให้

แปลกอะไร!!! หาก รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เป็น “นายทหารคู่ใจ” หอบหิ้วไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ทั้งในและต่างประเทศ

จะมี พล.อ.รังสาทย์ แช่มเชื้อ และ พล.ท.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ คอยดูแล ดูแล “ถุงเงิน” ของกองทัพ ให้บ้างสำหรับ พล.อ.รังสาทย์ แช่มเชื้อ คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการทหารอาจไม่รู้จักว่า “เป็นใครมาจากใหน??” จู่ๆ ก็มานั่งคุมงบประมาณกลาโหมนับแสนๆล้านได้ยังๆไง??

พล.อ.รังสาทย์ แช่มเชื้อ เป็นนักเตรียมทหาร รุ่น 10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดาแต่ชื่อ “รังสาทย์ แช่มเชื้อ” คงเรียกยากหรือเขียนยาก เพื่อนๆ เลยเรียกเขาว่า “ลองกอง”“ลองกอง” จึงหลายเป็นนิกเนมถาวรของ “รังสาทย์” ไปโดยปริยาย.....สำหรับ “ไอ้โม่ง” ผู้มีบทบาทสำคัญต่อการเข้ามายึด “ถุงเงิน” ของทหารครั้งนี้

ถือว่า...ประสบความสำเร็จอย่างสูงทีเดียว เพราะทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาต้องการแน่นอน...ขนาดกองทัพที่ว่าแกร่งทั่วแผ่นดิน และเพิ่งจะผ่านพ้นยุคของ คมช.มาหมาดๆ ยังไม่คณามือของ “ไอ้โม่ง” รายนี้ประสาอะไรกับ “ถุงเงิน” ของรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช เล่า!!!


ตท.10 ผงาด!!

โผโยกย้ายนายทหารกลางปี ช่วง เม.ย.นี้ ถูกจับตามองว่า...เป็นการกลับมาของ เตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) เพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้กลับมาโลดแล่นในกองทัพไทยอีกครั้ง หลังแกนนำหลายคน “เด้ง” เข้ากรุ ทั้งก่อนและหลังการปฏิวัติ 19 ก.ย. 2549 ก่อนที่โผจะออกมาอย่างเป็นทางการ มีกระแสข่าวมาตลอดว่า ตท.10 จะกลับมาใหญ่อีกครั้ง แล้วก็ไม่ได้ไกลจากที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์

นั้นคือ ตท.10 กลับมาผงาดอีกครั้ง!!!สำหรับ ตท. 10 เพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ได้รับกาพิจารณาเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ที่น่าจับตามอง ก็คือ พล.อ.ท.สุเมธ์ โพธิ์มณี ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ. เป็น หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำรมว.กลาโหม (อัตราพลเอก)

พล.ต.พฤณฑ์ สุวรรณทัต อดีตผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) พล.ต. มนัส เปาริก อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 และ พล.อ.ต. พงษ์ธร บัวทรัพย์ อดีตเจ้ากรมสรรพาวุธทหารอากาศ เป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำรมว.กลาโหม (อัตราพลโท) พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ ซึ่งมีความขัดแย้งกับ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ถูกเด้งมาเป็นที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัด

กระทรวงกลาโหม และพล.ต. เรืองศักดิ์ ทองดี อดีตผู้บัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (ผบ.ปตอ.) เป็นที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (อัตราพล.ท.) พล.ท. ชูชัย บุญย้อย ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษบก.ทหารสูงสุด ขยับขึ้นเป็น ผบ.ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ(ผบ.ศรภ.) แทน พล.ท. ชวลิต จารุจินดา นายทหารคนใกล้ชิด พล.อ.วินัย ที่ถูกเด้งไปนั่งรอง ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (รอง ผบ.นทพ.)

สำหรับในส่วนกองทัพบกได้ปรับย้ายนายทหารคนใกล้ชิดกับ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธาน คมช. เข้ากรุ คือ พล.ท.สุนัย สัปปัตตะวนิช ผู้บัญชาการหน่วยสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) เป็นที่ปรึกษากองทัพบก โดยโยกเอา พล.ท. ภุชงค์ รัตนวรรณ จเรทหาร ขึ้นเป็น ผบ.นสศ.
ส่วน พล.ท. พิรุณ แผ้วพลสง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ บก.ทหารสูงสุด ข้ามมาเป็นรองเสธ.ทบ. พล.ท. กิตติทัศน์ บำเหน็จพันธุ์ ผอ.ททบ.5 เป็น เจ้ากรมการทหารสื่อสาร พล.ต. สหชาติ พิพิธกุล เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎ

ส่วนกองทัพเรือที่เป็น ตท.10 ได้มีการขยับ คือ พล.ร.ท. วัลลภ เกิดผล ผบ.โรงเรียนนายเรือ เป็นที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (อัตรา พล.อ.) พร้อมกับ พล.ร.ท. รพล คำคล้าย ผู้ช่วย เสธ.ทร.ฝ่ายยุทธการ เป็นรองเสธ.ทร. พล.ร.ท. นิพนธ์ จักษุดุลย์ เป็นที่ปรึกษากองทัพเรือ (อัตราพล.ร.อ.)
พล.ร.ท. ชัยวัฒน์ พุกกะรัตน์ เป็นผู้บัญชาการกองเรือภาคที่ 1 กองเรือยุทธการ ส่วนกองทัพอากาศ พล.อ.ท.หม่อมหลวง สุทธิรัตน์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา ปลัดบัญชี ทอ. ซึ่งเป็นบิดาของ “น้องนุ๊ก” สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ขึ้นเป็น ผบ.กองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ

นอกจากนี้ นายทหารที่มีการปรับย้ายตำแหน่งสำคัญในกองบัญชาการทหารสูงสุด อาทิ พล.ท. เสถียร เพิ่มทองอินทร์ รอง ผบ.นทพ.เป็น ผบ.นทพ. แทน พล.อ. เหมรัฐ ขำนิล (ตท.9) ซึ่งเป็นนายทหารใกล้ชิดกับ พล.อ. บุญรอด สมทัศน์ อดีตรมว.กลาโหม ที่ถูกเด้งเข้ากรุเป็นที่ปรึกษาพิเศษ บก.ทหารสูงสุด พล.ต. สุรพันธ์ วงษ์ไทย เป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาทหาร พล.ต. สุรัตน์ วรรักษ์ เป็นเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร

กองทัพบก พล.ท. บดินทร์ ลักษมีวาสิน รองเสธ.ทบ. เป็นที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก พล.ท. อารักษ์ ประภาพันธ์ เจ้ากรมการทหารสื่อสาร เป็นที่ปรึกษาพิเศษ ทบ. พล.ต. อดุล อุบล รองเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก เป็น เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก พล.ต. ชาย วงคำษา รองแม่ทัพภาคที่ 1

และพล.ต. จิระพันธ์ เกษมศานติ์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นรองหัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสธ.ประจำผู้บังคับบัญชา พล.ต. คณิต สาพิทักษ์ ผบ.พล.ร.2 รอ. เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต. โฆษิต สมุทรผ่อง ผบ.กองพลพัฒนาที่ 4 ขยับขึ้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต. ไตรรัตน์ รังคะรัตน์ รอง ผอ.ททบ.5 เป็น ผบ.ศูนย์การทหารม้า และพ.อ.วลิต โรจนภักดี รองผบ.พล.ร.2 รอ.เป็น ผบ.พล.ร.2 รอ.

สำหรับกองทัพอากาศซึ่งมีตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ทอ.ว่างลง เนื่องจาก พล.อ.อาคม กาญจนหิรัญ ลาออกไปเป็น ส.ว. ปรากฏว่า พล.อ.อ.ชลิต ได้ขยับเอา พล.อ.อ. พุฑฒิ มังคละพฤกษ์ ผบ.กองบัญชาการยุทธทางอากาศ (ผบ.บยอ.) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นมงฟอร์ต กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ทอ. และให้ พล.อ.อ. คณาพันธุ์ สงวนสัตย์ เป็น ผบ.กองบัญชาการยุทธทางอากาศ นอกจากนี้ พล.อ.ต. ระพีพัฒน์ หลาบเลิศบุญ ผู้บังคับทหารอากาศดอนเมือง (ผบ.ดม.) ขยับขึ้นเป็น ผบ.หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน (ผบ.อย.) โดยเอา พล.อ.ต.

อานนท์ จารยะพันธุ์ เสธ.กรมควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ (คปอ.) เป็น ผบ.ดม.ทั้งนี้ พล.อ. อนุพงษ์ ยังขยับน้องชาย พล.ต. ธนดล เผ่าจินดา เสธ.หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง (เสธ.นสร.) ขึ้นเป็นรอง ผบ.นสร. เพื่อเตรียมจ่อเก้าอี้ ผบ.นสร.ในเดือนตุลาคมนี้ นอกจากนี้ พ.อ.ธัญญพรหม อัศวจินดา ซึ่งเป็นนายทหารคนสนิทของ พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม ขยับมานั่งผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสธ.ประจำรองปลัดกระทรวงกลาโหม (อัตรา พล.ต.)

สำหรับรายชื่อนายพลหญิงใหม่ของกองทัพมีทั้งหมด 12 คน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 6 คน คือ น.อ. หญิง วิชชุดา พิชญาภรณ์ เป็นผู้ชำนาญการกรมการเงินกลาโหม พ.อ.หญิง พูลศรี รัศมี พ.อ.หญิง หิรัญญา เพ็ญกิตติ พ.อ.หญิง ศรีสรัณย์ ธีรธำรง พ.อ.หญิง สุวาณี ศรีวิไลทนต์ และ พ.อ.หญิง เอี่ยมทิพย์ สิมารักษ์ เป็น ผู้ชำนาญการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
ส่วนกองบัญชาการกองทัพไทย มี 1 คน คือ น.อ. หญิง สุรัชฎา ชลออยู่ เป็นผู้ชำนาญการกองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบกมี 2 คน คือ พ.อ.หญิง ศิริรัตน์ บุญรอด และพ.อ.หญิง วราภรณ์ ทวีวุฒิทรัพย์ เป็นผู้ชำนาญการกองทัพบก และกองทัพอากาศ มี 3 คน คือ น.อ. หญิง วันเพ็ญ โพธิสุวรรณ น.อ. หญิง วีร์นะ ตระกูลฮุน และน.อ. หญิง กาญจนา เชื้อทอง เป็นผู้ชำนาญการกองทัพอากาศ.


พณ.ร่วมมือกับห้างค้าปลีกของฝรั่งเศส นำผลไม้ 6 ชนิด กล้วยไม้ สินค้าโอทอป ไปจำหน่ายในนิทรรศการอาหาร


กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับห้างค้าปลีกบิ๊กซีของฝรั่งเศส เตรียมนำผลไม้ 6 ชนิด กล้วยไม้ สินค้าโอทอป และอาหารฮาราล ส่งออกไปจำหน่ายในนิทรรศการอาหาร “สบาย สบาย” ที่กระจายอยู่ในเครือข่ายห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ดังกล่าวถึง 8,000 สาขา

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเจรจาหารือร่วมกับนายฌอง เปรโว ที่ปรึกษาประธานกลุ่มห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือบิ๊กซีของฝรั่งเศสนั้น ได้สรุปผลความร่วมมือระหว่างกัน โดยห้างค้าปลีกขนาดใหญ่หรือบิ๊กซีของฝรั่งเศสนั้น พร้อมสนับสนุนนำผลไม้ไทย 6 ขนิด ได้แก่ มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ ลองกอง เงาะ ทุเรียน รวมทั้งกล้วยไม้ และสินค้าโอทอป ออกกระจายจำหน่ายไปยังเครือข่ายสาขาทั้งหมดถึง 8,000 สาขา โดยในส่วนของผลไม้ลำไยและมังคุดนั้น คาดว่าจะส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 60,000 และ 100,000 ตัน ตามลำดับ นอกจากนี้ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่หรือบิ๊กซีดังกล่าวยังเตรียมพร้อมจัดนิทรรศการนำผลไม้และอาหารไทยเข้าไปจัดจำหน่ายโดยใช้ชื่อ " สบาย สบาย " โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้กำชับให้การจำหน่ายผลไม้ไทยนั้น จะต้องใช้ชื่อเรียกที่ทับศัพท์กับภาษาไทยและยังจะมีการนำอาหารฮาราลหรืออาหารอิสลามของไทยเข้าไปจำหน่ายในนิทรรศการที่ฝรั่งเศสจะจัดขึ้นในครั้งนี้

สำหรับการส่งออกสินค้าผลไม้ของไทยไปจำหน่ายยังฝรั่งเศสนั้น นายมิ่งขวัญ กล่าวด้วยว่า จะใช้สายการบินของไทยลำเลียงสินค้าเพื่อส่งออก ทั้งนี้ หากสินค้ามีจำนวนมาก ก็อาจเปิดให้สายการบินพาณิชย์ต่าง ๆ เข้ามาช่วยดำเนินการได้ ตามที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม ได้เตรียมพร้อมให้สายการบินในประเทศของไทยขยายธุรกิจและหันมาดูแลในเรื่องของโลจิสติกส์ได้มากขึ้น


โผโยกย้ายทหารกลางปี พล.ท.ภุชงค์ คุม นสศ.

กรุงเทพฯ 20 มี.ค. - โผโยกย้ายทหารกลางปีเป็นไปตามคาด ในส่วนของ 5 เสือ ทบ. ไม่มีเปลี่ยนแปลง ขณะที่เตรียมทหาร 10 รุ่นเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรี พ้นกรุหลายคน และผงาดคุม นสศ.แทน ส่วนกองทัพอากาศได้ “พล.อ.อ.พุฑฒิ มังคละพฤกษ์” เป็น ผช.ผบ.ทอ.คนใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารรับราชการ จำนวน 383 นาย โดยมีตำแหน่งที่เด่น ๆ อาทิ กระทรวงกลาโหม พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม เป็นประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม

สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ (ตท.10) เป็นที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ท.สุเมธ โพธิ์มณี ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน (ตท.10) เป็นหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม พล.ต.มนัส เปาริก ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 (ตท.10) และ พล.ต.พฤณฑ์ สุวรรณทัต ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม อดีต ผบ.พล.1 รอ. เป็นผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.เหมรัฐ ขำนิล ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการทหารสูงสุด โดยมี พล.ท.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นผู้บัญชาการแทน พล.ท.พลางกูร กล้าหาญ เจ้ากรมกิจการพลเรือน เป็นที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการทหารสูงสุด

กองทัพบก พล.ท.สุนัย สัมปัตตะวนิช ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) เป็นที่ปรึกษากองทัพบก โดยมี พล.ท.ภุชงค์ รัตนวรรณ จเรทหาร (ตท.10) เป็นผู้บัญชาการ นสศ. พล.ท.พิรุณ แผ้วพลสง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการทหารสูงสุด (ตท.10) เป็นรองเสนาธิการทหารบก พล.ท.กิตติทัศน์ บำเหน็จพันธุ์ ที่ปรึกษากองทัพบก (ตท.10) เป็นเจ้ากรมทหารสื่อสาร พล.ท.พิชษณุ ปุจฉาการ ผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตโฆษกกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก พล.ต.คณิต สาพิทักษ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 1 รอ. เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.โฆษิต สมุทรผ่อง ผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ 4 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4

กองทัพเรือ พล.ร.ต.ฉลอง พัฒนโสภณ รองเจ้ากรมอู่ทหารเรือฝ่ายบริหาร เป็นรองผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ส่วนกองทัพอากาศ พล.อ.อ.พุฑฒิ มังคละพฤกษ์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการยุทธทางอากาศ เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.อ.อ.คณาพันธุ์ สงวนสัตย์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทางอากาศ เป็นผู้บัญชาการกองบัญชาการยุทธทางอากาศ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนประเทศสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ วันนี้ (20 มี.ค.) ปฏิเสธว่า ไม่เคยพูดว่าจะให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 3 ปี พูดเพียงว่า ดูตามอายุของ พล.อ.อนุพงษ์ ยังเหลือเวลาราชการ 3 ปี ก็พูดเท่านั้น และว่า “การที่บอกว่าจะให้อยู่ 3 ปี หมายความว่าอย่างไร แปลว่าจะให้ทุกคนอยู่ปีเดียวและเปลี่ยนใหม่หรือ ถึงมาถามอย่างนี้” - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-20 20:17:32

ที่ประชุม ก.ต.ได้ผลการเลือกตั้งแล้ว เตรียมประชุมนัดแรก 31 มี.ค.

สนง.ศาลยุติธรรม ถ.รัชดาฯ 20 มี.ค.- “พิชิต คำแฝง” “วัฒนชัย โชติชูตระกูล” รองประธานศาลฎีกา องค์คณะคดีทุจริตที่ดินรัชดา ชนะใจตุลาการเลือก เป็น ก.ต.ศาลสูง ประชุมนัดแรก 31 มี.ค.นี้ ส่วนกรณี “จรัญ-สุนัย ขอกลับศาล ต้องผ่านขั้นตอนตรวจคุณสมบัติก่อน

นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม แถลงผลการนับคะแนนเลือกตั้งกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งสรุปผลการนับคะแนน ดังนี้ ชั้นฎีกา จำนวน 6 คน ลำดับที่ 1 นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ได้ 72 คะแนน ลำดับที่ 2 นายศุภชัย สมเจริญ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้ 72 คะแนน ลำดับที่ 3 นายพิชิต คำแฝง รองประธานศาลฎีกา ได้ 66 คะแนน ลำดับที่ 4 นายวัฒนชัย โชติชูตระกูล รองประธานศาลฎีกา ได้ 64 คะแนน ลำดับที่ 5 นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา ผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้ 55 คะแนน ลำดับที่ 6 นายศิริชัย จิระบุญศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ได้ 53 คะแนน

ชั้นอุทธรณ์ จำนวน 4 คน ลำดับที่ 1 นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้ 162 คะแนน ลำดับที่ 2 นายพงษ์เทพ ศิริพงษ์ติกานนท์ ประธานศาลอุทธรณ์ ได้ 160 คะแนน ลำดับที่ 3 นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ 143 คะแนน ลำดับที่ 4 นายบวร กุลทนันท์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้ 143 คะแนน

ชั้นต้น จำนวน 2 คน ลำดับที่ 1 นายมานิตย์ สุขอนันต์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 ได้ 533 คะแนน ลำดับที่ 2 นายธนรัตน์ ทั่งทอง เลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ 532 คะแนน โดยมีผู้พิพากษาส่งบัตรลงคะแนนกลับเข้ามาทั้งหมด 2,721 ใบ จากผู้มีสิทธิ 3,681 คน คิดเป็นร้อยละ 72 ทั้งนี้สำหรับ กรรมการบริหารศาลยุติธรรม (กบศ.) 3 คน ที่ได้รับเลือกเป็น ก.ต. คือนายประทีป เฉลิมภัทรกุล ,นายวัฒนชัย โชติชูตระกูล และนายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ซึ่งลาออกจาก ตำแหน่งใน กบศ. แล้ว เนื่องจากกฎหมายห้ามดำรงตำแหน่งพร้อมกัน ขั้นตอนต่อจากนี้จะเสนอให้ นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา ลงนามผลการเลือกตั้งทั้งหมด ก่อนส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

นายสราวุธ กล่าวว่า คณะกรรมการ ก.ต.ชุดใหม่ จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมครั้งแรก วันที่ 31 มีนาคมนี้ ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ยังขาด ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิจากวุฒิสภาอีก 2 คน ซึ่งจะคัดเลือก ก.ต.จากบุคคลภายนอกอีก 2 คน ในวันที่ 21 มีนาคมนี้

เมื่อถามว่า ในการประชุม ก.ต.ชุดใหม่จะมีวาระพิจารณาเรื่องการขอโอนย้ายกลับศาลยุติธรรม ของ นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม และนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ช่วยราชการรักษาการเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) หรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญใหม่ การประชุม กต. หากยังขาด กต.ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก 2 คน จะพิจารณาได้เฉพาะเรื่องจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น ซึ่งขั้นตอนในการกลับเข้ารับราชการของข้าราชการตุลาการโดยปกติ เมื่อมีการยื่นคำร้องขอ ก็จะมีขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติ เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วจึงจะเสนอให้ ก.ต.พิจารณา ซึ่งขณะนี้เรื่องของทั้ง 2 ท่านยังอยู่ระหว่างขั้นตอนดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายพิชิต คำแฝง และนายวัฒนชัย โชติชูตระกูล ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็น ก.ต.ชั้นศาลฎีกาในวันนี้ (20 มี.ค.) เป็น 2 ใน 9 องค์คณะผู้พากษาในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดา ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ตกเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกด้วย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-20 20:09:12

นายกรัฐมนตรีเน้นความร่วมมือไทย-สิงคโปร์

รัฐมนตรีอาวุโสสิงคโปร์ สอบถามถึงพระพลานามัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขณะที่นายกรัฐมนตรีของไทย เน้นย้ำความร่วมมือที่ใกล้ชิดกันของประเทศสมาชิกที่จะทำให้อาเซียนก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-03-20 19:25:43


นายกฯ สมัคร ตอบกระทู้เรื่องไฟใต้

นายกรัฐมนตรี ยืนยัน จะเป็นผู้รับผิดชอบการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้เอง แต่ไม่สามารถเปิดเผยยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาไฟใต้ต่อสาธารณะได้ ย้ำการแก้ปัญหาใต้ของรัฐบาลนี้
ไม่ได้เดินตามรอยของรัฐบาลทักษิณ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรี เรื่องการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา เพราะขณะนี้ประชาชนเกิดความสับสนว่าผู้รับผิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายกรัฐมนตรี หรือกองทัพ

นอกจากนี้ยังถามถึงยุทธศาสตร์และนโยบายในการแก้ไขปัญหาภาคใต้จะยึดถือตามแนวนโยบายของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรหรือไม่ รวมทั้งขอความชัดเจนเรื่องเวลาในการแก้ไขปัญหาด้วย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียืนยัน ว่าการแก้ปัญหาภาคใต้เป็นความรับผิดชอบของตนเอง

ส่วนยุทธศาสตร์และนโยบายการแก้ไขปัญหาไม่เคยบอกว่าจะนำนโยบายสมัยรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณมาแก้ไขปัญหาภาคใต้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรูปแบบการดำเนินการได้ เพราะเกรงว่าจะทำให้ผู้ก่อความไม่สงบรู้แนวทางการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามไม่ต้องการพูดถึงเรื่องเงื่อนเวลา แต่พร้อมที่จะชี้แจงความคืบหน้าต่อรัฐสภา ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาภาคใต้นั้น ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่หากเรียบร้อยแล้วจะเสนอต่อที่ประชุมสภา “ยืนยันกับประชาชนทุกอย่างรู้ว่าใครทำอะไรอย่างไร และผู้รับผิดชอบทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองดี ขอไม่เปิดเผยเกรงว่าผู้ก่อการร้ายจะรู้แนวทาง” นายสมัครกล่าว

ขณะที่นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรี เรื่องการโยกย้ายข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการในพื้นที่ภาคใต้เป็นการแก้แค้นทางการเมืองใช่หรือไม่ โดยเฉพาะการโยกย้ายพล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลให้ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้ายะลา โดยนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ก่อนที่พรรคพลังชนจะเป็นรัฐบาล เคยมีการโยกย้ายข้าราชการตำรวจดังกล่าวไปช่วยราชการในพื้นที่ภาคใต้แล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ อย่างไรก็ตามยอมรับจะยังมีการโยกย้ายข้าราชการอีกจำนวนมากในวันที่ 2 เมษายนนี้ (20/03/51)


ยุบไม่ยุบ [21 มี.ค. 51 - 17:07]

น่าจะเป็นว่ายังไม่กล้าตัดสินใจชี้ขาดยุบหรือไม่ยุบพรรคการเมืองของ กกต.แม้จะขึ้นเขียงรออยู่อย่างพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยแล้วก็ตาม ความจริงแล้วที่ผ่านมาพอเรื่องส่งมาจากอนุกรรมการฯตัดสินใจอย่างไรก็ตาม กกต.ชุดใหญ่จะนำมาพิจารณาแล้วตัดสินทันที

แต่ปรากฏว่าเรื่องนี้ได้ขอเวลาให้ที่ปรึกษากฎหมายพิจารณาก่อน 15 วัน แล้วค่อยมาชี้ขาดกันอีกที นัยว่ายังข้องใจข้อกฎหมาย แม้ว่าผลการชี้ขาดของอนุกรรมการฯจะแบออกมาพรรคไม่ผิด คนผิดด้วยมติ 4 ต่อ 0 มาแล้ว

หากตัดสินใจตามข้อชี้ขาดและมุมกฎหมายก็หมายถึงว่าไม่มีการยุบพรรค ผู้สมัครทำผิดเป็นเรื่องส่วนบุคคล พรรคไม่ต้องรับผิดชอบ แต่แน่นอนว่าในมุมของ กกต.บางท่านอาจจะเห็นว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับพรรคเพราะผู้สมัครเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย

การตัดสินใจให้ที่ปรึกษาฯพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก็คงเพราะแรงกดดันต่างๆที่ถาโถมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมิใช่แค่ภายนอกเท่านั้น

แม้แต่ใน กกต.ด้วยกันเองก็ยังจะแตกเป็นเสี่ยงอยู่แล้ว อย่างน้อยก็มี 2 คน จาก 5 คน ยืนอยู่ฝ่ายหนึ่ง แรกๆก็แตกความเห็นที่เป็นข้อกฎหมาย แต่ถึงวันนี้กลายเป็นว่า 3 คน ไปทางไหน อีก 2 คน ก็จะไปตรงกันข้าม ดังนั้น จากนี้ไปการลงมติใดๆจึงไม่ใช่ง่าย

กลายเป็นว่ายืนอยู่คนละข้างไปเสียฉิบ

ประเด็นหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือสังคมไทยวันนี้ยังเป็นคู่ ความขัดแย้งที่พร้อมเผชิญหน้าตลอดเวลาในความจริง ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นมันอยู่ที่รัฐบาลมากกว่า ที่ว่าอย่างนั้นก็เพราะยังมุ่งที่จะ “เช็กบิล” ทุกรูปแบบ

เป้าหมายสำคัญก็คือการยึดกุมอำนาจรัฐ 100%

อีกเป้าก็คือการคืบคลานไปสู่คดีความต่างๆ

ดังนั้น องคาพยพต่างๆมันจึงเกิดปัญหาขัดแย้งอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายข้าราชการที่ส่วนใหญ่เพื่อเป้าหมายนี้เป็นการเฉพาะ ก็ต้องเกิดปฏิกิริยาต่อต้านคัดค้านแน่นอน เพราะต่างฝ่ายต่างรู้เท่าทันกัน

นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นซึ่งต่อไปน่าจะเข้มข้นขึ้น ชัดเจนขึ้น คตส.ที่ทำคดีทุจริตต่างๆกำลังเริ่มจะถูกท้าทายอย่างยิ่ง

สุดท้ายอาจจะถึงขั้นออกกฎหมายล้ม คตส.ได้เพราะมาจากเผด็จการ หาก คตส.มีที่มาแบบนี้อาจจะเป็นแบบว่าทุกอย่างจะเป็นโมฆะไปเลย

คดีความต่างๆก็จบ อยู่ที่ว่าจะกล้าทำหรือไม่?

แต่ที่จะไม่จบก็คือการเมืองที่จะต้องตึงเครียด และ อาจนำไปสู่การต่อต้านที่รุนแรงได้ เพราะรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่เบาเตรียมพร้อมลุยให้แตกหักอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี แรงกดดันต่อ กกต.นั้น มันจะเกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องคดีความแน่ เนื่องจากมีคดีที่ต่อเนื่องและ กกต.ต้องชี้ขาดนับแต่เรื่องของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนฯที่อาจผูกพันถึงการยุบพรรคได้ และกรณีของพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยก็คือต้นแบบ

และยังมีเรื่อง “นอมินี” อีกเรื่องที่กำลังการตัดสิน นั่นก็เข้าข่ายยุบพรรคเช่นกัน

แม้แต่ใน กกต.บางท่านยังพูดถึงเรื่องรัฐศาสตร์ เพราะเห็นว่าหากยุบพรรคก็จะเกิดปัญหาทางการเมือง วุ่นวาย ยุ่งยาก และอาจจะทำให้รัฐบาลเกิดปัญหา

แต่ไม่ได้พูดเลยไปถึงว่าหากยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยมันก็จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญ และมีผลต่อพรรคพลังประชาชนอย่างแน่นอน ในกรณีของนายยงยุทธเพราะเมื่อผู้สมัครของ 2 พรรค ถูกใบแดงและมีคำสั่งยุบพรรค เนื่องจากผู้สมัครที่กระทำผิดดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคด้วย

“ปริศนา” มันน่าจะอยู่ตรงนี้มากกว่า.

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย

กฎหมายกับความจริง [21 มี.ค. 51 - 17:10]

ความจริงที่ผมได้เล่าค้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานเกี่ยวกับเรื่อง คดีภาษีของคุณบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ที่จะต้องอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นธรรม ทิ้งท้ายเอาไว้ในประเด็นข้อกฎหมายที่ใช้ดำเนินการและมีการนำเรื่อง ของอายุความมาเป็นประเด็น

โดยที่ คตส.อ้างกฎหมายประมวลรัษฎากร มาตรา 18 ดังกล่าว เป็นการตรวจสอบภาษีตามบัญชีที่ยื่นตามปกติ แต่กรณีที่เกิดขึ้นกับคุณบรรณพจน์ ซึ่ง กกต.อ้างว่าต้องมีการเสียภาษีเพิ่มเติมนั้น เป็นการเรียกเก็บภาษีเพิ่มในกรณีพิเศษ นอกเหนือจากแบบการแสดงภาษีที่ คตส.คาดคั้นเอาจากกรณีการโอนหุ้น

ต้องเท้าความไปนิด ตามที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้โอนหุ้น ส่วนหนึ่งให้กับคุณบรรณพจน์ ซึ่งในฐานะพี่กับน้อง เป็นการโอนทรัพย์ให้โดยเสน่หา ซึ่งเป็นพฤติกรรมโดยทั่วไปของสังคมไทย ใครจะยกทรัพย์สินมรดกให้ใครในเครือญาติก็เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องนี้กฎหมายได้กำหนดขั้นตอนต่างๆเอาไว้ชัดเจน ส่วนประโยชน์จะงอกเงยอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง

ไม่เกี่ยวกับการโอนหุ้นจากซื้อขายหุ้นทั่วๆไป

ดังนั้นเมื่อเป็นการตรวจสอบการเสียภาษ ีเพิ่มเติมจากรายการปกติก็จะต้องใช้อำนาจการประเมินภาษีตามมาตรา 19 เป็นการยื่นแบบไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง หรือเรียกสั้นๆว่าการประเมินนอกแบบ และต้องออกหมายเรียกผู้เสียภาษีมาคุยกันก่อน กรมสรรพากรไม่มีอำนาจที่จะประเมินภาษีตามอำเภอใจได้

ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า การที่จะออกคำสั่งตามมาตรา 19 ได้นั้น จะต้องดำเนินการภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ยื่นรายการ แม้ข้อกฎหมายจะเปิดช่องให้มีการขยายกรอบเวลา ในการออกหมายเรียกเพิ่มเติมได้ ก็ต้องไม่เกิน 5 ปี นับตั้งแต่วันยื่นรายการ

ความจริงอยู่ตรงที่ว่า คตส.จะต้องใช้มาตรา 19 ดำเนินการกับคุณบรรณพจน์ เพราะเป็นการประเมินภาษีนอกแบบรายการที่ยืนเป็นปกติ แต่เมื่อมีปัญหาเรื่องของอายุความในการออกหมายเรียก คตส.จึงเลี่ยงมาใช้มาตรา 18 แทน

เป็นการใช้กฎหมายขัดกับข้อเท็จจริง

กรณีนี้เมื่อคุณบรรณพจน์หลุดภาระภาษี คือไม่ต้องเสียภาษีจำนวนดังกล่าว คตส.ก็จะมาอ้างประเด็นเรื่องของอายุความ ฟังดูทะแม่งชอบกล ดำเนินการผิดฝาผิดตัวและบิดเบือนตั้งแต่ต้นจนจบ

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงเจตนาของ คตส.ได้หลายสถาน จะบิดเบือนกฎหมายอย่างไรเป็นอีกเรื่อง คำถามก็คือ คตส.เองมีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้แค่ไหน มีเจตนาที่บริสุทธิ์ในการตรวจสอบหรือไม่ ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษียืนยันมาแล้วก็ไม่ฟัง ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในการร่วมกระทำความผิดไปฉิบ

ยังมีรายละเอียดอีกหลายขั้นตอน กรรมการชุดไหนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่มีผลสรุปออกมา ตามธงที่ฟันกันไว้แล้ว ก็มีการเปลี่ยนตัวกรรมการใหม่

ความน่าสนใจในการทำหน้าที่ของ คตส.ที่เป็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายยังมีอีกหลายกรณีที่ผมได้รับเอกสาร และเรื่องร้องขอความ เป็นธรรมมา จึงอยากทิ้งท้ายเอาไว้ว่า บ้านเมืองจะต้องมีขื่อมีแป อย่ามั่ว.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

กล้ามั้ย? [21 มี.ค. 51 - 17:23]

กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์ แม้แต่คนเจ็บป่วยที่กำลังนอนพะงาบๆถ้ามีกำลังใจดี มีลูกฮึดที่จะต่อสู้ยื้อชีวิต

ก็ยังสามารถเอาชนะโรคภัย ฟื้นตัวหายป่วยลุกขึ้นมาเดินปร๋อได้เหมือนกัน

ฉันใดก็ฉันนั้น จากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ กำลังคุโชนขึ้นมาอีกระลอก

หลังจากเครือข่ายก่อการร้ายเปิดปฏิบัติ การ “ลองของ” รัฐบาลชุดใหม่ ใช้คาร์บอมบ์ ถล่มโรงแรมซีเอส ปัตตานี

พร้อมๆกับเหตุการณ์ใช้แผนคาร์บอมบ์ ถล่มเป้าหมายในพื้นที่จังหวัดยะลา แต่เดชะบุญ เวรกรรมมันติดจรวด โจรร้ายโดนระเบิดตายเองระหว่างทาง

ตามมาด้วยการใช้แผนอุบาทว์เผาโรง-เรียน วางระเบิดเล่นงานเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ดักยิงรถลำเลียงคนเจ็บส่งโรงพยาบาล

รวมไปถึงเปิดยุทธการหมาลอบกัด บึมบอมบ์ถล่ม ล่าสังหารตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ไม่เว้นแต่ละวัน

ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้ บริสุทธิ์เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บสาหัสนับไม่ถ้วน

โหดร้าย อำมหิต ผิดมนุษย์มนา!!!

แม้เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ จะมีแผนกดดัน ตรวจค้นเป้าหมาย ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ของขบวนการโจรใต้อย่างต่อเนื่อง

แต่ปฏิบัติการเหี้ยม (ม้าเผ่น) ของเครือข่ายโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ก็เพิ่มดีกรี ทวีความรุนแรงมากขึ้น

ในสถานการณ์เช่นนี้ เรื่องขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมไปถึงขวัญกำลังใจของประชาชนที่อิงอยู่กับฝ่ายรัฐ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ดังนั้น การที่ “น้าหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มีบัญชาให้ “น้าเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย

ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน และการบำบัดทุกข์บำรุง สุขของพี่น้องประชาชนโดยตรง ลงไปดูแลเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส

เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด ตรงสเปก ตรงสายงาน!!!

ซึ่งความจริงแล้ว รมว.มหาดไทยควรจะต้องลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ตั้งแต่วันแรกๆที่เข้ารับตำแหน่งซะด้วยซ้ำ

แต่ถึงจะช้าไปบ้าง ก็ยังไม่สายเกินเพล เพราะการลงพื้นที่ของ “น้าเหลิม” ในครั้งนี้จะได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร โดยเฉพาะข้าราชการฝ่ายปกครองที่เป็นลูกน้องสายตรง

พูดง่ายๆ ถ้าลงพื้นที่อย่างจริงจัง คงได้ซึมซับ รับรู้ปัญหา แบบถึงกึ๋น!!!

สามารถเก็บข้อมูลมาปรับปรุงแผนดับไฟใต้ของรัฐบาล และการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ที่สำคัญ เมื่อผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เห็น รมว.มหาดไทยลงไปดูแลปัญหาด้วยตัวเองก็จะมีขวัญกำลังใจ ไม่เกิดความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง

มีแรงฮึดที่จะทำงานในสถานการณ์เสี่ยงอันตรายต่อไป

แต่ถ้าจะให้แหล่มกว่านี้ งวดหน้า “น้าหมัก” ในฐานะผู้นำรัฐบาลนั่งควบ รมว.กลาโหม รับผิดชอบด้านความมั่นคง

ควรจัดโปรแกรมลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตรวจราชการ เยี่ยมเยียน สร้างขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ด้วยตัวเอง

แรงฮึดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติคงเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

หรือถ้า “น้าหมัก” จะไปทำรายการ “ยกโขยงหกโมงเช้า” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อช่วยสร้างภาพพจน์ ดึงดูดการท่องเที่ยว ก็ดูดี ดูเก๋ ไปอีกแบบนะโยม

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า จะกล้าเสี่ยงรึเปล่า???

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว