WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 23, 2008

เสธหนั่น! แฉมี เงาทะมึน 3 ตัว แทรกแซงการเมืองไทย

“พล.ต.สนั่น” แฉยับ เงามืดทะมึน 3 ตัว แทรกกายเข้า กกต.-รวมใจไทยชาติพัฒนา และ เพื่อแผ่นดิน ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา หนุนแก้ไข รธน. เฉพาะประเด็นที่มีผลให้บ้านเมืองวุ่นวาย ติง “สุเมธ” ผิดมารยาท กรณีชี้นำส่งคดียุบ ชท. ให้ศาล รธน.พิจารณา ทั้งที่ กกต. ยังไม่มีมติ ไล่ให้ลาออก

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า จะต้องส่งคดียุบพรรคชาติไทยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ว่า การให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ถือเป็นชี้นำและผิดมารยาทอย่างร้ายแรง เพราะ กกต. ยังไม่ได้ประชุมและมีมติออกมา หลังจากที่อนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้เสนอผลมา ซึ่งการออกมาพูดเช่นนี้ ทำให้คนเห็นว่าพรรคชาติไทยผิดไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล เชื่อว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุเมธ มีเงามืดอย่างน้อย 3 คน ที่คอยบงการและสอดแทรกอยู่ใน กกต.

“ผมเริ่มจะเชื่อมากขึ้น หลังจากที่เขาบอกกันว่ามีเงาทะมึนอยู่เบื้องหลัง เพราะการปฏิบัติของท่านสุเมธมันเริ่มเพี้ยน ทำให้ประชาชนเข้าใจว่านี่ผิดแล้วน่ะ ที่ท่านนายกฯ สมัคร บอกว่ามีมือที่มองไม่เห็น แต่ของผมมองว่ามีคนที่อยู่ในเงามืดอย่างน้อย 3 คนที่คอยบงการคุณสุเมธหรือไม่ และที่คอยมาสอดแทรกใน กกต.อยู่ ซึ่งผมก็ติดตามคน ๆ หนึ่งมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว เพราะเข้าไปแทรกในเพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา ไปแทรกเขาทุกพรรค ผมขอร้องทั้ง 3 ท่าน บ้านเมืองมันจะเกิดอะไรก็ต้องให้เป็นไปตามครรลอง” พล.ต.สนั่น กล่าว

ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวด้วยว่า พฤติกรรมของนายสุเมธไม่สมควรมีตำแหน่งในบ้านเมือง ดังนั้น หากรู้ว่าตัวเองทำผิดไปแล้ว ก็ควรออกมาขอโทษ หรือไม่ก็ลาออกจากการเป็น กกต.ไปเลย เพราะถือว่าทำผิดอย่างร้ายแรง “ก็เห็นใจว่าอายุมาก เกิน 70 ปีแล้ว ดังนั้น ควรจะออกก่อนที่จะถูกไล่จะดีกว่า เพราะถ้าไปตัดสินใครแล้วศาลบอกว่าหมดอายุไปแล้ว ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาได้”

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เสนอให้ยุบสภาฯ ก่อนที่พรรคการเมืองจะถูกยุบ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ถึงแม้จะยุบสภาฯ หากมีธงว่าจะยุบพรรคการเมือง ก็ตามไปยุบได้ ดังนั้น อย่าไปเส้นตื้น ขณะนี้แกนนำพรรคพลังประชาชน และนายกรัฐมนตรี บอกแล้ววว่าไม่มีเรื่องยุบสภาฯ เป็นความเห็นส่วนตัว แต่อยากย้ำว่า สิ่งที่ทุกพรรคการเมืองจะต้องพิจารณาคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยต้องดูว่า มีประเด็นใดบ้างที่ส่งผลกระทบทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย แต่ไม่ได้หมายความว่าแก้เลอะเทอะ หรือแก้เพื่อตัวเอง เพียงแต่กรณีที่กรรมการบริหารพรรคทำผิด แต่พรรคหรือคนอื่นไม่ได้รู้เห็นแต่กลับจะต้องถูกยุบนั้น เป็นเรื่องที่ควรต้องแก้

พล.ต.สนั่น กล่าวยืนยันด้วยว่า ผู้ใหญ่ในพรรคไม่เคยคุยกันเรื่องการตั้งพรรคสำรอง เพราะไม่คิดว่าพรรคชาติไทยจะถูกยุบ เนื่องจากหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดดังกล่าว

ด้านนายอรรคพล สรสุชาติ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกพรรคชาติไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ส่วนร่วมในการพิจารณร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 3 ฉบับ ขอยืนยันว่าในขณะที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ ตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างที่มาชี้แจงกับ สนช. ยืนยันชัดเจนและมีบันทึกไว้ว่ากรณีที่มีผู้สมัครของพรรคการเมืองใดทำผิด การจะพิจารณายุบพรรคหรือไม่ กกต.ต้องสอบสวนว่าความผิดนั้นเกี่ยวโยงกับหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ ซึ่ง กกต.ก็ทำตามขั้นตอนนี้ โดยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดยมีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน

“ผมมีข้อมูลว่า ผลการสอบระบุชัดเจนว่า หัวหน้าพรรคชาติไทยและกรรมการบริหารพรรคคนอื่นไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัคร ส.ส.ชัยนาท พรรคชาติไทย และเป็นกรรมการบริหารพรรคที่ได้ใบแดง เท่ากับว่าผลวินิจฉัยออกมาแล้วว่า กรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคไม่รู้เห็น พรรคชาติไทยไม่ผิด” นายอรรคพล กล่าว.

พปช.'แฉ‘สนธิ'เตรียมลงเลือกตั้งหากยุบสภา

พ.อ.อภิวันท์ วิริยชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และส.ส.นนทบุรี พรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคพลังประชาชน ว่า ก่อนหน้านี้ตนได้รับรายงานจากอิหม่ามในพื้นที่ ว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช.กำลังเดินสายพบกับอิหม่ามตามสุเหร่าต่างๆกว่า 20แห่ง โดยระบุว่ากลางปีนี้ จะมีการยุบสภาและจะลงสมัครรับเลือกตั้ง
พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตุว่า พล.อ.สนธิไม่ใช่ชาวไทยมุสลิมแท้ แต่พยายามที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง โดยตั้งธงให้รัฐบาลชุดนี้ยุบสภาตามกระแสข่าวและขอย้ำกับสื่อมวลชนว่าการยุบสภา พรรคไม่เคยพูดถึงและไม่เคยหารือเลย ส่วนการยุบสภาตามข้อเสนอของ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนนั้น ตนฟังเสียงสะส้อนของส.ส.พรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านในเรื่องนี้ ไม่มีใครเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เพราะรัฐบาลควรทำงานแก้ไขปัญหาบ้านเมืองไปก่อน รัฐบาลเพิ่งทำงานได้ยังไม่ครบ6เดือนเลยและควรอยู่3-4ปี ส่วนเรื่องใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนนั้น ต้องต่อสู้ตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม และไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง


จาก hi-thaksin

Saturday, March 22, 2008

มาแล้ว! คำขวัญแก้ปัญหายาเสพติด“รวมพลังประชาไท พ้นภัยยาเสพติด”

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติเป็นครั้งแรก โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เข้าร่วมการประชุม


ภายหลังการประชุม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมได้มีการรายงานสรุปสถานการณ์ยาเสพติดในปัจจุบัน พบว่าการแพร่ระบาดของยาเสพติดมีแนวโน้มการนำลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศตามแนวชายแดนภาคเหนือ แต่มีสัดส่วนลดลง ขณะที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่หลัก 9 จังหวัด 22 อำเภอ ส่วนพื้นที่ที่เป็นปัญหาหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีสัดส่วนของปัญหาอยู่ที่ร้อยละ 40 ของปัญหาทั้งประเทศ และยาบ้ายังคงเป็นตัวยาหลักที่เป็นการแพร่ระบาด

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า กลุ่มเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี ยังเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องเฝ้าระวัง อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 2 เมษายนนี้ เวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรีจะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 1 ภายใต้ชื่อ “รวมพลังประชาไท พ้นภัยยาเสพติด” มุ่งเน้นกลยุทธ์ 3 ลด 3 เพิ่ม 3 เน้น ประกอบด้วย ลดกลุ่มผู้ค้า กลุ่มผู้เสพ และกลุ่มเยาวชนที่มีความเสี่ยง รวมถึงเพิ่มการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ภาคประชาชน และองค์กรท้องถิ่นในการปราบปรามและเฝ้าระวัง และเน้นหนักต่อกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล พื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ปัญหาซ้ำซากต่อเนื่อง

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้กำชับในที่ประชุมให้การปราบปรามเป็นไปอย่างชัดเจน เฉียบคม และหวังผลได้ในระยะสั้น ภายใต้กรอบของกฎหมาย และขอยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะใช้ความรุนแรงปราบปรามจับกุมผู้ค้า แต่จะบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันเชื่อว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาจะประสบผลสำเร็จด้วยดี

พล.ต.สนั่น ติง สุเมธ ชี้นำส่งคดียุบชาติไทยให้ศาล รธน.พิจารณา

สนามบินน้ำ 22 มี.ค. - “พล.ต.สนั่น” ติง “สุเมธ” ผิดมารยาท กรณีชี้นำส่งคดียุบ ชท. ให้ศาล รธน.พิจารณา ทั้งที่ กกต. ยังไม่มีมติ เชื่อมีเงามืดอยู่เบื้องหลัง ยันไม่มีการหารือตั้งพรรคสำรอง เชื่อ ชท.ไม่ถูกยุบ หนุนแก้ไข รธน. เฉพาะประเด็นที่มีผลให้บ้านเมืองวุ่นวาย

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า จะต้องส่งคดียุบพรรคชาติไทยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ว่า การให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ถือเป็นชี้นำและผิดมารยาทอย่างร้ายแรง เพราะ กกต. ยังไม่ได้ประชุมและมีมติออกมา หลังจากที่อนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้เสนอผลมา ซึ่งการออกมาพูดเช่นนี้ ทำให้คนเห็นว่าพรรคชาติไทยผิดไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล เชื่อว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุเมธ มีเงามืดอย่างน้อย 3 คน ที่คอยบงการและสอดแทรกอยู่ใน กกต.

“ผมเริ่มจะเชื่อมากขึ้น หลังจากที่เขาบอกกันว่ามีเงาทะมึนอยู่เบื้องหลัง เพราะการปฏิบัติของท่านสุเมธมันเริ่มเพี้ยน ทำให้ประชาชนเข้าใจว่านี่ผิดแล้วน่ะ ที่ท่านนายกฯ สมัคร บอกว่ามีมือที่มองไม่เห็น แต่ของผมมองว่ามีคนที่อยู่ในเงามืดอย่างน้อย 3 คนที่คอยบงการคุณสุเมธหรือไม่ และที่คอยมาสอดแทรกใน กกต.อยู่ ซึ่งผมก็ติดตามคน ๆ หนึ่งมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว เพราะเข้าไปแทรกในเพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา ไปแทรกเขาทุกพรรค ผมขอร้องทั้ง 3 ท่าน บ้านเมืองมันจะเกิดอะไรก็ต้องให้เป็นไปตามครรลอง” พล.ต.สนั่น กล่าว

ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวด้วยว่า พฤติกรรมของนายสุเมธไม่สมควรมีตำแหน่งในบ้านเมือง ดังนั้น หากรู้ว่าตัวเองทำผิดไปแล้ว ก็ควรออกมาขอโทษ หรือไม่ก็ลาออกจากการเป็น กกต.ไปเลย เพราะถือว่าทำผิดอย่างร้ายแรง “ก็เห็นใจว่าอายุมาก เกิน 70 ปีแล้ว ดังนั้น ควรจะออกก่อนที่จะถูกไล่จะดีกว่า เพราะถ้าไปตัดสินใครแล้วศาลบอกว่าหมดอายุไปแล้ว ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาได้”

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เสนอให้ยุบสภาฯ ก่อนที่พรรคการเมืองจะถูกยุบ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ถึงแม้จะยุบสภาฯ หากมีธงว่าจะยุบพรรคการเมือง ก็ตามไปยุบได้ ดังนั้น อย่าไปเส้นตื้น ขณะนี้แกนนำพรรคพลังประชาชน และนายกรัฐมนตรี บอกแล้ววว่าไม่มีเรื่องยุบสภาฯ เป็นความเห็นส่วนตัว แต่อยากย้ำว่า สิ่งที่ทุกพรรคการเมืองจะต้องพิจารณาคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยต้องดูว่า มีประเด็นใดบ้างที่ส่งผลกระทบทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย แต่ไม่ได้หมายความว่าแก้เลอะเทอะ หรือแก้เพื่อตัวเอง เพียงแต่กรณีที่กรรมการบริหารพรรคทำผิด แต่พรรคหรือคนอื่นไม่ได้รู้เห็นแต่กลับจะต้องถูกยุบนั้น เป็นเรื่องที่ควรต้องแก้

พล.ต.สนั่น กล่าวยืนยันด้วยว่า ผู้ใหญ่ในพรรคไม่เคยคุยกันเรื่องการตั้งพรรคสำรอง เพราะไม่คิดว่าพรรคชาติไทยจะถูกยุบ เนื่องจากหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดดังกล่าว

ด้านนายอรรคพล สรสุชาติ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกพรรคชาติไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ส่วนร่วมในการพิจารณร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 3 ฉบับ ขอยืนยันว่าในขณะที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ ตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างที่มาชี้แจงกับ สนช. ยืนยันชัดเจนและมีบันทึกไว้ว่ากรณีที่มีผู้สมัครของพรรคการเมืองใดทำผิด การจะพิจารณายุบพรรคหรือไม่ กกต.ต้องสอบสวนว่าความผิดนั้นเกี่ยวโยงกับหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ ซึ่ง กกต.ก็ทำตามขั้นตอนนี้ โดยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดยมีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน

“ผมมีข้อมูลว่า ผลการสอบระบุชัดเจนว่า หัวหน้าพรรคชาติไทยและกรรมการบริหารพรรคคนอื่นไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัคร ส.ส.ชัยนาท พรรคชาติไทย และเป็นกรรมการบริหารพรรคที่ได้ใบแดง เท่ากับว่าผลวินิจฉัยออกมาแล้วว่า กรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคไม่รู้เห็น พรรคชาติไทยไม่ผิด” นายอรรคพล กล่าว. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-22 16:39:08

พปช.จัดประชุมใหญ่-เดินหน้าแก้รธน.เผด็จการ

(22มีค.) ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพลังประชาชน แถลงผลการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2551 ว่า มีผู้เข้าร่วมประชุม 299 คน ถือว่าครบองค์ประชุม ตามกำหนดของข้อบังคับพรรคตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาครบทุกประเด็น ตามระเบียบวาระการประชุม เสร็จสิ้นภายใน 13.00 น.
ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายกมล พิกุลสวัสดิ์ เป็นผู้สอบบัญชีของพรรค และที่ประชุมได้รับรองรายงานการเงิน 2550 ซึ่งรายงานงบดุลของพรรคพลังประชาชน มีรายได้ประมาณ 141 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 203 ล้านบาท ส่วนแผนการดำเนินการปี 2552 ทางพรรคฯ มีเป้าหมายจะเร่งฟื้นฟูประชาธิปไตย และดำเนินนโยบายพาประเทศผ่านพ้นวิกฤติ ที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดยเน้นพันธกิจการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน ทั้งยังมีภารกิจ ภายในพรรค และอีกส่วนหนึ่งที่ได้เสนอและรับรองจากที่ประชุมพรรค คือ การพัฒนาพรรคที่นำไปสู่สถาบันทางการเมือง
ร.ท.กุเทพ กล่าวอีกว่า ในที่ประชุม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้พูดต่อที่ประชุมก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ ซึ่งนายสมัครได้รายงานถึงสถานการณ์การเมืองทั่วไปว่า จากที่ได้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งทุกประเทศที่เดินทางไป ต่างแสดงความชื่นชมยินดีที่ประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย และหวังว่าจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ดียิ่งขึ้นในระดับนานาชาติ ที่จะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจมีความก้าวหน้า
" นายสมัครได้กล่าวว่า ขณะนี้กลับมีปัญหาทางการเมือง บั่นทอนความน่าเชื่อถือ และความมั่นใจจากประชาคมโลก โดยการเมืองยังไม่สิ้นสุดสะเด็ดน้ำ แต่ยังมีประเด็นให้มีการถกเถียงอยู่ตลอด ก็เป็นปัญหาให้การทำงานของรัฐบาลไม่ลงตัวอยู่ " ร.ท.กุเทพระบุและว่า นายสมัครยังกล่าวในที่ประชุมพรรคฯ ถึงกรณีการยุบพรรคการเมือง ซึ่งถ้ามีการยุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค จะเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ ไม่ใช่เป็นการฆ่ากรรมการบริหารพรรค โดยนายสมัครได้ยืนยันว่า จะทำหน้าที่แก้ไขปัญหา และวิกฤตของประเทศจนครบวาระ 4 ปี
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุมได้พูดถึงการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่จะเป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศหรือไม่ ร.ท.กุเทพกล่าวว่า ก่อนเข้าระเบียบวาระ ได้มีการแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันอย่างกว้างขวาง ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมยืนยันว่า เมื่อพรรคฯ ได้รับเสียงส่วนใหญ่จากประชาชน ก็ต้องแก้ไขปัญหา โดยอาศัยกรอบของอำนาจที่ได้รับมาให้ดีที่สุด ฉะนั้นหากมีกฎหมายมาตราใดทำให้เกิดความเสียหาย และการเมืองมาถึงทางตัน ก็เป็นความชอบธรรมที่จะหางแก้ไข เพราะเห็นตรงกันว่า ภายในระยะเวลา 2 ปีที่ สนช. ได้ทำการร่างกฎหมาย บนบรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และริดรอนอำนาจขององค์กรอิสระ
ส่วนจะมีการแก้มาตรา 237 หรือไม่นั้น ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ไม่ได้ลงรายละเอียด คาดว่าจะมีการพูดคุยกันในที่ประชุมพรรคฯ ในวันที่ 25 มี.ค.นี้ โดยขณะนี้มี ส.ส. เสนอญัตติเข้าสู่สภา เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาประเด็นที่จะมีแก้ไข ที่จะประกอบด้วยตัวแทนจากทุกพรรคการเมือง
ต่อข้อถามว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว จะมีการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ ร.ท.กุเทพกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาในสภา ต้องใช้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย ซึ่งเราได้มีการพูดคุยในหมู่ ส.ส. ด้วยกันแล้ว แม้แต่พรรคไม่ร่วมรัฐบาลเห็นตรงกัน โดยอาจจะอยู่ในช่วงสงวนท่าที เพื่อไม่ให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เกิดความสับสนทีกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคฯ กังวลหรือไม่ว่า จะถูกโจมตีว่าแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ร.ท. กุเทพกล่าวว่า ที่ประชุมก็มีการพูดคุยในเรื่องนี้ เพราะบางเรื่องต้องกล้าอธิบายกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า กฎหมายที่แก้มีผลโดยรวมต่อประเทศอย่างไร โดยอาศัยรัฐสภาเป็นเวที เมื่อเห็นว่ากฎหมายใดไม่ชอบธรรมเราก็ต้องแก้ เพราะเรามาจากระบอบ
ประชาธิปไตย ซึ่งมีบางคนเสนอในที่ประชุมว่า วันนี้ต้องเอากฏมายที่มาโดยไม่ชอบไปทั้งหมด แต่เราเห็นว่า กฎหมายบางฉบับมีเนื้อหาที่ดีก็เอาไว้ แต่ในที่ประชุมไม่ได้มีการพูดถึงการยุบพรรค กรณีการให้ใบแดงกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน
ต่อคำถามที่ว่า ที่ประชุมได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวคิดของ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน หรือไม่ ร.ท.กุเทพกล่าวว่า เป็นที่ทราบกันก่อนเข้าประชุมว่า พรรคมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งแนวทางดังกล่าว
เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งเมื่อมีความชัดเจนว่า ทางพรรคไม่มีแนวทางอย่างนั้น ที่ประชุมก็ไม่มีการพูดกันในประเด็นนั้นต่อ โดยเฉพาะการที่นายสมัครได้ยืนยันว่า จะแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนจนสุดความสามารถและตรบวาระ นั่นหมายถึงการยุบสภาที่ไม่เกี่ยวกับปัญหาในสภา แต่เป็นความขัดแย้งอื่นๆ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะยุบสภา

จาก hi-thaksin

นายกฯสมัครเตรียมเยือนเวียดนาม 24 มี.ค.นี้

นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีกำหนดจะเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 24 มีนาคม 2551 เพื่อแนะนำตัว ภายหลังจากเข้ารับตำแหน่ง และสร้างความคุ้นเคย และส่งเสริมสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกับผู้นำเวียดนาม รวมทั้งยืนยันความต่อเนื่องด้านนโยบายของไทยต่อเวียดนาม และเน้นย้ำถึงความสำคัญที่ไทยให้แก่เวียดนาม ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เกี่ยวกับประเด็นความสัมพันธ์ และความร่วมมือในมิติต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยกับเวียดนาม อาทิ ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือทางวิชาการ การศึกษา ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ตลอดจนแสวงหาแนวทางที่ทั้งสองประเทศจะกระชับความร่วมมือของการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่ออนุภูมิภาคโดยรวมด้วย
นายธฤต กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในระหว่างการเยือน ประกอบด้วยการเข้าเยี่ยมคารวะนายเหวียน มินห์ เจี๊ยต ประธานาธิบดีเวียดนาม และนายหน่ง ดึ๊ก หมั่น เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม รวมทั้งหารือข้อราชการกับนายเหวียน เติน ซุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นอกจากนี้ นายสมัครจะเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-เวียดนาม ว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีในการขจัดการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก และการช่วยเหลือเหยื่อของการค้ามนุษย์ จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะพบปะและมอบนโยบายแก่หัวหน้าสำนักงานส่วนราชการไทยในเวียดนาม รวมทั้งนักธุรกิจและคนไทยในเวียดนาม


จาก hi-thaksin

รัฐบาลกำหนด 3 ยุทธศาสตร์ปราบปรามยาเสพติด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชีรัฐบาลเตรียมใช้มาตรการ 3 ลด 3 เพิ่ม และ3เน้น ยืนยันไม่มีนโยบายใช้ความรุนแรงในการปราบยาเสพติด

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าวว่า ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ รัฐบาลจะประกาศนโยบายปราบปรามยาเสพติดที่ทำเนียบรัฐบาลโดยใช้กลยุทธการลด 3 เพิ่ม 3 เน้นลดผู้ค้าผู้เสพและกลุ่มเสี่ยงเพิ่มมาตรการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ บทบาทของประชาชนและสาธารณและเน้นพื้นที่ กทม.และปริมณฑล บางพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่นำเข้า ทั้งนี้ นายกฯได้กำชับให้การใช้มาตรการจะต้องเห็นผลได้ในระยะสั้นและต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ยืนยันรัฐบาลไม่มีนโยบายใช้การรุนแรงในการปราบปราม รองโฆษกสำนักนายกฯยังสรุปถึงสถานการณ์ยาเสพติดด้วยว่าพื้นที่สำคัญคือกทม.และปริมณฑลและ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการแพร่ระบาดจะเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มเยาวชนอายุตั้งแต่ 15-24 ปี

อย่างไรก็ตามในส่วนของการปราบปรามได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในปี 2544 มีจำนวนสูงถึง 1.9 ล้านคน และมีการประกาศสงครามยาเสพติดในปี 2546 มีจำนวนผู้ที่เกี่ยวข้องลดลงเหลือ 4.5 แสนคน แต่เมื่อยุติการประกาศสงครามกับยาเสพติดกลับมีผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นถึง 5.7 แสนคน

นายกฯ ให้ฟื้นอุตสาหกรรมอาหารพัฒนา 3 จังหวัดใต้

นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยฟื้นอุตสาหกรรมอาหาร พัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดใต้ ดึงทหารเข้ามาถือหุ้น

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธาน ประชุมวางแนวทางแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้วันนี้ว่า เป็นการหารือใน ส่วนของการพัฒนาของฝ่ายพลเรือน เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น

โดยที่ประชุมเห็นว่าควรมีการฟื้นฟูโครงการอุตสาหกรรมอาหารและโครงการอื่นๆ ที่ภาคเอกชนไม่กล้าเข้าไปดำเนินการกลับ ขึ้นมาใหม่ โดยการให้ทหารเข้าไปถือหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ และเอกชนถือหุ้น 49 เปอร์เซ็นต์ คล้ายกับรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีการ ลงทุนในด้านงบประมาณจากภาคเอกชนและใช้กำลังจากทหารเข้าไปดำเนินการแทน โดยสามารถดำเนินการได้ทันที

นายกรัฐมนตรีบอกว่าภาพรวมการแก้ไข นายกรัฐมนตรีจะเป็นคนรับผิดชอบหลัก โดยมีฝ่ายปฏิบัติงานทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร และตำรวจ แต่จะไม่ขอเปิดเผยยุทธศาสตร์ หรือแนวทางการทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายทราบถึงแนวทางของ รัฐบาล ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีบอกว่า สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้ถือว่าดีขึ้นตามลำดับ แต่เหตุร้ายที่เกิดขึ้นค่อนข้างถี่ใน ช่วงนี้เป็นเพราะผู้ก่อการร้ายต้องการให้ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีกระโดดลงไป ซึ่งขณะนี้ฝ่ายปฏิบัติการณ์ กำลังพยายามทำงานกันอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำว่าการแก้ไขปัญหาภาคใต้จะยึดหลักสันติวิธีในการดำเนินการต่อไป ส่วนที่นักวิชาการเสนอให้เชิญ นายอนันต์ ปันยารชุน เข้ามาเป็นคณะทำงานในการแก้ปัญหานี้นั้น นายกฯ พูดเพียงสั้นๆ ว่าไม่เชิญ

รัฐบาลดีเดย์ อัดฉีดเงินลงรากหญ้าถึงมือชาวบ้าน เม.ย.นี้

รัฐบาลดีเดย์หลังสงกรานต์อัดฉีดงบลงรากหญ้าผ่านโครงการ เอสเอ็มแอล.เกือบ 20,000 ล้านบาท พร้อมดึง 2 แบงก์รัฐ ออมสิน และ ธกส.เดินโครงการประชานิยมเต็มสูบ เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ ให้ประชาชนในชนบท

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง เปิดเผยหลังเรียกประชุมคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน เพื่อเร่งอัดฉีดเม็ดเงินลงไปสร้างรายได้ให้ประชาชนในภาคชนบท ซึ่งตังเลขเบื้องต้นของ ก.มหาดไทย ปัจจุบันมีหมู่บ้านอยู่ ทั้งสิ้น 78,358 หมู่บ้าน ในจำนวนนี้แยกเป็นชุมชน 3,444 ชุมชน ซึ่งที่ประชุมได้มีมติขยายหมู่บ้านและงบประมาณที่จะใช้ใหม่ เป็น 7 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ประชากรตั้งแต่ 1 คน ถึง 50 คน จะได้จัดสรรงบประมาณ 50,000 บาทเท่าเดิม

กลุ่มที่ 2 ประชากร 51 คน ถึง 100 คน ได้งบประมาณ 100,000 บาท เท่าเดิมเช่นกัน

กลุ่มที่ 3 ประชากรตั้งแต่ 101 ถึง 200 คน จะได้รับจัดสรรงบลงเหลือแค่ 150,000 บาท จากเดิม 200,000 บาท

กลุ่มที่ 4 ประชากรตั้งแต่ 201 ถึง 500 คน ได้รับจัดสรรงบเท่าเดิมคือ 200,000 บาท

กลุ่มที่ 5 ที่ประชากรตั้งแต่ 501 ถึง 1,000 คน จะได้งบประมาณเท่าเดิม คือ 250,000 บาท

กลุ่มที่ 6 ประชากรตั้งแต่ 1,000 ถึง 1,500 คน จะได้งบประมาณ 300,000 บาท

กลุ่มที่ 7 ซึ่งถือเป็นหมู่บ้านขนาด เอ็กซ์แอล ประชากรตั้งแต่ 1,501 คนขึ้นไป จะได้รับการจัดสรรงบประมาณ 350,000 บาท ซึ่งในกลุ่มนี้จะมีหมู่บ้านที่เข้าข่ายราว 3,117 หมู่บ้าน

ซึ่งเมื่อคำนวนงบตามสัดส่วนของขนาดหมู่บ้านทั้ง 7 กลุ่ม จะต้องใช้งบประมาณถึง 18,687 ล้านบาทเศษ โดยในจำนวนนี้จะ โยกงบจากโครงการอยู่ดีมีสุข 15,000 ล้านบาท ส่วนที่เบิกจ่ายไปก่อนหน้านี้ในโครงการอยู่ดีมีสุขก็จะประสานไปยัง ก.มหาดไทย ให้ทำโครงการให้สอดคล้องกับโครงการเอสเอ็มแอล.ส่วนที่เกินอยู่อีกราว 3,600 ล้านบาท จะใช้งบกลางโดยจะเสนอให้ ครม. เห็นชอบในวันอังคารนี้เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการได้ทันที และหลัง ครม.เห็นชอบก็จะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. และตั้งเป้าช่วงเทศกาลสงกรานต์

ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเดินทางกลับบ้านจัดเวทีประชาคมหมู่บ้านเพื่อดูว่า แต่ละหมู่บ้านจะนำเงินไปทำอะไรกันบ้าง และสัปดาห์สุดท้าย ของเดือนก็จะเริ่มกดปุ่มโอนเงินเข้าระบบผ่านธนาคารออมสิน และ ธกส. ลงไปสู่หมู่บ้านทันที ซึ่งในเรื่องดังกล่าวได้มีการตั้งคณะ กรรมการเร่งรัดการเบิกจ่ายขึ้นมาอีก 1 ชุด เพื่อให้การเบิกจ่ายและใช้งบมีประสิทธิภาพสูงสุด

และในการประชุม ครม.วันอังคารนี้จะมีการเสนอโครงการประชานิยมที่อยู่ในความรับผิดชอบของธนาคารออมสิน และ ธกส. ซึ่งก็ อยู่ในแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าเข้าที่ประชุม ครม.ด้วย ซึ่งประกอบด้วย การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี, โครงการธนาคาร ประชาชนที่ลดดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 0.75 จากร้อยละ 1 ต่อเดือน และโครงการกองทุนหมู่บ้านที่จะมีการอัดฉีดเม็ดเงินใหม่เข้าไป ยังหมู่บ้านเกิดใหม่ 1,600 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท โดยทั้งหมดดีเดย์เดินโครงการพร้อมกันเดือน เม.ย.นี้ เพื่อเร่งสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับนายทุนในภาคชนบท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อในประเทศ หนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ใน 6 เดือน

‘หมอเลี้ยบ' หนุนแก้รธน.-แนะส.ส.เริ่มก่อนเพื่อความรวดเร็ว

วันนี้ (21 มี.ค.) นายแพทย์ (นพ.) สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัญหาด้านการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ยกร่างขึ้นมาจากการยึดอำนาจ ซึ่งกลายเป็นปัญหาที่บั่นทอนถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน จึงควรมีการแก้ไขเพื่อให้การเมืองมีเสถียรภาพและนักลงทุนเกิดความมั่นใจมากขึ้น
นพ.สุรพงษ์ กล่าวยอมรับว่า ปัญหาการเมืองได้สร้างแรงกดดันทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างไรจากคดียุบพรรค ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนและนักลงทุน อีกทั้งการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาบอกว่าไม่มีทางเลือกในการส่งให้ศาลตัดสินกรณียุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพราะข้อกฎหมายบังคับไว้ ทำให้มองย้อนกลับไปว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้มาจากกฎหมายที่มาจากการยึดอำนาจ
ดังนั้น เมื่อกฎหมายทำให้เกิดความไม่มั่นใจ จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรต้องทบทวนและหาทางแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตลอดจนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งประชาชน, ส.ว. และ ส.ส. สามารถเข้ามาร่วมกันเพื่อแก้ไขกฎหมายได้ แต่หากจะให้แก้ไขปัญหาได้โดยเร็วก็ต้องให้ ส.ส.เป็นฝ่ายเริ่มก่อน
ส่วนกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ออกมามีจุดประสงค์เพื่อต้องการขจัดคนทุจริตออกจากระบบการเมืองหรือไม่นั้น นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ในระดับของพรรคการเมืองเองได้วางกรอบการรับสมาชิก และผู้บริหารพรรคไว้อยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าคงจะทำได้ไม่ 100% และเมื่อมีกฎหมายในเรื่องการยุบพรรคและการตัดสิทธิทางการเมือง ยิ่งทำให้กฎหมายมีความเข้มข้นมากขึ้น
ทั้งนี้ ทำให้มองได้ว่าในอนาคตกรรมการบริหารพรรคการเมืองจะมีน้อยลง เพราะแกนนำพรรคจะไม่กล้าเข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรค อีกทั้งแม้จะเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งแต่ท้ายที่สุดแล้วนายกรัฐมนตรีจะไม่ได้มาจากหัวหน้าพรรค ซึ่งการจะวางกรอบของกฎหมายก็ควรจะดูว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศจริงหรือไม่
นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรจะเห็นทิศทางได้ก่อนที่จะเดินทางไปทำโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่น ปลายเดือนนี้ (30-31 มี.ค.) เพื่อจะได้ตอบคำถามกับต่างประเทศได้ โดยอาจจะมีการซาวนด์เสียงอย่างไม่เป็นทางการ
ส่วนการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยเมื่อวานนี้ปรับตัวลดลงเกือบ 10 จุดนั้น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เกิดจากนักลงทุนไม่มั่นใจ หลังจากศาลฎีการับคำฟ้องกรณีที่ กกต. ให้ใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านการเมืองให้กับนักลงทุน
นพ.สุรพงษ์ ยังให้ความเห็นกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) โดยชี้ว่า กฎหมายควรจะลงโทษเฉพาะผู้ที่กระทำความผิดเท่านั้น ไม่ควรโยงไปถึงการยุบพรรค โดยเปรียบเทียบกับธุรกิจของเอกชนว่าถ้าผู้บริหารกระทำผิดก็ไม่จำเป็นถึงขั้นปิดบริษัท
"ควรจะต้องดูว่าข้อกฎหมายที่มีอยู่เหมาะสมแล้วหรือไม่ เพราะผู้ที่กระทำความผิดเป็นเพียงกรรมการบริหารพรรคเพียงคนเดียว จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีการยุบพรรคทั้งพรรคเหมือนอย่างบริษัทเอกชนที่พนักงานทำผิดจำเป็นที่จะต้องยุบบริษัทนั้นหรือไม่ ดังนั้นจึงอยากให้คิดให้ดี"


จาก hi-thaksin