เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, March 24, 2008
กรมประชาสัมพันธ์ แถลงข่าวปรับรูปแบบสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 เป็นสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที พร้อมเปิดตัวทีมข่าว ผู้ดำเนินรายการ พร้อมออกอากาศ
นายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและเวียดนามร่วมกัน สร้างความเข้มแข็ง ในกลุ่มผู้ส่งออกข้าวและกุ้งเพื่อเพิ่มศักยภาพ ในการส่งออก ขณะที่ประเทศเวียดนามมีท่าทีต่อข้อเ
น.ต.ประสงค์ อ้างประชาชนจะต่อต้าน หากรัฐบาลแก้ รธน.เพื่อตัวเอง
รัฐสภา 24 มี.ค. - “น.ต.ประสงค์” เตือนรัฐบาลจะแก้ รธน. ควรดูความเหมาะสมของสถานการณ์ อย่าสร้างเงื่อนไขเพื่อตัวเอง อ้าง รธน.ผ่านการประชามติมาแล้ว อย่าป้ายความผิดให้ รธน. ย้ำให้เกรงใจประชาชนบ้าง หากแก้เพื่อตัวเองพ้นผิด เชื่อประชาชนจะออกมาสู้บนถนนมากกว่าเดิม
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชน ว่า กฎหมายเปิดช่องให้แก้ไขได้ แต่ต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสมตามสถานการณ์หรือไม่ หรือว่าแก้ไขเพื่ออะไร รัฐบาลกำลังสร้างปัญหาและสร้างเงื่อนไขให้แก่ตัวเอง การบอกว่ามีเสียงมากในสภาฯ แต่คำนึงหรือไม่ว่า ถ้ามีคนไม่เห็นด้วยและเห็นว่าต่อสู้กันในสภาฯ ไม่ได้ ก็จะเดินในท้องถนนอีก จนเกิดความวุ่นวาย
น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผ่านการลงประชามติ และผ่านการระดมความเห็นจากทุกฝ่าย มีการเปรียบเทียบทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น ทำอะไรอย่าย่ามใจหรือเหลิงอำนาจ แต่ให้เกรงใจประชาชนกันบ้าง อย่าปัดความผิดให้พ้นตัว เพราะถ้ารัฐบาลสร้างเงื่อนไขเพื่อตัวเอง ก็เชื่อว่าคนจะออกมามากกว่าเดิม ถ้าไม่ยับยั้งชั่งใจก็อาจเกิดความวุ่นวายอีก ดังนั้น อย่าประเมินกำลังและความรู้สึกของประชาชนต่ำเกินไป
“ถ้าพวกลัก วิ่ง ชิง ปล้น กำลังถูกจับ แล้วพวกนี้เห็นว่าบทลงโทษตามกฎหมายมันแรงไป ก็พยายามแก้ไขให้พ้นโทษ หรือให้โทษเบาลง ทั้งที่วัตถุประสงค์ของการออกกฎหมาย เพื่อให้คนพวกนี้เกิดความหลาบจำ กลัวการกระทำผิด เวลานี้เหมือนกำลังพยายามขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะถูกยุบพรรค แล้วพยายามป้ายความผิดให้กับรัฐธรรมนูญ ซึ่งคนเหล่านี้ได้รับรู้กติกาล่วงหน้าก่อนเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง แต่คนเหล่านี้ใช้รัฐธรรมนูญเป็นทางผ่านเท่านั้น และยังสำคัญผิดอีกว่า ถ้ายุบพรรคแล้ว ประเทศจะตายตามไปด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง” น.ต.ประสงค์ กล่าว. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-24 17:26:52

วุฒิสภาเปิดรับสมัคร ก.ต.สายผู้ทรงคุณวุฒิจนถึง 3 เม.ย.นี้
กทม. 24 มี.ค.-นายพรชัย สุนทรพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้กำหนดเปิดรับสมัครผู้สนใจจะดำรงตำแหน่ง ก.ต.สายผู้ทรงคุณวุฒิ ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.-3 เม.ย.นี้ โดยจะเปิดรับสมัครทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถเข้ามาดูรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของ ก.ต. และมาสมัครได้ด้วยตนเอง ที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา อาคารรัฐสภา 2 โดยหลังจากปิดรับสมัครแล้วคณะกรรมาธิการฯ จะพิจารณาคุณสมบัติ และจะเชิญผู้สมัครมาแสดงวิสัยทัศน์ในวันที่ 17 เม.ย. จากนั้นจะคัดเลือกให้เหลือ 4 คน เพื่อส่งรายชื่อให้วุฒิสภาคัดเลือกให้เหลือ 2 คน ก่อนจะส่งรายชื่อให้สำนักงานศาลยุติธรรมต่อไป ทั้งนี้คาดว่าจะดำเนินการสรรหา ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิ เสร็จทันกรอบเวลาภายในเดือนเมษายนนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมได้กำหนดว่า กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต. มีองค์ประกอบจากผู้แทนที่มาจากศาลฎีกา 6 คน ศาลอุทธรณ์ 4 คน ศาลชั้นต้น 2 คน ประธานศาลฎีกา 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่วุฒิสภาคัดเลือก 2 คน โดยคุณสมบัติของ ก.ต. จะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป .-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-24 17:18:40

กกต.แจก2เหลืองส.ส.พปช.-คาด26มี.ค.ได้ข้อยุติยุบพรรคมฌ.-ชท.
(24มีค.) นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาฯ กกต. แถลงผลการประชุม คณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ที่ประชุม กกต.มีมติเสียงข้างมากให้ใบเหลืองผู้สมัคร เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชน 2 คน คือ นายประสิทธิ ตั้งศรีเกียรติกุล และนายสนอง เทพอักษรณรงค์ในข้อหาให้ทรัพย์ สินกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจ โดยหลังจากนี้ กกต.จะมอบหมายให้ กกต.ฝ่ายสืบสวน สอบสวนของกกต.ทำคำร้องส่งไปศาลอาญา เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 2
ส่วนการแจกใบเหลืองให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี หรือไม่นั้น ที่ประชุมไม่มีมติในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด การพิจารณาวันนี้ มีมติให้ใบเหลืองบุคคล 2 รายข้างต้นเท่านั้น โดยกรณีของนายทรงศักดิ์ที่ประชุม กกต.ยังไม่มีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาแต่อย่างใด ส่วนการประชุม กกต.วันนี้นอกจากการให้ใบเหลืองดังกล่าว ยังมีการประกาศรับรองผลเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ไม่มีการร้องคัดค้าน
ขณะเดียวกัน นายสุพล ยุติธาดา ประธานที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. กล่าวว่าในการประชุมวันที่ 26 มี.ค.นี้ น่าจะได้ข้อยุติในเรื่องข้อกฎหมายที่ กกต.ได้พิจารณากรณียุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย เพราะที่ผ่านมาได้ถกเถียงกันเรื่องข้อกฎหมายของรัฐธรรมนูญ โดยกฎหมายที่นำมาพิจารณาคือรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.
"คำตอบที่จะส่งให้ กกต.มี 2 ประเด็น คือจะยุบหรือไม่ยุบ และถ้าไม่ยุบ กกต.สามารถใช้ดุลยพินิจตัดสินใจส่งศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ซึ่งหาก กกต.ตัดสินใจให้ยุบ ก็ต้องส่งให้อัยการสูงสุดยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ" นายสุพล กล่าว
‘เฉลิม' ท้าพันธมิตรฯถ้าแน่จริง-เก่งจริงตั้งพรรคการเมือง
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นเรื่องธรรมดา ร่างขึ้นมาได้ก็แก้ไขได้ ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และแกนนำพรรค ปราศรัยเกือบทุกเวทีว่า หากพรรคพลังประชาชนได้รับเลือก จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะบอกกับประชาชนไว้แล้ว ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เพียงแต่จะต้องมีการหารือกันก่อน และเห็นว่าไม่จำเป็นต้องทำประชามติให้สิ้นเปลือง
"เรื่องนี้อย่าเพิ่งเอาใครเป็นเจ้าภาพ ต้องปรึกษาหารือกันก่อน ฝ่ายที่เห็นด้วยก็มี คุยกันและหาข้อยุติว่าจะให้ใครเป็นแกนนำ และวิเคราะห์ว่ามาตราไหนควรแก้ไข ต้องเป็นสายกลาง ๆ ถ้าไปลงรายละเอียดในรัฐธรรมนูญ การเมืองก็ลำบาก การที่มีบทบัญญัติให้ยุบพรรค ก็สามารถตั้งพรรคใหม่ได้ แล้วไปทำให้ยุ่งทำไม" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว พร้อมเตือนให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระมัดระวังการให้สัมภาษณ์ เพราะการพูดก่อนจะมีการประชุม อาจจะเป็นการชี้นำ
ต่อข้อถามว่า จะมีการแก้ไขมาตราที่เกี่ยวกับการยุบพรรคก่อนใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องพิจารณา แต่ไม่ได้ถือว่าต้องเอาเป็นเอาตาย ส่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีการนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีปัญหา เพราะเป็นเรื่องพวกเรากันเอง ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการแก้ไขเรื่องนี้ จะทำให้มองว่าเป็นการทำเพื่อพวกพ้องหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ยังไม่ไปไกลถึงขนาดทำเรื่องนี้แล้วไม่ได้คิดถึงประเทศ แต่ประเทศจะเจริญได้ต้องมีรัฐบาลที่ดี
สำหรับกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 (ยุบพรรค) ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า พันธมิตรฯ ไม่เคยมองพรรคพลังประชาชนดี พร้อมท้าว่า ถ้าพันธมิตรฯ แน่จริง เก่งจริง ก็ให้ตั้งพรรคการเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี ให้เป็นหัวหน้าพรรค เลขาธิการ ครป.ต้องการเป็นรัฐมนตรี ก็ให้เป็นเลขาธิการพรรค นายพิภพ ธงไชย และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ก็ให้เป็นรองหัวหน้าพรรค ออกนโยบาย ทำตัวเป็น ครม.เงาไปเลย
"วันที่ 28 มี.ค.นี้ นายสนธิก็จะขึ้นเวทีด่าคนอื่น ถ้าเข้าข่ายหมิ่นประมาท ก็ต้องแจ้งจับ ผมฝากบอกผู้ว่าฯ รอบเขตปริมณฑลไปว่า อย่าให้ใครไปสกัดกั้นประชาชนที่จะมาร่วมชุมนุม ให้เปิดทางสะดวก ใครเต็มใจให้มาเลย แต่ใครที่เที่ยวไปชักจูงและจ้างคนมา ขอให้วิบัติ อย่าเจริญรุ่งเรือง" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
มท.1 ขู่ลุยรุกที่ดินวังน้ำเขียว และรุกที่ดิน จ.สุราษฏร์ธานี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเรียกผู้ว่าราชการ จ.นครราชสีมาพบบ่ายนี้ ขู่ถ้ายังไม่แจ้งความอดีตนายตำรวจครองที่ดิน สปก.ผิดกฏหมายเตรียมสั่งย้าย ขณะเดียวกัน เตรียมลุยบุกรุกที่ดินวังน้ำเขียวมาดามพีเค และที่ดิน อ.คีรีรัตน์นิคม จ.สุราษฏร์ธานี แต่ยังไม่ยืนยันเกี่ยวพันเลขาธิการ ปชป. หรือไม่
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าบ่ายวันนี้ได้เรียกนาย สุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการ จ.นครราชสีมา และรองอธิบดีกรมที่ดินมาเข้าพบ เพื่อให้เร่งดำเนินการแจ้งความกล่าวโทษอดีตนายตำรวจใหญ่ที่ครอบครองที่ดิน สปก.โดยผิดกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาผู้ว่าฯ อาจจะยังไม่แม่นในข้อกฎหมาย แต่ตนทราบดีแล้ว หากยังไม่กล้าดำเนินการอดีตนายตำรวจคนดังกล่าว ก็ขอให้บอกมา ตนจะเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯคนใหม่ไปดำเนินการแทน นอกจากนี้จะเข้าไปตรวจสอบที่ดินในพื้นที่ วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ของมาดามพีเค ตามที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ตรวจสอบด้วย โดยยืนยันตราบใดที่ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะไม่ปล่อยให้มีใครบุกรุกที่ดินอย่างผิดกฎหมายแน่นอน หากพบมีการกระทำความผิดก็จะแจ้งความดำเนินคดีเช่นเดียวกันทุกจังหวัด ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลา จะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องalert ไม่เช่นนั้นตนจะเอาผู้ตรวจไปทำแทน เพราะมีคนอยากไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกันเยอะ
ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวด้วยว่า จากการตรวจสอบยังพบว่า มีการบุกรุกที่ดินใน อ.คีรีรัตน์นิคม จ.สุราษฏร์ธานี จำนวน 2000 ไร่ ซึ่งพบว่ามีขบวนการที่จะเข้าไปยึดครองที่ดิน โดยให้ชาวบ้านทยอยเข้าไปจับจองที่ดินเพื่อครอบครอง จากนั้นจึงนำไปขายให้กับนักธุรกิจ และมีการนำไปจำนองกับธนาคารกรุงไทย จนกระทั่งล่าสุดมีบริษัทแห่งหนึ่งเข้ามารับซื้อ (24/03/51)
พปช ยัน แก้รธน.ไม่หวังประโยชน์ส่วนตัว
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียืนยันการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้มุ่งหวังทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่เพราะรัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเร่งพิจารณาอย่างเร่งด่วน เพราะว่ามีการใช้ช่องว่างของรัฐธรรมนูญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองทำให้
รัฐบาลทำงานลำบาก ขณะที่ประชาชนก็ไม่สบายใจและต้องการให้แก้ไข โดยยืนยันว่าการเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อจะไปให้มีผลกับคดียุบพรรค แต่เพื่อให้รัฐบาลบริหารประเทศได้ ทั้งนี้เห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องรอเวลาไปอีก 1-2 ปี ตามที่ฝ่ายค้านเสนอ ส่วนจะต้องทำประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนหรือไม่นั้น นายจักรภพ ชี้แจงว่า รัฐบาลมีวิธีสอบถามความเห็นจากประชาชนหลายแนวทาง ทางหนึ่งคือการยกระดับสายด่วน 1111 ของทำเนียบรัฐบาลให้เป็นการสำรวจประชามติภายในของรัฐบาลเอง ขณะเดียวกันก็เปิดรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มนักวิชาการและฝ่ายต่าง ๆ ด้วย
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้เสนอให้เลขาธิการพรรคร่วมรัฐบาลหารือถึงแนวทางการแก้ไขรธน.ร่วมกันก่อนว่าจะเสนอแก้เพียงมาตราเดียวก่อนหรือจะแก้หลายมาตราไปพร้อมๆ กัน เพราะในที่สุดแล้วการดำเนินการในเรื่องนี้ต้องอาศัยการทำงานในสภาฯ โดยในส่วนของพรรคพลังประชาชนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมพรรควันพรุ่งนี้ ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่าควรแก้ไขในประเด็นของมาตรการ 237 ที่กำหนดไว้ว่า ความผิดของบุคคลถือเป็นความผิดของพรรคการเมืองด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การยุบพรรคก่อน เพราะไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตยเนื่องจากการยุบพรรคง่ายขัดต่อวิถีทางทางการเมือง พร้อมกับย้ำว่าการก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะยังไม่เชื่อมโยงไปถึงการนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรค 111 คน (24/03/51)
‘พล.ต.สนั่น'หนุนแก้รธน.-แฉ‘อีแอบ'โทรศัพท์สั่งการยุบพรรค
พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย เห็นด้วยกับแนวความคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยเฉพาะในบางมาตรา ที่เป็นข้อจำกัดแก่พรรคการเมือง ทำให้ไม่สามารถขยับขยายได้ และจะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลงในอนาคต ส่วนวิธีการแก้รัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่าควรแก้ไขในภาพรวม โดยมีกรรมการบริหารของแต่ละพรรคมาร่วมดำเนินการ ไม่ต้องมีการลงประชามติ แต่ควรเปิดช่องทางให้ประชาชนได้คัดค้าน ส่วนการที่หลายฝ่าย ยังไม่เห็นด้วยนั้น ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เมื่อผู้ร่างกับผู้ใช้รัฐธรรมนูญคิดแตกต่างกัน
สำหรับกรณีการพิจารณายุบพรรคชาติไทยของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. พลตรีสนั่น กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยกันในพรรค แต่ควรดำเนินการให้เป็นไปตามมติของ กกต. ไม่ใช่ 1 ใน 5 เพราะการดำเนินการขณะนี้มีการโทรศัพท์สั่งการอยู่เบื้องหลัง
'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 4
มาแล้วครับ กับเรื่องราวของในมุมมืดของสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำจิตวิญญาณพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คราวนี้ผมได้คัดลอกเนื้อหาในหนังสือ "ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่ม 2" มาให้ท่านผู้อ่านได้ทำความรู้จัก พฤติกรรมด้านมืดของเขาว่าเป็นอย่างไร
วันนี้ ผมขอหยิบเนื้อหาของหนังสือในตอน "ฝันล่ม อาณาจักร สลาย โมกุลดับชีพ" เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสนธิ ลิ้มทองกุล ที่อาศัยตลาดหุ้น เป็นช่องทางสร้างความยิ่งใหญ่ ใช้วิธีเงินต่อเงิน ร่วมขบวนกับเสี่ยสอง วัชรศรีโรจน์ สร้างราคา ปั่นหุ้นแมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จนราคาเกินจริง สูบเงินจำนวนมหาศาลออกไปจากตลาดหุ้นด้วยชั้นเชิงแบบมือเซียน
ในตอนนี้ ได้อธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในการใช้เงินที่สูบออกจากกระเป๋าประชาชนทุกวิถี เพื่อไปสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง โดยดำเนินไปอย่างดุดันและก้าวร้าว เพียงเพื่อจะสนองตอบต่อเป้าหมายและความฝันของตัวเองให้ได้ อันบ่งบอกถึงความทะเยอทะยาน
ซึ่งเป้าหมายที่สนธิ หวังครอบครองคือ การแย่งชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งของนักธุรกิจสื่อสารมวลชนของโลก โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากว่าความฝันของเขาไม่บรรลุเป้าหมาย และในที่สุด สนธิก็มีสภาพไม่แตกต่างจากจักพรรดิเจงกีสข่าน คือ พ่ายแพ้ และตายคาสนามรบ เนื่องจากเป็น เขาเป็นโมกุลเทียม ที่สถาปนาตัวเอง มิใช่ โมกุลแท้ ที่ชาวโลกยกย่อง
/////////////////////////////////////////////////////////
ฝันล่ม-อาณาจักรสลาย
โมกุลดับชีพ
ระหว่างปี 2531 - 2537 เป็น 7 ปีทองของสนธิ ลิ้มทองกุล นักธุรกิจสิ่งพิมพ์ธรรมดาๆ คนหนึ่งในวงการหนังสือพิมพ์เมืองไทย ที่ถีบทะยานตัวเองขึ้นเป็นนักธุรกิจสื่อสารมวลชน ระดับภูมิภาค และระดับโลก ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของเพื่อนๆ ในวงการหนังสือพิมพ์ ว่าสนธิ ไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร เขาเจอกล่องมหัศจรรย์ หรือไปเจอประตูทะลุมิติ หรืออย่างไร จึงไปไกลถึงระดับโลก ทั้งๆ ที่ เพื่อนร่วมวงการจำนวนมาก อย่างดีก็ยังแค่เลื่องชื่อในขอบเขตประเทศไทยเท่านั้น
ในขณะเดียวกันนักธุรกิจสื่อสารมวลชนระดับโลก ต่างก็พากันให้ความสนใจกับ ปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล ว่านักธุรกิจไทยคนนี้เป็นใคร อยู่ดีๆ ก็พรวดพราดขึ้นมาท้าทายอิทธิพลของสื่อตะวัน ตกได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่ท้าทายธรรมดา แต่ยังกล่าวหาสื่อตะวันตกอย่างตรงไปตรงมาว่าเข้ามาครอบงำวัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมเอเซีย
เท่านั้นไม่พอ สนธิ ลิ้มทองกุล ยังสถาปนาตัวเองเป็น โมกุลสื่อแห่งเอเซีย ที่ประกาศศักดายกพาพวกไปสู้รบ ขยายอาณาเขตไปยังดินแดนตะวันตก ไกลถึงฝั่งอเมริกา และยุโรป ด้วย
การขยายอาณาจักรธุรกิจสื่อสารมวลชนของสนธิ ลิ้มทองกุล ดำเนินไปอย่างดุดันและก้าวร้าว ซึ่งบ่งบอกถึงความทะเยอทะยาน และเป้าหมายที่เขาหวังครอบครอง คือการแย่งชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งของนักธุรกิจสื่อสารมวลชนของโลก
รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ผู้ครอบครองตำแหน่งราชันย์แห่งสื่อของโลก คือ เจ้าของตำแหน่งที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งเป้าจะช่วงชิง
กล่าวกันว่า กุญแจดอกแรกที่เปิดกล่องมหัศจรรย์ หรือ ประตูทะลุมิติให้แก่สนธิ ก็คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลาดหุ้น นั่นเอง
ส่วนต่างของราคาหุ้นแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ที่เรียกชื่อในวงการนักเลงหุ้นว่า MGR ที่ถูก "ปั่น" ถูกสร้างขึ้นไปจนเกินราคาจริงหลายเท่าตัว คือกำปั่นวิเศษของสนธิ ที่มีเงินไหลเข้ามา อย่างมากมายมหาศาล
ว่ากันว่า สนธิ ได้เงินจากการนำหุ้น MGR เข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพไม่แตกต่างจากบ่อนพนันขนาดใหญ่ ใครมือยาวสาวได้สาวเอา นับพันล้านบาท จากหุ้นราคาพาร์ 10 บาท ถูกสร้างราคาให้ขึ้นไปมากกว่า 300 บาท ด้วยทฤษฎีปลาใหญ่กินปลาเล็ก
เงินที่ได้มาจากการนำหุ้น MGR เข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น ทำให้แมวอย่างสนธิกลายเป็นเสือที่ใครๆ ก็ต้องระมัดระวังเมื่อเข้าใกล้ เพราะเขามีทั้งอำนาจเงิน และอำนาจปากกา ที่จะยกย่องให้ใครเป็นคนดี ก็เพียงแค่กระพริบตา ทำให้ใครเป็นคนชั่ว ก็เพียงแค่ขยับปาก โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น และโบรกเกอร์ ในสมัยนั้น ต่างต้องพึ่งพาสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์บริษัทที่ดี ผู้บริหารที่เก่ง กันอย่างถ้วนหน้า
นักข่าวสายตลาดหุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน ในยุคนั้น ยิ่งใหญ่มากถึงขนาดมีห้องนักข่าวส่วนตัว ที่ตึกสินธร ซึ่งเป็นอาคารที่ทำการของตลาดหุ้น ในขณะที่นักข่าวจากหนังสือพิมพ์อื่นๆ ต้องไปแออัดรวมกันอยู่ในห้องสื่อมวลชนรวมที่ตลาดหลักทรัพย์ จัดไว้ให้
ข้อมูล ข่าวตลาดหุ้น และการวิเคราะห์หุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในห้วงเวลานั้น แม่นยำยิ่งกว่าบทวิเคราะห์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ใดๆ เชียร์ 5 ตัว ต้องมีเข้าเป้าถึง 4 ตัว อย่างน้อยๆ หรือเลวๆ ก็ต้องไม่น้อยกว่า 3 ตัว ส่งผลให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เป็นหนังสือพิมพ์อันดับหนึ่งของนักเลงหุ้น ในสมัยนั้น เพราะ อ่านแล้วรวย
แต่มีข้อพึงสังเกตประการหนึ่ง ก็คือ หุ้นหลายๆ ตัว ที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน เชียร์ กว่าครึ่งเป็นหุ้นเก็งกำไร หรือที่เรียกขานกันในแวดวงว่าหุ้นปั่น ซึ่งหุ้นเหล่านั้น ขณะนี้นอนแน่นิ่งอยู่ในหมวดรีแฮปโก้ หรือ หุ้นที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เช่นเดียวกับหุ้น MGR ของสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง
ไม่มีข้อมูลหลักฐานใดๆ สาวไปถึงว่าสนธิ กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มีส่วนกับการทำราคาหุ้น หรือปั่นหุ้น ตัวใดตัวหนึ่ง ถึงขนาดที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่เป็นรับทราบกันในวงการว่า สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สอง วัชรศรีโรจน์ อดีตเจ้าพ่อตลาดหุ้นเมืองไทย ซึ่งเคยตกเป็นผู้ต้องหาคดีปั่นหุ้น คบหากันด้วยสัมพันธ์ลักษณะ น้ำ กับ เรือ เสือ กับ ป่า ที่ต้องพึ่งพาอัชฌาสัย ในฐานะ นักลงทุนที่มีอิทธิพลส่วนตัวในการชี้นำราคาหุ้น กับสื่อหนังสือพิมพ์ ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสาร และการตัดสินใจของลักเล่นหุ้น ได้
ข่าวหลายข่าว ข้อมูลหลายชิ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ได้รับการยอมรับและชวนติดตามในหมู่นักเลงหุ้นรายย่อย ที่ด้อยโอกาสเข้าถึงข้อมูลอินไซด์ ก็เพราะความสัมพันธ์แบบน้ำ กับ เรือ เสือกับ ป่า ระหว่าง สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สอง วัชรศรีโรจน์ นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ระดับ มือเซียน อย่างสนธิ กับ ระดับเจ้าพ่อตลาดหุ้น อย่างสอง ย่อมรู้ดีว่าการคบหากันในลักษณะเปิดเผย ไม่ใช่สิ่งที่ประเสริฐนัก จักแต่ชักนำเภทภัยร้ายแรงมาให้เท่านั้น ทั้งสองคนจึงพึงพอใจความสัมพันธ์ในลักษณะต่างคนต่างอยู่ เกี่ยวพันร้อยรัดกันไว้เพียงผลประโยชน์ ที่ผ่านสื่อบุคคลคือ นักข่าวสายตลาดหุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน บางคน
กล่าวได้ว่า ทั้ง สนธิ กับ สอง จัดอยู่ในชั้นเซียน เหยียบหิมะไร้ร่องรอย จริงๆ ไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐาน สักชิ้นเดียวว่าทั้งสองเกี่ยวพันกัน คงมีแต่คำร่ำลือในวงการหุ้นว่า ถ้า ผู้จัดการรายวัน ชี้หุ้นตัวไหน นั่นหมายถึงว่า สอง จะเข้าแล้ว (เข้า แปลว่าเข้าทำราคา)
โดยเฉพาะสนธิ นั้น เขามีประสบการณ์ในเรื่องตลาดหุ้นดี ตั้งแต่ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของตึกดำ ที่รวบรวมนักธุรกิจรุ่นหนุ่ม เข้ามาเขย่าวงการธุรกิจ และวงการหุ้นไทย โดยมีสื่อสิ่งพิมพ์ ในมือพร สิทธิอำนวย เป็นเครื่องมือในเชิงกลยุทธ์ เพื่อบรรลุเป้าหมาย ก่อนที่อาณาจักร ตึกดำ จะล่มสลายไป โดยทิ้งหนี้สินไว้ให้กับประชาชนผู้เล่นหุ้นรายย่อย ที่ถูกเรียกขานเป็นแมลงเม่า สิ้นเนื้อประดาตัว กันไปเป็นจำนวนมาก
วีรกรรมของคนตึกดำในยุคนั้น ถูกเล่าขานกันไม่รู้จบจวบจนถึงวันนี้ เป็นบาดแผลหนึ่งของระบบธุรกิจไทย เป็นรอยด่างดำรอยหนึ่งของวงการหุ้นไทย
ย้อนกลับมาถึงเงินจำนวนมหาศาลที่สนธิ สูบออกไปจากตลาดหุ้น ทั้งจากหุ้น MGR และหุ้นอื่นๆ อีกหลายตัว ด้วยชั้นเชิงแบบมือเซียน เขานำเงินจำนวนดังกล่าวไปทำธุรกิจแบบเงินต่อเงิน ซื้อบริษัทที่ง่อยเปลี้ยเสียขา เข้ามาอยู่ในมือ แล้วก็ปัดฝุ่นตบแต่งหน้าตา ประแป้ง แต่งบัญชีให้น่าดู น่าชม และน่าเชื่อ แล้วก็เพิ่มทุนเข้าไป ตีข่าวใหญ่ๆ ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ของตัวเอง เพื่อสร้างราคาให้กับหุ้นบริษัทนั้นๆ
เพียงแค่เท่านี้ หุ้นของบริษัทที่เคยง่อยเปลี้ยเสียขา ก็กลายเป็นหุ้นชั้นดี มีพี่เลี้ยงชั้นเยี่ยม ปล่อยเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ก็ไม่มีใครยั้งราคาอยู่ เพราะมีเครือข่ายการทำราคาครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่ง กลุ่มนักเลงหุ้นที่พร้อมเข้าทำ กลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ที่พร้อมจะชี้ เชียร์ ให้เชื่อ และซื้อ
หุ้นตัวอย่างที่ สนธิ ชอบยกขึ้นมาอ้างอิงบ่อยๆ ก็คือหุ้น IEC ซึ่งเขาซื้อมาถูกๆ จากเครือปูนซีเมนต์ไทย แล้วก็เอามาแต่งเนื้อแต่งตัวกันยกใหญ่ แล้วก็สร้างข่าวจนทำให้เป็นหุ้นที่ดี มีอนาคตไกล ดูดเงินจากนักเล่นหุ้นไปได้หลายพันล้านบาท แล้วก็จบลงด้วยการล่มสลาย
IEC ง่อยเปลี้ยเสียขา เหมือนเมื่อวันที่ได้มา เมื่อ IEC ถูก ก.ล.ต. หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตรวจพบว่าปลอมมติผู้ถือหุ้น ไปค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของ IEC ซึ่งเป็นฐานบัญชาการธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของสนธิ
การค้ำประกันดังกล่าว ทำให้ IEC ต้องรับภาระหนี้เงินกู้ของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มากกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งยังเป็นคดีความกันอยู่จนทุกวันนี้ โดยผู้อยู่เบื้องหลังการปลอมมติผู้ถือหุ้นของ IEC ไปค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด ก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง และคดีนี้สนธิ ก็ตกเป็นผู้ต้องหาด้วยเช่นกัน
ในวันที่รุ่งเรือง เฟื่องฟู สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้เงินที่สูบออกจากกระเป๋าประชาชนทุกวิถีทาง ทั้งจากกลไกของตลาดหลักทรัพย์ ผ่านการซื้อขายหุ้น และกลไกสถาบันการเงิน ด้วยการกู้เงินจากบริษัทเงินทุน และธนาคาร ตลอดจนกองทุนต่างๆ ด้วยการนำใบหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไปสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง และใช้จ่ายอย่างเกินตัว เพียงเพื่อจะสนอง ตอบต่อเป้าหมายและความฝันของตัวเองให้ได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง และความเสียหายที่จะเกิดขึ้น หากว่าความฝันของเขาไม่บรรลุเป้าหมาย
อาณาจักรทางธุรกิจที่สนธิ สร้างขึ้น เต็มไปด้วยเครือข่ายโยงใยสลับซับซ้อนอย่างมาก เชื่อกันว่ามีเพียงสนธิ คนเดียวเท่านั้นที่จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ของทุกธุรกิจ ได้ และหากใครได้ฟังแล้ว ก็จะตกอยู่ในอาการเหมือนถูกมนต์สะกด เทใจเชื่อแบบหมดเนื้อหมดตัว เหมือนที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายใหญ่ของสนธิ เชื่อ จนเป็นที่มาของหนี้เน่า หนี้เสียหลายพันล้านบาท ที่ธนาคารกสิกรไทย กำลังแก้ไขอยู่จนถึงทุกวันนี้ และ บริษัทเงินหลักทรัพย์ศรีมิตร (CMIC) ที่หลงเชื่อสนธิ และเป็นเจ้าหนี้เงินกู้รายใหญ่ของสนธิ จวบจนวันสุดท้ายของการดำเนินกิจการ ก็ยังคงเชื่อไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งนับเป็นอวสานที่น่าสมเพชยิ่งนัก
เฉพาะเครือข่ายอาณาจักรที่สังกัดอยู่ในเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด จำนวน 11 บริษัท ที่ลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ มีเงินทุนจดทะเบียนนับหมื่นล้านบาท เมื่อนับไปถึงเงินทุนหมุนเวียน และเงินกู้สำหรับการดำเนินธุรกิจ ประมาณการได้ว่าต้องมีไม่น้อยกว่าหลักหมื่นล้านบาท
ยังไม่นับบริษัทอื่นๆ ที่สนธิ ทำในนามส่วนตัวอีกหลายสิบบริษัท ทั้งที่อยู่ในประเทศไทย และในต่างประเทศ โดย เฉพาะในลาว และ จีน ซึ่งเป็นฐานหลักทางธุรกิจของสนธิ ในเวลานั้น เพราะ สองประเทศนี้ ระบบการตรวจสอบการทำธุรกรรมการเงินยังล้าสมัยมาก และยังรวมไปถึง เวอร์จิ้น ไอส์แลนด์ หรือ เกาะเคย์แมน แดนสวรรค์ ของนักฟอกเงิน
ประมาณการณ์คร่าวๆ เงินทุนที่สนธิ ลิ้มทองกุล ลงทุนและใช้ผ่านมือในห้วงเวลานั้น ต้องมีไม่น้อยกว่าสี่ถึงห้าหมื่นล้านบาท ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่กล้าคิดแย่งชิงตำแหน่งเจ้าพ่อสื่อของโลก มาจากรูเพิร์ต เมอร์ด็อก อย่างจริงจัง ด้วยการเปิดยุทธภูมิ "เอเซียไทม์" และ "ลาวสตาร์" รวมทั้งฝันจะไปจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดแนสแดค ของอเมริกา
ในห้วงเวลานั้น ประเทศไทย เล็กเกินไปแล้วสำหรับ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีอะไรท้าทายความ สามารถของเขาอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่เขาต้องการแล้วยังไม่ได้ ทั้ง อำนาจ เงินตรา บริวาร และ นารี
สนธิ ใช้เงินที่ได้มาด้วยวิธีการแบบของเขา ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้ง ธุรกิจ บริวาร อำนาจการเมือง และ นารี
ในวันที่รองเรืองด้วยทรัพย์สินเงินทอง สนธิ เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเคยให้เงินพรรคการเมืองหนึ่งไปถึง 300 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง แต่ต่อมาในภายหลังต้องผิดใจกัน เพราะหัวหน้าพรรคการเมืองนั้น ไม่เชื่อฟังเขา ไม่ยอมถอนตัวออกจากรัฐบาล ตามที่เขาสั่ง
ในวันที่เรืองอำนาจ สนธิ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ด้วยการเสนอให้ใช้บ้านพีเค วิลล่า ถนนสุโขทัย ของเขา เป็นที่จัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อนายบรรหาร ศิลปอาชา ไปถึงบ้านพีเค วิลล่า ปรากฏว่าแกนนำพรรคการเมือง ที่คาดว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้มารออยู่พร้อมหน้าแล้ว นายบรรหาร จึงได้แต่เล่นไปตามเกมที่มีการขีดเขียนบทไว้ล่วงหน้าแล้ว และแน่นอนว่าหนึ่งในผู้เขียนบท ย่อมต้องมีชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล รวมอยู่ด้วย ในฐานะเจ้าของบ้าน เจ้าของสถานที่จัดตั้งรัฐบาล
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สนธิ ลิ้มทองกุล สนใจ และใฝ่หาอำนาจการเมือง มานานแล้ว เพราะระดับเซียนอย่างสนธิ ที่ใช้อำนาจเป็น ย่อมรู้ดีว่าการมีอำนาจการเมืองอยู่ในมือ จะสามารถดลบันดาลได้ทุกสิ่งที่เขาปรารถนา นั่นจึงทำให้สนธิ ว่ายเวียนอยู่ในแวดวงธุรกิจที่ล้ำเข้ามาในแดนการเมืองอยู่ตลอด เวลา นับแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้
ในวันที่เงินทองห้อมล้อมตัว สนธิ เคยเซ็นเช็คลงจำนวนเงิน 30 ล้านบาทให้กับดาราสาวคนหนึ่ง เพียงเพราะเขาต้องการได้เธอมาเป็นคู่นอนแบบชั่วคราว
การรุกทางธุรกิจอย่างดุดัน ก้าวร้าว และใช้เงินเป็นหัวหอกในการรบของสนธิ ในขณะนั้น ถูกเปรียบประหนึ่งจักพรรดิเจงกีสข่าน ยกไพร่พลและม้ารบ กรีฑาทัพไปตีหัวเมืองต่างๆ ทั่วแว่นแคว้นในเอเซีย และข้ามไปยังยุโรป ซึ่งเป็นการประเมินสถานการณ์ ประมาณการกำลังแห่งตนเองที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง จึงต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับและดับชีพในสมรภูมิ ที่ตัวเองสร้างขึ้นนั่นเอง
เฉกเช่นเดียวกับสนธิ ลิ้มทองกุล เขายกทัพบุกตะลุยเข้าไปในเกือบทุกประเทศของเอเซีย เท่านั้นไม่พอ ความมักใหญ่ใฝ่สูงที่เป็นพื้นฐานอันแท้แห่งจิตใจของเขา กำหนดให้เขามุ่งหน้าสู่ยุโรป และอเมริกา แล้วเขาก็มีสภาพไม่แตกต่างจากจักพรรดิเจงกีสข่าน คือ พ่ายแพ้ และตายคาสนามรบ เนื่องจากเป็น เขาเป็นโมกุลเทียม ที่สถาปนาตัวเอง มิใช่ โมกุลแท้ ที่ชาวโลกยกย่อง
ความไม่พร้อมของสนธิ ในขณะนั้น ถูกเปิดเผยขึ้นมาเมื่อเขาพ่ายแพ้สงคราม ประกอบด้วย ความไม่พร้อมด้านทุน เนื่องเพราะทุนที่สนธิ อวดอ้างว่ามีเยอะ มีมหาศาล เพียงพอต่อการรบพุ่งในสมรภูมิสื่อระดับโลก นั้น แท้จริงแล้ว เป็นทุนที่ระดมมาจากการเก็งกำไร และเงินกู้ระยะสั้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และความไม่พร้อมด้านเนื้อหา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจสื่อ สนธิ มีเกินพอสำหรับการทำสื่อในประเทศ แต่ยังมีไม่เพียงพอ สำหรับการทำสื่อระดับโลก
การพ่ายแพ้ของสนธิ ทำให้เขากลายเป็นอดีตไทคูน อดีตโมกุล ที่ถูกลบชื่อออกจากทำเนียบนักธุรกิจสื่อที่มีสีวัน น่าตื่นเต้นเร้าใจ ไปอย่างรวดเร็ว และต้องหวนกลับคืนสู่รากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง นั่นคือ การทำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เพื่อเป็นฐานอำนาจ และเป็นหัวเชื้อเรียกหาความยิ่งใหญ่ในอดีตของตัวเองกลับคืนมาอีกครั้ง
ในห้วงเวลา 7 ปีทองของสนธิ ลิ้มทองกุล เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ มากกว่าอยู่ในประเทศไทย เนื่องเพราะความเชื่อในทฤษฎีโลกานุวัตร ที่ตัวเองสร้างขึ้น และพาให้ผู้คนทั้งประเทศหลงเชื่อตามไปด้วย จนได้รับบาดเจ็บเจียนตาย ทั้งเจ้าทฤษฎีและผู้ปฏิบัติตาม พากันเป็นหนี้สินรุงรัง กระทั่งมาหูตาสว่าง เมื่อได้รับฟังพระราชดำรัส "เศรษฐกิจพอเพียง" เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540
วิญญาณเสือตัวที่ 5 จึงถูกสะบัดออกจากร่างของสนธิ ลิ้มทองกุล ให้กลับกลายมาเป็นแมวไทยอีกครั้งหนึ่ง
สนธิ ก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมที่เกิดจากความผิดพลาดของเขาเอง โดยมีทฤษฎี "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นทางลง และคำอธิบายให้แก่ผู้คนทั้งหลายว่า เขาเปลี่ยนตัวเอง เพราะเขาคิดผิดทั้งหมด
"มันเป็นอดีต ตอนนี้ไม่ต้องการเลย เสียใจที่เคยคิดอย่างนั้น เพราะว่าเราทำความใหญ่ พิเศษในเรื่องเล็กๆ ได้ดีที่สุด สิ่งที่ทำไม่จำเป็นต้องใหญ่ ถึงมันจะเล็กขอให้มันใหญ่ในตัวมัน ใหญ่ในแง่คุณภาพมันก็ใหญ่" คือคำตอบของสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อถูกถามว่าเขากำลังทวงความยิ่งใหญ่ในอดีต กลับคืนมาหรือไม่ ในการขับเคลื่อนทัพ ชนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนี้
ถึงแม้ สนธิ จะยอมรับแล้วว่า ฝันของเขาได้สลายไปแล้ว อาณาจักรธุรกิจเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พังทลายลงแล้ว และโมกุลแห่งเอเซีย ได้ดับสิ้นไปแล้ว
แต่กลับมีการเกิดขึ้นของ อาณาจักรไทยเดย์ดอทคอม ขึ้นมาแทน และเขากำลังจะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยการออกตัวจากจุดสตาร์ท ในประเทศ อีกครั้งหนึ่ง
สนธิ คาดหวังที่จะมีผลงานการล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นประกาศนียบัตร เป็นใบเบิกทางการกลับคืนสู่วงการธุรกิจ ของเขา อีกครั้งหนึ่ง
/////////////////////////////////////////////////////////
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับเนื้อหาในตอน "ฝันล่ม อาณาจักร สลาย โมกุลดับชีพ" จากหนังสือ "ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่ม 2" อ่านแล้วคงได้รู้กำพืดของสนธิ ลิ้มทองกุล ดียิ่งขึ้น
แต่ก็อย่างที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ ว่า ".....ถึงแม้ สนธิ จะยอมรับแล้วว่า ฝันของเขาได้สลายไปแล้ว อาณาจักรธุรกิจเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พังทลายลงแล้ว และโมกุลแห่งเอเซีย ได้ดับสิ้นไปแล้ว
แต่กลับมีการเกิดขึ้นของ อาณาจักรไทยเดย์ดอทคอม ขึ้นมาแทน และเขากำลังจะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยการออกตัวจากจุดสตาร์ท ในประเทศ อีกครั้งหนึ่ง
สนธิ คาดหวังที่จะมีผลงานการล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นประกาศนียบัตร เป็นใบเบิกทางการกลับคืนสู่วงการธุรกิจ ของเขา อีกครั้งหนึ่ง..."
ซึ่งประโยคที่ผู้เขียนได้ทิ้งท้ายเอาไว้เป็นปริศนา สำหรับผมแล้ว คิดว่าผู้เขียนน่าจะแปลความได้ว่า "เชื้อชั่วไม่มีวันตาย"
แล้วท่านผู้อ่านหล่ะครับ คิดว่าน่าจะแปลความหมายว่าอย่างไร......?
อ่าน'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 3 'แค้นสั่งฟ้า' คลิ๊กที่นี่
อ่าน'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 2 คลิ๊กที่นี่
อ่าน'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 1 คลิ๊กที่นี่





