ถ้า..คำตอบของสงครามใต้..คือ การแบ่งแยกประเทศไทย..สถาปนาประเทศใหม่อย่างที่หวาดวิตกกันถ้า..ยังไม่มีคำตอบสักอย่าง..เราก็ต้อง..เชื่อไว้สักอย่าง..เป็นหนทางวิเคราะห์..เพื่อการแก้ไข..
เชื่อกันว่า..มันคือสงครามสร้างประเทศใหม่ โดยใช้ศาสนาและภาษาเป็นเงื่อนไขสงคราม..มันก็ไม่ต่างระหว่างอเมริกันที่พูดภาษาอังกฤษ แย่งแผ่นดินกับเม็กซิกันที่พูดภาษาสเปนใครอยู่สหรัฐฯ ตอนใต้..มันก็เหมือนกับประเทศไทยตอนใต้..สถานที่กับภาษา..มันมาจากภาษาอื่น..ซานดิเอโก้ก็เหมือนกับสุไหงโก-ลก..
ทันทีที่อเมริกัน..สร้างเส้นแดนใหม่ให้อเมริกา เขาก็ป้องกันการหวนกลับ..เขาเอาฐานทัพเข้าไปวางไว้..เรียงรายตั้งแต่ฝั่งแอตแลนติกถึงแปซิฟิกรัฐติดทะเลเป็นฐานทัพเรือ..รัฐกลางแผ่นดินเป็นฐานทัพบก และรัฐตะวันออกเป็นฐานทัพอากาศถึงวันนี้..ไม่มีเม็กซิกันสักคน..คิดจะเอาแผ่นดินกลับโดยไล่ฐานทัพ..เพราะแค่คิดก็บ้า หากจะทำก็ฆ่าตัวตาย
ถ้า..นราธิวาส จังหวัดติดอ่าวไทย..เป็นฐานทัพฟ้า..การดูแลอ่าวไทยข้ามไปถึงฝั่งอันดามัน..ย่อมง่ายกว่า..บินจากโคราชหรือกรุงเทพฯ..ถ้า..ปัตตานีเป็นฐานทัพบก..การบุกรุกจากฝั่งตะวันตก ส่งกำลังบำรุงให้กองกำลังก่อการร้าย ก็ทำได้ยากขึ้น..ชายแดนด้านนี้..คือปัญหา..หากไทยจะแทรกแซงแย่งแผ่นดินมาเลย์..เราจะทำได้โดยการแทรกแซงจากตะวันออกไปทางตะวันตก..ฝั่งอันดามัน..ให้สตูลเป็นฐานทัพเรือ..
เป็นดังว่า..ประเทศเกิดใหม่จะเกิดได้ ก็เมื่อไทยทั้งประเทศต้องแพ้สงคราม..เป็นดังว่า..ความฝันที่จะสร้างประเทศคงไม่ใช่ของง่าย เพราะนั่นหมายถึงต้องขับไล่..3 ฐานทัพไปออกไปจากแผ่นดินมองจากแผนที่..หากลากเส้นแบ่งอาณาเขตในทะเล..ที่แบ่งครึ่งกันระหว่าง..เกาะลังกาวีของมาเลย์ กับเกาะตะรุเตาของประเทศไทย..ผ่าเข้ามาบนแผ่นดินแล้ว..สงครามใต้..อยู่ต่ำลงไปจากเส้นนี้..
มองอย่างชาวบ้าน..มองสงครามด้วยมุมมองของนักการพนัน..เราเห็นเดิมพันชัดเจนวันนี้ถ้าคิดกันแต่จะ..เป็นเศรษฐีสงคราม..วันหน้า..อาณาเขตประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนใหม่ หรือมาเลเซียจะมีรัฐใหม่สงครามย่อมมีวันเลิกรา..ผู้เข้าสงครามโดยไม่หวังชนะ..คือ ผู้แพ้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, March 22, 2008
สงครามใต้ ไข้ที่ถูกเลี้ยง (2)
ฟ้องดะ!
คนใกล้ตัวเป็นพิษ!!!“ปัญหาใหญ่” ของคนเป็นใหญ่เกือบทุกคน ไม่เว้นกระทั่ง “วีรบุรุษนาแก” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดวินัยร้ายแรงใน 3 กรณี
1. ทุจริตการทำสัญญาเช่ารถตู้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มูลค่า 9,800 ล้านบาท
2. การใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมกับผู้ใต้บังคับบัญชาและ
3. การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจโดยไม่มีกฎหมายรองรับทั้งหมดอยู่ระหว่างการสอบสวนหาพยานหลักฐานของ อัยการสูงสุด ชุดที่มี นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง
ช่วงสายของวันที่ 19 มี.ค. เกิดเรื่อง “เผ็ดร้อน” เชิงวิวาทะ และอาจกลายเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมา เมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้สัมภาษณ์นักข่าวหลังเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาข้างต้น โดยบอกในช่วงหนึ่งว่า...
“…ทำไมผมด่าลูกน้องควายแล้วผิดตรงไหน ถ้าผมไปด่าคุณก็ไปอย่าง เวลาพวกคุณถูกด่า สมองมีแค่นี้หรือ ปัญญามีแค่นี้หรือ เมื่อวานคุณไปเสพเมถุนกับใคร คุณไม่เห็นทำอะไรสักอย่างเลย พวกคุณก็ไม่ได้ฟ้องนี่ พวกคุณก็มีความรู้สึกสบายๆ ที่มีคนเขาด่าคุณอย่างนั้นใช่ไหม”วันเดียวกัน มีนักข่าวเอาประโยค “เสพเมถุน” นี้ไปถามกับนายกฯ สมัคร สุนทรเวช แต่คำตอบที่ได้รับ คือ...“ไม่ได้ยิน...ไม่ขอออกความเห็น”ไม่ได้ยินแต่รับรู้!!!“บางกอกทูเดย์” มั่นใจว่า...นายกฯ สมัคร รู้มากกว่านั้นเยอะ???
อย่างน้อย...เป้าที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะนำมาใช้เล่นงาน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร. หลังจากใช้ให้นายตำรวจติดตามนำหนังสือร้องเรียนถึงนายกฯ สมัคร ถึงทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้สอบสวนกรณีจัดซื้อจัดจ้างทำป้ายโฆษณาของ สตช. เมื่อวันที่ 20 มี.ค. และแม้ว่า เรื่องนี้...จะเป็นหนึ่งในข้อกล่าวหาสอบสวนวินัยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็ตามนายกฯสมัคร น่าจะรู้ว่า...ประเด็นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะนำมาฟ้องร้อง พล.ต.อ.พัชรวาท จะไม่หยุดแค่นี้
หากพลิกดูปูมหลังของ ผบ.ตร.คนนี้ ก็ชัดเจนว่า...เขายืนหยัดต่อสู้กับทั้งเจ้าพ่อ มาเฟีย สื่อค่ายใหญ่ของเมืองไทย ฯลฯแม้กระทั่ง คนสีเดียวกันและคนต่างสีอย่างไม่สะทกสะท้านฉะนั้น นายกฯ สมัคร จึงต้องรู้ต่อไปอีกว่า...เป้าจริงของการฟ้องร้อง พล.ต.อ.พัชรวาท อยู่ที่ใครกันแน่???เท็จจริงแค่ไหน ที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ใช้กลวิธี “ตีกระทบชิ่ง” พล.ต.อ.พัชรวาท ไปยังใครบางคนและคนๆ นั้น อาจเป็นคนที่นายกฯ สมัคร รู้จักและคุ้นเคยมากที่สุด
อย่าลืมว่า...พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นเพียงนายตำรวจเพียงไม่กี่นาย ที่กล้า “ชน” กับทุกๆ เรื่องและทุกๆ คนที่ยืนตรงข้ามกับเขาจะมีนายตำรวจสักกี่คน ที่กล้าฟ้องร้องดำเนินคดีกับสื่อ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ค่ายใหญ่บางค่าย ชนิดแลกกัน “หมัดต่อหมัด”สำคัญกว่านั้น ทั้งกองหนุนและแรงใจที่มีอย่างท่วมท้นจากผู้คนในสังคมไทย ซึ่งเชื่ออย่างสนิทใจว่า...พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ คือ “นายตำรวจน้ำดี” ของเมืองไทย
และเป็น “นายตำรวจน้ำดี” ที่หาได้ยากมาก...ถึงมากที่สุด ในแวดวงที่ต้องแนบอิงอยู่ผลประโยชน์ เพื่อการต่อรองแลกเปลี่ยนสิ่งหนึ่งสิ่งใดหากมันจำเป็นจริงๆ เวทีการเมืองก็น่าจะเป็นอีกช่องทางที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะเลือกเดินโดยเฉพาะ “เก้าอี้” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กำลังจะครบเทอม 4 ปี ในช่วงปลาย ก.ค.ที่จะถึงนี้
“แฟนคลับ” ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รู้สึกใน “มุมบวก” กับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ คงต้องเทใจ...ใส่คะแนนให้อย่างไม่ต้องสงสัยคนเป็นกลางที่ไม่รู้สึกเกลียดหรือรักใคร่ แต่พอเห็นคำสั่งย้ายให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว“บางกอกทูเดย์” เชื่อเหลือเกินว่า...ส่วนหนึ่งของคนกลุ่มนี้ คงต้องหย่อนบัตรเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้กับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์
เพราะนิสัยคนไทย...ไม่ชอบเห็นการรังแกคนเก่งและดีนี่เอง...จึงทำให้ คนใกล้ชิดอีกคนของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยืนยันกับ “บางกอกทูเดย์” ว่า...อดีตนายใหญ่ของ สตช. คนนี้ อาจลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อมีที่ไปชัดเจน ก็ยิ่งทำให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พร้อมจะยืนซดกับใครต่อใคร แบบไม่เลือกหน้าฟ้องดะ! ไปเรื่อย
เพราะมี “แต้มต่อ” จากความเป็นคนมีชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดี เมื่อรวมกับ “คะแนนสงสาร” จากสังคมไทยโอกาสจะเจริญเติบโตในเวทีการเมืองของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็ดูจะยิ่งสดใสมากขึ้นปัญหา คือ แล้วคดีที่ตัวเขาตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาล่ะ...จะทำอย่างไร???บอกตามตรง ไม่ว่าจะมองมุมใด ทั้ง 3 กรณีโดยเฉพาะ 2 กรณีหลังนั้น คงเอาผิด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไม่ง่ายนัก!!!
จะมีก็แต่กรณีแรก คือ ทุจริตการทำสัญญาเช่ารถตู้ของ สตช. มูลค่า 9,800 ล้านบาทถึงหากศาลชี้มูลว่า...สตช. ทำผิดล่ะก็หน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่ใช้วิธีการและมาตรฐานเดียวกัน ก็คงต้องมีความผิดตามไปด้วยกระนั้น “บางกอกทูเดย์” ยังเชื่อลึกๆ ว่า...พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็ยังจะหลุดทั้ง 3 ข้อกล่าวหาร้ายแรงที่ว่านี้
การหลุดจากข้อกล่าวหาในฐานะ “จำเลย” ก็จะไปเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือ เมื่อต้องกลายเป็น “โจทก์”สิ่งนี้เอง ที่จะ “เขย่า” พล.ต.อ.พัชรวาท เพื่อ “ตีชิ่ง” ไปกระทบใครบางคน ที่เป็น “เป้าหลัก” ของกลเกมแห่งอำนาจครั้งนี้ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ แต่เส้นทางของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ คงไม่สิ้นสุดอยู่แค่...ข้าราชการตำรวจแก่ๆ อย่างแน่นอนบันไดการเมืองยังรอทอดยาว ให้เขาได้ก้าวเดินอย่างสง่าผ่าเผย
ดีไม่ดี...บั้นปลายชีวิตของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อาจจะไปได้ดีกว่าการเป็นนักการเมืองที่ต้องถูกตรวจสอบจากสังคม หรือถูกให้ร้ายจากเครือข่ายคนการเมืองด้วยกันเป็นบั้นปลายชีวิตที่ใหญ่ยิ่งกว่าการเป็นนักการเมือง!!!แต่กว่าจะถึงตรงจุดนั้น จำเป็นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะต้องเปิด...ยุทธการฟ้องดะ! ให้ได้เสียก่อน
กระชากหน้ากาก รัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ชำแหละ บทบาทนักวิชาการ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เขมือบ โปรเจคงานวิจัย ยุคคมช.เรืองอำนาจ 42.6 ล้านบาท อ้างทำเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย อ.ใจ อึ้งภากรณ์ แฉขบวนการผลาญงบประมาณชาติเอาโครงการไปแก้ตัวให้ การรัฐประหาร 19 กันยายน 2551 ในต่างประเทศ ทั้งที่ผิดหลักการประชาธิปไตย น่าอับอายขายหน้า ล่าสุดนักวิชาการจุฬาฯกลุ่มนี้ยังมีหน้ามาขึ้นเวทีพันธมิตรฯ วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้อีก
จากกรณีที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะมีการจัดชุมนุมโดยอ้างว่าเป็นการเสวนาทางวิชาการ แต่แท้จริงมีการจัด“รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ” วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2551ณ หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ นั้น
จากการตรวจสอบโปรแกรมงานดังกล่าว ในเวลา 18.45-20.15 น. อภิปราย “เหลียวหลังแลหน้าการเมืองไทย” โดยมีวิทยากรประกอบไปด้วย ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผศ.ทวี สุรฤทธิกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี ศ.ดร.ภูวดล ทรงประเสริฐ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้ดำเนินรายการคือ รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยมีประวัติในการฉีกบัตรเลือกตั้งในคูหาเลือกตั้ง ผศ.ดร.สุรัตน์ โหราชัยกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยหัวข้ออภิปรายดังกล่าว ปรากฏว่ามี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมอภิกปรายถึง 4 คนด้วยกัน และเป็นที่น่าสังเกตว่า นักวิชาการเหล่านี้ มีความเป็นกลางทางการเมืองหรือไม่ เพราะเคยเป็นกล่ามเคลื่อนไหวในการล้มล้างรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาแล้ว และนักวิชาการกลุ่มนี้ยังมีบทบาทในการสนับสนุนหรือทำงานให้กับ เผด็จการ คมช. หรือ โจรปล้นประชาธิปไตย ที่นำทหารเข้ายึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 อีกด้วย
ภายใต้บทความของ รศ.ใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์ประจำภาคปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยเขียนบทเรื่อง “คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2550 โดยระบุในบทความว่า
“ผู้ที่กล่าวหาอดีตนายกฯ ทักษิณ ว่ากระทำความผิด มีความถูกต้องในการมองว่าทักษิณคอร์รัปชั่นทางนโยบายในการไม่จ่ายภาษีและการกระทำอื่นๆ ที่ให้ผลประโยชน์กับตนเอง ทั้งๆ ที่พฤติกรรมดังกล่าวไม่ถือว่าผิดกฏหมายสมัยนั้น แต่ตอนนี้เป็นที่น่าสลดใจ ที่ผมต้องรายงานให้ทราบว่า คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ คณะของผม กระทำการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอันใหญ่หลวง เพราะมีการนำเงินภาษีประชาชนคนยากคนจนในจำนวน 42.6 ล้านบาท มาทำ ‘การวิจัย’ เรื่องประชาธิปไตย
พฤติกรรมนี้เป็นการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย และเป็นการโกงประชาชน เพราะผู้บริหารคณะรัฐศาสตร์ และอาจารย์ในคณะเกือบทั้งหมดสนับสนุนการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ทำลายประชาธิปไตย ต่อจากนั้น กลุ่มอาจารย์เหล่านี้เข้าไปรับตำแหน่งและค่าตอบแทนจากการเป็นที่ปรึกษา คมช. ที่ปรึกษารัฐบาลเผด็จการ และเข้าไปดำรงตำแหน่งในสนช. สภาเถื่อนที่เผด็จการแต่งตั้ง และสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ของเผด็จการที่ลดทอนสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตย
คณาจารย์เหล่านี้สนับสนุนคมช.มาตลอดและสนับสนุนรัฐธรรมนูญของเผด็จการ พร้อมกันนั้น มีการเห็นด้วยสมยอมเพิกเฉยกับทางมหาวิทยาลัยส่วนกลาง ในการสั่งไม่ขายหนังสือต่างๆ ที่คัดค้านการทำรัฐประหาร เช่นหนังสือ A Coup for the Rich เป็นต้น แถมยังมีการเดินหน้าในกระบวนการสอบสวนพฤติกรรมของอาจารย์ที่คัดค้านเผด็จการ ซึ่งถือว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ
“โครงการศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย” Thailand Democracy Watch ของคณะรัฐศาสตร์ ได้งบประมาณจากภาษีประชาชนถึง 42.6 ล้านบาท โดยหัวหน้าทีมวิจัยคือ จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ นักวิชาการคนนี้ได้นำทีมอาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ไปแก้ตัวแทนคมช.และการทำรัฐประหารตามมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียและอังกฤษ โดยใช้เงินภาษีประชาชนในการเดินทาง
ผู้ที่มีหน้าที่สร้างโครงการวิจัยนี้ อ้างว่าสังคมไทยไม่มีการเรียนรู้จากอดีต ทำให้มี “วงจรอุบาทว์ทางการเมือง” มีการด่าพลเมืองไทยว่ามีนิสัยและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่ยอมเรียนรู้ เพิกเฉย ยอมรับคอร์รัปชั่น คำนึงถึงผลประโยชน์ใกล้ตัว ไม่ไตร่ตรอง ไม่แสวงหาข้อมูลและเหตุผล ซึ่งเป็นการด่าคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และเป็นการด่าผู้จ่ายภาษีให้นักวิชาการมีอาชีพได้
โครงการนี้อ้างว่าคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ มีหน้าที่ในการชี้นำสังคมไทยด้านการเมืองประชาธิปไตย ให้ข้อมูลแก่ประชาชน สร้าง “ดัชนีประชาธิปไตย” เพื่อสามารถเป็นที่อ้างอิงของนักวิชาการต่างประเทศ
การที่คณาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ไม่มีความละอายใจ ไม่รู้จักความผิดของตนเองในการสนับสนุนและการร่วมมือกับเผด็จการ เป็นเรื่องน่าเศร้าและเป็นเรื่องที่ทำให้ชื่อเสียงของคณะเสียไป ขายหน้าประชาสังคมทั้งในไทยและภายนอกประเทศ แต่การรับเงินมาเป็นล้านๆ โดยการอ้างว่าคณะมีอะไรจะสั่งสอนพลเมืองไทยและนักวิชาการต่างประเทศเป็นเรื่องเหลวไหลน่ารังเกียจอย่างถึงที่สุด ผมไม่เคยคิดว่าคณะของผมจะคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายและขาดศีลธรรมในอุดมการณ์แบบนี้ วันนี้เป็นวันที่ชื่อเสียงของคณะกลายเป็นสิ่งสกปรก
ท้ายบทความ ได้ลงท้ายว่า “ด้วยความเศร้าใจ” รศ. ใจ อึ๊งภากรณ์ ภาคปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จึงเป็นข้อน่าสังเกตุ และ น่าห่วงใย กับบทบาทของนักวิชาการ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอย่างมากว่าเข้าร่วมการเคลื่อนไหวครั้งนี้เพื่อจุดประสงค์อะไร เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการใช้งบประมาณ หรือการของบประมาณงานวิจัย หรือไม่อย่างไร
'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 3 'แค้นสั่งฟ้า'
มาอีกแล้วครับทั่น.... คราวนี้ คงไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรให้ยืดยาว กับภาคต่อของ "สนธิ ลิ้มทองกุล คนที่คุณไม่รู้จัก" ที่ผมคัดลอกมาจากหนังสือ "อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1" ที่ผู้เขียนได้เปลือยความเป็นตัวตนของชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล
คนที่ไม่รู้จักพอ แต่กลับชอบ "อ้างฟ้า อิงแผ่นดิน" ไม่เคยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนต้องล้มลุกคลุกคลาน กับความอหังการ ในความพยายามกลับมายิ่งใหญ่ในแวดวงสื่อสารมวลชน
วันนี้ ผมจะนำเสนอในตอน "แค้นสั่งฟ้า" อันเป็นตอนที่นำไปสู่ความคับแค้นใจ รัฐบาลไทยรักไทย และนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ร่วมด้วยช่วยเหลือ ปล่อยให้เขาต้องเผชิญกับความโหดร้ายของปัญหาหนี้สินจำนวนมหาศาล จนถึงกับจะทำให้ประชาชนและประเทศชาติ ต้องตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด
เอาหล่ะครับเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาเริ่มกันเลยดีกว่า เพราะตอนนี้ เนื้อหาสาระค่อนข้างจะยาว ผมกลัว มิตรรักแฟนนานุแฟน Hi-thaksin จะเบื่อซะก่อน
///////////////////////////////////
แค้นสั่งฟ้า
สิทธิเสรีภาพ เป็นประเด็นการเมืองที่มีการพูดจากกันมากทุกสมัยรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดมาทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองก็ตาม ประเด็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ข่มขู่ คุกคามสื่อมวลชน มักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการรบพุ่งทางการเมือง ที่ได้ผลดี เนื่องจากสื่อมวลชนจะสนใจนำเสนอประเด็นนี้เป็นกรณีพิเศษ
ขณะนั่งจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ในสตูดิโอช่อง 9 อ.ส.ม.ท. สนธิ มีมุมมองในเรื่องอำนาจรัฐกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน แปลกแยกจากปัจจุบันชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า ยังมิพักต้องพูดถึงว่ามุมมองของสนธิ ในวันนั้นแตกต่างจากเพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงสื่อสารมวลชนเพียงใด
ในวันนั้น สนธิ ลิ้มทองกุล เชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจ จึงกล่าวถึงปรัชญาการทำ "สื่อ" ในแบบของสนธิ ว่า สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ ยังคงต้องถูกควบคุมโดยรัฐบาล และหากผู้ดำเนินรายการคนใด ถูกถอดรายการ ก็อย่าโวยวาย เพราะไม่มีรัฐบาลใด ที่จะยินดีให้มีใครมาด่ารัฐบาล ในวิทยุ หรือโทรทัศน์ ที่รัฐบาลกำกับดูแลอยู่
มีประโยคหนึ่งที่สนธิ เคยกล่าวในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เมื่อครั้งยังชื่นมื่นกับรัฐบาลว่า "...ในที่สุดแล้วคนไทยยังเข้าใจผิด สื่อมวลชนก็ยังเข้าใจผิด มันไม่มีสื่อเสรีในประเทศ มันไม่มีสื่อเสรีในโลกนี้ ไปหามาให้ผมดู สื่อที่ไหนมีเสรีบ้าง ไม่มี มันมีแต่สื่อของทุน แล้วสื่อนี้ก็คือต้องรับใช้ทุน..."
แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ความเปลี่ยนแปลงของกรอบคิด หรือกระบวนทัศน์ของสนธิ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่อาจจะอธิบายเป็นอื่นได้ นอกจากว่าเป็นผลมาจากการถูกถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. นั่นเอง และ สนธิ ไม่เพียงแค่โวยวายเหมือนผู้ดำเนินรายการคนอื่นๆ เท่านั้น แต่เขายังคิดสะสางความแค้นครั้งนี้ด้วยการล้มรัฐบาล ปลุกระดมมวลชนมาขับไล่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นการชดเชยให้กับตัวเองที่ถูกถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากช่อง 9
ด้วยปรัชญาการทำธุรกิจสื่อสารมวลชนของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำหนดบทบาทและหน้าที่อันชัดเจนของสื่อว่า "ต้องรับใช้ทุน" และสื่อต้องทำหน้าที่แสวงหารายได้มาให้คุ้มค่ากับการลงทุน สื่อจึงจะยืนอยู่ได้ สื่อในทัศนะของสนธิ จึงเสมอเพียงสินค้าทั่วๆ ไป เท่านั้น มิได้มีความหมายพิเศษดังเช่นสื่อในมุมมองของนักวิชาการ และนักวิชาชีพคนอื่นๆ
ด้วยวิธีคิดแบบนี้ จึงไม่แปลกอะไรกับการปรากฏอยู่บนเวบไซต์ manager.co.th ด้วยคอลัมน์ ซ้อเจ็ด อย่างยาวนาน เพราะเวบไซต์ manager.co.th ก็มีหน้าที่ต้องรับใช้ทุน และแสวงหาประโยชน์ หารายได้มาเลี้ยงดูตัวเอง และซ้อเจ็ด ก็ต้องทำหน้าที่รับใช้ทุน เช่นเดียวกัน ประจวบเหมาะกับ ซ้อเจ็ด นี่แหละที่เป็นนางกวักเรียกแฟนๆ เข้ามาเยี่ยมชมเวบไซต์ manager.co.th อย่างล้นหลาม จึงเป็นจุดขายที่สำคัญของเวบไซต์ นั่นหมายความว่าสปอนเซอร์ส่วนหนี่ง เข้ามาถึงสนธิ ก็เพราะซ้อเจ็ดนี่เอง
แน่นอนว่า ทุนที่กำลังอ้างถึงอยู่ในขณะนี้ ก็คือ "ผู้ลงทุน" นั่งเอง ซึ่งโดยนิตินัยแล้ว สื่อในเครือผู้จัดการ ก็ย่อมต้องรับใช้บริษัท ไทยเดย์ดอมคอม และ เดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป แต่ในทางพฤตินัยแล้ว พูดกันให้ชัดถ้อยชัดคำและชัดเจนในเจตนารมณ์ ก็ต้องบอกว่าสื่อในเครือผู้จัดการ ก็ต้องมีหน้าที่รับใช้ สนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะผู้ลงทุน ในฐานะผู้ที่ไปกู้เงินมาหลายร้อยหลายพันล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจชนิดนี้
ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรอีกเช่นกัน หากในช่วงที่ผ่านมา เราจะได้เห็นการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวของข่าวสาร ที่ปรากฏอยู่บนสื่อในเครือผู้จัดการทุกเล่ม ทุกคลื่น และทุกรายการ ที่นำเสนอต่อสาธารณะ
อักทั้งไม่จำเป็นต้องคาดเดาให้ยุ่งยากว่า การนำเสนอข้อมูลด้านเดียวของสื่อเครือผู้จัดการ เป็นข้อมูลด้านใด และมีเจตนารมณ์ชนิดใด จึงต้องทำเช่นนี้
ก็แม้แต่คำเตือนที่ทรงคุณค่ายิ่งของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี(ในขณะนั้น) และสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยขององคมนตรี ซึ่งก็คือผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปลุกปั่นกระแสของสนธิ ที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ ตามสำนวนของเปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์ ที่สะบัดปากกาใส่ว่า "กำลังโหนกำแพงสู่เป้าหวังของตัวเอง" ซึ่งได้รับการนำเสนอเผยแพร่ทางสื่อสารมวลชนทุกประเภท ทุกรายการ และทุกสังกัด กลับไม่ได้รับการนำเสนอให้ประชาชนได้รับทราบจากสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการ แม้แต่คำเดียว
"คงไม่ใช่กองทัพอย่างเดียว ในส่วนที่เป็นองคมนตรีเห็นว่า มีการอ้างอิงสถาบันจากหลายๆฝ่าย เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมไม่สมควร
เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันสูงสุด ที่ไม่ควรอ้างอิง และเกี่ยวข้องกับทางการเมือง เมื่อเป็นสถาบันที่เรายกย่อง ศรัทธา เป็นสถาบันที่เราเคารพนับถือ ก็ไม่วครนำมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง
การเมืองก็ควรจะแก้ด้วยการเมือง"
ข้อความที่เต็มไปด้วยความไม่สบายใจและความห่วงใยจากองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เช่นนี้ ไม่มีสาระที่สื่ออย่างสนธิ และสื่อเครือผู้จัดการจะนำเสนอหรืออย่างไร คงอาจจะเป็นเพราะ ขณะนี้ สื่อในเครือผู้จัดการ สื่อในสังกัดสนธิ ลิ้มทองกุล มิได้ทำหน้าที่ต้องนำเสนอข้อเท็จจริงใดๆ หากแต่มีหน้าที่ต้องรับใช้ทุน รับใช้เงินที่สนธินำมาฟาดหัวและจ่ายแจก รับใช้สนธิ ที่กำลังมีความพยาบาท อาดมาดร้ายต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ทำงานตามที่สนธิ ต้องการ
ถามว่าระหว่างพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พูด กับสนธิ ลิ้มทองกุลพูด
ด้วยหัวใจของสื่อมืออาชีพ หรือสื่อวิชาชีพที่ไม่มีจิตเจตนาซ่อนเร้น ควรจะรายงานคำพูดของใครก่อน ด้วยเหตุใด และคำพูดของใครมีคุณค่าสำหรับประชาชนมากกว่ากัน
ถามว่าระหว่างคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยต่อบ้านเมือง และสถาบันกษัตริย์ขององคมนตรี กับคำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความแค้น การปลุกระดม เพื่อประโยชน์แห่งธุรกิจของตนเอง โดยอ้างสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติบังหน้า ของนักธุรกิจคนหนึ่ง ที่มุ่งแสวงหากำไรจากการลงทุนเป็นลำดับแรกของความคิด
ด้วยหัวใจของสื่อมืออาชีพ หรือสื่อวิชาชีพที่ไม่มีจิตเจตนาซ่อนเร้น ควรจะนำเสนอคำพูดของใครให้ประชาชนได้รับทราบก่อน และคำพูดของใครมีน้ำหนัก มีสาระมากกว่ากัน และคำพูดของใครมีคุณค่าแก่ประเทศชาติ และภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่ากัน
เหตุที่ต้องเป็นเช่นนี้ ก็เพียงเพราะว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ใช่ทุน ที่สื่อเครือผู้จัดการต้องรับใช้ สนธิ ต่างหากเล่าคือทุน ที่สื่อเครือผู้จัดการต้องรับใช้
หรือสนธิ ลิ้มทองกุลจะถามพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อีกสักคนไหมว่า
"ใครจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ มากกว่ากัน"
เพราะสื่อในเครือผู้จัดการไม่ได้ทำหน้าที่ที่แท้จริงของสื่อมวลชนแล้ว หากแต่ทำหน้าที่สื่อที่ต้องรับใช้สนธิ เพียงผู้เดียว เพราะสนธิ คือ "ทุน" ของเครือผู้จัดการ
เมื่อสนธิ คือ "ทุน" ของเครือผู้จัดการแล้ว จึงไม่แปลกประหลาดใดเลยที่สื่อเครือผู้จัดการต้องขวนขวายทำหน้าที่รับใช้ และเสาะแสวงหากำไรให้กับสนธิไม่ว่าจะเป็นกำไรทางตรง กำไรทางอ้อม กำไรทางธุรกิจ กำไรทางสังคม และที่น่ากลัวยิ่งก็คือ เป็นการเสาะแสวงหากำไรมาตอบแทนการลงทุน โดยไม่เลือกวิธีการ
บิดเบือน ปกปิด ปลุกระดม ฉวยโอกาสขายเสื้อ "เราจะสู้เพื่อในหลวง" ทำได้ทั้งนั้น เพื่อตอบแทนและรับใช้ "ทุน"
แรงจูงใจที่ทำให้นักสื่อสารมวลชนมืออาชีพ ต้องฉีกทฤษฎี ฉีกตำราสื่อสารมวลชนขั้นพื้นฐาน ที่ว่าด้วยการนำเสนอข้อมูลสองด้าน การนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน การนำเสนอข้อมูลที่มีผลกระทบต่อประชาชนส่วนรวม เป็นสิ่งที่พึงกระทำก่อนการนำเสนอข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตน และไม่ควรนำเสนอข้อมูลด้านเดียว แน่นอนว่าต้องยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ หากไม่เป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่ ก็คงเป็นเพราะผิดหวังอย่างยิ่งใหญ่
ก่อนหน้าที่จะเกิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร การทำหน้าที่ของสนธิ ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ หลายครั้งหลายตอน ซึ่งในห้วงเวลานั้น สื่อแบบสนธิ ก็เคยรับใช้พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลมาก่อน เพราะเห็นว่ารัฐบาลเป็นแหล่งทุนที่จะเสาะแสวงหาเงินไปใส่ให้กับเครือผู้จัดการ เป็นทั้งทุนที่ให้ทั้งโอกาสในการทำมาหากิน เป็นทั้งทุนที่ทำให้สื่อแบบสนธิมีเครดิตขึ้นมาอีกครั้งในการชุบชีวิตเครือผู้จัดการ
จวบจนกระทั่งรัฐบาล หยุดการสนับสนุนสื่อเครือผู้จัดการนั่นเอง สื่อแบบสนธิจึงเห็นว่าหมดหน้าที่ต้องรับใช้ และทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือ โจมตี แว้งกัดอย่างรุนแรงและหนักหน่วง อันเนื่องเพราะผิดหวังอย่างรุนแรงกับรัฐบาล นั่นเอง
และความผิดหวังที่เกิดขึ้นนี้เอง ที่ทำให้สนธิ ต้องเปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร เพื่อชำระ "แค้นสั่งฟ้า" ที่อยู่ในใจของตัวเอง เป็นครั้งที่สอง หลังจากที่การชำระแค้นครั้งแรก มีนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เป็นคู่แค้นที่ถูกชำระไปเรียบร้อยแล้ว
ย้อนรอยเส้นทางการเดินกลับคืนสู่ประเทศไทยของสนธิ รอบนี้ พบว่าการรับใช้ทุนของสื่อเครือผู้จัดการยุคใหม่ หลังสงครามเศรษฐกิจปี 2540 สงบลงนั้น ปรากฏชัดเจนอย่างยิ่งว่ามีการเลือกข้างมาแต่ต้น ในการรับใช้ทุนการเมืองกลุ่มหนึ่งโจมตีใส่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้นจนเสียศูนย์ และเป็นกำลังสนับสนุนที่สำคัญของกลุ่มทุนการเมืองพรรคไทยรักไทย ซึ่งฉายภาพชัดแจ้งเป็นอย่างยิ่งภายหลังการเลือกตั้งปี 2544 สิ้นสุดลง ด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคไทยรักไทย ที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ และทุกพรรคการเมือง
หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ หลุดจากวงโคจรของอำนาจ และพรรคไทยรักไทยได้เข้ามาสวมต่อการใช้อำนาจรัฐแทน สถานการณ์ในขณะนั้น พรรคไทยรักไทยยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างมาก ในแวดวงการเมือง ในขณะที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เตรียมตัวที่จะกลับสู่ยุคความยิ่งใหญ่ในแวดวงธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ผู้บริหารคนสำคัญของรัฐบาล ล้วนแต่ผูกพันกับสนธิ มาช้านาน ทั้งแบบเพื่อนฝูง พรรคพวก และลูกจ้าง
"น้ำขึ้นให้รีบตัก" เป็นภาษิตที่นำมาใช้ได้ดีกับสนธิ ในห้วงเวลาที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยครองอำนาจรัฐใน 4 ปีแรก สื่อในเครือผู้จัดการ และไทยเดย์ดอทคอม เร่งทยอยเปิดตัวเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน นิตยสาร สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ และ สถานีข่าวโทรทัศน์ 11 News 1 ซึ่งสื่อในเครือผู้จัดการทุกเล่ม ทุกรายการ ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากหน่วยงานรัฐ ทั้งรัฐวิสาหกิจ และราชการ ชนิดที่สื่อสำนักอื่นๆ ได้แต่มองตาปริบๆ พร้อมกับทำปากขมุบขมิบด้วยความอิจฉา
การอุดหนุนสื่อในเครือผู้จัดการของหน่วยงานรัฐ จนแทบจะไม่มีพื้นที่ และเวลาให้ออกโฆษณา ส่งผลให้สนธิ ตกเป็นเป้าของสมาชิกวุฒิสภา เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ที่เห็นว่าการสนับสนุนอย่างมากมายและคับคั่ง เช่นนี้ ไม่ใช่ภาวะปกติ หากแต่ต้องมี "คำสั่ง" ให้หน่วยงานต่างๆ สนับสนุนและอุดหนุนเป็นพิเศษแก่สื่อเครือผู้จัดการ ที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของสนธิ ลิ้มทองกุล
แน่นอนว่า หลักฐาน "คำสั่ง" ย่อมหาไม่ได้ และจะมี "คำสั่ง" จริงหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบได้ หากแต่สิ่งที่มีแน่นอน และปรากฏขึ้นในภายหลังก็คือ คำบอกเล่าของผู้บริหารหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ที่ตกเป็นจำเลยของ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ก็คือ "คำแอบอ้าง" ที่มีไปถึงรัฐวิสาหกิจเกือบทุกแห่ง
รัฐวิสาหกิจเกือบทั้งหมดในกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม อาทิ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โรงงานยาสูบ การบินไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทย ฯลฯ ต่างทยอยเข้าคิวทำสัญญาซื้อพื้นที่ และเวลาโฆษณากับเครือผู้จัดการ เป็นเงินรวมกันแล้วหลายร้อยล้านบาท และแน่นอนว่าความพร้อมใจกับซื้อสื่อโฆษณาแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้
จากการตรวจสอบห้วงเวลา "น้ำขึ้น" นั้น สนธิ ได้ตักเข้าไปใส่ในเครือผู้จัดการแบบไม่หยุดหย่อน และไม่แบ่งให้ใครได้ตักบ้างเลย พบว่ามีรายงานการซื้อขายโฆษณาที่น่าสนใจอยู่ 2 รายการ(เท่าที่ตรวจสอบพบ) คือ
1. บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ซื้อโฆษณาสื่อเครือผู้จัดการ ตั้งแต่ปี 2545-2548 รวมทั้งสิ้น 54,637,987 ล้านบาท
นอกจากนี้ ปตท.ยังได้ทำสัญญาซื้อขายโฆษณากับ 11 News 1 อีก 60 ล้านบาท แต่เนื่องจาก 11 News 1 ต้องมีอันเป็นไป ถูกสั่งระงับการออกอากาศเสียก่อน ส่งผลให้สัญญาการซื้อขายเวลาระหว่างปตท. กับ 11 News 1 ต้องสิ้นสุดลงไปด้วย ในขณะที่เพ่งจ่ายเงินไปเพียง 10 ล้านบาท
การซื้อสื่อสิ่งพิมพ์ในเครือผู้จัดการ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องสงสัย เพราะเป็นสื่อที่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายกันมานานแล้ว และปตท.ก็เคยซื้ออยู่เป็นประจำ แต่กับการทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณาใน 11 News 1 ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ และสนธิ ก็เป็นเพียงผู้รับจ้างทำข่าวให้กับบริษัท RNT เจ้าของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม 11/1 ตัวจริง นั้นเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ และต้องสงสัย
การทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณาจำนวน 60 ล้านบาท ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยนิด สำหรับบริษัทที่กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ เหตุใดจึงมีการใช้วิจารณญาณ หรือใช้การพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลใด ว่าสมควรจะจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนการเกิดขึ้นของสถานีโทรทัศน์ระบบดาวเทียม 11/1 มากถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า 11/1 ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และ 11 News 1 ของสนธิ จะได้ออกอากาศนานเพียงใด เพราะสนธิ เป็นเพียงผู้รับจ้างทำข่าวเท่านั้น และเมื่อสนธิ ไม่ใช่เจ้าของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ทำไป ปตท.จึงต้องไปทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณาหรือในนามไทยเดย์ดอทคอม
คำถามเหล่านี้ มีการซักไซ้ไล่เลียงกันในปตท. ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถตอบได้ชัดเจน ทุกคนทราบแต่ว่าการจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนี้ ต้องมี "ผู้ใหญ่" สั่งมา แต่เป็น "ผู้ใหญ่" คนใด ไม่มีใครทราบ และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่า "ผู้ใหญ่" คนนั้นคือใคร หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะ "ผู้ใหญ่" นั้นมาสั่งในรูปของคำบอกเล่า คำอ้าง ไม่ได้มาด้วยตัวเอง ไม่มีแม้กระทั่ง "เสียง" แต่ความน่าเชื่อถือของผู้อ้างมีสูงมาก จนทำให้มีการทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณา 60 ล้านบาทเกิดขึ้น
การทำสัญญาครั้งนั้น มีมูลค่า 60 ล้านบาท แต่สนธิ ในนามของไทยเดย์ดอทคอม หรือ 11 News 1 ได้รับเงินไปเพียง 10 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจาก 11 News 1 ประสบปัญหาสะดุดขาตัวเอง จนต้องปิดตัวลง
แม้จะเคยให้การสนับสนุนมากมายขนาดนี้ แต่ปตท. ก็ไม่เคยได้รับสิทธิเศษใดๆ จากสนธิ และเครือผู้จัดการสักครั้งเดียว หากจะมีก็แต่ได้รับเชิญขึ้นเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ค่อนข้างบ่อยครั้งในฐานะจำเลยของสังคม ในฐานะบริษัทมหาชนที่หลอกต้มคนไทย ให้ซื้อน้ำมันแพง หลอกต้มคนไทยผู้ถือหุ้นรายย่อย ให้เสียประโยชน์ หลอกต้มคนไทยให้เชื่อมั่นการบริหารงานเป็นธรรมาภิบาล และสำคัญที่สุดก็คือ การกล่าวประณามปตท. ว่าเป็นบริษัทที่เห็นแก่กำไร ไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน และเห็นว่ากำไรที่เกิดจากการบริหารของปตท. เป็นสิ่งที่ผิดพลาด และเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ปตท. เอาเปรียบประชาชน รัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่จริงใจต่อประชาชน
กล่าวโดยสรุป ก็คือ การมกำไรจากการบริหารงานของปตท. คือ ความผิดพลาดของปตท. ในทัศนะของนักธุรกิจแบบสนธิ
ความผิดพลาดของปตท. ในสายตาของสนธิ และสื่อเครือผู้จัดการ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ปตท. ซื้อสื่อโฆษณาในเครือผู้จัดการน้อยลงกว่าเดิมนั่นเอง
เหตุที่ปตท. ลดพื้นที่โฆษณาในเครือผู้จัดการลง ก็เพราะรับไม่ได้จากการที่ถูกนั่งด่าอยู่ทุกวัน ยิ่งซื้อโฆษณาน้อย ก็ยิ่งถูกด่ามาก เพราะไปทำให้เขาผิดหวังมากขึ้นๆ
เหตุที่ปตท.ถูกด่า ถูกประณามบนประเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ก็มีเหตุมาจาก เรื่องการตัดงบซื้อสื่อโฆษณาเครือผู้จัดการเท่านั้นเอง
เป็นเหตุเดียวกับที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นนายกฯที่ดีที่สุด เท่าที่ประเทศไทยเคยมีมาของสนธิ ถูกชี้หน้ากล่าวประณามว่าเป็นนายกฯที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา เพียงเพราะไม่ช่วยเหลือ ไม่ใช้อำนาจ "สั่งการ" ให้ 11 News 1 กลับคืนขึ้นไปอยู่บน UBC 9 อีกครั้งหนึ่ง
ตัวอย่างรายที่ 2 ของการสนับสนุนสนธิ และเครือผู้จัดการ ก็คือ...
ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ซื้อโฆษณาสื่อเครือผู้จัดการ เฉพาะรายการโทรทัศน์ 2 รายการ คือ เมืองไทยรายสัปดาห์ กับรายการ พบคนพบธรรม ซึ่งออกอากาศทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท.ทั้ง 2 รายการ ตั้งแต่ปี 2544-2548 ธนาคารกรุงไทย ใช้เงินซื้อสื่อในเครือผู้จัดการ มากถึง 276 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 77.04 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 6.42 ล้านบาท
ยังไม่นับถึงพื้นที่โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน รวมไปถึงเวบไซต์ manager.co.th ที่ลงกันอย่างถี่ยิบ ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ที่กำหนดให้ เดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด ชำระหนี้ด้วยการใช้หน้าหนังสือพิมพ์แทนเงินสด ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิพิเศษของลูกหนี้ที่ไม่ธรรมดาอย่างสนธิ และเดอะแมเนเจอร์มีเดียปรุ๊ป ที่วิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ซึ่งมีความสนิทสนมแนบแน่น และช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอดกับสนธิ เอื้อเฟื้อจัดให้ชนิดที่ลูกหนี้รายอื่น ได้แต่มอง แต่ไม่มีความสามารถที่จะทำตาม
ความเป็น "ลูกหนี้รายพิเศษ" ที่ได้รับเงื่อนไขการชำระหนี้ "พิเศษ" แบบนี้เป็นเหตุที่ทำให้ สนธิ กับวิโรจน์ มีความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นลึกซึ้งยิ่งนัก จนถึงขนาดที่ว่า เมื่อวันที่วิโรจน์ ไม่ได้รับการต่ออายุให้นั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำกัด วาระที่ 2 คนที่เจ็บแค้นยิ่งกว่าวิโรจน์เสียอีก ก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล
นับแต่นั้นมา ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ถูกขึ้นบัญชีแค้นรอชำระของสนธิ เพิ่มขึ้นอีก 1 ชื่อ ด้วยเหตุที่สนธิ แน่ใจว่า ม.ร.ว.ปรีดียาธร คือคีย์แมนคนสำคัญในการขวางทางการนั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย วาระที่ 2 ของวิโรจน์ ซึ่งนั่นหมายความว่า ความพิเศษที่สนธิ เคยได้รับ ย่อมไม่มีความแน่นอนอีกต่อไป ทั้งในฐานะลูกหนี้ และในฐานะคู่ค้า
ในฐานะลูกหนี้ ที่ไม่ต้องชดใช้หนี้ด้วยเงินสด แต่สามารถชดใช้ด้วยกระดาษหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งตีราคากันไว้ที่หน้าละ 286,600 บาท เดือนละ 12 หน้า สำหรับผู้จัดการรายวัน ก็คิดเป็นเงิน 3.432 ล้านบาท หากคิดเป็นปี ก็เท่ากับ 41.184 ล้านบาท 10 ปี ผ่านไป ก็เท่ากับ 410.184 ล้านบาท
หากใช้วิธีการกันแบบนี้ ไม่นานนัก หนี้จำนวนมหาศาลของผู้จัดการ ก็จะหมดลงได้ ยังพอเห็นแสงเทียนที่ปลายอุโมงค์
นี่ยังไม่นับสื่ออื่นๆ อีก เช่นผู้จัดการรายสัปดาห์ ผู้จัดการรายเดือน และเวบไซต์ ที่ก็มีเงื่อนไขการชดใช้หนี้ด้วยกระดาษ เช่นเดียวกัน
ดังนั้นหากจะมีใครสักคนที่เสกกระดาษเป็นเงิน ได้จริงๆ คนคนนั้นย่อมชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล
ด้วยเงื่อนไขพิเศษนี้เอง ที่ทำให้สนธิ เป็นเดือดเป็นร้อนแทนวิโรจน์ นวลแข และโกรธแค้นผู้ว่าแบงก์ชาติ โกรธแค้นนายกรัฐมนตรี ที่ไม่สนับสนุนคนที่สนธิสนับสนุน
การหวนคืนสู่วงการธุรกิจสื่อในประเทศของสนธิ ในรอบนี้ สนธิ ในฐานะผู้ประกอบการที่มี "หนี้เน่า" จำนวนมากที่สุดในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าผู้ประกอบการายอื่นๆ และลูกหนี้รายอื่นๆ ด้วยแต้มต่อ ที่เรียกว่าการแฮร์คัทหนี้หรือการลดหนี้ที่ตัวเองก่อไว้มากกว่า 6,000 ล้านบาท
จำนวนหนี้ 6,000 ล้านบาท ที่สนธิได้รับประโยชน์ไปนี้ เป็นเงินที่รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีของประชาชน มาชดใช้แทน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ร่วมก่อหนี้ และไม่ได้รับประโยชน์จากเงิน 6,000 ล้านบาททั้งขาที่ก่อหนี้ และขาชดใช้หนี้ แม้แต่สลึงเดียว การแฮร์คัทหนี้ หรือลดหนี้ครั้งนั้น เป็นที่มาของข้อกล่าวหาว่า สนธิ ได้รับการปฏิบัติจากธนาคารเจ้าหนี้ซึ่งเป็นธนาคารรัฐบาล ในมาตรฐานที่พิเศษกว่าลูกหนี้ทุกราย
และ...ธนาคารรัฐบาลที่เป็นผู้นำในการแฮคัทหนี้ จำนวนนี้ให้แก่สนธิ ก็ไม่ใช่ธนาคารใดไหนเลย ก็คือ ธนาคารกรุงไทย ที่อยู่ภายใต้การกำกับของวิโรจน์ นวลแข นั่นเอง
การได้รับแต้มต่อจำนวนนี้ ทำให้สนธิ มีพลังอย่างยิ่งที่ทำให้เขากลับคืนสู่ธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นการยืนยันถึงความเป็นคนพิเศษของเขาที่ยังหาประโยชน์ได้ในประเทศไทย ซึ่งไม่สามารถหาได้จากสนามธุรกิจใดๆ ในโลกนี้
นอกจากนี้ ผู้คนบริวารแวดล้อมของเขาในอดีต ยังได้ดิบได้ดี ไปกุมอำนาจสำคัญด้วยเศรษฐกิจในรัฐบาลไว้เกือบหมด จึงเป็นแต้มต่ออีกชั้นหนึ่งที่ได้เปรียบทุกๆ คนบนเวทีการแข่งขันรอบใหม่นี้
การกลับมารอบใหม่ครั้งนี้ สนธิพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจโทรทัศน์ เป็นสำคัญ เขาวางยุทธศาสตร์ให้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อเพื่อการชดใช้หนี้และสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อเพื่อการหารายได้ เนื่องจากเวลาโฆษณาบนสถานีโทรทัศน์ มีราคาสูงกว่าราคากระดาษมาก
เห็นได้จากการที่ธนาคารกรุงไทย ซื้อเวลาโฆษณารายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ด้วยงบประมาณ ปีละ 38.52 ล้านบาท หากทอนออกเป็น 52 สัปดาห์ ก็เท่ากับว่ารายการเมืองไทยรายสัปดาห์ มีรายได้จากธนาคารกรุงไทย เพียงรายเดียวมากถึง 740,769 บาท ต่อการจัดรายการ 1 ครั้ง ทั้งๆ ที่เวลาจัดรายการเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น
นี่ยังไม่นับรวมถึงรายได้จากผู้สนับสนุนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ รายอื่นๆ อีก
ไม่แปลกเลย หากสนธิ จะคิดต่อยอดในฐานะนักธุรกิจผู้มากวิสัยทัศน์ว่า การมีเวลาเพียง 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เขายังทำรายได้มากมายขนาดนี้ หากแป็นเข้จองสถานีโทรทัศน์เสียเอง จะมีรายได้มากมายขนาดไหน แต่เมื่อยังไม่ได้เป็นเจ้าของสถานี ก็ขอให้ตัวเองได้มีโอกาสออก "จอ" ไว้ก่อน เพื่อรักษาเรตติ้งของตัวเอง จนถึงวันที่พร้อมตั้งสถานีโทรทัศน์ของตัวเอง ก็น่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับสนธิ ในสถานการณ์ยามนี้
หากมองย้อนกลับไปในวันที่ยังมีรายการเมืองไทยรายวัน ซึ่งจัดกันสัปดาห์ละ 5 วัน แล้วก็จะยิ่งเห็นถึงเม็ดเนจำนวนมหาศาล ที่ออกจากกระเป๋ารัฐวิสาหกิจอย่างธนาคารกรุงไทย และรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่มีน้ำใจให้สนธิ ในยามนั้นหลั่งไหลเข้าไปในกระเป๋าสนธิ ว่ามากน้อยเพียงใด คิดกันง่ายๆ ก็ต้องคูณ 5 เข้าไปของรายได้ที่ได้จากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
การปรับผังรายการของช่อง 9 และเปลี่ยนจากเมืองไทยรายวัน เป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ เป็นการหย่อนเมล็ดพันธุ์ความแค้นไว้ในใจของสนธิ โดยที่คนใน อ.ส.ม.ท.ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย เพราะเป็นการทำงานตามหน้าที่ และเพื่อทำเรตติง เพื่อที่จะปรับแต่งตัวเองสำหรับการเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่สำหรับสนธิ เขาเก็บคิดเรื่อยมาว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และตัดรายได้ แต่ไม่ได้แสดงออกมาให้ใครเห็น จนถึงวันที่เมืองไทยรายสัปดาห์ถูกถอดออกจากผังรายการของช่อง 9 เพราะความไม่เหมาะสมของเนื้อหาที่สนธิ นำเสนอนั่นเอง จึงทำให้ทุกคนได้เห็นอาการโกรธแค้นของสนธิ ที่ต้องสิ้นสุดหมดหนทางทำมาหารายได้ในช่อง 9 อีกต่อไป
11 News 1 ก็เดินหน้าต่อไม่ได้ เมืองไทยรายสัปดาห์ ก็ถูกถอดออกจากช่อง 9 ธุรกิจโทรทัศน์ที่ตั้งใจหวังไว้ ต้องล่มสลายลงทันที เส้นทางการหารายได้เพื่อความมั่งคั่งให้กับตนเอง ที่เคยเปิดโล่งกลายเป็นตีบตันจงถึงอุดตันในที่สุด ทำให้สนธิ เก็บอาการไว้ไม่อยู่
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมสนธิ จึงต้องเดือดร้อน ต้องดิ้นรน ต้องโกรธแค้น เมื่อถูกตัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เพราะรายได้สัปดาห์ละมากกว่า 1 ล้านบาท(ประมาณจากการขายโฆษณาได้ 10 นาที ต่อการจัดรายการ 1 ชั่วโมง) ต้องมลายหายไปในพริบตา และตัดสินใจเปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรขึ้น โดยอาศัยเสื้อ "เราจะสู้เพื่อในหลวง" มาเป็นเครื่องหมายการค้า ของตนเอง และหารายได้จากการขายเสื้อ ขาย CD ขายหนังสือเมืองไทยรายสัปดาห์ แทน
2 ตัวอย่างที่นำเนอมานี้ คงพอจะทำให้เห็นภาพแล้วว่า สนธิ ได้รับสิทธิพิเศษเพียงใดจากการทำธุรกิจโทรทัศน์ และในวันที่เขาได้รับสิทธิพิเศษ เขาปกป้องรัฐบาลอย่างไร แต่ในวันที่สิทธิพิเศษที่เคยได้ถูกตัด เขามีอาการเช่นไร และแสดงอาการอย่างไรต่อ "ทุน" ที่เขาเคยรับใช้ แ ละแสวงหาประโยชน์จากการเป็น "ผู้รับใช้" ในอดีต เมื่อ "ทุน" เหล่านั้นไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา
วิเคราะห์กันว่า หากสนธิ ไม่สะดุดขาตัวเองหกล้มเสียก่อน หาก 11 News 1 สามารถเดิหน้าไปได้ตามที่สนธิวางแผนไว้ โอกาสที่เขาจะกลับมาเป็นโมกุลแห่งวงการสื่ออีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นเช่นที่คาดคิดไว้ สถานการณ์ของสนธิในวันนี้จึงยากลำบากมาก เพราะโอกาสที่จะล้างหนี้เก่า ก็ทำไม่ได้ โอกาสที่จะหารายได้ใหม่ ก็หดหายไป
หากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ผู้ได้รับผลกระทบเป็นสนธิ ลิ้มทองกุล เหมือนเช่นในปี 2540 ก็คงไม่ก่อให้เกิดปัญหามากนัก แต่เนื่องจากสนธิ ได้ส่งมอบภารกิจในการสร้างผู้จัดการยุคใหม่ขึ้นมา แก่จิตตนารถ ลิ้มทองกุล ลูกชายคนเดียวของเขาแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ย่อมเป็นธรรมดาสำหรับผู้เป็นพ่อ ที่จะต้องปัดเป่าทุกข์ร้อนให้แก่ลูก และช่วยแก้ปัญหาให้กับลูก เนื่องเพราะไม่มีพ่อคนไหนอยากเห็นลูกลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำบากกับมรดกที่พ่อยกให้
สนธิเชื่อว่า สถานการณ์ที่บีบรัดตัวเขา เกิดขึ้นจากการกระทำของคนในรัฐบาล เริ่มจากปรับรายการเมืองไทยรายวัน เป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ การถอดสัญญาณภาพ 11 News 1 ออกจาก UBC9 การถอดเมืองไทยรายสัปดาห์
การถูกปรับออกจากรายการโทรทัศน์ช่อง 9 ในขณะที่ 11 News1 ก็ไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ ส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสนธิ ลิ้มทองกุล เพราะเป็นการปิดช่องทางรายได้หลักของเขา อันนำมาสู่ความโกรธเคือง และพัฒนาเป็นความแค้นในที่สุด
เป็นความแค้นที่เรียกกันในสำนวนของสนธิว่า "แค้นสั่งฟ้า" เช่นเดียวกับที่เคยแค้นธารินทร์ และนำไปสู่การเปลือยธารินทร์ ในที่สุด
เป็นความแค้นที่เกิดขึ้นในขณะที่รู้สึกว่าตัวเองถูกโดดเดี่ยว มิตรสหายผู้มากมีอำนาจไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
เป็นความแค้นที่พร้อมจะพัฒนาเป็นการมุ่งทำลายล้าง เพื่อให้พ้นไปจากเส้นทางเดินของตน
เป็นความแค้นที่เกิดจากความขัดแย้งทางธุรกิจ
การถูกตัดแหล่งรายได้เหล่านี้นี่เอง ทำให้สนธิ ถึงกับฟิวส์ขาด เพราะสื่อแบบเขา สื่อของเขา เป็นสื่อที่มักจะมีคนจัดงบประมาณมาให้ ด้วยความเกรงอกเกรงใจ แต่เอเปลี่ยนจาก "จัด" เป็น "ตัด" ทำให้สนธิ ที่มีความหวังอย่างมากกับการหวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งของเขา ต้องฝันสลายไปในที่สุด เพราะการดำเนินรายการโทรทัศน์ หรือสถานีข่าวโทรทัศน์ จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก หากไม่มีแหล่งรายได้เข้ามาสนับสนุน ก็ไม่สามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างสมบูรณ์
สนธิ จึงบังเกิดอาการคับแค้นเป็นยิ่งนัก กับรัฐบาลไทยรักไทย และนายกฯทักษิณ ด้วยความที่ไม่เข้าด้วยช่วยเหลือ ปล่อยให้เขาต้องเผชิญกับความโหดร้ายของปัญหาหนี้สินจำนวนมหาศาล ทั้งของเก่าที่ยังไม่ลด และของใหม่ที่เพิ่นพูนขึ้น อันนำมาสู่การเกิด "แค้นสั่งฟ้า" ที่เคยเกิดขึ้นกับธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
สำหรับ "แค้นสั่งฟ้า" ที่เกิดขึ้นรอบนี้ มีเป้าหมายพุ่งไปที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว
มีแต่สนธิเท่านั้น ที่จะตอบได้ว่าเขามีแผนการที่จะชำระความแค้นที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามแผน ด้วยการปลุกระดมประชาชน ที่อยู่ในกรอบแห่งกฎหมายให้มาร่วมกันใช้วิธีนอกกฎหมาย เพื่อโค่นล้มรัฐบาล ที่ไม่ช่วยเหลือการทำธุรกิจ ของเขาจริงๆ หรือ...?
มีแต่สนธิ เท่านั้นที่ตอบได้ว่า เพียงเพื่อชำระแค้นกันเป็นการส่วนตัวกับนายกฯทักษิณ และบริวารรอบตัวนายกฯทักษิณ เขาถึงกับจะทำให้ประชาชนและประเทศชาติ ต้องตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดไปอีกนานเท่าไหร่......
///////////////////////////////////
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับสิ่งที่สนธิ ลิ้มทองกุล ได้กระทำลงไป ก่อให้เกิดผลอย่างไรต่อประเทศชาติ และก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรต่อตัวท่าน
อย่าลืม....ร่วมแสดงความคิดเห็น ถึงผลกระทบที่ท่านได้รับจากการกระทำของสนธิ ลิ้มทองกุล ให้ทุกๆ คนได้รับทราบด้วยนะครับ จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง
-อ่าน'สนธิ ลิ้มทองกุล' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 2 คลิ๊กที่นี่
-อ่าน'สนธิ ลิ้มทองกุล' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 1 คลิ๊กที่นี่
ธรรมศาสตร์รับใช้ใคร?
ประโยคฮิตติดปากของเหล่านักกิจกรรมทางการเมือง ที่ติดตามการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยทั้งมวล รวมถึงศิษย์ลูกแม่โดมทั้งหลาย ต้องเคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน ' สัญลักษณ์ แห่งการต่อสู้กับเหล่าเผด็จการทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาตามลำดับ
หากรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการนัดชุมนุม การพูด การเสวนา สัมมนา การแสดงออกในรูปแบบต่างๆ ภายใต้กฎหมายที่ไม่ละเมิดต่อผู้อื่น การใช้สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ ขั้นพื้นฐานต้องครบ ตราบใดที่ไม่ไปสิทธิล่วงละเมิดสิทธิคนอื่นใครเขา มีปัจจัยหลายเรื่องราวที่ทำลายความเชื่อมั่นต่อศรัทธาต่อคุณค่า ที่มีต่อมหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งนี้ ถูกถล่มทำลายลงอย่างเหลือเชื่อเหลืออดด้วยน้ำมืออธิการบดีชื่อ สุรพล นิติไกรพจน์ คนๆนี้พูดแล้วต้องสาวไส้ให้กากินหน่อยเถอะว่า ชอบเผด็จการต้องมาก่อนประชาธิปไตยจนเคยตัว เป็นที่รับรู้รอบรั้วสุดจะเอือมระอาของเหล่าบรรดาคณาจารย์มากคณะ ขออนุญาตถ่ายทอดพฤติกรรมด้านที่ไม่รู้จักมักคุ้นตามท้องเรื่องเผด็จการต้องมาก่อนเสมอ
ตีแผ่เรื่องที่1. มิพักแปลกใจท่าทีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอบรับเอื้อเฟื้อกับกลุ่มพันธมิตรเปิดหอประชุมเล็ก กลาง ใหญ่ จัดเวทีสัมมนา คงไม่มีใครกล้าเถียง ใครว่าผิดหลักการชุมนุมโดยสันติวิธีแต่อย่างใด
เพียงแต่อดคิดถึงแปลกประหลาดใจขึ้นมาว่า ห้วงที่วงสัมมนาภาคประชาชนที่ทยอยมาจากภาคส่วนต่างๆ มาเรียกร้องในเวทีแสดงประชาคมประชาธิปไตย ข้อพิสูจน์บทนี้ สุรพล นิติไกรพจน์ ไม่สะทกสะท้าน ยินดียินร้ายตัดเยื่อตัดไย พูดให้ชัดไม่มีเยื่อไย ไม่อนุญาตใช้สถานที่จัดประชุมสัมมนาของภาคประชาชน เสมือนหนึ่งว่าไม่ใช่พรรคไม่ใช่พวกแล้วคือไม่อนุญาต ก่อนหลังการยึดอำนาจวันที่ 19 กันยายน 2549 นี่คือข้อเท็จจริง
จนมีเหตุการณ์อัปยศใจต่อภาพที่ผู้ชุมนุมทนไม่ ไหวปาสิ่งของเข้าใส่มหาวิทยาลัยจ้าละหวั่น ต้องเดือดร้อนนักการ โดยผู้บริหารสั่งการปิดประตูเข้าออกคือการแก้ปํญหาด้วยความขี้ขลาดปัญญาอ่อน นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรั้วเหลืองแดง ไม่เคยเกิดขึ้นแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว
ตีแผ่เรื่องที่2. อธิการบดีนายสุรพล แซ่ลี้ (เดิม)นามสกุลใหม่มันยังอับอายตัดคำว่า ‘ลี้'ออก เอาแค่เหลือว่า ‘นิติไกรพจน์' ยิ่งไปกว่านั้นทําตัวเป็นไพร่พลหัวโจกอยู่เบื้องหลังร่างทรง คมช. ชุด สว.สนช.ลากตั้งจากคมช.ยกร่างเสนอร่างกฎหมายเผด็จการการหลายๆสิบฉบับ เป็นที่โจษจานอยู่เนืองๆ สำทับต่อด้วยเป็นที่ปรึกษาใหญ่พรรคโบราณวัตถุอย่างลับๆล่อๆ ตลอดมา
ตีแผ่เรื่องที่3. ที่น่าอดสูดีกรีดร.ที่ได้นําหน้านั้นมีข่าววงในว่าได้มาชนิดอย่างไม่ภูมิใจระดมลูกศิษย์ลูกหาระดมสมองปิดห้องทำเขียนวิทยานิพันธ์ หากไม่มีมูลความจริงเถียงมา
ตีแผ่เรื่อง4. ตัวตั้งตัวตีออกมาวิพากษ์วิจารณ์อดีตนายกฯทักษิณเรื่องซื้อที่ดินรัชดาชนิดราดเสียเทเสียทั้งต่อหน้าละลับหลัง ย้อนรอยดูพฤติกรรมสมัยเรืองอำนาจ สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ่มน้ำลายรดหน้า โดยสั่งให้ผู้ประมูลงานตบแต่งสถานที่มหาลัย ใช้วิธีการดึงผู้รับเหมาดังกล่าวเอาเข้าไปตบแต่งบ้านตัวเองอย่างหน้าตาเฉย พฤติกรรมว่าคนอื่นเขาอิเหนาเป็นเอง ที่สำคัญงบจัดจ้างจัดซื้อทาสีอาคารก่อสร้างอาคารทำไปไม่กี่ปี ตรวจพบรอยปริรอยร้าว ผิวถนนพบรอยร้าวน้องๆสนามบินสุวรรณภูมิ
ตีแผ่เรื่องที่ 5. สภามหาวิทยาลัยเป็นที่ว่ารับทราบเป็นแหล่งศูนย์กลางของเผด็จการมาเฟียนักวิชาการเล่นพรรคเล่นพวก แต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามาเป็นที่ปรึกษา เพื่อใช้ฐานเสียงสนับสนุนตนเองวางรากฐานแน่นหนาในการเลือกตั้งผู้บริหาร จนลือกันกระฉ่อนแวดวงเพื่อนคณาจารย์เอือมระอาพฤติกรรม ซึ่งไม่แตกต่างกับสิ่งที่ด่าว่านักการเมืองเลวทรามชั่วช้าสามานย์ นักโกงบ้านกินเมืองอย่างสาดเสียเทเสีย ซึ่งข้อเท็จจริงที่นี่มันบรรยากาศมันแย่ ไม่แตกต่างกับที่ด่าว่านักการเมืองสักเท่าใดเลย...ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง
ฉะนั้นประชาชนควรรู้ควรทราบพฤติกรรมที่น่ารังเกียจเดียจฉันท์ สุรพล นิติไกรพจน์ ฉาวเรื่องเฉพาะตัวไม่มีใครยุ่งย่าม แต่เมื่อเลือกปฎิบัติต่อชนชั้น เลือกปฎิบัติแล้วเลือกปฎิบัติเล่าตลอดมาเช่นนี้ ต้องบอกกล่าวมิใช่อาฆาตมาดร้ายใส่ร้ายป้ายสีคนทําดีเช่นกัน ต้องยืนยันตรงกัน ณจุดนี้ว่าเรื่องราวมันเกิดจากตัวคน มันมิใช่ความผิดตัวสถาบันมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด
พันธมิตรฯสั่งจองล่วงหน้าวันที่ 28 มีนาคม ใครจะเลือกหอเล็กหอใหญ่วันไหนๆ เลือกกันเข้าไปเถอะ ประชาคมธรรมศาสตร์ต้องเปิดใจกว้างรับใช้ประชาชนทั่วหน้าเช่นกัน อย่าเอาสถานที่ ‘ห้องประชุมธรรมศาสตร์เป็นนายประกัน ' สร้างสัญญลักษณ์ต่อสู้ของคนใดคนหนึ่งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเด็ดขาด
ในบางครั้งผมเองเป็นคนชอบศึกษาพฤติกรรมคน มากกว่าประวัติศาสตร์เสียอีก กล่าวคือคนอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล ชอบอ้างประวัติศาสตร์ติดปลายนวม ข้อกังวลพอคลำทางที่ตั้งยุทธศาสตร์ของหอประชุมธรรมศาสตร์มันคือสัญญลักษณ์ศูนย์กลางแห่งการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ข้ออ้างเป็นฉากบังหน้าเพื่อก่อการสร้างเวทีปลุกระดมของเหล่านักประท้วงรับจ้างมืออาชีพอีกทอดหนึ่ง
หากคนที่คิดดีไม่มีปัญหา คนที่คิดชั่วแกว่งหาวงจรอุบาทว์สร้างปรากฎการณ์ทำร้ายประชาชนคนบริสุทธิ์เคลื่อนพลให้เกิดการปะทะ แผนวงจรอุบาทว์ทั้งสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พิภพ ธงไชย สมศักดิ์ โกสัยสุข สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ คนเหล่านี้ตั้งโจทย์วางเกม ลับ ลวง พราง อยู่ตลอดเวลาที่เข้าแย่งชิงมวลชน เล่นสงครามจิตวิทยาแผนแหย่ยั่วยุปลุกระดม ชี้นำฝังความคิดโดยวิธีการปักหลักยืดเยื้อเพื่อทรมานดิสเครติดรัฐบาลทุกวิถีทาง อาทิเช่น
ยึดเกาะกลางถนนกู้ชาติยกเลิกเผด็จการทุนนิยมสามานย์ ยึดหลักอ้างอิงอหิสา สันติวิธี ปราศจากอาวุธเป็นคัมภีร์แห่งการต่อสู้ประชาธิปไตยกลยุทธ์ยุแหย่เพื่อลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายรัฐฯ เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังสูงสุด
เปลือยกายล่อนจ้อนนักพรตสนธิ ลิ้มทองกุล ยกแรกยอมรับสารภาพล้มรัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณนายทุนลงขัน 400-500 ล้าน คิดว่ามันช่างคุ้มแสนคุ้มแล้ว ช่างสมคบเผด็จการคราบนายทุนพรรคหลายพรรคลงขันล้มล้างประชาธิปไตยที่ดุด่าว่ากล่าวชนิดเป็นวรรคเป็นเวร ตรวจสอบดีกว่าก่อม็อบชนม็อบข้างถนน ซ้ำรอยเดิมที่สร้างความบอบซ้ำกับบทบาทกู้ชาติเก๊ๆมากี่รอบ ตั้งวงแบล็กเมล์อำนาจคนอื่น ผมไม่อาจเอื้อมสอนใครมาก
มากกว่ายกสุภาษิตบทหนึ่งสะกดสะกิดใจคน ซึ่งหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ท่านได้ให้คติสอนใจไว้ว่า ‘ ผลของการที่ก่อสร้างไว้ดีแล้ว ย่อมไม่สูนย์หาย ' เป็นเครื่องยืนยันที่ดีสุดชั่วขณะครับ
คืนรัง
จาก hi-thaksin
Friday, March 21, 2008
งงงัน!!!พรรครวยโคตร
ตะลึงเหลือเชื่อปชป.รวยข่มเด็กแม้ว แค่โฆษกพรรคล่อ 34 ล้านบาท กลุ่มเพื่อนพ้องน้องพี่คนเดือนตุลาฯ สายพรรคปชป.รวยขึ้นเป็นแผงเป็นแถบ ต่างทยอยลงพาเหรดยึดอาชีพการเมืองเป็นที่ตั้ง
ทั้งนี้ แยกเป็นรายพรรค อันดับ ที่ 1 คือ พรรคประชาธิปัตย์ มี สส. 163 คน มีทรัพย์สินรวมกัน 13,524,747,715.93 บาท อันดับที่ 2 พรรคพลังประชาชน มี สส. 234 คน มีทรัพย์สินรวมกันทั้งสิ้น 11,033,241,968.72 บาท
อันดับที่ 3 คือพรรคชาติไทย มี สส. 34 คน มีทรัพย์สินรวมกันทั้งสิ้น 5,431,790,196.22 บาท อันดับที่ 4 พรรคเพื่อแผ่นดิน มี สส. 24 คน มีทรัพย์สินรวมกัน 1,815,927,024.33 บาท อันดับที่ 5 พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา มี สส. 9 คน มีทรัพย์สินรวมกัน 1,045,284,829.27 บาท
อันดับที่ 6 พรรคมัชิมาธิปไตย มี สส. 11 คน มีทรัพย์สินรวม กัน 742,823,150.26 บาท และอันดับที่ 7 พรรคประชาราช มี สส. 5 คน มีทรัพย์สินรวมกันทั้งสิ้น 498,417,159.10 บาท
ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน 9,082,771 บาท คู่สมรสมี 16,982,573 บาท ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีทรัพย์สิน 36,195,929 บาท คู่สมรสมี 14,644,438 บาท
สหรัฐสนใจปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ของไทย
สหรัฐฯ 21 มี.ค. - สหรัฐอเมริกาสนใจปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา เปิดเผยหลังเข้าพบ ดร.คอนโดลีซซา ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ว่า สหรัฐสนใจปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งไทยยืนยันเป็นปัญหาภายใน สามารถแก้ไขได้ ขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ โดยใช้หลักความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นอกจากนี้ รัฐมนตรีทั้ง 2 ยังได้หารือถึงปัญหาในพม่า ที่ไทยเห็นว่าการเจรจาและการใช้กลไกอาเซียน จะเป็นหนทางที่ดีกว่าการคว่ำบาตร
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-21 11:11:59

นายกฯ ให้การแก้ปัญหาไม่สงบภาคใต้เป็นวาระแห่งชาติ
ทำเนียบฯ 21 มี.ค. - การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีให้ถือว่าการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวาระแห่งชาติ และกำชับให้เร่งแก้ไขปัญหาการก่อเหตุร้ายรายวัน
ทางด้าน ผู้ว่าฯ ปัตตานี กล่าวก่อนการเข้าร่วมประชุมว่า มั่นใจสถานการณ์ในพื้นที่จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะขวัญและกำลังใจของประชาชนในพื้นที่.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
ยุบพรรค
คุณสุเมธ อุปนิสากร นั้น มีตำแหน่งเป็น 1 ใน 5 ของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ดังนั้น คำพูดยืนยันของคุณสุเมธวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้าม!!
วันนี้...คุณสุเมธพูดชัดเจนอย่าง “ตั้งใจพูด” ว่า...
เรื่องคดียุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยนั้น ตามกฎหมาย กกต. ก็จะทำอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคเท่านั้น แค่นี้ยังไม่เท่าไร แต่สิ่งที่ คุณบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กับ คุณอนงค์วรรณ เทพสุทิน จะต้องหนาวยะเยือกมากกว่านั้น คือ การยืนยันด้วยการยก ข้อกฎหมาย ประกอบการพูดว่า...กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรค 2 กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.เลือกตั้ง มาตรา 103 วรรค 2 ที่ระบุว่า
หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคกระทำความผิด กฎหมายให้ถือว่าพรรคการเมืองได้อำนาจการปกครองโดยวิถีทางที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งมันจะไปเข้ากฎหมายมาตรา 94(1) ที่ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบ ตรงนี้แหละ ที่คุณสุเมธนำมากล่าวอ้างในการพูด จนทำให้สองหัวหน้าพรรคแทบจะหัวใจวาย คือ“ถ้ากฎหมายมันเขียนคำว่า “ให้ถือว่า” ก็จะแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เว้นแต่เขียนว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อน อย่างนี้แปลเป็นอย่างอื่นได้
เขียนอย่างนี้ก็คล้ายๆ ว่า มัดเอาไว้เลย ตามกฎหมายไม่มีทางที่จะให้ผมคิดเป็นอย่างอื่นได้เลย เขามัดคอผมว่าต้องส่งไปอย่างนี้ คล้ายขีดเส้นให้ผมเดิน ซึ่งในที่ประชุมก็เห็นเหมือนกันหมด” จนบัดนี้ ผมเองก็อ่านไม่ออก คิดไม่ตกว่า คุณสุเมธนำเรื่องคอขาดบาดตายอย่างนี้ ออกมา “บอกเล่า” แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยทำไม??หรือคุณสุเมธต้องการ “สื่อ” อะไรบางอย่างออกมา ให้พรรคการเมืองอื่นๆ ได้รับรู้??
และแน่นอน!! หาก พรรคชาติไทยกับพรรคมัชฌิมาธิปไตย ประสบชะตากรรมตามนัยคำอธิบายเบื้องต้นของคุณสุเมธ พรรคใหญ่ที่เป็นแกนนำรัฐบาลอย่าง พรรคพลังประชาชน ก็ “หนีไม่พ้น” เช่นเดียวกันหาก คุณยงยุทธ ติยะไพรัช เกิดถูกศาลฎีกาฯ ตัดสินให้ “ใบแดง” เมื่อไร พรรคพลังประชาชนก็จะเจอข้อหาถูกยุบพรรคทันที เพราะคุณยงยุทธก็เป็น “กรรมการบริหารพรรค” คนสำคัญ
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างนี้ มาจากการร่างรัฐธรรมนูญที่มี “ประสงค์ สุ่นศิริ” เป็นประธานยกร่าง ทางเลือก (ที่ถือเป็นทางรอด) เดียว ซึ่งพรรคการเมืองทั้งหลายจะต้องทำ แต่คงทำยากหรือทำไม่ได้!!คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ!!เพราะวุฒิสมาชิกกับพรรคประชาธิปัตย์คงไม่เอาด้วย!!
สงครามใต้ ไข้ที่ถูกเลี้ยง (1)
ถึงขนาด..ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีมหาดไทย..ระบุว่า ไฟใต้ใหญ่เกินกว่ามหาดไทยรับมือ..แล้วขอให้กองทัพรับไปนั้นย้อนหลังไป..ก่อนที่โจรกระจอกจะแสดงปาฏิหาริย์..เผาบ้านผลาญชีวิต..จนถึงวันนี้..กองทัพได้เข้ามาจัดการแต่มันก็มีแต่แรงขึ้นจนเมื่อกองทัพเข้ามายึดอำนาจเป็นรัฐบาล..แต่สงครามใต้..ก็ไร้วี่แววจะสะดุดหยุดอยู่..แถมการพิฆาตเข่นฆ่าก็แผ่วงกว้างขึ้นมาทุกวัน
สงครามใต้..ไม่ใช่สงครามที่มีเชื้อโรคไวรัสบุกเข้ามาจากภายนอก..อย่างไข้หวัดใหญ่ หวัดนก แต่มันเป็นเชื้อโรคที่ก่อเกิดจากอวัยวะภายใน..แบบเดียวกับเอดส์หรือมะเร็งการรักษาไข้หวัด ไข้ทรพิษ หรือหวัดนก แตกต่างกับการรักษาเอดส์หรือมะเร็งอย่างไร..สงครามใต้ก็ต้องใช้วิธีการที่แตกต่างกัน
โรคที่เกิดจากปัจจัยภายใน ย่อมรักษาได้ยากกว่าโรคที่เกิดจากปัจจัยภายนอก..สงครามใต้ก็เช่นกัน..สงครามใต้..คือ การหลั่งไหลออกไปของงบประมาณแผ่นดิน..ทั้งในด้านการบำรุงรักษากำลังพลและการจัดซื้อจัดหายุทธปัจจัย..ยังไม่มีใครยืนยันตัวเลขออกมา..นับตั้งแต่วันที่อาวุธถูกปล้นมาจนถึงวันนี้..ประเทศนี้เสียเงินไปแล้วกี่หมื่นกี่แสนล้าน..ในสงครามที่ปราศจากแนวรบสงครามนี้
ถ้านายแพทย์สักคนหนึ่ง โรงพยาบาลสักแห่ง..จะเลี้ยงไข้คนไข้..เพื่อหารายได้บำรุงโรงพยาบาล และเพื่อความมั่งคั่งของหมู่หมอแน่นอนว่า..เขาจะต้องเลือกอาการป่วยของคนไข้ที่เกิดจากภายใน..เช่น เอดส์หรือมะเร็ง..เพราะโรคที่เกิดจากพิษภัยภายนอกนั้น..การเลี้ยงไข้ย่อมง่ายต่อการตรวจพบหากข้อสันนิษฐานนี้มีความเป็นไปได้..สงครามใต้จะกลายเป็นคนไข้ที่ไม่มีวันได้ออกจากโรงพยาบาล
ว่ากันไปแล้ว..สงครามใต้ไม่ใช่สงครามใหม่ของโลก..และสงครามใต้ก็ไม่ใช่โจทย์ทางทหาร ที่ยากลำบากจนสิ้นหนทางแก้ไขมีแบบอย่างการแก้ปัญหามากมาย..ในหลายๆ ประเทศ ที่มีสาเหตุและที่มาของปัญหา คล้ายๆ กับ 3 จังหวัดภาคใต้ของไทย..พรุ่งนี้ว่ากันอีกวัน..จะหยุดสงครามใต้ได้อย่างไร






