เรืองยศ จันทร์คีรี ผู้อำนวยการสถาบันสุวรรณภูมิภิวัฒน์ ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป และ “ทุนนิยม” เป็นสิ่งที่หนีไม่พ้นในโลกยุค “โลกาภิวัตน์” แนะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หยุดผลิตถ้อยคำลวงโลก อะไรก็เลวไปเสียหมด ลดความอิจฉา ชี้ต้องประสาน ไม่ใช่ปะทะกัน บ้านเมืองจึงจะสงบสุข
ผมมีข้อสังเกต สังคมของเราเนี่ยผู้เป็นใหญ่ในภาควิชาการ ในภาคอำนาจรัฐจะเรียกว่าขุนนางอะไรแล้วแต่ ส่วนใหญ่จะมาจากภาคสังคมวิทยา หรือนักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ แต่สังคมทั้งหมดไม่ได้อยู่ตรงนั้น ตรงบุคลากร เรายังมีวิศวกร ทางด้านเทคโนโลยีอะไรต่างๆ อีก เป็นที่น่าสังเกตไหมครับว่าคนที่คุมอำนาจรัฐบาล หรือในการออกกฎหมาย หรือเสนอความคิดเห็นในการแก้ปัญหาในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ส่วนใหญ่เราจะไปทางสังคม โดยที่เราขาดมิติของเทคโนโลยี ในการมองมิติในทางวิทยาศาสตร์ ตรงนี้มันเป็นปมๆ หนึ่ง ตรงนี้ที่ อ.พิชิต ได้พูดถึงกลุ่มทุน กลุ่มธนาคาร กับกลุ่มทุนที่รวมมาจากอุตสาหกรรมทดแทน แล้วเราเคยพูดถึงเรื่องอุตสาหกรรมในบ้านเราเป็นแค่ธุรกิจอุตสาหกรรม เราต้องนำเข้าเครื่องจักรอัตโนมัติอะไรเข้ามา เป็นทุนกระทั่งเดี๋ยวนี้ และเราขาดทุนในด้านการนำเข้า พอเรานำเข้าเครื่องจักรแบบนี้มากๆ เราไม่เคยพูดถึงการพัฒนาเครื่องจักรของเรา เพราะอะไร ตรงนี้น่าคิด ถ้าเราแบ่งประเภทอุตสาหกรรม จะมีอุตสาหกรรมประเภทต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งท่านก็คงเคยจะได้ยิน อุตสาหกรรมต้นน้ำนั้นเป็นอุตสาหกรรมที่จะไม่มีในประเทศไทย ซึ่งตรงนี้มันจะสัมพันธ์กับกลุ่มทุนที่สร้างความร่ำรวยจากการผลิตทดแทนการนำเข้า
ทีนี้อุตสาหกรรมต้นน้ำนั้นที่เรายกตัวอย่างจะมีน้อยมาก อย่างการผลิตไอซีชิพ อะไรแบบนี้ มันเป็นอุตสาหกรรมที่จะต้องต่อเนื่องมาจากการวิจัยพัฒนา งบในอุตสาหกรรมมีน้อยมาก 1.มันต้องใช้เงินทุนมหาศาลเมื่อวิจัยไปแล้ว 2.มันต้องใช้เวลา ส่วนอุตสาหกรรมของเรานั้นเราจะเป็นปลายน้ำ ทีนี้ต้นน้ำนั้นมันจะเป็นพื้นฐานของความเข้าใจในเทคโนโลยี ก็ไปถึงที่สุดแล้วผมคิดว่าเรื่องเทคโนโลยี เรื่องทุน เรื่องโลกาภิวัตน์ มันคือเรื่องที่เป็นกระบวนการที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ยกตัวอย่าง เราพูดถึงอุตสาหกรรมหลอมเหล็ก ซึ่งบอกว่าเป็นพื้นฐานอุตสาหกรรมที่ผ่านมา การสร้างเหล็กกล้า เมื่อไทยเราถกเถียงเรื่องนี้กันมา 30-40 ปีไม่เคยเกิด ตอนนี้รู้สึกว่า ถือว่าอาจเป็นทุนชาติก็ได้ที่มีการไปตั้งที่บางสะพาน คงจะไม่สำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลกำลังพูดถึงโครงการรางคู่ ถ้าเกิดทำจริงลงทุนจริง เราจะเอาเหล็กที่ไหน อันนี้ผมทราบว่าถ้าเราทำเราต้องนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ หรือให้ต่างประเทศมาลงทุนหลอมเหล็กและใช้เหล็กตรงนั้น ปรากฏว่าของเราไม่มีความสามารถที่จะทำตรงนั้นได้ เราสร้างรางคู่ขึ้นมาจริง แต่เงินลงทุนตรงนั้นไหลออกไป แล้วเท่าที่ทราบมาว่ากลุ่มทุนที่ผูกขาดเรื่องที่บางสะพานจริงๆ แล้วมีลึกกว่านั้น ก็เป็นการปะทะของทุนกลุ่มหนึ่ง ที่พยายามจะให้กลุ่มที่บางสะพานนั้นล้ม เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไป แต่จะไปสัมพันธ์กับเอ็นจีโอบางกลุ่มหรือไม่ อันนี้ผมไม่ทราบ อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะให้พิจารณา
ทีนี้อุตสาหกรรมต้นน้ำเนี่ย สมมติว่าการหลอมเหล็กมันต้องมองดูว่าหลอมเหล็กนั้นมีส่วนผสมอย่างไร ทำเครื่องบินก็อย่างหนึ่ง ทำรถยนต์ก็อย่างหนึ่ง ทำรถถังก็อย่างหนึ่ง แต่ของเรานั้นมีแต่หลอมเหล็กเส้น มาเลเซียถึงมีต่อรถขึ้นมาได้ เพราะเขามีอุตสาหกรรมตรงนี้ รองรับจากตรงนี้ ของเราทำไม่ได้ หรืออย่างไอซีชิพ ตรงนี้ซึ่งเคยมีคนลงทุนไปไม่ได้ เพราะอย่างคอมพิวเตอร์มันต้องประกอบมาจากอุตสาหกรรมพวกนี้ ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เขารับกลึง การกลึงของเขานั้นเป็นกลึงเล็กมาก ปรากฏว่าทางนาซานั้นจ้างทำพวกอุตสาหกรรมตรงนี้จากหลายประเทศทั่วโลก เมืองไทยก็มี แล้วนำไปประกอบอีกที่หนึ่ง แบบนี้เมืองไทยไม่มี
เมื่อเราพูดถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำแล้วเนี่ย เรามาพูดถึงอุตสาหกรรมกลางน้ำ หรือปลายน้ำ เราแทบจะไม่มี สิ่งที่มีในเมืองไทยคืออาจจะเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำ หรือเป็นอุตสาหกรรมประกอบ คือ ขั้นตอนแรกผ่านมาแล้วเรามาประกอบเป็นรถยนต์ มาประกอบเป็นอะไรต่างๆ การนำเข้าเครื่องจักร นำเข้าอะไรต่างๆ นี้คือปัญหา ปัญหาตรงจุดนี้เป็นเรื่องที่น่าจะบอกได้ว่ากลุ่มทุนที่ร่ำรวยมาจากอุตสาหกรรมผลิตทดแทนการนำเข้ามีความสามารถจำกัด เมื่อมีความสามารถจำกัดในเมื่อเทคโนโลยี พัฒนาไปเกิดอุปสรรคว่า ถ้าเกิดคู่แข่งใหม่ๆ มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ตัวเองจะตามกระแสตรงนี้ไม่ทัน คือความล่มจม ความเจ๊ง
ทีนี้ถ้าพูดถึงกลุ่มทุนรุ่นใหม่นั้น เขามีความประสงค์ เขามีความเข้าใจโลกว่าเขาจะเติบโตอย่างไร เขารู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรเข้ามาเพื่อสร้างอุตสาหกรรม สร้างธุรกิจของเขา มีปัญหาเรื่องเงินลงทุน ระบบทุนเราผูกขาดอยู่กับระบบเก่าๆ กลุ่มเหล่านี้เหลือทางรอดอย่างเดียว ต้องใช้ทุนจากกระแสโลกาภิวัตน์นี้แหละ อาจจะไปผ่านตลาดหลักทรัพย์เป็นหลัก ในช่วงไทยรักไทยเติบโตนั้น ตลาดหลักทรัพย์โตนะครับ และธุรกิจหลายอย่างได้ใช้ทุนจากตรงนี้ แต่มีผลกระทบต่อทุนพาณิชย์ ลองเช็กตัวเลขดู ผลกำไรจากธนาคารลดลงอย่างมากมาย ในสถานการณ์ช่วงนั้น อันนี้ผมเลยจะตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องเทคโนโลยีของเรานั้นเป็นเรื่องใหญ่ แล้วถ้าชาติใดหรือว่ากลุ่มใดที่ขาดความรู้ สิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามาครอบ ผมว่ามันก็ต้องถูกเทกโอเวอร์ไป กลุ่มเหล่านี้เมื่อต้องการที่จะทำธุรกิจต่อไป ประสิทธิภาพการแข่งขันจะไปแข่งขันกับนานาชาติแข่งไม่ได้
ถ้าเรามองดูกลุ่มทุนใหญ่ของไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ 47-50 บริษัทนั้น ไม่มีออกไปลงทุนเรื่องเทคโนโลยีเลย ทำเหมืองแร่ อะไรอย่างนี้ เป็นไปในรูปนี้ นี่เป็นประเด็นใหญ่ที่น่าคิด แล้วถามว่าเราจะทำอย่างไร นี่เป็นสภาพของการเป็นเมืองขึ้นทางเทคโนโลยี ทำไมเทคโนโลยีเกิดขึ้นไม่ได้ ตามความคิดของผมนะ เมื่อกลุ่มทุนต่างๆ เขาทำอย่างนี้มันมีผลต่างของผลกำไรของการทำธุรกิจดีอยู่แล้ว เมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น มันเป็นคู่แข่งขันเขา เช่น มีรถยนต์ยี่ห้อไทย มันไปกระทบต่อรถยนต์ที่เขานำเข้า หรือสินค้าต่างๆ กลุ่มทุนพวกนี้ถ้าลองสรุปรวมๆ ไปแล้วอยู่ในกลุ่มทุนพวกนี้แหละ ในกลุ่มทุนที่เรียกว่า กลุ่มทุนเก่า หรือทุนโบราณอะไรก็ตาม เรื่องจริงเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ส่งเสริมให้เกิดทุนชาติ และประกอบกับทุนของเรามันรวมศูนย์กันไปเรื่อยๆ กฎเกณฑ์ของรัฐที่เป็นอยู่ก็คุ้มครองการลงทุนของกลุ่มที่จำกัดกลุ่มนี้
หลังปี 2540 พอเจอวิกฤติปี 2540 กลุ่มทุนเปลี่ยนวิธีการลงทุนมาสู่อสังหาริมทรัพย์เยอะ ปิโตรเคมีเยอะ หากำไรกับธุรกิจหลักๆ เยอะ ไอ้ของก่อนที่เคยทำที่ไปลงทุนต่างประเทศมันเจ๊งไป มันมีธุรกิจอันหนึ่งที่ลงทุน จะเรียก “ทุนอภิสิทธิ์” หรือทุนอะไรก็ตามแต่ เขาเรียกธุรกิจทำจอทีวี ใช้เทคโนโลยีที่เป็นจอหลอก แต่ในขณะที่โทรทัศน์ในตลาดมันเปลี่ยนไปเป็นจอแบน มันต้องทำอีกระบบหนึ่ง แต่เขาไม่รู้เทคโนโลยีใหม่ ไปเลือกเทคโนโลยีเก่าเลยเจ๊ง คนกลุ่มเหล่านี้เลยกลัวเทคโนโลยี นั่นคือเหตุผลเหมือนกันว่าทำไมคนพวกนี้ต้องกลัวกลุ่มคนสมัยใหม่ กลุ่มทุนสมัยใหม่ไม่อาศัยทุนในประเทศ อาศัยทุนต่างประเทศได้
ฉะนั้นแล้ว ในที่สุดผมคิดว่าการปะทะของกลุ่มทุนนั้นยังมีอยู่ แต่ว่าการปะทะจะออกมาในรูปแบบไหน ซึ่งถ้าหากว่าทุนเก่าที่เข้าใจ น่าจะวิวัฒนาการตัวเอง โนเกียที่เราใช้นั้นเขาเป็นทุนเก่าที่ยุโรปนะ แล้วเขาวิวัฒนาการตัวเองมา แล้วทุนเก่าของเรานั้นจะวิวัฒน์ตรงนี้ไหม โลกาภิวัตน์มันคงไม่ได้หมายความว่าเอาคอมพิวเตอร์มาพิมพ์ หรือหาข้อมูลอย่างเดียว แต่มันยังมีอีกหลายๆ อย่าง กฎหมายเป็นโลกาภิวัตน์ กติการะหว่างประเทศเป็นโลกาภิวัตน์ ระบอบการปกครองเป็นโลกาภิวัตน์ หลายๆ จุด แต่ทุกวันนี้เรากำลังบิดในหลายๆ อย่าง โลกาภิวัตน์มันไม่ใช่เรื่องดีทุกเรื่องหรอก มันเป็นภาวะกลางๆ แต่เราจะเอามาใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์เท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้นเราจะไปทันโลกาภิวัตน์ไม่ได้ โทษอินเตอร์เน็ตไม่ได้ มันต้องโทษพ่อโทษแม่ด้วย อันนี้คืออีกจุดหนึ่งที่เราน่าจะมอง เพราะฉะนั้นจุดหนึ่งที่เราต้องมองโลกาภิวัตน์ในด้านเศรษฐกิจ หรือไอทีใหม่ๆ เป็นเรื่องเลวร้ายนั้น ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอย่างมหาศาล แม้กระทั่งเรื่องทุน ถ้าถามว่าทุนสามานย์มีไหม เขาเป็นวาทกรรมตั้งแต่ก่อน 19 กันยายนแล้ว “ทุนสามานย์” เทคโนโลยียังเป็น “เทคโนโลยีสามานย์” เลย ก่อน 19 กันยายน ซึ่งผมยังบอกเลยว่าสงสัยผมต้องเลิกใช้มือถือแล้วมั้ง ต้องหันกลับไปใช้นกพิราบสื่อสาร
แต่จริงๆ แล้วความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้ เราเอามาปรุงแต่งเพราะว่าอะไร ทำให้เห็นว่าโลกาภิวัตน์มันเป็นเรื่องที่เลวร้าย ทำให้เราไม่มีพื้นฐานในการเข้าใจโลกาภิวัตน์ที่ดีพอ ส่วนหนึ่งตีความว่าโลกาภิวัตน์เป็นมือถือ คืออินเตอร์เน็ต แต่มันไม่ใช่ ทำให้หลายคนเกลียดกลัวไปทันที แล้วยิ่งมีวาทกรรมต่างๆ ที่ปลุกเสก หรือปลูกสร้างขึ้นมา โลกาภิวัตน์อาจจะไม่ใช่สิ่งดีทั้งหมด แต่มันเป็นสภาพที่เป็นอยู่ และเราสัมผัส สิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกาภิวัตน์ ซึ่งมันต้องเกิดขึ้น ผมยกตัวอย่าง เมื่อเกิดโลกาภิวัตน์ เกิดกระแสการเรียกร้องสิ่งแวดล้อม มีการเรียกร้องกระแสเก่าๆ ที่จะขุดขึ้นมา เพราะฉะนั้นโลกาภิวัตน์มันมีทั้งกระบวนการทำให้เกิดการปะทะ และทำให้เกิดการประสาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการทั้งปะทะและประสานนั้น เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องไปกลัว เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นจริงที่มันต้องเกิดขึ้น
ผมว่าต่อไปถ้า ณ จุดนี้เมื่อไทยไม่ผ่าน เราจบ เวียดนาม พม่า ทำรางรถไฟ พม่าทำรถไฟรางคู่แล้วนะครับ จากเมืองบิดบอมาย่างกุ้ง แล้วก็ใช้เทคโนโลยีจากจีนมาหลอมเหล็ก ถลุงเหล็ก เวียดนามทำเอง ของเรายังถกไม่จบเลย เราคิดแต่จะนำเข้าเหล็กเข้ามา ฉะนั้นในเรื่องพื้นฐานเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งนัก นับวันยิ่งสำคัญ แล้วเราอ่อนไม่มีศักยภาพตรงนี้ วิธีคิดที่คิดจะใช้เทคโนโลยีมาแก้ปัญหามันจึงไม่มี
ทีนี้พอมาถามว่าเมืองไทยทุกวันนี้จะไปอย่างไร พอคนอื่นมี กลัวเขาอีก ต้องบอกว่าเมืองไทยเราเป็นสังคมที่ไม่ยอมรับความเป็นจริงนะ อันนี้สะท้อนก็คือ เรื่องการแย่งชิงอำนาจ แล้วนำมาสู่การบิดเบือน การสร้างวาทกรรมต่างๆ แม้กระทั่งปัญหาความเป็นจริงของประเทศชาติบ้านเมือง ควรจะเคลื่อนไปในจุดไหน เทคโนโลยีเราควรจะยอมรับหรือไม่ แล้วโลกาภิวัตน์เราควรจะไปกันแค่ไหน อธิบายให้มันเลวไปเสียหมดเลย มันไม่มีอะไรดีเลย แล้วถามว่าเราจะอยู่กันอย่างไร
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, March 24, 2008
เย้ย พันธมิตรฯ ไม่เข้าใจโลกาภิวัตน์ขนาดเทคโนโลยียังสามานย์
อชิรวิทย์ แฉ ม๊อบไข่ป๋า วาดผีรัฐตำรวจ
วงสัมมนาวิชาการ ฟันธง ทุนนิยมสามานย์ และ รัฐตำรวจ เป็นการวาดผีของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อชิรวิทย์ แฉ ยุค คมช.ย้ายตำรวจ 7 พันตำแหน่ง ผิดกฎหมาย และมีจุดประสงค์เพื่อป่วนการเลือกตั้ง ส่วน นักธรกิจ ชี้ ทุนสามานย์ คือ ทุนผูกขาดของพวกอำมาตยาธิปไตย เช่นนายธนาคาร จรัล ยัน ทุนนิยมเป็นแค่วาทะกรรมบ้องตื้นของพันธมิตร
การเสวนา “ทุนนิยมสามานย์ กับ รัฐตำรวจ” วาดผี หรือ เป็นจริง? ที่มี นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผบ.ตร. และ นายณัฐวุฒิ วัชรกุลดิลก เครือข่ายสุวรรณภูมิภิวัฒน์ ที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พล.ต.อ.อชิรวิทย์ กล่าวว่า การเมืองการปกครองมาจากระบอบประธิปไตย ซึ่งระบอบครองเมืองมาจากเสียงส่วนใหญ่ แต่ผมคิดว่า ประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่ระบอบการปกครองประชาธิปไตย เป็นพวกวิปริตผิดอาเพศของระบอบการปกครอง ที่ใช้คำว่า กลียุค แต่บ้านเมืองของเราจะกลียุค ก็เพราะกาลีบ้านกาลีเมือง ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้บริหารประเทศ ปกครองประเทศ และเป็นเจ้าของประเทศ คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดกันหมด มีแค่คนปกครองแค่หยิบมือเดียวและใช้สื่อในการชักนำเท่านั้นที่กล่าวอ้างว่าปกครองประเทศ
สื่อก็ตั้งคำถามทียั่วยุ ไม่ตั้งคำถามที่ ทำให้เกิดการปรองดองสมานฉันท์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสว่า “จะตายมิได้ ถ้ายังไม่เห็นคนไทยรักกัน” ถึงแม้ว่าการเลือกตั้งจะต้องมีแพ้ชนะ ซึ่งคนที่ได้รับเสียงข้างมาก ก็จะเป็นคนที่กุมอำนาจรัฐ กุมอำนาจข้าราชการที่ให้คุณให้โทษได้หมด คนกุมอำนาจรัฐทั้งหมดคือทหาร
“ใครขึ้นมากุมอำนาจก็จะใช้กลไกราชการทั้งหมด เช่น กรณี ในช่วงการรณรงค์รับร่างรัฐธรรมนูญ มีการย้ายข้าราชการเป็นจำนวนมาก ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีการย้ายข้าราชการและนำทหารเข้าไปคุม เพื่อไม่ให้นักการเมืองที่เป็นศัตรูเข้ามาเป็นรัฐบาล เช่นในสมัยพล.อ.สุรยุทธ จุลนานนท์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้เปลี่ยน ผบ.ตร. จาก พล.ต.อ.โกวิทย์ วัฒนะ โดยอ้างว่าไม่สามารถจัดการเรื่องระเบิดกลางเมืองกรุงเทพได้ และก่อนที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวศ จะมาเป็นแทนนั้น ก่อนจะมาเป็นได้มีการยื่นฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทกับเจ้าของหนังสือพิมพ์หลายข้อกล่าวหา แต่พอได้รับตำแหน่งแล้ว ก็ได้มีการถอนฟ้อง และได้มีการโยกย้ายตำรวจกว่า 7 พันตำแหน่ง เช่นมีการเปลี่ยนผู้การบุรีรัมย์ และ ผู้การที่เชียงราย และ พล.ต.ต.ชัยยะ ขึ้นเป็น รองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล ซึ่งปัญหานี้จะยุติไม่ได้หากไม่ใช้หลักธรรมะ ไม่ใช้ให้ศัตรูทางความคิดมาเป็นคนตรวจสอบ ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นคนผิด ให้กระบวนการยุติธรรมมาดูแล ไม่ใช่ให้พวกที่ผิดกระบวนการมาดูแล ”
พล.ต.อ.อชิรวิทย์ กล่าวว่า ในช่วงก่อนการปฏิวัติ นายสนธิ ลิ้มทองกุล มีคดีหลายคดี แต่ พอคมช.มีอำนาจได้มีการถอนฟ้องคดีนายสนธิ หลายคดี ในขณะนี้มีการพูดถึง รัฐตำรวจ ซึ่งความจริงไม่มี มีแต่ รัฐตุลาการ ที่แผ่อำนาจไพศาลไปหมด ไม่ว่าจะเป็นลากตั้งหรือสรรหา ก็มีอำนาจมาจากตุลาการ การวิเคราะห์ตามบทกฎหมาย เดิมที่ให้อำนาจตำรวจเมื่อสงสัยว่าใครผิดก็มีอำนาจควบคุม 7 วันก่อนส่งศาล แต่ต่อมาอำนาจการจับกุมถ่วงดุล เป็นอำนาจของฝ่ายปกครอง ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 40 เหมือนกับลอกฝรั่ง ระบอบการบริหารท้องถิ่นมาใส่ในรัฐธรรมนูญ ตำรวจต้องไปขออำนาจศาลให้ไปขอหมายค้นหรือหมายจับให้เป็นดุลยพินิจของประธานศาลฏีกา หรือข้อบังคับ 29 ในกรณีจำเป็นศาลจะออกหมาย ในระบบอีเลคโทรนิคก็ได้ ขึ้นกับดุลยพินิจของประธานศาลฏีกาเช่นกัน คำพูดที่ปลุกระดมว่าเป็นรัฐตำรวจนั้น เป็นคำพูดของพวกกาลีบ้าน กาลีเมืองโดยแท้
อดีตรอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ในระบบทุนนิยม มันเป็นสามานย์กันทั้งระบบ เพราะในระบบการแข่งขัน ไม่มีหรอกที่ทุนนิยมจะไม่สามานย์ เพราะการลงทุน ก็ต้องการผลกำไรทั้งสิ้น
พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ยังตั้งข้อสงสัยว่า ในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีผู้ต้องหาเป็นตำรวจ 2 นาย ซึ่งถูกให้ออกจากราชการ แต่ขณะนี้กำลังทำเรื่องขอกลับเข้ารับราชการใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการชุมนุมของ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปช. ที่มีผู้ต้องหาเป็นประชาชน ทั้งที่เป็นเหตุการณ์การชุมนุมเดียวกัน
ขณะที่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สังคมไทยเป็นสังคมอารมณ์ ชายก็ไม่จริง หญิงก็ไม่ใช่ พอไม่ได้รับสัมปทานทีวี.ช่องหนึ่งก็โกรธแล้ว จึงมีการ วาทะกรรม เพื่อนำไปสู่การขยายผลทางการเมือง ไม่มีหลักทางวิชาการ เป็นสังคมที่ฉาบฉวย ไม่มีทฤษฎีไหนที่บอกว่า เมื่อคุณล้มอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เผด็จการปกครองประเทศ ให้คนส่วนน้อยให้มีอำนาจ ปัญหาสำคัญคือเป็นการขัดแย้งในเชิงผลประโยชน์
“ทุนนิยมต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ ทุนนิยมที่ดี กับทุนนิยมสามานย์ ทุนนิยมที่ดีคือทุนที่กระจายลงสู่ประชาชน สร้างงาน สร้างโอกาส ให้โอกาสประชาชนเข้าถึงปัจจัยการผลิตและแหล่งทุน เช่นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณ ส่วนทุนสามานย์ คือทุนศักดินา ที่อาศัยโครงสร้างที่อยู่ภายใต้การอุปภัมถ์ของรัฐ มีวิธการผูกขาดโภคทรัพย์ ผูกขาดทุน แจกจ่ายผลประโยนช์ในกลุ่มของตัวเอง ลูกหลานและพวกพ้อง เช่นกลุ่มทุนธนาคาร สิ่งที่เกิดวิการณ์การเมือง ปีที่แล้ว คือการไม่ยอมให้ ทุนดี เข้าไปทำลายระบบผูกขาด และผมคิดว่า เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร น่าจะมีทุนนิยมสามานย์เหล่านี้อยู่เบื้องหลัง และต้องอย่าลืมว่าสื่อสารมวลชน ในปัจจุบันก็เป็นทุนผูกขาดชนิดหนึ่ง ดังนั้นการต่อต้านทุนนิยมเป็นสิ่งล้าหลังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลก แต่อยู่ที่การปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตเข้ากับทุนนิยมให้ได้มากกว่า”นายณัฐวุฒิ กล่าว
ด้านนายจรัล กล่าวว่า การกล่าวอ้างเรื่อง ทุนนิยมสามานย์ และ รัฐตำรวจ เป็นการใช้ วาทกรรม ของฝ่ายพันธมิตร เพื่อเป็นการตั้งเป้าหมายในการเคลื่อนไหว เพราะเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ได้เกิดวาทกรรม ระบอบทักษิณ ที่ทำให้นำไปสู่การเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 มาในวันนี้ได้ใช้คำว่า คำเตือนกลียุค หรือกลียุคมาแล้ว แต่ขอบอกว่าไม่ได้ผล จนนำมาสู่การใช้คำว่าทุนนิยมสามานย์กับรัฐตำรวจ แต่ทุนนิยมสามานย์ในทางประวัติศาสตร์ เป็นระบอบทุนนิยมที่ค่อย ๆ ก่อตัวในศตวรรตที่ 17 ในยุโรป เป็นรูปร่างชัดเจนในศตวรรตที่ 19 มีคน 2-3 กลุ่มเท่านั้นที่ไม่ชอบระบอบทุนนิยมเพราะไปทำลายเสรษฐกิจของเขา ได้แก่ 1.กลุ่มอนุรักษ์นิยม หรือศักดินานิยม กล่าวหาว่า ระบอบทุนนิยมไม่ดี เป็นความคิดของพวกพันธมิตร ซึ่งล้าหลังไปกว่า 300 ปี ที่ได้กล่าวอ้างถึงระบอบนี้
2.เป็นฝ่ายซ้ายหรือสังคมนิยม เป็นพวกวิพากษ์วิจารณ์ทุนนิยม และมีการตั้งพรรคการเมืองสังคมนิยมเป็นประเทศแรกที่รัสเซีย และเป็นกลุ่มแรกที่ใช้ทฤษฎีวัตถุนิยมวิพากษ์ ซึ่งมีทั้งด้านดำและขาว มีดีชั่วปะปนกันไป เขาพยายามชี้ให้เห็นว่า ทุนนิยมมีด้านดีเยอะ เพราะมีงานให้คนทำ ส่วปนระเทศไทย มีการพัฒนาระบอบทุนนิยมหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค.16 เริ่มมีนักธุรกิจเข้ามามีบทบาทางการเมืองเช่นนายบรรหาร ศิลปะอาชา ที่ได้รับแต่งตั้งเป้นสมาชิกสมัชชาในสมัยนั้น แต่ตอนนี้นายบรรหาร ดวงตาเห็นธรรมแล้ว เช่นเดียวกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาส์น ที่ทำตัวเป็นเครื่องประกอบของคุณสนธิ แต่ตอนนี้ดวงตาเห็นธรรมแล้วเช่นกัน
ในทางทฤษฎีนั้นไมใมช้คำว่าสามานย์ แต่เราจะใช้คำว่าผูกขาด มือใครยาวสาวได้สาวเอา การต่อต้านทุนนิยมในการเมืองยุคปัจจุบันอย่างไรก็ไม่มีทางชนะ
ส่วนเรื่องของรัฐตำรวจ ไม่มีประเทศใดที่มีรัฐตำรวจยกเว้นรัฐทหาร ซึ่งปัจจุบันเรามีรัฐทหารทางการเมืองมาแล้วเมื่อ 2 ปี ที่แล้ว แต่ตอนนี้ ประเทศไทย เป็นรัฐตุลาการ ที่เป็นซากของ คมช. เป็นพวกกุมอำนาจในประเทศไทย และพวกทหาร เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
“ทุนนิยมสามานย์และรัฐตำรวจ เป็นวาทะกรรม เหมือนที่พันธมิตร เคยสร้าง วาทะกรรมเรื่องระบอบทักษิณ ขึ้นมา ซึ่งวาทกรรมนี้ เกิดขึ้น หลังจากที่ผลิตคำว่า กลียุค ขึ้นมาแล้วจุดกระแสไม่ขึ้น คราวนี้จึงเปลี่ยนมาใช้สองคำนี้แทน โดยพื้นฐานพวกนี้มีการชูคำขวัญว่า ทุนนิยมสามานย์ เลวกว่า ศักดินาล้าหลัง ซึ่งขัดกับพัฒนาการของโลก ดังนั้นขบวนการสนธิ จึงไม่มีจริง เพราะไม่สอดคล้องกับยุคสมัย และถึงจะมีการต่อต้านทุนนิยมจริง ไม่อาจจะชนะได้”นายจรัล กล่าว
Sunday, March 23, 2008
คุณภาพนักการเมืองไทย
ในประเด็นแรก คือเรื่องการยุบ และไม่ยุบนั้นเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายประกอบกันซึ่งขอยกให้เป็นประโยชน์แก่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คือจะไม่พูดถึงในเรื่องนี้
โจรปล้นอำนาจอธิปไตย
ท่านผู้หญิงพูนศุข ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ภรรยายอดเยี่ยม หากยังได้ช่วยงานการเมืองของท่านรัฐบุรุษอาวุโสอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะงานเสรีไทยในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นผลทำให้ไทยไม่ต้องเป็นฝ่ายแพ้สงคราม นับว่าเป็นคุณูปการที่ชาวไทยควรระลึกถึง และในคราวนี้ก็ควรร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของท่านโดยทั่วกัน
บนเส้นทางสายประชาธิปไตย หากไม่แวะคารวะดวงวิญญาณท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ก็คงขาดกตเวทิตาธรรมอย่างยิ่ง
สำหรับทางด้านรัฐ หรือราชการนั้น หากบ้านเมืองอยู่ในช่วงประชาธิปไตย ก็คงจะได้มีการแสดงท่าทีที่เหมาะสมต่อการถึงแก่อนิจกรรมของท่านผู้หญิงพูนศุขบ้างเป็นแน่ แต่เมื่อท่านมาถึงอนิจกรรมลงในช่วงที่บ้านเมืองเป็นเผด็จการทุรยุคเช่นนี้ก็คงหวังอะไรกันไม่ได้ และก็คงต้องทำใจ
ฉบับที่แล้ว ผมเขียนถึง คำถามของ อ. มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และอธิบดีศาลอาญาในฐานะที่เป็นนักกฎหมายสายธรรมศาสตร์ ซึ่งถามคนไทยทั้งชาติเกี่ยวกับเรื่อง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กับการปกครองระบอบเผด็จการทหารซึ่งมีหลักเกณฑ์แตกต่างกันว่าจะเลือกเอาอย่างไหน
ฉบับนี้ ผมขอเอาหลังพิงเชือก คือผ่อนแรงตัวเอง พึ่ง อ. มานิตย์ ต่อไปอีกประเด็นหนึ่งเพราะ อ. มานิตย์ ท่านปรารภเรื่อง รัฐธรรมนูญ 2540 อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนโดยแท้จริง เพราะได้ผ่านการมีส่วนร่วม ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นของประชาชนคนไทยทุกจังหวัด ทั่วประเทศ และผ่านการบังคับใช้มาเป็นเวลา 10 ปี พระราชบัญญัติ และกฎหมายที่ออกตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้รับการยอมรับจากปวงชนชาวไทยเป็นอย่างดี แม้จะถูกบังคับใช้ในทางที่เป็นโทษแก่ตน ก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน และชาวต่างชาติก็ให้การยอมรับ คบค้าสมาคมด้วยความมีเกียรติ ศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน
ผู้มีความรู้ ผู้เป็นปราชญ์ เชื่อกันว่า ไม่มีใครกล้าทำรัฐประหารอีกแล้ว เพราะมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2540 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ม.63 บุคคลจะใช้สิทธิ และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้”....
นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญา ม.113 ยังบัญญัติว่า “ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ
(1) ล้มล้าง หรือ เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
(2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลากรแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ
(3) แบ่งแยกราชอาณาจักร หรือยึดอำนาจการปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใด แห่งราชอาณาจักร
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต”
แม้กฎหมายบัญญัติโทษไว้รุนแรงเช่นนี้ ในวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะบุคคลที่ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทั้ง 3 เหล่าทัพ และผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังกล้าประพฤติฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2540 ม.63 และประมวลกฎหมายอาญา ม.113 กันหน้าตาเฉย และยังบังอาจขอเข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเวลาวิกาล เพื่อทูลเกล้าฯ ขอให้ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้คณะรัฐประหารเป็นคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ชื่อซึ่งคณะรัฐประหารตั้งขึ้นนี้ ทำให้ปวงชนชาวไทย และชาวต่างชาติ เข้าใจผิดไปแล้วว่า การรัฐประหารครั้งนี้มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นับว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียพระบรมเดชานุภาพอย่างแท้จริง
เมื่อ รัฐธรรมนูญ คือกฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครองประเทศจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระมหากษัตริย์ ปวงชนชาวไทย และศาลไทยต้องอยู่ภายใต้บังคับ และต้องปฏิบัติตาม
รัฐธรรมนูญ จึงต้องเกิดขึ้นด้วยมือของปวงชนชาวไทยผู้บริสุทธิ์ตามระบอบประชาธิปไตย เท่านั้น ไม่อาจเกิดขึ้นจากมือของคนร้ายหรือจากมือโจรปล้นอำนาจอธิปไตย
ผู้กระทำความผิดฐานเป็นกบฏ หากเอาทรัพย์สิน เงินทองของประชาชนไปเป็นประโยชน์ส่วนตนด้วย (ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม) ผู้นั้นมีความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 อีกกระทงหนึ่ง
ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.113 , ม.340 และ ม.357 (ฐานรับของโจร) ล้วนได้ชื่อว่า “โจร” ผู้ที่โจรแต่งตั้งให้มาทำงานให้โจร ได้ชื่อว่าโจรด้วยกัน
ดังนั้นพวกโจรทั้งหลายจึงควรแก่การพิจารณาตนเอง ยุติบทบาททำลายบ้านเมืองเสียที ก่อนที่จะถูกสุจริตชนผู้รักชาติ และจงรักภักดีลุกขึ้นมาปราบปรามในไม่ช้านี้
นี่เป็นข้อคิดที่ผมสรุปเอง หลังจากได้อ่านบันทึกของ อ.มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ.
สมชาย เตรียมนำโครงการสมัยทักษิณ เข้าที่ประชุม ครม.
เสนาะชี้แก้รธน.ต้องแก้ทั้งหมดเพื่อไม่เอื้อให้ใคร
หัวหน้าพรรคประชาราช เสนาะ เทียนทอง ชี้ หากแก้รัฐธรรมนูญ ต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ใช่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
“ไม่ต้องตั้ง ส.ส.ร. หรืออะไรต่าง ๆ นานา ให้ ส.ส. และ ส.ว. เป็นคนตัดสินแก้ไขปัญหาบ้านเมือง คือ 480+150 คน มาปรึกษาหารือกัน แล้วให้สภาฯ ตั้งกรรมาธิการ เพราะทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ก็มาจากการเลือกตั้งอยู่แล้ว ถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ถ้าทำประชามติก็จะมีองค์กรต่าง ๆ มาอ้างกันอีกไม่จบสิ้น” นายเสนาะ กล่าว
ส่วนกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นตัวตั้งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายเสนาะ กล่าวว่า ไม่ควรนำรัฐธรรมนูญฉบับใดมาเป็นตัวกำหนด แต่ต้องการให้พิจารณาข้อดีของรัฐธรรมนูญในอดีตมาใส่ไว้ ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 มีข้อบกพร่องเช่นกัน ขอให้ดูจากประสบการณ์ในการปฏิบัติว่า อะไรที่ปฏิบัติไม่ได้ก็ต้องแก้ไข ซึ่งจะเห็นว่ายังมีคนจำนวนมากที่ไม่ยอมรับความจริง คิดว่าปฏิบัติได้ แต่จริง ๆ แล้วมีปัญหา
“ส่วนจะมีประเด็นใดบ้างที่ควรแก้ไข ผมไม่อยากชี้นำ เพราะมีบทเรียนมาแล้วว่าพูดอะไรไป บางครั้งไม่ถูกใจคน จะเห็นว่าหลังเลือกตั้ง ผมเก็บตัวเงียบ ส่วนที่มีหลายฝ่ายเห็นว่า ควรแก้ไขประเด็นการกระทำผิดคดียุบพรรค ควรให้ ส.ส. และ ส.ว. ที่จะเป็นผู้พิจารณา แต่คิดว่าไม่น่าจะทันคดียุบพรรค เพราะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 180 วัน ในการดำเนินการ” นายเสนาะ กล่าว
ทั้งนี้หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวภายหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคประชาราช ว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ตนเป็นหัวหน้าพรรคต่อ และให้นายฐานิสร์ เทียนทอง เป็นเลขาธิการพรรค มีกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด (รวมหัวหน้าพรรค) 14 คน และเป็นที่สังเกตว่า เลขาธิการและกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่นามสกุลเทียนทอง เพราะไม่มีใครอยากเป็นกรรมการบริหารพรรค เนื่องจากเกรงว่า หากมีใครในพรรคกระทำความผิดแล้วจะถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในกรรมการบริหารพรรคประชาราช ไม่มีชื่อนางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งเมื่อสอบถามนายเสนาะ ได้ตอบว่า นางอุไรวรรณ มีหน้าที่รับผิดชอบงานในตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างเดียว ไม่ต้องรับผิดชอบในพรรค. - สำนักข่าวไทย
นพดล มั่นใจพลังประชาชนไม่ถูกยุบ
“นพดล ปัทมะ” มั่นใจ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ไม่ได้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง จึงมั่นใจ พปช.ไม่ถูกยุบ ย้ำแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของชาติ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เชื่อประชาชน-ต่างชาติเข้าใจ
“เรามั่นใจว่า คุณยงยุทธ (ติยะไพรัช) ไม่ได้ทำอะไรผิด และสามารถชี้แจงในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่หากคุณยงยุทธกระทำความผิดก็ถือว่าเป็นความผิดเฉพาะตัว เปรียบถ้ากรรมการบริษัทกระทำความผิดแล้วยุบบริษัทไม่ได้ฉันใด กรรมการบริหารพรรคทำผิดก็ยุบพรรคไม่ได้ฉันนั้น เรื่องนี้พรรคได้มีคำสั่งไปแล้วว่า ห้ามดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดที่ผิดกฎหมาย จึงมั่นใจว่าพรรคจะไม่ถูกยุบ” นายนพดล กล่าว
นายนพดล กล่าวว่า ประเด็นการยุบพรรคที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องหนึ่งที่จะต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน เพราะหากปล่อยไว้จะเกิดความไม่มั่นคงทางการเมือง มั่นใจว่าจะชี้แจงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับประชาชนและนานาชาติได้ โดยจะชี้ให้เห็นว่าไม่ได้แก้ไขเพื่อตัวเอง แต่เพื่อลูกหลานในอนาคต เพราะต้องไม่ให้รัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคในการทำงานของรัฐบาล เชื่อว่าต่างประเทศจะเข้าใจดีว่าเป็นการแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ส่วนกรณีที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ระบุว่า มีเงามืดอยู่เบื้องหลังตั้งธงให้ยุบพรรค นายนพดล กล่าวว่า ไม่มีหลักฐานว่ามีธงหรือไม่ แต่หากมีธงให้ยุบพรรคจริงก็ต้องฟันธงให้ขาด และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ต้องไม่มีใครมีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าคงมีคนบางกลุ่มที่พยายามเอาตัวเองเป็นใหญ่ และพยายามครอบงำ แต่ขอย้ำว่าไม่ว่าจะเป็นใคร แม้จะมีฐานะทางสังคมอย่างไร แต่ทุกคนมี 1 เสียงเท่ากัน
นายนพดล กล่าวว่า ช่วงที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่สหรัฐอเมริกา ได้มีโอกาสพบกับอดีตรัฐมนตรี รัฐมนตรีต่างประเทศ และที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีสหรัฐ ได้สอบถามถึงสถานการณ์ภายในประเทศไทย ซึ่งได้ยืนยันไปว่า ขณะนี้มีการเลือกตั้งและมีความเป็นประชาธิปไตยแล้ว นอกจากนี้ ยังได้ยืนยันกับนักธุรกิจถึงความมั่นคงทางการเมืองของไทยด้วย พร้อมให้ความมั่นใจด้วยว่า พรรคพลังประชาชนจะไม่ถูกยุบ
สมัครฉะหน้าแหลมฟันดำ โผล่วิจารณ์แนวคิดแก้รธน. [23 มี.ค. 51 - 10:10]
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” วันนี้ (23 มี.ค.) ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ถึงการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 เรื่องการยุบพรรค ว่า มีที่ปรึกษาพรรคการเมืองบางพรรค พูดจาไม่เห็นด้วย ตนอยากบอกว่า ไม่โดนกับตัวเองไม่รู้ คนที่โดนถึงจะรู้ว่าเจ็บแสบอย่างไร ที่ทำกันมามีเจตนาอย่างไร เกียจชังคนนี้ ออกรัฐธรรมนูญเขียนทุกอย่างเพื่อให้คนนี้ตายกันไป
“คนไม่เดือดร้อนเองไม่รู้ ผมบอกเลยว่า ผมต้นทุนต่ำ จะฟาดฟันอย่างไรก็เอามาแล้วกัน หน้าแหลมฟันดำโผล่ออกมาเลย หาว่า เอาชาติ อ้างชาติเป็นประกัน ทั้งที่ผมต้องทำงาน แทบตาย กว่าจะตั้งรัฐบาลได้” นายสมัคร กล่าว และว่า นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง จะไปเจรจาก็ไปไม่ได้ เพราะพรรคจะถูกยุบไม่ถูกยุบ ฝรั่งถามว่า ตกลงจะยุบไม่ยุบ มีคนข้องใจ เกิดการปั่นป่วนกันอีก
นายสมัคร กล่าวว่า อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด ยกเว้นหมวด 1 ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ต้องเก็บไว้ เพราะไม่มีอะไรเสียหาย ทุกอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ต้องการความรวดเร็ว จึงจะแก้ในประเด็นที่เป็นปัญหาก่อน การแก้รัฐธรรมนูญ ตนอยากให้มีการลงประชามติกันว่าจะแก้หรือไม่แก้ แต่ต้องใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท มองว่าเป็นการเสียของ 2,000 ล้านบาท ถือว่า เกินเหตุ
ส่วนการนัดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยวันที่ 28 มี.ค.นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้เตือนส.ส.ของพรรคพลังประชาชนว่า อย่าออกไปชุมนุม ไม่ต้องไปต่อต้าน ให้แสดงไปข้างเดียว คนของพรรคการเมืองไปร่วม หัวหน้าพรรครับรองแล้วเป็นสิทธิของเขา ส่วนของตนบอก ไม่ โดยเฉพาะส.ส.สมุทรปราการอย่าออกไปเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือ ไม่ได้หน้าตาอะไรขึ้นมา
“ตัวจริงชัดเจน”ผงาด ช่อง11 สมัครแขกรับเชิญคนแรก [23 มี.ค. 51 - 13:01]
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” วันนี้ (23 มี.ค.) ถึงการปฏิรูปสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ว่า ในพรุ่งนี้ (24 มี.ค.) จะเปิดตัวสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 รูปแบบใหม่ และวันที่ 1 เม.ย. รายการตัวจริงชัดเจน จะมาออกอากาศทางช่อง 11 ตนจะรับเชิญเป็นแขกคนแรกในรายการนี้ สัญญา คือ ให้เป็นตัวของตัวเอง เหมือนที่อยู่สถานีทีไอทีวี ตรงไปตรงมา วิพากษ์วิจารณ์ได้เหมือนเคย และไม่ต้องมาประจบประแจงรัฐบาล
“เราเคยเห็นคนพวกนี้ จะเอามาปรับปรุงช่อง 11 ทำถูกต้องตามกฎหมาย มีผู้สนับสนุน ไม่มีโฆษณา อยากเทียบเคียงให้ดูกับช่องสาธารณะ ที่ยึดเอาไป ของเขาดี ๆ ทำมาหากินดี ๆ เป็นกลาง ไว้วางใจได้ กลับถูกมองว่า เป็นช่องของอดีตนายกรัฐมนตรี ไป ๆ มา ๆ ยึด อยู่ดี ๆ เอาเงินหลวงไปใส่ ” นายกรัฐมนตรี กล่าว และว่า ผู้คนในบ้านเมืองจะได้มีความสุข ได้ฟังข่าว ทันเหตุการณ์ อย่างเช่น รายการฮอตนิวส์ และที่ชัดเจนได้ทีมงานที่ทำงานเก่ง ๆ จะเอามาทำงานช่องนี้ นี่คือความเปลี่ยนแปลง
สมัครซัดม๊อบไข่ป๋าทำบ้านเมืองวุ่น ห้ามจัดม๊อบชน
'สมัคร” ลั่นให้พันธมิตรฯ แสดงข้างเดียว คนทั้งบ้านทั้งเมืองจะได้รู้ว่า “ใครดี-ใครเลว” ใครทำให้บ้านเมืองเสียหาย สั่งห้ามทัพ “ประชา ประสพดี” อย่าจัดม็อบชนเผยไม่อยากให้ตกเป็นเหยื่อ
วันที่ 23 มี.ค. 2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ออกอากาศผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ถึงกรณีที่นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มมหาประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย ประกาศจะออกมาเคลื่อนไหวคู่ขนานกับการนัดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันศุกร์ที่ 28 มี.ค.นี้ โดยยืนยันว่า ตนและพรรคพลังประชาชน ไม่สนับสนุนให้คนในพรรคพลังประชาชนออกไปตอบโต้กับกลุ่มที่ตั้งป้อมหวังให้มีการยุบพรรคพลังประชาชน และตนก็พยายามห้ามปรามไม่ให้บุคคลเหล่านี้ออกไปตอบโต้กับกลุ่มพันธมิตรฯด้วย ไม่ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองใดจะอนุญาตให้คนในพรรคออกไปเคลื่อนไหวกับกลุ่มการ เมืองใดก็ตาม แต่สำหรับพรรคพลังประชาชนนั้น ตนขอบอกได้เลยว่าไม่มีสิทธิ์ เนื่องจากจะตกเป็นเหยื่อเป็นเครื่องมือของคนอื่น ซึ่งถือว่าไม่มีประโยชน์ใดๆ
"ผมก็พูดอย่างนี้ ทั้งคณะ ใครไปเชิญไปชวน อย่าออกไป พูดกันชัดเจนเลย ไม่ต้องออกไปต่อต้าน ให้เขาแสดงไปข้างเดียว คนทั้งบ้านทั้งเมืองจะได้เห็น ว่ามันมีเหตุผลอะไร บริหารบ้านเมืองมาได้เดือนครึ่งเท่านั้น"นายกรัฐมนตรีกล่าวและว่า ปล่อยให้คนที่ออกมาต่อต้านดำเนินการต่างๆ ไปและตนจะคอยดูว่า กลุ่มพันธมิตรฯจะใช้วิธีการแบบไหน ซึ่งอยากบอกไปถึงนายประชา (ประสพดี) ว่า อย่าออกไปต่อต้าน แม้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะให้สถานที่ แต่พรรคพลังประชาชนจะไม่ขอไปใช้สถานที่เพื่อตอบโต้ให้อธิการบดีต้องลำบากใจอย่างเด็ดขาด ซึ่งจุดนี้ก็จะเป็นการแสดงให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองเห็นว่า ตกลงใครดีใครเลว ใครทำอะไรเสียหาย ให้กับชาติบ้านเมืองเอง










