เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, March 24, 2008
รอง หน.ชาติไทย ระบุ ต้องการเห็นภาครัฐบาล รัฐสภา และประชาชน พร้อมใจกันเสนอเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
ครป.ฉะรัฐ,พปช.เห็นแก่ตัวพยายามแก้รัฐธรรมนูญ
เลขาธิการ ครป.จวกรัฐบาล และพรรคพลังประชาชน เห็นแก่ตัว กรณีมีความพยามแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่พันธมิตรฯนัดประชุมด่วนเพื่อหารือเรื่องนี้ 26 มี.ค.
โดยพรรคพลังประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นแก้ตัว และเอาประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม
ซึ่งการพยายามแก้ไขในมาตรา 237 ถือเป็นการนิรโทษกรรมล่วงหน้า ให้กับผู้ที่ทุจริตเลือกตั้งและพรรคที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ทางพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เตรียมที่จะมีการประชุมด่วน เพื่อหารือถึงประเด็นดังกล่าวในวันพุธที่ 26 มี.ค. นี้ ขณะที่การจัดสัมมนาประชาชน ในวันที่ 28 มี.ค. นายสุริยะใส ย้ำว่า มีความพร้อมเต็มที่ โดยประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการโยกย้ายข้าราชการ โดยตั้งข้อสังเกตถึงการโยกย้ายข้าราชการที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 เม.ย. ว่า อาจจะเป็นการเตรียมการสำหรับการยุบสภาที่อาจจะเกิดขึ้น
นายกรัฐมนตรีเยือนเวียดนาม
นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือ ในวันที่ 24 มีนาคมนี้
ชมรายละเอียด โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-23 19:29:08
สู่ “กับดัก” [24 มี.ค. 51 - 16:53]
จริงๆแล้วพรรคที่ต้องดิ้นเพื่อไม่ให้ถูกยุบน่าจะเป็นชาติไทยมัชฌิมาธิปไตย มากกว่า เพราะเวลานี้เหมือนเอาคอขึ้นพาดเขียงแล้ว...ว่างั้นเถอะ เพราะแม้จะยังไม่ชัดเจนแต่มี กกต.บางท่านหรือคณะที่ปรึกษา กฎหมายฯระบุออกมาแล้ว
ต้อง “ยุบพรรค” เพราะกฎหมายบังคับไว้ และต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แม้จะยังไม่มีมติใดๆออกมา แต่มีแนวโน้มว่าจะเป็นเช่นนั้น
ครับ...ก็เลยดิ้นกันใหญ่ทั้งปลาเล็ก ปลาใหญ่ ปลาไหล ปลาทู ต่างพยายาม จะชี้ให้เห็นว่าการยุบพรรคจะทำให้เกิดปัญหาทางการเมือง
ลงท้ายก็โยนให้ “มือที่มองไม่เห็น” ตามระเบียบ ทำนองว่าเรื่องนี้มีผู้ใหญ่สั่งให้ยุบ 2 พรรค เพื่อเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การยุบพลังประชาชน
ขณะนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ แม้พรรคที่สังกัดยังไม่ ถูกยุบ หรือมีเหตุเป็นไปเช่นนั้น แต่ดูเหมือนว่าจะตื่นตูมมากกว่าพรรคที่กำลังจะถูกสั่งยุบเสียด้วยซ้ำ นั่นเพราะคงอ่านว่าหาก 2 พรรคถูกยุบก็จะมีผลถึงพลังประชาชน
เพราะมี 2 คดีที่ดักรออยู่คือ คดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช และคดีนอมินี ซึ่งเชื่อว่ามีแนวโน้มจะถูกคำสั่งยุบพรรคตามไปด้วย
“แบบนี้มันฆ่าประเทศชัดๆ ไม่สงสารบ้านสงสารเมืองหรือ”
นายสมัครทุบโต๊ะเปรี้ยงเลยทันทีและยังบอกด้วยว่าไม่รู้จะตามรังควานกันไปถึงไหน มันจะเจ็บช้ำอะไรหนักหนา ปฏิวัติไปแล้ว ยึดอำนาจไปแล้ว จะฆ่ากันให้ตายเอากันให้ตายอีกหรือ
ก็ยังไม่รู้ว่าที่นายสมัครพูดนั่นหมายถึงใคร เพราะอ้างแบบนี้มาตลอดและสามารถ ที่จะสั่งซ้ายหันขวาหันได้จริงหรือ
จริงๆแล้วประเด็น “ยุบพรรค” นั่นมันคงเป็นเพราะ “รัฐธรรมนูญ” ที่กำหนดเอาไว้ชัดเจน แต่เป็นเพราะผู้สมัครที่ไม่พิจารณา “กติกา” ให้รอบคอบชัดเจน คิดว่าไม่น่าจะ มีปัญหาหรือเมื่อเกิดปัญหาแล้วก็จะแก้ไขได้ ไม่คิดว่าจะถึงขั้น “ยุบพรรค”
แต่เมื่อกล้ากระทำผิด ก็ต้องกล้ารับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ประเด็นว่าเป็นเพราะ รัฐธรรมนูญที่มาจาก คมช. มาจากเผด็จการ หากจะแก้ไขปัญหานี้ก็ต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ ตัดทิ้งมาตราที่เกี่ยวกับเรื่องยุบพรรคไป นั่นคือสิ่งที่พึงกระทำได้
ณ วันนี้ต้องยอมรับ “กติกา” ที่ใช้บังคับทุกคน
จริงๆแล้วเรื่อง “ยุบพรรค” นั้น มีการมองกันเป็น 2 มุม อย่างแรกก็เพื่อป้องกันการกระทำผิด ของนักการเมือง ทั้งเรื่องทุจริตเลือกตั้ง หรือกระทำให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง และทำให้นักการเมือง ไม่กล้าเพราะจะมีผลต่อพรรคด้วย โดยเฉพาะกรรมการบริหารพรรค จะต้องผูกพันกับพรรคมากกว่าสมาชิกธรรมดา
อีกมุมมองว่ารุนแรงเกินไป เมื่อคนผิดก็ว่ากันไป แต่ไม่ควรให้พรรคถูกยุบ หรือลูกพรรคคนอื่นๆต้องโดนไปด้วย ประเด็นมันอยู่ตรงนี้เพื่อแก้ปัญหา พฤติกรรมของนักการเมือง
และแน่นอนว่าในสภาพการเมืองปัจจุบัน มันส่งผลต่อรัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะหากมีการยุบพรรคจริง เพราะทั้ง 3 พรรค จะต้องไปหาพรรคใหม่ รัฐบาลก็คงจะยุ่งแน่ และอยู่ที่ว่าหากพรรคถูกยุบ กรรมการบริหารจะโดนด้วยหรือไม่ นายกฯในฐานะหัวหน้าพรรคจะต้องรับผิดชอบหรือไม่
หากหัวหน้าพรรค กรรมการคนอื่นต้องโดนด้วย นั่นแหละถึงจะยุ่งจริงๆ แต่ก็ต้องเป็นเรื่อง ของพรรคที่จะแก้ไขเมื่อหลงเดินเข้าไปใน “กับดัก” แล้ว จะไปโทษใครก็ไม่ได้
ทางออกนอกเหนือจากการ “ยุบสภา” ซึ่งดูเหมือนว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาอย่างชะงัด เป็นเพียงแค่เลี่ยงไปเท่านั้น แต่ดูเหมือนจะต้องแก้ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อหนีคดี “ยุบพรรค” ซึ่งแนวร่วมก็มีอยู่แล้ว เพราะนักการเมืองคงไม่ชอบอยู่ใต้กติกาอย่างนี้
“เงื่อนไข” มันให้อย่างนี้และยังปลดล็อกการเมือง 111 คนได้ด้วย..
"สายล่อฟ้า"
คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย
มาตรฐานต่ำ [24 มี.ค. 51 - 16:56]
การออกมาโวยวายของพรรคการเมือง ที่กำลังจะถูกยุบพรรค เวลานี้ ให้นึกถึงเมื่อครั้งที่ พรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค อะไรๆก็ดูจะกลับตาลปัตรไปหมด ครั้งนั้นพรรคการเมืองต่างๆ ออกมาสนับสนุนให้ยึดหลักกฎหมายกันใหญ่ ซ้ำเติมกันน่าดู
เพราะถ้าไทยรักไทยถูกยุบจะเป็นอานิสงส์กับพรรคการเมืองในเวลานั้นทั้งหมด
เลยเชียร์กันใหญ่ เวลานี้จะมาอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะมาอ้างประเทศชาติก็สายไปเสียแล้ว เพราะถ้าขืน กกต.หรือศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ยึดหลักกฎหมายให้เป็นมาตรฐานเดียว
ก็เท่ากับทำลายหลักกฎหมายและกติกาของสังคม
ผมเคยพูดไว้ตั้งแต่ 1 ปีกับอีก 7 เดือนที่แล้วว่า องค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ จะต้องยึดหลักกฎหมายที่เป็นมาตรฐานและบรรทัด ฐานเดียวกัน นอกจากจะเป็นเกราะคุ้มกัน ผู้ปฏิบัติหน้าที่เองแล้ว ยังจะปกป้องกติกาของสังคมเอาไว้เป็นหลักยึดเพื่ออยู่ร่วมกัน อย่างสงบสุข ดังนั้น ต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
บ้านเมืองไม่มีขื่อแปเมื่อไหร่ก็หายนะ
สำคัญอยู่ที่ว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นมาตรฐาน ชอบธรรมและเที่ยงธรรม โดยจะต้องสร้างมาตรฐานเอาไว้
เพื่อสร้างศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา
ผมไม่รู้ว่าที่ออกมาโวยวายกันอยู่ตอนนี้เคยนึกถึงเมื่อตอนยุบพรรคไทยรักไทยหรือไม่ ไม่เจอเข้ากับตัวเองไม่รู้สึก ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา นักการเมืองในพรรคที่กำลัง จะถูกยุบบางคนก็เคยเชียร์เผด็จการ เชียร์ คมช. เชียร์ กกต.ออกหน้าออกตา ร่วมวงเห็นดีเห็นงามกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย
ชี้ให้เห็นกำพืดของการเมืองว่ายึดผลประโยชน์เป็นใหญ่
มาวันนี้ทั้ง กกต.และตุลาการรัฐธรรมนูญ ต้องสร้างบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นวิกฤติประเทศก็จะไม่มีวันยุติ ต้องรีบตัดตอนวงจรอุบาทว์และ ปรับเข้าสู่วิถีประชาธิปไตยที่แท้จริง
ต้องย้อนไปอีกนิด ผมเคยติงเอาไว้ว่า อย่าเอาฝ่ายที่แย่งชิงอำนาจทางการเมืองมาเป็นกรรม การตรวจสอบเด็ดขาด วิกฤติจะยิ่งลุกลาม ต้องเอาคนที่เป็นกลางและมีต้นทุน ทางสังคมสูงหน่อยถึงจะไปรอด
ดูอย่าง คตส.นั่นปะไร เอาคนที่ไล่ทักษิณมาตรวจสอบทักษิณ มาตรวจสอบขั้วอำนาจเก่า ชัดเจนเกินไป คนเขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่าใครเป็นใคร ข้างไหน
สุดท้ายก็ปิดหีบไม่ลง
กระบวนการทางสังคมในระบอบประชาธิปไตยยุคที่ข้อมูลข่าวสารไปเร็วอย่างนี้ไม่ใช่อยู่ที่หลัก นิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่น ไม่ว่าเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ถ้าขาดความเชื่อมั่นเมื่อไหร่
กลียุคเมื่อนั้น.
หมัดเหล็ก
คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
เปิดเกมซัดเต็มเหนี่ยว [24 มี.ค. 51 - 02:22]
ภายใต้คำจำกัดความที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พูดปลุกขวัญขุนศึกของพรรคในที่ประชุมใหญ่ประจำปี 2551
เร้าสถานการณ์ ถ้ามีการยุบ 3 พรรคก็เท่ากับฆ่าประเทศไทย
รับมุกจาก “หนูนา” น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ลูกสาวของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ออกมาแฉนำร่อง
“มีใบสั่งจากผู้ใหญ่ให้ยุบพรรค”
“ต้องพูดซัดกลับไป เพราะมีคนพยายามทำให้พรรคสะดุดหยุดลง มีพวกมือที่มองไม่เห็น ดำเนินการกันอยู่ไม่หยุด ไม่หย่อน จะเอากันให้ตาย
ไม่รู้จะเล่นกันไปถึงไหน ยังเล่นกันไม่เลิก แต่พวกเราไม่ต้องวิตกกังวล ผมพยายามสู้อยู่ โดยได้ต่อสู้อยู่ในหลายมิติ ต่อไปถ้าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”
“ลุงหมัก” ตั้งท่ารบเต็มพิกัด
ฟัดกับมือที่มองไม่เห็น
และก็เป็นอะไรที่เปิดหน้าออกมาชนเต็มตัว
“บุรุษคาบไปป์” น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เจ้าตำรับฉบับ “หน้าแหลมฟันดำ” ออกมาอัด “ลุงหมัก” ที่ปลุกเร้าสถานการณ์ ถ้ายุบพรรคเท่ากับฆ่าประเทศไทย
“เป็นการเปรียบเทียบที่ทุเรศ เอาพรรคไปเปรียบเทียบกับประเทศได้อย่างไร”
ฝั่งหนึ่งเร้าสถานการณ์ยุบพรรคที่ถาโถมเข้าใส่ “ค่อนข้างรุนแรงเต็มเหนี่ยว”
อีกฝั่งเปิดเกมถล่มกลับด้วยคำว่า “ทุเรศ”
ติดดาบตะลุมบอนกันเลย
และกับเดิมพันที่พรรคพลังประชาชนโยนออกมาล่าสุด วิธีการที่น่าจะดีที่สุด คือ เร่งแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรค
หากสามารถดำเนินการได้ทันก็จะรอด
พร้อมกับเร่งเกมเร็วทันที นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ออกมาเปิดแนวทางนำร่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้วิธีการ 3 แนวทางคือ
1. รัฐบาลรับเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ
2. ส.ส.พรรคพลังประชาชนดำเนินการยื่นญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญ
3. ส่งสัญญาณไปยังภาคประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ส่งความคิดเห็นหรือร่างกฎหมายมาประกบ เพื่อที่จะแก้ไขต่อไป
พรรคพลังประชาชนเขี่ยลูกแก้รัฐธรรมนูญ
ดิ้นสู้เกมยุบพรรค
แน่นอนต้องเจอกับด่านแรก “บุรุษคาบไปป์” โดดขวางลำทันควัน
“หากเป็นการวางยาในรัฐธรรมนูญ ถามว่า ลงเลือกตั้งทำไม คุณใช้รัฐธรรมนูญเป็นประโยชน์ตอนการเลือกตั้ง แต่พอเสร็จแล้วเห็นว่ามีสิ่งขัดขวางผลประโยชน์ในวันข้างหน้าก็คิดจะรื้อทิ้ง ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง”
หน่วยพิทักษ์ออกโรง
“รัฐธรรมนูญข้าใครอย่าแตะ”
แต่โดยการตั้งท่าหักลำ นายสุทินก็สวนกลับแบบไม่ยั้ง แดกดันเป็นทำนอง แม้ว่าเจตนาของเผด็จการกลุ่มเดิมอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล แต่บ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร เพราะประชาชนชาวไทยไม่มีความสุข และประชาคมโลกก็ไม่ยอมรับ จะเกิดวิกฤติทางการเมือง
ถ้า น.ต.ประสงค์ใช้สมองคิดในเรื่องนี้ ก็คงจะได้คำตอบเดียวกับนายกรัฐมนตรี
“ตราบาปที่เผด็จการทิ้งไว้มี 2 ประเภท ด้วยกัน คือ 1. กฎหมายที่เผด็จการบัญญัติไว้ คือ รัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ซึ่งวันนี้กำลังจะถูกชำระสะสางแล้ว
และ 2. บุคคลที่ขณะนี้บางคนก็สำนึกผิดยอมลดบทบาทตัวเองไป แต่ก็ยังมีปิศาจหลายตัวไม่มีความสำนึก ยังลอยหน้าลอยตาในสังคมอยู่”
แลกหมัดวัดดวง
ตามเกมที่ “ค่อนข้างรุนแรงเต็มเหนี่ยว”.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
คลังชงครม.พิจารณา25มีค. แผนกระตุ้นศก.ฐานราก [24 มี.ค. 51 - 02:42]
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าววานนี้ (23 มี.ค.) ว่า ในการเดินทางไปลงนามสัญญากู้เงินกับธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือเจบิก ในโครงการรถไฟฟ้า ระหว่างวันที่ 30-31 มี.ค.ที่ประเทศญี่ปุ่น จะมีโอกาสได้พบกับนักลงทุนต่างชาติ จะนำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในช่วง 6 เดือน ไปชี้แจงให้บรรดานักธุรกิจญี่ปุ่นรับทราบด้วย รวมถึงชี้แจงแนวทางการตั้งรับของไทยเพื่อรองรับปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังชะลอตัว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะที่มีเงินเฟ้อสูง เพราะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างเดียว ไม่ได้เกิดปัญหาเงินเฟ้อสูงแล้วคนไทยไม่มีเงินซื้อของแต่อย่างใด ในทางกลับกันคนไทยยังมีเงิน แต่ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยมากกว่า กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อหามาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย โดยเน้นให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วและมั่นคง เพื่อรองรับการชะลอตัวของการส่งออก แนวทางที่ต้องเร่งดำเนินการมี 3 แนวทางคือ การผลักดันการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 25 มี.ค.นี้ ทั้งโครงการเอสเอ็มแอล ที่จะอัดฉีดเงินจำนวน 18,687 ล้านบาท เข้าสู่หมู่บ้านและชุมชนทั้ง 78,358 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงการอัดฉีดเงินอีกจำนวน 1,600 ล้านบาท ให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ การพักชำระหนี้ให้เกษตรกรที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่คาดว่าต้องใช้เงินงบประมาณ 1,000 ล้านบาท เข้ามาชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ร้อยละ 94 ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2551 โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ยังเบิกจ่ายล่าช้ามาก ในสัปดาห์นี้ได้เชิญส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจมามอบนโยบายพร้อมออกมาตรการเร่งรัดที่ชัดเจนต่อไป ที่สำคัญจะเร่งรัดโครงการเมกกะโปรเจกต์อื่นที่สามารถลงทุนได้เร็ว เช่น โครงการด้านการศึกษา สาธารณสุข ให้เกิดขึ้นภายในกลางปีนี้ แทนที่จะรอโครงการรถไฟฟ้าที่ยังต้องใช้เวลา รัฐบาลจะเร่งสร้างความมั่นใจให้กับเอกชนเพื่อขยายการลงทุน รวมถึงการทำกิจกรรมการค้าขายและการท่องเที่ยว ให้มากขึ้นตามไปด้วย.
เปลี่ยนหัวโขน
นายกฯ คนที่ 25/2พาดหัวข่าวหน้าในของคอลัมน์ CEO Bangkok Today ฉบับวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง “บางกอกทูเดย์” เคยเขียนถึง “น้องเขย” ของ นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร อย่าง...นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์สรุปสาระสำคัญคร่าวๆ ก็คือ...
หาก นายสมัคร สุนทรเวช ติด “บ่วงกรรม” ทางการเมือง กระทั่ง มิอาจจะปฏิบัติหน้าที่ นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ต่อไปได้คนที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ก็คือ...สามีของ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร แล้วเราก็เรียกตำแหน่งของเขาว่า เป็น นายกฯ คนที่ 25/2กระนั้น ยังได้อธิบายความหมายของการเป็น นายกฯ คนที่ 25/2 ซี่งก็คือ...นายกฯ คนที่ 26 นั่นเอง
จาก “บางกอกทูเดย์” ฉบับนั้น...ถึงวันนี้ ผ่านมา 2 เดือนเศษ แต่กับระยะเวลาที่นายสมัครปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีจริง นับแต่วันที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ช่วงหัวค่ำของวันที่ 29 ม.ค. มีเพียง 55 วัน…ยังไม่ถึง 2 เดือนเต็มถือว่าน้อยมากๆ หากจะมีความพยายามเปลี่ยนตัวนายกฯ คนนี้ทว่า...หลังจากที่ “บางกอกทูเดย์” ฉบับวันที่ 21 มี.ค. เคยเขียนถึงความเป็นตัวตนของนายสมัครว่า มีความคิดและการกระทำที่ค่อนข้างจะเป็นอิสระเอามากๆ
Uncontrolled คือ พาดหัวข่าวและบทสรุปความเป็น นายสมัคร สุนทรเวช ที่ชัดเจนที่สุดครั้งนั้น ใครบางคนถึงกับเอ่ยคำผรุสวาทออกมาว่า...“มันพูดไม่รู้เรื่องแล้ว (ไม่ฟังใครอีกแล้ว)”ชัดเจนขนาดที่การเดินทางไปเยือนสิงคโปร์ ระหว่าง...ช่วงหัวค่ำ วันที่ 18 มี.ค. จนถึงช่วงสายๆ ของวันที่ 20 มี.ค. นั้น อดีตนายกฯ ลีกวนยู แห่งสิงคโปร์ ถึงกับเอ่ยปากชม นายสมัคร ว่า...
Your Color never Change แปลเป็นไทยได้ว่า...“สีของคุณไม่เคยเปลี่ยนแปลง”ความหมายก็คือ...เมื่อก่อน (กว่า 20 ปีที่คนทั้งสองรู้จักกัน) นายสมัคร เคยเป็นเช่นใด เดี๋ยวนี้ก็ยังจะเป็นเช่นนั้นเช่นกัน ก่อนหน้านี้...นายสมัคร ไม่เคยคิดจะให้ใครมา Control ตัวเองอย่างไร เดี๋ยวนี้ วันนี้ และขณะนี้ ก็จะไม่ยอมให้ใครมา Control ตัวเองอย่างนั้นเป็น “จุดแข็ง” ที่ “แข็ง” เกินไป สำหรับ นายทุน “ตัวจริง” ของพรรคพลังประชาชน
เวลา 55 วัน...ในการทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรี ของ นายสมัคร อาจดูน้อยเกินไปถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่หากนำไปบวกระยะเวลาในอีก 45 วัน หรือ 60 วัน แต่ไม่เกิน 135 วัน (เทียบ 180 วันเท่ากับ 6 เดือน) แล้วเวลา 6 เดือน คงไม่น้อย...สำหรับความล้มเหลวจากการบริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะ นายกรัฐมนตรี อย่างแน่นอนและนี่เองที่ได้นำไปสู่ความคิดของใครบางคน ที่ต้องการจะเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จาก นายสมัคร สุนทรเวช มาเป็น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
ผู้ที่มี “ข้อเสีย” หรือ “จุดด้อย” เพียงเรื่องเดียว ก็คือ...เป็น “น้องเขย” ของอดีตนายกฯ คนที่ 23 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างอื่น ดูเหมือนเขาจะมีความพร้อมและเหมาะสม มากกว่า นายสมัคร นักไม่ว่าจะเป็น...ชาติตระกูล และความเป็น “ผู้ดี” การรู้จักที่จะพูด กระทำ หรือปฏิบัติกับใครก็ตาม ที่เป็นไปอย่างให้เกียรติกันและกัน มิใช่...ท้าตีท้าต่อย เปิดศึกวิวาทะกับกลุ่มคนในทุกสาขาอาชีพ
ถือเป็น “ไอดอล” ของการสร้างความสมานฉันท์ กับทุกภาคส่วนในสังคมได้อย่างแท้จริงไม่ว่านายสมัครจะต้อง “ติดบ่วง” กรรมทางการเมือง หรือเพราะมี “ใบสั่ง-ล้ม” จาก เจ้าของพรรคตัวจริง ก็ตามคนที่จะมาแทนที่ นายสมัคร เพื่อมาทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ซึ่ง “บางกอกทูเดย์” เปรียบเทียบว่า เป็น นายกฯ คนที่ 25/2 ก็คือ...นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์??? รองนายกฯ อันดับ 1 ที่จะต้องอยู่รักษาการแทนนายกฯ ตัวจริง ทุกครั้งที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในต่างแดน
แน่นอน ความพยายามที่จะเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ได้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับคดีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พยายามจะอาศัยกรณี “ยุบ” พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็น “ใบเบิกทาง” เพื่อนำไปสู่การ “ยุบ” พรรคพลังประชาชนโดยมีเป้าอยู่ที่ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน และประธานสภาผู้แทนราษฎรจากนั้น ก็มีข้อเสนอจากอดีตหัวหน้าและผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชาชน อย่าง...พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคฯ ที่พูดถึงการให้นายสมัครทำการ “ยุบสภาฯ” เพื่อล้างไพ่เสียใหม่
แล้วให้ ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนไปหาพรรคใหม่สังกัด ก่อนจะอาศัยความมากของจำนวน ส.ส. โหวตหาคนเหมาะสมกลับมาเป็น...นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่ทั้งหมดก็คือสัญญาณที่สื่อได้ถึงความคิดเบื้องลึกของใครบางคน ที่ต้องการจะเปลี่ยนตัว นายกรัฐมนตรี...จาก นายสมัคร ไปเป็นคนอื่นจริงๆ !!!
แต่ก็อย่างที่ “บางกอกทูเดย์” เคยเขียนเอาไว้ เมื่อวันที่ 21 มี.ค. กับพาดหัวใหญ่ที่ว่า...Uncontrolled
ที่ยืนยันว่า...คนอย่าง นายสมัคร ยิ่งใหญ่กระทั่งก้าวสู่ความเป็น Anti Climax หมายความว่า...เขาไม่สนใจไยดีอีกแล้วว่า...จะต้องทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีอีกนานเท่าไหร่???เพราะวันนี้...เวลานี้ เขาก็ได้ชื่อว่าเป็น...นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของเมืองไทยแล้วมีชื่อติดทำเนียบผู้นำสูงสุดของประเทศนี้ เหมือนที่คนดังทั่วโลกมีชื่อติดทำเนียบ Hall of Fame ไปแล้ว
จะอยู่หรือไป...อยู่สั้นหรือยาว คงไม่ใช่เรื่องสำคัญของนายสมัคร ผู้ที่มีภาพลักษณ์ประดับตัว เหมือนที่อดีตนายกฯ สิงคโปร์ “ลีกวนยู” ว่าไว้...Your Color never Changeถึงตรงนี้...ถ้าจะเอา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หรือใครก็ตาม ที่เจ้าของ “พรรคตัวจริง” ต้องการจะให้มาสวม “หัวโขน” เหมือนที่คณะลิเก “ทักษิณ ชินวัตร” เคยนำมาเล่นกันเมื่อหลายปีก่อนได้ ก็คงไม่ว่ากันถ้าพวกมี “เพาเวอร์” ทำได้จริงๆ !!!
พิชิต สวนกลับทุนเก่าล้าสมัยผูกขาดกิจการทำไทยล้าหลัง
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ฟันธง “ทุนเก่า” ภายใต้ระบบ “ทุนศักดินา-ทุนอภิสิทธิ์ชน-ทุนนิยมผูกขาด” ฮุบกิจการหลายอย่างในประเทศไทยมากว่า 50 ปี สร้างความร่ำรวยกันไม่กี่ตระกูล ทั้ง ธนาคาร-โรงปูน-โรงเหล็ก-โรงกลั่น ทำชาติหายนะในวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เพราะทุนพวกนี้เก่งแต่การผูกขาด จึงไม่ทันการแข่งขันในกระแส “โลกาภิวัตน์” การเปิดเสรีทางการเงินและการค้า
*หมายเหตุ : งานสัมมนา “โลกาภิวัตน์กับวิกฤติทุนนิยมไทย” หนึ่งในโครงการศึกษา “โลกาภิวัตน์กับพัฒนาการของไทย” จัดโดยสถาบันประชาธิปไตย กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 และชมรมฟ้าใหม่
ณ ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ ชั้น 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา
ในเรื่องแรกจะคุยถึงวิกฤตการณ์ณ์เมื่อปี 2540 ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และมันมีผลหรือนัยอย่างไรหลังจากนั้น ผมยังมองว่าตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 เกี่ยวโยงกับวิกฤตการณ์ณ์เศรษฐกิจปี 2540 ท่าทีที่เรามีต่อรัฐประหาร 2549 ว่ามันเป็นรัฐประหารที่ดี หรือมันเป็นรัฐประหารที่เลว เราจะปฏิเสธ หรือเราจะรับมันขึ้นอยู่กับมุมมองของคนคนนั้นที่มีต่อวิกฤตการณ์ณ์ปี 2540 อย่างชัดเจน
วิกฤตการณ์ปี 2540 มันเกิดมาก็ 10 ปีแล้ว ขึ้นปีที่ 11 ปัญหามีอยู่ว่า ผู้คนที่มองปัญหาเมื่อปี 2540 ก็ยังมองไปคนละทิศคนละทาง และก็สรุปกันไปคนละอย่าง ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ ในคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ นี้เอง ในหมู่คณาจารย์ที่เป็นนักเศรษฐศาตร์ที่เชื่อว่าตัวเองเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นยอดแล้วนะครับ ผมบอกว่าเชื่อว่านะครับ แต่จริงหรือเปล่าไม่รู้ คนที่เชื่อว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้ยยอดของประเทศไทยแล้วเนี่ย ก็ยังมองไปคนละอย่างเลย มองไปคนละทางว่าวิกฤตการณ์ปี 2540 นั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร และบทเรียนต่อประเทศไทยข้างหน้าควรจะทำอย่างไร สรุปกันไปคนละทางแบบ 180 องศาเลยนะครับ บางคนสรุปว่าเราต้องใช้เศรษฐกิจพอเพียง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนี่ยนะครับ แต่งเป็นเพลง แต่งเป็นกลอนออกมาร้องกันในคณะ ขณะที่บางคนซึ่งอาจจะมีผมคนเดียวมั้ง กับอีก 2-3 คนที่ไม่กล้าออกหน้า
สรุปได้อีกอย่างหนึ่ง บอกว่าโลกาภิวัตน์นั้นมันมีประโยชน์ต่อประเทศไทย อยู่ที่ว่าเราจะใช้มันอย่างไรให้ได้ประโยชน์ แล้วการใช้ให้ได้ประโยชน์มันคือการที่ประเทศไทยมีการปรับตัว ประเทศที่เขาสามารถใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ จนกระทั่งนำความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมมาสู่ของเขาได้นั้นมีตัวอย่างอยู่ และเราสมควรที่จะไปศึกษาประสบการณ์ตรงนั้น อันนี้ก็เป็นข้อสรุปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งตรงข้ามกันเลย ยกตัวอย่างว่า วิกฤตการณ์เมื่อปี 2540 ที่มีผลกระทบกับการเมืองในปัจจุบันนี้อย่างชัดเจนเลยนะครับ สิ่งที่เราปฏิเสธกันไม่ได้เลยก็คือ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าไปดูประวัติ แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเราจะเห็นว่าเป็นครั้งแรกเลยว่า เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2540 คือ ไม่กี่เดือนหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ แล้วประเทศเข้าสู่ไอเอ็มเอฟ
แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงที่เสนอในตอนนั้น ถ้ากลับไปอ่านจะทราบว่าเป็นการเสนอ มันไม่ใช่ปรัชญาการดำรงชีวิต แต่มันเป็นแนวทางการบริหารประเทศที่เสนอออกมาอย่างชัดเจนในเวลานั้น เพิ่งจะมาเมื่อระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมานี้ที่ได้เปลี่ยนไปเป็นปรัชญาการดำเนินชีวิตไป อย่างนี้เป็นต้น
นี่คือนัยทางการเมืองของวิกฤตการณ์ปี 2540 นั้น จึงมีความจำเป็นที่จะย้อนหลังกลับไปคุยเพื่อดึงเอาบทเรียนนี้กลับมา ผลสอนอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ผมให้นักศึกษาเขียนบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา นักศึกษาเกือบทั้งหมดที่เขียนส่งมาให้ผมนะครับ โทษว่าวิกฤติการณ์ปี 2540 เกิดจากการเปิดเสรีทางการเงิน และการเดินตามแนวทางทุนนิยม สรุปกันอย่างนี้เลยนะ นักศึกษาที่นี่ คณะเศรษฐศาสตร์ จะเขียนโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูล และสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วนักศึกษาที่นี่เพิ่ง 7-8 ขวบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรหรอก แต่ว่าพอโตมาแล้วไปตามกระแส ไปตามสื่อต่างๆ ที่มันจะพูดถึงเหตุการณ์ปี 2540 ย้อนหลังไปบ้างตามสื่อ แล้วฟังอาจารย์เขียนตามห้องเรียนบางอะไรบ้าง แล้วเอามาเขียนให้ผม บอกว่าวิกฤตการณ์ปี 2540 เกิดจากประเทศไทยมีความพยายามที่จะพัฒนาเป็นทุนนิยม อย่างนี้เป็นต้น
ลำดับที่มา “ทุนนิยมโลก”
ผมจะสรุปโครงสร้างสภาวะเศรษฐกิจไทยโดยย่อๆ ก่อนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจไทย ปี 2540 สภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก และเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง และมีการเปิดให้มีเงินทุนไหลเข้าเฉพาะรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในเวลานั้นเรียกกันอย่างผิดๆ ว่า เป็นการเปิดเสรีทางการเงินซึ่งไม่ใช่ จากนั้นจะพูดถึงวิกฤตการณ์ 2540 ว่าเกิดอะไร และจะพูดถึงว่า หลังจากเกิดวิกฤตการณ์แล้ว วงการวิชาการ วงการการเมือง มีการสรุปผลเป็นอย่างไร
สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนปี 2540 ในเหตุการณ์สำคัญคือ การล่มสลายของสังคมนิยมในปี 1989-1990 เริ่มต้นจากการล่มสลายของเยอรมันตะวันออก การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน สำหรับอายุอย่างพวกเรารู้ดี จนกระทั่งการล่มสลายของโซเวียต ประชากร 2-3 พันล้านคนที่อยู่ในระบบสังคมนิยม เข้าสู่ระบบทุนนิยม ประเทศเหล่านี้เปิดตลาด ให้มีกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในทรัพย์สิน ให้ธุรกิจส่วนบุคคล เปิดตลาดคน 2-3 พันล้านคน เคยอยู่ในขอบ ถูกเปิดออก แล้วมีเศรษฐกิจใหม่ มีเงินทอง มีการผลิตสินค้าและบริการที่อยู่ในกลุ่มนั้น และขณะเดียวกันเป็นโอกาสทำให้ตลาด 2-3 พันล้านคน คุณจะเอาของไปขาย หรือเอาเงินไปลงทุนได้ ทุกวันนี้เราจะเปิดภัตตาคารอาหารไทยในรัสเซียทำได้ จากที่เมื่อก่อนทำไม่ได้ เห็นไหมครับ การล่มสลายของสังคมนิยม และการขยายตลาดของทุนนิยม เป็น “ทุนนิยมโลก” เป็นครั้งแรก ถอยหลังขึ้นไป เรายังไม่มีระบบทุนนิยม ที่เรียกว่า ทุนนิยมโลก อย่างแท้จริง เพราะประชากรโลก 1 ใน 3 ไม่ได้อยู่ในระบบตลาด
เมื่อเกิด “ทุนนิยมระดับโลก” อยู่ๆ มีพื้นที่ให้คุณขยายไปอีกกว่า 30% ส่งของไปขาย ส่งเงินไปลงทุน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือการค้าระหว่างประเทศพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วมาก 200-300% ในช่วงเวลาไม่กี่ปี และรูปแบบที่สำคัญไปกว่าการไหลเวียนสินค้าคือ การไหลเวียนของเงินทุน เพราะถ้าการลงทุนระยะสั้น การผลิตของขายมันใช้เวลาผลิตที่นี่ส่งไปที่โน่น กับการส่งเงินไปพั้วะ เอาไปลงในนั้น เอาไปซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตรในนั้น ถ้าอย่างยาวหน่อยคือไปสร้างเป็นโรงงาน จ้างแรงงานผลิตของออกมา คุณไม่ถูกจำกัดจะต้องลงทุนในญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป ซึ่งค่าแรงมันแพงมาก เป็นไปได้ถ้าคุณไปลงทุนในจีน เวียดนาม รัสเซีย หรือยุโรปตะวันออก ซึ่งค่าแรงถูกสุดๆ แต่อัตรากำไรสูงมาก ประชากรเริ่มมีเงิน แต่ไม่มีของให้ซื้อ ประชากรเริ่มมีเงินทำธุรกิจแต่ทำธุรกิจไม่ค่อยจะเป็น นี่คือโอกาสใหญ่ของทุนนิยมโลกที่ขยายเข้าไป
3 ปัจจัยที่ทำให้เกิด “โลกาภิวัตน์”
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การไหลเวียนของสินค้าและเงินทุนขนาดมหาศาล และปัจจัยของการเกิดโลกาภิวัตน์ประการแรกคือ 1.การล่มสลายของสังคมนิยม 2.นโยบายของประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้ว นำโดยอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย เริ่มดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสรี ระดับโลกก่อนคนอื่นเขา ด้วยการผลักดันเปิดเศรษฐกิจเสรีในประเทศตัวเอง และผลักดันให้มีการเปิดเศรษฐกิจเสรีกับประเทศอื่นๆ ผลักดันให้มีการจัดตั้งองค์การการค้าโลก หรือ WTO ประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา ร้อยกว่าประเทศทั่วโลก มาเจอกัน ตกลงกันว่าพร้อมใจกันหั่น หรือลดอัตราภาษีนำเข้าพร้อมกัน สินค้าที่เคยซื้อขายกันไม่ได้เลยซื้อขายกันได้ มีการส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกลดภาษีนำเข้า ลดอุปสรรคการไหลเวียนของเงินทุน ลดอุปสรรคการลงทุน มาตรการที่กีดกันต่างชาติไม่ให้มาลงทุนประเทศของตัวเองค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ บางประเทศทำมาก ทำน้อย แล้วแต่ แต่ที่ทุกประเทศทำคือแข่งกันเปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศของตัวเอง ในกิจการที่มีสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างในอเมริกา ธนาคารพาณิชย์ไทย ถ้ามีความสามารถหรือมีปัญญาพอนะครับ สามารถเข้าไปเปิดธนาคาร เปิดสาขาแข่งกันในสหรัฐอเมริกาได้ ในอังกฤษเช่นกัน มีสถานะเท่ากับธนาคารสัญชาติสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ ซึ่งหากเทียบกับในประเทศไทย ถ้าธนาคารต่างชาติจะมาเปิดในประเทศไทย เปิดเป็นสำนักงาน และมีสาขาได้ไม่เกิน 3 สาขา เป็นสำนักงานตัวแทน เช่น มีเอทีเอ็ม 1 ตู้ ถือเป็น 1 สาขา แบบนี้นะครับ ขณะที่ธนาคารเปิดสาขาเป็นเท่าไรก็ได้ เป็นร้อยๆ สาขา บางที 3 สาขาติดกันได้ ที่ท่าพระจันทร์ เคยเห็นใช่ไหมครับ 3 ธนาคาร ติดกันเลย ไม่รู้เปิดทำไม
3.การปฏิวัติทางเทคโนโลยี คือการปฏิวัติทางสารสนเทศและการสื่อสาร ไอซีที การเปิดอินเตอร์เน็ต การติดต่อสื่อสารในระบบไร้สายและดาวเทียม ซึ่งมันช่วยส่งข้อมูลกันได้ในเวลาอันรวดเร็ว และผลข้างเคียงคือการส่งตัวเลข ซึ่งพอส่งตัวเลขปุ๊บคือเรื่องเงิน ดังนั้นการปฏิรูป การปฏิวัติในระบบดิจิตัลทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินทุนในระดับโลก แทนที่จะเป็นกระดาษ พันธบัตร ใบๆ ส่งกัน เป็นเพียงตัวเลขขึ้นหน้าจอเท่านั้นเอง แล้วกดดู
ใครที่อ่านโลกาภิวัตน์ รายละเอียดจะเยอะ แต่สรุปหลักๆ มีแค่ 3 อันนี้ เงื่อนไขการเกิด เมื่อภาวะเป็นแบบนี้ประเทศต่างๆ เริ่มเห็นหนทาง เอ๊ะ...สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น มันลดภาษีนี่นะ เราอยู่ประเทศไทย เราส่งของไปขายได้ง่ายขึ้น แต่นั่นหมายความเราต้องลดภาษีให้เขาส่งของมาขายเราได้ง่ายขึ้น เขาลดอุปสรรคการลงทุนด้วยการลดภาษี ทุนต่างประเทศให้เราไปลงทุนในจีน รัสเซีย อเมริกา ยุโรป จีน ได้ง่ายขึ้น เราต้องให้ทุนเหล่านี้มาลงทุนในไทยได้ง่ายมากขึ้นด้วย นี่คือต่างตอบแทน ระบบทุนนิยมไทยต้องดำเนินการตามนี้
วิกฤติเศรษฐกิจไทย เกิดเพราะอะไร
ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ปี 2540 เราเป็นทุนนิยมเหมือนกัน แต่เป็นระบบทุนนิยมในยุคสงครามเย็น ซึ่งเป็นระบบค่อนข้างจะปิด การพัฒนายังไม่เชื่อมต่อกันอย่างป็นระบบ เป็นทุนนิยมที่เป็นรายประเทศ มีระดับการเปิดที่แตกต่าง ในประเทศไทยเรียกทุนนิยมรูปแบบหนึ่ง ในทางวิชาการเขาเรียก “อุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า” คือ ให้ทุนต่างชาติมาลงทุนในสาขาที่ประเทศไทยให้การสนับสนุน และกีดกันต่างชาติในสาขาที่ประเทศไทยไม่สนับสนุน เช่น สาขาแบงก์พาณิชย์ เราไม่ให้ต่างชาติมาลงทุน มาก็มีข้อห้ามมัดมือมัดเท้าไปหมด ไม่ให้ทำอะไรได้ หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมีในยุคนั้นนะครับ ต่างชาติจะมาลงทุนทำเม็ดพลาสติกก็ไม่ได้ ต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ต่างชาติจะมาลงทุนทำโรงงานเหล็กไม่ได้ ต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ อุตสาหกรรมในเวลานั้นหลักๆ เป็นของกลุ่มทุนที่เติบโตมาในระบบเศรษฐกิจ 50-60 ปี บางกลุ่มเป็น 100 ปี แล้วพวกนี้เปลี่ยนแปลงกลุ่มทุน 2 กลุ่มคือ “ทุนขุนนาง” ซึ่งรวมถึงกลุ่ม “อภิสิทธิ์ชน” ด้วย ให้แปลงทรัพย์สินเดิมเป็นทุน และทุนได้แปลงจากระบบการผลิตเก่าแบบศักดินามาสู่เศรษฐกิจทุนนิยมอีกแบบหนึ่ง ลงทุนในธนาคาร ในโรงปูน อะไรต่อมิอะไร
ทุนขุนนางอีกส่วนหนึ่งคือ จีนเดิม ที่เข้ามาทำมาค้าขาย พึ่งพาศักดินาในการทำธุรกิจการค้า และมีผลประโยชน์ร่วมกัน จ่ายค่าต๋ง ค่านายหน้า เป็นนายหน้าทำธุรกิจให้ คอยส่งเงินให้ และเป็นหุ้นส่วนให้ อาศัย ทุนอภิสิทธิ์ชน และ ทุนรัฐ ในการแสวงหาอภิสิทธิ์ใบอนุญาต การส่งเสริมอะไรนิดๆ หน่อยๆ พวกนี้อยู่ในอุตสาหกรรมหนักทั้งหลายทั้งปวง เยอะแยะไปหมด เช่น รถยนต์ ปิโตรเคมี พลาสติก เหล็ก ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง การเงิน ธนาคารพาณิชย์ อุตสาหกรรทอผ้า เยอะไปหมด เป็นกลุ่มที่โตขึ้นมาด้วยทุนนิยมทดแทนการนำเข้า สร้างกำแพงภาษีสูงๆ เข้าไว้ ปี 2500 ย้อนไปเราต้องซื้อผ้า จะซื้อเสื้อเชิ้ตพวกนี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จากอังกฤษ หรืออะไรต่อมิอะไร พอปี 2500 ขึ้นกำแพงภาษีเลย ต่อไปใครจะนำเข้าเสื้อเชิ้ตเข้ามาเสียภาษีเต็ม 100% แต่ให้ตั้งโรงงานขายเสื้อเชิ้ตภายในประเทศ ถ้าทุนภายในประเทศ ไม่ว่าทุนอภิสิทธิ์ชน หรือทุนจีนก็แล้วแต่ อยากจะลงทุนแต่ไม่มีเทคโนโลยี ให้ทุนต่างชาติมาร่วมหุ้น แล้วเอาเทคโนโลยีมาสร้างเครื่องจักร ทำของมาขาย ทำปูนขาย ทำอะไรขาย
สร้างกติกา “ทุนศักดินา” ผูกขาดธุรกิจ
ทุนนิยมก่อนปี 2540 เป็นเรื่องการเติบโตของ ทุนขุนนาง ทุนอภิสิทธิ์ชน ทุนอุปถัมภ์ ที่มีทุนต่างชาติ ส่วนหนึ่งเข้ามาร่วมมือ โตภายใต้การปกครองของรัฐ โดยนโยบายสร้างกำแพง และกำแพงนี้อยู่ของมันมาด้วยดีอยู่มาได้ตลอด และมีปัญหาของมันเอง อย่างเช่น ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย จะคุมเอาไว้ บีบบังคับไม่ให้ทุนต่างชาติเข้ามาแข่ง และจำกัดให้ธนาคารพาณิชย์มีแค่ 16 แห่ง ไม่ให้มีการเกิด ใน 16 แห่งนี้เป็นธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่มีเพียง 5 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ทหารไทย กรุงศรีอยุธยา นอกนั้นเป็นธนาคารเล็กๆ ทั้งหมด 16 แห่ง ภายใต้การคุ้มครองไม่ให้มีการแข่งขัน เพราะฉะนั้นธนาคารพวกนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของระบบทุนนิยมอุปถัมภ์ที่คอร์รัปชั่นและอยู่มาได้โดยตลอด โดยการคุ้มครอง แบ็กอัพของรัฐ และเวลาเกิดปัญหาขึ้นมา เอาเงินภาษีของประชาชนไปอุด
ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีปัญหาหลายครั้ง อายุอย่างพวกเราคงจำกันได้ ธนาคารเอเชียทรัสต์ มีสำนักงานใหญ่ตรงบอร์ดเวย์ เจ๊งไปแล้ว ธนาคารไทยพัฒนา เรารู้จักกันไหม อายุเด็กในชั้นเรียนคงไม่รู้จัก ธนาคารไทยพัฒนา ดำเนินธุรกิจแบบคอร์รัปชั่น แบบโรงรับจำนำ เอ็งเอาโฉนดมา เอ็งเอาเงินไป ไม่สนใจเอาเงินไปทำอะไร เอาเงินฝากของประชาชนไปปล่อยกู้ให้ญาติพี่น้องพรรคพวกตัวเอง แล้วบริษัทเจ๊ง แต่เจ้าของบริษัทรวย ล้มบนฟูก ทำกันมาตลอด 30-40-50 ปี ก็เพราะแบบนี้ แล้วการเกิดบริษัทเงินทุนจำนวนมากมายมหาศาล โดยเฉพาะตัวเลขสูงสุด ตอนเกิดวิกฤตการณ์บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์มีจำนวน 92 แห่ง ในปี 2540 แล้วเกิดภายใต้นโยบายการคุ้มครองการส่งเสริมการผูกขาดในโลกธนาคารพาณิชย์
“ทุนอภิสิทธิ์ชน” ยึดแบงก์ทำมาหากิน
เพราะธนาคารพาณิชย์ 16 แห่งตั้งมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งไล่มา แล้วคุณไม่ให้เขาเปิดเลย แต่ตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา มีอุตสาหกรรมต่างๆ เกิดมา อุตสาหกรรมทอผ้า อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จึงเกิดเศรษฐีกลุ่มพวกนี้ขึ้นมา เป็นกลุ่มทุนที่พัฒนาส่งเสริมทดแทนการนำเข้าขึ้นมา พวกนี้หลายตระกูลพอมันใหญ่ขึ้นมา มันอยากจะมีสถาบันการเงินของตัวเองบ้างล่ะ ขณะนั้นคุณเป็นเจ้าสัว เป็นเจ้าของโรงงานระดับเป็นหมื่นล้าน ความฝันของคุณคือต้องมีธนาคารเป็นของตัวเอง แต่พอคุณไปหาธนาคารชาติ บอกจะขอตั้งธนาคาร เขาบอกไม่ได้ ไม่ให้ตั้ง ปัจจุบันมี 16 แห่งพอแล้ว มีแต่เจ๊งถ้าเจ๊งให้ยุบไป ไม่ให้ตั้งเพิ่ม นั่นคือนโยบายธนาคารชาติเมื่อก่อนปี 2540 ทางออกของกลุ่มทุนพวกนี้ทำอย่างไร อยากมีธนาคารของตัวเองแต่ทำไม่ได้ ก็หาช่องโหว่ทางกฎหมาย จึงตั้งบรรษัทเงินทุน ตามกฎหมายรับเงินฝากประชาชนไม่ได้นะ ตั้งบรรษัทเงินทุนเข้ามา เป็นไฟแนนซ์ เลี่ยงกฎหมายกัน ไม่จดบัญชี แต่ใช้วิธีขายตั๋วสัญญาใช้เงิน 6 เดือน 1 ปี ก็แล้วแต่ เมื่อก่อนที่บอกว่า เอาเงินไปฝากไฟแนนซ์ นั่นคือการไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินนั่นเอง ถึงเวลากำหนดไถ่ถอนคืน จึงเกิดไฟแนนซ์บานเลย
การผูกขาดธนาคารพาณิชย์ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา เพราะพอผูกขาดไม่ให้ธนาคารพาณิชย์โต ไม่ให้เกิดใหม่ ไม่ให้แข่งขัน คนไทยด้วยกันจะเปิดแบงก์ทำไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนที่ต้องการกู้เงินควรจะโตขึ้นเรื่อยๆ แต่คุณเก็บเอาไว้กับธนาคารพาณิชย์มันอยู่กันแค่ไม่กี่ตระกูลแค่นี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ธุรกิจไม่สามารถกู้เงินได้ คนจะกู้เงินจากไอ้ธนาคารพาณิชย์ต้องเป็นบริษัทใหญ่ ที่อยู่ในเครือของแบงก์เองบ้าง บริษัทที่อยู่ในเครือชนชั้นอภิสิทธิ์ชนบ้าง อุปถัมภ์ ขุนนางต่างๆ และเป็นบริษัทของพวกนายพล นายตำรวจ ทั้งนั้น ที่จะไปกู้ไอ้พวกนี้ได้ นักธุรกิจทั่วไป ถึงจะใหญ่อย่างไรก็กู้ไม่ได้
ฝ่ายประชาชน พัฒนาเศรษฐกิจอยู่ 30-40 ปี ประชาชนมีเงินมากขึ้น อยากจะออมเงินกับธนาคารที่ผูกขาดอยู่เพียงไม่กี่แห่ง พวกธนาคารว่าไง อย่างไงคุณต้องมาฝากผม คุณไม่มีทางทำอย่างอื่น คุณมีเงินเหลือคุณจะเอาไปทำอะไรหรือ คุณต้องเอาไปใส่ตุ่ม ไปฝังดิน หรือไปซื้อทอง หรืออะไรก็แล้วแต่ ตลาดหุ้นไม่ต้องพูดถึงมันยังเล็กในยุคนั้น การกีดกันคนกู้ กีดกันคนออม ช่องว่างนี้ไงจึงเกิดบรรษัทเงินทุน ผมมีเงินออมเยอะ ฝากธนาคารได้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี แต่ไปซื้อตั๋วไฟแนนซ์ ผมได้ 6% ต่อปี ผมไปซื้อไฟแนนซ์ดีกว่า
พวกบริษัทต่างๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ที่โตขึ้นเพราะเศรษฐกิจดี ธุรกิจนี้โตขึ้นเร็วกว่าเพื่อน เกิดบริษัทอสังหาริมทรัพย์เต็มไปหมด เป็นของแบงก์บ้าง ของกลุ่มทุนเก่า ของอภิสิทธิ์ชนบ้าง พอจะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ แต่ธนาคารมันโตไม่ทัน เพราะแบงก์ชาติไปคุมกำเนิดมันไว้ จึงต้องไปกู้ไฟแนนซ์กันเต็มไปหมด แล้วไฟแนนซ์กฎเกณฑ์ควบคุมการกู้มันหย่อนยานกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไปเยอะ เพราะถือว่าคุมไม่ได้ เพราะคุณไม่ได้รับเงินฝากจากประชาชน คนที่จะเอาเงินมาซื้อตั๋วต้องเป็นคนรวยเท่านั้น นั่นคือความเชื่อ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปดูแลมันมาก มันจะเอาเงินไปปล่อยกู้จากใครไม่ต้องไปเฝ้ามันมาก ถือเป็นความรับผิดชอบกันเอง ดังนั้นบริษัทต่างๆ จึงมากู้ไฟแนนซ์ จึงเกิดไฟแนนซ์ 90 กว่าแห่งในประเทศเล็กๆ จนๆ นี่นะครับ
“ทุนศักดินา” ผูกขาดยึดโรงปูน-เหล็ก
ในภาคธุรกิจอื่นเป็นแบบนี้หมด ภาคธุรกิจปูนในเมืองไทยมีเพียงปูนใหญ่ๆ 2-3 บริษัท ในช่วงนั้นมีเพียง 2 บริษัทเท่านั้นนะครับ ทีพีไอยังไม่เกิด ยุคนั้นมีปูนซิเมนต์ไทย ชลประทานซิเมนต์ และ ซีเมนต์นครหลวง แต่ที่ใหญ่สุดคือ ปูนซิเมนต์ไทย ส่วนอันอื่นไม่ต้องไปพูดถึงเลย เท่าขี้เล็บ แบบนี้เหมือนกัน รัฐบาลไปกีดกันการตั้งโรงปูนใหม่ จะนำเข้าปูนจากต่างประเทศ เจอภาษี 100% ต้องซื้อปูนของบริษัทนี้ ปิโตรเคมี พวกคุณไปดู เม็ดพลาสติก พลังงานทั้งหลาย กลุ่มทุนหน้าเดิมๆ ทั้งนั้นที่ผูกขาดเอาไว้ แล้วรัฐบาลไปตั้งกฎเกณฑ์เอาไว้ ก่อนปี 2540 โรงงานพลาสติกเปิดใหม่ไม่ได้ กระทรวงอุตสาหกรรมมีประกาศห้ามเปิดโรงงานใหม่ ใครจะเปิดโรงงานเม็ดพลาสติกต้องเป็นบริษัทของรัฐ หรือที่รัฐส่งเสริมเท่านั้น คุณไปดูแล้วกัน
อุตสาหกรรมเหล็กมีเพียง 2-3 ตระกูลเท่านั้นครับ ที่มีบริษัท 3 บริษัท ถ้าเราไปดูระบบทุนนิยมไทย ก่อนปี 2540 จะเป็นแบบนี้เกือบทุกส่วน (Sector) ใหญ่ๆ ของประเทศ ผมชอบยกตัวอย่างธนาคารพาณิชย์ เพราะมันเห็นภาพชัดเจนดี แต่ถ้าไปดูในส่วนอื่นๆ ปูนซีเมนต์ เม็ดพลาสติก ก่อสร้าง เหล็ก แบบนี้ทั้งนั้น
เมื่อ “ทุนไทย” คิดสู้ “โลภาภิวัตน์”
ทีนี้พอเกิดโลกาภิวัตน์ขึ้นมา เกิดการไหลเวียนของเงินทุนอย่างมาก ปริมาณเงินทุนที่ไหล ในเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันเพิ่มขึ้นหลายเท่า แล้วศูนย์กลางทางการเงินในเอเชียในยุคนั้นคือ สิงคโปร์ รับใช้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อาเซียน ยุโรป และที่ฮ่องกง รับใช้เอเชียตะวันออก จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกิดโลกาภิวัตน์ในปี 1990 มันเกิดตลาดใหม่ เกิดการล่มสลายของค่ายสังคมนิยม อย่างที่บอก และมีผลต่อประเทศไทยโดยตรง เพราะประเทศอินโดนีเซีย จีน เวียดนาม กัมพูชา เริ่มเปิดประเทศ รัฐบาลชาติชาย (พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี) มีนโยบาย แปลงสนามรบให้เป็นสนามการค้า ถ้าเราจำกันได้
และในเวลานั้นประเทศไทยเกิดโลกาภิวัตน์ขึ้นแล้ว เกิดการไหลเวียนสินค้า เกิดตลาดใหม่ขึ้นมา เงินทุนไหลเพิ่มขึ้น ประเทศไทยน่าจะฉวยโอกาสเอาบ้าง ไต้หวัน เกาหลี ใช้ประโยชน์จากทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ส่งทุนออก เกาหลี ไต้หวันค่าจ้างสูง การส่งของออกไปยุโรปและสหรัฐอเมริกายอดเริ่มตก เพราะฉะนั้นทุนไต้หวัน เกาหลี ส่งออกทุน คือการมาลงทุนในประเทศไทย ราคาที่ดินสูงขึ้น 200-300% ในรัฐบาลชาติชาย เกิดจากอะไรครับ เกิดจากทุนไต้หวัน ทุนเกาหลี และทุนญี่ปุ่น ไหลมาลงประเทศไทยด้วย ทุนญี่ปุ่นตัดสินใจย้ายฐานการผลิตรถยนต์มาอยู่ในประเทศไทย เพราะมีปัญหากับสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยจึงส้มหล่น เศรษฐกิจบูมๆๆๆ ในอินโดจีน ตลาดเปิดขึ้น ส่งของไปขายในลาว กัมพูชา ในเวลานั้นมีเงินบาทหมุนเวียนในลาวและกัมพูชาเป็นพันๆ ล้านบาท คนลาวคนเขมร ซื้อขายใช้เงินบาท ก่อนปี 2540 นะครับ สมัยนี้ไม่ต้องพูดแล้ว เขาไม่ใช้แล้ว เงินบาทกลายเป็นเงินภูมิภาค
ส่งผลให้ ทุนนิยมไทย ผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย เกิดความฝันขึ้นมาอันหนึ่ง ประเทศไทยส่งออกสินค้าได้เยอะแล้ว ไปสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และมีตลาดใหม่คือลาวและกัมพูชา ยังไม่ได้ส่งทุนออก ส่งทุนไปยุโรป อเมริกา สู้กันไม่ไหว ส่งทุนไปจีนเพิ่งเริ่ม แต่ส่งทุนไปอินโดจีนมันง่ายกว่าเยอะ ยังไม่มีใครไป แล้วประเทศใกล้กัน แถมยังใช้เงินบาทของเราในการหมุนเวียน จึงมีความคิดว่าจะเปิดศูนย์กลางการเงินในภูมิภาคนะครับ เกิดขบวนการที่เรียกว่า บีไอบีเอฟ ขึ้น ก่อนหน้านั้นธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินการผ่อนคลายการปริวรรตเงินตรา คือการผ่อนคลายควบคุมระบบสถาบันการเงินมาเป็นขั้นตอนแล้ว การปล่อยเสรีอัตราดอกเบี้ย 2532–2535 หมายความว่า ต่อไปนี้ธนาคารพาณิชย์ไทยทั้ง 16 แห่ง กำหนดอัตราดอกเบี้ยด้วยตัวเอง
เปิดเสรีการเงิน “เจ้าสัว” ฮั้วดอกเบี้ย
ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นคนประกาศ แต่ระบบการเงินของไทยไม่เสรี มีการผูกขาดรวมหมู่ของตระกูลไม่กี่ตระกูล ส่งผลให้การประกาศอัตราดอกเบี้ยแต่ละครั้งกลายเป็นแบงก์ใหญ่ 5 แบงก์ มันประชุมรวมหัวกันว่าจะตั้งอัตราดอกเบี้ยเท่าไร แล้วธนาคารเล็กๆ อื่นๆ อีกสิบรายก็ตั้งตาม อาจจะแพงกว่านี้หน่อย แล้วพวกไฟแนซ์ก็ตั้งตามอีกทีหนึ่ง ดังนั้นไม่มีอะไรมาก ในการบอกว่าปล่อยดอกเบี้ยเสรี กลายเป็นปล่อยให้ตระกูลใหญ่ๆ 5 แบงก์มากำหนด ดังนั้นจึงไม่ใช่เป็นการเปิดเสรีการเงินจริง
ขณะที่มาตรการปริวรรตเงินตราในเรื่องมาตรการผ่อนคลายการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลต่างประเทศ ระหว่างบาทกับดอลลาร์ ก่อนหน้านั้นใครจะไปแลกเงินบาทกับดอลลาร์ นี่ ขออภัยนะครับ โค-ตะ-ระ-ยาก ขอใช้คำนี้นะครับ ต้องเอาพาสปอร์ต แบบฟอร์ม 20 หน้า ตั๋วเครื่องบิน รออีก 5 วันกว่าจะได้ แต่มีการลดมาตรการเหล่านี้ลง เช่น ไม่ต้องโชว์ตั๋วเรือบิน พาสปอร์ต ไม่ต้องยื่นคำร้อง ให้ธนาคารพาณิชย์ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ยกเว้นเงินก้อนใหญ่ คุณมาแลกเป็นแสนๆ ดอลลาร์ แบบนี้อาจจะต้องขอ รวมทั้งการขยายให้การขนเงินออก หรือการที่นักลงทุนต้องการถอนทุนออกจากประเทศไทย ถอนได้ง่ายขึ้น บางคนเรียกการปริวรรตเงินตรานี้ว่า การปล่อยเสรีอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ ผิด เป็นแค่การผ่อนคลายอัตราแลกเปลี่ยน เพราะก่อนปี 2540 ไม่มีการเปิดเสรีครับ เพราะยังใช้อัตราแบบคงที่ 26 บาทกว่าๆ ต่อดอลลาร์ หากพูดในเชิงวิชาการเขาจะบอกว่า ตะกร้าเงิน (Basket Rate) โดยนำค่าเฉลี่ยเงินตราสกุลแข็ง 5 สกุล ประกอบไปด้วย ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ปอนด์สเตอริงอังกฤษ ฟรังก์ฝรั่งเศส เยนญี่ปุ่น ดอยช์มาร์คเยอรมนี ที่บอกว่าอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ไม่จริง เขาหลอก เพราะมันคำนวณจากค่าต่างๆ ที่ว่ามา
1.ที่บอกว่าเปิดเสรีอัตราดอกเบี้ย ไม่จริง 2.เปิดเสรีอัตราแลกเปลี่ยน ไม่จริง อันที่ 3 ที่บอกว่าเปิดเสรีการเข้าออกของเงินทุน หรือ บีไอบีเอฟ ในปี 2536 คือ ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยกู้เป็นเงินดอลลาร์ให้กับคนในประเทศได้ และคนเป็นลูกหนี้ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ เป็นคนกู้ โดยอัตราดอกเบี้ยจะแตกต่างจากการกู้เงินบาทจากสถาบันการเงินไทย เช่น กู้เงินบาท ดอกเบี้ย 7-10% แต่กู้เงินสกุลต่างประเทศ ดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศเพียง 3% ซึ่งมีเจตนาฉกฉวยประโยชน์จากเงินทุนที่ไหลเวียนระดับโลกภายใต้โลกาภิวัตน์ สิงคโปร์ และฮ่องกง เป็นศูนย์กลางทางการเงินในภาวะที่ประเทศไทยเป็นระบบปิด ไทยไม่มีโอกาส เพราะฮ่องกงกับสิงคโปร์แย่งไปหมด
“บีไอบีเอฟ” ศูนย์กลางการเงิน-ศูนย์กลางหายนะ
แต่ในสภาวะก่อนปี 2540 คือการเปิดโอกาสโลกาภิวัตน์ให้กับประเทศไทย ก็คือ อินโดจีนเปิดตลาด และอินโดจีนมีธุรกิจและคนไทยไปลงทุนเยอะ ดังที่เรียนให้ทราบ แต่การไปลงทุนในอินโดจีนมีปัญหา นักลงทุนที่ผ่านตลาดฮ่องกง สิงคโปร์ จะไปลงทุนในอินโดจีนยังทำไม่ได้ เพราะในอินโดจีนในเวลานั้นเพิ่งเปิดตลาดกับระบบคอมมิวนิสต์ ไม่มีเงินดอลลาร์สำรอง มีแต่เงินบาทหมุนเวียน ประเทศไทยเห็นช่องทางนี้จึงอยากจะเอาบ้าง อยากจะเป็นสิงคโปร์สอง ก็คือให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางตลาดทางการเงินของภูมิภาค (Regional financial center) แต่ความเป็นจริงก็คือเป็นศูนย์กลางทางการเงินของอินโดจีน แล้วการเปิดบีไอบีเอฟ เจตนาที่แท้จริงของแบงก์ชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) ก็คือ ต้องการให้ธนาคารพาณิชย์ของไทยเพียงไม่กี่แห่ง เป็นท่อให้เงินดอลลาร์ไหลเข้ามาจากต่างประเทศ ผ่านฮ่องกง ผ่านสิงคโปร์ ก็ดี ไหลเข้ามาที่กรุงเทพฯ และจากกรุงเทพฯ ไปลงในลาวและเขมร
เพราะฉะนั้นธุรกรรมการปล่อยกู้เป็นดอลลาร์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านบีไอบีเอฟ จึงมีสองประเภท คือ ธุรกรรม out in transfection คือเอาดอลลาร์จากต่างประเทศมาปล่อยกู้ให้คนไทย และธุรกรรม out out transfection คือ เอาเงินดอลาร์มาที่กรุงเทพฯ แล้วไปปล่อยในอินโดจีน ในลาวและเขมร และตอนที่เปิดบีไอบีเอฟขึ้นมาในปี 2536 คาดกันว่า out out transfection น่าจะมีตลาดใหญ่ เพราะหวังกันว่าธุรกิจไทยจะกู้เงินกันมากผ่านบีไอบีเอฟ แล้วนำไปขยายกิจการไปลงทุนในลาวและเขมร อินโดนีเซีย จีน หรือต่างชาติอย่าง ญี่ปุ่น อเมริกา หรือยุโรป ที่มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยแล้ว อยากจะขยายการผลิตไปที่ลาวและกัมพูชา ก็ให้ผ่านบีไอบีเอฟของไทย อย่างเช่น ทุนญี่ปุ่น ทุนไต้หวัน และทุนเกาหลี ที่มาอยู่ในประเทศไทยแล้วอยากจะขยายไปที่ลาวและเขมร ให้กู้บีไอบีเอฟจากกรุงเทพฯ เป็นดอลลาร์ เพื่อไปลงในเขมรและลาว ซึ่งถ้าทำได้ตามนั้น ตามความฝัน กรุงเทพฯ จะกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินของอินโดจีน ใครจะไปลงทุนในลาว ในเขมร ต้องมาที่กรุงเทพฯ
จุดล่มสลายบีไอบีเอฟ ทำกลับหัวกลับหาง
แล้วคนที่กินเนื้อหวานๆ อยู่ตรงนี้ บีไอบีเอฟ คือใครครับ คือธนาคารพาณิชย์ไทย เพราะธนาคารพาณิชย์ไทยได้รับการคุ้มครองอย่างที่เรียนให้ทราบไปตั้งแต่ต้น แบงก์ชาติคุ้มครองอย่างเต็มที่ ไม่ให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขัน และให้ไปเปิดสาขาในลาวในเขมรได้อย่างเต็มที่ จะปล่อยกู้ในประเทศ ในลาว เขมร ก็ต้องผ่านรูปแบบเช่นนี้อีก คือ การกินค่าหัวคิว เพราะฉะนั้นการเปิดบีไอบีเอฟ ก็คือ การสนองตอบต่อระบบการเมืองแบบผูกขาด ที่ต้องการให้มีการขยายการผูกขาดจากตลาดธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ขยายไปผูกขาดระบบการเงินของลาวและเขมร โดยผ่านบีไอบีเอฟ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ตลอดปี 2536 จนถึง 2540 ปี 2536 เกิดบีไอบีเอฟ หลังจากนั้นเพียงแค่ 3 ปี เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ช่วง 3 ปีกว่าที่เกิดบีไอบีเอฟ เกิดอะไรขึ้น คือ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของบีไอบีเอฟ คือการปล่อยกู้ให้คนไทยด้วยกันเองในประเทศไทย มีไม่ถึง 10% ที่เป็นการปล่อยกู้ในลาวและกัมพูชา หมายความว่า บีไอบีเอฟ ธนาคารพาณิชย์ของไทย และนักธุรกิจไทย ไม่ได้นำเงินไปใช้ขยายการลงทุนและการค้าในกัมพูชาและในลาวตามที่ตั้งใจเอาไว้เลย ท่อบีไอบีเอฟกลับถูกพวกกลุ่มทุนทั้งหลายที่มันผูกขาดระบบเศรษฐกิจไทยมันดูดเอาไปใช้ของมันเอง เอาไปขยายตั้งโรงงาน คุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เอาไปขยายตั้งโรงงานทีพีไอ ขยายจากอุตสาหกรรมเคมีเดิมมาเป็นกลั่นน้ำมัน แล้วตั้งโรงปูนขึ้นมา โดยที่ไม่รู้ว่าไปเหยียบตาตุ่มใครเข้า แต่ตอนนี้รู้แล้ว
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือว่า เงินดอลลาร์ที่ไหลผ่านเข้าท่อบีไอบีเอฟเข้ามา แทนที่จะไหลต่อ แทนที่ทุนไทยจะเห็นว่านี่คือโอกาสที่จะขยายไปสู่ทุนระดับโลก มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ แต่กลับเอามากินกัน เอาไปลงทุนเละเทะไปหมด ลงทุนสนามกอล์ฟทั่วทั้งประเทศ และมีแต่สนามกอล์ฟร้างๆ ลงทุนสร้างตึกโรงงาน ขยายโรงงาน เหล็กนี่ก็ลงทุนขยายโรงงานเหล็กเป็นล้านๆ ตัน ทั้งที่ประเทศไทยใช้เหล็กปีหนึ่งไม่ถึงแสนตัน แล้วคุณจะไปขายใคร แล้วผลิตออกมาส่งออกก็ไม่ได้ เพราะเหล็กไทยคุณภาพห่วย อย่างนี้เป็นต้น
เงินเหลือมากๆ เข้าลงทุนในปิโตรเคมี ในโรงกลั่นน้ำมัน ลงทุนในโรงปูน ลงทุนจนกระทั่งอิ่ม มันจุกอกอีก เงินยังไหลเข้ามาอีก ทำยังไงครับ เอาไปลงที่ดิน ออกเป็นทาวเฮาวส์ บ้านเดี่ยว บ้านจัดสรร ขึ้นเป็นตึกเป็นโครงเต็มไปหมดอย่างที่เราเห็นก่อนปี 2540 พอขึ้นมากๆ เข้าเงินยังเหลืออีก ทำอย่างไร เงินไหลไปเข้าตลาดหุ้น ทำให้เกิดฟองสบู่ตลาดหุ้น ดรรชนีขึ้นประมาณ 1,400 จุด ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามันไปตามภาคเศรษฐกิจต่างๆ
นโยบายการเงินผิดพลาด บีไอบีเอฟพัง
คำถามคือว่า เหตุใดกลุ่มทุนเหล่านี้จึงกู้เงินมาลงทุนเกินตัวเต็มไปหมด คำตอบคือ ในช่วงระยะเวลานั้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ภายในประเทศไทยมันแพงมาก 7-8% สูงสุด 10% เพราะช่วงที่เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ขึ้นมา เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง คนใช้จ่ายเยอะ ราคาสินค้าพุ่งขึ้น แบงก์ชาติในเวลานั้นขึ้นดอกเบี้ย ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อให้ประชาชนลดการใช้จ่าย เพื่อกดดันไม่ให้เงินเฟ้อขึ้น ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศไปเรื่อยๆ แต่อัตราดอกเบี้ยต่างประเทศมันต่ำ 3-4% เอง แล้วคุณมีท่อบีไอบีเอฟไว้ คุณเป็นนักธุรกิจไปกู้แบงก์ไทยเป็นเงินบาทเสียดอกเบี้ย 7-8% แต่ถ้าไปกู้บีไอบีเอฟเสียแค่ 3% จะกู้อันไหน คนเลยแห่กันไปกู้บีไอบีเอฟหมด
ในเวลานั้นคนมีหนี้เป็นเงินดอลลาร์เต็มไปหมด นี่คือแรงจูงใจที่เกิดขึ้น เกิดจากนโยบายของการควบคุมธนาคารที่เกิดขึ้นจากแบงก์ชาติ ที่สะท้อนถึงการบริหารแบบเก่า คือทุนนิยมแบบเก่าในยุคก่อนโลกาภิวัตน์ ซึ่งไม่เข้าใจว่ามีกลไกอื่นๆ ที่ควรต้องทำ คุณปล่อยให้เงินทุนไหลเข้ามาแต่ยังบีบอัตราดอกเบี้ย ถ้าคุณปล่อยให้เงินทุนไหลเข้าคุณต้องปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยไหลตาม ถ้าอัตราดอกเบี้ยของโลกลง คุณต้องลงตาม ถ้าอัตราดอกเบี้ยของโลกไหลขึ้น คุณต้องขึ้นตาม นั่นคือตรรกะการไหลเวียนของเงินทุน
ประเด็นต่อมาก็คือ ทำไมพวกคุณ พวกเรา ถึงกล้ากู้เป็นเงินดอลลาร์ 26 บาทต่อดอลลาร์ในเวลานั้น ตั้งแต่เกิดจากท้องพ่อท้องแม่มา เราก็จำได้ว่า 26 บาทต่อดอลลาร์ จนกระทั่งแก่ก็ยัง 26 บาทต่อดอลลาร์ แบงก์ชาติประกาศทุบโต๊ะโครมๆ 26 บาทต่อดอลลาร์ชั่วฟ้าดินสลาย เพราะฉะนั้นเวลาคุณกู้มา อีก 5 ปีตอนใช้หนี้ก็มั่นใจได้ว่า 26 บาทต่อดอลลาร์ ก็สบายใจ เพราะฉะนั้นดอกเบี้ย 3% ก็หวานหมู
หนี้ดอลลาร์ท่วมไม่มีปัญญาคืน
เพราะฉะนั้นคือการเกิดเศรษฐกิจแบบฟองสบู่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ พอเงินเฟ้อขึ้นทำให้อัตราดอกเบี้ยขึ้น อัตราดอกเบี้ยขึ้นภายใต้โครงสร้างที่มีบีไอบีเอฟ และระบบธนาคารที่ผูกขาด และกลุ่มทุนผูกขาดในสาขาต่างๆ เขาใช้ช่องว่างของระบบการเงินดูดเงินต่างประเทศเข้ามาลงทุนในกิจการเก็งกำไรเยอะแยะไปหมด
ประเด็นต่อมาอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้เกิดการบิดเบือนกันมากคือ บอกว่า “เงินไหลเข้าแต่ไม่ไหลออก” การที่เงินไหลเข้าแต่ไม่ไหลออก ส่วนหนึ่งเกิดจากดอกเบี้ยภายในประเทศมันสูงกว่า ดอกเบี้ยต่างประเทศต่ำ ดังนั้นเงินจึงไหลเข้า แต่ปัญหาที่สำคัญคือว่า นโยบายต่างประเทศของไทย ก็คือ การกีดกันทางการเงิน อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้น ไม่ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้วยังกีดกันการไหลออกของเงินทุน คนที่จะขนเงินออกนอกประเทศได้ต้องเป็นทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอยู่ก่อนแล้ว ถ้าอยากจะเลิกเงินทุนเอาเงินกลับออกไป ต้องขออนุญาตกลับไป อันนี้เขาไม่ว่า
แต่อย่างคุณหรืออย่างผม สมมตินะ มีเงินเป็นพันพันล้านบาท ไปลงทุนทำธุรกิจหรือไปฝากเงินในสิงคโปร์ ไปลงทุนทำโรงงานตั้งโรงงานในเกาหลี ไต้หวัน เขาไม่ให้ทำนะครับ ทำได้แต่ต้องขอเป็นกรณี เป็นเรื่องๆ ไป ก็ไหลเข้าแต่ไหลออกยาก เหมือนคนนะครับ กินข้าวเข้าไป อัดเข้าไป ก็ต้องถ่ายเทออก มันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือว่า พอมีเงินทุนไหลเข้าต้องมีการลงทุน แล้วประชาชนนักธุรกิจที่อยู่ในเมืองไทย กลุ่มทุน ทุนเก่าทั้งหลายที่มีเงินสะสมอยู่เป็นหมื่นๆ ล้าน ไปลงทุนภายนอกไม่ได้ ต้องมาลงทุนในประเทศ พอลงทุนในประเทศไทย พอลงทุนไปเรื่อยๆ ต้องไปลงทุนในโครงการที่มันห่วยๆ โครงการที่ไม่มีกำไร เพราะคุณเอาเงินออกนอกประเทศไม่ได้ ต้องผ่านขั้นตอนและข้อห้ามเยอะแยะไปหมด มันยาก เพราะฉะนั้นมีเงินเท่าไรก็ต้องลงทุนภายในประเทศ โครงการมันแย่ยังไง ผลตอบแทนต่ำยังไง คุณต้องลงทุน แล้วความที่เคยอยู่กับระบบทุนแบบผูกขาด การที่รัฐเข้ามาห้ามนู่นห้ามนี่ ห้ามมีคู่แข่งอะไรต่อมิอะไร คุณลงทุนยาก ผลตอบแทนจะต่ำไม่เป็นไร นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
กระสุนนัดแรก “ลั่น” ทุนต่างชาติถอนตัว
ทีนี้ผลจากการที่ประเทศไทยยอมใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ โดยการกู้บีไอบีเอฟเงินไหลเข้า ผลคือว่า หนี้สินภาคเอกชนที่เป็นเงินดอลลาร์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในเวลา 2-3 ปี จากแค่ 10-20 กว่าพันล้าน เป็นหนึ่งร้อยกว่าล้านดอลลาร์ นี่เป็นการคำนวณตัวเลขย้อนกลับ ทีนี้ต่างชาติให้ทุนกู้ตลอดเวลาเป็นเงินดอลลาร์ เสร็จแล้วคุณก็สะเปะสะปะเอาไปทำอะไรต่อมิอะไร ผมเป็นเจ้าหนี้ ผมถือสัญญาเงินกู้เป็นดอลลาร์ คุณเป็นลูกหนี้ผม ผมก็ต้องตามดูว่าคุณเอาเงินไปทำอะไรบ้าง แล้วเวลาผมจะเอาเงินคืน ผมอยากได้คืนทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นที่เป็นดอลลาร์ใช่ไหมครับ ไม่ใช่ว่าตอนกู้จากผมไปเอาไปเป็นดอลลาร์ แล้วเปลี่ยนเป็นเงินบาทเพื่อเอาไปทำอะไรต่อมิอะไร แต่พอคืน เอาเป็นเงินบาทมาให้ผม ผมไม่เอา เพราะฉะนั้นต่างชาติเขาดูประเทศไทย จึงดูว่าประเทศไทยมีดอลลาร์เหลืออยู่เท่าไร พอที่จะใช้หนี้เขาไหม คราวนี้หนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาคือว่าหนี้เยอะไม่เป็นไร ตราบใดที่ยังมีเงินดอลลาร์ไหลเข้าประเทศไทยอยู่ โอเค ทางที่จะได้เงินดอลลาร์ไหลเข้ามาในประเทศมีสองทาง ยอดหนึ่งคือการไปกู้คนอื่นมาลงทุน ยอดหนึ่งคือการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ผมเป็นเจ้าหนี้ผมจะสบายใจ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเป็นบีไอบีเอฟ ทุนต่างชาติที่กู้เข้ามา การลงทุนในบ้านในที่ดิน ในสนามกอล์ฟร้างๆ ในโรงงานร้างๆ การเก็งกำไรเยอะๆ พวกนี้เป็นทุนระเบิด มีข่าวสารเทคโนโลยีพร้อมมารอให้คนจุดไฟ แล้วไฟที่จะจุดคืออะไรครับ ให้กับระเบิดระเบิดตูมขึ้นมาคือการส่งออก เพราะก่อนปี 2540 ประเทศไทยขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด เราติดลบมาตลอด ในแง่ของการขายของเพื่อเอาเงินดอลลาร์เข้า เราขาดทุน 40-50 ปี อย่างไรก็ตาม ถ้าช่องว่างซื้อมากกว่าขายนิดหน่อย เรายังพอไปได้ใช่ไหม นั่นคือ นำเข้ามากกว่าส่งออก แต่เงินลงทุนจากต่างประเทศยังมี แต่หากช่องว่างระหว่างการนำเข้ากับส่งออกมันห่างมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ คุณเป็นเจ้าหนี้คุณเป็นอย่างไรครับ คุณใจคอไม่ดีแล้วใช่ไหม ทำให้เงินทุนไหลเข้ามันน้อยลง
ลูกหนี้คนไทยที่กู้เงินดอลลาร์เริ่มมีปัญหาการใช้หนี้ ธุรกิจลงทุนไม่ได้กำไร ลงทุนรีสอร์ต กลายเป็นรีสอร์ตร้าง ลงทุนในสนามกอล์ฟ กลายเป็นสนามกอล์ฟร้าง ลงทุนในทาวเฮาส์ ในคอนโดเริ่มขายไม่ออกแล้ว ลงทุนในโรงปูนก็ล้นตลาดขายไม่ออก แต่ผมซึ่งเป็นเจ้าของกิจการต้องส่งดอกเบี้ยและเงินต้นเป็นดอลลาร์ ผมเริ่มมีปัญหา และสัญญาณที่บอกว่าธุรกิจในประเทศเริ่มมีปัญหาส่งดอกและส่งต้นเป็นดอลลาร์ คือ บริษัทสมประสงค์ ซึ่งทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นบริษัทแรกที่ออกหุ้นกู้ และเป็นบริษัทแรกที่ประกาศเบี้ยวหนี้ ปลายปี 2539 ต่อปี 2540 ไม่ใช่ บีบีซี ไม่ใช่ธนาคาร เงินทุนก็เริ่มหยุด เงินดอลลาร์ที่ไหลเข้าในรูปเงินให้กู้ หรือเงินลงทุน ก็เริ่มชะลอ การส่งออกเริ่มตกลง
สัญญาณที่ผมมองว่าเป็นตัวจุดชนวนยิงกระสุนนัดแรก คือ เดือนตุลาคม 2539 เป็นเดือนแรกที่การส่งออกของไทยมีอัตราการเติบโต 0.5% คือเกือบไม่เพิ่มเลย เดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ปี 2539 ผมจำได้แม่น เพราะผมตามสถิติอยู่เหมือนดูหนังเลยตอนนั้น เงินทุนไหลเข้าเป็นเดือนแรกที่เริ่มติดลบ เพราะฉะนั้นปลายปี พฤศจิกายนหรือธันวาคม 2539 การส่งออกเริ่มมีปัญหา คือส่งออกไปไม่ได้ ไม่โต เงินทุนไหลเข้าเริ่มหยุด ตัวเลขจริงๆ ติดลบนะครับ มันร้ายแรง สาเหตุเพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะเงินเฟ้อ เพราะ 4-5 ปีก่อนหน้านี้เศรษฐกิจมันบูมมาก ราคาสินค้าขึ้น เงินเฟ้อขึ้น ค่าแรงขึ้น ค่าแรงต่อวันในเวลานั้นตามกฎหมายขึ้นไปเร็วมาก จาก 100 กว่าบาทต่อวัน จนเกิดวิกฤติปี 2540 ขึ้นเป็น 140-150 บาทต่อวัน แล้วค่าจ้างที่จ่ายจริงเวลานั้นคือ 200 บาทต่อวันนะครับ สูงกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมาย เพราะมันเกิดการขาดแคลนแรงงาน เศรษฐกิจมันโตมาก แต่ค่าจ้างสูงขึ้น เรื่อยๆ แต่การส่งไปมันทำไม่ได้เพราะค่าจ้างแพง ซึ่งการส่งออกพึ่งแรงงานในการผลิต เมื่อส่งออกไปแพงคุณก็ขายของไม่ออก
การส่งออกชะงัก “ทุนโลก” หนีกระเจิง
วิกฤตการณ์ปี 2540 ถูกยิงด้วย 2 นัด คือ การส่งออกที่ไม่โต 0% และเงินทุนเริ่มติดลบ สิ่งที่เกิดตอนนั้นตามหลักเศรษฐศาสตร์คืออะไรครับ คุณขายของไม่ออก คุณต้องลดค่าเงินบาท 26 บาทต่อดอลลาร์ แพงเกินไปแล้ว ถ้าคุณขายของไม่ออกต้องเป็น 30-40 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อให้ของมันถูก แต่แบงก์ชาติไม่ยอม ดึงเอาไว้ ปล่อย แล้วประเทศไทยเจ๊ง เพราะอะไรครับ เพราะบริษัทใหญ่ๆ ทั้งหมดของประเทศไทยมีหนี้เป็นดอลลาร์ทั้งนั้นเลยนะครับ แล้วหนี้ตอนนั้นคิดเป็น 26 บาทต่อดอลลาร์ หากปล่อยเงินบาท ทำให้บริษัทเหล่านั้นหนี้งอกเกือบ 100% บริษัทพวกนี้เจ๊งข้ามคืนเลยนะครับ ถ้าคุณทำงบดุลทรัพย์สินอยู่ด้านหนึ่ง หนี้สินอยู่อีกด้านหนึ่ง หนี้สินเพิ่มขึ้นมาจากอัตราแลกเปลี่ยน
แบงก์ชาติเจอปัญหาคือ ส่งออกไม่ได้ เพราะเงินบาท 26 บาทต่อดอลลาร์มันแพงไป แต่ถ้าจะลดค่าบาทเป็น 30-40 บาทไม่ได้อีกในเวลานั้น บริษัทในประเทศไทยเจ๊ง ปูนซิเมนต์ไทยอย่างนี้ มีหนี้ต่างประเทศเท่าไร ธนาคารพาณิชย์ไทย ทุกธนาคาร กู้เงินจากต่างประเทศเต็มพุง นั่นคือหากปล่อยให้ค่าเงินบาทไหล พวกนี้เจ๊งหมด ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยจึงดึงเอาไว้ เป็นจุดอ่อน เกิด จอร์จ โซรอส เข้ามาโจมตีค่าเงินบาท ประวัติศาสตร์เรารู้ดีนะครับว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเอาเงินสู้แหลก สู้จนกระทั่งสุดท้ายวันที่ 14-15 พฤษภาคม ชนะ ชนะต่างชาตินะครับ เสร็จแล้วเปิดแชมเปญฉลองกันว่าชนะต่างชาตินะครับ แต่ปรากฏว่าเงินในกระเป๋าเหลืออยู่แค่ 7,000 ล้าน จาก 30 พันล้าน หลังจากนั้นพวกเรารู้กันดีว่าเกิดอะไรขึ้น พอถึงตอนนั้นเงินเหลือน้อยนิดเดียว ปรึกษาไอเอ็มเอฟเข้ามาดูแล้ว คุณสู้กับทุนต่างชาติถึง 3 รอบ ชนะทั้ง 3 รอบ คุณใช้กระสุนเงินยิงมันแล้วชนะทั้ง 3 รอบ แต่...แต่มันยังมีรอบที่ 4 รอบที่ 5 รอบที่ 6 แล้วมานั่งดูว่า เอ้ย คุณมีกระสุนเหลืออีกเท่าไร เหลืออยู่ 7 นัด สุดท้ายก็ต้องยอมปล่อย ค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เงินบาทไหลไป
ผมจำได้ ตอนเย็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาประกาศตอนเย็นๆ ว่าจะลดค่าเงินบาท พอเช้าวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 พวกเทรดเดอร์ หรือนักค้าเงิน พอเข้าสำนักงาน เปิดจอคอมพิวเตอร์ วันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยคำนวณค่าเงินเป็นเท่าไร ในระบบตะกร้าเงิน แต่เปิดจอขึ้นมาเป็นหน้าเปล่าๆ ไม่มีการระบุราคาจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว คุณจะซื้อกันเท่าไรตามใจคุณ คุณตั้งราคากันเอาเอง พวกเทรดเดอร์ ไม่เคยเทรดแบบนี้ มาถึงเจอมึนๆ นั่งงง จะเอายังไงดี ลองกำหนดราคากันเอง เช้าวันนั้นเริ่มที่ 27 บาท เย็นวันนั้นปิดตลาดอยู่ที่ 29 บาท พอเดือนตุลาคม 36 บาท พอเดือนพฤศจิกายน ปลายปี 2541 ราคาอยู่ที่ 55-56 บาท หนักที่สุด
บทสรุป “ขุนนาง-อภิสิทธิ์ชน” ทำชาติป่นปี้
ดังนั้นสรุปได้ว่า การเกิดวิกฤตการณ์ปี 2540 คือความพยายามของทุนนิยมไทย ที่จะใช้ประโยชน์ฉกฉวยจากโลกาภิวัตน์ และการไหลเวียนของเงินทุนและการค้าเสรี ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจ ทุนนิยมแบบเดิมๆ แบบผูกขาดตัดตอน แบบที่รัฐและทุนอภิชนเข้าครอบงำเศรษฐกิจต่างๆ แบบระบบที่ควบคุมและกีดกัน โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนบางกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์ในระบบ โดยที่กลุ่มทุนธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอีทั่วๆ ไป และประชาชนคือเหยื่อ จะไปกู้เงินก็ไม่รู้จะไปกู้ที่ไหน สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ มีเงินเหลือจะไปฝาก ไม่รู้จะฝากที่ไหน ต้องฝากสถาบันการเงิน มันเป็นแบบนี้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
วิกฤตการณ์ปี 2540 ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากการเปิดเสรีทางการเงิน ไม่ได้เกิดจากการปฏิรูประบบเศรษฐกิจแบบเสรี จนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ผมขอฟันธงตรงนี้ ไม่ใช่ ข้อสรุปที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคน สื่อหลายคน และบรรดาเอ็นจีโอทั้งหลายสรุปว่า เพราะเราเดินตามทุนนิยมเสรีจึงเกิดวิกฤตการณ์ปี 2540 ไม่ใช่ ตรงกันข้าม เราเดินตาม ระบบทุนนิยมผูกขาด ระบบทุนนิยมขุนนาง และทุนนิยมอุปถัมภ์ของอภิสิทธิ์ชน แล้วเอาโครงสร้างแบบนี้ไปสู้ในระบบโลกาภิวัตน์ เราถึงถูกมันยิงกลับมานะครับ
แต่การที่คนกลุ่มหนึ่ง นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์หลายคน สื่อหลายคน และบรรดาเอ็นจีโอสรุปบิดเบือนว่า การเกิด วิกฤตการณ์ปี 2540 เกิดจาก การปฏิรูประบบทุนนิยมเสรี การที่เราพยายามจะเป็นประเทศที่เจริญแล้วเหมือนประเทศอื่น ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว คนพวกนี้จึงนำไปสู่ข้อสรุปว่า โลกาภิวัตน์เลว โลกาภิวัตน์ชั่ว โลกาภิวัตน์มีแต่ทำร้ายประเทศไทย โลกาภิวัตน์มีแต่ทำให้ประเทศไทยเสียหาย เราเดินทางตามเส้นทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ไม่ได้ เราต้องเดินทางตามเส้นทางระบบเศรษฐกิจแบบไทยๆ เศรษฐกิจแบบไหนแล้วแต่ เอ็นจีโอบอกว่า เศรษฐกิจแบบชุมชน ลัทธิสังคมนิยม บอกว่า ชุมชนอณาธิปัตย์ แนวคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงเกิดขึ้นภายใต้บริบทนี้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดึงข้อสรุปจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 บนสมมติฐาน บนข้อสรุปที่ว่า วิกฤตการณ์ปี 2540 เกิดจากการที่ประเทศไทยไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว อยากจะเร่งพัฒนาให้เหมือนประเทศที่เจริญแล้ว เร่งเปิดเสรีต่างๆ เพื่อให้ทันประเทศตะวันตก เพราะฉะนั้นเราเลยเจ็บตัว เราจึงไม่จำเป็นต้องเดินตามเส้นทางนั้น จึงต้องใช้เศรษฐกิจพอเพียง แบบนี้เป็นต้น ผมไม่ได้ตีความนะครับว่าเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร เพียงแต่เป็นปฏิกิริยาโต้กลับจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
สรุปอันสุดท้ายแล้วครับ คือ การเกิดวิกฤตการณ์ปี 2540 ทำให้เกิดข้อสรุปที่ตรงกันข้ามกัน แต่ข้อสรุปที่เป็นกระแสหลักในเวลานั้น ทั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย ของโลก และของเอ็นจีโอ ของใครๆ คือ เกิดจากการปฏิรูประบบทุนนิยมเสรี และระบบโลกาภิวัตน์ หรือโลกาภิวัตน์คือภัยของประเทศไทย เพื่อนผมเอง ไม่ต้องเอ่ยชื่อนะครับ นักวิชาการเปรตกู้ เพื่อนผมนี่แหละ ก่อนปี 2540 เขียนเรื่องโลกาภิวัตน์ก่อนผมอีก ศึกษาเรื่องโลกาภิวัตน์ก่อนผมอีก หนังสือที่เป็นเล่มเล็กๆ เรื่องโลกาภิวัตน์ เขาเป็นคนเขียน แต่เขาต้องกลับลำ 180 องศา ทุกวันนี้ชูเศรษฐกิจพอเพียงเป็นธงนำ อย่างนี้เป็นต้น เกิดจากการดึงวิกฤตการณ์ปี 2540 และวิกฤตการณ์นี้ทำให้เกิดการปฏิรูปการเมืองปี 2540 ซึ่งเป็นหัวข้อที่เราจะนำมาพูดกันในคราวหน้า หากจัดได้นะครับ ขอบคุณครับ
โลกาภิวัตน์ทางการเมืองทุนนิยมโลกกับศก.พอเพียง
ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกโรงชำแหละ ทุนนิยมเข้าประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 และซึมเรื่อยมา แม้แต่การเปลี่ยนแปลงการเมือง 2475 ยังถือได้ว่าเป็นโลกาภิวัตน์ทางการเมือง ชี้มีหลายรสชาติ แล้วแต่ใครจะตีความและทำความเข้าใจกับมัน
ทุกวันนี้เวลาเราฟังคนอื่นพูดถึงโลกาภิวัตน์ (globalization) หรือเราจะพูดกับคนอื่นว่ามีโลกาภิวัตน์ หรือไม่ว่าเราจะฟังคนอื่นพูด ผมเชื่อว่าทุกคนทราบว่าโลกาภิวัตน์มันคืออะไร แต่ว่าทราบชัดเจนละเอียดลออแค่ไหน หรือทราบอย่างถูกต้อง หรือทราบแบบคลาดเคลื่อนแค่ไหนนั้นเป็นรายละเอียดของแต่ละคน
ในความรู้สึกส่วนตัวผมที่ติดตามศึกษาเรื่องนี้มา เหมือนกับการติดตามดูความเคลื่อนไหว แล้วการวิเคราะห์สิ่งที่มนุษย์สนใจมากๆ มันมีจุดหักเหหลายอย่างที่ทำให้ตัวผมเองในระหว่างศึกษานั้นต้องเปลี่ยนความคิดเลยนะครับ เปลี่ยนเลยนะครับ ผมติดตามเรื่องโลกาภิวัตน์ ถ้าเทียบกับการดูหนังสนุกๆ เรื่องหนึ่ง มีทุกรสชาตินะครับ มีทั้งรู้สึกเศร้า รู้สึกท้อ มีอุปสรรคขวากหนาม มันเยอะเหลือเกิน มีตั้งแต่รู้สึกว่าลุ้นว่าที่เขาทำตรงนั้นมันจะสำเร็จไหม โดยที่เราจะไม่เข้าไปแทรกแซง เพราะเราเป็นนักวิชาการ มีทั้งที่พยายามจะช่วยอะไรบางอย่างที่จะมาเป็นอุปสรรค อะไรบางอย่างที่จะมาทำร้ายคนไทยก็มีบ้าง
ทีนี้จะพูดถึงแนวคิดเรื่องโลกาภิวัตน์เนี่ย เริ่มแรกไม่ได้เป็นแนวคิดของคนไทย รวมทั้งไม่ได้เป็นของ อ.ชัยอนันต์ สมุทวณิช นะครับ แต่ อ.ชัยอนันต์ เขียนเรื่องนี้เสียจนใครๆ หลายคนที่อ่านและไม่ตรวจค้น ไม่ค้นคว้า ด้วยความสนุกตื่นเต้นเนี่ย ทำให้นึกเลยนะครับว่า อ.ชัยอนันต์ หรือเครือผู้จัดการ คือปัญญาชนคนแรกๆ ที่นำเสนอความคิดนี้ขึ้นมา ทีนี้พอสักระยะหนึ่งก็มีนักคิดท่านอื่นๆ อีก ก็มาเสนอแข่ง อย่างเช่น ดร.สุชัยวง ชัยวงสุวรรณ ที่รัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ก็เสนอแข่ง โดยมีการประดิษฐ์คำขึ้นมา ใช้คำว่าโลกาภิวัตน์บ้าง อะไรบ้าง ก็เลยมีข้อโต้เถียงกัน ต่างคนก็ต่างที่จะอธิบายความหมายของโลกาภิวัตน์ ฝ่ายที่สนับสนุนคำว่าโลกาภิวัตน์บอกว่า โลกาภิวัตน์มันถูกต้อง มันดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ฝ่ายที่ต่อต้านคำว่าโลกาภิวัตน์บอกว่าไม่ถูกต้อง มันกลายเป็นการปะทะกันด้วยบทความทางวิชาการ ในที่สุดประเด็นเหล่านี้ราชบัณฑิตยสถานออกมาบัญญัติว่า คำศัพท์ที่เป็นทางการคือ โลกาภิวัตน์ แต่ว่าใครอยากจะใช้อย่างไรใช้ไปนะครับ แต่ว่าคำศัพท์อย่างเป็นทางการคือ โลกาภิวัตน์
ส่วนโลกาภิวัตน์ของระบบทุนนิยม ระบบทุนนิยมเป็นระบบเศรษฐกิจที่เริ่มต้นจากยุโรปในการเปลี่ยนแปลงการค้าขายโดย ใช้เงินตราเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ในประวัติศาสตร์ทุนนิยมของโลกบอกว่า ประเทศมหาอำนาจที่สำคัญคือ ประเทศสเปน โรมัน อิตาลี และเนเธอแลนด์ เป็นผู้เผยแพร่ระบอบทุนนิยม ทุนนิยมของโลกเริ่มเข้ามาในประเทศไทยในสมัย ร.2 ขยายการค้าขายไปสู่จีน ต่อมาสมัย ร.3 ท่านเตือนคนไทยและชนชั้นสูงขณะนั้นว่าให้พิจารณาการเข้ามาของต่างชาติด้วย เพราะจะทำให้ไทยตกเป็นเบี้ยล่างได้ สมัย ร.7 เกิดการยึดอำนาจขึ้นในสมัย 2487 และเขียนธรรมนูญการปกครองชั่วคราว เขียนในลักษณะผูกขาดในคณะราษฎร ซึ่งไม่มีสามัญชนที่เป็นองค์ประกอบเลย
การเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้น คณะราษฎรกุมอำนาจการปกครองไว้และสร้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นต้นแบบรัฐธรรมนูญในปัจจุบันนี้ คณะราษฎร คือ อำมาตยาธิปไตยชุดแรก ถือเป็นโลกาภิวัตน์ทางการเมือง จากนั้นต่อมาได้มีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น และโยนความผิดไปให้ขุนนางอีกกลุ่มหนึ่ง และการเมืองไทยก็ไม่ได้พัฒนาอีกเลย
สมัยรัชกาลที่ 4 ถือว่าเป็นระบบทุนนิยม มีการนำสินค้าเข้าและส่งออกสิ้นค้าเกษตร ขยายพื้นที่เพาะปลูก ใช้เทคโนโลยีชลประทานเข้ามาพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร
ที่น่าสนใจมากๆ คือ ในสังคมไทยนั้นเข้าใจว่าคำว่าโลกาภิวัตน์นั้นมาจากนักสังคมศาสตร์ มาจากนักสังคมวิทยา หรือมาจากนักสังคมศาสตร์อื่นๆ อย่างเช่น นักนิติศาสตร์ อย่างนี้เป็นต้น แต่เท่าที่ผมตรวจค้นในเอกสารทางวิชาการย้อนกลับไปนะครับ พบว่าไปปรากฏในงานเขียนบทความเชิงวิชาการชิ้นแรกๆ ของศตวรรษที่ 20 แนวคิดนี้พบในงานเขียนของสื่อสารมวลชน เพื่อจะสื่อให้เห็นว่า การสื่อสารเชื่อมโยงกันระหว่างเครือข่าย ทำให้โลกเล็กลง ทำให้เรารับรู้ข่าวสารถึงกันในเวลาอันรวดเร็ว โลกาภิวัตน์ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นของเก่าดั้งเดิม
ย้อนมาที่ปัจจุบัน มีนักวิชาการบางกลุ่มซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับผลประโยชน์ของประชาชน เคยให้คำแนะนำปรึกษาพวกทุนนิยมที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนมาตลอดกว่า 10 ปี พอตอนหลังมาเห็นกระแสความคิดของเศรษฐกิจพอเพียงเข้มแข็งขึ้น พยายามจะบิดเบือนมาสนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่พวกนี้เพี้ยนไปว่าเศรษฐกิจพอเพียงต้องทำแบบนี้นะ ถอดเสื้อเดิน กลับไปอยู่ถ้ำ ซึ่งไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่นะครับ
ทีนี้มาดูวิธีปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เวลาเราเดินไป สมมติว่าเราเลิกประชุมเดินออกไป สมมติว่าหิวเลยนะครับ เดินไปที่ร้าน ร้านข้าวแกง ร้านก๋วยเตี๋ยว คุณคิดอะไรอยู่ตอนนั้น สิ่งที่คุณคิดคือ คุณตรวจดูเงินในกระเป๋าคุณ และคุณคิดว่าเวลาคุณกินเสร็จแล้วคุณจะต้องทำอะไรต่อกับคนที่เอาก๋วยเตี๋ยวมาให้คุณ อันนี้คือวิธีคิดที่เราบอกว่าเป็นธรรมชาติของเราตั้งแต่เกิด เราเป็นอย่างนี้มาตลอด แต่ว่าธรรมชาติแบบนี้เป็นธรรมชาติทางสังคม ซึ่งมันมีเปลี่ยนแปลงไป
เพราะฉะนั้น หลายๆ เรื่องเราคิดเราทำ สมัยก่อนคนอายุ 40-50 ที่อยู่ในต่างจังหวัด พอจะจำตรงนี้ได้นะครับ พ่อแม่เราตำน้ำพริกอยู่ มะนาวหมด ต้นแถวบ้านเราไม่มี วิ่งไปต้นข้างบ้าน ไม่ต้องจ่ายเงิน แต่วันนี้ต่อให้ข้างบ้านมี เราบอกว่าไม่ละ ไปตลาดสดดีกว่า อันนี้คือวิธีปฏิบัติมันเปลี่ยนไป ไม่ได้แปลว่าไม่มีโลกาภิวัตน์ แต่มีโลกาภิวัตน์อีกแบบหนึ่ง อีกชุดหนึ่ง แล้วโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันนี้มันมีรูปแบบใหม่ๆ เข้ามาแล้วมันทำให้คนไทยค่อยๆ เปลี่ยนวิธีคิด อีกอันที่ชัดเจนที่สุดในโครงการศึกษาทางวิชาการทางสังคมศาสตร์เนี่ย นิยมที่จะวิเคราะห์กันคือ ประเพณีลงแขก ซึ่งนักศึกษาในปัจจุบันนี้ถ้านึกภาพจะบอกว่าลามก แต่การลงแขกในอดีตนั้นคือการแลกเปลี่ยนแรงงาน ซึ่งในแต่ละชุมชนที่ทำการเกษตร จะว่าระบบทำให้การแลกเปลี่ยนแรงงานทำให้การเก็บเกี่ยวมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เดียวนี้ไม่มีแล้ว มีแต่รถเกี่ยวข้าว หรือจ้างคนเกี่ยวหมดแล้ว การจ้างแรงงานโดยมีเงินเป็นค่าตอบแทนเป็นวิธีปฏิบัติของโลกาภิวัตน์ ซึ่งเรียกว่า ทุนนิยม แต่การลงแขกเกี่ยวข้าวนั้นเป็นผลของโลกาภิวัตน์ หรือการเรียนรู้ก่อนระบบทุนนิยม แต่ในบางพื้นที่ยังมีให้เป็นอยู่บ้าง
ตอนที่ผมกลับมาเมืองไทย หลังจากไปศึกษามา ได้ขึ้นไปที่แม่จัน เห็นชาวเขาที่เป็นเด็กเริ่มแต่งตัวผสมผสานกันแล้วนะ ตอนนั้นสมัยรัชกาลที่ 7 คือนุ่งกางเกงแบบทรงโจงกระเบนของเขา แต่ใส่เสื้อยืดกระทิงแดง เป็นเรื่องที่ไม่มีใครไปขัดขวางต้านทานได้ ไม่มีใครไปปฏิเสธได้ และเป็นหลายเรื่องคือสิ่งที่ผมศึกษาประวัติศาสตร์อย่างมีความสุข อย่างน้อยเราได้เกิดมาบนดินแดนที่มันมีอะไรน่าสนใจอยู่ แง่มุมเหล่านี้เป็นแง่มุมที่ฝรั่งเขาต้องการ และเขาอยากจะได้ เขาอยากจะสร้างขึ้นมาเหมือนกัน เพราะเขาต้องการที่จะรักษาโครงสร้างเศรษฐกิจของเขาเหมือนกัน ฉะนั้นสิ่งที่ผมเห็นคือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระบบทุนนิยมโลก กับโลกาภิวัตน์ทุนนิยมโลกโตไปได้ แล้วไปได้ด้วยดีด้วย ซึ่งอันนี้อาจจะต่างไปจากมุมของคนอื่นนิดหนึ่ง










