WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 25, 2008

มัชฌิมาฯ หนุนแก้ รธน.โดยเฉพาะมาตรา 237

มัชฌิมาธิปไตย 25 มี.ค. - “อนงค์วรรณ เทพสุทิน” หนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 237 มอบหมาย ส.ส. สำรวจความเห็นประชาชนในแต่ละพื้นที่ ระบุความเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ถึงกับแตกแยก เชื่อสามารถพูดคุยกันได้ ย้ำยึดหลักความสมานฉันท์

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ว่าที่หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย เปิดเผยว่า ที่ประชุมพรรควันนี้ (25 มี.ค.) มีมติแต่งตั้ง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ว่าที่รองหัวหน้าพรรค และนางพรทิวา นาคาศัย ว่าที่เลขาธิการพรรค เป็นตัวแทนของพรรคไปหารือกับทุกพรรคการเมืองในประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม พรรคเห็นว่า มาตรา 237 เป็นมาตราหลักที่ประชาชนสนใจและควรแก้ไข รวมทั้งยังมีอีกหลายมาตราที่ควรแก้ไข

“ส่วนตัวไม่เห็นด้วยให้มีการทำประชามติสอบถามความเห็นประชาชนในเรื่องนี้ เพราะมี ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เป็นตัวแทนของประชาชนอยู่แล้ว และสามารถตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ได้มอบหมายให้ ส.ส.ของพรรคไปสำรวจความเห็นของประชาชนในแต่ละพื้นที่อีกครั้งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพราะอาจมีความเห็นที่แตกต่างกัน” นางอนงค์วรรณ กล่าว

เมื่อถามถึงความเห็นที่แตกต่างกันของพรรคร่วมรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นางอนงค์วรรณ เชื่อว่าจะสามารถพูดคุยกันได้ ไม่ถึงขั้นแตกแยก แต่ละพรรคต้องยึดหลักความสมานฉันท์

นางอนงค์วรรณ กล่าวถึงกรณียุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่า ยังคงมั่นใจในข้อมูลที่ได้ให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะไม่สามารถเอาผิดถึงขั้นยุบพรรคได้ ส่วนกรณีที่นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ออกมาให้ความเห็นว่าต้องส่งเรื่องยุบพรรคให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเท่านั้น นางอนงค์วรรณ กล่าวว่า เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ความเห็นของ กกต.ทั้งหมด. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-25 19:13:48

ครม.ไฟเขียวSML1.8หมื่นล.กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า

ครม.อนุมัติงบประมาณโครงการ SML 1.8 หมื่นล้านบาท ถึงมือรากหญ้าปลายเม.ย.นี้ พร้อมคงภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% อีก 2 ปี ถึง 30 ก.ย. 2553 นายกฯยันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลแน่

วันที่ 25 มี.ค. 2551 เวลา 12.30น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมครม.ถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ ว่าในที่ประชุมครม. ทางกระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการการแก้ปัญหา แม้ขณะนี้เศรษฐกิจค่อนข้างแย่ก็ตาม แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังทำกันอยู่ เขามีวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายมาตรการ และยืนยันว่าได้ผลแน่ และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลัง ก็ยืนยันกับครม.ว่ามาตรการที่ออกมาได้ผล


ด้านนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายเวลาการใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) ที่ 7% ไปอีก 2 ปี โดยให้สิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.2553 จากเดิมที่จะสิ้นสุดใน 30 ก.ย.2551 ทั้งนี้การที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ขยายเวลาปรับลด VAT ดังกล่าวเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจกลับคืนสู่ภาวะปกติและไม่สร้างภาระให้แก่ประชาชน โดยไม่ได้คำนึงว่าจะทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ เพราะเรื่องนี้ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว หากจะไปใช้ VAT ที่ 10% อาจทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลได้

"เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่มาเป็นภาระต่อต้นทุนในอนาคต จึงต้องการให้เกิดความชัดเจน"นพ.สุรพงษ์กล่าว

นพ.สุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า หลังจากที่มาตรการกระตุ้นระดับฐานรากผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน (SML) ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท โดยจะส่งถึงมือประชาชน ปลายเดือนเม.ย.นี้ ส่วนสัปดาห์หน้าจะนำเสนอมาตรการอื่นๆ ที่เป็นเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าเพิ่มเติม เช่น โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4.5% แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยเพื่อใช้ในการจัดหาที่อยู่อาศัย, การพักชำระหนี้เกษตรกร, ธนาคารประชาชนตลอดจนการขยายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีก 1,600 แห่ง ล่าสุด รัฐบาลได้นำร่างพ.ร.ฎ.ที่ออกมาเพื่อรองรับมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้

ด้าน น.ส.วีรินทร์ทิรา นาทองบ่อจรัส รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม.มีมติให้วันที่ 16 เม.ย.2551 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มอีก 1 วันเพื่อชดเชยวันหยุดสงกรานต์ที่ตรงกับวันเสาร์อาทิตย์ ส่วนกรณีของธนาคาร ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้พิจารณาตามกฎและระเบียบที่ธปท.กำหนด

‘พปช.'มีมติแก้รธน.หลายประเด็น-คาด3เดือนเรียบร้อย

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงภายหลังการประชุมพรรคว่า พรรคมีมติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ในหลายประเด็น โดยจะมีการคณะกรรมการศึกษาเพื่อจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ซึ่งจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาในเดือนเม.ย.51 และคาดว่าจะใช้เวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จได้ภายใน 3 เดือนหลังจากนั้น
สำหรับประเด็นหลักที่พรรคเห็นว่าจะต้องแก้ไข คือ มาตรา 237 เพราะเป็นการลอกข้อความที่ลอกมาจากประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.)ซึ่งถือว่าผิดต่อหลักนิติธรรม รวมทั้ง ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ส.ส.และ ส.ว.ด้วย เป็นต้น
ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า การแก้ไขมาตรา 237 จะเสนอให้ตัดวรรคสองออกทั้งหมด เพราะเป็นข้อความที่กำหนดให้กรรมการบริหารพรรคผู้ใดมีส่วนรู้เห็น ปล่อยให้การเลือกตั้งไม่เป็นยุติธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรค
ทั้งนี้ พรรคเห็นว่ากฎหมายควรจะเปิดช่องให้กกต.สามารถใช้ดุลพินิจในการพิจารณาเรื่องนี้ได้ แต่หากมีพรรคการเมืองถูกยุบในช่วงที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่แล้วเสร็จ ก็คงต้องปล่อยให้ถูกยุบไป แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการออกกฎหมายสามารถเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรคนั้น ๆ ได้


จาก hi-thaksin

‘สมัคร'ย้ำแก้ไขรธน.ให้มากที่สุด-แฉพวกจ้องป่วน21เม.ย.

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ย้ำว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเห็นว่ามีมาตราที่ต้องแก้ไขอีกมาก พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีการยุบสภาหลังแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องทำประชามติ หรือประชาพิจารณ์ เพราะประชาชนได้เลือกรัฐบาลเป็นเสียงข้างมากแล้ว และยังไม่มีผลกระทบหากฝ่ายค้านจะไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องมีมติจากคณะรัฐมนตรี เพราะถือเป็นเรื่องของพรรครวมรัฐบาล
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันการแก้ไขไม่ใช่เพราะเห็นแก่ตัว แต่เป็นเพราะเกิดกรณีพิจารณาใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ได้รับเอกสารข้อมูลกรณีบุคคลเตรียมก่อเหตุในพื้นที่ภาคที่ 1 ในวันที่ 21 เมษายน จริง
นายสมัคร เห็นว่ารายชื่อว่าที่ 4 ตุลาการรัฐธรรมนูญที่ได้รับการคัดเลือกในวันนี้มีความผิดปกติ เพราะไม่ควรเลือกผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลเก่าเข้ามาทำหน้าที่ โดยขอให้รอดูคำวิจารณ์จากสังคมว่าเหมาะสมหรือไม่ ที่คณะกรรมการสรรหาไม่มีชื่อของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ร่วมอยู่ด้วย


จาก hi-thaksin

สมัครอ้างเสียงสนับสนุนรัฐบาล ไม่ประชาพิจารณ์แก้รธน.

นายกฯ อ้างเสียง ประชาชนเลือกรัฐบาล ไม่ต้องทำประชาพิจารณ์ การรื้อรัฐธรรมนูญ แต่ต้องแก้ไขให้มากที่สุด

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเห็นว่ามีมาตราที่ต้องแก้ไขอีกมากพร้อมย้ำจะไม่มีการยุบสภา หลังแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องทำประชามติ หรือ ประชาพิจารณ์ เพราะประชาชนได้เลือกรัฐบาลเป็นเสียงข้างมากแล้ว และยังไม่มีผลกระทบ หากฝ่ายค้านจะไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องมีมติจากคณะรัฐมนตรี เพราะถือเป็นเรื่องของพรรครวมรัฐบาล นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันการแก้ไขไม่ใช่เพราะเห็นแก้ตัว
แต่เป็นเพราะเกิดกรณีพิจารณาใบแดงของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

นายยกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ได้รับเอกสารข้อมูล กรณีบุคคลเตรียมก่อเหตุในพื้นที่ภาคที่ 1 ในวันที่ 21 เม.ย. จริง

สมัครโวยกก.สรรหาเลือกปฏิปักษ์รัฐบาลเป็นตุลาการรธน.

นายกฯ โวยวาย กรรมการสรรหาผิดปกติ เลือกเฉพาะผู้ที่เป็นปฏิปักษ์รัฐบาล ทำหน้าที่ตุลาการรัฐธรรมนูญ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯเห็นว่า รายชื่อว่าที่ 4 ตุลาการรัฐธรรมนูญที่ได้รับการคัดเลือกในวันนี้มีความผิดปกติ เพราะไม่ควรเลือกที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลเก่าเข้ามาทำหน้า ที่โดยขอให้ดูคำวิจารณ์จากสังคมว่าเหมาะสมหรือไม่ที่คณะกรรมการสรรหาไม่มีชื่อของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรรวมอยู่ด้วย

นอกจากนี้นายกฯ ยังปฏิเสธไม่ทราบกรณีที่ นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะมีการเสนอชื่อ นายแพทย์เหวง โตจิราการ และนายจรัญ ดิษฐาอภิชัย อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ เป็นคณะกรรมการบริหารของ อสมท.จำกัด (มหาชน) แต่ขอให้ไปสอบถามจากนายจักรภพเอง

นายกฯ ยังระบุกรณีการยุบสัปทานคลื่นวิทยุ 5 คลื่น หากมีใครได้รับความเดือดร้อนให้ยื่นเรื่องร้องเรียนมาได้

นายกฯ ตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ ปฏิบัติหน้าที่แทนตำแหน่ง ผอ.รมน.

ทำเนียบฯ 25 มี.ค. - นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (25 มี.ค.) ว่า ได้ลงนามในคำสั่งมอบหมายให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) แทน เพราะเห็นว่านายกรัฐมนตรีจะไปดูแลในทุกเรื่องคงไม่ได้ และที่ผ่านมาผู้บัญชาการทหารบกก็ทำหน้าที่มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แน่ แต่ยังไม่เปิดเผยว่าจะเป็นเมื่อไร


“ผมจะลงไปแน่ แต่ไม่บอกว่าเป็นเมื่อไร และเรื่องของปัญหาภาคใต้ ผมไม่อยากให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เพราะจากที่ผมเดินทางเยือนประเทศเพื่อนบ้าน ทุกประเทศก็ยืนยันว่า ปัญหาภาคใต้เป็นเรื่องภายในของเรา” นายสมัคร กล่าว พร้อมกับยอมรับว่า ได้รับทราบข้อมูลจะมีการก่อความวุ่นวายในพื้นที่กองทัพภาค 1 ในวันที่ 21 เม.ย.นี้แล้ว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-25 15:33:03

มือกม.รัฐบาลย้ำแก้ รธน.ไม่ใช่ปกป้องคนผิดอยู่เหนือกม.

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่การปกป้องคนผิดให้อยู่เหนือกฏหมายแต่ต้องการแก้กรณียุบพรรคไม่ให้เหมาเข่ง

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ยังมีความเห็นแตกต่างในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ บางส่วนต้องการให้แก้ไขทั้งระบบ บางส่วนให้แก้บางมาตรา ส่วนความเห็นของวิป
รัฐบาลเมื่อวานนี้ แม้จะมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะมาตรา 237 แต่ก็คงต้องรอฟังความคิดเห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ดังนั้นจึงได้มีการสั่งการให้เลขานุการของวิปรัฐบาล สอบถามความคิดเห็นของพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรค รวมทั้ง ส.ส. ภายในพรรค ว่ามีความเห็นอย่างไร ขณะที่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย ์หากมีความสนใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็สามารถร่วมลงชื่อเพื่อขอยื่นญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎรได้

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ทุกพรรคได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องของพรรคพลังประชาชนเพียงพรรคเดียว และไม่เคยมีแนวคิดที่จะไม่ให้ผู้กระทำผิดอยู่เหนือกฎหมาย เพราะความผิดก็ยังคงมีอยู่ แต่รัฐบาลไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการยุบพรรคแบบเหมาเข่ง เพราะไม่เป็นธรรม ซึ่งจุดนี้ถือเป็นสาระสำคัญที่รัฐบาลต้องการแก้ไข ส่วนจะสามารถเสนอญัตติให้ทันก่อนการปิดสมัยประชุมสภาฯ ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับประเด็นการแก้ไขว่ามีจำนวนเท่าไร (25/03/51)


จักรภพ ชงตั้งกรรมการสอบ อสมท.ขาดทุน

รมต.ประจำสำนักนายกฯ สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนการขาดทุน ของ อสมท.ขณะเดียวกันเตรียมเสนอแบบบริหารชุดใหม่ในสัปดาห์หน้า

นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่าให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาสอบสวนการบริหารงานของบอร์ด อสมท. ภายหลังจากที่ขาดทุนเป็นมูลค่า 27 ล้านบาทในรอบ 7 ปี และพบการทุจริตไม่โปร่งใส เช่น การคิดค่าหัวคิวรายการ ขณะเดียวกันก็เตรียมที่จะเสนอรายชื่อของบอร์ดบริหารชุดใหม่ในสัปดาห์หน้า พร้อมทั้งไม่ยืนยันว่าจะมีชื่อของนายแพทย์เหวง โตจิราการและนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ไปดำรงตำแหน่งเป็นบอร์ดบริหารชุดใหม่หรือไม่ แต่ยืนยันว่า บอร์ดบริหารชุดใหม่ของ อสมท.จะไม่มีคนในบ้านเลขที่ 111 อย่างแน่นอน ส่วนกรณีที่จะมีการปลดนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือไม่งั้นก็ต้องพิจารณาดูอีกครั้งประมาณเดือน เม.ย. หรือเดือน พ.ค. เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลการสอบสวนของคณะกรรมการออกมาพอดี ทั้งนี้ยืนยันการตรวจสอบการบริหารงานของบอร์ด อสมท.นั้นไม่ใช่การจัดระเบียบสื่อ แต่เป็นการจัดระบบสื่อ

อย่างไรก็ตามยังกล่าวถึงการนำคลื่นวิทยุ 5 คลื่นกลับคืนสู่กรมประชาสัมพันธ์ว่า เป็นการนำคลื่นวิทยุมาปรับปรุงให้มีคุณภาพ พร้อมทั้งปฏิเสธว่าการนำคลื่นวิทยุกลับมาในครั้งนี้ไม่ได้กลับมาเพื่อแบ่งเค้กให้คนในรัฐบาล (25/03/51)


'ยุบพรรค'บ่อนทำลายประชาธิปไตย

"..... เวลานี้ อีกไม่กี่วันจะมีการตัดสินเกี่ยวข้องกับศาลอย่างอื่นที่ไม่ใช่ศาลปกครอง กล่าวคือศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยเรื่องของขั้วอำนาจ เรื่องของการที่จะเป็นพรรคการเมือง ท่านก็พูดไม่ได้เพราะท่านไม่เกี่ยว แต่ว่าพรรคการเมืองเกี่ยวข้องกับการปกครองโดยตรงเหมือนกัน ถ้าท่านไม่มีอำนาจ แต่ว่าข้าพเจ้าจะพูดถึงพรรคการเมืองที่จะมีหรือไม่มี ที่จะตั้งหรือไม่ตั้งที่จะล้มหรือไม่ล้มนั้น ก็พูดไม่ได้ แต่ว่าถึงบอกว่าเดือดร้อน เดือดร้อนที่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ทราบว่าท่านได้มอบเสื้อครุยศาลปกครองมาให้ก็ไม่มีอำนาจอะไรเลย ตามที่จะใส่เสื้อครุยหรือไม่ใส่เสื้อครุยก็ไม่มีอำนาจ เช่นเดียวกับท่านเองก็ไม่มีอำนาจ แต่ว่าถ้านึกถึงว่าจะมีการตัดสินเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง จะเป็นการตัดสินที่สำคัญมาก ที่ท่านเองก็จะเดือดร้อน เพราะว่าถ้าจะมีพรรคการเมืองหรือไม่มีพรรคการเมืองก็ตาม ท่านเดือดร้อนเพราะพรรคการเมืองต้องมี และก็ถ้าบอกว่ามีพรรคการเมือง ก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจของท่าน ถ้าท่านเดือดร้อน ข้าพเจ้ายิ่งเดือดร้อน ฉะนั้นก็ต้องว่าท่านว่า ทำไมท่านต้องมาวันนี้ ซึ่งอีกไม่กี่วันจะมีปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ท่านเป็นผู้ใหญ่ ถ้าท่านเป็นตุลาการมาหลายปีแล้ว และท่านต้องมีความรับผิดชอบที่จะตัดสิน ไม่ใช่ตัดสินบนบัลลังก์ แต่ตัดสินในใจว่า ผู้ที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ท่านได้ปฏิบัติหรือตัดสินถูกต้องหรือไม่

ท่านเองท่านก็รับผิดชอบ และท่านก็มีหน้าที่ที่จะวิจารณ์ว่าเขาทำถูกหรือไม่ถูก ข้าพเจ้าเองไม่มีสิทธิใดๆ ที่จะบอกว่าเขาทำถูกหรือไม่ถูก ซึ่งในใจก็ต้องรู้ได้ว่าเขาทำถูกหรือไม่ถูก ถ้าเขาทำไม่ถูก ตัดสินว่าจะเป็นพรรคการเมือง จะมีอยู่หรือไม่มีก็เดือดร้อนทั้งนั้น ข้าพเจ้าเองก็ในใจมีคำตัดสินอยู่ แต่บอกท่านไม่ได้ เพราะไม่มีสิทธิที่จะบอก ท่านเองก็ไม่มีสิทธิ แต่ท่านต้องมีการตัดสินในใจ ว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญเขาจะตัดสินถูกหรือไม่ ตรงนี้อยู่ในใจ แต่เขาจะตัดสินอย่างไรเดือดร้อนทั้งนั้น เสียหายทั้งนั้น คำตัดสินของเขาเดือดร้อน เสียหาย สำหรับท่านเองทั้งนั้น ข้าพเจ้าก็เดือดร้อน ไม่มีสิทธิที่จะมาบอกว่าเขาทำถูกหรือไม่ถูก แต่รู้ในใจว่าเขาจะตัดสินอย่างไรก็ตาม รู้ในใจว่าเขาทำถูกหรือผิด ส่วนใหญ่ก็นึกว่าเขาทำผิดแน่

ถ้ารู้สึกว่าเขาทำผิด เรามีหน้าที่จะวิจารณ์ วิจารณ์ในใจ แต่ละท่านต้องวิจารณ์ที่เพื่อนศาลอื่นทำถูกหรือผิด ต้องวิจารณ์อย่างน้อยในใจของท่านมีความเห็นบ้าง เพราะหากว่าเขาตัดสินมาอย่างไร จะเสื่อมเสียแก่บ้านเมืองทั้งนั้น จะตัดสินทางไหนก็เป็นคำตัดสินที่จะผิดพลาดทั้งนั้น ฉะนั้นต้องมีการวิจารณ์และถ้าวิจารณ์เป็นทางการไม่ได้ ท่านต้องวิจารณ์เป็นส่วนตัว อาจจะไม่เปล่งออกมา

วันนี้ถึงบอกท่านว่าท่านเอาเสื้อครุยมาให้ เอาความเดือดร้อนมาให้ เพราะว่าเอาเสื้อครุยมาให้ก็หมายความว่าข้าพเจ้าก็มีหน้าที่ผู้พิพากษาศาลปกครองเหมือนกัน แต่ตัดสินอะไรพิพากษาอะไรไม่ได้ ท่านเองก็ตัดสินอะไรไม่ได้ เพราะท่านเองไม่ได้เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีสิทธิที่จะพิจารณาอะไร แต่ว่าโดยที่ได้ชื่อว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็มีสิทธิยุ่งหมด มีแต่ถ้าฟังวิทยุ ถ้าท่านก็คงต้องฟังวิทยุทั้งวันทั้งคืน 2 วัน 2 คืนนี้ มีการวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวข้องกับศาล ท่านต้องคิดวิธีที่จะป้องกันตัวแทนเพื่อนผู้พิพากษาศาลต่าง ๆ ทั้งหมดแล้วทั้งหมดก็บอกแล้วว่า ศาลฎีกาไม่มีสิทธิ ศาลฎีกาซึ่งท่านก็เคยได้ดำรงหน้าที่ศาลฎีกาบ้าง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาบอกว่าศาลฎีกาไม่มีสิทธิ

ขอพูดอย่างนี้ ท่านไปตีความเอาเอง ผู้พิพากษาศาลอะไรก็ตาม ต้องตีความแล้วต้องตีความให้ถูก ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองพัง ก็เคยบอกกับท่านประธานว่า ครั้งก่อนที่มีเรื่องเกิดขึ้น ตอนที่ข้าพเจ้าพูดที่หัวหินเป็นเวลาปีกว่าแล้ว ก็เป็นความรับผิดชอบที่เกิดขึ้น แล้วท่านก็เอาความรับผิดชอบใส่ในตัว แล้วความรับผิดชอบนั้น ก็ทำให้คนเอะอะขึ้นมา จนกระทั่งเกิดเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเรื่องราวต่างๆ ก็มีเหตุมีผล ก็มีเหตุแล้ว ก็มีผลขึ้นมา ยุ่งหมด อีกไม่กี่วันก็ยุ่งต่อไป

ท่านเตรียมตัวดีๆ ที่จะให้พร้อมที่จะมีการวิจารณ์บ้าง ไม่ใช่ในฐานะศาล ในฐานะส่วนตัว หรือในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ในฐานะผู้มีความรู้ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้บ้านเมืองล่มจมอย่างทุกครั้ง แล้วบอกว่าเราไม่ทำอะไร เราไม่พยายามแก้ไข จะล่มจม เราก็เกือบล่มจม ตอนนี้ก็เกือบจะล่มจมต่อไป ฉะนั้น ท่านมีความรับผิดชอบที่จะทำให้บ้านเมืองไม่ล่มจม หรือตักเตือนประชาชนที่มีความรู้ให้มีความรู้มากขึ้น และแม้แต่ประชาชนที่ไม่มีความรู้ให้เกิดความรู้ขึ้นมาว่าบ้านเมืองควรจะไปทางไหน ท่านทำได้ ท่านพูดได้ ท่านคิดได้ เพราะท่านมีความรู้ จึงขอร้องให้ท่านพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์ต่อไป เพราะว่าสถานการณ์ปีนี้ไม่ดีเลย........"

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

"บรรทัดทอง" ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง โดยเฉพาะกระแสข่าวการยุบพรรคการเมือง อย่างกระเหี้ยนกระหือรือโดย "มือที่มองไม่เห็น" ที่มีความพยายามจะยุบพรรคการเมือง ทั้งพรรคชาติไทย พรรคมัฌชิมาธิปไตย และพรรคพลังประชาชน ผ่าน 5 เสือกกต. หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำให้อดไม่ได้ที่จะน้อมนำ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บางช่วงบางตอนซึ่งทรงพระราชทานพระบรมราโชวาท แก่คณะตุลาการศาลปกครองและข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ที่เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯถวายเสื้อครุยตุลาการศาลปกครอง เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 4550 มาเตือนสติกันอีกครั้ง

เป็นพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาท แก่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ก่อนจะมีการพิจารณาตัดสินคดีประวัติศาสตร์ ยุบพรรคการเมือง ในอีก 6 วันถัดมา คือวันที่ 30 พฤษภาคม 2550

การน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานแก่คนไทยทั้งชาติ ผ่านคณะตุลาการศาลปกครอง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 4550 มาเตือนสติกันอีกครั้งนี้ บรรทัดทอง มิได้มีเจตนาที่จะตีความ หรือ อธิบายขยายความ พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่ประการใด

เพราะพระองค์ทรงเป็นมหาปราชญ์แห่งศาสตร์ทั้งปวง ของพวกเราชาวไทย จึงมิบังอาจที่จะตีความ หรือ อธิบาย ขยายความ กระทั่ง ตั้งข้อสังเกตใดๆ

เพียงแต่บรรทัดทอง ต้องการเขียนความคิด ขีดความอ่าน มาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่านโดยขอวิพากษ์วิจารณ์ ความกระเหี้ยนกระหือรือมือที่มองไม่เห็น ที่ต้องการจะยุบ พรรคชาติไทย พรรคมัฌชิมาธิปไตย และพรรคพลังประชาชน ซึ่งบรรทัดทอง มองว่าไม่น่าจะเป็นวิถีทางที่ถูกต้อง

เพราะการยุบพรรคการเมือง นอกจากจะไม่เป็นการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยแล้ว กลับยังเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยให้อ่อนแอลง เหมือนที่นักวิชาการหลายฝ่ายออกมาตำหนิติง ร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

โดยเฉพาะศาสตราจารย์ ดร.คณิน บุณสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เป็นตัวหนังสือ ใน "ชำแหละร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับคถช."(คถช. = คลุมถึงชน)

ขณะที่วาทตะวัน สุพรรณเภษัช ได้จำกัดนิยามร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ว่า "รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ"

การที่ "มือที่มองไม่เห็น" พยายามกระทำทุกวิถีทาง ในการยุบพรรคการเมือง โดย อาศัยเชื้อชั่วไม่มีวันตายที่ซ่อนเร้น แฝงกาย อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อันเป็นผลผลิตของเผด็จการ ที่ได้วางกับดักไว้ ในมาตรา 237

ซึ่งมาตรา 237 ระบุว่า "... ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใด กระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้น กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ตามมาตรา 68 และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าว มีกำหนดเวลาห้าปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง..."

บรรทัดทอง ไม่รู้ว่ามือที่มองไม่เห็น คิดแต่จ้องทำลาย คิดแต่อาฆาตพยาบาท โดยเฉพาะกับพรรคพลังประชาชน ที่คิดเอาเองว่า เป็นนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนละเลยการน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใส่เกล้าฯ โดยไม่สนใจใยดีว่าหากมีการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้น เหตุการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร

มือที่มองไม่เห็น เคยมองประเทศที่พัฒนาแล้ว บ้างหรือไม่ การที่ประเทศจะพัฒนาก้าวไกลไปได้นั้น เสถียรภาพทางการเมืองคือ ปัจจัยสำคัญ เพราะนักการเมืองและพรรคการเมือง คือผู้กำหนดทิศทางและนโยบายของประเทศว่าจะให้เดินไปในทิศทางใด หากการเมืองขาดความมั่นคง มีการยุบพรรคการเมืองกันเป็นว่าเล่น แล้วการเมืองจะเข้มแข็งได้อย่างไร แล้วนักการเมืองจะพัฒนาประเทศได้อย่างไร

การที่ทุกพรรคการเมืองมีความเห็นสอดคล้องกัน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และพรรคการเมือง บรรทัดทองขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ และอยากให้มีการแก้ไข ไม่ใช่เฉพาะมาตรการ 237 เท่านั้น แม้เผด็จการที่มาจากการรัฐประหารของคมช.จะจบสิ้นลงตามวาระไปแล้ว แต่รากเหง้าเผด็จการยังไม่หมด นั่นคือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2550 อันเป็นผลผลิตของเผด็จการที่ยังลงเหลืออยู่

จริงอยู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 มุมหนึ่งอาจมองได้ว่า เป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์แก่ตัวนักการเมืองเอง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เพื่อความเข้มแข็งของระบบการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะ....

การยุบพรรค เป็นตัวการบ่อนทำลายระบบสถาบันการเมือง อันเป็นรากฐานที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย

การยุบพรรค ยังเป็นตัวการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือระบบการเมืองไทยในสายตาของสังคมโลก

การยุบพรรค ยังนำไปสู่การทำลายระบบเศรษฐกิจในทางอ้อม เพราะทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทย และไม่กล้าที่จะนำเงินมาลงทุน

การยุบพรรค ยังเป็นการบ่อนทำลายสิทธิอันชอบธรรม และละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

การยุบพรรค ยังทำลายศรัทธาของประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองเข้ามาเป็นตัวแทนของประชาชนในสภา

ถึงเวลาแล้วที่จะพิสูจน์ใจ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายประพันธ์ นัยโกวิท นางสดศรี สัตยธรรม นายสมชัย จึงประเสริฐ นายสุเมธ อุปนิสากร 5 เสือ กกต. ว่าควรน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาท แก่คณะตุลาการศาลปกครอง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 4550 มาใส่เกล้าฯ หรือว่าจะให้มือที่มองไม่เห็นมีอำนาจบงการเหนือความเป็นอิสระของกกต.

บรรทัดทอง

จาก hi-thaksin