WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 26, 2008

กก.สิทธิฯ พบที่ดิน 'ศรีสุบรรณ' ออกเอกสารทับซ้อน [26 มี.ค. 51 - 15:33]

วันนี้ (26 มี.ค.) พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ คณะอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษษยชนแห่งชาติ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ ต.น้ำหัก อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามข้อเท็จจริงหลังมีชาวบ้านร้องเรียนถูกออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ทำกินกว่า 100 ครัวเรือน เนื้อที่ 1,600 ไร่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด ที่อ้างว่าประมูลมาอย่างถูกต้องจากกรมบังคับคดี

โดย พ.ต.อ.สมพล สอบถามข้อมูลจากชาวบ้านกว่า 20 ปาก และตรวจพื้นที่เบื้องต้นพบว่ามีการออกเอกสารสิทธ์ไม่ถูกต้องทับที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนขี้หนอน ซึ่งชาวบ้านเข้าไปทำกินปลูกยางพาราและสวนปาล์ม บางแห่งต้นยางพารามีอายุมากกว่า 20 ปี และระหว่างตรวจสอบที่ดินดังกล่าว

นอกจากนี้ มีชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งจาก ม.1 บ้านท่านหญิง ต.ตะกุกเหนือ อ.วิภาวดี เข้าร้องเรียนว่ามีการออกเอกสารสิทธิทับที่ดินของชาวบ้านเช่นกันจำนวน 13 ราย กว่า 400 ไร่ด้วย ซึ่งคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียน และจะรายงานผลการตรวจสอบให้อธิบดีกรมการปกครองที่จะลงพื้นที่ติดตามปัญหาดังกล่าวช่วงบ่ายวันนี้




กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ2540 ออกแถลงการณ์ “ผ่าทางตันการเมือง ต้องแก้รัฐธรรมนูญทันที”

กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ2540 ออกแถลงการณ์ เรียกร้องรัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง องค์กรประชาธิปไตย นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 2550 ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตราเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปโดยสันติราบรื่น และเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยไม่ลังเล หรือหวั่นไหวไปกับการคัดค้านของฝ่ายนิยมเผด็จการ
ความดังนี้

แถลงการณ์กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540
รวมพลังเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ


นับตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ สถานการณ์ทางการเมืองและการดำเนินระบอบประชาธิปไตยมีปัญหาตลอดเวลา เพราะรัฐธรรมนูญฯฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ด้วยสถาบัน ระบบ กฎหมาย กลไก ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองต่าง ๆตามรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เป็นเผด็จการ เป็นมรดกแห่งความชั่วร้ายตกทอด สร้างปัญหาและพ่นพิษใส่การเมืองของประเทศไม่เว้นแต่ละวัน นอกจากนี้ บรรดาฝ่ายนิยมเผด็จการ เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นักวิชาการ สื่อมวลชน พรรคการเมืองบางพรรค และกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ฯลฯ พยายามเคลื่อนไหวก่อกระแสขับไล่รัฐบาล ซึ่งมีแนวโน้มไปในทางล้มเลิกระบอบประชาธิปไตยที่พี่น้องประชาชนเพียรพยายามสร้างมาหลายสิบปี อีกครั้งหนึ่ง

กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นกลุ่มอุมดมการณ์ทางการเมืองที่ก่อตั้งมาก่อนการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารและเข้าร่วมการต่อต้านระบอบเผด็จการ และการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2550 มาโดยตลอด และสมาชิกทุกคนไปออกเสียงลงประชามติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมีที่มาจากระบอบเผด็จการและเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่เป็นประชาธิปไตย ส่วนการจัดทำประชามติก็จอมปลอม เพราะกระทำขึ้นในช่วงเวลาที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย อยู่ภายใต้กฎอัยการศึกกว่าครึ่งค่อนประเทศ มีการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายต่อต้านเผด็จการ ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลและกองทัพรณรงค์โฆษณาชวนเชื่ออย่างเป็นระบบเพื่อให้ประชาชนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ผลสุดท้ายก็มีผู้ใช้สิทธิออกเสียงเห็นเพียงด้วย 14 ล้านเสียง มีผู้ไม่เห็นด้วยถึงกว่า 10 ล้านเสียง และเมื่อรวมกับบัตรเสียและผู้ไม่มาลงคะแนนแล้วมีมากถึงเกือบ30 ล้านเสียง รัฐธรรมนูญ 2550 จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ขาดความชอบธรรมทั้งในด้านที่มา เนื้อหา และกระบวนการลงประชามติที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เห็นว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ โดยการยกเลิกแล้วนำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กลับมาใช้ เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ อย่างเร่งด่วน

แน่นอนว่า กระแสความคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ๒๕๕๐ ที่กำลังสูงขึ้น ย่อมถูกคัดค้านต่อต้านจากบุคคล กลุ่มและองค์กรฝ่ายนิยมเผด็จการอำมาตยาธิปไตยโดยเฉพาะอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นักวิชาการ สมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่ม ฯลฯโดยใช้เหตุผลว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง รัฐธรรมนูญนี้เพิ่งประกาศใช้ไม่นาน ทั้งที่จริง ๆ ประกาศใช้มาถึง 7 เดือน และที่สำคัญ ได้ผ่านการลงประชามติเห็นชอบของประชาชนจำนวน 14 ล้านเสียง แต่โดยเนื้อแท้แล้ว สะท้อนความคิดนิยมเผด็จการที่ยังดำรงอยู่ในจิตสำนึกอย่างเหนียวแน่นจนยากจะลบล้างได้ เป็นการละเมอเพ้อฝันถึงระบอบการเมืองที่ล้าหลังไม่เหมาะสมกับยุคสมัยอีกแล้วและเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยรอบใหม่โดยไม่นำพาต่อหายนะและกลียุคที่พวกเขากำลังก่อขึ้น
กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 จึงขอเรียกร้องรัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง องค์กรประชาธิปไตย

นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 2550 ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตราเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปโดยสันติราบรื่น และเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยไม่ลังเล หรือหวั่นไหวไปกับการคัดค้านของฝ่ายนิยมเผด็จการดังกล่าว

จรัล ดิษฐาอภิชัย
ผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐

เอแบคโพลชี้ปชช.หนุนแก้รธน.-ดึง111ทรท.ช่วยงานรัฐบาล

วันนี้ (26 มี.ค.) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (The ABAC Social Innovation in Management and Business Analysis) เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญในสายตาประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 18 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,425 ตัวอย่าง ซึ่งมีระยะเวลาการดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคม พ.ศ. 2551 ผลสำรวจพบว่าประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่เกินกว่าร้อยละ 80 ติดตามข่าวการเมืองเป็นประจำทุกสัปดาห์
ประเด็นสำคัญที่ค้นพบคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.9 ทราบข่าวความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และเมื่อถามถึงจุดด้อยของรัฐธรรมนูญที่ต้องแก้ไข พบว่า ร้อยละ 34.7 ระบุกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับพรรคการเมือง การยุบพรรคการเมือง บทลงโทษพรรคการเมืองที่กระทำผิด ร้อยละ 25.4 เกี่ยวกับการได้มาของ ส.ส. และ ส.ว. ร้อยละ 22.2 ทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ทำงานให้ประชาชนไม่ได้ ร้อยละ 9.0 เกี่ยวกับผลประโยชน์ของนักการเมือง ร้อยละ 12.4 เกี่ยวกับการได้มาซึ่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับของสังคม การมีส่วนร่วมของคนในสังคม สิทธิมนุษยชน และความเป็นกลางของรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ร้อยละ 28.4 ระบุไม่มีจุดอ่อนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง
เมื่อถามถึงจุดดีของรัฐธรรมนูญ พบว่า ร้อยละ 24.8 ระบุเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น ร้อยละ 18.1 ระบุเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการลงประชามติ ร้อยละ 15.4 ระบุเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร้อยละ 14.6 เห็นว่าทำให้ประเทศชาติเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ร้อยละ 14.4 ระบุเรื่องความเข้มงวดในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 11.9 ระบุเป็นเรื่องความยุติธรรมและความเป็นธรรมต่อประชาชน ร้อยละ 9.2 เห็นว่ามีพื้นฐานมาจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิม และสามารถควบคุมพรรคการเมืองได้ดี ในขณะที่ร้อยละ 29.6 ระบุว่าไม่มีจุดดีในมาตราที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง
เมื่อประเมินจุดดีและจุดด้อยของรัฐธรรมนูญโดยภาพรวม พบว่า เกือบครึ่งหรือร้อยละ 49.2 ระบุว่า พอๆ กัน ในขณะที่ร้อยละ 24.3 ระบุมีจุดด้อยมากกว่า และร้อยละ 26.5 ระบุมีจุดดีมากกว่า
ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.3 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะ อยากให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความสงบสุข และการเมืองเข้มแข็งขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 32.9 ไม่เห็นด้วย เพราะ มีการเบี่ยงเบนสาเหตุที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม และเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้น และร้อยละ 7.8 ไม่มีความเห็น
และในกลุ่มประชาชนที่ต้องการให้แก้ไขประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 49.1 ต้องการให้แก้ไขทุกมาตรายกเว้นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ร้อยละ 40.4 ต้องการให้แก้ไขที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง และร้อยละ 10.5 ไม่มีความเห็น อย่างไรก็ตาม ประชาชนเกินครึ่งหรือร้อยละ 55.2 ต้องการให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก่อน ในขณะที่ร้อยละ 37.6 เห็นควรแก้ไขไปพร้อมๆ กัน มีเพียงร้อยละ 5.9 เห็นควรให้แก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน และร้อยละ 1.3 ไม่มีความเห็น
นอกจากนี้ ประชาชนประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 51.7 เห็นว่ารัฐบาลควรมีแนวทางให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน ได้มาช่วยงานรัฐบาลในขณะนี้ เพราะมีความสามารถ มีศักยภาพในการทำงาน บ้านเมืองกำลังประสบปัญหาต้องช่วยกัน มีประสบการณ์การทำงาน และอยากให้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ในขณะที่ร้อยละ 41.6 ไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นการละเมิดกติกา เกรงว่าจะเข้ามาทำเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายตามมา และร้อยละ 6.7 ไม่มีความเห็น


จาก hi-thaksin

'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนจบ

ในที่สุด ก็มาถึงตอนสุดท้ายของการตีแผ่เรื่องราวอีกด้านหนึ่งของ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำจิตวิญญาณพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเนื้อหาในหนังสือ "อีกด้านหนึ่งของสนธิ" ที่บรรทัดทองคัดลอก มาให้กับท่านผู้อ่านได้รับรู้กันในตอนสุดท้ายนี้ เป็นชื่อตอน "ล้มระรื่น มิใช่ ล้มละลาย" ซึ่งอยู่ในหนังสือ"ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 2"

ตอน "ล้มระรื่น มิใช่ ล้มละลาย" ผู้เขียน ได้กระชากหน้ากาก สนธิ ลิ้มทองกุลโดยอรรถาธิบายพฤติกรรมอาชญากรเศรษฐกิจ ที่มาในคราบการปล้นของโจรเสื้อนอก ปล้นบริษัทของตัวเอง โดยโยนภาระความรับผิดชอบตกไปอยู่ที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยต้องเสียหายขาดทุนยับเยินจากการกระทำของสนธิ

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้อธิบาย ถึงหมากกลที่เหนือชั้นของสนธิ ประกาศต่อสาธารณะชนว่าเป็นบุคคลล้มละลายด้วยมูลหนี้ 151 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริง เขามีภาระหนี้ที่เขาก่อมากมายนับหมื่นล้านบาทกับความอหังการขยายอาณาจักร เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จนเดอะเนชั่น ทนดูพฤติกรรมที่สนธิก่อไว้ไม่ไหวต้องออกมาตีแผ่ความสามานย์ของโจรเสื้อนอก ที่ชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล

ในตอน "ล้มระรื่น มิใช่ ล้มละลาย" ที่บรรทัดทองคัดลอกมานี้ ช่างมีเนื้อหาที่เหมาะเจาะกับชื่อของหนังสือเป็นที่สุด "ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 2"

เอาหล่ะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลากันท่านผู้อ่าน เตรียมล้อมวงกันเข้ามา และถ้าเป็นไปได้ช่วยกันกวักมือเรียกพรรคพวกเพื่อนฝูงมา แล้วเรามารับรู้เรื่องราวของ สนธิ ลิ้มทองกุล ร่วมกันในเนื้อหาด้านล่างกันเลยดีกว่า

////////////////////////////////////////////////////////////////

ล้มระรื่น มิใช่ ล้มละลาย

ท่ามกลางความเลวร้ายอันเป็นผลพวงของวิกฤตที่เศรษฐกิจไทย ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ได้ก่อคุณูปการอย่างใหญ่หลวงประการหนึ่งขึ้นในวงการธุรกิจไทย นั่นคือ ทำให้ได้รู้เห็นว่าวิธีการปล้นของโจรเสื้อนอก หรือ อาชญากรเศรษฐกิจ ทำกันอย่างไร และได้นำมาสู่การสร้างมาตรการป้องกันการปล้นของโจรเสื้อนอก ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้

วันที่ 11 มีนาคม 2543 หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ บ้างพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง บ้างพาดหัวข่าวหน้าธุรกิจ เหมือนกับราวกับนัดกันไว้

"ศาลสั่ง สนธิ ล้มละลาย"

เป็นข่าวที่ดังเกรียวกราวที่สุดของวงการหนังสือพิมพ์ ในห้วงปีนั้น เนื่องจากความเป็นคนดังที่มีทั้งคนรัก และคนชัง ของสนธิ และความที่สนธิ เป็นกรณีตัวอย่างทั้งด้านบวก และด้านลบ หลายต่อหลายเรื่องให้กับคนในวงการหนังสือพิมพ์ ทำให้ข่าวชิ้นนี้ได้รับความสนใจหยิบยกขึ้นมานำเสนอต่อประชาชน จากเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการเดียวกัน มากเป็นพิเศษ

นัยว่าข่าวนี้ถูกเพื่อนๆ ในวงการนำเสนอทั้งด้วยความรัก ความชัง และความหมั่นไส้ ที่มีต่อสนธิ ลิ้มทองกุล

เนื้อหาของข่าวดังกล่าว มีอยู่ว่า .....

"ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษากรณีธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ที่ 1 และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลูกหนี้ที่ 2 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 โดยขอให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

ทั้งนี้ โจทก์ฟ้องว่า ลูกหนี้ที่ 1 ออกหุ้นกู้ประเภทมีหลักประกันทีเอ็มจี และขายหุ้นกู้ตามใบหุ้นลงวันที่ 20 เมษายน 2538 จำนวน 150,000 หุ้น เป็นเงิน 150,000,000 บาท ให้กับบริษัทเงินทุนหลัก ทรัพย์ นครหลวงเครดิต จำกัด ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 19 เมษายน 2540 โดยลูกหนี้ที่ 1 ยอมจ่ายดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์บวกหนึ่ง

ต่อมาโจทก์ซื้อหุ้นกู้จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นครหลวงเครดิต จำกัด โดยสลักหลังโอนหุ้นกู้ของลูกหนี้ที่ 1 ให้กับโจทก์ ทำให้โจทก์รับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ต่างๆ และเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ ลูกหนี้ที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระของลูกหนี้ที่ 1 โดยยินยอมรับผิดชอบร่วมกัน

ภายหลังหุ้นกู้ดังกล่าวครบกำหนดไถ่ถอน ลูกหนี้ที่ 1 ไม่ไถ่ถอน แม้ทวงถามก็เพิกเฉย โจทก์จึงไปทวงถามลูกหนี้ที่ 2 ก็ยังเพิกเฉย ลูกหนี้ทั้งสองจึงเป็นหนี้โจทก์อยู่ 151,063,013.69 บาท การกระทำของลูกหนี้ทั้งสองเป็นการแสดงพฤติการณ์ให้เห็นชัดเจนว่า เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้ ต้องสันนิษฐานตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย

ศาลเห็นว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันของลูกหนี้ที่ 1 กล่าวคือ เป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเหนือหลักทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ในทางจำนำตามมาตรา 6 เมื่อปรากฏว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องลูกหนี้ที่ 1 เป็นคดีล้มละลาย โดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 10 (2) คือมิได้กล่าวมาในฟ้องว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยินยอมสละหลักทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ที่เป็นหลักประกันให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักทรัพย์ประกันดังกล่าวมาในฟ้อง คำฟ้องของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับลูกหนี้ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎ หมาย แม้ลูกหนี้ที่ 1 จะไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นมาพิจารณาได้เอง

ส่วนลูกหนี้ที่ 2 ต้องข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และตามลูกหนี้ที่ 2 ได้ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าลูกหนี้ที่ 2 แสดงให้เห็นว่าได้พยายามขวนขวายชำระหนี้ให้โจทก์แต่ประการใด กรณีนี้จึงไม่อาจฟังได้ว่า ลูกหนี้ที่ 2 ไม่สมควรเป็นบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด

ศาลจึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ให้ลูกหนี้ที่ 2 ชดใช้ค่าธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ สำหรับค่าทนายความ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้กำหนดให้ตามที่เห็นสมควร

พิพากษายกฟ้องของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เฉพาะ บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ที่ 1 ให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนลูกหนี้ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 2 พันบาท"

คำพิพากษานี้ หากพิจารณาเพียงชั้นเดียว ก็จะเชื่อโดยสุจริตใจว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เจ็บปวดกับการต้องเป็นบุคคลล้มละลาย แต่หากมองมากกว่าหนึ่งชั้น ก็จะต้องถือว่าสนธิ โชคดีมาก ที่เขาล้มละลายด้วยมูลหนี้เพียง 151 ล้านบาทเศษ ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้ที่ก่อหนี้มากมายนับหมื่นล้านบาท กับการลงทุนสร้างอาณาจักร เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

หาคนเชื่อได้น้อยมากว่าสนธิ เจ็บปวดจริงๆ กับการถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายในวันนั้น เหมือนๆ กับที่สนธิ ก็ไม่เชื่อว่า พร สิทธิอำนวย เจ้านายเก่าของเขา เจ็บปวดจริงๆ กับการล่มสลายของอาณาจักร PSA ในอดีตเมื่อครั้งที่เขายังฟูเฟื่องในฐานะขุนพลคนหนึ่งของตึกดำ

หากแต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าสนธิ ยินดีอย่างยิ่งกับการเป็นบุคคลล้มละลาย ด้วยมูลหนี้เพียง 151 ล้านบาทเศษ ในขณะที่เขาก่อหนี้ไว้มากกว่ามูลหนี้จำนวนนี้นับร้อยเท่า และไม่มีใครบอกได้ว่าสนธิ นำเงินได้จากการก่อหนี้ไปลงทุนในธุรกิจจริงๆ หรือนำไปใช้เพื่อความสุขสบายในชีวิตของตนเอง

คำสั่งศาลให้เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของสนธิ ทั้งด้านชีวิตส่วนตัว และการดำเนินธุรกิจ

สนธิ ยังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในคฤหาสน์ 4 หลังงาม ในรั้ว "พีเค วิลล่า" บนถนนสุโขทัย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่จัดตั้งรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา และเป็นสวรรค์ชั้นเจ็ดสำหรับเขากับสาวงาม ที่หาซื้อได้ด้วยเงินตรา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

นอกเหนือจากคำสั่งศาลให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว สนธิ ลิ้มทองกุล ยังมีคดีติดตัว และเป็นคดีเศรษฐกิจที่เข้าข่ายการฉ้อโกงบริษัทมหาชน หรือ ฉ้อโกงประชาชน ที่เรียกกันว่าเป็นอาชญากรเศรษฐกิจ จากกรณีที่ถูกกลต. กล่าวโทษว่ากระทำการทุจริต ปลอมมติผู้ถือหุ้น บริษัท แมเนเจอร์มีเดียกุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MGR ไปค้ำประกันเงินกู้ให้แก่ เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งข่าวนี้ถูกตีแผ่ไปทั่วโลก โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่รายงานว่า ...

ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ได้เข้าแจ้งความต่อกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ(สศก.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เพื่อกล่าวโทษให้ดำเนินคดี 4 อดีตกรรมการ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป(MGR) ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสุรเดช มุขยางกูร น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และน.ส.ยุพิน จันทนา กรณีร่วมกันปลอมเอกสารประกอบการทำสัญญาในนามของ MGR เพื่อค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาท ให้กับบริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ป(TMG) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบ จนทำให้ MGR เสียหายอย่างมากในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากกรณีมีผู้ร้องเรียนก.ล.ต. เมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 ว่า บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง(IEC)ไม่เปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันการกู้ยืมเงินให้แก่ TMG ซึ่งก.ล.ต.ได้ตรวจ สอบพบเป็นจริงและกล่าวโทษอดีตผู้บริหาร IEC ไปแล้ว แต่ระหว่างการตรวจสอบกรณี IEC นั่นเองก็พบหลักฐานที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้แก่ TMG ว่า มี MGR ร่วมค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาทนี้ด้วยเช่นกัน และต่อมา TMG ได้ผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้ MGR ต้องรับภาระเป็นผู้ชำระหนี้แทนถึง 259 ล้านบาท

จากการตรวจสอบสัญญาที่ MGR ค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวรวม 6 ฉบับ ระหว่าง 30 เมษายน 2539 ถึง 31 มีนาคม 2540 พบมีการลงนามโดยบุคคลทั้ง 4 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของ MGR โดยคณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบด้วย และไม่ได้เปิดเผยให้ถูกต้องในงบการเงินของ MGR จึงเป็นการกระทำผิดพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตราด้วยกัน ด้วยเป็นการกระทำโดยทุจริต ใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายไปแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น จนเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR รวมทั้งการปลอมสำเนารายงานประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้กรุงไทยหลงเชื่อ และการไม่เปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ ทำให้ผู้ลงทุนได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนตามความจริงจนเสียหายต่อการตัดสินใจลงทุน

หนังสือพิมพ์กระแสหุ้น ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีดังกล่าวนี้ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 307 และ 311 แห่งพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลอาญากฎหมายอาญา กรณีการกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้ง 4 ราย เป็นการกระทำทุจริตโดยใช้อำนาจที่ตนได้รับมอบหมายแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR โดยตรง

ทั้งนี้ กรณีความผิดทั้ง 3 ข้อดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 -1,000,000 บาท

พฤติกรรมของสนธิ ที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยกลต. นั้น หากกล่าวภาษาชาวบ้าน กล่าวกันง่ายๆ ก็คือ การปล้นบริษัทตัวเอง นั่นเอง เพราะสนธิ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR แต่กลับเอา MGE ไปค้ำประกันเงินก็ให้กับเอ็มกรุ๊ป จนเป็นเหตุให้ MGR ต้องรับผิดชอบภาระหนี้ที่เอ็มกรุ๊ป ก่อไว้มากกว่า 1,000 ล้านบาท และเป็นเหตุให้ MGR และผู้ถือหุ้นรายย่อยของ MGR ต้องเสียหาย ขาดทุนย่อยยับจากการกระทำของสนธิ ในครั้งกระนั้น

ทั้งๆ ที่เป็นบุคคลล้มละลาย และเป็นผู้ต้องหาคดีเศรษฐกิจ เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญของ กลต. แต่ สนธิ ไม่ได้มีทีท่าเดือดร้อนกับชะตาชีวิตของเขา และไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเองอีก

สนธิยังทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดแม้แต่วันเดียว และมีความสุขสบายในการทำธุรกิจมากขึ้นอีกด้วย กับการที่ไม่ต้องรับภาระและความรับผิดชอบใดๆ ในทางกฎหมาย เนื่องจากสถานะบุคคลล้มละลายของเขานั่นเอง

ช่วงแรกของการทำธุรกิจในนามของบุคคลล้มละลาย สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ตัวแทนหรือโนมินีหลายคน ซึ่งในจำนวนนั้น มี จิตตนารถ ลิ้มทองกุล ลูกชายของเขา และ พชร สมุทวนิช ลูกชายของ ชัยอนันต์ สมุทวนิช ผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธ ไปเปิดบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ แต่ยังคงทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน เช่นเดิม เช่น บริษัทเวิล์ดไวด์มีเดีย จำกัด ทำธุรกิจสื่อโทรทัศน์ รายการก่อนจะถึงจันทร์ รายการเมืองไทยรายวัน เมืองไทยรายสัปดาห์ และรายการวิทยุ คลื่นเอฟเอ็ม 97.5 เวปไซต์ manager.co.th

สื่อใหม่ๆ เหล่านี้ เป็นกลไกลทางธุรกิจที่สำคัญของสนธิ ลิ้มทองกุล ในการทำรายได้จากการเวลาและพื้นที่โฆษณาให้กับหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ที่ถูกจัดให้มาเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของสนธิ และผูกปีเป็นขาประจำกันชนิดที่สื่ออื่นๆ ได้แต่มองตาปริบๆ

การทำธุรกิจภายใต้ชื่อบุคคลอื่นของสนธิ เป็นที่สนใจใคร่รู้ของเพื่อนๆ ในวงการว่าการกลับมารอบนี้ เขาจะไปได้สักกี่น้ำ และจากความสนใจก็กลายมาเป็นการจ้องมองเพื่อตรวจสอบว่าสนธิ กำไต๋ อะไรไว้ในมือ จึงกล้าลงทุนมากมาย ขยายกิจการไปทุกด้าน เปิดแนวรบทุกทิศ ทั้ง วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เวปไซต์ และดาวเทียม ซึ่งคาดการณ์กันว่าสนธิ ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่น้อยกว่าหลักพันล้านบาท กับการบุกเบิกกิจการใหม่ๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักสำหรับบุคคลที่อยู่ในภาวะล้มละลาย

แต่สนธิ ในวันนั้นไม่ได้มีสภาพเหมือนบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด เขาสามารถหาเงินมาลงทุนได้ หาเงินไปล่าซื้อตัวคนเก่ง คนดีๆ จากทุกค่าย ทุกสำนักข่าวมารวมตัวกันอยู่ในอาณาจักรของเขา อย่างที่ทุกคนได้แต่ยืนมองด้วยความประหลาดใจ

ไม่มีใครรู้ว่าสนธิ มีอยู่ในมือ หรือ ซ่อนไว้ในบัญชีของใครเท่าไร และทำไมทางการจึงตรวจไม่พบทรัพย์สินเหล่านี้

เดอะเนชั่น เป็นสื่อมวลชนรายแรกที่ตรวจสอบสนธิอย่างเข้มข้น ด้วยการทำสกู๊ป 4 ตอนรวดเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของการลดหนี้กว่า 6 พันล้าน ให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเอ็มกรุ๊ป ซึ่งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสถาบันการเงินของรัฐ โดยบรรณาธิการเนชั่นยืนยันเป็นการเสนอข่าวตามปกติ ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ในหน้าเศรษฐกิจ ฉบับวันอังคารที่ 9 เมษายน 2544 รายงานว่า เจ้าหนี้ของบริษัท เอ็ม กรุ๊ป อาจยอมตัดยอดหนี้ 70% จากทั้งหมด 6,070 ล้านบาท ตามแผนปรับโครงสร้างของบริษัทในไตรมาส 3 ของปีนี้

บริษัทเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ประสบปัญหาทางการเงินตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540

เดอะเนชั่น อ้างแหล่งข่าวในกลุ่มเจ้าหนี้ เปิดเผยว่า เจ้าหนี้รายใหญ่ของบริษัทเอ็ม กรุ๊ป เช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทย ลงความเห็นร่วมกันว่า บริษัทดังกล่าวไม่สามารถหารายได้เพียงพอชำระหนี้ที่มีอยู่ และจะเชิญผู้ลงทุนภายนอกจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับเอ็ม กรุ๊ปและซื้ออาคารสำนักงานของบริษัท

"เราเชื่อว่าการปรับลดยอดหนี้ จะเป็นทางออกที่ดีกว่าการขายหลักทรัพย์ที่จำนองไว้ การขายหลักทรัพย์ที่จำนองไว้จะสามารถชำระหนี้ได้เพียง 5-10% ของมูลค่าหนี้ทั้งหมด ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้จะช่วยให้เจ้าหนี้ได้รับเงินคืน 20-30%"

นอกจากนี้บรรดาเจ้าหนี้เตรียมจะให้หนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป ที่รับประกันเงินกู้ของบริษัท ชำระหนี้บางส่วน แต่แหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผยชื่อของผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือจำนวนเงินกู้ที่ต้องชำระคืน

ทั้งนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งถือหุ้น 44.82% ยังคงถูกจัดเป็นบุคคลล้มละลายภายใต้กฎหมายล้มละลาย และจะพ้นสถานะดังกล่าวในวันที่ 18 มีนาคม 2546

เดอะเอ็ม กรุ๊ป เป็นบริษัทแม่ที่มีบริษัทในเครือจำนวนมาก รวมทั้ง ผู้จัดการ มีเดีย กรุ๊ป(MGR) ที่พิมพ์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เดิมมีหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส และเอเชีย อิงค์ รวมทั้งบริการออนไลน์ และการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และการสื่อสารดาวเทียม

เอ็มจีอาร์ และบริษัทในเครือส่วนใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งรวมถึง อีสเทิร์น พรินต์ติง(EPCO) ปรับโครงสร้างหนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วในช่วงปี 2543-2544

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างหนี้เอ็ม กรุ๊ป ดำเนินการล่าช้ากว่าบริษัทในเครืออื่นๆหนึ่งในบรรดาเจ้าหนี้รายใหญ่ กล่าวว่า สถานะทางการเงินที่มีปัญหาของบริษัททำให้ประกอบธุรกรรมได้น้อยไม่เพียงพอสร้างรายได้ ส่วนรายได้ที่จับต้องได้เพียงอย่างเดียวของเอ็ม กรุ๊ปคือ เงินที่ได้จากบริษัทในเครือ

เดอะเนชั่น อ้างนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทิสโก้ ให้ความเห็นว่า รายงานแสดงสถานะทางการเงินของ MGR และEPCO ยังคงมียอดขาดทุนสุทธิและยอดขาดทุนสะสมสูงขึ้นเมื่อเทียบกับบริษัทสำนักพิมพ์อื่นๆ MGR รายงานว่ายอดรายได้เพิ่มขึ้น 12.5% และมีกำไรในปี 2544 แต่ยังไม่สามารถตัดยอดหนี้และยอดขาดทุนสะสมได้

เมื่อปลายปี 2543 เอ็ม กรุ๊ปรายงานยอดขาดทุนสุทธิ 329.9 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากยอดขาดทุนปี 2542 เป็นจำนวน 162 ล้านบาท

และในปี 2544 เมื่อรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ ฐานะการเงินของMGR ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากได้รับสัญญาทำรายการโทรทัศน์ ได้แก่ รายการ"ก่อนจะถึงวันจันทร์"และรายการข่าวและสัมภาษณ์"เมืองไทยรายวัน"

ทั้งสองรายการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ของภาครัฐและได้รับสปอนเซอร์จากกิจการของรัฐ หรือบริษัทที่เคยเป็นกิจการของรัฐ เช่นธนาคารกรุงไทย ปตท. และ การบินไทย ฯลฯ

MGRยังได้รับสิทธิจัดรายการวิทยุทางคลื่นเอฟเอ็ม 99.5 ซึ่งมีรายได้จากโฆษณาของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง

ในตอนท้าย เดอะเนชั่น ยังได้บอกว่า นี่คือ 1 ใน 4 ตอน ที่จะตีพิมพ์เกี่ยวข้องกับเครือเอ็มกรุ๊ป ในยุครัฐบาลภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นายพนา จันทรวิโรจน์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น บอกว่า การนำเสนอรายงานดัง กล่าว เป็นการนำเสนอข่าวปรับโครงสร้างตามปกติธรรมดา เหมือนกับการเขียนรายงานทั่วไป ไม่ได้เป็นประเด็นที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นพิเศษ และก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ก็เคยเสนอเรื่องดังกล่าว แต่ไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก ดังนั้น ทางเดอะเนชั่นจึงได้ติดตามหาข้อมูลเพิ่มเติมมานำเสนอ ซึ่งได้ข้อมูลที่คืบหน้าพอสมควร โดยแบ่งเนื้อหานำเสนอทั้งหมด 4 ตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ คอลัมน์ "ป้อมพระสุเมรุ" ในเว็บไซต์ www.manager.co.th ที่เขียนโดย รุ่งอรุณ สุริยามณี ได้เขียนถึงความขัดแย้งในกลุ่มเนชั่น ทำให้ผู้บริหารของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น นำเรื่องการปรับโครงสร้างของเอ็ม กรุ๊ป มานำเสนอบ้าง

สกู๊ปตอนที่ 2 ของ เดอะเนชั่น หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ระบุว่า อาณาจักรทางธุรกิจของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้โอกาสต่อลมหายใจอีกครั้ง โดยเบนเข็มจากสิ่งพิมพ์เป็นวงการโทรทัศน์ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย ทำให้นายสนธิ ได้สัญญาผลิตรายการสถานการณ์ข่าวทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ได้แก่ รายการ ก่อนจะถึงวันจันทร์ และเมืองไทยรายวัน

รายการก่อนจะถึงวันจันทร์ได้รับสปอนเซอร์จากรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เช่น ธนาคารกรุงไทย การบินไทย และการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นต้น และรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ยังให้สปอนเซอร์รายการเมืองไทยรายวันด้วย รายการนี้ผลิตโดยบริษัท ไลฟ์ ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นอีกบริษัทหนึ่งของนายสนธิ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป เป็นเจ้าของ

เดอะเนชั่น อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดนายสนธิ เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ให้กับไลฟ์ ไทยแลนด์ จำกัด ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ทั้งสองรายการจำนวน 40 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)ยังได้สัญญาจัดรายการวิทยุนาน 3 ชั่วโมง ทางสถานีวิทยุคลื่น 99.5 โดยมีธนาคารกรุงไทย การบินไทย และปตท. เป็นสปอนเซอร์

การลงทุนผลิตรายการทางโทรทัศน์มีขึ้น แม้ว่าสองปีที่แล้วเอ็ม กรุ๊ป ปลดพนักงานเกือบ 1,000 คน ในบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้พิมพ์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

ในปี 2540 เอ็ม กรุ๊ปเผชิญ วิกฤติเศรษฐกิจ มีหนี้สินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเอ็มกรุ๊ป มีหนี้ 6,000 ล้านบาท, แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป 4,700 ล้านบาท และโรงพิมพ์ตะวันออก 2,300 ล้านบาท

ขณะที่หนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ขาดทุน 24 ล้านเหรียญสหรัฐ และเอ็ม กรุ๊ป ต้องรับประกันหนี้เงินกู้ 1,200 ล้านบาท ที่ธนาคารกรุงไทย อนุมัติให้บริษัท อินเตอร์แนชั่นแนล เอ็นจิเนียริงพีแอลซี(ไออีซี) ซึ่งนายสนธิ ซื้อกิจการไว้

เมื่อมองถึงภาระหนี้สินจำนวนมหาศาลและโอกาสสร้างกำไรยากมาก การอนุมัติสปอนเซอร์จากรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ จึงก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเอ็ม กรุ๊ป กับรัฐบาล รวมทั้งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มตรวจสอบความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างนายสนธิ กับนักการเมืองและนักธุรกิจชั้นนำบางคน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟื้นคืนชีพทางธุรกิจของนายสนธิหรือไม่

ปรากฏการณ์แมลงวันตอมแมลงวัน สื่อตรวจสอบสื่อที่เดอะเนชั่น เปิดเกมขึ้นนั้นได้รับการตอบรับอย่างชื่นชมจากนางอรุณีประภา หอมเศรษฐี คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ว่า เป็นเรื่องปกติที่สื่อจะนำเสนอเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องทางธุรกิจและข้อมูลที่สามารถเสนอเป็นข่าวได้ แต่ไม่ทราบว่า การเสนอข่าวดังกล่าวมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ อย่างไร ซึ่งต้องยอมรับว่า การตัดสินใจของรัฐที่จะดำเนินการอะไรสักอย่าง จะมีทั้งกลุ่มที่ได้และเสียประโยชน์ เพียงแต่การปรับโครงสร้างครั้งนี้ เป็นกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสื่อ

"การที่สื่อตรวจสอบกันเองเป็นเรื่องดี เพราะคนที่ได้ประโยชน์คือ ประชาชน ประชาชนก็อยาก จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสื่อ สื่อมีความโปร่งใสแค่ไหน เพราะคนที่จะรู้เบื้องหลังเบื้องลึกก็จะมีเพียงคนที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชนเท่านั้น แมลงวันตอมแมลงวันบ้างก็ดี หากไม่ตอมกันเลยก็คงไม่ต้องตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ฯขึ้นมา กลายเป็นสภามาเฟียไป"

สกู๊ปตอนสุดท้ายของ เดอะเนชั่น เป็นตอนที่สำคัญและมีทีเด็ดที่ทุกคนในวงการต้องตกตะลึง เมื่อเดอะเนชั่น เปิดเผยถึงวิธีการที่นายสนธิ ขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และเป็นเจ้าของผ่านการถือหุ้นในบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งล้วนจดทะเบียนในเกาะบริติช เวอร์จิน

เดอะเนชั่น ระบุว่านายสนธิ เริ่มขยายธุรกิจสิ่งพิมพ์ โดยเริ่มจากซื้อกิจการนิตยสารเอเชีย อิงค์ในฮ่องกงนิตยสารบัซในแคลิฟอร์เนีย และเปิดตัวหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังขยายการลงทุนในด้านอื่นๆ เช่น กิจการดาวเทียมในลาว โรงแรมในมณฑลยูนานของจีน และโรงงาน ผลิตปูนซีเมนต์ในเวียดนาม เป็นต้น

การขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วทำให้หลายคนสงสัยว่า เขาหาเงินทุนจำนวนมากได้อย่างไร นายสนธิ เริ่มจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท แมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในฮ่องกงเมื่อปี 2533 หลังจากนั้นกิจการก็เริ่มขยายขอบเขตกว้างขวาง สามารถตั้งบริษัทใหม่ 4 แห่งภายในไม่กี่ปี และจนถึงปี 2538 นายสนธิ มีบริษัทจดทะเบียนในฮ่องกงนับสิบแห่ง

นายสนธิ แผ่ขยายกิจการที่มีเครือข่ายซับซ้อนเพื่อทำให้มีอำนาจควบคุมทางอ้อมมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ โดยใช้วิธีการถือหุ้นไขว้ นายสนธิ จะถือหุ้นโดยตรงในแต่ละบริษัทเพียงเล็กน้อย แต่จะมีอำนาจควบคุมจากการเป็นเจ้าของบริษัทโฮลดิ้ง ที่ซื้อหุ้นในบริษัทอื่นในเครือ และบริษัทโฮลดิ้งเหล่านี้รวมทั้งเอ็ม กรุ๊ป จดทะเบียนก่อตั้งที่เกาะบริติช เวอร์จิน

การดำเนินกิจการของหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด นายสนธิและผู้บริหารเอ็ม กรุ๊ป หลายคนถือหุ้นในหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส จำนวนเล็กน้อย แต่บริษัท แมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ถือหุ้นใหญ่ในเอเชีย ไทม์ส และเอ็ม กรุ๊ป ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล

โครงสร้างดังกล่าวทำให้เสียภาษีน้อยลง และป้องกันการเกิดปัญหาทางการเงินได้มากขึ้น เจ้าหนี้และพนักงานของเอเชีย ไทม์ส ทราบภายหลังว่า โครงสร้างนี้เอื้อประโยชน์ให้นายสนธิ ไม่ต้องรับผิด ชอบเมื่อหนังสือพิมพ์ประสบปัญหาและต้องปิดตัวลง

และในปี 2539 นายสนธิ เริ่มประสบปัญหาทางการเงิน ธุรกิจในต่างประเทศก็ล้มพับแต่ไม่รุนแรงนัก กิจการดาวเทียมในลาวก็ล้มเลิกไป ขายนิตยสารเอเชีย อิงค์ให้พนักงานและผู้ร่วมลงทุนต่างชาติซื้อบริษัทเอเชียน แอดเวอร์ไทซิงและมาร์เก็ตติงไว้

นายสนธิ แสดงจุดยืนแข็งกร้าวเกี่ยวกับหนี้ต่างประเทศ และโน้มน้าวให้ลูกหนี้คนไทยทั้งหลายหยุดชำระหนี้ต่างประเทศ และขณะที่เจ้าหนี้ในหลายประเทศยื่นฟ้องเพื่อเรียกเงินคืน ทรัพย์สินในต่างประเทศบางส่วนของนายสนธิ ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการล่มสลายของอาณาจักรธุรกิจของเขา

บริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกงบางแห่งที่นายสนธิ เป็นผู้อำนวยการยังคงดำเนินกิจการและแม้หนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ปิดไปแล้ว เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ยังคงเผยแพร่ข่าวสารตามปกติ

ทั้งนี้ สำหรับเกาะ บริติช เวอร์จิน ได้ถูกกล่าวขานกันไปทั่วโลกว่าเป็นแหล่งใหญ่ของการฟอกเงิน

สกู๊ปตอนที่ 4 ของเดอะเนชั่น จบลงด้วยการไม่ปรักปรำ ใส่ร้ายสนธิ ลิ้มทองกุล หากแต่ให้ประชาชนผู้อ่าน พิจารณากันเองว่าสนธิ เป็นนักธุรกิจประเภทใด และมีกระบวนการภายใต้อำนาจรัฐ โอบอุ้มช่วยเหลือเขาอยู่จริงหรือไม่

ผู้อ่านสกู๊ปทั้ง 4 ตอนของเดอะเนชั่น ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า การเกิดขึ้นของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ จุดเปลี่ยนที่สำคัญของสนธิ ลิ้มทองกุล และเป็นเหมือนการปลุกผีที่ตายไปแล้ว ให้กลับคืนชีพ เป็นผีดิบ มาสูบเลือดสูบเนื้อสูบทรัพย์สินของประเทศ อีกครั้งหนึ่ง

จากการตรวจสอบเอกสารการซื้อขายเวลา และพื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ หน่วยงานของรัฐ ที่ทำสัญญากับกิจการใหม่ๆ ของสนธิ พบว่ามีรายการจัดซื้อรายการหนึ่งที่น่าสนใจ และคงไม่เกินเลยไปนัก หากจะบอกว่าสัญญาฉบับนี้ มี สนธิ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ และกล้าทำ

เช่นเดียวกับสัญญาซื้อโฆษณาของ ปตท. ที่ทำกับ 11 News 1 ด้วยงบประมาณ 60 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่า 11 News 1 จัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และสัญญาการรับชำระหนี้ของธนาคารกรุงไทย ที่ให้สิทธิพิเศษแก่สนธิ ด้วยการรับชำระหนี้ด้วยหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แทนการใช้เงิน ที่ได้เปิดเผยไปแล้ว ในอีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1

สัญญาที่ตรวจสอบพบฉบับนี้ ก็เป็นของธนาคารกรุงไทย เช่นเดียวกัน เป็นสัญญาที่ธนาคารกรุงไทย ทำกับบริษัทเวิลด์ไวด์มีเดีย จำกัด ให้มีการปรับเปลี่ยนสัญญาการซื้อสื่อโฆษณา ในรายการสภาท่าพระอาทิตย์ เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2547 เป็นการโฆษณาบนเวปไซต์ manager.co.th แทน รวมมูลค่า 3,465,000.00 บาท ซึ่งหมายความว่า เฉพาะเวปไซต์ manager.co.th มีรายได้จากการขายแบนเนอร์โฆษณาให้แก่ธนาคากรุงไทย เดือนละ 1,155,000 บาท ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นเวปไซต์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในประเทศไทย หรืออาจจะในโลกด้วยซ้ำ และธนาคารกรุงไทย ก็น่าจะเป็นลูกค้าแบนเนอร์ รายใหญ่ที่สุดเท่าที่เวปไซต์ manager.co.th เปิดมาจนถึงทุกวันนี้

สัญญาฉบับดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 ระหว่างธนาคารกรุงไทย จำกัด กับ บริษัทเวิล์ดไวด์มีเดีย จำกัด ซึ่ง ข้อ 2 ของสัญญาดังกล่าวระบุว่า

2. ชดเชยโฆษณาที่ไม่ได้ออกอากาศในรายการ "สภาท่าพระอาทิตย์" เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2547 ดังนี้

2.1 โฆษณาบน WEBSITE : manager.co.th ในลักษณะ Banner 3 ขนาด คือ ขนาด A1 = 468x60 pixels , A2 = 173x350 pixels และ A3 = 173x95 pixels ดังนี้

- หน้าแรก (Homepage ) ลง Banner ขนาด A1 , A2 และ A3 เฉลี่ยเดือนละ 1,500,000 IMP รวมเป็น 4,500,000 IMP มูลค่ารวม 2,700,000 บาท

- หน้าหมวด (ธุรกิจ) ลง Banner ขนาด A1 เดือนละ 310,000 IMP รวมเป็น 930,000 IMP มูลค่ารวม 465,000 บาท

- หน้าข่าว ลง Banner ขนาด A2 เดือนละ 250,000 IMP รวมเป็น 750,000 IMP มูลค่ารวม 300,000 บาท

- ไม่คิดค่าใช้จ่ายในการออกแบบและสร้าง Banner ขนาดละ 1 แบบ มูลค่ารวม 75,000 บาท

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งของการทำธุรกิจที่ได้รับการโอบอุ้มด้วยดีจากอำนาจรัฐ ในวันที่ความ สัมพันธ์ระหว่างสนธิ กับรัฐบาล ยังดีเยี่ยม

ไม่เพียงแต่ ธนาคารกรุงไทยเท่านั้น ความมีน้ำใจไมตรีแบบนี้ ยังมีจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปสนับสนุนเวปไซต์ manager.co.th เป็นเงินถึง 1,100,000 บาท โดยได้รับสิทธิประโยชน์เป็น Banner ขนาด A1 และ A2 ที่หน้าแรก และขนาด A1 ที่หน้าหุ้น เป็นเวลา 9 สัปดาห์ หรือประมาณ วันละ 17,460 บาท ซึ่งเป็นราคาที่หอมหวนยิ่งสำหรับเจ้าของธุรกิจเวปไซต์ทุกคน แต่มีเพียงสนธิ คนเดียวเท่านั้นที่ทำได้เช่นนี้

การกลับคืนสู่วงการธุรกิจสื่อของสนธิ ด้วยสถานภาพบุคคลล้มละลาย ไม่ได้ยากลำบากเหมือนบุคคลล้มละลายทั่วไป เขาได้รับการตอบรับอย่างดีจากรัฐวิสาหกิจทุกแห่งที่ไปเยือน และไม่เคยผิดหวังกับการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องที่ยื่นไป ไม่ว่าจะเป็นรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงไทย รายเดียว ถึงปีละ 38,000,000 บาท

แม้จะเป็นบุคคลล้มละลาย สนธิ ยังคงใช้ชีวิตอย่างมีสีสันไม่เปลี่ยนแปลงจากยุคสมัยที่เป็นเศรษฐีมีทรัพย์สินนับหมื่นล้านบาท ไปไหนมาไหนด้วยรถยนต์คันหรู มีบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง กินดื่มในโรงแรมชั้นหนึ่ง และซื้อหาความสุขบนเตียง ด้วยเงินทองส่วนที่เก็บไว้ หรือพูดให้ชัดก็คือ ที่ได้ผ่องถ่ายไว้ (ผ่องถ่ายออกจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหลาย)

สภาพที่สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นอยู่ จึงไม่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ "ล้มละลาย" หากแต่น่าจะเป็น "ล้มระรื่น" มากกว่า

เพราะล้มแล้วก็ระรื่นได้ ดังเดิม บางทีอาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

////////////////////////////////////////////////////////////////

เป็นอย่างไรกันบ้านครับ กับเรื่องราวด้านมืดของสนธิ ลิ้มทองกุล ในหนังสือ "อีกด้านหนึ่งของสนธิ" เล่มที่ 1 และเล่มที่ 2 ที่บรรทัดทอง ทนหลังขดหลังแข็งนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๊อ จิ้มพิมพ์คอมพิวเตอร์ ให้กับท่านผู้อ่านได้รับรู้กันทั้ง 5 ตอน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาในเล่มที่ 1 "อีกด้านหนึ่งของสนธิ" ในตอน "Return on สนธิ" ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับการล้มลุกคลุกคลานของอาณาจักรในเครือ เดอะ เอ็ม กรุ๊ป ของกลุ่มผู้จัดการ ก่อนที่จะกลับมายืนอยู่ในระดับแถวหน้าของกลุ่มผู้จัดการ หรือหัวข้อเรื่อง "สนธิ ON AIR - Manager ON Lie" ที่อธิบายเรื่องราวการเข้ามาทำธุรกิจสื่อทางโทรทัศน์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และหัวข้อเรื่อง "แค้นสั่งฟ้า" ที่อธิบายเรื่องราวของปมปัญหาหนี้สินของสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จนนำไปสู่การชำระแค้น

ส่วนในเนื้อหาเล่มที่ 2 "ล้มแล้วรวย" ตอน "ฝันล่ม อาณาจักรสลาย โมกุลดับชีพ" ที่อธิบายเรื่องราวของคนที่ทะเยอทะยานจนเกินพอดี อย่างสนธิ ลิ้มทองกุล จนท้ายที่สุดต้องพังพาบลง เพราะความทะยานอยาก และตอนสุดท้าย "ล้มระรื่น มิใช่ ล้มละลาย" ที่ท่านเพิ่งอ่านจบไปเมื่อสักครู่

ที่บรรทัดทอง นำเนื้อหาจากหนังสืออีกด้านหนึ่งของสนธิทั้งเล่ม 1 และเล่ม 2 มาเผยแพร่ให้กับท่านผู้อ่าน เพื่อจะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง และวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น ล้วนแต่เกิดจากกรณี "น้ำผึ้งหยดเดียว" จากความเห็นแก่ตัวของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ทะเยอทะยาน คิดการใหญ่เกินกำลัง

แต่พอธุรกิจต้องพังพาบลง กับออกมาร้องแรกแหกกระเชอ เอะอะโวยวายกล่าวหา คนโน้นคนนี้ โดยเฉพาะกับรัฐบาลไทยรักไทย และนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ยอมยื่นมือเข้าด้วยช่วยเหลือ ปล่อยให้เขาต้องเผชิญกับความโหดร้ายของปัญหาหนี้สินจำนวนมหาศาล และกลายเป็นที่มา "แค้นสั่งฟ้า" ปลุกระดมมวลชนเพื่อโค่นพ.ต.ท.ทักษิณ โดย "อ้างฟ้า อิงแผ่นดิน" หลอกประชาชนว่า "เราจะสู้เพื่อในหลวง" บ้าง "กู้ชาติ" บ้าง โดยเชื้อเชิญคณะทหาร ออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร จนส่งผลสูญเสียต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และทำให้ประชาชนต้องตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ

บรรทัดทอง ได้ลิ้มรสชาติกับการ "กู้ชาติ" ของสนธิ ลิ้มทองกุล ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาแล้ว ขอบอกตามตรงว่า รสชาติมันปะแล่ม ปะแล่ม ยังไงบอกไม่ถูก มันไม่หวานอม แต่จำทนต้องขมกลืน รู้สึกอดอยาก เพราะที่ริมฝีปากมันแห้งแกร็ก จนแทบจะไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ ก็เพราะสนธิ นี่แหละครับ

แล้วท่านผู้อ่านหล่ะครับ...? มีความชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกันบ้างไหมครับกับความสำเร็จในการกู้ชาติของสนธิ ลิ้มทองกุล

อ่าน'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 4 คลิ๊กที่นี่

อ่าน'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 3 'แค้นสั่งฟ้า' คลิ๊กที่นี่

อ่าน'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 2 คลิ๊กที่นี่

อ่าน'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 1 คลิ๊กที่นี่

บรรทัดทอง

จาก hi-thaksin

ต้องใช้เวลา [26 มี.ค. 51 - 18:12]

ใบสั่งยุบพรรคการเมืองจะมีจริงๆ หรือไม่??

คงยากส์...ที่จะหาใบเสร็จมายืนยัน

แต่ก็มี “เหตุหันควรเชื่อ” ว่ามีการวางแผนการยุบพรรคเพื่อล้มกระดานการเมือง

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดช่องให้ยุบพรรคง่ายเกินควร

แถมล่าสุดมีสัญญาณยืนยันว่า ปลายเดือนพฤษภาคมนี้ การเมืองจะเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ??

ถ้าไม่มีการยุบพรรค ก็ต้องมีการยุบสภาฯ

ถ้าเป็นความจริง การเมืองไทยจะกลับไปสู่ความวุ่นวายขายปลาช่อนอย่างเดิม!!

ฉะนั้น วิธีเดียวที่จะป้องกันไม่ให้การเมืองกลับไปสู่ความวุ่นวาย คือ แก้รัฐธรรมนูญ “มาตรา 237” ไม่ให้นำความผิดส่วนบุคคลไปโยงเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง

ต้องเพิ่มโทษคนทุจริตเลือกตั้งให้จั๋งหนับบุเรงนอง

แต่ กก.พรรคที่ไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ควรถูกลงโทษเหมาเข่งในความผิดที่เขาไม่ได้ร่วมกระทำ

เพราะขัดหลักนิติธรรม ขัดต่อหลักประชาธิปไตย

ไม่มีรัฐธรรมนูญประเทศไหนในโลกที่เขียนให้ยุบพรรคการเมือง ลงโทษแบบเหมาเข่งเหมือนรัฐธรรมนูญมดลูก คมช.ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้แก้กันง่ายๆนะตัวเอง

เพราะจะต้องมีเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของ 2 สภาฯ

คือเอาจำนวน ส.ส. 480 คน บวกกับ ส.ว. 150 คน รวมเป็น 630 คน!!

การจะแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จจึงต้องมีเสียงสนับสนุน 316 เสียงขึ้นไป

ถ้านับเฉพาะ ส.ส.รัฐบาล 6 พรรค รวมกันก็ยังไม่พอ

เนื่องจากโดน กกต.แจกใบเหลืองใบแดงย้อนหลังอีกบานตะเกียง

ฉะนั้น ก็ต้องอาศัยเสียง ส.ส.ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมสนับสนุนตามที่เคยตกลงกันไว้เป็นสัญญาประชาคม

แต่มีแนวโน้มว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่ร่วมสังฆกรรม

เพราะพรรคประชาธิปัตย์คือผู้ได้ ประโยชน์โดยตรง ถ้ามีการยุบพรรค การเมือง!!

ถึงจะยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่ ก็ไม่แน่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาล??

ถ้าไม่มีการยุบพรรคเกิดขึ้น ประชาธิปัตย์ก็ต้องชักตะพานแหงนเถ่อเป็นฝ่ายค้านอีกหลายปี

สรุปว่า เมื่อฝ่ายค้านไม่ร่วมมือ ก็ต้องไปขอเสียงวุฒิสมาชิกเพิ่มเติม ซึ่งดูแนวโน้มแล้วน่าจะเกินกึ่งหนึ่งแน่นอน

แต่การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่แก้ปุ๊บ เสร็จปั๊บนะโยม

เพราะมีการกำหนดขั้นตอน และกรอบเวลาดำเนินการ

เริ่มตั้งแต่เข้าชื่อยื่นเสนอญัตติแก้รัฐธรรมนูญ ต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติให้ ถูกต้องเสียก่อน จึงบรรจุวาระในสภาฯ

หลังผ่านวาระแรก ต้องรอเข้าวาระที่ 2 มีกรรมาธิการพิจารณาแปรญัตติรายมาตราอีก 15 วัน

จากนั้นต้องเว้นวรรคอีกไม่น้อยกว่า 15 วัน จึงจะผ่านวาระ 3 ตามกติกา

สรุปว่า กว่าจะเข้าชื่อเสร็จ กว่าจะเสนอแก้รัฐธรรมนูญ กว่าจะพิจารณา 3 วาระ กว่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

อย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาอีก 60 วัน!!

การแก้ไขรัฐธรรมนูญยิ่งใช้เวลานานเท่าไหร่ กระแสต่อต้านก็จะยิ่งบานปลาย

เพราะถ้าแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 237 สำเร็จ รัฐบาลชิมไปบ่นไปก็มีโอกาสได้อยู่ยาว

ฉะนั้น อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำ ให้การแก้รัฐธรรมนูญต้องล้มกลางคัน??

รับประกันซ่อมฟรีว่าเกมนี้สู้กันระเบิดเถิดเทิง.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

NBT กับ PBS

ถ้าวันนี้ เมืองไทยยังไม่มี NBT หรือการแปลงร่างของทีวีช่อง 11 ให้เป็นทีวีของประเทศ ของสาธารณชน เราก็ไม่มีการเปรียบเทียบผลการทำงานของ PBS หรือทีวีสาธารณะแห่งแรก ที่มีที่มาจากไอทีวีเดิมเป็นการเปรียบเทียบให้ประชาชนเห็น

ชัดเจนจากหน้าจอทีวี นับจาก 1 เมษายน 2551 เป็นต้นไประหว่าง PBS ที่ใช้เงินงบประมาณรัฐบาล ปีละ 2,000 ล้านบาท และกำลังขอเงินเพิ่มเติมอีก กับ NBT ที่ใช้งบประมาณรัฐบาลเพียงน้อยนิด แต่ให้เอกชนไปร่วมลงทุนทำให้สถานีแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะด้านข่าว

ใครจะได้รับความนิยมมากกว่ากัน?นี่คือเรื่องท้าทายอย่างโปร่งใส โดยมีประชาชนที่ดูทีวีจากหน้าจอเป็นผู้ตัดสินและมิใช่เรื่องท้าทายว่า NBT จะทำงานได้ หรือมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน? อย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังพิสูจน์ต่อไปอีกว่าทีวีสาธารณะ ด้วยพฤติกรรมการทำงานและวิสัยทัศน์ผู้บริหารนั้น จะบริสุทธิ์ ตรวจสอบได้มากน้อยแค่ไหน และมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน

เป็นการเปรียบเทียบตัวเองของ PBS ที่ตั้งขึ้นหลังจากล้ม ITV ลงไปด้วยว่า
ITV เคยหารายได้เองด้วยความเชื่อมั่นด้านข่าว จนประสบความสำเร็จมาแล้ว
กับ PBS ไม่ต้องหารายได้เข้ามา แต่ใช้งบประมาณรัฐบาลทุ่มลงไปมหาศาล จะประสบผลสำเร็จมากน้อยแค่ไหน และได้รับความเชื่อถือจากประชาชนแค่ไหน
ผลสุดท้ายของการทำงาน ผลสุดท้ายของการแข่งขัน จะกลายเป็นคำตัดสินและคำพิพากษาของประชาชน

เมื่อทีวีสาธารณะเกิดขึ้นมา เพื่อเป็นทีวีของประชาชนทั่วไปฉะนั้น จะดำรงอยู่ได้หรือไม่ได้ไม่ใช่เพราะรัฐบาล แต่ต้องเป็นมติมหาชนของคนไทยทั่วประเทศนับตั้งแต่ 1 เมษายนนี้เป็นต้นไปประชาชนคนไทย จะกลายเป็นผู้ตัดสินอนาคตของทั้ง NBT และ PBS ว่าใครควรจะอยู่ และใครควรจะไป?

มด คันไฟ

ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด

เขียนด้วยเลือด

แทบจะไม่ต้องตีความ..สำหรับ..การยุบพรรคการเมือง หากว่าพบความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือพฤติกรรมอื่นๆในระบอบประชาธิปไตยนั้น..พรรคมีความสำคัญสูงสุด เพราะพรรค คือ ที่รวมหมู่คนเข้ามาเป็นฝักเป็นฝ่าย..และพรรคการเมือง คือ การรวมคนที่มีความคิดเห็นเหมือนกันมารวมกัน

เมื่อพรรค คือ ฐานรากของระบอบประชาธิปไตย พรรคจะต้องเป็นสิ่งที่แตกทำลายได้ยาก..ไม่ใช่..แค่คำตัดสินของคนไม่กี่คน..ที่สามารถโค่นล้มพรรคของคนนับสิบนับล้านได้..และยิ่งการชี้ผิดนั้น..ไม่ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงความเป็นจริงที่ว่า..เพียงคนๆ เดียวหรือคนหมู่เดียว ที่ทะเลาะหรือกลั่นแกล้งกัน หรือคนที่รับอามิสสินจ้างเพื่อสร้างเหตุให้เจือสม..ก็สามารถล้มพรรคการเมืองทั้งพรรคได้..จากการ..ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอันต้องห้ามอื่นๆ

ทั้งๆที่เป็นฝ่ายค้าน..หากมีการเลือกตั้งซ่อมเกิดขึ้นมา..คนของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งพรรค ก็จะต้องออกไปช่วยกันหาเสียง ไปกิน ไปนอน ไปพูด ในแต่ละจังหวัดที่มีการเลือกตั้ง..และหากกรรมการการเลือกตั้งพบความผิดของผู้รับสมัครท่านนั้น..ถึงแม้ว่าผู้สมัครท่านนั้นจะแพ้การเลือกตั้ง..ก็ต้องนับว่าทำผิดกฎหมายอยู่ดี..และประดาผู้คนร่วมพรรคที่ต้องไปช่วยหาเสียงจะเถียงได้หรือว่า..พรรคไม่ได้ร่วมอยู่ในการทำผิดกฎหมาย

ยกตัวอย่างขึ้นมา..เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า..ใครก็ตามที่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง..เขาก็คือผู้กำหนดประเทศไทย..หากเขาเป็นฝ่ายรัฐบาล..จะยุบฝ่ายค้านเมื่อใดก็ได้..ในทำนองเดียวกัน..ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลจะมีมือในสภามากเท่าไหร่..เขาก็สามารถทำลายได้ในการเลือกตั้งซ่อมเพียงครั้งเดียวยกตัวอย่างขึ้นมาเพื่อจะบอกว่า..มีประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้น ที่มีรัฐธรรมนูญแบบนี้..เราร่ำร้องและเพรียกหากันเหลือหลาย..อยากจะได้อยากจะเป็นชาติประชาธิปไตย..แต่กับ..รัฐธรรมนูญแบบนี้..ประชาธิปไตยมันจะเกิดและอาศัยอยู่ได้หรือ

ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ถูกแก้ไข..ในอนาคตข้างหน้า..ประธานวุฒิสภาที่มีเสียงสนับสนุนเกินกึ่ง..จะเป็นผู้ปกครองประเทศ..เมื่อเขาสามารถแต่งตั้งองค์กรอิสระได้ทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่..หรือมีเสียงในกรรมการการเลือกตั้งมากกว่า 2 เสียงชะตากรรมของพรรคไทยรักไทย..เป็นตัวอย่างในอดีต..พรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย..คือ ปัจจุบัน และพลังประชาชน คือ อนาคต..กลับไปสู่กลียุคกันอีกครั้ง..เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญกันด้วยเลือดอีกฉบับ

พญาไม้

พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

แกล้งจน ทำรวย

การเมือง…อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นใครที่ดูเหมือนจะ “โคตรรวย” ทำตัวดุจเป็น “กระเป๋าเงิน” ของพรรคการเมือง แต่พอเอาเข้าจริงกลับจน...จนน่าสงสัยว่าการเข้ามาทำหน้าที่ “เสนาบดี” ในครั้งนี้ จะมีปัญหาอะไรตามมาหรือไม่???

ก็ขนาดหนี้สิน ยังมี “บานเบอะ” ออกปานนั้นแล้วจะเอาความสำเร็จอะไรมาเป็นหลักประกันว่า...จะปฏิบัติภารกิจตามนโยบายของรัฐบาลได้กลับกัน ฝ่ายที่เหมือนจะเป็น “คนจน” กาแฟสักถ้วย...ก็ไม่เคยเลี้ยงใครแต่ยามที่ต้อง “เปิดกระเป๋า” ให้สาธารณชนได้ดูกันทั่ว แปลกแฮะ!!! ไม่ได้จนเลยนี่หว่า???

หันมาดูที่ซีก “คนแกล้งจน” กันก่อน โดยเฉพาะในซีกของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง “ลมเปลี่ยนทิศ” แห่ง นสพ.ไทยรัฐ ได้เขียนถึงเอาไว้ว่า..“ที่น่าเซอร์ไพรส์ก็คือ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ใครๆ ก็คิดว่ายากจนกว่า ส.ส.พรรคพลังประชาชน แต่ผลกลับปรากฏว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ล้วนแต่รํ่ารวยกันถ้วนหน้า ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคที่รวยอันดับ 1 ในสภา ส.ส. 163 คน มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 13,524 ล้านบาท

รวยที่สุดในพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือ กรณ์ จาติกวณิช รวยกว่า 929 ล้านบาท รองลงมา คือ สาคร เกี่ยวข้อง รวยกว่า 865 ล้านบาท ตามด้วย สุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ รวยกว่า 782 ล้านบาท”สำหรับหัวหน้าพรรคฯ อย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้จะมีทรัพย์สินส่วนตัวไม่มากนัก แค่ 36 ล้านบาทเศษ เมื่อรวมกับของภรรยาอีกกว่า 14 ล้านบาท50 ล้านบาท ก็ไม่ถือว่าน้อยยิ่งตัวเลขาฯ พรรค นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แล้ว แม้จะมีหนี้สิน 64.3 ล้านบาท แต่ก็มีทรัพย์สินที่มากถึง 103 ล้านบาท ไม่ธรรมดามากๆ

ไม่ธรรมดา เพราะคนของพรรคการเมืองเก่าแก่เช่นนี้ ไม่เคยโพทะนาเลยว่า...ตัวเองร่ำรวยขนาดมี ส.ส. รวมกันทั้งพรรคฯ มากถึง 1.35 หมื่นล้านบาทรวยมากสุดเป็นอันดับ 1ทั้งๆ ที่มีจำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 2 ห่างจากพรรคพลังประชาชนเกือบ 70 คน แต่กลับมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่า 2.3 พันล้านบาทโอกาสที่คนภายนอกจะเห็น ส.ส. ไม่ว่าจะในระดับธรรมดาหรือกรรมการบริหารพรรคฯ นั่นรถเบนซ์คันหรูหรือยี่ห้ออภิมหาโคตรแพงแล้ว

ยากมากอย่างเก่ง...ก็แค่รถตู้ยี่ห้อโฟล์ค สนนราคาแค่ 4 ล้านบาทเศษ ไปไหนมาไหนแบบ “มาไป” กันเป็นกลุ่มโหนกันไปภาพลักษณ์ภายนอกจึงดูไม่ออกว่า ฟากพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นคนที่ร่ำรวยมหาศาลถึงปานนั้นแหม! หลายคนเล่นการเมืองมากกว่าทำธุรกิจ แล้วเหตุใด...ก็รวยได้ถึงปานฉะนี้???ใครที่ได้เห็น ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ เดินสายหาเสียง

ยกมือท่วมหัวแล้วบอกกับชาวบ้านทำนองว่า...“ผมมาขอคะแนนเสียง ไม่มีเงินทองมาแจกจ่ายเหมือนกับหลายพรรค มีแต่หัวใจและความดีเท่านั้น” แหม! ใครยินอย่างนี้โดยเฉพาะพี่น้องภาคใต้ ก็ต้องเทใจให้คะแนนกันจมกระเบื้องอย่างที่รู้ๆ กันผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้องใช้เงินผิดประเภท สำหรับพื้นที่หาเสียงในจังหวัดภาคใต้คนใต้และส่วนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ ก็เลยหลงเชื่อว่า...คนจากพรรคการเมืองนี้...จนจริง!!!

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า...เมื่อเห็นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำการเปิดกระเป๋าของนักการเมืองพรรคนี้ออกมาแล้วจะรู้สึกกันอย่างไร???รวยจริง แต่แกล้งจนนี่หว่า!!!ก็ว่ากันไป...หันไปสำรวจกับซีกของทำเหมือนดูเป็นโคตรพญามหาเศรษฐี อย่าง...พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคแกนนำของรัฐบาล ชุดที่มี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีกันบ้างอย่างนี้...น่าจะเรียกว่า...แกล้งจน!!ทีนี้มาถึงเรื่อง “ทำรวย” กันบ้าง...เป็นความจริงอย่างหนึ่ง...

ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนแจ้งทรัพย์สินความความเป็นจริง ต้องมีกั๊ก มีเม้ม มีซุกเป็นธรรมดาแจงทรัพย์สินครั้งนี้ มีรัฐมนตรีหลายคน “ยากจนกว่าความเป็นจริง” เริ่มต้นจาก สมัคร สุนทรเวช มีทรัพย์สิน 9,082,771 บาท สภากาแฟฟังแล้วเครียด!!ลงระดับนายกรัฐมนตรีมีเงินแค่นี้ ชาวบ้านธรรมดาที่ถูกเรียก “รากหญ้า” จะมีสักคนละกี่สลึงเฟื้อง??หันมามองรองนายกรัฐมนตรี “หมอเลี้ยบ” น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี คุมการเงินการคลังของประเทศ แต่มีทรัพย์สินติดตัวอยู่เพียง 27 ล้านเศษๆแต่ยังดีที่ไม่มีหนี้สิน!!

อีกคนที่แฟนคลับผิดหวังแกมกังวล คือ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ที่ถือกันว่าเป็นกระทรวงใหญ่ที่สุด มีผลประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ กระทรวงคมนาคมสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นใครมาจากไหนไม่รู้ จู่ๆ มานั่ง “ว่าการ” กระทรวงขุมทรัพย์ ก็ต้องมีคนจ้อง “เอ็กซเรย์” กันเป็นพิเศษผลปรากฏออกมาว่า...เจ้าสัวสันติแจ้งทรัพย์สินแบบ “คนที่ไม่รวยจริง” มีเงินในบัญชีแค่ 7,583,115 บาท น้อยกว่าเซลส์แมนขาย “ชาเขียวโออิชิ”

แถม...น่าช็อกตาย ก็คือตัวเลขที่เป็นหนี้มีถึง 121,416,983 บาท!!
แปลว่า...สันติมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินบานตะเกียง!! เข้าข่ายมีหนี้สินล้นพ้นตัว ก็ไม่รู้ว่านายกฯ สมัคร ไปพลาดท่าตั้งเสี่ยสันติขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ในกระทรวงที่เป็น “ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า” ได้อย่างไร??บางคนพูดวิจารณ์แบบคนปากมาก รู้มาก!! ประมาณว่าสันติเป็น “นอมินี” ของ “เสี่ยเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มี “ความหลังฝังใจ” กับกระทรวงนี้มาก

พงษ์ศักดิ์จึงลุ้นให้สันติเป็น รมว.คมนาคม โดยการรับรู้และอนุมัติของ “แม้ว”สันติไม่ได้เป็น “คนหน้าใหม่” ของกระทรวงคมนาคม แต่เขาเคยนั่งอยู่ “หน้าห้อง” ของ พิเชษฐ สถิรชวาล ในสมัยคุณพิเชษฐเป็น รมช.กระทรวงนี้ และก่อนหน้านี้ก็นั่งอยู่เป็นที่ปรึกษา รมช.พิเชษฐ ที่กระทรวงอุตสาหกรรม
ดังนั้น คนที่รู้กำพืดและรู้อะไรที่ลึกๆ (ที่สุด) ของคุณสันติ จึงน่าจะเป็น “พิเชษฐ” มากกว่าคนอื่น (ไม่เชื่อก็ลองให้คุณพิเชษฐเล่าให้ฟัง)

แต่ตอนนี้....คุณสันติกับคุณพิเชษฐห่างกันนานแล้ว นานขนาดถ้าใครโทรหาใคร อีกฝ่ายก็ไม่รับสาย!!ทีนี้ลองมาฟัง สันติ พร้อมพัฒน์ พูดถึงตัวเองดูมั่งมีหลายคนสงสัย ทำไมถึงได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่อย่างคมนาคม?? สันติพูดเต็มเสียงว่า...“ผมอาวุโสในพรรคค่อนข้างสูง เพราะพรรคพลังประชาชนตั้งขึ้นใหม่ บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในพรรคไทยรักไทยเดิมอยู่บ้านเลขที่ 111 เป็นส่วนใหญ่ หลังต่อสู้ชนะเลือกตั้งจึงได้เข้ามาทำงาน”

“อีกอย่าง คนเห็นว่าตั้งแต่ปี 38 ผมได้ทำงานที่กระทรวงคมนาคมหลายครั้ง เช่น สมัยอยู่พรรคความหวังใหม่ เป็นที่ปรึกษาของอาจารย์วันนอร์ (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) เคยอยู่กระทรวงพาณิชย์ สมัยท่านชูชีพ (นายชูชีพ หาญสวัสดิ์) ไปอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย สมัย นายมนตรี ด่านไพบูลย์ เคยเป็นเลขานุการ รมว.แรงงาน” “จากนั้นย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทย แล้วมาเป็นที่ปรึกษา รมว.อุตสาหกรรม สมัย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อ นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี เป็น รมช.คมนาคม ผมก็มาเป็นที่ปรึกษา จึงถือว่ามีความรู้ความสามารถและเข้าใจงานกระทรวงคมนาคม”

ถึงตอนนี้...เขาก็เลี่ยงที่จะพูดถึงหรือเอ่ยชื่อ “พิเชษฐ สถิรชวาล” ที่เขาเคยนั่งเป็นที่ปรึกษามา 2 กระทรวงเหมือนกับที่เขา “เล่าข้าม” ถึงความมั่งคั่งที่เขา (เคย) มีทรัพย์สินมากมายมหาศาล ตั้งแต่อาคารศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็นอาคารศูนย์การค้าแถวถนนรัชดา ที่ขายให้เจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนภักดี ไปหลายร้อยล้าน และเพิ่งถูกโดนอัคคีภัยเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ไม่พูดถึง “อู่รถแท็กซี่” ที่มีเป็นพันๆ คน“สันติ” เป็นรัฐมนตรีโนเนมที่ก้าวเข้ารับตำแหน่งใหญ่ “รมว.คมนาคม” เก้าอี้กระทรวงเกรดเอ อันเป็นที่หมายปองของนักการเมืองระดับแกนนำชื่อของเขาติดโผเหนียวหนึบมาตั้งแต่แรก แม้จะมีข่าวว่านายกฯ สมัคร สุนทรเวช พยายามแซะแต่ไม่เป็นผล เพราะ “นายใหญ่” สั่งล็อกสเปกไว้เอง!!บทบาทในพรรคพลังประชาชน นอกจากเป็น ส.ส.สัดส่วนกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง ยังคือ นายทุนพรรคตัวจริงเป็นท่อน้ำเลี้ยงในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แทน เฮียเพ้ง-พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล คนสนิทอดีตนายกฯ ที่โดนตัดสิทธิเขาเล่ากันอีกแหละว่า...พื้นที่แถวภาคกลางตอนบนและอีสานบางส่วนเลยชุ่มชื่น

เย็นฉ่ำ เพราะความใจป้ำจ่ายหนักไม่เคยปริปากของ “สันติ” จนเก้าอี้ รมว.คมนาคม หล่นใส่ เพราะการแจ้งทรัพย์สินว่ามีแต่หนี้ มีเงินแค่ 7 ล้าน มันก็ค้านกับกับข่าวจากสนามเลือกตั้งที่ออกมาว่า...เป็นนายทุนพรรคตัวจริงสันติตอบประเด็นนี้ เหมือนทำท่าจะถ่อมตน?? “ต้องขอบคุณสื่อที่ให้เกียรติ ผมคงไม่มีศักยภาพขนาดนั้น ถ้ามีศักยภาพและมีเงินขนาดนั้น ป่านนี้ชื่อของผมคงปรากฏไปนานแล้ว ปิดบังนักข่าวไม่ได้...”

สรุปว่า...ในฟาก ส.ส.-รัฐมนตรี หรือนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล มีแต่คน “ทำรวย” มีหนี้แล้วบอกว่า “ใจถึง” หรือเป็นไปได้อย่างไรที่คนเป็นนักการเมืองมาร่วม 40 ปี เป็นนายกรัฐมนตรี-รองนายกฯ-รัฐมนตรีหลายกระทรวง รวมทั้งเป็นผู้ว่าราชการ กทม. อย่าง สมัคร สุนทรเวช...

จะมีทรัพย์สินติดตัวติดธนาคารอยู่แค่ 9,082,771 บาท (กับแมวแก่ๆ อีกสองตัว)!!และนี่น่าจะเป็นที่มาของการจั่วหัววันนี้ที่ว่า...“แกล้งจน-ทำรวย”
ใครแกล้งจน?? ประชาธิปัตย์หรือพลังประชาชน แล้วใครพรรคไหนที่ “ทำรวย” ทั้งที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว??


ย้อนรอยรัฐธรรมนูญ 50 (1) : จับโกหกคนรับร่างฯ

“รับๆ ไปก่อน อะไรไม่ดีแล้วค่อยมาแก้...”

หากยังพอจำกันได้ ข้างต้นนั้นคือประโยคสุดคลาสสิกของฝ่ายสนับสนุนการ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ขณะนั้นยังรอการทำประชามติ ในวันที่ 19 สิงหาคม 2550

ในห้วงยามนั้นที่ประชาชนส่วนใหญ่เบื่อหน่าย และละเหี่ยใจกับการบริหารประเทศของรัฐบาลแต่งตั้ง ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ เบื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่มีประธานชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หลายฝ่ายที่รู้และเข้าใจภาวะความรู้สึกของประชาชนแบบนี้ ได้หยิบฉวยวิกฤติมาพลิกให้เป็นโอกาส ด้วยการใช้ “การเลือกตั้ง” มาเป็นตัวประกัน

นั่นคือการเดินเกมต่อรองกับประชาชนว่า ถ้าต้องการให้รัฐบาลขิงแก่ออกไปเร็วๆ ถ้าอยากให้มีการเลือกตั้งไวๆ อยากให้ประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยด่วน...

ก็จง “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญซะ!!!

ส่วนมาตราไหนที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่ดี ไม่ชอบใจ ก็อยากให้ปิดตาข้างเดียวเพื่อกากบาทรับๆ มันไปก่อน...แล้วค่อยดำเนินการแก้ไขในภายหลัง

ส่วนหนึ่งของคนที่ออกมาพูดเช่นนี้ ก็คือ คนที่อยู่ในขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นมาทั้งสิ้น และยังใช้ประโยคดังกล่าวในการโฆษณาหาเสียงให้คนไปรับร่างฯ เสียด้วยอีก

เช่น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ขณะนั้นสวมหมวกประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ได้ให้สัมภาษณ์แก่คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษของหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2550 ว่า

“...ถ้านึกถึงว่าควรมีการเลือกตั้งก็ควรต้องให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ อาจทำได้อีกอย่างคือ เมื่อมีคนชอบหรือไม่ชอบบางส่วน ทั้ง สสร. หรือประชาชน ถ้าไปเขียนเพิ่มอีกมาตราหนึ่งว่า เมื่อเลือกตั้งเสร็จ มีรัฐบาลใหม่เสร็จเรียบร้อย ภายใน 90 วัน ให้สภาตั้งกรรมาธิการ หรือดำเนินการเพื่อศึกษารัฐธรรมนูญว่าจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร”

“นั่นจะทำให้ทุกคนเห็นความหวังว่า รับไปก่อน ส่วนอะไรที่ผิดพลาดก็ค่อยไปแก้ คงช่วยผ่อนปรนไปได้...”

หรือที่ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “ตัวจริง ชัดเจน” ทางสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2550 ว่า

“...ร่างรัฐธรรมนูญถ้าเรารับไปก่อนแล้วค่อยแก้จะทำได้ง่าย แต่การที่ไม่รับเลยแล้วเราจะเอาอะไรไปแก้ แล้วเราจะเลือกตั้งกันตอนไหน...”

ทำนองเดียวกันกับคำกล่าวของ นายจรัญ ภักดีธนากุล รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในเวทีสาธารณะเพื่อการประชันความคิด (ดีเบต) จุดเด่น จุดด้อย ของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่จัดโดยมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2550

“...แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด แต่ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดของการกลับคืนมาของอำนาจประชาชนอย่างราบรื่น ชัดเจน แน่นอน และทำให้ คมช. สิ้นสุดสภาพลงไปด้วย จึงอยากให้มีการรับร่างรัฐธรรมนูญไว้ก่อน จากนั้นค่อยมาแก้ไขทีหลังในประเด็นที่ไม่เห็นด้วย...”

หรือ นายวิชา มหาคุณ รองกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ได้กล่าวไว้ในการอภิปรายเรื่อง “แนวคิดและทิศทางในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” จัดโดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย เมื่อ 4 พฤษภาคม 2550

“...อยากถามว่า ประชาชนจะเลือกอะไร ระหว่างรับรองรัฐธรรมนูญ ฉบับ สสร. ให้ถูกต้องตามกฎหมาย หรือจะรอให้ คมช. ข่มขืนเอารัฐธรรมนูญออกมา..."

“...ขอให้ประชาชนลองดูโฉมหน้ารัฐธรรมนูญก่อนว่าดีหรือไม่ เหมือนการตัดสินใจแต่งงาน บางทีรูปร่างไม่สวยไปบ้างเพราะมาจากการรัฐประหาร แต่ขอให้ดูที่จิตใจว่าจิตใจดีหรือไม่ ถ้ามองว่าดีก็ให้แต่งไปก่อน แล้วส่วนที่ยังบกพร่องก็ค่อยไปปรับปรุงเอาภายหลัง...”

จะเห็นว่า ทั้งเรื่องการเลือกตั้ง ทั้งการบอกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) อาจนำรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฉบับ 2540 มาใช้...ล้วนถูกนำมาใช้เป็นข้อข่มขู่ประชาชนให้เดินออกไปรับร่างฯ ทั้งสิ้น

และแม้ว่าจะมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่ตกหลุมพราง หนำซ้ำยังตะโกนถามกลับไปยังคนที่ออกมาพูดเช่นนั้นว่า ถ้ารู้ว่าต้องแก้ไขแล้ว เหตุใดไม่ร่างให้ดีๆ มาตั้งแต่ต้น

แต่ก็ยังมีประชาชนอีกไม่น้อยเช่นกันที่ “รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก” เพราะเบื่อหน่ายสภาพการเมืองสังคมในเวลานั้นเต็มทน และหวังว่าการเลือกตั้งจะช่วยฉุดรั้งหรือนำทางให้เห็นความหวังอันเลือนรางขึ้นมาได้บ้างก็ยังดี...

แต่ ณ วันนี้ ที่การริเริ่มความคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกจุดประเด็นขึ้นมาด้วยผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง บรรดาคนผู้เคยสนับสนุนก็ดาหน้าออกมาปกป้องผลงานตัวเองอย่างขาดใจไม่แพ้กัน ทั้งที่ก่อนหน้านั้น พวกตนนี่แหละที่เคยหยอดคำหวานไว้ว่า รับไปก่อน แล้วค่อยแก้ก็ได้...

จะว่าไป คนที่เคยยืนหยัดไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น ก็รู้ดีว่ามันเป็นเพียงลมปาก ที่ถ้าหากเตะเนื้อชิ้นนี้เข้าปากสุนัขไปแล้ว จะง้างเขี้ยวออกมาปรุงกันใหม่ก็เห็นจะเลือดตาแทบกระเด็น

จะมีก็แต่คนที่ยอมรับๆ กันไปด้วยเชื่อใจว่าจะแก้ไขได้ภายหลังนั้น ไม่รู้ป่านนี้จะตาสว่างและเห็นธาตุแท้คนเหล่านั้นกันบ้างหรือไม่...

และที่สำคัญ ซาบซึ้งใจกันบ้างไหมที่เคยกากบาทรับร่างรัฐธรรมนูญที่เต็มไปด้วยปัญหาที่สุดฉบับนี้

กระตุกต่อมจริยธรรม

การคัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ปรากฎผลเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว 4 ตำแหน่งนั้น เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลใจของนักกฎหมายและหลายๆ ฝ่าย อันเนื่องจากคณะกรรมการสรรหาไม่ครบองค์ประชุมทั้ง 5 คน เพราะนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร พักการทำหน้าที่เป็นการชั่วคราว ทำให้ถูกมองว่าการดึงดันพิจารณาโดยกรรมการเพียง 4 คน จะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ และอาจจะถึงขั้นทำให้ผลการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นโมฆะได้

และยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก เมื่อปรากฏว่า นางทีปสุปรางค์ ภักดีธนากุล ภริยาของนายจรัญ ภักดีธนากุล หนึ่งในผู้ที่ได้รับการเลือกสรร ถูกฟ้องเพิกถอนนิติกรรมและเรียกทรัพย์คืนกรณีที่ดินใน จ.สงขลา ตามที่โจทย์ระบุในคำฟ้องว่าได้ลงนามในกระดาษเปล่าให้จำเลยไปด้วยความไว้ใจ ส่วนหนึ่งมากจากความคุ้นเคย และอีกส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นภริยาตุลาการชั้นผู้ใหญ่ เพื่อให้ดำเนินการรวมโฉนดที่ดิน 51 แปลง แต่จำเลยกลับนำไปใช้โอนที่ดินเป็นของตนเอง ซึ่งในปี 2547 ที่ผ่าน ศาลได้พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม และให้โอนที่ดินดังกล่าวคืน

ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องมัวหมอง ที่ทำให้นายจรัญ ไม่สมควรที่จะเข้ามารับตำแหน่งสำคัญดังกล่าว

จรัญ ภักดีธนากุล