นายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวในรายการคุยสบายๆ สไตล์ไข่มุกดำ ออกอากาศทางทาง mv5 ptv channel ถึงกรณีที่มีกลุ่มนักวิชาการ องค์กรต่างๆ รวมทั้งนักการเมืองบางส่วนออกมาเคลื่อนไหวให้รัฐบาล และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า สาเหตุก็เพราะกฎหมาย และ รธน. ฉบับปัจจุบันไม่เป็นประชาธิปไตย บ้านเมืองทุกวันนี้ก็เลยยังไม่เป็นประชาธิปไตย ถึงแม้จะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งดูเหมือนว่าจะมีประชาธิปไตยแล้วก็ตาม แต่กฎหมายและ รธน. ซึ่งเกิดจากน้ำมือเผด็จการและพรรคพวกยังอยู่ โดยเฉพาะกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิพรรคการเมือง เช่น กฎหมายยุบพรรค ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ทำลายจิตวิญญาณ และบั่นทอนความรู้สึกของนักการเมืองและประชาชน “รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมันใช้ไม่ได้ โดยเฉพาะกฎหมายยุบพรรคการเมือง มันเลยมีความจำเป็นต้องแก้ รธน. และต้องรีบแก้อย่างโดยด่วน จึงต้องขอร้องบรรดาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ขอความกรุณารีบไปแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มันเป็นประชาธิปไตยเสียที ก่อนที่บ้านเมืองจะเสียหายไปมากกว่านี้” นายวีระกล่าว นายวีระ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายบรรหาร ศิลปะอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เป็นข้อที่น่าสังเกตว่าหัวหน้าพรรคชาติไทยออกมาแสดงความคิดเห็นในในช่วงนี้ ก็เพราะพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยกำลังอยู่ในภาวะที่กำลังจะถูกยุบพรรคหรือเปล่า จึงมีความจำเป็นต้องรีบเร่งแก้กฎหมาย “คุณบรรหารสมควรที่จะออกมาเรียกร้องตั้งแต่สมัยที่พรรค ทรท. ถูกยุบพรรคแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการที่หัวหน้าพรรคชาติไทยออกมาแสดงความคิดเห็นในช่วงนี้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ถึงแม้จะออกมาแสดงความคิดเห็นช้าไปนิดก็ไม่เป็นไร” นายวีระกล่าว นายวีระ ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีผู้จุดไฟเผาตัวเองบริเวณหน้ารัฐสภาว่า โดยส่วนตัวมีความชื่นชมในความกล้าหาญและยอมรับในหัวจิตหัวใจของผู้บาดเจ็บ เพราะเท่าที่ทราบมีคนในรัฐสภาโทรมาบอกว่า ผู้บาดเจ็บเป็นคนที่ไม่ชอบและไม่ยอมรับเผด็จการ และที่ผ่านมาก็เคยเข้าร่วมชุมนุมกับแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปก.) ที่ท้องสนามหลวง แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสิ่งที่ผู้บาดเจ็บตะโกนออกไปนั้น เป็นการตะโกนไล่นายยงยุทธจริงหรือเปล่า จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ไปสอบถามคุณฉลาด วรฉัตร ซึ่งยังขังตัวเองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่หน้ารัฐสภาดู เพราะคิดว่าคุณฉลาดน่าจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
“ไข่มุกดำ” วอนรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายก่อนบ้านเมืองเกิดวิกฤติ ชี้รัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะเกิดจากน้ำมือเผด็จการ เหน็บบรรหารวิจารณ์ช้าไปนิดดีที่ยังคิดทัน แปลกใจเผาตัวเองหน้าสภาฯ เพราะไม่เอาเผด็จการ แต่สงสัยทำไมไล่ “ยงยุทธ”
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, March 23, 2008
ไข่มุกดำ’ แนะรัฐรีบแก้ รธน. เหน็บ ‘บรรหาร’ วิจารณ์ช้าไปนิดแต่ยังคิดทัน
‘ไข่มุกดำ’ แนะ ‘ส.ส.-ส.ว.’ แก้กม.เผด็จการ!
นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร สถานีโทรทัศน์ พีทีวี กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม แต่บ้านเมืองยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายของเผด็จการ รัฐธรรมนูญก็เป็นฉบับของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อมีสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ครบถ้วนแล้ว จึงหวังว่าจากนี้ต่อไปทั้งสองสภาจะช่วยกันพิจารณาว่า จะล้างกฎหมายของเผด็จการให้หมดไป เพื่อสังคมไทยจะได้กลับสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และมีกฎหมายที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ส่วนกรณีที่มีสมาชิกสภาซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ลุกขึ้นพูดในสภาถึง นายจอน อึ๊งภากรณ์ และคณะที่เคยบุกเข้าไปในรัฐสภาในวันที่มีการประชุม เพื่อไปบอกว่าสภานี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่มีสิทธิ์พิจารณากฎหมายสำคัญของบ้านเมือง แล้วถูกทางราชการตั้งข้อหาต่างๆ แต่ แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) มีคดีตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2550 จนถึงขณะนี้คดีกลับยังไม่มีความคืบหน้า คิดว่าสมาชิกคนดังกล่าวคงมีความรู้สึกเหมือนกับว่า นปก.ควรจะติดคุก เพื่อความสะใจของใครบางคน ทั้งนี้ คงลืมไปว่าปัจจุบันมีแกนนำ นปก.คนหนึ่งได้เข้าไปทำหน้าที่ในรัฐสภาแทนประชาชน คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จึงทำให้นายจตุพรลุกขึ้นอภิปรายในสภาว่า นปก.ออกมาต่อสู้กับเผด็จการเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งตนก็เห็นว่าแม้ นปก.จะไม่สามารถเรียกร้องประชาธิปไตยให้กลับคืนมาได้โดยลำพัง แต่ต้องยอมรับว่า นปก.เป็นส่วนหนึ่งในการเรียกร้อง และเป็นเหตุให้ประเทศไทยได้รัฐธรรมนูญแม้จะไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ก็นำมาซึ่งการเลือกตั้ง กระทั่งได้ ส.ส.และส.ว.มาบริหารประเทศ “ผมไม่รู้ว่าคนเหล่านี้จะเข้าใจหรือไม่ แต่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่นั่งอยู่ในสภา เวลานี้มันไม่เหมือนในอดีตที่มีความรู้สึกว่าเป็นนักการเมืองต่อต้านเผด็จการ สร้างสรรค์ประชาธิปไตย อย่างน้อยก็ปากกล้าเสมอมา แต่เพิ่งมีคราวนี้ที่มีสมาชิกบางคนแสดงตนสนับสนุนเผด็จการอย่างออกนอกหน้า แสดงตนชัดเจนว่าเข้าไปร่วมอยู่กับขบวนการเผด็จการที่จะโค่นล้มประชาธิปไตย” นายวีระ ตั้งคำถาม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ถามหา ‘สำนึก’ เพราะใครถึงได้นั่งในสภา นายวีระ ตั้งคำถามต่อไปว่า บุคคลเหล่านี้จะสำนึกหรือไม่ว่า การได้เข้ามานั่งในสภาเพราะมาจากประชาธิปไตย มาจากการต่อสู้ของประชาชน หากย้อนอดีตเมื่อปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ประชาชนต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดเป็นพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมา แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ยังคงรักษา “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” ไว้ มากกว่า “ระบอบประชาธิปไตย” เพียงแต่มีวาทะกรรมที่ดี จึงทำให้ประชาชนเข้าใจว่า มีเจตนารมณ์ต่อสู้เผด็จการอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยังคงไม่ทิ้งระบอบเดิม ซึ่งหมายถึงประชาชนไม่มีความหมายอะไร สังเกตได้จากการตั้งคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ พ.ศ.2490 จะเห็นว่าไม่ค่อยมีบุคคลสามัญหรือตัวแทนชาวบ้านเข้าไปทำหน้าที่ จนถึงปัจจุบันก็ยังคงมีความคิดเช่นนี้หลงเหลืออยู่ไม่ใช่น้อย ทั้งที่ประชาชนเป็นคนเลือกเข้ามาแต่ไม่มีสิทธิ์เข้าไปทำหน้าที่ แต่บุคคลเหล่านี้กลับไปเป็นกระบอกเสียงให้กับเผด็จการ จึงเป็นเรื่องแปลก นายวีระ กล่าวด้วยว่า เมื่อบ้านเมืองยังไม่กลับสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว ตนก็จะเรียกร้องในการทวงประชาธิปไตย ทวงสิทธิเสรีภาพ และให้รื้อโครงสร้างเผด็จการออกไปจากสังคมไทย จนกว่าจะประสบความสำเร็จ ตั้งข้อสังเกต ‘เสรีพิศุทธ์’ แก้ข้อกล่าวหา นายวีระ กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ช่วยราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หลังเดินทางเข้าพบคณะกรรมการสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา โดยยืนยันในถ้อยคำที่ด่าลูกน้อง “ควายหรือเปล่า” เป็นสิ่งที่ทำได้และลูกน้องยินดีให้ด่า พร้อมทั้งยกตัวอย่าง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ถามผู้สื่อข่าวว่า “เมื่อคืนนี้คุณเสพเมถุนหรือเปล่า” ทำไมจึงไม่มีใครสอบสวนนายสมัครเหมือนตนว่า เรื่องนี้ไม่ทราบว่านายก จะออกมาตอบโต้อย่างไร อย่างไรก็ตาม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกรัฐบาล ก็ได้ออกมาตอบโต้ถึง 2 ครั้งซึ่งก็ถือว่าหอมปากหอมคอต่อกัน แต่ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยให้ความสนใจ สำหรับสิ่งที่สนใจคือสิ่งที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ออกมาพูดเรื่องคำว่า “ควาย” ไม่ค่อยได้พูดเรื่องเช่ารถของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าเช่าราคาแพงเกินไปหรือไม่ และเรื่องตั้งตำรวจยศพันตำรวจเอก 10 คน โดยไม่มีกฎหมายรองรับก็ไม่ค่อยได้อธิบาย ดังนั้นในทางสาธารณะจึงถือว่าเป็นการเข้าเนื้อ เพราะแก้ข้อกล่าวหาเพียงข้อเดียว ซึ่งไม่ได้หมายถึงแก้ต่อคณะกรรมการ แต่แก้ข้อกล่าวหาต่อสาธารณชน และหากนายสมัครทราบข่าวก็ไม่ทราบว่าจะกล่าวอย่างไร เนื่องจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่าเป็นการตั้งคณะกรรมการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย “ข้อกล่าวหานี้หนักมาก หากการตั้งคณะกรรมการนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายจริง แม้แต่นายสมัครก็อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับนายสมัครปฏิบัติราชการโดยผิดกฎหมาย และอาจจะต้องออกจากตำแหน่ง แต่เราก็ยังไม่ได้ฟังว่าเจ้าตัวจะว่าอย่างไร” นายวีระ ตั้งข้อสังเกตข้อกล่าวหา ผิดคาด ‘สมัคร’ ไม่โต้ตอบข้อกล่าวหา นายวีระ กล่าวถึงการแถลงข่าวของนายสมัครหลังกลับจากเยือนประเทศสิงคโปร์ว่า เป็นปกติเมื่อนายกเดินทางกลับมาจะต้องมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และมีการตั้งคำถามนักข่าว หากผู้ที่ไม่รู้จักนายสมัครก็อาจรู้สึกตกใจ เนื่องจากนายสมัครเป็นคนเสียงดัง แต่เมื่อได้พูดคุยกันไปก็จะรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาและก็คุยกันได้ตามปกติ ทั้งนี้ สิ่งที่คาดไม่ถึงในการตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ระบุมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยมิชอบด้วยกฎหมายคือ นายสมัครไม่ตอบโต้แม้แต่คำเดียว พร้อมยกตัวอย่างให้ฟังด้วยว่าตนได้วางตัวในเรื่องนี้อย่างไร ตั้งแต่ปีพ.ศ.2520 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาและได้ปกป้องอย่างไร กระทั่งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ดูแลอย่างไร สุดท้ายเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ก็อยู่ในความดูแล จึงไม่ขอพูดอะไร ส่วนที่ต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน เนื่องจากมีเรื่องเกิดขึ้นและมีเหตุมีผลที่จะต้องสอบสวนจากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ดังนั้นพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์น่าจะนึกออกและยอมรับว่าต้องสอบสวนกันไป และเมื่อพิสูจน์แล้วไม่ผิดก็คงได้กลับสู่ที่เดิม หากผิดก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย แต่กรณีที่ระบุว่าเป็นคำสั่งไม่ชอบโดยกฎหมาย อาจจะทำให้ตนเองอยู่ในฐานะลำบากมากกว่าเดิมก็เป็นไปได้ ระบุศาลรับคำร้อง ‘กกต.’ ไม่ใช่คำพิพากษา! นายวีระ กล่าวถึงกรณีที่ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งรับสำนวนคำร้องของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ระบุว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภา และส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน ทุจริตการเลือกตั้งว่า เรื่องนี้หากถามว่าซื้อหวยถูกหรือไม่ก็คงจะถูก เพราะก่อนที่เรื่องจะไปถึงศาล กกต.ได้ออกมาแถลงแล้วว่าจะต้องส่งเรื่องนี้ไป และก็วิเคราะห์กันว่าศาลคงจะรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา อย่างไรก็ตาม ประชาชนอย่าเพิ่งเข้าใจผิด อย่าเพิ่งมองข้ามขั้นตอนไป เพราะจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการเบิกความว่า มีใครเป็นพยานบุคคลและมีเอกสารที่จะเอาผิดอะไรบ้าง จากนั้นผู้ถูกกล่าวหาจะส่งหลักฐานขึ้นมาต่อสู้ แล้วก็จะดำเนินการต่อไปอีกซึ่งไม่ทราบว่าจะต้องใช้ระยะเวลาเท่าไร “วันนี้จึงไม่ใช่คำพิพากษา เป็นแต่เพียงจะรับคำร้องของ กกต.ไว้พิจารณาหรือไม่เท่านั้น และเมื่อรับแล้วตามกฎหมายนายยงยุทธต้องการปฏิบัติงาน แต่นายยงยุทธได้พักงานของตัวเองมาก่อนแล้ว หรือเรียกว่าแสดงสปิริต และเมื่อถูกพักงานตำแหน่งประธานสภา ก็จะตกไปอยู่ในความรับผิดชอบของประธานวุฒิสภา” นายวีระ กล่าวชี้แจ้ง นายวีระ กล่าวต่อไปว่า เมื่อก่อนหน้านี้ได้แสดงสปิริตไปแล้ว ก็อยากจะขอให้ใช้เวลาพิจารณาปัญหา และแสดงสปิริตอีกชั้นหนึ่ง คือการลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าจะเป็นตำแหน่งใหญ่โตและน่าเสียดายหากจะต้องลาออก แต่ส่วนตัวคิดว่าหากเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมก็จำเป็นต้องเสียสละอย่างสูง ส่วนการลาออกมิใช่ให้นายยงยุทธหลุดพ้นคดี เพราะไม่ว่าอย่างไรคดีจะยังคงดำเนินต่อไป แต่ทั้งนี้ให้มาเป็น ส.ส.ธรรมดา และเมื่อมาเป็น ส.ส.แล้ว ตำแหน่งประธานสภาจะว่างลง แล้วค่อยให้ ส.ส.เลือกประธานสภาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และเมื่อมีประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็จะได้ขึ้นมาเป็นประธานรัฐสภาตามเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แจง ‘เฉลิม’ ปิดข้อมูลหวั่นโจรใต้รู้ทัน นายวีระ กล่าวถึงการลงพื้นที่ภาคใต้ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมจึงไปประชุมในจังหวัดสงขลา แต่ไม่ประชุมที่ศูนย์กลางของปัญหาว่า เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่สาระสำคัญคือการประชุมปรึกษาหารือในการแก้ไขปัญหา หรือไปสำรวจว่ายังมีจุดบกพร่องที่ต้องการการส่งเสริมจากคณะรัฐมนตรีด้านใดบ้าง สำหรับเรื่องแผนการปฏิบัติการจะเป็นไปอย่างที่นายสมัครให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หลังเดินทางกลับจากการเยือนประเทศสิงคโปร์ เพราะแม้จะลงไปประชุมในพื้นที่ภาคใต้ก็ไม่มีหน้าที่ที่จะแถลงข่าวก่อนนายกรัฐมนตรีว่าจะมีแผนการปฏิบัติงานอย่างไรบ้าง เนื่องจากเป็นปัญหาด้านความมั่นคงที่จะรู้เฉพาะผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น หากนำแผนปฏิบัติงานมาเล่าให้ประชาชนทั่วไปฟัง โจรก็ไม่จำเป็นต้องสืบหาข้อมูลเพราะได้เปิดเผยไว้หมดแล้ว ส่วนที่มีการโยนกันไปมาระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม กับนายสมัครนั้น ในความเป็นจริงจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดและรับผิดชอบทุกกระทรวงอยู่แล้วจึงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แนะแก้ปัญหาพื้นที่ภาคใต้ควรพูดในที่ลับ ไข่มุกดำ กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากได้พูดคุยเรื่องนี้หลายรอบและยังคงต้องพูดต่อไปอีกเป็นเวลานานว่า วาระนี้เป็นวาระแห่งชาติซึ่งเป็นเรื่องของทุกคนที่จะต้องช่วยกันแก้ไข ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุรัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เรื่องนี้ในญัตติของสภาผู้แทนราษฎรอาจกำลังพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่ก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามอยากแสดงความเห็นว่า เรื่องนี้หากพูดกันในสภาแบบเปิดเผยคิดว่าไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควร เพราะผู้ที่พูดไม่สามารถพูดความจริงทั้งหมดได้ นอกจากนี้ เมื่อนำเรื่องเข้าสู่สภาผู้ที่อยากจะพูด กลับผู้ที่รู้จริงเป็นคนละคน เพราะมีหลายคนที่อยากแสดงความคิดเห็นในหลายเรื่อง แต่ไม่ทราบว่ารู้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องคิด และบางคนก็พูดโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง บางคนพูดเพียงเพราะอยากมีส่วนร่วมในการอภิปรายเท่านั้น เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษา ‘รธน.-ประกาศ คปค.’ นายวีระ กล่าวถึงกรณี นายวรพล พรหมมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมตัวแทนนักวิชาการได้ยื่นหนังสือต่อรักษาการประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สภาพิจารณาศึกษาทบทวนกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจาก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า กลุ่มของนายวรพลต้องยอมรับว่ามีจิตใจที่เข้มแข็ง และยืนหยัดในการต่อสู้กับเผด็จการอย่างโดดเด่น ในขณะที่นักวิชาการกลุ่มหนึ่งกลับเข้าไปร่วมกับเผด็จการ ดังนั้น ตนจึงคิดว่าควรมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อศึกษาประเด็นต่างๆ ของรัฐธรรมนูญที่จะได้รับการแก้ไขให้ชัดเจน และในกรอบเวลาที่ชัดเจนซึ่งไม่ควรเกิน 6 เดือน เพราะหากเกินระยะเวลาดังกล่าวก็จะถือว่าใช้ไม่ได้ หากจะมีสองชุดอีกชุดหนึ่งก็จะต้องศึกษากฎหมายของ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ทุกฉบับ และพระราชบัญญัติฉบับต่างๆ ที่ผ่านการพิจารณาของ สนช.ชุดที่ผ่านมา ว่ากฎหมายฉบับใดมีหลักการที่ควรจะสนับสนุนและฉบับใดควรคัดค้านหรือยกเลิก ทั้งนี้ หากยังชักช้าแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในประเทศไทย แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบและจะทำอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะขณะนี้จะมีการพิจารณายุบ 3 พรรคการเมือง จึงไม่ควรประมาทและนิ่งนอนใจ ไม่เช่นนั้นหากมีการยุบพรรคจริงก็จะกลับไปสู่การเลือกตั้งแบบเดิมเมื่อปี พ.ศ.2550 “แม้แต่ กกต.เองก็เบื่อละอาแล้วกับการที่จะต้องมาเขียนกฎหมายทั้งที่ไม่อยากเขียน แต่กฎหมายบังคับให้ทำ หรือแม้แต่การแจกใบแดงให้ใครต่อใครก็ยังไม่อยากที่จะทำเช่นเดียวกัน จึงจะเห็นว่าต้องมีการปรึกษาทีมกฎหมายก่อนจะส่งให้ศาลพิจารณา” นายวีระ เตือนรัฐบาลอย่านิ่งนอนใจ เห็นด้วย ‘โพลล์’ ชี้รัฐบาลติดตามการชุมนุมใกล้ชิด นายวีระ กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพมหานครที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,214 คน เรื่อง คิดอย่างไรกับการนัดชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันที่ 28 มีนาคมนี้ จากศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่พบว่ามากกว่าร้อยละ 84.7 เห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองไทยน่าเป็นห่วง ร้อยละ 57.4 ระบุไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม และร้อยละ 80.8 ยืนยันจะไม่เข้าร่วมชุมนุม และอยากให้รัฐบาลติดตามการชุมนุมอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมอย่างเป็นธรรมว่า ในประเด็นสุดท้ายเป็นความคิดของผู้ที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลมีหน้าที่ติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ หากไปในทิศทางอื่นก็จะก่อให้เกิดปัญหา เช่นกลุ่มที่เตรียมจะไปต่อต้านคนกลุ่มนี้ หากจะไปชุมนุมก็มีสิทธิ์แต่อย่าไปเผชิญหน้ากัน นอกจากนี้ยังมีศูนย์ข่าวจากหาดใหญ่ที่ระบุว่าพันธมิตรในจังหวัดสงขลาพร้อมที่จะเดินทางมาร่วมกับพันธมิตรในกรุงเทพนั้น ก็ไม่อยากให้เผยแพร่เกินความเป็นจริง เพราะที่ประกาศว่าเป็นพันธมิตรจากกลุ่มอื่นๆ บางครั้งมีเพียง 2-3 คนเท่านั้น “ทุกวันนี้มันสื่อสารกันง่าย มีคนเพียงไม่กี่คนก็อ้างกันว่าเป็นกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แล้วก็ให้สื่อมวลชนบางกลุ่มที่หูเบานำไปเผยแพร่ จึงไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกกับสิ่งที่ได้ยิน และอยากให้ถือว่าวันที่ 28 มีนาคมที่มีการนัดชุมนุมเป็นเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ยังมีเหตุผล ยังอยู่ในความสงบและเยือกเย็น และมีสติที่จะรับผิดชอบต่อบ้านเมือง” นายวีระ ยืนยันประชาชนยังอยู่ในความสงบ วอนปชช. ‘แผ่เมตตาจิต-ให้ความรัก’ แกนนำพันธมิตร ไข่มุกดำ กล่าวว่า ไม่อยากให้ประชาชนคิดอาฆาตแกนนำพันธมิตร แต่อยากให้ช่วยกันแผ่เมตตาจิตให้กับพวกเขา เพื่อบอกให้รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปแม้เป็นสิทธิและเสรีภาพก็ตาม แต่ก็ทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวลและห่วงใย และจะได้ตระหนักรวมทั้งปรับจิตใจใหม่ให้คิดว่าจะทำอย่างไรประชาชนจึงจะรักกันได้ เปรย ‘ชท.’ ถูกยุบให้มารวมบ้านเลขที่ 111 นายวีระ กล่าวถึงกรณี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์เรื่องการพิจารณายุบพรรคชาติไทยว่า ยังไม่ได้คิดอะไรซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ กกต.ทั้ง 5 คน และเชื่อว่าจะต้องดูกันหลายด้าน รวมทั้งเมื่อมีรัฐบาลแล้วถูกยุบพรรคขึ้นมาก็จะเกิดปัญหา แต่ในมุมมองของรัฐศาสตร์เชื่อว่ายุบไม่ได้ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะวุ่นวายว่า เรื่องนี้ตนได้พูดและปลอบใจมาโดยตลอดว่า หากมีการยุบพรรคจริงก็ไม่อยากให้ไปคิดอะไรมาก พร้อมทั้งเชิญชวนให้มาอยู่บ้านเดียวกัน เนื่องจากบ้านตนเป็นบ้านหลังใหญ่ บ้านเลขที่ 111 เมื่อยุบมารวมอีกประมาณ 50 คน คราวนี้ก็จะได้เสียงข้างมาก และลองไปจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นกันเล่นๆ ดูว่าจะเป็นอย่างไร
ย้ำแม้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่บ้านเมืองยังอยู่ภายใต้กฎหมายเผด็จการ หวัง “ส.ส.-ส.ว.” เร่งแก้ ระบุสมาชิก “ปชป.” ร่วมขบวนการยึดอำนาจ ถามหา “สำนึก” ได้นั่งในสภาเพราะใคร พร้อมชวนแผ่เมตตาให้แกนนำพันธมิตร
“ถ้ามีเจตนาดีก็ต้องขอขอบคุณ แต่ถ้าจะพูดเรื่องปัญหาภาคใต้แล้วจะให้เป็นประโยชน์จริงๆ จะต้องเจรจากันเป็นความลับ ถ้าประชุมก็ต้องประชุมลับ แต่ถ้าพูดแบบลับๆ ไม่ได้ ก็ให้เก็บไปพูดในที่มีคนน้อยๆ และพูดกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ยังจะดีเสียกว่า ไม่อย่างนั้นจะมีคนลุกขึ้นพูดว่าจะต้องแก้ไขอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่จริงคนที่พูดก็เคยรับหน้าที่แก้ไขมาแล้วแต่ก็แก้ไม่ได้” ไข่มุกดำ แนะพูดปัญหาภาคใต้
น.พ.สุรพงษ์ปัดทักษิณเสนอทางออกยุบพรรค
เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ยันกระแสข่าว อดีตนายกทักษิณ และน้องสาว เสนอทางออกให้ยุบรวม3 พรรค และตั้งพรรคใหม่ เพื่อแก้เกมคดียุบพรรคไม่เป็นความจริง
เช่นเดียวกับ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนที่ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง เพราะตนรู้จักนางเยาวภาเป็นอย่างดี ซึ่งก็ปฏิบัติตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัดหลังถูกตัดสิทธิทางการเมือง
วุฒิสภา ยืนยันจะไม่เป็นผู้ริเริ่มแก้ รธน.
ประธานวุฒิสภา ยืนยันวุฒิสภาจะไม่เป็นผู้ริเริ่มในการเสนอแก้ไข รธน. พร้อมปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นความเหมาะสมเงื่อนเวลาในการแก้ไข แต่ก็พร้อมจะพิจารณาหากมีการเสนอจากสภาผู้แทนราษฎร
สถาบันพระปกเกล้า ได้มีการจัดสัมมนาสมาชิกวุฒิสภา ที่โรงแรมอัมรี ออร์คิตรีสอร์ท เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภา เข้าใจบทบาทหน้าที่ ตลอดจนเสริมสร้างประสิทธิภาพ คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิ โดยมีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภากล่าวเปิดงาน โดยนายประสพสุข ยืนยันกับสมาชิกว่าจะทำให้วุฒิสภาเป็นสถาบันทางวิชาการ โดยเฉพาะด้านกฎหมาย เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของสภา เผยแพร่ความรู้การวิจัยต่างๆ และพร้อมที่จะรับฟังประชาชน และ สว.จะต้องมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง กล้าหาญที่จะรับแรงกดดันจากภายนอก
ด้านนายนรนิติ เศรษฐบุตร อดีตประธาน สสร.ได้ร่วมอภิปรายในหัวข้อ ความคาดหวังของประชาชนต่อวุฒิสภาว่า ประชาชนคาดหวังว่า สว.จะต้องมีฐานร่ำรวยที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ รวมทั้งมีความรู้ มีวุฒิภาระ ความขยัน ความเป็นกลาง ดังนั้น สว.จะต้องมีธรรมาภิบาลในการทำงานและเป็นหน้าที่ของ สว.ว่าจะพิจารณาว่าจะทำอย่างไร ก็เชื่อว่า สว.แต่ละคนต่างมีประสบการณ์ทำงานรับใช้บ้านเมืองมาแล้วทั้งสิ้น พร้อมกันนี้เน้นย้ำให้ สว.มีความเป็นกลาง
อย่างไรก็ตาม ประธานวุฒิสภา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดของพรรคพลังประชาชนในการการแก้ไข รธน.โดยเห็นว่าการแก้ไข รธน.ขึ้นอยู่กับผู้ริเริ่ม ซึ่งหากเห็นว่าสมควรแก้ไข ก็มีสิทธิที่จะทำได้ แต่ทั้งนี้วุฒิสภาจะไม่เป็นผู้ริเริ่ม แต่หากมีการเสนอจากสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาก็พร้อมที่จะพิจารณาเพราะเป็นหน้าที่-เช่นเดียวกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นที่พรรค พปช.ขอแก้ไข รธน. อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้ จะมีการสัมมนาอีกหนึ่งวัน (22/03/51)
"ชวน" ค้านเร่งแก้ รธน.
ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยที่จะเร่งรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ควรจะมีการศึกษาในแต่ละประเด็นที่เห็นว่ามีปัญหาอย่างรอบคอบก่อน
นายชวน หลีกภัย กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดน่าน ถึงการที่พรรคพลังประชาชนมีแนวคิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าพรรคยังไม่ได้ตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว แต่โดยหลักการแล้วจะแก้ไขในประเด็นใด ควรศึกษาบทบัญญัติในเรื่องนั้นให้ถ่องแท้ก่อน จึงค่อยมาดูเวลาที่เหมาะสม เพื่อพิจารณาแก้ไขอีกครั้ง
เพราะส่วนตัวแล้วก็ยอมรับว่า กฏหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในบางมาตรามีความเข้มงวดมากไป ซึ่งก็ต้องเข้าใจว่าผู้เขียนต้องการแก้ไขปัญหานักการเมืองที่ฉ้อโกง เพราะประเทศไทยมีการทุจริตเลือกตั้งอย่างมาก ซึ่งปัญหาในวันนี้หากเรารู้จักเรียนรู้ปัญหาที่ผ่านมา วิกฤตก็จะไม่เกิดขึ้นอีก
โดยยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาภาคใต้ รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ชอบธรรมขององค์กรอิสระ พร้อมเรียกร้ององค์กรอิสระที่มีอำนาจชี้ขาดในเรื่องต่างๆ ต้องกล้าตัดสินใจตามข้อเท็จจริง โดยเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาวิกฤตอะไรอย่างที่มีการเป็นห่วงกัน หากทุกฝ่ายเคารพกฏหมาย นอกจากนี้ยังขอให้นายกฯ กล้าระบุ บุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง การพยายามให้มีการยุบพรรคพลังประชาชน โดยระบุว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาพูดลอย ๆ (22/03/51)
สกู๊ป : ชี้ชะตาใบเหลืองใบแดง
22 มี.ค.-ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับคำร้องของ กกต.ไว้พิจารณากรณี นายยงยุทธ ติยะไพรัช กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง วันนี้จะพาไปดูว่ายังมีส.ส.อีกกี่คน ที่รอการพิจารณาจากศาลฎีกา
แม้ว่า กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. ครบ 480 คนแล้ว แต่ตามมาตรา 111 พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ยังเปิดโอกาสให้ กกต.สอยได้ภายหลัง หาก กกต.พบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดย กกต.ต้องยื่นเรื่องต่อศาลฎีกา เพื่อให้สั่งเลือกตั้งใหม่ ในกรณีใบเหลือง หรือ สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในกรณีใบแดง ซึ่งที่ผ่านมา กกต.ก็ได้ให้ใบเหลืองกับ ส.ส. 7 คนและใบแดง 1 คน
ในจำนวนนี้ กกต.ได้ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา และศาลมีคำสั่งรับคำร้องแล้ว 5 คน คือ สำนวนใบแดง ของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนกรณีทุจริตซื้อเสียงในพื้นที่จังหวัดเชียงราย อีก 4 คน เป็นสำนวนใบเหลือง ได้แก่ นางสาวละออง ติยะไพรัช ส.ส.เขต 3 จังหวัดเชียงราย พรรคพลังประชาชน นายเอี่ยม ทองใจสด นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ และนายสุรศักดิ์ อรรฆพันธุ์ ส.ส.เขต 2 จังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคพลังประชาชน
ส่วนอีก 3 ราย ที่ กกต. ยังไม่ได้ส่งให้ศาลฎีกา คือกรณีของนายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ และนายเลิศศักดิ์ ทัศนเศรษฐ ส.ส.เขต 3 จังหวัดสุรินทร์ พรรคพลังประชาชน กรณีที่ทั้ง 3 ได้ให้ตัวแทนไปแจกจ่ายเงิน พร้อมวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจ ขณะนี้ อยู่ในระหว่างการรวบรวมสำนวนเพื่อส่งศาลฎีกา
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่จะหมดเพียงเท่านี้ เพราะตามกฎหมายให้เวลา กกต.ในการสอยภายหลัง ได้ 1 ปี ซึ่งขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้พิจารณาเรื่องร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนเพิ่งทำเสร็จ และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของ กกต. ในสัปดาห์หน้า อีก 30 สำนวน ดังนั้น จะต้องติดตามต่อไปว่า ที่สุดแล้ว กกต.จะให้ใบแดงหรือใบเหลืองกับ ส.ส.คนใดอีกหรือไม่.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-22 19:15:03

พปช.เสนอแก้รัฐธรรมนูญ
22 มี.ค.-วันนี้พรรคพลังประชาชนจัดประชุมใหญ่ และมีมติที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะหารือในรายละเอียดกับพรรคอีกครั้งในวันที่ 25 มีนาคมนี้ พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สนับสนุนให้มีการยุบสภา เพื่อหนีคดียุบพรรค
พรรคพลังประชาชนจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2551 มีนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคเป็นประธานการประชุม ประเด็นสำคัญที่มีการหยิบยกมาหารือและแสดงความเห็นอย่างกว้างขวางของสมาชิก คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเนื้อหาของกฎหมายหลายฉบับและรัฐธรรมนูญบางมาตรา เป็นอุปสรรคและสร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง ที่ประชุมจึงมีมติที่จะเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะนำเข้าหารือในรายละเอียดกับพรรคอีกครั้ง ในวันที่ 25 มีนาคมนี้ โดยร้อยโทกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค ยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มแต่แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และจะหารือกับพรรคการเมืองอื่น เพื่อให้แก้ไขไปในทิศทางเดียวกัน
ขณะที่น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค กล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีคงไม่ดำเนินการแต่จะเป็นบทบาทของสภา ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นจะเดินหน้าทางการเมืองอย่างแข็งขัน และพรรคพลังประชาชนจะเป็นรัฐบาล 4 ปี พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ สนับสนุนแนวคิดให้ยุบสภา เพื่อหนีคดียุบพรรค
สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 291 ผู้ที่เสนอญัตติแก้ไขมาจากคณะรัฐมนตรี ส.ส. หรือ ส.ส.ร่วมกับ ส.ว. หรือ เสนอญัตติจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน
โดยขั้นตอนการพิจารณามี 3 วาระ โดยวาระที่ 1 การออกเสียงลงคะแนน ใช้วิธีเรียกชื่อ และลงคะแนนโดยเปิดเผย ใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา
ส่วนวาระที่ 2 เป็นการพิจารณาเรียงลำดับมาตรา และต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็นจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วย
และวาระที่ 3 การออกเสียงใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย เสียงเห็นชอบต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา
ปัจจุบันมี ส.ส.รวม 480 คน และ ส.ว. 145 คน รวมมีสมาชิกรัฐสภาจำนวน 625 คน ดังนั้นเสียงของสมาชิกรัฐสภาที่จะต้องให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมีเสียงตั้งแต่ 313 เสียงขึ้นไป.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-22 19:14:09

ยุ่งแน่ [23 มี.ค. 51 - 14:50]
“ยุบพรรค” ทำให้นัการเมืองไม่คึกคัก ชท.-มฌ. ท่าจะรอดยาก นั่นเป็นทิศทางไปสู่พรรคใหญ่ที่โดนข้อหาเดียวกัน พปช.จะเอายังไง ยุบสภา หาพรรคใหม่ ไม่ใช่ของง่ายโทษที
ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ เปิดขุมสมบัตินักการเมืองออกมาแล้ว 480 คน ก็อะร้า-อร่ามพอสมควร ดูตัวเลขนี้เอาไว้ให้ดี
จากนี้ไปใครจะเพิ่ม-ลด ใครจะนำไปซุกที่ไหน จับตากันให้ดี
โลกวันนี้แปลกแฮะ...เมื่อก่อนชอบอวดร่ำอวดรวย แต่วันนี้ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินพยายามจะโชว์ความจนกันอย่างไม่น่าเชื่อ
ประชาธิปัตย์ก็ไม่เบา เห็นเงียบๆอย่างนั้นตัวเลขก็ไม่ธรรมดา
เล่นการเมืองมันดีอย่างนี้นี่เอง...
การแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนักการเมืองนั้น แน่นอนว่าด้านหนึ่งทำให้รู้ ตัวเลขของแต่ละคนก่อนหลังเข้ามาทำงาน การเมือง
ทำให้ควบคุมโรค “คอรัปชัน” ได้ระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงนั้น ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากของนักการเมือง หากใครบริสุทธิ์ก็สามารถเปิดเผยได้ทันที
แต่ทว่าพวกที่ต้อง “ซุก” ก็ยุ่งหน่อย
เหนืออื่นใด ตัวเลขต่างๆที่แสดงออกมานั้น เชื่อว่าต่างคนต่างก็คิดว่าแค่ไหนมันจะเหมาะกับตัวเอง เพราะถ้าน้อยไปก็ไม่มีคนเชื่อ แต่มากไปคงไม่มีใครทำแล้ว
เอาเข้าจริง...ตัวเลขที่ออกมาน่าจะเป็นจริงแค่ 60-70% เท่านั้น
หรือจะพูดว่ามันก็แค่ “พิธีกรรม” ทางการเมืองเท่านั้น
อย่างไรก็ดี วันนี้นักการเมืองกำลังสะดุ้งกับเรื่อง “ยุบพรรค” มากกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะล่าสุดทีมที่ปรึกษากฎหมายของ กกต.มีมติออกมาแล้ว
7 ต่อ 0 คือต้อง “ยุบพรรค”
ให้นำเรื่องยุบพรรคชาติไทย+มัชฌิมาธิปไตยเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาชี้ขาด เพราะกฎหมายมันบังคับให้ไปทางนั้น
พูดง่ายๆก็คือ ความผิดของผู้สมัครทั้ง 2 พรรค ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค เมื่อไปทุจริตเลือกตั้งถูกจับได้ พรรคก็ต้องรับผิด-ชอบด้วย
อยู่ที่ว่ากรรมการบริหารคนอื่นๆจะโดนด้วยหรือไม่ แต่ที่แน่ๆผู้กระทำผิดก็ต้องเว้นวรรค 5 ปี พรรคถูกยุบ ก็ต้องไปหาพรรคสังกัดกันใหม่
ชท.- มฌ. 2 พรรคเล็ก ก็ไปสังกัดพรรคใหม่
แต่พรรคชาติไทยของ “บรรหาร ศิลปอาชา” คงจะยุ่งหน่อย เพราะเป็นพรรคที่สร้างมากับมือและพยายามจะรักษาเอาไว้ให้ยาวนาน
อย่างน้อยก็ให้ “ทายาท” ได้ทำงานการเมืองต่อ
มิใช่เป็น “ปลาไหลผัดเผ็ด” อย่างนี้
ทว่า 2 พรรคคงไม่ทำให้การเมืองเปลี่ยน แปลงอะไรมากนัก แต่ที่จะเกิดปัญหาใหญ่ก็พรรคพลังประชาชน แกนนำรัฐบาล
เนื่องจากยังมีคดีคาอยู่คือ เรื่องของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” กับคดี “นอมินี” ทุจริตเลือกตั้งที่เชียงราย คดีเดินหน้าไปถึงศาลฎีกาแล้ว
ประธานสภาผู้แทนฯถูกพักงานไปตามระเบียบ แต่ที่จะมีผลต่อไปคือ จะถูก “ยุบพรรค” ด้วยหรือไม่ เพราะกรณีของ “ชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย” จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญ
ถ้า 2 พรรคถูกยุบ...พลังประชาชนคงรอดยาก
จริงๆแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับ 50 นั้น เนื้อหาสาระมันชัดเจนอยู่แล้วว่า เพราะเจตนารมณ์ดูจะเน้นไปที่ประเด็น “ยุบพรรค”
หวังว่าจะแก้ไขพฤติกรรมของนักการเมือง คือจะต้องรับผิดชอบต่อพรรคด้วย ดังนั้น เมื่อหาญกล้ากระทำผิด มันก็ช่วยไม่ได้
ก่อนทำไม่คิด คิดแต่ว่าข้าฯใหญ่เสียอย่าง วันนี้มานั่งโอดครวญทำหอกอะไร
แน่นอนว่าพลังประชาชนเป็นพรรคใหญ่ หากถูกยุบพรรคมันคงยุ่งพิลึก และมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลแน่นอน มีการเสนอให้ “ยุบสภา” เพื่อหนีปัญหานี้ด้วย
ดังนั้น ก่อนที่จะถึงวันชี้ขาด “ยุบพรรค”
“การเมือง” น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง... เตรียมตัวกันได้เลย!!!
"ลิขิต จงสกุล"
คอลัมน์ สับรางวันอาทิตย์
ชิ่งหนีปัญหา ด้ามขวานอันตราย [23 มี.ค. 51 - 00:09]
หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
มาถึงวันนี้ รัฐบาลผสมภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม
ได้เดินเครื่องบริหารราชการแผ่นดิน ใช้กลไกอำนาจรัฐในการบริหารประเทศแบบเต็มลูกสูบ มาเป็นเวลา 1 เดือนกว่าแล้ว
ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังร้อนฉ่าไม่หยุด
เพราะตั้งแต่เริ่มต้นบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ งานแรกที่เดินหน้าลุยเป็นงานเร่งด่วนเลย ก็คือ
การโยกย้ายข้าราชการ
ไล่ตั้งแต่การย้าย นายสุนัย มโนมัยอุดม จากเก้าอี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปเป็นเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.)
สั่งเด้ง นายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปนั่งตบยุงเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข
โยกนายปราโมช รัฐวินิจ จากตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี
เด้งฟ้าผ่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ
รวมไปถึงกรณีการย้าย พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และ พ.ต.อ.สุวรรณ เอกโพธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 1
ที่เป็นผู้รับผิดชอบคดีซื้อเสียงเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน และประธานสภาผู้แทนราษฎร
ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) จังหวัดยะลา
ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการไล่เช็กบิล
เกิดแรงกระเพื่อม เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน
ขณะเดียวกัน เรื่องที่เป็นปัญหาค้างเก่าจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็เริ่มออกฤทธิ์
โดยเฉพาะกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 3 ต่อ 1 เสียง ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แจกใบแดงนายยงยุทธ
ในคดีทุจริตเลือกตั้ง แจกเงินให้กลุ่มกำนัน อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
โดยล่าสุด ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งประทับรับฟ้องในคดีดังกล่าว
เป็นผลให้นายยงยุทธ ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งในฐานะ ส.ส.ระบบสัดส่วน และตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรทันที ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญ จากปมคดีนี้ ในฐานะที่นายยงยุทธเป็นอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน
ทำให้มีความเกี่ยวโยงไปถึงประเด็นเรื่องการยุบพรรคตามมา
ทั้งนี้ หากนายยงยุทธถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด โดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี พรรคพลังประชาชนจะโดนยุบพรรคหรือไม่
ยังไม่มีใครการันตีได้
ในขณะที่พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ก็กำลังเจอปัญหาเดียวกัน
เพราะคดียุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างมอบให้คณะที่ปรึกษากฎหมายไป พิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรค
ต้องลุ้นเสียวกันว่า การที่กรรมการบริหารพรรคบางคนทุจริตการเลือกตั้ง โดน กกต.แจกใบแดง โดยที่กรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆไม่มีส่วนรู้เห็น
อยู่ในข่ายที่ กกต.จะเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคได้หรือไม่
เหนืออื่นใด ผลลัพธ์ที่จะออกมา จะโยงไปถึงคดีใบแดงของนายยงยุทธ และเกี่ยวพันไปถึงเรื่องการยุบพรรคพลังประชาชนอีกด้วย
เงื่อนปมจากคดีเลือกตั้งเหล่านี้ จึงทำให้การเมืองร้อนฉ่าไม่หยุด
ขณะเดียวกัน ยังมีกรณีที่ร้อนแรงต่อเนื่องกันมาถึง 5 ปี ผ่านมาแล้ว 3 รัฐบาล จนมาถึงรัฐบาลชุดนี้ ก็ยังร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
นั่นก็คือ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน
นับตั้งแต่วาทะ “โจรกระจอก” ของอดีตผู้นำรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีสายสัมพันธ์ แน่นแฟ้นกับรัฐบาลชุดนี้
สถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไล่ตั้งแต่เผาโรงเรียน ปล้นปืนค่ายทหาร ลอบยิง ลอบฆ่า ลอบวางระเบิด เกิดขึ้นเป็นรายวัน
พอมาถึงช่วงรัฐบาลขิงแก่ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ความรุนแรงยังมีอยู่ บางช่วงก็เบาบางลงไปเล็กน้อย
แต่พอมาถึงรัฐบาลชุดนี้ สถานการณ์ความรุนแรงเริ่มหนักขึ้น ถึงขั้นคาร์บอมบ์
โดยล่าสุด มีการก่อเหตุลอบวางระเบิดแบบคาร์บอมบ์ที่โรงแรมซีเอส อำเภอเมืองปัตตานี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 คนและบาดเจ็บอีกนับสิบราย
และในวันเดียวกันก็ยังมีเหตุการณ์คนร้ายขนระเบิดมาในรถเก๋งหวังก่อวินาศกรรม คาร์บอมบ์ถล่ม งานทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เหยื่อไฟใต้ ที่ศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา
แต่ยังโชคดี ระเบิดทำงานก่อนถึงเป้าหมาย คนร้ายตายคาซากรถ
นอกจากนี้ โจรก่อการร้ายยังใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการวางระเบิดถล่มร้านเพลงเพื่อชีวิตในจังหวัดนราธิวาส
ก่อเหตุเผาโรงเรียนในอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เพื่อลอบวางระเบิดถล่มเจ้าหน้าที่ดับเพลิง แถมดักซุ่มยิงรถที่ลำเลียงคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล
ขณะเดียวกัน ก็มีเหตุการณ์วางระเบิด ลอบโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง รวมไปถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์
มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส จากเหตุการณ์ ความรุนแรงมากมาย นับไม่ถ้วน
“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอบอกว่า ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นปัญหาสำคัญของทุกรัฐบาล
ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ที่ถือว่ามีส่วนทำให้สถานการณ์ ปะทุรุนแรงขึ้น ก็ยังให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดนใต้
ถึงขนาดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ลงทุนขึ้นล่องลงพื้นที่ ไปรอนแรมนอนตามวัด เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา
มาถึงรัฐบาลขิงแก่ เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์เข้ามารับหน้าที่ก็ให้ความสำคัญกับปัญหาไฟใต้เป็นอันดับแรกๆ ลงพื้นที่ทันที
เพื่อไปพบปะกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ถึงขั้นกราบขอโทษประชาชน ประกาศเน้นแก้ปัญหาด้วยความสมานฉันท์
ทำให้เหตุการณ์เบาบางลงไปบ้างในบางจุด แต่บางพื้นที่ เครือข่ายโจรก่อการร้ายก็ยังสร้างความรุนแรงเป็นระลอก
เมื่อมาถึงรัฐบาลชุดนี้ นายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี นั่งควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม
รับผิดชอบด้านความมั่นคง และการรักษาความสงบภายใน ควบคุมสั่งการทหาร ตำรวจโดยตรง
ทั้งนี้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนได้ ประกาศในการหาเสียงว่าจะให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดนภาคใต้
โดยจะทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้สงบสุข สร้างสันติสุขและความปรองดอง โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม
ในขณะที่นายสมัครได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยเน้นย้ำว่า
จะแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำแนวทางพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาดำเนินการภารกิจด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนา
แต่สิ่งที่ปรากฏ ผ่านมา 1 เดือนสำหรับรัฐบาลที่ประกาศว่า การแก้ปัญหาชายแดนใต้เป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วน
มาถึงวันนี้ ผู้นำรัฐบาลยังไม่เคยลงไปในพื้นที่เลย
ได้แต่ส่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ลงไปดูแลแก้ปัญหา แต่ก็ไปแค่จังหวัดสงขลา
ในขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม ก็ออกมาระบุว่า ไม่ต้อง การลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะไม่อยากให้ข้าราชการมาต้อนรับ เสียเวลามาคอยอารักขา
แถมฟันธง ปัญหาไฟใต้ รมว.มหาดไทย คนเดียวคงแก้ไขไม่ได้ ต้องช่วย กันทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง
ทีมของเราขอบอกว่า คำพูดของ รมว.มหาดไทยถูกต้อง
เพราะผู้ที่จะขับเคลื่อนกระบวนการในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างเป็นระบบมากที่สุด ก็คือ
นายกรัฐมนตรี
เพราะในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เป็นผู้กุมอำนาจสั่งการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน ข้าราชการฝ่ายปกครอง รวมไปถึงทุกกระทรวง ทบวง กรม
จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องบูรณาการเพื่อแก้ปัญหา
ที่สำคัญ ต้องอย่าลืมว่า ผู้นำประเทศ ทุกตารางนิ้วของประเทศต้องไปได้ เพื่อไปดูแลทุกข์สุขของประชาชน
ไม่มีพื้นที่ยกเว้น หรือ โซนต้องห้าม
ถ้าคนระดับนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้นำประเทศ ลงไปในพื้นที่ใดไม่ได้ อาจทำให้ผู้คนเข้าใจว่า อำนาจรัฐคุ้มครองพื้นที่นั้นไม่ได้แล้วหรืออย่างไร
ดังนั้น ไม่ว่านายสมัครจะกลัว หรือไม่กลัว ก็ต้องไป
ไม่เช่นนั้นอาจถูกมองว่า ลอยตัว ชิ่งหนี ไม่ใส่ใจปัญหาชายแดนภาคใต้เท่าที่ควร
ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องล่อแหลม
เพราะเป็นเรื่องของแผ่นดินปลายด้ามขวานทอง
อย่าทำเป็นเล่นไป.
"ทีมการเมือง"
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
“ชูศักดิ์” ยันมีความชอบธรรมแก้ รธน. [23 มี.ค. 51 - 04:36]
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 เรื่องการยุบพรรค การเมือง ว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ 3 ทางได้แก่ 1. ครม. 2. ส.ส. และ ส.ว. 3. ประชาชนเข้าชื่อกันแต่กรณีนี้คิดว่าน่าจะเป็นการเสนอโดย ครม. หรือ ส.ส.กับ ส.ว.มากกว่า โดยแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ควรหารือกับแกนนำรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาลด้วย เพราะผลสุดท้ายต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบเท่าที่ดูขณะนี้คงไม่มีการพ่วงมาตราอื่นแก้ไขไปด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ไขมาตรา 237 จะถูกมองว่าเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องหรือไม่ นายชูศักดิ์ตอบว่า กฎหมายพวกนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ คมช.ปฏิวัติแล้วนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง แต่ตนมาจากการเลือกตั้ง ก็มีความชอบธรรมที่จะแก้ไขได้ ถ้าเห็นว่ากฎหมายที่ผ่านมาไม่เป็นประชาธิปไตย ขัดต่อสิทธิเสรีภาพ หลักนิติธรรมแต่กลับนำมาบังคับใช้ ก็อยากถามว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีความชอบธรรมที่จะแก้ไขหรือไม่
“กานต์” แฉมีกระบวนการล้ม พปช.
พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลัง ประชาชน กล่าวว่า การยุบสภาเป็นแนวคิดส่วนตัวและ ส.ส.ภาคเหนือหลายคน เพราะมีคนต้องการให้มีกระบวน การและคอยควบคุมอยู่ เมื่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช โดนใบแดงแล้วขั้นต่อไป กกต.ต้องเสนอยุบพรรคพลังประชาชนด้วยข้อหานอมินี โดยนายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ยังบอกว่าไม่ยุติจะหาข้อหาอื่นใส่ให้เรื่อยๆ ซึ่งมีที่ไหนข้อหาใช้ ตึกเดียวกับพรรคไทยรักไทย ทั้งที่ตอนย้าย กกต.ก็อนุญาตแล้ว ส่วนอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน มีส่วนก่อตั้งพรรคพลังประชาชนก็ไม่ใช่ เพราะพรรคพลังประชาชนตนก่อตั้ง และเคยเป็นหัวหน้าพรรคมาตั้งแต่ปี 2541 ทั้งหมดไม่เข้าองค์ประกอบว่าเป็นนอมินี ดังนั้นจึงไม่มีความเป็นธรรม
“สมชาย” วอนทุกพรรคร่วมแก้ รธน.
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ลำพังพรรคพลังประชาชนคงขอแก้ไขเองไม่ได้ ต้องขอการสนับสนุนจากทุกพรรคและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งต้องใช้เสียงถึง 300 กว่าเสียงทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องให้พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่แก้เพื่อใครคนใดหรือพรรคใด แต่ต้องแก้ไขเพื่อบ้านเมืองหากใช้แล้วเกิดปัญหาติดขัดอย่างไรต้องไปหารือที่สภา จะหารือเฉพาะที่พรรคคงไม่สำเร็จ เพราะไม่ใช่ใครอยากมาแก้ก็แก้ได้
ปัด “ทักษิณ” บงการเกมยุบสภา
เมื่อถามว่า มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยสนับสนุนแนวคิดให้ยุบสภาเพื่อหนีคดียุบพรรค โดยให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลรวมตัวจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ นายสมชายกล่าวว่า ไม่จริงเพราะคนที่อยู่นอกการเมืองไม่พยายามที่จะเข้ามายุ่งเพราะจะทำให้พรรคเดือดร้อน ขอปฏิเสธเลยว่าไม่จริง ตนรู้จักนางเยาวภาดี ไม่เคยพูดเรื่องนี้ และนางเยาวภาวางมือแล้วไม่ยุ่งการเมือง รวมถึง ส.ส.ภาคเหนือไม่ได้ สนับสนุนแนวคิดยุบสภา ไม่เคยมี ส.ส.คนใดมาคุยเรื่องนี้ แต่ถ้าใครจะพูดอะไรก็เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ควรมาเหมารวมว่าเป็น ส.ส.ภาคเหนือทั้งหมด
พปช.เล็งหารือแก้รธน. 25 มี.ค.
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การประชุมพรรควันที่ 25 มี.ค.จะหารือรายละเอียดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จะดำเนินการอย่างไร ซึ่งนายกรัฐมนตรี ให้คำมั่นว่า พรรคพลังประชาชนจะเดินหน้าทำการเมืองอย่างแข็งขัน ทำประโยชน์ให้ประเทศ และยืนยันว่า พรรคพลังประชาชนจะเป็นรัฐบาล 4 ปี ส่วนกระแสข่าว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยสนับสนุนแนวคิดยุบสภานั้น ไม่เป็นความจริง ผู้ใหญ่ในพรรคไม่มีแนวคิดเรื่องนี้เลย ขณะที่กระแสข่าวการตั้งธงยุบพรรคพลังประชาชนนั้น มีข่าวออกมาเป็นระยะ ซึ่งพรรคก็รับฟัง และเตรียมสู้คดีในชั้นศาล
แฉอดีตบิ๊ก คมช.ลงสนามการเมือง
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ ส.ส.นนทบุรี พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากบรรดาโต๊ะอิหม่ามใน จ.นนทบุรี ว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีอดีตแกนนำคณะปฏิวัติคนหนึ่งแต่ไม่ขอเอ่ยนามไปพบโต๊ะอิหม่ามตามมัสยิดต่างๆและบอกว่า จะมีการยุบสภากลางปีนี้ ขอให้ช่วยสนับสนุนด้วย เพราะจะลงเล่นการเมืองแต่ไม่เปิดเผยว่าเป็นพรรคการเมืองใด ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองที่มีการตั้งธงว่า มีความพยายามให้ยุบสภา
สั่งล่าชื่อประชาชนแก้ไข รธน.
นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือน มี.ค. แต่จะไม่ใช่การเสนอโดย ครม.หรือ ส.ส.และ ส.ว. แต่จะให้ประชาชนแต่ละพื้นที่เข้าชื่อกัน 50,000 คน เพื่อมายื่นกับทางพรรคเพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป เมื่อถามว่าการรวบรวมชื่อทำโดย ส.ส.หรือไม่ นายประจักษ์กล่าวว่า ไม่ขอเปิดเผย







