หลังจากที่การประชุมคณะการสรรหาคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีนายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน เพื่อลงมติเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้กลายเป็นกระแสวิพาษ์ในวงกว้าง เนื่องเพราะผู้ดำรงตำแหน่ง ทั้ง 4 คน ล้วนมีข้อครหาว่ามีแนวคิดและอาจหมายรวมถึงพฤตอิกรรมเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลที่มีจากระบอบประชาธิปไตย
บุคคลทั้ง4 คือคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ และผู้ทรงคุณวุฒิทางรัฐศาสตร์ มีทั้ง นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ภาค 4 นายสุพจน์ ไข่มุกด์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอเซอร์ สาธารณรัฐโปแลนด์ และอดีตเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และบุคคลสุดท้ายคือ นายเฉลิมพล เอกอุรุ อดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
หากจำแนกเป็นคะแนน นายวสันต์ ได้ 4 คะแนน นายจรัญ ได้ 3 คะแนน นายสุพจน์ ได้ 4 คะแนน ขณะที่ เฉลิมพล ได้ 3 คะแนน จากคณะกรรมการผุ้ทรงคุณวุฒิ และวัยวุฒิ ทั้ง 4 ท่าน โดยปราศจาก นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา อย่างเป็นที่ชวน “กังขา” ถึงการผิดต่อเจตนารมณ์อันแท้จริง เพราะ การลงมติเลือกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ต้อง มีคณะกรรมการ 5 ท่าน และต้องมีมติการสรรหา 3 ใน 5 เสียง
เรียกง่ายๆว่า “ดื้อด้าน” ทำกันทั้งที่ ไม่ครบองค์ประชุม..
เมื่อกลับไปมองบรรดาคณะกรรมการ ทั้ง 3 คือ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็ไร้ซึ่งข้อสงสัยในบัดดล!!
ในขณะที่บทบาทและตำแหน่งหน้าที่ การทำงานของผู้ได้รับการคัดเลือก ทั้ง 4 คน ล้วนมีความโดดเด่นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นยุคประชาธิปไตย หรือ อำมาตยาธิปไตยเรืองอำนาจ
โดยนาย จรัญ ภักดีธนากุล จบการศึกษา นิติศาสตร์บัณฑิต( เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มเป็นที่รู้จัก เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการประธานศาลฎีกา จากนั้นเมื่อ 3 ศาล ร่วมแก้ไขวิกฤติการเมือง หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ซึ่ง พรรคไทยรักไทย ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นพรรคเดียวให้เป็น “โมฆะ”
เหตุนี้เองตำแหน่ง ปลัดกระทรวงยุติธรรม จึงได้มาจากการสนองอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. เข้ายึดอำนาจรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 พร้อมทั้งหน้าที่สำคัญในการเป็น รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับเจ้าปัญหา
จากนั้นเมื่อพรรคพลังประชาชน ได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล หลายต่อหลายครั้งที่นายจรัญโต้ตอบการทำงานของรัฐผ่านสื่อ
อย่างเมื่อเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมาได้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายเสวนา หัวข้อ “คิดเพื่ออนาคต ถอดโจทย์ประเทศไทย” ผ่านสถานีวิทยุอสมท.เอฟเอ็ม 96.5 มีประโยคสะท้อนชัดคือ
“ประชาชนต้องการเห็นรัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด อย่าเพิ่งมุ่งคิดบัญชีล้างแค้น ลด ละ เลิก พฤติกรรมผลประโยชน์ทับซ้อน รัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหน รวมถึงระบบราชการ ซึ่งเป็นผู้คุมอำนาจ เมื่อมีอำนาจอยู่ในมือ อย่าเหลิงอำนาจ หลงยึดติด จนลืมความชอบธรรม หากรัฐบาลทำได้ จะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นไปได้ด้วยดี ลดปัญหาความแตก แยก สร้างความสามัคคีในชาติ และท้ายที่สุดประชาชนจะค่อยๆ ให้การยอมรับ”
ด้านนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ก็เคยเป็นพยานจำเลยในคดีที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ตกเป็นจำเลยข้อหาหมิ่นประมาท ในคดีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยื่นฟ้อง สืบเนื่องจาก น.ต.ประสงค์ เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์แนวหน้า วิจารณ์การตัดสินคดีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และต่อมาศาลยกฟ้อง เนื่องจากนายวสันต์ เป็นเพื่อนกับนายบัณฑิต ศิริพันธ์ ทนายความของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
ขณะที่นายสุพจน์ ไข่มุกด์ คืออดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 50 นอากจากนี้ยังมีกระแสเรื่องการดันน.ต.ประสงค์นั่งเก้าอี้ปรธานกรรมาธิการยกร่างรธน. โดยมีนายทหารระดับสูงในคมช. เดินเกมผ่านทางนายสุพจน์ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ.4111
บุคคลท้ายสุดคือ นายเฉลิมพล เอกอุรุ แม้บุคคลนี้จะไม่มีบทบาททางการเมืองที่ชัดเจนเช่นเดียวกับ 3 คนแรก แต่การได้มาซึ่งหน้าที่ในครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นข้อครหาถึงการได้มาของตำแหน่งว่ามีกระบวนเกี่ยวพันถึงใครหรือไม่??
ดังที่กล่าวมาการสรรหาคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังคงต้องมีการกระบวนการขั้นต่อไป และคงต้องวิพากษ์วิจารณ์กันอีกหลายหน
เพราะดูยังไงก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงอำมาตยาธิปไตย…!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, March 26, 2008
ถอดรหัส... ตุลาการศาลรธน.ล้วนแต่...คนคุ้นเคย
กลียุค-กาลีบ้าน-กาลีเมือง
เมื่อวานได้ไปนั่งฟังการเสวนาเรื่อง “ทุนนิยมสามานย์กับรัฐตำรวจ” วาดผีหรือเป็นจริง? โดยกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 ร่วมกับ นสพ.ประชาทรรศน์ จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งการจัดเสวนาเพื่อเสริมความรู้ให้กับผู้สนใจ ได้จัดขึ้นสัปดาห์เว้นสัปดาห์ หัวข้อที่จัดเสวนาขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในห้วงเวลานั้นๆ
อย่างเมื่อวันวานได้นำเรื่องที่มีการพูดถึงกันมากในสังคมเวลานี้ว่า ประเทศไทยตกอยู่ในระบบทุนสามานย์ และรัฐบาลชุดนี้กำลังจะรื้อฟื้นรัฐตำรวจขึ้นมา
เพื่อให้เกิดความกระจ่าง จึงได้เชิญ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปัจจุบันเป็นประธานชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด เพราะตลอดระยะเวลาที่รับราชการตำรวจ นี่คือ ตำรวจอาชีพตัวจริงเสียงจริง
ผมคลุกคลีอยู่กับตำรวจมาทั้งชีวิต การทำงานสามารถเขียนไปโดยไม่เขินมือเลยว่า หากจะจัดอันดับตำรวจตงฉินสัก 10 อันดับ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ต้องติดอยู่ในจำนวน 10 คนนั้นแน่นอน
พล.ต.อ.อชิรวิทย์ จึงเป็นอาจารย์ที่ตำรวจให้ความเคารพนับถือทั้งต่อหน้าและลับหลัง จนมีการกล่าวติดตลกกันว่า การเป็นตำรวจควรเอาแบบอย่าง พล.ต.อ.อชิรวิทย์ แต่อย่าเอาเยี่ยงอย่าง
นั่นหมายความว่า ควรเอาแบบอย่างในการทำงาน แต่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างในการปฏิเสธผลประโยชน์ที่ตำรวจโดยทั่วๆ ไปพึงมีพึงได้ ทั้งตามน้ำและทวนน้ำ
ด้วยเหตุนี้แหละครับ ทำให้การพูดของ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ มีน้ำหนัก น่าเชื่อถือ เพราะท่านไม่ได้เข้าไปอยู่ในวังวนของผลประโยชน์ใดๆ ทำให้ไม่มีแผลใดๆ ให้ใครเปิดโปง
รัฐตำรวจที่ผมเขียนไปเมื่อวาน ก็ได้ฟังจาก พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ว่าไม่มีหรอกรัฐตำรวจ เป็นการกล่าวหาที่ไร้เหตุผล
และ...ที่ต้องย้ำกันไว้ตรงนี้ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจที่ถูกปลุกระดมว่ารัฐบาลเข้าไปแทรกแซงองค์กรตำรวจและรังแกตำรวจ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ระบุว่า หลังจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ในรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากที่มีการเด้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี แล้วตั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ขึ้นมารักษาราชการแทน มีการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจกันอุตลุดมากกว่า 7 พันนาย
สาเหตุที่ พล.อ.สุรยุทธ์ อ้างเพื่อให้สังคมมองว่าเป็นความชอบธรรม นั่นคือ ตำรวจไม่สามารถคลี่คลายคดีรอบวางระเบิด 9 จุดในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
วันนี้ พล.ต.อ.โกวิท ได้เกษียณอายุราชการแล้ว คดีระเบิด 9 จุดก็ยังไม่สามารถจับใครได้ และ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประกาศยุติการสะสางคดีไปเรียบร้อยแล้ว
ผมก็ได้แต่รอว่าเมื่อไร พล.อ.สุรยุทธ์ จะลงมาจากเขายายเที่ยง มาขอโทษ พล.ต.อ.โกวิท สักครั้งก่อนตายจากกัน เพราะขนาดผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ ท่านยังกล่าวคำขอโทษได้เลย
นับประสาอะไรกับตำรวจน้ำดีจากการประพฤติปฏิบัติตนมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
ไม่มีการสร้างภาพ ทำไมจะขอโทษไม่ได้ ที่ย้ายไปโดยไม่มีความผิด เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของบางคนบางกลุ่มเท่านั้น
นอกจากนั้น พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ยังเปิดเผยว่า หลังจากที่มีการทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศเรียบร้อยแล้ว ได้มีการย้ายผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และบุรีรัมย์ และผลักดันให้ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ตำรวจที่เดินตามหลัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล มาตั้งแต่เป็นผู้ช่วยนายเวรของ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ
ผมเลยถึงบางอ้อ เมื่อทราบชื่อของผู้บังคับการตำรวจภูธรเชียงราย คือ พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ น้องใหญ่ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล
ทำให้ต่อจิ๊กซอว์ได้ทันทีถึงที่มาใบแดงของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ในเมื่อผู้บังคับการและรองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ที่เป็นหัวขบวนการสอบสวนการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งในจังหวัดเชียงราย เป็นน้องรักของหัวขบวนการของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
มิน่า เมื่อน้องรักคนหนึ่งให้มาช่วยราชการ อีกคนให้กลับไปทำงานที่เดิมที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
คนเป็นพี่จึงต้องระดมพล ออกแถลงการณ์ให้ดูน่ากลัวว่าบ้านเมืองจะเกิดกลียุค เมื่อมีการรื้อฟื้นรัฐตำรวจ
ผมจึงขออนุญาตนำคำพูดของ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ซึ่งพูดไว้ได้ถูกใจผมที่สุดในการเสวนาเมื่อวันวานที่ว่า
“บ้านเมืองจะกลียุคก็มาจากกาลีบ้านกาลีเมือง”
พลเมืองภิวัฒน์ ยื่นหนังสือ จี้สอบ สส.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง
นายภูมิวัฒน์ นุกิจ กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ www.nocoup.net เปิดเผยว่าในวันพุธที่ 26 มีนาคม 2551 เวลา 11 .00 น. หน้ารัฐสภา ถ.อู่ทองใน จะเดินทางไปยื่นหนังสื่อสอบสส.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา จึงขอเรียนเชิญประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ได้ไปร่วมกันยื่นหนังสือดังกล่าวด้วย
สำหรับข้อความในหนังสือมีว่า........
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
เรียน ฯพณฯ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานรัฐสภาคนที่ ๑
เรื่อง ตรวจสอบบทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา กรณีนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
สิ่งที่แนบมาด้วย เนื้อหาข่าว และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
๑. บทความ “การปลุกระดม ลัทธิภาคนิยม”
๒. รายละเอียดและหัวข้อข่าว 'เย้ยได้ประธานรัฐสภามีตำหนิ อดีตพันธมิตรฯเชื่อเป็น นอมินี'
๓. แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 1/2551
เรื่อง คำเตือนก่อนเกิดกลียุค
๔. แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 2/2551
เรื่อง กลียุคมาแล้ว
๕. แถลงการณ์ฉบับที่ 3/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรื่อง “เคลื่อนไหวครั้งที่ 1 : ต้านเผด็จการทุนนิยมสามานย์และรัฐตำรวจ”
ตามที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์ ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ได้ออกมาเคลื่อนไหว คัดค้าน ต่อต้าน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และได้เข้าร่วมเป็นแกนนำใน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย อันมีบทบาทสำคัญยิ่งที่ทำให้เกิดการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งได้ทำลายพัฒนาการประชาธิปไตยไทยลงไป และสั่นคลอนหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างชัดเจน ดังเห็นได้จาก รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ฉบับอำมาตยาธิปไตย นอกจากนี้ปรากฏว่านายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ได้ออกมาแสดงบทบาทและสิทธิของตนเอง ซึ่งอาจนอกเหนือระเบียบวาระข้อบังคับของรัฐสภา และมารยาททางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา คือ
๑. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ สามารถ ยื่นกระทู้ ยื่นญัตติ วิพากษ์ วิจารณ์ โดยสุจริต ในรัฐสภา เพื่อร่วมกันพัฒนาระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาได้
๒. กรณีนี้ปรากฏว่านายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไม่เคารพในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มุ่งหวังเพียงเพื่อจะขับไล่รัฐบาลอันมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ โดยสร้างวาทกรรมสำนวน กล่าวหาว่า “รัฐบาลอันมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นระบอบทักษิณ เป็นรัฐบาลนอมินี(ตัวแทน) เป็นรัฐบาลศรีธนณชัย เป็นรัฐตำรวจ เป็นรัฐทุนนิยมสามานย์ ”
๓. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ได้ร่วมกับพวกออกแถลงการณ์และนัดชุมนุมในรูปแบบงานสัมมนา ซึ่งจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๑ เวลา ๑๖.๐๐ น. ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ได้ เดินสายโฆษณา ชักชวน พี่น้องประชาชนตามที่ต่างๆ และได้ กล่าวปราศรัยระหว่างการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่อำเภอเชียรใหญ่ มีข้อความ ตอนหนึ่งว่า 'พันธมิตรต้องการล้มระบอบทักษิณที่รักของคนอีสาน คนภาคเหนือ และภาคกลางบางกลุ่ม และเป็นที่น่ารังเกียจของคนภาคใต้ อยากให้ทุกคนพร้อมกันไปล้มระบอบทักษิณอีกรอบ ยินดีต้อนรับนักรบศรีวิชัย พันธมิตรลุ่มน้ำปากพนัง เราจะร่วมกันล้มผู้ชักใยและระบอบหุ่นเชิด' (ตามเอกสารที่แนบมา) ซึ่งปรากฏชัดเจนว่านายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ มีแนวคิดแบ่งแยกประเทศไทย ให้ออกเป็นภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างความเกียจชัง และเหมารวม สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นเป็นฝัก เป็นฝ่าย ในสังคม
กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ จึงมีความเห็นว่า นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์ ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ อันมาจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้น กำลังมีส่วนสำคัญในการทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ด้วยการที่ตนเองมีบทบาทหน้าที่ เป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์ แต่กับไม่เคารพต่อระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
จึงเรียนมายัง ท่านรองประธานรัฐสภาคนที่ ๑ ให้ตรวจสอบบทบาท หน้าที่ ของสมาชิกสภาผู้แทนราฏร์ผู้นี้ และขอให้นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ชี้แจงให้ชัดเจนถึงบทบาทหน้าที่ของตน ที่ต้องรับผิดชอบ ต่อระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และเพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้เกิดขึ้น แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์ และสมาชิกวุฒิสภา ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๔๔ และ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๔๔
ด้วยความนับถือ
( นายภูมิวัฒน์ นุกิจ )
กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ www.nocoup.net
Tuesday, March 25, 2008
ชาติไทยสับสนข้อกฎหมาย กกต.ยุบพรรค
ผู้ประสานงาน กกต. พรรคชาติไทย เรียกร้อง กกต.สร้างหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนกรณีให้ใบแดง ชี้ พรรคสับสนใช้กฎหมาย 2 ฉบับวินิจฉัยยุบพรรค
อย่างไรก็ตาม นายอนุรักษ์ ตั้งข้อสังเกตว่า หากกกต.ไม่รับฟังข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการยุบพรรคชาติไทย ซึ่งไม่ทราบว่ากกต.จะตั้งอนุกรรมการดังกล่าวขึ้นมาเพื่ออะไร
บรรหาร จวก อภิสิทธิ์ ขวางแก้รัฐธรรมนูญ
หัวหน้าพรรคชาติไทย สนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญ ประเด็นยุบพรรค ไม่แก้ทั้งฉบับ โต้ “อภิสิทธิ์” อะไรไม่เจอกับตัวเอง ไม่รู้สึก
ส่วนกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น หัวหน้าพรรคชาติไทย ปฎิเสธที่จะแสดงความเห็น แต่กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า “อะไรไม่เจอกับตัวเอง ก็ไม่รู้สึก” ส่วนคดีเรื่องยุบพรรคนั้น เชื่อว่าคงใช้เวลา ไม่ได้สรุปกันอย่างรวดเร็ว เพราะเรื่องต้องส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ
ด้านนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ในฐานะได้รับมอบหมายจากพรรคให้ติดตามความคืบหน้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ใบแดง น.ส.นันทนา สงฆ์ประชา และนายมณเฑียร สงฆ์ประชา พรรคชาติไทย ว่าขณะนี้สมาชิกพรรคส่วนหนึ่งสับสน และมีการหยิบยกเข้าหารือในที่ประชุมพรรค ถึงข้อกฎหมายและขั้นตอน กกต.จะพิจารณายุบพรรคชาติไทย เนื่องจากที่ผ่านมา ยังมีความสับสน และไม่ชัดเจน ว่า กกต.ใช้กฎหมายการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. หรือกฎหมายพรรคการเมือง ในการดำเนินการ พรรคเห็นว่า กกต.ควรจะต้องหยิบยกกรณี สำนวนยุบพรรคไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ในอดีต ขึ้นมาประกอบการพิจารณา
สกู๊ป : นายกเยือนอินโด
25 มี.ค.-ขณะนี้นายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้าน.
ชมรายละเอียด โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-25 20:19:35

มัชฌิมาฯ หนุนแก้ รธน.โดยเฉพาะมาตรา 237
มัชฌิมาธิปไตย 25 มี.ค. - “อนงค์วรรณ เทพสุทิน” หนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 237 มอบหมาย ส.ส. สำรวจความเห็นประชาชนในแต่ละพื้นที่ ระบุความเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ถึงกับแตกแยก เชื่อสามารถพูดคุยกันได้ ย้ำยึดหลักความสมานฉันท์
นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ว่าที่หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย เปิดเผยว่า ที่ประชุมพรรควันนี้ (25 มี.ค.) มีมติแต่งตั้ง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ว่าที่รองหัวหน้าพรรค และนางพรทิวา นาคาศัย ว่าที่เลขาธิการพรรค เป็นตัวแทนของพรรคไปหารือกับทุกพรรคการเมืองในประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม พรรคเห็นว่า มาตรา 237 เป็นมาตราหลักที่ประชาชนสนใจและควรแก้ไข รวมทั้งยังมีอีกหลายมาตราที่ควรแก้ไข
“ส่วนตัวไม่เห็นด้วยให้มีการทำประชามติสอบถามความเห็นประชาชนในเรื่องนี้ เพราะมี ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เป็นตัวแทนของประชาชนอยู่แล้ว และสามารถตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ได้มอบหมายให้ ส.ส.ของพรรคไปสำรวจความเห็นของประชาชนในแต่ละพื้นที่อีกครั้งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพราะอาจมีความเห็นที่แตกต่างกัน” นางอนงค์วรรณ กล่าว
เมื่อถามถึงความเห็นที่แตกต่างกันของพรรคร่วมรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นางอนงค์วรรณ เชื่อว่าจะสามารถพูดคุยกันได้ ไม่ถึงขั้นแตกแยก แต่ละพรรคต้องยึดหลักความสมานฉันท์
นางอนงค์วรรณ กล่าวถึงกรณียุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่า ยังคงมั่นใจในข้อมูลที่ได้ให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะไม่สามารถเอาผิดถึงขั้นยุบพรรคได้ ส่วนกรณีที่นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ออกมาให้ความเห็นว่าต้องส่งเรื่องยุบพรรคให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเท่านั้น นางอนงค์วรรณ กล่าวว่า เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ความเห็นของ กกต.ทั้งหมด. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-25 19:13:48

ครม.ไฟเขียวSML1.8หมื่นล.กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า
ครม.อนุมัติงบประมาณโครงการ SML 1.8 หมื่นล้านบาท ถึงมือรากหญ้าปลายเม.ย.นี้ พร้อมคงภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% อีก 2 ปี ถึง 30 ก.ย. 2553 นายกฯยันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลแน่
วันที่ 25 มี.ค. 2551 เวลา 12.30น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมครม.ถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ ว่าในที่ประชุมครม. ทางกระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการการแก้ปัญหา แม้ขณะนี้เศรษฐกิจค่อนข้างแย่ก็ตาม แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังทำกันอยู่ เขามีวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายมาตรการ และยืนยันว่าได้ผลแน่ และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลัง ก็ยืนยันกับครม.ว่ามาตรการที่ออกมาได้ผล
ด้านนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายเวลาการใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) ที่ 7% ไปอีก 2 ปี โดยให้สิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.2553 จากเดิมที่จะสิ้นสุดใน 30 ก.ย.2551 ทั้งนี้การที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ขยายเวลาปรับลด VAT ดังกล่าวเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจกลับคืนสู่ภาวะปกติและไม่สร้างภาระให้แก่ประชาชน โดยไม่ได้คำนึงว่าจะทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ เพราะเรื่องนี้ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว หากจะไปใช้ VAT ที่ 10% อาจทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลได้
"เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่มาเป็นภาระต่อต้นทุนในอนาคต จึงต้องการให้เกิดความชัดเจน"นพ.สุรพงษ์กล่าว
นพ.สุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า หลังจากที่มาตรการกระตุ้นระดับฐานรากผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน (SML) ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท โดยจะส่งถึงมือประชาชน ปลายเดือนเม.ย.นี้ ส่วนสัปดาห์หน้าจะนำเสนอมาตรการอื่นๆ ที่เป็นเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าเพิ่มเติม เช่น โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4.5% แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยเพื่อใช้ในการจัดหาที่อยู่อาศัย, การพักชำระหนี้เกษตรกร, ธนาคารประชาชนตลอดจนการขยายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีก 1,600 แห่ง ล่าสุด รัฐบาลได้นำร่างพ.ร.ฎ.ที่ออกมาเพื่อรองรับมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้
ด้าน น.ส.วีรินทร์ทิรา นาทองบ่อจรัส รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม.มีมติให้วันที่ 16 เม.ย.2551 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มอีก 1 วันเพื่อชดเชยวันหยุดสงกรานต์ที่ตรงกับวันเสาร์อาทิตย์ ส่วนกรณีของธนาคาร ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้พิจารณาตามกฎและระเบียบที่ธปท.กำหนด
‘พปช.'มีมติแก้รธน.หลายประเด็น-คาด3เดือนเรียบร้อย
ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงภายหลังการประชุมพรรคว่า พรรคมีมติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ในหลายประเด็น โดยจะมีการคณะกรรมการศึกษาเพื่อจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ซึ่งจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาในเดือนเม.ย.51 และคาดว่าจะใช้เวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จได้ภายใน 3 เดือนหลังจากนั้น
สำหรับประเด็นหลักที่พรรคเห็นว่าจะต้องแก้ไข คือ มาตรา 237 เพราะเป็นการลอกข้อความที่ลอกมาจากประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.)ซึ่งถือว่าผิดต่อหลักนิติธรรม รวมทั้ง ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ส.ส.และ ส.ว.ด้วย เป็นต้น
ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า การแก้ไขมาตรา 237 จะเสนอให้ตัดวรรคสองออกทั้งหมด เพราะเป็นข้อความที่กำหนดให้กรรมการบริหารพรรคผู้ใดมีส่วนรู้เห็น ปล่อยให้การเลือกตั้งไม่เป็นยุติธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรค
ทั้งนี้ พรรคเห็นว่ากฎหมายควรจะเปิดช่องให้กกต.สามารถใช้ดุลพินิจในการพิจารณาเรื่องนี้ได้ แต่หากมีพรรคการเมืองถูกยุบในช่วงที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่แล้วเสร็จ ก็คงต้องปล่อยให้ถูกยุบไป แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการออกกฎหมายสามารถเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรคนั้น ๆ ได้
‘สมัคร'ย้ำแก้ไขรธน.ให้มากที่สุด-แฉพวกจ้องป่วน21เม.ย.
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ย้ำว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเห็นว่ามีมาตราที่ต้องแก้ไขอีกมาก พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีการยุบสภาหลังแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องทำประชามติ หรือประชาพิจารณ์ เพราะประชาชนได้เลือกรัฐบาลเป็นเสียงข้างมากแล้ว และยังไม่มีผลกระทบหากฝ่ายค้านจะไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องมีมติจากคณะรัฐมนตรี เพราะถือเป็นเรื่องของพรรครวมรัฐบาล
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันการแก้ไขไม่ใช่เพราะเห็นแก่ตัว แต่เป็นเพราะเกิดกรณีพิจารณาใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ได้รับเอกสารข้อมูลกรณีบุคคลเตรียมก่อเหตุในพื้นที่ภาคที่ 1 ในวันที่ 21 เมษายน จริง
นายสมัคร เห็นว่ารายชื่อว่าที่ 4 ตุลาการรัฐธรรมนูญที่ได้รับการคัดเลือกในวันนี้มีความผิดปกติ เพราะไม่ควรเลือกผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลเก่าเข้ามาทำหน้าที่ โดยขอให้รอดูคำวิจารณ์จากสังคมว่าเหมาะสมหรือไม่ ที่คณะกรรมการสรรหาไม่มีชื่อของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ร่วมอยู่ด้วย





