WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 26, 2008

เอแบคโพลล์เผยคนส่วนใหญ่เห็นด้วยแก้ รธน. ทั้งฉบับ

โพลล์ชี้คนส่วนใหญ่เห็นด้วยรัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญ ยุติปัญหาสร้างความสงบสุขให้ประเทศ ทำพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง 51.7 เปอร์เซ็นต์เห็นควรดึงกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ช่วยงานรัฐฯ ติงควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนแก้ รธน.

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (The ABAC Social Innovation in Management and Business Analysis) เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “การแก้ไขรัฐธรรมนูญในสายตาประชาชน” จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,425 ตัวอย่าง

ผลของการสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 79.9 ทราบข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 โดยร้อยละ 34.7 เห็นว่าจุดด้อยของรัฐธรรมนูญที่ต้องแก้ไขคือกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับพรรคการเมือง การยุบพรรคการเมือง บทลงโทษพรรคการเมืองที่กระทำผิด ร้อยละ 25.4 เห็นว่าสิ่งที่ต้องแก้ไขคือเรื่องการได้มาของ ส.ส. และ ส.ว. ร้อยละ 12.4 เกี่ยวกับการได้มาซึ่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับของสังคม การมีส่วนร่วมของคนในสังคม สิทธิมนุษยชน และความเป็นกลางของรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ร้อยละ 28.4 ระบุไม่มีจุดอ่อนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง

ในส่วนของจุดดีของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ 24.8 ระบุเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น ร้อยละ 18.1 ระบุเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการลงประชามติ ร้อยละ 15.4 ระบุเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร้อยละ 14.6 เห็นว่าทำให้ประเทศชาติเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ร้อยละ 14.4 ระบุเรื่องความเข้มงวดในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 11.9 ระบุเป็นเรื่องความยุติธรรมและความเป็นธรรมต่อประชาชน ร้อยละ 9.2 เห็นว่ามีพื้นฐานมาจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิม และสามารถควบคุมพรรคการเมืองได้ดี ในขณะที่ร้อยละ 29.6 ระบุว่าไม่มีจุดดีในมาตราที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง

ทั้งนี้จากผลการสำรวจความคิดเห็นในภาพรวมพบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.3 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอยากให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความสงบสุข และการเมืองเข้มแข็งขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 32.9 ไม่เห็นด้วย เพราะ มีการเบี่ยงเบนสาเหตุที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม และเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้น

ในส่วนของประชาชนที่ต้องการให้แก้ไข รธน. ประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 49.1 ต้องการให้แก้ไขทุกมาตรายกเว้นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ร้อยละ 40.4 ต้องการให้แก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง และร้อยละ 10.5 ไม่มีความเห็น อย่างไรก็ตาม ประชาชนเกินครึ่งหรือร้อยละ 55.2 ต้องการให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก่อน ในขณะที่ร้อยละ 37.6 เห็นควรแก้ไขไปพร้อมๆ กัน มีเพียงร้อยละ 5.9 เห็นควรให้แก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน และร้อยละ 1.3 ไม่มีความเห็น

นอกจากนี้ ประชาชนประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 51.7 เห็นว่ารัฐบาลควรมีแนวทางให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน ได้มาช่วยงานรัฐบาลเพราะมีความสามารถ มีศักยภาพในการทำงาน มีประสบการณ์การทำงาน และอยากให้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ในขณะที่ร้อยละ 41.6 ไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นการละเมิดกติกา เกรงว่าจะเข้ามาทำเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง



‘วีระ’ชำแหละ ลับ-ลวง-พราง ฉบับ‘สนธิ’

‘ไข่มุกดำ’รู้ทัน‘บังธิ’ออกหนังสือ‘ลับ-ลวง-พราง’เพื่อดิสเครดิต‘อนุพงษ์’ อ้างมีส่วนรู้เห็นทำรัฐประหาร 19 กันยา 49 พร้อมเห็นด้วยต้องแก้รธน.ทั้งฉบับ เพื่อให้ประเทศไปรอด

นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร สถานีโทรทัศน์ พีทีวี กล่าวถึงกรณี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผบ.ทบ.และอดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้เขียนหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค ชื่อ“ลับ-ลวง-พราง” ว่า ในตอนหนึ่งของหนังสือดังกล่าว พล.อ.สนธิ ได้ระบุว่า การทำการยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้นไม่ได้ทำคนเดียวแต่ร่วมกันคิดและทำกับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.นั้น ตนไม่ทราบว่าพล.อ.สนธิ มีจุดประสงค์อะไรถึงออกมาระบุในลักษณะนี้ หรือว่า มีเจตนาที่จะต้องการทำให้พล.อ.อนุพงษ์ต้องลงจากเก้าอี้ผบ.ทบ.ใช่หรือไม่ หรือต้องการบอกคนไทยทั้งประเทศว่าพล.อ.สนธิไม่ได้ทำการยึดอำนาจเพียงลำพัง โดยตนเชื่อว่าคำพูดของพล.องสนธิจะเปิดเผยความจริงออกมาเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามในเวลานี้พล.อ.อนุพงษ์ถือว่าเป็นเสาหลักของกองทัพ เพราะสามารถทำงานเข้ากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ดี

“ซึ่งแท้ที่จริงแล้วคนที่จะต้องรับผิดชอบ เหตุการณ์วันที่ 19 กันยา 49 คงจะต้องเป็นพล.อ.สนธิเพียงคนเดียวเท่นั้น รวมทั้งคนที่อยู่เบื้องหลังครั้งด้วย ซึ่งคนทั้งประเทศก็รู้กันดีว่าเป็นใคร เพราะเราเชื่อว่าพล.อ.สนธิไม่ได้ลงมือทำคนเดียวแน่ แต่คงไม่สามารถบอกได้อย่างละเอียดว่ามีใครร่วมอยู่บ้าง แต่ที่สำคัญก่อนหน้านี้ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผบ.ทบ.ได้ออกมาบอกเองว่า การยึดอำนาจนั้นมีการเตรียมการกันถึง 8 เดือน” นายวีระ กล่าว

นายวีระ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 นั้นแก้ได้แก้ไขจริงๆก็เหมือนกับการแก้วิกฤติต่างๆของประเทศขณะนี้ที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งถ้ารัฐบาลได้เข้ามาทำงานแล้วไม่สามารถแก้วิกฤติประเทศได้ประชาชนทั่วประเทศคงไม่พอใจแน่ ทั้งนี้เห็นว่าควรจะต้องแก้ไขกันทั้งฉบับ ไม่ใช่แก้ไขเพียงมาตรา 237 เท่านั้น

“ผมขอบอกให้คนไทยเข้าใจว่า คำว่าแก้ทั้งฉบับ คือแก้ไขบางมาตราเท่านั้น หรือประมาณ 20 กว่า มาตรา เพราะถูกร่างมาโดยไม่มีความเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น” นายวีระ กล่าวและว่า ที่สำคัญคณะรัฐมนตรีจะไม่มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่จะให้เป็นหน้าที่ของส.ส.แทนตามที่นายสมัคร สุนทรเวช ระบุไว้ก่อนหน้านี้

นายกฯ เดินทางถึงอินโดนีเซียแล้ว พร้อมหารือความร่วมมือด้านต่างๆ


นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงสาธารณรัฐอินโดนีเซียแล้ว พร้อมหารือความร่วมมือแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะ ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานซูกาโนฮัสต้า กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซียแล้ว เมื่อเวลา 11.45 น. ซึ่งตรงกับเวลาในประเทศไทย โดยได้รับการต้อนรับจาก นายฮัสซัน วิรายูดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ภารกิจแรกของนายกรัฐมนตรี เมื่อเดินทางมาถึง จะพบและให้นโยบายแก่ทีมประเทศไทยในอินโดนีเซีย ก่อนเดินทางไปยังทำเนียบประธานาธิบดี ซึ่งจะมีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโนของอินโดนีเซีย ต่อด้วยการเข้าพบและหารือแบบเต็มคณะ ระหว่าง 2 ฝ่าย โดยมีประเด็นสำคัญคือ ความร่วมมือแก้ไขปัญหาภาคใต้ การส่งเสริมการค้าและการลงทุน ซึ่งไทยจะเร่งรัดจัดทำความตกลงทวิภาคีทางด้านการค้า เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือทางการค้า เพื่อขยายการลงทุนในสาขาพลังงาน เหมืองแร่ ประมง และการผลิตไบโอดีเซล โดยด้านพลังงาน จะย้ำถึงความเป็นหุ้นส่วนทางพลังงานกับอินโดนีเซีย ขณะที่ด้านประมง จะเน้นนโยบายในด้านทำประมงระหว่าง 2 ประเทศ ที่จะยึดถึงผลประโยชน์ร่วมกัน


จักรภพ ลั่นขอเวลา 6 เดือนสร้างวิทยุชุมชน


รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี " จักรภพ เพ็ญแข " ประกาศเดินหน้าแก้กฎหมายประกอบกิจการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ 2551 ลั่น ขอเวลา 6 เดือน ผลักดันให้เกิดวิทยุชุมชน

พรรคพลังประชาชนยืนยันเดินหน้าแก้ รธน.ทั้งฉบับ

กรุงเทพฯ 26 มี.ค. - กรรมการศึกษาประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชน ยืนยันเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเปิดรับฟังทุกภาคส่วน ย้ำเป็นปัญหาของประชาชน ไม่ใช่ของพรรค

นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคพลังประชาชน ในฐานะกรรมการศึกษาประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ได้หารือและสรุปเบื้องต้นว่า มีมติต้องแก้รัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 มีการวางกับดักไว้มาก จึงต้องคุยทั้งระบบ แล้วเปิดโอกาสให้ ส.ส.จากทุกพรรค ไม่ว่าฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล มาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน

นายสงวน ยังยืนยันว่า การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่การแก้เฉพาะเรื่องพรรคการเมืองเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของประชาชนไปแล้ว อย่างที่ จ.ลำพูน เกิดพายุถล่ม 4,000 หลังคาเรือนได้รับความเดือดร้อน ในอดีต ส.ส.ไปดูก็สามารถติดต่อส่วนราชการเข้าไปช่วยเหลือได้ทันที แต่ทุกวันนี้ทำไม่ได้ ผิดกฎหมาย เพราะไปเขียนล็อกห้าม ส.ส.เข้าไปก้าวก่ายงานราชการ ทำให้ความเสียหายตกอยู่กับประชาชน ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาของพรรคการเมืองและการยุบพรรคนั้น ไม่ใช่เป็นปัญหาของพรรค เพราะพรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองของประชาชน การจัดตั้งหรือยุบ เป็นเรื่องการตัดสินใจของประชาชน

ด้านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะมี ส.ส.เข้าชื่อเพื่อเสนอเรื่องเข้าสู่สภาฯ ในสัปดาห์หน้า เพื่อให้มีการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะต้องตั้งให้เสร็จสิ้นก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ นี้ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากจะแก้ไขควรแก้ไขให้ครอบคลุมทุกประเด็น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับที่ตนได้ยื่นญัตติด่วน ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นการศึกษาคู่ขนานไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาฯ จะพิจารณาหรือไม่ เพราะอยู่ในระเบียบวาระอยู่แล้ว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-26 16:10:20

พันธมิตรฯ ประกาศเคลื่อนไหวทันทีที่เริ่มกระบวนการแก้ไข รธน.

บ้านพระอาทิตย์ 26 มี.ค.- กลุ่มพันธมิตรฯ ค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.237 และ 309 ชี้เป็นการทำเพื่อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง เรียกร้องกระบวนการยุติธรรมเร่งพิจารณาคดีวิกฤติของชาติอย่างรวดเร็ว และเชิญชวนประชาชนร่วมคัดค้านทันทีที่มีการเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 มี.ค.) แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ได้ประชุมหารือเพื่อแสดงท่าทีต่อกรณีที่รัฐบาลจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เลขาธิการสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ร่วมหารือด้วย

จากนั้น นายสุริยะใส ได้อ่านแถลงการณ์มีสาระสำคัญว่า กลุ่มพันธมิตรฯ เห็นว่าการที่รัฐบาลประกาศจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 เพื่อหลบเลี่ยงการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การยุบพรรค และมาตรา 309 เพื่อยกเลิกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นการตัดตอนคดีความทั้งหลายที่กำลังดำเนินต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว รวมทั้งพวกพ้อง ไม่ให้เข้าสู่การพิจารณาของศาลในทุกวิถีทาง พร้อมทั้งเรียกร้องให้บุคคลในกระบวนการยุติธรรมผนึกกำลังกันอย่างมีเอกภาพ ในการต่อสู้กับภัยคุกคามจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยการพิจารณาคดีความที่เป็นวิกฤติของชาติอย่างรวดเร็ว และทันทีที่มีการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มพันธมิตรฯ จะเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศมาร่วมกันคัดค้านตามวิถีทางรัฐธรรมนูญอย่างถึงที่สุด

ขณะที่ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ก่อนที่นักการเมืองจะลงสมัครรับเลือกตั้ง จะต้องศึกษารัฐธรรมนูญในมาตราที่เกี่ยวข้อง และรู้ดีว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ หากนักการเมืองจงใจทำผิด แต่ไม่ยอมรับโทษเมื่อถูกจับได้ ก็จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เรื่องที่ทำผิดกลายเป็นไม่ผิด ถือว่าไม่ถูกต้อง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-26 15:54:35

รัฐบาลยืนยันแก้ รธน.ทั้งฉบับ

ทำเนียบฯ 26 มี.ค. - “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เผย รัฐบาลเร่งแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ พร้อมรับฟังความเห็นกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ไม่จำเป็นต้องปฎิบัติตาม วอนอย่าสร้างความวุ่นวาย

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยจะแก้ไขทั้งฉบับ ไม่เฉพาะมาตราใดมาตราหนึ่ง โดยจะยึดแนวทางของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศจะคงไว้ในหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ และนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาปรับแก้ ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน ขอยืนยันว่า การนำรัฐธรรมนูญมาแก้ไข เพื่อต้องการให้ประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

“กฎหมายถือเป็นตัวบ่งชี้สถานการณ์บ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมากฎหมายที่ออกโดยรัฐบาล ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ย่อมไม่เป็นประชาธิปไตย ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ส่วนการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า รัฐบาลยินดีรับฟังความคิดเห็นและคำทักท้วง แต่ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม เพราะคนกลุ่มนี้มีส่วนร่วมในการทำให้เกิดรัฐประหาร รวมถึง ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มาจากประชาชน และยังออกมาปกป้องมรดกกฎหมายที่มีจิตวิญญาณของเผด็จการ

“รัฐบาลจะเร่งเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว พร้อมกับขอให้ประชาชนอย่าหวั่นไหวกับการปลุกระดม และให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน” นายณัฐวุฒิ กล่าว. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-26 15:54:08

กก.สิทธิฯ พบที่ดิน 'ศรีสุบรรณ' ออกเอกสารทับซ้อน [26 มี.ค. 51 - 15:33]

วันนี้ (26 มี.ค.) พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ คณะอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษษยชนแห่งชาติ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ ต.น้ำหัก อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามข้อเท็จจริงหลังมีชาวบ้านร้องเรียนถูกออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ทำกินกว่า 100 ครัวเรือน เนื้อที่ 1,600 ไร่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด ที่อ้างว่าประมูลมาอย่างถูกต้องจากกรมบังคับคดี

โดย พ.ต.อ.สมพล สอบถามข้อมูลจากชาวบ้านกว่า 20 ปาก และตรวจพื้นที่เบื้องต้นพบว่ามีการออกเอกสารสิทธ์ไม่ถูกต้องทับที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนขี้หนอน ซึ่งชาวบ้านเข้าไปทำกินปลูกยางพาราและสวนปาล์ม บางแห่งต้นยางพารามีอายุมากกว่า 20 ปี และระหว่างตรวจสอบที่ดินดังกล่าว

นอกจากนี้ มีชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งจาก ม.1 บ้านท่านหญิง ต.ตะกุกเหนือ อ.วิภาวดี เข้าร้องเรียนว่ามีการออกเอกสารสิทธิทับที่ดินของชาวบ้านเช่นกันจำนวน 13 ราย กว่า 400 ไร่ด้วย ซึ่งคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียน และจะรายงานผลการตรวจสอบให้อธิบดีกรมการปกครองที่จะลงพื้นที่ติดตามปัญหาดังกล่าวช่วงบ่ายวันนี้




กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ2540 ออกแถลงการณ์ “ผ่าทางตันการเมือง ต้องแก้รัฐธรรมนูญทันที”

กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ2540 ออกแถลงการณ์ เรียกร้องรัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง องค์กรประชาธิปไตย นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 2550 ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตราเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปโดยสันติราบรื่น และเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยไม่ลังเล หรือหวั่นไหวไปกับการคัดค้านของฝ่ายนิยมเผด็จการ
ความดังนี้

แถลงการณ์กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540
รวมพลังเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ


นับตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ สถานการณ์ทางการเมืองและการดำเนินระบอบประชาธิปไตยมีปัญหาตลอดเวลา เพราะรัฐธรรมนูญฯฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ด้วยสถาบัน ระบบ กฎหมาย กลไก ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองต่าง ๆตามรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เป็นเผด็จการ เป็นมรดกแห่งความชั่วร้ายตกทอด สร้างปัญหาและพ่นพิษใส่การเมืองของประเทศไม่เว้นแต่ละวัน นอกจากนี้ บรรดาฝ่ายนิยมเผด็จการ เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นักวิชาการ สื่อมวลชน พรรคการเมืองบางพรรค และกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ฯลฯ พยายามเคลื่อนไหวก่อกระแสขับไล่รัฐบาล ซึ่งมีแนวโน้มไปในทางล้มเลิกระบอบประชาธิปไตยที่พี่น้องประชาชนเพียรพยายามสร้างมาหลายสิบปี อีกครั้งหนึ่ง

กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นกลุ่มอุมดมการณ์ทางการเมืองที่ก่อตั้งมาก่อนการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารและเข้าร่วมการต่อต้านระบอบเผด็จการ และการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2550 มาโดยตลอด และสมาชิกทุกคนไปออกเสียงลงประชามติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมีที่มาจากระบอบเผด็จการและเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่เป็นประชาธิปไตย ส่วนการจัดทำประชามติก็จอมปลอม เพราะกระทำขึ้นในช่วงเวลาที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย อยู่ภายใต้กฎอัยการศึกกว่าครึ่งค่อนประเทศ มีการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายต่อต้านเผด็จการ ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลและกองทัพรณรงค์โฆษณาชวนเชื่ออย่างเป็นระบบเพื่อให้ประชาชนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ผลสุดท้ายก็มีผู้ใช้สิทธิออกเสียงเห็นเพียงด้วย 14 ล้านเสียง มีผู้ไม่เห็นด้วยถึงกว่า 10 ล้านเสียง และเมื่อรวมกับบัตรเสียและผู้ไม่มาลงคะแนนแล้วมีมากถึงเกือบ30 ล้านเสียง รัฐธรรมนูญ 2550 จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ขาดความชอบธรรมทั้งในด้านที่มา เนื้อหา และกระบวนการลงประชามติที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เห็นว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ โดยการยกเลิกแล้วนำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กลับมาใช้ เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ อย่างเร่งด่วน

แน่นอนว่า กระแสความคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ๒๕๕๐ ที่กำลังสูงขึ้น ย่อมถูกคัดค้านต่อต้านจากบุคคล กลุ่มและองค์กรฝ่ายนิยมเผด็จการอำมาตยาธิปไตยโดยเฉพาะอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นักวิชาการ สมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่ม ฯลฯโดยใช้เหตุผลว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง รัฐธรรมนูญนี้เพิ่งประกาศใช้ไม่นาน ทั้งที่จริง ๆ ประกาศใช้มาถึง 7 เดือน และที่สำคัญ ได้ผ่านการลงประชามติเห็นชอบของประชาชนจำนวน 14 ล้านเสียง แต่โดยเนื้อแท้แล้ว สะท้อนความคิดนิยมเผด็จการที่ยังดำรงอยู่ในจิตสำนึกอย่างเหนียวแน่นจนยากจะลบล้างได้ เป็นการละเมอเพ้อฝันถึงระบอบการเมืองที่ล้าหลังไม่เหมาะสมกับยุคสมัยอีกแล้วและเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยรอบใหม่โดยไม่นำพาต่อหายนะและกลียุคที่พวกเขากำลังก่อขึ้น
กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 จึงขอเรียกร้องรัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง องค์กรประชาธิปไตย

นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 2550 ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตราเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปโดยสันติราบรื่น และเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยไม่ลังเล หรือหวั่นไหวไปกับการคัดค้านของฝ่ายนิยมเผด็จการดังกล่าว

จรัล ดิษฐาอภิชัย
ผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐

เอแบคโพลชี้ปชช.หนุนแก้รธน.-ดึง111ทรท.ช่วยงานรัฐบาล

วันนี้ (26 มี.ค.) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (The ABAC Social Innovation in Management and Business Analysis) เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญในสายตาประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 18 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,425 ตัวอย่าง ซึ่งมีระยะเวลาการดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคม พ.ศ. 2551 ผลสำรวจพบว่าประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่เกินกว่าร้อยละ 80 ติดตามข่าวการเมืองเป็นประจำทุกสัปดาห์
ประเด็นสำคัญที่ค้นพบคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.9 ทราบข่าวความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และเมื่อถามถึงจุดด้อยของรัฐธรรมนูญที่ต้องแก้ไข พบว่า ร้อยละ 34.7 ระบุกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับพรรคการเมือง การยุบพรรคการเมือง บทลงโทษพรรคการเมืองที่กระทำผิด ร้อยละ 25.4 เกี่ยวกับการได้มาของ ส.ส. และ ส.ว. ร้อยละ 22.2 ทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ทำงานให้ประชาชนไม่ได้ ร้อยละ 9.0 เกี่ยวกับผลประโยชน์ของนักการเมือง ร้อยละ 12.4 เกี่ยวกับการได้มาซึ่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับของสังคม การมีส่วนร่วมของคนในสังคม สิทธิมนุษยชน และความเป็นกลางของรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ร้อยละ 28.4 ระบุไม่มีจุดอ่อนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง
เมื่อถามถึงจุดดีของรัฐธรรมนูญ พบว่า ร้อยละ 24.8 ระบุเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น ร้อยละ 18.1 ระบุเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการลงประชามติ ร้อยละ 15.4 ระบุเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร้อยละ 14.6 เห็นว่าทำให้ประเทศชาติเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ร้อยละ 14.4 ระบุเรื่องความเข้มงวดในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 11.9 ระบุเป็นเรื่องความยุติธรรมและความเป็นธรรมต่อประชาชน ร้อยละ 9.2 เห็นว่ามีพื้นฐานมาจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิม และสามารถควบคุมพรรคการเมืองได้ดี ในขณะที่ร้อยละ 29.6 ระบุว่าไม่มีจุดดีในมาตราที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง
เมื่อประเมินจุดดีและจุดด้อยของรัฐธรรมนูญโดยภาพรวม พบว่า เกือบครึ่งหรือร้อยละ 49.2 ระบุว่า พอๆ กัน ในขณะที่ร้อยละ 24.3 ระบุมีจุดด้อยมากกว่า และร้อยละ 26.5 ระบุมีจุดดีมากกว่า
ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.3 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะ อยากให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความสงบสุข และการเมืองเข้มแข็งขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 32.9 ไม่เห็นด้วย เพราะ มีการเบี่ยงเบนสาเหตุที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม และเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้น และร้อยละ 7.8 ไม่มีความเห็น
และในกลุ่มประชาชนที่ต้องการให้แก้ไขประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 49.1 ต้องการให้แก้ไขทุกมาตรายกเว้นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ร้อยละ 40.4 ต้องการให้แก้ไขที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง และร้อยละ 10.5 ไม่มีความเห็น อย่างไรก็ตาม ประชาชนเกินครึ่งหรือร้อยละ 55.2 ต้องการให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก่อน ในขณะที่ร้อยละ 37.6 เห็นควรแก้ไขไปพร้อมๆ กัน มีเพียงร้อยละ 5.9 เห็นควรให้แก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน และร้อยละ 1.3 ไม่มีความเห็น
นอกจากนี้ ประชาชนประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 51.7 เห็นว่ารัฐบาลควรมีแนวทางให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน ได้มาช่วยงานรัฐบาลในขณะนี้ เพราะมีความสามารถ มีศักยภาพในการทำงาน บ้านเมืองกำลังประสบปัญหาต้องช่วยกัน มีประสบการณ์การทำงาน และอยากให้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ในขณะที่ร้อยละ 41.6 ไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นการละเมิดกติกา เกรงว่าจะเข้ามาทำเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายตามมา และร้อยละ 6.7 ไม่มีความเห็น


จาก hi-thaksin