WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 25, 2008

ท้าไทยพีบีเอสแข่งเอ็นบีที จักรภพไม่เกี่ยงมีงบน้อยกว่า [25 มี.ค. 51 - 04:27]

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการพบปะสื่อมวลชน ที่หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ภายหลังเป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวเปิดสถานีโทรทัศน์ NBT ที่สตูดิโอใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ถนนวิภาวดีรังสิต ถึงการทำงานในอนาคต วานนี้ (24 มี.ค.) ว่า หลังจากปรับปรุงสถานีโทรทัศน์ NBT เรียบร้อยแล้ว จะเข้าไปดูแลงาน บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) แม้ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จะเป็นบริษัทมหาชน ตนก็จะเข้าไปดูด้านนโยบาย อาทิ เรื่องรายได้ เพราะผลประกอบการเมื่อเดือน ม.ค.ของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เมื่อหักค่าสัมปทาน สถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 อสมท กับ UBC ไปแล้ว พบว่าบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ขาดทุน 27 ล้านบาท ตนจึงอยากจะเข้าไปคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อประเด็นจะเข้าไปดูแลสถานีโทรทัศน์ TPBS ด้วยหรือไม่ ว่า ยังไม่มีนโยบายเพราะสถานีโทรทัศน์ TPBS มีกฎหมายและภาษีที่ดูแลตัวเอง จึงเหมือนตัดสายสัมพันธ์กับรัฐบาลไปหมด ตนจึงอยากให้ประชาชนตัดสินทีวีสาธารณะด้วยตัวเอง และการที่ยกระดับสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เป็น สถานีโทรทัศน์ NBT ถือเป็นสื่อสาธารณะเช่นกัน ต้องมีการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ เสนอรายการดี ๆ ให้ประชาชนตัดสินอย่าลืมว่าสถานีโทรทัศน์ TPBS มีงบเกือบ 2,000 ล้านบาทต่อปี แต่ สถานีโทรทัศน์ NBT มีงบ 200 ล้านบาทต่อปีแต่ตนก็จะตั้งใจปรับปรุงให้มีการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ของทั้ง 2 ช่อง

ยุบพรรคหรือยุบ กกต.

ผมว่าก่อนที่เราจะมาแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทยและคนไทยกว่า 63 ล้านคนนั้น เราควรจะทำความเข้าใจให้กระจ่างชัดว่า...เราจะทำด้วยเหตุผลอะไร??ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจและยอมรับกันเสียก่อนว่า

กกต. ซึ่งเป็นชื่อย่อของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีที่มาจากไหน?? จากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ คมช. ใช่หรือไม่??และ คมช. มาจากไหน มาจากการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจของทหาร ภายใต้การนำของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ถูกต้องหรือเปล่า??ส่วนพรรคการเมืองที่ กกต. พูดถึงตลอดเวลาว่าอาจถูกยุบมาจากไหน??

คำตอบมีว่า....พรรคการเมืองทุกพรรคมาจากประชาชน!! แล้วเราควรจะยุบใคร?? ระหว่างพรรคการเมืองกับ กกต.?? ในเมื่อมันชัดเจนแล้วว่า กกต. มาจาก คมช. มาจากอำนาจทหาร แต่พรรคการเมืองมาจากประชาชนล้วนๆ ทุกวันนี้ มีคนตั้งข้อสงสัยเพราะข้องใจว่า...ทำไม กกต. ชอบพูดคำว่า “ยุบพรรค” ในที่สาธารณะ??เรื่องนี้ว่าไปก็เป็นเรื่องใหญ่!!เพราะ “การยุบพรรค” คือ โทษประหารชีวิตในทางการเมืองใช่หรือไม่??

มีคนเปรียบเทียบให้เห็นกันชัดๆ ว่า ถ้าทุกวันนี้ตำรวจที่จับผู้ร้ายออกมาให้สัมภาษณ์ทุกวันว่า ผู้ร้ายที่จับมาได้จะมีโทษถึงประหารชีวิต คือ ต้องฆ่าทิ้งมันมีผลทำให้ผู้ร้ายฮึดสู้ และอาจจะฮึดขึ้นมาฆ่าตำรวจให้ตายตามไปด้วย เหมือนที่พรรคการเมืองทั้งหลายกำลังจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกติกาใหม่ถึงตอนนั้น...กกต.เองก็อาจจะลำบาก!!พฤติกรรมของ กกต. ในวันนี้ สร้างความคลางแคลงใจให้กับประชาชนทั้งประเทศ การที่ กกต. ออกมาพูดติดปากเหมือนท่องสูตรคูณว่า...

ต้องยุบพรรค!!ต่างประเทศเองก็เชื่อถือมั่นใจเมืองไทยน้อยลง เพราะไม่รู้ว่า 3 พรรคใน 5 พรรคที่เป็นรัฐบาล จะถูกยุบพรรคทิ้งเมื่อไร??มันเป็นปรัชญาที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง...คน 5 คนที่มาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิวัติ คือ กกต. มามีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าคนไทยหลายสิบล้านที่เลือก ส.ส. และพรรคการเมืองทั้งหลายเข้าสภา!!ผมว่า...เลิกคิดเลิกรอมชอมเสียเถิดครับ

แก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ซะ!! เพราะ “ที่มาของมัน” เป็นอย่างไรก็รู้ๆ กันอยู่ ทำไมเราต้องให้คนเพียง “ไม่กี่คน” มาครอบงำ! มามีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าประชาชนเป็นสิบๆ ล้านคน??ณ วันนี้ เราผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว มีรัฐบาลแล้ว! ประเทศกำลังจะเดินหน้าต่อไปเพื่อแก้ปัญหาที่ คมช. ก่อเอาไว้ แล้วมันเรื่องอะไรที่เราจะต้องมาเลือกตั้งกันใหม่ เพราะพรรคการเมือง 3 พรรคใหญ่ถูกสั่งยุบ?? (โดย กกต. ที่มาจากการแต่งตั้งของ คมช.)

“สองคม”

ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด

ใครคือมัน

เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง..แต่ก็มีความพยายามที่จะทำให้เป็นเรื่องเรื่องการยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย..ที่หลุดออกมาอย่างตั้งใจ จะทำให้เรื่องมันยุ่ง..และกำลังจะนำไปสู่สิ่งที่ยุ่งมากกว่า..เพราะสมาชิกพรรคที่กำลังจะถูกยุบ..เริ่มมีความเห็นตรงกันว่า..ในเมื่อเรื่องยุ่งมันมาจากข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ..ก็ดับไฟมันซะตรงต้นลมนั่นแหละ..วิธีแก้ปัญหานั่นคือการแก้รัฐธรรมนูญ

แต่นั่นอาจจะเป็นหลุมพราง..ที่ถูกขุดไว้..เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น..คือ การเปิดทางให้กับการเคลื่อนไหวของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่กำลังสอดส่ายหาช่องทาง..ที่จะซ่องสุมกำลังสร้างการชุมนุมผู้คนขึ้นมาต้องไม่ลืมว่า..การทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และ 2550 นั้น..ประเทศถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย และมีประชาชนนับ 10 ล้านคน ที่ยืนกันอยู่คนละข้าง ถือหางรัฐธรรมนูญกันคนละฉบับ

ฝ่ายที่ต้องการทำลายรัฐบาลนี้..จะฉกฉวยโอกาศ..เอาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น..ประจุดินปืนเพื่อก่อหวอด..หลายๆ ครั้งในอดีต..รัฐบาลถูกโค่นล้มลงไปในระหว่างมีวิกฤติการณ์รัฐธรรมนูญ..ครั้งนี้..ดูจากอาการแกล้งโง่แกล้งบ้าของ..ผู้จุดเชื้อแล้ว..เห็นได้ชัดเจนถึงความเลวบัดซบ..อายุป่านนั้น..มันยังกระสันในอำนาจ จนไม่สนใจต่อความล่มจนของบ้านเมือง..

ห่างแค่ก้าวจากกล่องนอนบนฟูกดอกไม้จันทน์..มันก็ยังดังทุรังแกล้งบ้าแกล้งใบ้..ยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียว ทั้งๆ ที่พันครูหมื่นอาจารย์ก็สั่งสอนกันมาว่า..นิติศาสตร์โดดๆ นั้นมันไม่มีในโลก..เจตนารมณ์ของการมีข้อบังคับต่างหากที่สำคัญถึงประเทศไทยจะยังไม่ศิวิไลซ์..จนถึงการมี “ลูกขุน” เป็นผู้ชี้ถูกชี้ผิด..แต่เราก็พ้นจากความป่าเถื่อนมาแล้ว..จากการชี้ถูกชี้ผิดโดยคนๆ เดียว..

ด้วยความเคารพต่อ..สถาบันที่มันผู้นั้นสังกัด..ด้วยคารวะต่อ..เครื่องแบบอันทรงเกียรติที่ท่านสวมใส่..เรา..จึงไม่ออกชื่อ..“มัน” ผู้กำลัง “บ้าคลั่ง” ต่อการที่จะสร้างวิกฤติการณ์การเมืองครั้งใหม่..แต่เราต้อง..ส่งดอกไม้ช่อใหญ่ไปให้..พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์..ทำให้รู้ว่า “ใครคือมัน”

พญาไม้

พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

No! ประชามติ

“ที่ไม่อยากเร่งแก้ ก็เพื่อความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพราะถ้าแก้ตอนนี้ ก็ต้องมีการเลือกตั้งกันใหม่ หรือกลับไปสู่สนามรบกันอีกครั้ง”เสียงของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเอาไว้ เมื่อวันที่ 3 ก.พ. หลังจากถูกถามถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550ก่อนจะย้ำหนักแน่นว่า...การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นช่วง 3 เดือนสุดท้าย ก่อนที่รัฐบาลจะหมดอำนาจ

แต่หลังจากที่ นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ออกมาให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ว่า...รัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรค 2 และกฎหมายเลือกตั้ง 103 วรรค 2 ที่ระบุชัดว่า หากหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคกระทำผิดกฎหมาย “ให้ถือว่า” พรรคการเมืองได้อำนาจการปกครองโดยวิถีทางที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย โยงไปถึงเข้ากฎหมาย ม.94(1) ของกฎหมายพรรคการเมือง ว่าด้วยฐานความผิดที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรค เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดเช่นนี้ กกต. จะทำเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่???

“...หากกฎหมายมันเขียนคำว่า “ให้ถือว่า” เช่นในกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 103 วรรค 2 ก็จะแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เว้นแต่เขียนว่า “ให้สันนิษฐานไว้ก่อน” หากเขียนอย่างนี้ก็อาจจะแปลเป็นอย่างอื่นได้ แต่เมื่อเขียนอย่างนี้ก็คล้ายๆ ว่า มัดเอาไว้เลย พูดง่ายๆ คือ มันก็ “รัดคอ” กกต. ไว้ ไม่มีทางที่จะเห็นเป็นอย่างอื่นได้เลยในความเห็นผม” เท่านั้นเอง คลื่นแห่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ดังกระหึ่ม!!! ทั่วบ้านทั่วเมืองมีทั้งกระแสคัดค้านและตอบรับรวมๆ ความเห็นของพวกที่คัดค้าน มองว่า...รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพิ่งจะประกาศใช้ได้ไม่กี่เดือน

อีกทั้ง ยังได้ผ่านความเห็นชอบจากการลงประชามติมากกว่า 14.7 ล้านเสียง หรือคิดเป็น 57.81% ของออกมาใช้สิทธิเฉียดๆ 26 ล้านคนหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมือง แลกกับการ “ยุบ-ไม่ยุบพรรค” แล้วก็ไม่ควรจะเร่งรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550ต่างจากความเห็นของกลุ่มสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่า...มันผิดตั้งแต่ทหารทำการยึดอำนาจรัฐบาล และ “ฉีกทิ้ง” รัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว

ดังนั้น กรณีทหารได้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยมี นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานฯ และให้ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ นั่งตำแหน่งประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง???ยิ่งเป็น น.ต.ประสงค์ ผู้ที่ประกาศชัดเจนว่า ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ พรรคไทยรักไทย รวมถึง “ร่างทรง” ในสีเสื้อพรรคพลังประชาชน ด้วยแล้วก็ยิ่งไม่ถูกต้องไปกันใหญ่!!!

เพราะอาจมี “วาระซ่อนเร้น” กระทั่ง มิอาจจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยใจ “เป็นกลาง” และ “เป็นธรรม” ได้ไม่เพียงแค่นั้น คนกลุ่มนี้ยังหาเหตุผลมา “หักล้าง” ความคิดที่ว่า...รัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ผ่านประชามติมากถึง 14.7 ล้านคน หรือราว 57.81% โดยระบุว่า...การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น มีการยกข้ออ้างมาขู่กันหลายระดับ ตั้งแต่... หากรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ผ่านการพิจารณา จะไม่มีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ และรัฐบาล “ขิงแก่” ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คงต้องทำหน้าที่บริหารประเทศต่อไป

รวมถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานฯ ก็จะต้องทำหน้าที่ “สภาฯ คมช.” จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ขณะที่หลายคน ก็คิดแต่เพียงว่า...ขอให้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปก่อน เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. และจะได้มี รัฐบาลชุดใหม่ เข้ามาบริหารประเทศ จากนั้น ก็ค่อยๆ แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั่นเอง จึงเป็นที่มาของการยอมผ่านร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ไม่ใช่เพราะ “ยอมรับ” ในความเป็นรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

อีกทั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญเอง ก็ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชน ผู้มีสิทธิโหวต “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้มี “ทางเลือก” มากนักเพราะไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นที่ว่า...ควรจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับบางมาตราของรัฐธรรมนูญฉบับนี้หากจะ “รับ” ก็ต้อง “รับ” ทั้งหมด 309 มาตรา (ไม่นับรวมกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ) ส่วนประเด็นที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยระบุว่า..การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะต้องการรักษาประโยชน์ของพรรคการเมืองบางพรรคนั้น

เรื่องนี้ นายสมัคร สุนทรเวช พูดชัดเจน ระหว่างจัดรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ว่า...“ส่วนตัวอยากจะทำทั้งหมด ยกเว้นหมวดที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์เพราะทำมาดีแล้ว ส่วนหมวดอื่นๆ ต้องเอารัฐธรรมนูญปี 2540 มาประกอบ มาตราไหนดีก็เก็บเอาไว้ และต้องมีประเด็นใดเพิ่มเติม มาตราใดที่ไม่ดีก็ต้องตัดออก...”ชัดเจนว่า...จะไม่มีการแก้ไขเพียงมาตราใดมาตราหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือพรรคของตัวเองแต่ที่ นายสมัคร พูดผิดอย่างแรง ก็คือ...

ความคิดที่จะให้ทำประชามติ “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 หากงบประมาณที่ใช้เพื่อการนี้ไม่เกิน 500 ล้านบาท
เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ระบุชัด ในหมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 291 ที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการทั้งหมด 7 วงเล็บแต่ไม่มีวงเล็บใดเลยที่บอกว่า...หากต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะต้องทำประชามติโดยการฟังเสียงของประชาชน!!!

หมายความว่า...หากทุกอย่างเข้าหลักเกณฑ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะขั้นตอนรับหลักการ จะต้องมีคะแนนเห็นชอบในการแก้ไขไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของทั้ง 2 สภา (ส.ส. 480 คน รวมกับ ส.ว. 150 คน)นั่นก็คือถ้าพรรครัฐบาลสามารถจะรวมเสียง ส.ส .และ ส.ว. ที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 จนถึงกึ่งหนึ่งของทั้ง 2 สภา หรือ 316 เสียงขึ้นไปแล้วก็สามารถดำเนินการได้ทันที!!!

ดังนั้น การที่นายสมัครคิดจะใช้เงิน 500 ล้านบาท หรือ 2,000 ล้านบาท เพื่อการทำประชามติแล้วอาจถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำถึงตรงนี้ หากรัฐบาลซึ่งมีจำนวน ส.ส. รวมกัน 315 เสียง สามารถจะรวมตัวกันได้อย่างเหนียวแน่นและเป็นเอกภาพล่ะก็ ที่เหลือ เพียงควานหาเสียงสนับสนุนจากฝั่ง ส.ว. อย่างน้อย 1 คน ก็สามารถจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่จำเป็นจะต้องทำประชามติกันแล้ว

ไม่ว่าความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 จะเกิดขึ้นหรือไม่? และเหตุผลที่หักล้างกันระหว่าง...ฝ่ายคัดค้านและฝ่ายสนับสนุนจะเป็นเช่นใด? และใครจะได้ประโยชน์สูงสุด หลังจากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้แต่จากมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 แล้ว การจะแก้ไขเพิ่มเติมสามารถจะดำเนินการได้ทันทีไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน แม้แต่สตางค์แดงเดียว เพราะไม่มีกฎหมายใดรองรับ

“บางกอกทูเดย์” จึงขอย้ำว่า...ใครก็ตามที่คิดจะเบี่ยงเบนประเด็น “แก้ไข” หรือ “ไม่แก้ไข” รัฐธรรมนูญปี 2550 ด้วยการบอกว่า...ต้องทำประชามติล่ะก็งานนี้ ถือเป็นการ “ต้ม” ทั้งคนเล่นและคนดูในคราวเดียวกันเลยเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ว่าจะเต็มรูปแบบอย่างที่ นายสมัคร สุนทรเวช เสนอมา หรือเฉพาะบางมาตราที่คนส่วนใหญ่ใน พรรคพลังประชาชน ต้องการนั้นNo! ประชามติ!!!.


ทุนสามานย์ หรือข้อกล่าวหาโสมม

กว่า 2 ปีที่ผ่านมา มีวาทกรรมทางการเมือง ที่ถูกยัดเยียดประโคมพร้อมกันอย่างดุเดือดในสังคมไทย 2 ชุด
คือ ระบอบทักษิณ กับทุนนิยมสามานย์ เป็นชุดวาทกรรมที่ถูกประณามหยามเยียดใส่ไคล้ จนน่าเกลียดน่ากลัว ประหนึ่งว่าทุนนิยมจะนำพาความล่มสลายมาสู่ประเทศชาติ

เป็นชุดวาทกรรมที่มีจุดมุ่งหมายล้มล้าง รัฐบาลพรรคเดียวของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อเป็นวาทกรรมที่ส่งผ่านจากนักวิชาการ และถ่ายทอดโดยสื่อหลายแขนงแบบกรอกหูย้ำคิดย้ำทำ ย่อมสัมฤทธิผลในระดับที่น่ากลัวทีเดียว
น่ากลัวจนหลายคนรังเกียจคำว่า ทุนนิยม อย่างไม่เคยมีมาก่อน ชนิดที่ว่าพร้อมจะเข้าป่ากินเผือกกินมันเป็นฤๅษีชีไพร หันหลังให้ทุนนิยมไปเลยทีเดียว

ในหมู่คนที่พอมีสติยั้งคิด อดถามไม่ได้ว่า สาเหตุใด ทุนนิยมจึงกลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจของผู้คนในประเทศนี้ไปได้ รังเกียจจริง หรือแกล้ง เป็นการแกล้งยืมเอามาวาดผีอย่างน่ากลัว เพราะทุนนิยมกลายเป็นสัญลักษณ์ของการบริหารงานของ อดีตนายกฯ ที่หลายฝ่ายสหบาทา มาดหมายให้พ้นไปจากการเมืองไทย ใช่หรือไม่

จริงหรือที่ใครคนใดคนหนึ่ง ประเทศใดประเทศหนึ่ง จะรังเกียจปฏิเสธทุนนิยมได้อย่างเด็ดขาดเบ็ดเสร็จ เล่ากันอย่างขำๆ ว่า ขอทานบนสะพานลอย หลังจากทนแดดเผา ยกมือไหว้คนมาทั้งวัน เมื่อนับเหรียญในขันยังบ่นขาดทุน
ยังมีคนตั้งข้อสังเกตถึงนิสัยประจำชาติ ที่คนโบราณสั่งสอนดักทางมาแต่อดีตว่า ไม่รู้ไม่ชี้ คือไม่รู้ ก็ไม่ชี้ หมายถึงไม่รู้ ก็อย่า (เสือก) ชี้ เพราะมันจะผิด ความผิดในระดับปัจเจกไม่ส่งผลร้ายมากนัก แต่เมื่อไม่รู้แล้ว (เสือก) ชี้ และชี้ไปทั้งสังคมเช่นนี้ ผลที่ตามมาย่อมเสียหายอย่างยิ่ง

ประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 60 ประจำวันเสาร์ที่ 22-วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พุทธศักราช 2551 ภูมิใจนำเสนอ งานสัมมนาทางวิชาการ จากนักวิชาการน้ำดี 3 ท่าน ที่จะมาปอกเปลือกอธิบายถึงที่มาที่ไปว่า สาเหตุใดทุนนิยมในประเทศนี้จึงกลายเป็นทุนสามานย์ไปได้

คนกลุ่มใด ตั้งข้อกล่าวหาให้ทุนนิยม กลายเป็นทุนสามานย์

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ นักวิชาการน้ำดีที่ออกมากระตุกเตือนสังคมไทยเป็นคนแรก ในทันทีที่มีการปฏิวัติ ว่า ระวังระบอบอำมาตยาธิปไตยจะกลับมา ประชาทรรศน์ ให้ความเคารพต่อมุมมองที่แหลมคมของอาจารย์เศรษฐศาสตร์ท่านนี้ ทุกถ้อยคำของท่านเป็นแสงสว่างทางปัญญาให้กับผู้คนในสังคมนี้ ที่ต้องการเข้าถึงความจริงโดยปราศจากอคติ เราจึงยินดีที่จะนำเสนอมุมมองความคิดของท่านให้แพร่หลายเป็นประโยชน์ เราเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าในอนาคต เมื่อฝุ่นเมฆหมอกจางลง ผู้คนในอีกฟากหนึ่ง จะกลับมาศึกษางานของอาจารย์พิชิต เหมือนคัมภีร์วิเศษเล่มหนึ่งเลยทีเดียว
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ฟันธง “ทุนเก่า” ภายใต้ระบบ “ทุนศักดินา-ทุนอภิสิทธิ์ชน-ทุนนิยมผูกขาด” ฮุบกิจการหลายอย่างในประเทศไทยมากว่า 50 ปี สร้างความร่ำรวยกันไม่กี่ตระกูล ทั้ง ธนาคาร-โรงปูน-โรงเหล็ก-โรงกลั่น ทำชาติหายนะในวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เพราะทุนพวกนี้เก่งแต่การผูกขาด จึงไม่ทันการแข่งขันในกระแส “โลกาภิวัตน์” การเปิดเสรีทางการเงินและการค้า

“ถึงวิกฤตการณ์เมื่อปี 2540 ว่า มันเกิดอะไรขึ้น และมันมีผลหรือนัยอย่างไรหลังจากนั้น ผมยังมองว่าตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 เกี่ยวโยงกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 ท่าทีที่เรามีต่อรัฐประหาร 2549 ว่ามันเป็นรัฐประหารที่ดี หรือมันเป็นรัฐประหารที่เลว เราจะปฏิเสธ หรือเราจะรับมันขึ้นอยู่กับมุมมองของคนคนนั้นที่มีต่อวิกฤตการณ์ปี 2540 อย่างชัดเจน

วิกฤตการณ์ปี 2540 มันเกิดมาก็ 10 ปีแล้ว ขึ้นปีที่ 11 ปัญหามีอยู่ว่า ผู้คนที่มองปัญหาเมื่อปี 2540 ก็ยังมองไปคนละทิศคนละทาง และก็สรุปกันไปคนละอย่าง ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ ในคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ นี้เอง ในหมู่คณาจารย์ที่เป็นนักเศรษฐศาตร์ที่เชื่อว่าตัวเองเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นยอดแล้วนะครับ ผมบอกว่าเชื่อว่านะครับ แต่จริงหรือเปล่าไม่รู้ คนที่เชื่อว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้ยยอดของประเทศไทยแล้วเนี่ย ก็ยังมองไปคนละอย่างเลย มองไปคนละทางว่าวิกฤตการณ์ปี 2540 นั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร และบทเรียนต่อประเทศไทยข้างหน้าควรจะทำอย่างไร สรุปกันไปคนละทางแบบ 180 องศาเลยนะครับ บางคนสรุปว่าเราต้องใช้เศรษฐกิจพอเพียง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนี่ยนะครับ แต่งเป็นเพลง แต่งเป็นกลอนออกมาร้องกันในคณะ ขณะที่บางคนซึ่งอาจจะมีผมคนเดียวมั้ง กับอีก 2-3 คนที่ไม่กล้าออกหน้า

สรุปได้อีกอย่างหนึ่ง บอกว่าโลกาภิวัตน์นั้นมันมีประโยชน์ต่อประเทศไทย อยู่ที่ว่าเราจะใช้มันอย่างไรให้ได้ประโยชน์ แล้วการใช้ให้ได้ประโยชน์มันคือการที่ประเทศไทยมีการปรับตัว ประเทศที่เขาสามารถใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ จนกระทั่งนำความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมมาสู่ของเขาได้นั้นมีตัวอย่างอยู่ และเราสมควรที่จะไปศึกษาประสบการณ์ตรงนั้น อันนี้ก็เป็นข้อสรุปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งตรงข้ามกันเลย ยกตัวอย่างว่า วิกฤตการณ์เมื่อปี 2540 ที่มีผลกระทบกับการเมืองในปัจจุบันนี้อย่างชัดเจนเลยนะครับ สิ่งที่เราปฏิเสธกันไม่ได้เลยก็คือ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
ลำดับที่มา “ทุนนิยมโลก”

ผมจะสรุปโครงสร้างสภาวะเศรษฐกิจไทยโดยย่อๆ ก่อนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจไทย ปี 2540 สภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก และเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง และมีการเปิดให้มีเงินทุนไหลเข้าเฉพาะรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในเวลานั้นเรียกกันอย่างผิดๆ ว่า เป็นการเปิดเสรีทางการเงินซึ่งไม่ใช่ จากนั้นจะพูดถึงวิกฤตการณ์ 2540 ว่าเกิดอะไร และจะพูดถึงว่า หลังจากเกิดวิกฤตการณ์แล้ว วงการวิชาการ วงการการเมือง มีการสรุปผลเป็นอย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนปี 2540 ในเหตุการณ์สำคัญคือ การล่มสลายของสังคมนิยมในปี 1989-1990 เริ่มต้นจากการล่มสลายของเยอรมันตะวันออก การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน สำหรับอายุอย่างพวกเรารู้ดี จนกระทั่งการล่มสลายของโซเวียต ประชากร 2-3 พันล้านคนที่อยู่ในระบบสังคมนิยม เข้าสู่ระบบทุนนิยม ประเทศเหล่านี้เปิดตลาด ให้มีกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในทรัพย์สิน ให้ธุรกิจส่วนบุคคล เปิดตลาดคน 2-3 พันล้านคน เคยอยู่ในขอบ ถูกเปิดออก แล้วมีเศรษฐกิจใหม่ มีเงินทอง มีการผลิตสินค้าและบริการที่อยู่ในกลุ่มนั้น และขณะเดียวกันเป็นโอกาสทำให้ตลาด 2-3 พันล้านคน คุณจะเอาของไปขาย หรือเอาเงินไปลงทุนได้

ทุกวันนี้เราจะเปิดภัตตาคารอาหารไทยในรัสเซียทำได้ จากที่เมื่อก่อนทำไม่ได้ เห็นไหมครับ การล่มสลายของสังคมนิยม และการขยายตลาดของทุนนิยม เป็น “ทุนนิยมโลก” เป็นครั้งแรก ถอยหลังขึ้นไป เรายังไม่มีระบบทุนนิยม ที่เรียกว่า ทุนนิยมโลก อย่างแท้จริง เพราะประชากรโลก 1 ใน 3 ไม่ได้อยู่ในระบบตลาด... ใครที่อ่านโลกาภิวัตน์ รายละเอียดจะเยอะ แต่สรุปหลักๆ มีแค่ 3 อันนี้ เงื่อนไขการเกิด เมื่อภาวะเป็นแบบนี้ประเทศต่างๆ เริ่มเห็นหนทาง เอ๊ะ...สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น มันลดภาษีนี่นะ เราอยู่ประเทศไทย เราส่งของไปขายได้ง่ายขึ้น แต่นั่นหมายความเราต้องลดภาษีให้เขาส่งของมาขายเราได้ง่ายขึ้น เขาลดอุปสรรคการลงทุนด้วยการลดภาษี ทุนต่างประเทศให้เราไปลงทุนในจีน รัสเซีย อเมริกา ยุโรป จีน ได้ง่ายขึ้น เราต้องให้ทุนเหล่านี้มาลงทุนในไทยได้ง่ายมากขึ้นด้วย นี่คือต่างตอบแทน ระบบทุนนิยมไทยต้องดำเนินการตามนี้..”

อ.พิชิต ย้ำถึงความผิดพลาดในอดีตว่าเป็นเพราะ สร้างกติกา “ทุนศักดินา” ผูกขาดธุรกิจ


“ทุนนิยมก่อนปี 2540 เป็นเรื่องการเติบโตของ ทุนขุนนาง ทุนอภิสิทธิ์ชน ทุนอุปถัมภ์ ที่มี ทุนต่างชาติ ส่วนหนึ่งเข้ามาร่วมมือ โตภายใต้การปกครองของรัฐ โดยนโยบายสร้างกำแพง และกำแพงนี้อยู่ของมันมาด้วยดีอยู่มาได้ตลอด และมีปัญหาของมันเอง อย่างเช่น ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย จะคุมเอาไว้ บีบบังคับไม่ให้ทุนต่างชาติเข้ามาแข่ง และจำกัดให้ธนาคารพาณิชย์มีแค่ 16 แห่ง ไม่ให้มีการเกิด ใน 16 แห่งนี้เป็นธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่มีเพียง 5 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ทหารไทย กรุงศรีอยุธยา นอกนั้นเป็นธนาคารเล็กๆ ทั้งหมด 16 แห่ง ภายใต้การคุ้มครองไม่ให้มีการแข่งขัน เพราะฉะนั้นธนาคารพวกนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของระบบทุนนิยมอุปถัมภ์ที่คอร์รัปชั่นและอยู่มาได้โดยตลอด โดยการคุ้มครอง แบ็กอัพของรัฐ และเวลาเกิดปัญหาขึ้นมา เอาเงินภาษีของประชาชนไปอุด...

ดังนั้นสรุปได้ว่า การเกิดวิกฤตการณ์ปี 2540 คือความพยายามของทุนนิยมไทย ที่จะใช้ประโยชน์ฉกฉวยจากโลกาภิวัตน์ แล ะการไหลเวียนของเงินทุนและการค้าเสรี ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจ ทุนนิยมแบบเดิมๆ แบบผูกขาดตัดตอน แบบที่รัฐและทุนอภิชนเข้าครอบงำเศรษฐกิจต่างๆ แบบระบบที่ควบคุมและกีดกัน โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนบางกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์ในระบบ โดยที่กลุ่มทุนธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอีทั่วๆ ไป และประชาชนคือเหยื่อ จะไปกู้เงินก็ไม่รู้จะไปกู้ที่ไหน สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ มีเงินเหลือจะไปฝาก ไม่รู้จะฝากที่ไหน ต้องฝากสถาบันการเงิน มันเป็นแบบนี้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น”

อ. เรืองยศ จันทร์คีรี ผอ.สถาบันสุวรรณภูมิภิวัฒน์ ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป และ “ทุนนิยม” เป็นสิ่งที่หนีไม่พ้นในโลกยุค “โลกาภิวัตน์” แนะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หยุดผลิตถ้อยคำลวงโลก อะไรก็เลวไปเสียหมด ลดความอิจฉา ชี้ต้องประสาน ไม่ใช่ปะทะกัน บ้านเมืองจึงจะสงบสุข

ดร.วรพล พรหมิกบุตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุ ทุนนิยมเข้าประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 และซึมเรื่อยมา แม้แต่การเปลี่ยนแปลงการเมือง 2475 ยังถือได้ว่าเป็นโลกาภิวัตน์ทางการเมือง
อย่าช้า..อย่าพลาดไปที่แผงด่วน ด้วยราคา เพียง 35 บาท แล้วท่านจะรู้ว่า ทุนนิยมสามานย์ หรือข้อกล่าวหาโสมมกันแน่


สันติวิธีและทางรอดของการยุติความรุนแรงในภาคใต้

จากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดโรงแรม ซี เอส ปัตตานี และการยิงเข้าใส่มัสยิดที่จังหวัดยะลา รวมถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้นั้น ขอเสนอแนวทางสันติวิธี ที่เป็นยุทธการที่เคยประสบผลสำเร็จมาแล้วในอดีต มานำเสนอ และขอเชิญทุกท่านมีส่วนร่วมคิดค้น ปฏิบัติการต่างๆที่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นจริงด้วย ข้อเสนอเหล่านี้ปรับปรุงและเรียบเรียงมาจาก หนังสือ สร้างสันติด้วยมือเรา ที่หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย
ปรากฏการณ์ของสันติวิธี

ปรากฏการณ์ทางสังคมที่เป็นสันติวิธีนั้น สามารถดูได้จากการกระทำของผู้ปฏิบัติ
การ ซึ่งสามารถแบ่งกว้างๆ ได้เป็น 3 วิธี คือ

1. การประท้วงโดยไร้ความรุนแรงและการโน้มน้าว ได้แก่ การกระทำเพื่อแสดงออกซึ่งการคัดค้านหรือสนับสนุนบางสิ่งบางอย่าง อาจมุ่งหมายให้เกิดผลกระทบแก่คู่กรณีเป็นหลัก เช่น ให้เขารู้ถึงปฏิกิริยาความรู้สึกของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่รุนแรง หรือโน้มนำให้ผู้ใช้ความรุนแรง รวมถึงคู่ขัดแย้ง เปลี่ยนแปลงแก้ไข ปฏิบัติการยังอาจมีจุดหลักอยู่ที่สาธารณชนกระตุ้นให้คนทั่วไปตระหนักถึงปัญหา และเข้าร่วมในการเปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นกลุ่มเป้าหมายยังอาจได้แก่ ผู้ประสบทุกข์ เพื่อชักนำให้เขาลงมือกระทำการด้วยตัวเขาเอง

วิธีดังกล่าวเป็นเบื้องต้นหรือขั้นตอนแรกของปฏิบัติการไร้ความรุนแรง ปฏิบัติการอีก 2 ประเภทหลังมักต้องผ่านขั้นตอนนี้หรือต้องมีขั้นตอนนี้ควบคู่ไป วิธีการนี้ผู้คนมักนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย

วิธีการดังกล่าวแบ่งได้เป็น 10 กลุ่มย่อย คือ
1.1 การประกาศอย่างเป็นทางการ โดยอาศัยการพูดในที่สาธารณะ จดหมาย แถลงการณ์ คำร้องเรียน วิธีการนี้อาจไม่ได้ผลนัก ถ้าถ้อยแถลงการณ์ต่างๆ ไปไม่ถึงผู้ก่อความรุนแรง
1.2 การสื่อสารกับคนวงกว้าง โดยใช้คำขวัญ ภาพล้อ แผ่นผ้า ใบปลิว แถบบันทึกเสียง เขียนข้อความบนท้องฟ้าและบนพื้นดิน
1.3 การจัดกลุ่มตัวแทน เพื่อเข้าพบบุคคลที่เกี่ยวข้อง การรณรงค์ในสภา การเลือกตั้ง การมอบรางวัลล้อเลียน
1.4 ปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์ เช่น การติดธงและสีสัญลักษณ์ การวาดภาพประท้วง การใช้ไฟหรือเสียงเป็นสัญลักษณ์ในการประท้วง การส่งมอบสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ การสวดมนต์และทำพิธีทางศาสนา
1.5 การกดดันต่อปัจเจกบุคคล เช่น เยาะเย้ยหรือแสดงความเป็นมิตรต่อบุคคลในฝ่ายคู่กรณี
1.6 ละครและดนตรี รวมถึงการร้องเพลง และการเสียดสีล้อเลียนในเชิงตลกขบขัน
1.7 ขบวนแถว เช่น การเดินขบวน การใช้ขบวนแห่ทางศาสนา การเดินจาริก ขบวนรถ
1.8 การให้เกียรติผู้ตาย เช่น การไว้อาลัยทางการเมือง การชุมนุมในพิธีศพ พิธีฝังศพประท้วง
1.9 การชุมนุมในที่สาธารณะ ได้แก่ การชุมนุมประท้วง การประชุมอภิปรายคัดค้าน
1.10 การเพิกถอนและการสละสิทธิ์ เช่น การตบเท้าออก การนิ่งเงียบรวมหมู่ การยืนหันหลังให้ การสละคืนเกียรติยศที่เคยได้รับ

กรณีตัวอย่างที่ใช้วิธีดังกล่าวอย่างได้ผล คือ การติดเข็มกลัดกระดาษในหมู่ชาวนานอร์เวย์และการติดดาวเหลืองในหมู่ชาวเดนมาร์กเพื่อประท้วงนาซี การเผาหมายเกณฑ์ทหารและการเอาเลือดละเลงนาปาล์มโดยชาวอเมริกาที่ต่อต้านสงครามเวียดนาม การส่งขวดหมึกนับพันขวดให้ประธานาธิบดีเคนเนดี้ เพื่อเรียกร้องให้เร่งลงนามในคำสั่งที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชนของคนผิวดำ การนำเครื่องหมายเกียรติยศที่ชาวอินเดียชั้นสูงได้รับ คืนแก่รัฐบาลอังกฤษที่ปกครองอินเดีย

2. การไม่ให้ความร่วมมือ
เป็นการปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมืออย่างที่เคยให้แก่คู่กรณี ซึ่งอาจเป็นบุคคล สถาบันหรือระบอบการปกครอง อาจเป็นการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง หรือลดลงในบางระดับ เรียกอีกอย่างว่าการดื้อแพ่งหรือการคว่ำบาตร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ การไม่ให้ความร่วมมือทางสังคม การไม่ให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการไม่ให้ความร่วมมือทางการเมือง
2.1 การไม่ให้ความร่วมมือทางสังคม แบ่งเป็น 3 ประเภท
2.1.1 การอัปเปหิบุคคล เช่น การปฏิเสธที่จะมีความสัมพันธ์ทางสังคมหรือทางเพศ การขับออกจากศาสนา การปฏิเสธที่จะทำพิธีทางศาสนาให้ กรณีที่ได้ผลในสังคมไทยคือ หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ผู้คนในสังคม ไม่เชิญ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และบุคคลในคณะรัฐประหาร รสช. ไปในงานทางสังคมต่างๆ
2.1.2 การไม่ให้ความร่วมมือกับกิจกรรม ประเพณีและสถาบันทางสังคม เช่น การคว่ำบาตรงานสังคม การงดเรียน การงดเว้นกิจกรรมทางสังคมและกีฬา การละเมิดประเพณีของสังคม การถอนตัวจากสถาบันทางสังคม
2.1.3 การถอนตัวจากระบบสังคม เช่น การอยู่แต่ในบ้าน การผละงาน การหายตัวเป็นกลุ่ม การอพยพเพื่อประท้วง
2.2 การไม่ให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ที่โดดเด่นคือ การคว่ำบาตร ซึ่งแบ่งออกเป็น
2.2.1 การคว่ำบาตรของผู้บริโภค เช่น งดซื้อสินค้า งดใช้บริการ ปฏิเสธจ่ายค่าเช่า
2.2.2 การคว่ำบาตรของคนงานและผู้ผลิต เช่น ปฏิเสธที่จะใช้เครื่องมือที่ผลิตภายใต้สภาพที่เขาไม่เห็นด้วย การปฏิเสธที่จะขาย
2.2.3 การคว่ำบาตรของคนกลาง คือ การปฏิเสธจัดจำหน่ายสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง
2.2.4 การคว่ำบาตรของเจ้าของและผู้จัดการ เช่น ปิดโรงงาน ไม่ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแก่คู่กรณี
2.2.5 การคว่ำบาตรของผู้คุมทรัพยากรทางการเงิน เช่น ปฏิเสธการจ่ายค่าธรรมเนียม เงินต้นชำระและภาษี ปฏิเสธการชำระหนี้หรือดอกเบี้ย การตัดทุนและสินเชื่อ การทำให้รัฐขาดรายได้
2.2.6 การคว่ำบาตรของรัฐบาล เช่น ห้ามค้าขายภายในประเทศ ห้ามขายหรือซื้อสินค้าระหว่างประเทศ
การไม่ให้ความร่วมมืออีกประเภทหนึ่งที่ใช้กันบ่อย คือ การนัดหยุดงาน
2.2.7 การนัดหยุดงานในเชิงสัญลักษณ์ โดยใช้เวลาสั้นๆ โดยอาจมีการบอกล่วงหน้า หรือกระทำโดยฉับพลัน
2.2.8 การนัดหยุดงานทางการเกษตร เช่น ผู้เช่าปฏิเสธที่จะทำงานในพื้นที่ของเจ้าของที่ดิน หรือคนงานรับจ้างปฏิเสธที่จะทำงานในไร่
2.2.9 การนัดหยุดงานทางอุตสาหกรรม ได้แก่ การหยุดงานในโรงงานหนึ่งๆ หรือหยุดงานทั้งภาคอุตสาหกรรม
2.2.10 การนัดหยุดงานเฉพาะกลุ่ม เช่น การหยุดงานของนักโทษหรือแรงงานเกณฑ์
2.2.11 การนัดหยุดงานจำกัดเขต เช่น การเฉื่อยงาน การปฏิบัติตามกฎอย่างละเอียดถี่ยิบทุกตัวอักษร การลาป่วย การลาออก
2.2.12 การนัดหยุดงานในอุตสาหกรรมหลายประเภท
2.2.13 การหยุดงานและการหยุดยั้งทางเศรษฐกิจ เช่น การปิดร้าน การทำให้เศรษฐกิจเป็นอัมพาต


ในฉบับต่อไป ขอเสนอแนวทางในการไม่ให้ความร่วมมือทางการเมืองและการเจรจา ซึ่งอาจมีความจำเป็นในสถานการณ์ในภาคใต้ปัจจุบัน

ศราวุฒิ ประทุมราช : tuactive@yahoo.com

แก้รัฐธรรมนูญ ต้องลดเงื่อนไขการเมือง?

การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กำลังถูกนำมาโยงเป็นเกมการเมือง ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยให้มีการเสนอขอแก้ไข

โดยพยายามลากเกมการเมืองว่า ฝ่ายรัฐบาล โดยพรรคร่วมรัฐบาลอย่างน้อยๆ 2 พรรค ในขณะนี้กำลังถูกรุมเร้าจากซีกของฝ่าย “อำนาจเก่า” ที่เพิ่งจะพ้นจากตำแหน่ง แต่ทิ้งลูกสมุนเอาไว้ โดยพยายามเดินหมากเดินเกมทิ่มแทงฝ่ายประชาธิปไตย ในกรณีการยุบพรรค

ไม่วายที่มีเกมการเมืองจากฝ่ายพรรคเก่าแก่ ที่เล่นเกมสปิริตสูง หวังโยงให้ถึงเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” จากคดีความในคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ที่อุตส่าห์ชงเรื่องมาให้ แต่ถูกจับได้ไล่ทันว่า เกมสปิริตนี้เป็นเพียงฉากสร้างภาพทางการเมืองเท่านั้น ที่แท้ก็ “หวงเก้าอี้” เหมือนกัน ทั้งหมดเลยถูกโยงเป็นเกมการเมือง

โดยมองว่า การที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการบุกรุกที่ดินบริเวณ “เขายายเที่ยง” นั้น คือเกมการตอบโต้จากรัฐบาล อย่างเด็ดสะระตี่ หวดทีเดียวถึงมือขวาอำมาตยาธิปไตย

โถ! กลเกมทางการเมืองแบบนี้ ว่าก็ว่า มีแต่เจ็บด้วยกันทุกฝ่าย

มันต้องมาดูถึงรากแก้วแห่งปัญหา จึงจะเห็นปัญญาในการทำให้ชาติบ้านเมืองมีความสงบสุขขึ้นมาได้ อย่ามาเล่นเกมนอกกติกานอกระบบแบบนี้อยู่ ไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น

ปัญหาคือ รัฐธรรมนูญ 2550 นั้น ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญที่กลุ่ม “โจรกบฏและพรรคพวก” ได้สมคบคิดร่างกันขึ้นมา หลังจากทำการโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตย และฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ปวงประชามหาชนได้ร่วมกันร่างขึ้นมา

เราเห็นได้ว่า มันไม่มีความชอบธรรมตั้งแต่เริ่มร่าง จึงกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “หัวมังกุด ท้ายมังกร” มีการกล่าวหาแต่เริ่มแรกว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสนามกอล์ฟ เพราะเลขาธิการยกร่างชอบตีกอล์ฟ ไปขึ้นกรีน ในการไปยกร่างในต่างจังหวัด

ส่วนเนื้อหาภายในมีการเขียนข้อความที่ขัดหรือแย้งกันเองอย่างเห็นได้ชัด ในแต่ละหมวด และในแต่ละมาตรา ยิ่งอ่านลึกลงไปยิ่งสร้างความสับสนในเชิงประชาธิปไตย ที่คณะผู้ยกร่างไม่สามารถตอบคำถามจากสาธารณชนได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของกรรมการในองค์กรอิสระที่ตั้งโดยคณะโจรปล้น

ประชาธิปไตย ผูกขาดเก้าอี้ไปอีก 6-8 ปี ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิเสรีภาพประชาชนจนล้นแก้ว แต่ถูกจำกัดด้วยกฎหมายความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตรวจสอบนักการเมืองเสียจนไม่มีใครกล้าทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมให้คณะโจรปล้นประชาธิปไตย

รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยได้พยายามผูกโยงเอาไว้เป็นเงื่อนตาย ในการทำให้การเมืองถึงทางตันหรือไม่ เป็นปัญหาที่น่าขบคิดก็จริงอยู่

แต่หากเราไม่เอาเกมการเมืองมาเป็นส่วนคิดอันสำคัญนี้ หรือนำมาตั้งเป็นโจทย์ใหญ่ ถามว่า เราควรจะแก้ไขหรือไม่
คำตอบทุกคนรู้แก่ใจ
นักวิชาการ (น้ำดี)
นักการเมือง (ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล)
องค์กรประชาชน หรือ เอ็นจีโอ (ที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ไม่กลับกลอก)
สื่อสารมวลชน (ฝ่ายประชาธิปไตย)
ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน (ที่ไม่เอาโจรปล้นประชาธิปไตย)

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อะไรเป็น ข้อด้อย ข้ออัปลักษณ์ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปสู่การบริหารจัดการประเทศ เพื่อให้ประชาชนผาสุข มีความอยู่ดีกินดี

หากฝ่ายบริหารไม่เข้มแข็ง แล้วเราจะหวังให้ประเทศเข้มแข็ง ให้ประชาชนเข้มแข็งได้อย่างไร การร่างรัฐธรรมนูญโดยมีอคติต่อนักการเมือง มีอคติต่อฝ่ายบริหารประเทศชาตินั้น มันจะทำให้เรายิ่งล้าหลังหรือไม่

ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเอาเกมการเมืองออกไปจากระบบคิดก่อน เอาความจริงใจของทุกคน ทุกฝ่าย ที่ต้องการให้ชาติบ้านเมืองเจริญเติบโต มานั่งคิดอ่านกันอย่างบริสุทธิ์ใจ และ ปราศจากอคติ เอาความเป็นกลาง ความเป็นธรรม นึกถึงเวลาที่ตัวเราโดนบ้างจะเป็นอย่างไรมาคิดตรึกตรองกันด้วย

หากต้องการจะแก้รัฐธรรมนูญ เราต้องสลัดเงื่อนไขทางการเมืองออกไป ไม่อย่างนั้นประเทศไทยคงไปไม่ถึงฝั่งที่เราต้องการ นั่นคือจุดหมายของการมีประชาธิปไตย ที่ทุกคนอยากจะเห็น เพราะนั่นคือ ความผาสุกของประชาชนทุกผู้ตัวคน


รัฐตำรวจ???

รัฐตำรวจที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่เรียกหาเผด็จการ เปิดประเด็นขึ้นมาโจมตีรัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กำลังรื้อฟื้นขึ้นมาอีก เป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเป็นรัฐตำรวจตรงไหน

แค่มีการย้าย นายสุนัย มโนมัยอุดม พ้นจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เด้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปปฏิบัติหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรี โยก พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล รองผู้บังคับการตำรวจบุรีรัมย์ ไปช่วยราชการที่ จ.ศรีสะเกษ และล่าสุดให้ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ไปฏิบัติงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผมยังมองไม่ออกว่ารัฐบาลชุดนี้จะฟื้นรัฐตำรวจขึ้นมาได้อย่างไร และเชื่อว่าด้วยข้อกฎหมายและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นไปไม่ได้ที่รัฐตำรวจจะฟื้นขึ้นมาได้อีก

หากย้อนประวัติศาสตร์ชาติไทย มีอยู่ยุคเดียวเท่านั้นที่ได้รับการเรียกขานว่าเป็นรัฐตำรวจ คือ ในช่วงที่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ คนที่ 9 ระหว่าง พ.ศ.2494-2500 ในรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

ที่เรียกกันว่ารัฐตำรวจ เพราะตำรวจมีอำนาจล้นฟ้า ตามสโลแกนที่ว่า “ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้”

ในยุคนั้น ตำรวจสามารถออกหมายจับ จับกุม สอบสวน ได้ครบกระบวนการ และบางคดีก็ตั้งตนเป็นศาลเตี้ย นักเลง อันธพาล ถูกจับเข้าคุกเข้าตะรางกันเป็นแถว นักการเมืองที่เป็นศัตรูกับรัฐบาลก็ล้มหายตายจากไปหลายคน

แต่ยุคนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ตำรวจเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย เป็นกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น การจะตรวจค้นจับกุมก็ต้องขอหมายศาล ไม่ได้ออกหมายตรวจค้นและหมายจับกันได้ตามสะดวกเหมือนอดีต แม้กระทั่งวิสามัญฆาตกรรมก็ต้องให้คนร้ายต่อสู้ขัดขวางจึงสามารถชักปืนยิงได้

มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจ สน.ประชาชื่น ยิงทหารตายท่ามกลางสายตาประชาชนที่ตลาดนัดย่านประชาชื่น ตำรวจคนที่ยิงยังชักปืนของทหารออกมาจากเอว แล้วเขี่ยไปให้วางอยู่ใกล้มือทหาร เพื่อให้มีภาพว่าทหารชักปืนออกมา จึงต้องยิงเพื่อป้องกันตัวเอง

ถ้าเป็นรัฐตำรวจ มีหรือที่ตำรวจจะแคร์สายตาประชาชน แค่ย้ายตำรวจ 2-3 คน เป็นเหตุผลที่อ่อนเกินไป ฟังไม่ขึ้นหรอกที่จะบอกว่ารัฐบาลชุดนี้จะฟื้นรัฐตำรวจ

และการย้ายตำรวจในทุกระดับเป็นเรื่องปกติของการบริหาร แต่พวกที่ย้ายไม่ปกติ ผู้ที่สั่งย้ายก็มีเหตุผลที่รับฟังได้ อย่างกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ก็มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมา เพื่อสอบสวนเรื่องต่างๆ ที่ถูกกล่าวหา

หรือกรณี พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ไปปฏิบัติงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูเหมือนสามารถขยายความให้ดูเหมือนว่าการเมืองรังแกข้าราชการ เพราะ พล.ต.ต.ชัยยะ เป็นหัวหน้าขบวนการสอบสวนให้ใบแดงแจ้งโทษกับ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขณะเดียวกัน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กระโดดฮุบเรื่องนี้ยื่นเป็นกระทู้สดให้นายกรัฐมนตรีตอบ ปรากฏว่า พล.ต.ต.ชัยยะ ยิ่งยับเยินหนักไปอีก เพราะก่อนจะมีการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พล.ต.ต.ชัยยะ ก็ปฏิบัติงานอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้าอยู่แล้ว

เมื่อจะมีการเลือกตั้ง ส.ส. ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ขอกำลังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มาคุ้มครองให้ความปลอดภัย กกต. และช่วยงานด้านสอบสวน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงส่ง พล.ต.ต.ชัยยะ กับตำรวจสันติบาลเกือบ 700 นาย มาช่วยราชการ

ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะทราบหรือไม่ก็ไม่กล้าคาดเดาว่า พล.ต.ต.ชัยยะ เป็นนายตำรวจคนสนิทเดินตาม นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มานานตั้งแต่เป็นผู้ช่วยนายเวรของ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมตำรวจ ที่ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ชื่อเดิม ไพรัช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่เพิ่งพ้นจากโฆษกตำรวจ เป็นนายเวร อ.ตร.

เห็นกันแจ่มแจ้งแดงแจ๋หรือยังว่า การย้ายทุกตำแหน่งที่ผ่านมามีเหตุมีผล ก็ได้แต่สงสาร นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่รู้ไม่จริง ต้องตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งกระทู้สดขึ้นมาโดยรู้ไม่จริง ไม่ตรวจสอบให้ละเอียดรอบคอบ เข้าข่ายดีใส่ตัว ชั่วให้คนอื่น

แต่...จะบอกว่า นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดูเหมือนจะเป็นข้อกล่าวหาสบประมาทกันเกินไปหรือเปล่า เมื่อนึกถึงภาพของ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำคนสำคัญของคนกลุ่มนี้ ทำให้คิดได้ว่าเป็นความตั้งใจไม่ได้ตกเป็นเครื่องมือ


เอกฉัตร

กลับตาลปัตร มท.1(แท้)ขู่เล่นงาน มท.1(เงา) รุกป่า

เฉลิม เปิดประเด็นใหม่ เตรียมล่อ “ศรีสุบรรณ” บุกรุกที่ราชการ 2 พันไร่ที่สุราษฎร์ฯ ขู่เด้ง “ผวจ.” หากไม่จัดการพวกบุกรุกที่ดิน เรียก ผวจ.โคราช เข้าพบด่วนสั่งจัดการเฉียบขาด โดยจะให้มาทำงานหน้าห้องรัฐมนตรีแทน


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า จะเข้าทำการตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ของทางราชการกว่า 2,000 ไร่ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ของบริษัทศรีสุบรรณ ซึ่งพบหลักฐานว่ามีความผิดชัดเจนโดยยังไม่ขอระบุตอนนี้ว่าใครเป็นเจ้าของ แต่ตนเองจะลงไปตรวจสอบด้วยตัวเองและจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า บริษัท ศรีสุบรรณ น่าจะมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการรพรรคประชาธิปัตย์ และรมว.มหาดไทยเงา ซึ่งเป็นผู้บริจาคสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายคนโตของนายสุเทพ บริหารงานอยู่

การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ นายสุธี มากบุญ ผวจ.นครราชสีมา เข้าหารือกับ รมว.มหาดไทย เพื่อให้ดำเนินการกับผู้บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนในอำเภอปากช่อง ซึ่งตรวจสอบแล้วว่ามีความผิดชัดเจนว่าบุกรุกที่ดินกว่า 1,000 ไร่ โดยใช้ชื่อลูกน้องแทน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง แต่เป็นการดำเนินคดีตามกฎหมาย และยังได้สั่งให้ผวจ.เข้าไปดำเนินการตรวจสอบที่วังน้ำเขียว ตามที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้อง และหากผวจ.ยังไม่ดำเนินการสั่งฟ้อง หลังจากนี้มีความจำเป็นต้องย้ายให้ผู้อื่นไปทำหน้าที่แทน และให้ผวจ.มาช่วยราชการที่หน้าห้องรัฐมนตรีแทน

6 พรรคร่วมรัฐบาลหนุนแก้รธน.-ยึดปี40เป็นหลัก

นายชัย ชิดชอบ ประธานคณะกรรมการประสานงานร่วมส.ส.ฝ่ายรัฐบาล(วิปรัฐบาล) เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิปรัฐบาลวันนี้มีมติร่วมกันที่จะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 เป็นมาตราแรก โดยหลักการจะนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 เป็นหลัก และนำรัฐธรรมนูญปี 50 มาเป็นตัวประกอบ โดยจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษารายละเอียด ซึ่งการลงโทษควรเน้นความผิดเฉพาะตัวบุคคล โดยเพิ่มโทษอาญาให้กับ ส.ส.ที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย เลขานุการ วิปรัฐบาล กล่าวว่า วิปรัฐบาล ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดได้หารือกันเพื่อเตรียมแก้ไข มาตรา 237 ว่าจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไรก่อนนำมาเสนอสัปดาห์หน้า โดยร่างกฎหมายดังกล่าวสามารถเสนอรอไว้เพื่อให้สภาหยิบยกมาพิจารณาในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติที่จะเปิดในช่วง 1 ส.ค.- 28 พ.ย.51

จาก hi-thaksin