WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 23, 2008

พปช.เสนอแก้รัฐธรรมนูญ

22 มี.ค.-วันนี้พรรคพลังประชาชนจัดประชุมใหญ่ และมีมติที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะหารือในรายละเอียดกับพรรคอีกครั้งในวันที่ 25 มีนาคมนี้ พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สนับสนุนให้มีการยุบสภา เพื่อหนีคดียุบพรรค

พรรคพลังประชาชนจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2551 มีนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคเป็นประธานการประชุม ประเด็นสำคัญที่มีการหยิบยกมาหารือและแสดงความเห็นอย่างกว้างขวางของสมาชิก คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเนื้อหาของกฎหมายหลายฉบับและรัฐธรรมนูญบางมาตรา เป็นอุปสรรคและสร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง ที่ประชุมจึงมีมติที่จะเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะนำเข้าหารือในรายละเอียดกับพรรคอีกครั้ง ในวันที่ 25 มีนาคมนี้ โดยร้อยโทกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค ยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มแต่แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และจะหารือกับพรรคการเมืองอื่น เพื่อให้แก้ไขไปในทิศทางเดียวกัน

ขณะที่น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค กล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีคงไม่ดำเนินการแต่จะเป็นบทบาทของสภา ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นจะเดินหน้าทางการเมืองอย่างแข็งขัน และพรรคพลังประชาชนจะเป็นรัฐบาล 4 ปี พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ สนับสนุนแนวคิดให้ยุบสภา เพื่อหนีคดียุบพรรค

สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 291 ผู้ที่เสนอญัตติแก้ไขมาจากคณะรัฐมนตรี ส.ส. หรือ ส.ส.ร่วมกับ ส.ว. หรือ เสนอญัตติจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน

โดยขั้นตอนการพิจารณามี 3 วาระ โดยวาระที่ 1 การออกเสียงลงคะแนน ใช้วิธีเรียกชื่อ และลงคะแนนโดยเปิดเผย ใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา

ส่วนวาระที่ 2 เป็นการพิจารณาเรียงลำดับมาตรา และต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็นจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วย

และวาระที่ 3 การออกเสียงใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย เสียงเห็นชอบต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา

ปัจจุบันมี ส.ส.รวม 480 คน และ ส.ว. 145 คน รวมมีสมาชิกรัฐสภาจำนวน 625 คน ดังนั้นเสียงของสมาชิกรัฐสภาที่จะต้องให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมีเสียงตั้งแต่ 313 เสียงขึ้นไป.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-22 19:14:09

ยุ่งแน่ [23 มี.ค. 51 - 14:50]

“ยุบพรรค” ทำให้นัการเมืองไม่คึกคัก ชท.-มฌ. ท่าจะรอดยาก นั่นเป็นทิศทางไปสู่พรรคใหญ่ที่โดนข้อหาเดียวกัน พปช.จะเอายังไง ยุบสภา หาพรรคใหม่ ไม่ใช่ของง่ายโทษที

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ เปิดขุมสมบัตินักการเมืองออกมาแล้ว 480 คน ก็อะร้า-อร่ามพอสมควร ดูตัวเลขนี้เอาไว้ให้ดี

จากนี้ไปใครจะเพิ่ม-ลด ใครจะนำไปซุกที่ไหน จับตากันให้ดี

โลกวันนี้แปลกแฮะ...เมื่อก่อนชอบอวดร่ำอวดรวย แต่วันนี้ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินพยายามจะโชว์ความจนกันอย่างไม่น่าเชื่อ

ประชาธิปัตย์ก็ไม่เบา เห็นเงียบๆอย่างนั้นตัวเลขก็ไม่ธรรมดา

เล่นการเมืองมันดีอย่างนี้นี่เอง...

การแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนักการเมืองนั้น แน่นอนว่าด้านหนึ่งทำให้รู้ ตัวเลขของแต่ละคนก่อนหลังเข้ามาทำงาน การเมือง

ทำให้ควบคุมโรค “คอรัปชัน” ได้ระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงนั้น ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากของนักการเมือง หากใครบริสุทธิ์ก็สามารถเปิดเผยได้ทันที

แต่ทว่าพวกที่ต้อง “ซุก” ก็ยุ่งหน่อย

เหนืออื่นใด ตัวเลขต่างๆที่แสดงออกมานั้น เชื่อว่าต่างคนต่างก็คิดว่าแค่ไหนมันจะเหมาะกับตัวเอง เพราะถ้าน้อยไปก็ไม่มีคนเชื่อ แต่มากไปคงไม่มีใครทำแล้ว

เอาเข้าจริง...ตัวเลขที่ออกมาน่าจะเป็นจริงแค่ 60-70% เท่านั้น

หรือจะพูดว่ามันก็แค่ “พิธีกรรม” ทางการเมืองเท่านั้น

อย่างไรก็ดี วันนี้นักการเมืองกำลังสะดุ้งกับเรื่อง “ยุบพรรค” มากกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะล่าสุดทีมที่ปรึกษากฎหมายของ กกต.มีมติออกมาแล้ว

7 ต่อ 0 คือต้อง “ยุบพรรค”

ให้นำเรื่องยุบพรรคชาติไทย+มัชฌิมาธิปไตยเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาชี้ขาด เพราะกฎหมายมันบังคับให้ไปทางนั้น

พูดง่ายๆก็คือ ความผิดของผู้สมัครทั้ง 2 พรรค ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค เมื่อไปทุจริตเลือกตั้งถูกจับได้ พรรคก็ต้องรับผิด-ชอบด้วย

อยู่ที่ว่ากรรมการบริหารคนอื่นๆจะโดนด้วยหรือไม่ แต่ที่แน่ๆผู้กระทำผิดก็ต้องเว้นวรรค 5 ปี พรรคถูกยุบ ก็ต้องไปหาพรรคสังกัดกันใหม่

ชท.- มฌ. 2 พรรคเล็ก ก็ไปสังกัดพรรคใหม่

แต่พรรคชาติไทยของ “บรรหาร ศิลปอาชา” คงจะยุ่งหน่อย เพราะเป็นพรรคที่สร้างมากับมือและพยายามจะรักษาเอาไว้ให้ยาวนาน

อย่างน้อยก็ให้ “ทายาท” ได้ทำงานการเมืองต่อ

มิใช่เป็น “ปลาไหลผัดเผ็ด” อย่างนี้

ทว่า 2 พรรคคงไม่ทำให้การเมืองเปลี่ยน แปลงอะไรมากนัก แต่ที่จะเกิดปัญหาใหญ่ก็พรรคพลังประชาชน แกนนำรัฐบาล

เนื่องจากยังมีคดีคาอยู่คือ เรื่องของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” กับคดี “นอมินี” ทุจริตเลือกตั้งที่เชียงราย คดีเดินหน้าไปถึงศาลฎีกาแล้ว

ประธานสภาผู้แทนฯถูกพักงานไปตามระเบียบ แต่ที่จะมีผลต่อไปคือ จะถูก “ยุบพรรค” ด้วยหรือไม่ เพราะกรณีของ “ชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย” จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญ

ถ้า 2 พรรคถูกยุบ...พลังประชาชนคงรอดยาก

จริงๆแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับ 50 นั้น เนื้อหาสาระมันชัดเจนอยู่แล้วว่า เพราะเจตนารมณ์ดูจะเน้นไปที่ประเด็น “ยุบพรรค”

หวังว่าจะแก้ไขพฤติกรรมของนักการเมือง คือจะต้องรับผิดชอบต่อพรรคด้วย ดังนั้น เมื่อหาญกล้ากระทำผิด มันก็ช่วยไม่ได้

ก่อนทำไม่คิด คิดแต่ว่าข้าฯใหญ่เสียอย่าง วันนี้มานั่งโอดครวญทำหอกอะไร

แน่นอนว่าพลังประชาชนเป็นพรรคใหญ่ หากถูกยุบพรรคมันคงยุ่งพิลึก และมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลแน่นอน มีการเสนอให้ “ยุบสภา” เพื่อหนีปัญหานี้ด้วย

ดังนั้น ก่อนที่จะถึงวันชี้ขาด “ยุบพรรค”

“การเมือง” น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง... เตรียมตัวกันได้เลย!!!

"ลิขิต จงสกุล"

คอลัมน์ สับรางวันอาทิตย์


ชิ่งหนีปัญหา ด้ามขวานอันตราย [23 มี.ค. 51 - 00:09]

หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

มาถึงวันนี้ รัฐบาลผสมภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

ได้เดินเครื่องบริหารราชการแผ่นดิน ใช้กลไกอำนาจรัฐในการบริหารประเทศแบบเต็มลูกสูบ มาเป็นเวลา 1 เดือนกว่าแล้ว

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังร้อนฉ่าไม่หยุด

เพราะตั้งแต่เริ่มต้นบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ งานแรกที่เดินหน้าลุยเป็นงานเร่งด่วนเลย ก็คือ

การโยกย้ายข้าราชการ

ไล่ตั้งแต่การย้าย นายสุนัย มโนมัยอุดม จากเก้าอี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปเป็นเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.)

สั่งเด้ง นายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปนั่งตบยุงเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข

โยกนายปราโมช รัฐวินิจ จากตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี

เด้งฟ้าผ่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ

รวมไปถึงกรณีการย้าย พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และ พ.ต.อ.สุวรรณ เอกโพธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 1

ที่เป็นผู้รับผิดชอบคดีซื้อเสียงเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน และประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) จังหวัดยะลา

ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการไล่เช็กบิล

เกิดแรงกระเพื่อม เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน

ขณะเดียวกัน เรื่องที่เป็นปัญหาค้างเก่าจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็เริ่มออกฤทธิ์

โดยเฉพาะกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 3 ต่อ 1 เสียง ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แจกใบแดงนายยงยุทธ

ในคดีทุจริตเลือกตั้ง แจกเงินให้กลุ่มกำนัน อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

โดยล่าสุด ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งประทับรับฟ้องในคดีดังกล่าว

เป็นผลให้นายยงยุทธ ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งในฐานะ ส.ส.ระบบสัดส่วน และตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรทันที ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญ จากปมคดีนี้ ในฐานะที่นายยงยุทธเป็นอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

ทำให้มีความเกี่ยวโยงไปถึงประเด็นเรื่องการยุบพรรคตามมา

ทั้งนี้ หากนายยงยุทธถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด โดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี พรรคพลังประชาชนจะโดนยุบพรรคหรือไม่

ยังไม่มีใครการันตีได้

ในขณะที่พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ก็กำลังเจอปัญหาเดียวกัน

เพราะคดียุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างมอบให้คณะที่ปรึกษากฎหมายไป พิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรค

ต้องลุ้นเสียวกันว่า การที่กรรมการบริหารพรรคบางคนทุจริตการเลือกตั้ง โดน กกต.แจกใบแดง โดยที่กรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆไม่มีส่วนรู้เห็น

อยู่ในข่ายที่ กกต.จะเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคได้หรือไม่

เหนืออื่นใด ผลลัพธ์ที่จะออกมา จะโยงไปถึงคดีใบแดงของนายยงยุทธ และเกี่ยวพันไปถึงเรื่องการยุบพรรคพลังประชาชนอีกด้วย

เงื่อนปมจากคดีเลือกตั้งเหล่านี้ จึงทำให้การเมืองร้อนฉ่าไม่หยุด

ขณะเดียวกัน ยังมีกรณีที่ร้อนแรงต่อเนื่องกันมาถึง 5 ปี ผ่านมาแล้ว 3 รัฐบาล จนมาถึงรัฐบาลชุดนี้ ก็ยังร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

นั่นก็คือ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน

นับตั้งแต่วาทะ “โจรกระจอก” ของอดีตผู้นำรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีสายสัมพันธ์ แน่นแฟ้นกับรัฐบาลชุดนี้

สถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไล่ตั้งแต่เผาโรงเรียน ปล้นปืนค่ายทหาร ลอบยิง ลอบฆ่า ลอบวางระเบิด เกิดขึ้นเป็นรายวัน

พอมาถึงช่วงรัฐบาลขิงแก่ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ความรุนแรงยังมีอยู่ บางช่วงก็เบาบางลงไปเล็กน้อย

แต่พอมาถึงรัฐบาลชุดนี้ สถานการณ์ความรุนแรงเริ่มหนักขึ้น ถึงขั้นคาร์บอมบ์

โดยล่าสุด มีการก่อเหตุลอบวางระเบิดแบบคาร์บอมบ์ที่โรงแรมซีเอส อำเภอเมืองปัตตานี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 คนและบาดเจ็บอีกนับสิบราย

และในวันเดียวกันก็ยังมีเหตุการณ์คนร้ายขนระเบิดมาในรถเก๋งหวังก่อวินาศกรรม คาร์บอมบ์ถล่ม งานทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เหยื่อไฟใต้ ที่ศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา

แต่ยังโชคดี ระเบิดทำงานก่อนถึงเป้าหมาย คนร้ายตายคาซากรถ

นอกจากนี้ โจรก่อการร้ายยังใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการวางระเบิดถล่มร้านเพลงเพื่อชีวิตในจังหวัดนราธิวาส

ก่อเหตุเผาโรงเรียนในอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เพื่อลอบวางระเบิดถล่มเจ้าหน้าที่ดับเพลิง แถมดักซุ่มยิงรถที่ลำเลียงคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล

ขณะเดียวกัน ก็มีเหตุการณ์วางระเบิด ลอบโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง รวมไปถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์

มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส จากเหตุการณ์ ความรุนแรงมากมาย นับไม่ถ้วน

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอบอกว่า ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นปัญหาสำคัญของทุกรัฐบาล

ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ที่ถือว่ามีส่วนทำให้สถานการณ์ ปะทุรุนแรงขึ้น ก็ยังให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดนใต้

ถึงขนาดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ลงทุนขึ้นล่องลงพื้นที่ ไปรอนแรมนอนตามวัด เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา

มาถึงรัฐบาลขิงแก่ เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์เข้ามารับหน้าที่ก็ให้ความสำคัญกับปัญหาไฟใต้เป็นอันดับแรกๆ ลงพื้นที่ทันที

เพื่อไปพบปะกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ถึงขั้นกราบขอโทษประชาชน ประกาศเน้นแก้ปัญหาด้วยความสมานฉันท์

ทำให้เหตุการณ์เบาบางลงไปบ้างในบางจุด แต่บางพื้นที่ เครือข่ายโจรก่อการร้ายก็ยังสร้างความรุนแรงเป็นระลอก

เมื่อมาถึงรัฐบาลชุดนี้ นายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี นั่งควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม

รับผิดชอบด้านความมั่นคง และการรักษาความสงบภายใน ควบคุมสั่งการทหาร ตำรวจโดยตรง

ทั้งนี้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนได้ ประกาศในการหาเสียงว่าจะให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดนภาคใต้

โดยจะทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้สงบสุข สร้างสันติสุขและความปรองดอง โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

ในขณะที่นายสมัครได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยเน้นย้ำว่า

จะแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำแนวทางพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาดำเนินการภารกิจด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนา

แต่สิ่งที่ปรากฏ ผ่านมา 1 เดือนสำหรับรัฐบาลที่ประกาศว่า การแก้ปัญหาชายแดนใต้เป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วน

มาถึงวันนี้ ผู้นำรัฐบาลยังไม่เคยลงไปในพื้นที่เลย

ได้แต่ส่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ลงไปดูแลแก้ปัญหา แต่ก็ไปแค่จังหวัดสงขลา

ในขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม ก็ออกมาระบุว่า ไม่ต้อง การลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะไม่อยากให้ข้าราชการมาต้อนรับ เสียเวลามาคอยอารักขา

แถมฟันธง ปัญหาไฟใต้ รมว.มหาดไทย คนเดียวคงแก้ไขไม่ได้ ต้องช่วย กันทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง

ทีมของเราขอบอกว่า คำพูดของ รมว.มหาดไทยถูกต้อง

เพราะผู้ที่จะขับเคลื่อนกระบวนการในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างเป็นระบบมากที่สุด ก็คือ

นายกรัฐมนตรี

เพราะในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เป็นผู้กุมอำนาจสั่งการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน ข้าราชการฝ่ายปกครอง รวมไปถึงทุกกระทรวง ทบวง กรม

จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องบูรณาการเพื่อแก้ปัญหา

ที่สำคัญ ต้องอย่าลืมว่า ผู้นำประเทศ ทุกตารางนิ้วของประเทศต้องไปได้ เพื่อไปดูแลทุกข์สุขของประชาชน

ไม่มีพื้นที่ยกเว้น หรือ โซนต้องห้าม

ถ้าคนระดับนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้นำประเทศ ลงไปในพื้นที่ใดไม่ได้ อาจทำให้ผู้คนเข้าใจว่า อำนาจรัฐคุ้มครองพื้นที่นั้นไม่ได้แล้วหรืออย่างไร

ดังนั้น ไม่ว่านายสมัครจะกลัว หรือไม่กลัว ก็ต้องไป

ไม่เช่นนั้นอาจถูกมองว่า ลอยตัว ชิ่งหนี ไม่ใส่ใจปัญหาชายแดนภาคใต้เท่าที่ควร

ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องล่อแหลม

เพราะเป็นเรื่องของแผ่นดินปลายด้ามขวานทอง

อย่าทำเป็นเล่นไป.

"ทีมการเมือง"

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

“ชูศักดิ์” ยันมีความชอบธรรมแก้ รธน. [23 มี.ค. 51 - 04:36]

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 เรื่องการยุบพรรค การเมือง ว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ 3 ทางได้แก่ 1. ครม. 2. ส.ส. และ ส.ว. 3. ประชาชนเข้าชื่อกันแต่กรณีนี้คิดว่าน่าจะเป็นการเสนอโดย ครม. หรือ ส.ส.กับ ส.ว.มากกว่า โดยแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ควรหารือกับแกนนำรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาลด้วย เพราะผลสุดท้ายต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบเท่าที่ดูขณะนี้คงไม่มีการพ่วงมาตราอื่นแก้ไขไปด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ไขมาตรา 237 จะถูกมองว่าเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องหรือไม่ นายชูศักดิ์ตอบว่า กฎหมายพวกนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ คมช.ปฏิวัติแล้วนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง แต่ตนมาจากการเลือกตั้ง ก็มีความชอบธรรมที่จะแก้ไขได้ ถ้าเห็นว่ากฎหมายที่ผ่านมาไม่เป็นประชาธิปไตย ขัดต่อสิทธิเสรีภาพ หลักนิติธรรมแต่กลับนำมาบังคับใช้ ก็อยากถามว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีความชอบธรรมที่จะแก้ไขหรือไม่


“กานต์” แฉมีกระบวนการล้ม พปช.

พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลัง ประชาชน กล่าวว่า การยุบสภาเป็นแนวคิดส่วนตัวและ ส.ส.ภาคเหนือหลายคน เพราะมีคนต้องการให้มีกระบวน การและคอยควบคุมอยู่ เมื่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช โดนใบแดงแล้วขั้นต่อไป กกต.ต้องเสนอยุบพรรคพลังประชาชนด้วยข้อหานอมินี โดยนายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ยังบอกว่าไม่ยุติจะหาข้อหาอื่นใส่ให้เรื่อยๆ ซึ่งมีที่ไหนข้อหาใช้ ตึกเดียวกับพรรคไทยรักไทย ทั้งที่ตอนย้าย กกต.ก็อนุญาตแล้ว ส่วนอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน มีส่วนก่อตั้งพรรคพลังประชาชนก็ไม่ใช่ เพราะพรรคพลังประชาชนตนก่อตั้ง และเคยเป็นหัวหน้าพรรคมาตั้งแต่ปี 2541 ทั้งหมดไม่เข้าองค์ประกอบว่าเป็นนอมินี ดังนั้นจึงไม่มีความเป็นธรรม

“สมชาย” วอนทุกพรรคร่วมแก้ รธน.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ลำพังพรรคพลังประชาชนคงขอแก้ไขเองไม่ได้ ต้องขอการสนับสนุนจากทุกพรรคและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งต้องใช้เสียงถึง 300 กว่าเสียงทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องให้พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่แก้เพื่อใครคนใดหรือพรรคใด แต่ต้องแก้ไขเพื่อบ้านเมืองหากใช้แล้วเกิดปัญหาติดขัดอย่างไรต้องไปหารือที่สภา จะหารือเฉพาะที่พรรคคงไม่สำเร็จ เพราะไม่ใช่ใครอยากมาแก้ก็แก้ได้

ปัด “ทักษิณ” บงการเกมยุบสภา

เมื่อถามว่า มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยสนับสนุนแนวคิดให้ยุบสภาเพื่อหนีคดียุบพรรค โดยให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลรวมตัวจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ นายสมชายกล่าวว่า ไม่จริงเพราะคนที่อยู่นอกการเมืองไม่พยายามที่จะเข้ามายุ่งเพราะจะทำให้พรรคเดือดร้อน ขอปฏิเสธเลยว่าไม่จริง ตนรู้จักนางเยาวภาดี ไม่เคยพูดเรื่องนี้ และนางเยาวภาวางมือแล้วไม่ยุ่งการเมือง รวมถึง ส.ส.ภาคเหนือไม่ได้ สนับสนุนแนวคิดยุบสภา ไม่เคยมี ส.ส.คนใดมาคุยเรื่องนี้ แต่ถ้าใครจะพูดอะไรก็เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ควรมาเหมารวมว่าเป็น ส.ส.ภาคเหนือทั้งหมด

พปช.เล็งหารือแก้รธน. 25 มี.ค.

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การประชุมพรรควันที่ 25 มี.ค.จะหารือรายละเอียดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จะดำเนินการอย่างไร ซึ่งนายกรัฐมนตรี ให้คำมั่นว่า พรรคพลังประชาชนจะเดินหน้าทำการเมืองอย่างแข็งขัน ทำประโยชน์ให้ประเทศ และยืนยันว่า พรรคพลังประชาชนจะเป็นรัฐบาล 4 ปี ส่วนกระแสข่าว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยสนับสนุนแนวคิดยุบสภานั้น ไม่เป็นความจริง ผู้ใหญ่ในพรรคไม่มีแนวคิดเรื่องนี้เลย ขณะที่กระแสข่าวการตั้งธงยุบพรรคพลังประชาชนนั้น มีข่าวออกมาเป็นระยะ ซึ่งพรรคก็รับฟัง และเตรียมสู้คดีในชั้นศาล

แฉอดีตบิ๊ก คมช.ลงสนามการเมือง

พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ ส.ส.นนทบุรี พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากบรรดาโต๊ะอิหม่ามใน จ.นนทบุรี ว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีอดีตแกนนำคณะปฏิวัติคนหนึ่งแต่ไม่ขอเอ่ยนามไปพบโต๊ะอิหม่ามตามมัสยิดต่างๆและบอกว่า จะมีการยุบสภากลางปีนี้ ขอให้ช่วยสนับสนุนด้วย เพราะจะลงเล่นการเมืองแต่ไม่เปิดเผยว่าเป็นพรรคการเมืองใด ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองที่มีการตั้งธงว่า มีความพยายามให้ยุบสภา

สั่งล่าชื่อประชาชนแก้ไข รธน.

นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือน มี.ค. แต่จะไม่ใช่การเสนอโดย ครม.หรือ ส.ส.และ ส.ว. แต่จะให้ประชาชนแต่ละพื้นที่เข้าชื่อกัน 50,000 คน เพื่อมายื่นกับทางพรรคเพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป เมื่อถามว่าการรวบรวมชื่อทำโดย ส.ส.หรือไม่ นายประจักษ์กล่าวว่า ไม่ขอเปิดเผย

เสธหนั่น! แฉมี เงาทะมึน 3 ตัว แทรกแซงการเมืองไทย

“พล.ต.สนั่น” แฉยับ เงามืดทะมึน 3 ตัว แทรกกายเข้า กกต.-รวมใจไทยชาติพัฒนา และ เพื่อแผ่นดิน ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา หนุนแก้ไข รธน. เฉพาะประเด็นที่มีผลให้บ้านเมืองวุ่นวาย ติง “สุเมธ” ผิดมารยาท กรณีชี้นำส่งคดียุบ ชท. ให้ศาล รธน.พิจารณา ทั้งที่ กกต. ยังไม่มีมติ ไล่ให้ลาออก

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า จะต้องส่งคดียุบพรรคชาติไทยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ว่า การให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ถือเป็นชี้นำและผิดมารยาทอย่างร้ายแรง เพราะ กกต. ยังไม่ได้ประชุมและมีมติออกมา หลังจากที่อนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้เสนอผลมา ซึ่งการออกมาพูดเช่นนี้ ทำให้คนเห็นว่าพรรคชาติไทยผิดไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล เชื่อว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุเมธ มีเงามืดอย่างน้อย 3 คน ที่คอยบงการและสอดแทรกอยู่ใน กกต.

“ผมเริ่มจะเชื่อมากขึ้น หลังจากที่เขาบอกกันว่ามีเงาทะมึนอยู่เบื้องหลัง เพราะการปฏิบัติของท่านสุเมธมันเริ่มเพี้ยน ทำให้ประชาชนเข้าใจว่านี่ผิดแล้วน่ะ ที่ท่านนายกฯ สมัคร บอกว่ามีมือที่มองไม่เห็น แต่ของผมมองว่ามีคนที่อยู่ในเงามืดอย่างน้อย 3 คนที่คอยบงการคุณสุเมธหรือไม่ และที่คอยมาสอดแทรกใน กกต.อยู่ ซึ่งผมก็ติดตามคน ๆ หนึ่งมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว เพราะเข้าไปแทรกในเพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา ไปแทรกเขาทุกพรรค ผมขอร้องทั้ง 3 ท่าน บ้านเมืองมันจะเกิดอะไรก็ต้องให้เป็นไปตามครรลอง” พล.ต.สนั่น กล่าว

ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวด้วยว่า พฤติกรรมของนายสุเมธไม่สมควรมีตำแหน่งในบ้านเมือง ดังนั้น หากรู้ว่าตัวเองทำผิดไปแล้ว ก็ควรออกมาขอโทษ หรือไม่ก็ลาออกจากการเป็น กกต.ไปเลย เพราะถือว่าทำผิดอย่างร้ายแรง “ก็เห็นใจว่าอายุมาก เกิน 70 ปีแล้ว ดังนั้น ควรจะออกก่อนที่จะถูกไล่จะดีกว่า เพราะถ้าไปตัดสินใครแล้วศาลบอกว่าหมดอายุไปแล้ว ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาได้”

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เสนอให้ยุบสภาฯ ก่อนที่พรรคการเมืองจะถูกยุบ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ถึงแม้จะยุบสภาฯ หากมีธงว่าจะยุบพรรคการเมือง ก็ตามไปยุบได้ ดังนั้น อย่าไปเส้นตื้น ขณะนี้แกนนำพรรคพลังประชาชน และนายกรัฐมนตรี บอกแล้ววว่าไม่มีเรื่องยุบสภาฯ เป็นความเห็นส่วนตัว แต่อยากย้ำว่า สิ่งที่ทุกพรรคการเมืองจะต้องพิจารณาคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยต้องดูว่า มีประเด็นใดบ้างที่ส่งผลกระทบทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย แต่ไม่ได้หมายความว่าแก้เลอะเทอะ หรือแก้เพื่อตัวเอง เพียงแต่กรณีที่กรรมการบริหารพรรคทำผิด แต่พรรคหรือคนอื่นไม่ได้รู้เห็นแต่กลับจะต้องถูกยุบนั้น เป็นเรื่องที่ควรต้องแก้

พล.ต.สนั่น กล่าวยืนยันด้วยว่า ผู้ใหญ่ในพรรคไม่เคยคุยกันเรื่องการตั้งพรรคสำรอง เพราะไม่คิดว่าพรรคชาติไทยจะถูกยุบ เนื่องจากหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดดังกล่าว

ด้านนายอรรคพล สรสุชาติ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกพรรคชาติไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ส่วนร่วมในการพิจารณร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 3 ฉบับ ขอยืนยันว่าในขณะที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ ตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างที่มาชี้แจงกับ สนช. ยืนยันชัดเจนและมีบันทึกไว้ว่ากรณีที่มีผู้สมัครของพรรคการเมืองใดทำผิด การจะพิจารณายุบพรรคหรือไม่ กกต.ต้องสอบสวนว่าความผิดนั้นเกี่ยวโยงกับหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ ซึ่ง กกต.ก็ทำตามขั้นตอนนี้ โดยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดยมีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน

“ผมมีข้อมูลว่า ผลการสอบระบุชัดเจนว่า หัวหน้าพรรคชาติไทยและกรรมการบริหารพรรคคนอื่นไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัคร ส.ส.ชัยนาท พรรคชาติไทย และเป็นกรรมการบริหารพรรคที่ได้ใบแดง เท่ากับว่าผลวินิจฉัยออกมาแล้วว่า กรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคไม่รู้เห็น พรรคชาติไทยไม่ผิด” นายอรรคพล กล่าว.

พปช.'แฉ‘สนธิ'เตรียมลงเลือกตั้งหากยุบสภา

พ.อ.อภิวันท์ วิริยชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และส.ส.นนทบุรี พรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคพลังประชาชน ว่า ก่อนหน้านี้ตนได้รับรายงานจากอิหม่ามในพื้นที่ ว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช.กำลังเดินสายพบกับอิหม่ามตามสุเหร่าต่างๆกว่า 20แห่ง โดยระบุว่ากลางปีนี้ จะมีการยุบสภาและจะลงสมัครรับเลือกตั้ง
พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตุว่า พล.อ.สนธิไม่ใช่ชาวไทยมุสลิมแท้ แต่พยายามที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง โดยตั้งธงให้รัฐบาลชุดนี้ยุบสภาตามกระแสข่าวและขอย้ำกับสื่อมวลชนว่าการยุบสภา พรรคไม่เคยพูดถึงและไม่เคยหารือเลย ส่วนการยุบสภาตามข้อเสนอของ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนนั้น ตนฟังเสียงสะส้อนของส.ส.พรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านในเรื่องนี้ ไม่มีใครเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เพราะรัฐบาลควรทำงานแก้ไขปัญหาบ้านเมืองไปก่อน รัฐบาลเพิ่งทำงานได้ยังไม่ครบ6เดือนเลยและควรอยู่3-4ปี ส่วนเรื่องใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนนั้น ต้องต่อสู้ตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม และไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง


จาก hi-thaksin

Saturday, March 22, 2008

มาแล้ว! คำขวัญแก้ปัญหายาเสพติด“รวมพลังประชาไท พ้นภัยยาเสพติด”

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติเป็นครั้งแรก โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เข้าร่วมการประชุม


ภายหลังการประชุม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมได้มีการรายงานสรุปสถานการณ์ยาเสพติดในปัจจุบัน พบว่าการแพร่ระบาดของยาเสพติดมีแนวโน้มการนำลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศตามแนวชายแดนภาคเหนือ แต่มีสัดส่วนลดลง ขณะที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่หลัก 9 จังหวัด 22 อำเภอ ส่วนพื้นที่ที่เป็นปัญหาหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีสัดส่วนของปัญหาอยู่ที่ร้อยละ 40 ของปัญหาทั้งประเทศ และยาบ้ายังคงเป็นตัวยาหลักที่เป็นการแพร่ระบาด

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า กลุ่มเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี ยังเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องเฝ้าระวัง อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 2 เมษายนนี้ เวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรีจะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 1 ภายใต้ชื่อ “รวมพลังประชาไท พ้นภัยยาเสพติด” มุ่งเน้นกลยุทธ์ 3 ลด 3 เพิ่ม 3 เน้น ประกอบด้วย ลดกลุ่มผู้ค้า กลุ่มผู้เสพ และกลุ่มเยาวชนที่มีความเสี่ยง รวมถึงเพิ่มการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ภาคประชาชน และองค์กรท้องถิ่นในการปราบปรามและเฝ้าระวัง และเน้นหนักต่อกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล พื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ปัญหาซ้ำซากต่อเนื่อง

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้กำชับในที่ประชุมให้การปราบปรามเป็นไปอย่างชัดเจน เฉียบคม และหวังผลได้ในระยะสั้น ภายใต้กรอบของกฎหมาย และขอยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะใช้ความรุนแรงปราบปรามจับกุมผู้ค้า แต่จะบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันเชื่อว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาจะประสบผลสำเร็จด้วยดี

พล.ต.สนั่น ติง สุเมธ ชี้นำส่งคดียุบชาติไทยให้ศาล รธน.พิจารณา

สนามบินน้ำ 22 มี.ค. - “พล.ต.สนั่น” ติง “สุเมธ” ผิดมารยาท กรณีชี้นำส่งคดียุบ ชท. ให้ศาล รธน.พิจารณา ทั้งที่ กกต. ยังไม่มีมติ เชื่อมีเงามืดอยู่เบื้องหลัง ยันไม่มีการหารือตั้งพรรคสำรอง เชื่อ ชท.ไม่ถูกยุบ หนุนแก้ไข รธน. เฉพาะประเด็นที่มีผลให้บ้านเมืองวุ่นวาย

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า จะต้องส่งคดียุบพรรคชาติไทยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ว่า การให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ถือเป็นชี้นำและผิดมารยาทอย่างร้ายแรง เพราะ กกต. ยังไม่ได้ประชุมและมีมติออกมา หลังจากที่อนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้เสนอผลมา ซึ่งการออกมาพูดเช่นนี้ ทำให้คนเห็นว่าพรรคชาติไทยผิดไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล เชื่อว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุเมธ มีเงามืดอย่างน้อย 3 คน ที่คอยบงการและสอดแทรกอยู่ใน กกต.

“ผมเริ่มจะเชื่อมากขึ้น หลังจากที่เขาบอกกันว่ามีเงาทะมึนอยู่เบื้องหลัง เพราะการปฏิบัติของท่านสุเมธมันเริ่มเพี้ยน ทำให้ประชาชนเข้าใจว่านี่ผิดแล้วน่ะ ที่ท่านนายกฯ สมัคร บอกว่ามีมือที่มองไม่เห็น แต่ของผมมองว่ามีคนที่อยู่ในเงามืดอย่างน้อย 3 คนที่คอยบงการคุณสุเมธหรือไม่ และที่คอยมาสอดแทรกใน กกต.อยู่ ซึ่งผมก็ติดตามคน ๆ หนึ่งมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว เพราะเข้าไปแทรกในเพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา ไปแทรกเขาทุกพรรค ผมขอร้องทั้ง 3 ท่าน บ้านเมืองมันจะเกิดอะไรก็ต้องให้เป็นไปตามครรลอง” พล.ต.สนั่น กล่าว

ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวด้วยว่า พฤติกรรมของนายสุเมธไม่สมควรมีตำแหน่งในบ้านเมือง ดังนั้น หากรู้ว่าตัวเองทำผิดไปแล้ว ก็ควรออกมาขอโทษ หรือไม่ก็ลาออกจากการเป็น กกต.ไปเลย เพราะถือว่าทำผิดอย่างร้ายแรง “ก็เห็นใจว่าอายุมาก เกิน 70 ปีแล้ว ดังนั้น ควรจะออกก่อนที่จะถูกไล่จะดีกว่า เพราะถ้าไปตัดสินใครแล้วศาลบอกว่าหมดอายุไปแล้ว ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาได้”

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เสนอให้ยุบสภาฯ ก่อนที่พรรคการเมืองจะถูกยุบ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ถึงแม้จะยุบสภาฯ หากมีธงว่าจะยุบพรรคการเมือง ก็ตามไปยุบได้ ดังนั้น อย่าไปเส้นตื้น ขณะนี้แกนนำพรรคพลังประชาชน และนายกรัฐมนตรี บอกแล้ววว่าไม่มีเรื่องยุบสภาฯ เป็นความเห็นส่วนตัว แต่อยากย้ำว่า สิ่งที่ทุกพรรคการเมืองจะต้องพิจารณาคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยต้องดูว่า มีประเด็นใดบ้างที่ส่งผลกระทบทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย แต่ไม่ได้หมายความว่าแก้เลอะเทอะ หรือแก้เพื่อตัวเอง เพียงแต่กรณีที่กรรมการบริหารพรรคทำผิด แต่พรรคหรือคนอื่นไม่ได้รู้เห็นแต่กลับจะต้องถูกยุบนั้น เป็นเรื่องที่ควรต้องแก้

พล.ต.สนั่น กล่าวยืนยันด้วยว่า ผู้ใหญ่ในพรรคไม่เคยคุยกันเรื่องการตั้งพรรคสำรอง เพราะไม่คิดว่าพรรคชาติไทยจะถูกยุบ เนื่องจากหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดดังกล่าว

ด้านนายอรรคพล สรสุชาติ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกพรรคชาติไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ส่วนร่วมในการพิจารณร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 3 ฉบับ ขอยืนยันว่าในขณะที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ ตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างที่มาชี้แจงกับ สนช. ยืนยันชัดเจนและมีบันทึกไว้ว่ากรณีที่มีผู้สมัครของพรรคการเมืองใดทำผิด การจะพิจารณายุบพรรคหรือไม่ กกต.ต้องสอบสวนว่าความผิดนั้นเกี่ยวโยงกับหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ ซึ่ง กกต.ก็ทำตามขั้นตอนนี้ โดยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดยมีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน

“ผมมีข้อมูลว่า ผลการสอบระบุชัดเจนว่า หัวหน้าพรรคชาติไทยและกรรมการบริหารพรรคคนอื่นไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัคร ส.ส.ชัยนาท พรรคชาติไทย และเป็นกรรมการบริหารพรรคที่ได้ใบแดง เท่ากับว่าผลวินิจฉัยออกมาแล้วว่า กรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคไม่รู้เห็น พรรคชาติไทยไม่ผิด” นายอรรคพล กล่าว. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-22 16:39:08

พปช.จัดประชุมใหญ่-เดินหน้าแก้รธน.เผด็จการ

(22มีค.) ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพลังประชาชน แถลงผลการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2551 ว่า มีผู้เข้าร่วมประชุม 299 คน ถือว่าครบองค์ประชุม ตามกำหนดของข้อบังคับพรรคตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาครบทุกประเด็น ตามระเบียบวาระการประชุม เสร็จสิ้นภายใน 13.00 น.
ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายกมล พิกุลสวัสดิ์ เป็นผู้สอบบัญชีของพรรค และที่ประชุมได้รับรองรายงานการเงิน 2550 ซึ่งรายงานงบดุลของพรรคพลังประชาชน มีรายได้ประมาณ 141 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 203 ล้านบาท ส่วนแผนการดำเนินการปี 2552 ทางพรรคฯ มีเป้าหมายจะเร่งฟื้นฟูประชาธิปไตย และดำเนินนโยบายพาประเทศผ่านพ้นวิกฤติ ที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดยเน้นพันธกิจการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน ทั้งยังมีภารกิจ ภายในพรรค และอีกส่วนหนึ่งที่ได้เสนอและรับรองจากที่ประชุมพรรค คือ การพัฒนาพรรคที่นำไปสู่สถาบันทางการเมือง
ร.ท.กุเทพ กล่าวอีกว่า ในที่ประชุม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้พูดต่อที่ประชุมก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ ซึ่งนายสมัครได้รายงานถึงสถานการณ์การเมืองทั่วไปว่า จากที่ได้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งทุกประเทศที่เดินทางไป ต่างแสดงความชื่นชมยินดีที่ประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย และหวังว่าจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ดียิ่งขึ้นในระดับนานาชาติ ที่จะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจมีความก้าวหน้า
" นายสมัครได้กล่าวว่า ขณะนี้กลับมีปัญหาทางการเมือง บั่นทอนความน่าเชื่อถือ และความมั่นใจจากประชาคมโลก โดยการเมืองยังไม่สิ้นสุดสะเด็ดน้ำ แต่ยังมีประเด็นให้มีการถกเถียงอยู่ตลอด ก็เป็นปัญหาให้การทำงานของรัฐบาลไม่ลงตัวอยู่ " ร.ท.กุเทพระบุและว่า นายสมัครยังกล่าวในที่ประชุมพรรคฯ ถึงกรณีการยุบพรรคการเมือง ซึ่งถ้ามีการยุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค จะเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ ไม่ใช่เป็นการฆ่ากรรมการบริหารพรรค โดยนายสมัครได้ยืนยันว่า จะทำหน้าที่แก้ไขปัญหา และวิกฤตของประเทศจนครบวาระ 4 ปี
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุมได้พูดถึงการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่จะเป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศหรือไม่ ร.ท.กุเทพกล่าวว่า ก่อนเข้าระเบียบวาระ ได้มีการแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันอย่างกว้างขวาง ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมยืนยันว่า เมื่อพรรคฯ ได้รับเสียงส่วนใหญ่จากประชาชน ก็ต้องแก้ไขปัญหา โดยอาศัยกรอบของอำนาจที่ได้รับมาให้ดีที่สุด ฉะนั้นหากมีกฎหมายมาตราใดทำให้เกิดความเสียหาย และการเมืองมาถึงทางตัน ก็เป็นความชอบธรรมที่จะหางแก้ไข เพราะเห็นตรงกันว่า ภายในระยะเวลา 2 ปีที่ สนช. ได้ทำการร่างกฎหมาย บนบรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และริดรอนอำนาจขององค์กรอิสระ
ส่วนจะมีการแก้มาตรา 237 หรือไม่นั้น ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ไม่ได้ลงรายละเอียด คาดว่าจะมีการพูดคุยกันในที่ประชุมพรรคฯ ในวันที่ 25 มี.ค.นี้ โดยขณะนี้มี ส.ส. เสนอญัตติเข้าสู่สภา เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาประเด็นที่จะมีแก้ไข ที่จะประกอบด้วยตัวแทนจากทุกพรรคการเมือง
ต่อข้อถามว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว จะมีการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ ร.ท.กุเทพกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาในสภา ต้องใช้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย ซึ่งเราได้มีการพูดคุยในหมู่ ส.ส. ด้วยกันแล้ว แม้แต่พรรคไม่ร่วมรัฐบาลเห็นตรงกัน โดยอาจจะอยู่ในช่วงสงวนท่าที เพื่อไม่ให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เกิดความสับสนทีกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคฯ กังวลหรือไม่ว่า จะถูกโจมตีว่าแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ร.ท. กุเทพกล่าวว่า ที่ประชุมก็มีการพูดคุยในเรื่องนี้ เพราะบางเรื่องต้องกล้าอธิบายกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า กฎหมายที่แก้มีผลโดยรวมต่อประเทศอย่างไร โดยอาศัยรัฐสภาเป็นเวที เมื่อเห็นว่ากฎหมายใดไม่ชอบธรรมเราก็ต้องแก้ เพราะเรามาจากระบอบ
ประชาธิปไตย ซึ่งมีบางคนเสนอในที่ประชุมว่า วันนี้ต้องเอากฏมายที่มาโดยไม่ชอบไปทั้งหมด แต่เราเห็นว่า กฎหมายบางฉบับมีเนื้อหาที่ดีก็เอาไว้ แต่ในที่ประชุมไม่ได้มีการพูดถึงการยุบพรรค กรณีการให้ใบแดงกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน
ต่อคำถามที่ว่า ที่ประชุมได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวคิดของ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน หรือไม่ ร.ท.กุเทพกล่าวว่า เป็นที่ทราบกันก่อนเข้าประชุมว่า พรรคมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งแนวทางดังกล่าว
เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งเมื่อมีความชัดเจนว่า ทางพรรคไม่มีแนวทางอย่างนั้น ที่ประชุมก็ไม่มีการพูดกันในประเด็นนั้นต่อ โดยเฉพาะการที่นายสมัครได้ยืนยันว่า จะแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนจนสุดความสามารถและตรบวาระ นั่นหมายถึงการยุบสภาที่ไม่เกี่ยวกับปัญหาในสภา แต่เป็นความขัดแย้งอื่นๆ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะยุบสภา

จาก hi-thaksin

นายกฯสมัครเตรียมเยือนเวียดนาม 24 มี.ค.นี้

นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีกำหนดจะเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 24 มีนาคม 2551 เพื่อแนะนำตัว ภายหลังจากเข้ารับตำแหน่ง และสร้างความคุ้นเคย และส่งเสริมสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกับผู้นำเวียดนาม รวมทั้งยืนยันความต่อเนื่องด้านนโยบายของไทยต่อเวียดนาม และเน้นย้ำถึงความสำคัญที่ไทยให้แก่เวียดนาม ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เกี่ยวกับประเด็นความสัมพันธ์ และความร่วมมือในมิติต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยกับเวียดนาม อาทิ ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือทางวิชาการ การศึกษา ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ตลอดจนแสวงหาแนวทางที่ทั้งสองประเทศจะกระชับความร่วมมือของการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่ออนุภูมิภาคโดยรวมด้วย
นายธฤต กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในระหว่างการเยือน ประกอบด้วยการเข้าเยี่ยมคารวะนายเหวียน มินห์ เจี๊ยต ประธานาธิบดีเวียดนาม และนายหน่ง ดึ๊ก หมั่น เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม รวมทั้งหารือข้อราชการกับนายเหวียน เติน ซุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นอกจากนี้ นายสมัครจะเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-เวียดนาม ว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีในการขจัดการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก และการช่วยเหลือเหยื่อของการค้ามนุษย์ จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะพบปะและมอบนโยบายแก่หัวหน้าสำนักงานส่วนราชการไทยในเวียดนาม รวมทั้งนักธุรกิจและคนไทยในเวียดนาม


จาก hi-thaksin