WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 27, 2008

‘มาร์ค’ประสานเสียง‘พันธมิตร’ ค้านปชช. แก้ไข รธน.ทั้งฉบับ

“พันธมิตร”เตรียมสุมหัวหามาตรการคัดค้านการแก้ไข รธน. เน้นเป็นวาระสำคัญวันปลุกม็อบ 28 มีนาฯ อ้างขนคนฟังลำบากรัฐคอยส่งคนข่มขู่ ด้าน “มาร์ค” ประสานรับชี้รัฐฯ แก้กฎหมายได้อันตราย เหน็บ “บรรหาร” ปชป. คิดถึงแต่ส่วนรวม ด้าน “ชูศักดิ์” อ้างเสียงส่วนใหญ่ให้ยกเลิก ม.309

วันนี้ (26 มี.ค.) นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า แกนนำพันธมิตรฯ จะมีการกำหนดมาตรการเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้อย่างแน่นอน และในวันที่ 28 มี.ค. ก็จะนำไปเป็นวาระสำคัญในการอภิปรายปราศรัยของแต่ละคน รวมทั้งหามาตรการคัดค้านร่วมกันกับสมาชิกที่มาร่วมกิจกรรมในวันนั้น

“การเร่งรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.237 เพื่อหนีความรับผิดชอบ ทำให้เห็นธาตุแท้ว่ากรรมการบริหารพรรคการเมืองของทั้ง 3 พรรค ได้สารภาพผิดกลางแจ้งว่าคนของพรรคทั้ง 3 ทุจริตเลือกตั้งจริง จนไม่สามารถที่จะหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในชั้นการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญได้ พูดง่ายๆ คือสู้ไปก็แพ้ก็เลยแก้รัฐธรรมนูญเพื่อฟอกผิดให้กับตัวเองเลยดีกว่าง่ายดี” นายสุริยะใส กล่าว

นายสุริยะใส กล่าวด้วยว่า ในขณะนี้แกนนำหลายๆ จังหวัดแจ้งมาว่าการระดมคนมาร่วมชุมนุมในต่างจังหวัดเป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากมีการสกัดการเดินทางสารพัดวิธี เช่น ข่มขู่เจ้าของรถตู้ รถบัส ไม่ให้นำคนเข้ามา หรือการปล่อยข่าวแก๊งปาหิน อาละวาดที่โน่นที่นี่ กระทั่งการดักฟักโทรศัพท์แกนนำ ก็กระทำกันอย่างกว้างขวางทั้งคนในบริษัทเอกชนเจ้าของมือถือ รายใหญ่บางค่าย และหน่วยงานการข่าวของทางราชการ

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีแก้การรัฐธรรมนูญ ว่า ทุกฝ่ายต้องมาหารือร่วมกันเพื่อดูภาพรวมของรัฐธรรมนูญ หากไม่เหมาะสมก็ต้องแก้ แต่ไม่ใช่เพื่อการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือปัญหาเฉพาะกลุ่ม เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย (ชท.) ออกมาตัดพ้อกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะไม่เข้าร่วมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าอยากให้นายบรรหาร คิดถึงภาพรวมของบ้านเมือง หากใช้ตรรกะว่าคนที่มีอำนาจสามารถแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันคนในองค์กรตัวเองจะได้รับความผิดได้

“ในฐานะพรรคการเมืองไม่ใช่ไม่เห็นใจ ผมรู้ว่าภาระมันหนักแค่ไหน พรรค ปชป. ก็กังวลเรื่องนี้ ปัญหาแบบนี้มีการพูดกันมาตลอด แต่อยากให้นายบรรหารนึกถึงส่วนรวมมากกว่า ถ้าทำทุกอย่างโดยสุจริตใจ ก็ไม่ใช่จะไม่มีช่องทางการต่อสู้ อย่างไรก็ดีในฐานะพลเมืองในสังคมที่มีกฎหมายใช้บังคับอย่างเท่าเทียมกัน เมื่อมีกฎหมายแล้วคนมีอำนาจไปแก้ไขกฎหมายได้มันจะอันตราย' นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายชัย ชิดชอบ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวก่อนการเข้าประชุมวิปฯถึงกรณีญัตติด่วน เรื่องขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 โดยเป็นการเสนอจากนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเลื่อนญัตตินี้ขึ้นมา เพราะต้องเป็นการพิจารณาตามขั้นตอนของระเบียบวาระ เรื่องด่วนที่สุดคือเรื่องปัญหาภาคใต้ที่ยังค้างการพิจารณาอยู่

ประธานวิปรัฐบาล ยังกล่าวถึงเรื่องการคัดค้านของอดีต ส.ส.ร.ว่าตนไม่ทราบ แต่ ส.ส.ร. เป็นผู้สร้างบรรทัดฐานของกฎหมายไว้ เหมือนการสร้างบ้านคนที่ปลูกบ้านพอใจอยู่ เมื่อขายให้คนอื่นไปอาศัยคนที่มาใหม่ก็ต้องแก้ไขบ้านให้อยู่ได้อย่างสบาย เป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานในระบอบประชาธิปไตย ส่วนกรอบเวลาในการทำงานนั้นไปกะเกณฑ์เวลาอะไรไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเห็นของที่ประชุม' นายชัย กล่าว

ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ในส่วนของพรรคพลังประชาชนยังไม่ได้ข้อยุติที่ชัดเจน แต่เท่าที่ระดมความเห็น มีหลายประเด็นที่จะต้องแก้ไข อาทิ มาตรา 237 (เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และการยุบพรรค) , มาตรา 261 (เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ) , มาตร 266 (ข้อห้ามในการใช้ตำแหน่ง ส.ส.และ ส.ว.เข้าไปก้าวก่ายระบบราชการ) และมาตรา 309 (การรับรองรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี 2549)

ทั้งนี้ในส่วนของมาตรา 309 บทเฉพาะกาล ที่กำหนดให้มีการนิรโทษกรรมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เสียงส่วนใหญ่ให้ยกเลิกมาตรา 309 เพราะเห็นว่าการบัญญัติว่า บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ เป็นการขัดต่อหลักนิติธรรม ถ้ามีการแก้ไขตรงนี้ ก็จะทำให้คนที่เกี่ยวข้องด้วยสามารถต่อสู้ได้ว่า ประกาศ คปค.ทั้งหมดไม่ถูกกฎหมาย ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เราต้องทำให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม

“อย่างไรก็ตาม จะมีการหารือกับวิปรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อหาข้อยุติยอมรับว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญยุ่งยาก ต้องทำร่างแก้ไข ถ้าผิดเพี้ยนเพียงเล็กน้อย ความหมายก็จะเปลี่ยนไป เกิดปัญหาเรื่องการตีความ จึงจะเชิญผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์มาช่วย” นายชูศักดิ์ กล่าว


ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 'ลางร้าย' กลียุค

ขณะที่ "รัฐธรรมนูญ 2550" กำลังแผลงอิทธิฤทธิ์เข้าใส่ไปทั่ว

ส่งผลให้ร่างกายภายนอกเกิดแผลพุพอง "ฟอนเฟะ" แม้ไม่บาดลึกเข้าไปถึงเนื้อ "กระดูก" แต่ก็ได้ฝาก "รอยแผลเป็น"ไว้บาดลึกถึง "ขั้วหัวใจ"

อาการเช่นนี้ ไม่เกิดแต่ "พรรคไทยรักไทย" แต่หากได้ลามเลียมาถึง "พรรคชาติไทย" และ "พรรคมัชฌิมาธิปไตย" จนแพร่ขยายเข้าใกล้ "พรรคพลังประชาชน" ขึ้นทุกที...ทุกที

ขณะเดียวกัน "อิทธิฤทธิ์" ที่ว่ากำลังแทรกซึมเข้าไปทำลาย "อวัยวะน้อยใหญ่" ทั่วสรรพางค์ แม้ขณะนี้จะยังไม่เกิด ปฏิกิริยาต่อร่างกายในทันที

แต่หาก "เชื้อร้าย" พ่นพิษพร้อมกันขึ้นเมื่อใด เชื่อแน่ว่า ถึงครานั้นก็อาจจะสายเกินไป... เช่นเดียวกับการต่อสู้ทางการเมือง ที่หาได้เข้าใจว่า จบสิ้นไปแล้ว หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หลังจากที่มีรัฐบาลผสม 6 พรรคภายใต้การนำของ "พลังประชาชน"

หรือหลังจากที่ รัฐบาลประกาศนโยบายประชานิยม เดินหน้าแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของ "ประชาชน" ในทุกหย่อมหญ้าเป็นที่ตั้ง

เนื่องด้วยเพราะ ได้มีการวาง "กลไก" ทางการเมืองไว้อย่าง รอบคอบ แยบยล แนบเนียน โดย รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ถูกออกแบบไว้อย่างมีนัยสำคัญในทุกรายละเอียดมาตรา

สิ่งที่น่า "จับตา" และกำลังจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง...ในวันนี้

วันที่ 25 มีนาคม เวลา 9.30 น. มีการประชุมเพื่อลงมติเลือก "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" จำนวน 4 คน จากจำนวนผู้ที่สมัครและผ่านการพิจารณา 21 คน

หลังจากที่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญนี้ ในมาตรา 300 ระบุ "...ให้มีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่ภายใน 150 วัน นับจากมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร..."

(ซึ่งในกรณี สมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ถอดใจขอถอนตัว เพราะเสียงก่นด่าแรงจนเกินจะรับไหว

จากนี้ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของ ศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้มีตุลาการ 9 คน 5 คนในเบื้องต้น มีที่มาจาก "ผู้พิพากษาศาลฎีกา" ซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 3 คน และ "ตุลาการศาลปกครองสูงสุด" ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด 2 คน

ถึงแม้ขณะนี้ ฝ่ายศาลยังไม่มีการประชุมเลือกอย่างเป็นทางการ

แต่การที่กำหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาจาสายตรงจาก "ศาล" ถึง 5 คน ย่อมกลายเป็น "เสียงข้างมาก" ในองค์คณะทันที

ส่วนอีก 4 คนที่เหลือมาจากการสรรหา...

โดย คณะกรรมการสรรหา ถูกกำหนดสเปคไว้อย่างรัดกุม ว่า ต้องเลือกผู้ทรงคุณวุฒิใน 2 สาขา สาขาละ 2 คน คือ นิติศาสตร์ และ รัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ เข้ามาเป็น ตุลาการ

โดยกำหนดเสร็จสิ้นตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 206 (1) บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการสรรหาจัดการให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เริ่มการสรรหา คือ วันที่ 6 มีนาคม (เปิดรับสมัครวันที่ 7 - 13 มีนาคม) ก่อนเสนอรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้แล้วเสร็จใน 30 วัน ตาม มาตรา 206 (2) นั่นก็หมายความว่า "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" ชุดใหม่จะคลอดได้ไม่เกินสิ้นเดือนเมษายนนี้

เมื่อพลิกรายชื่อ "ผู้สมัคร" ทั้ง 2 สาขา ก็พอจะมองเห็นภาพว่า "ใคร" อยู่กลุ่มไหน...

ในสาขานิติศาสตร์ มีผู้เสนอ 9 คน อาทิ จรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม วสันต์ สร้ยพิสุทธิ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทรณ์ ภาค 4 ถือเป็นภาพตัวแทนกลุ่มหนึ่ง

ขณะที่ชื่อของ มานิต วิทยาเต็ม - ศักดิ์ เตชาชาญ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นภาพตัวแทนของอีกกลุ่มหนึ่ง

ส่วนในสาขารัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ มีผู้สมัคร 13 คน

อาทิชื่อของ วิสุทธิ์ โพธิแท่น อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือแม้แต่ ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

เพียงเท่านี้ ก็พอจะรู้ได้ว่าเป็นภาพ "ตัวแทน" ของฝ่ายไหน...

ยิ่งได้มาพินิจพิเคราะห์ตัว "บุคคล" คณะกรรมการสรรหา 5 คน ประกอบด้วยวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา อักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครอง ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ในฐานะตัวแทน ประธานกรรมการองค์กรอิสระ และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่ กรรมการสรรหาอีกคนหนึ่งคือ ยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประกาศลางานชั่วคราวจากพิษ "ใบแดง" ที่ยังลูกผีลูกคน ที่สำคัญคือ ใช้มติ 2 ต่อ 3 คือ ใช้เพียง 3 คะแนนเสียงของกรรมการสรรหา ดังนั้น แม้จะมีหรือไม่มีเสียงของ "ยงยุทธ" ก็ไร้ความหมาย

เท่านี้ก็ทำให้พอมองเห็น "เค้าลาง" รูปร่างหน้าตาองค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน จะออกมาในรูปแบบใด

และยิ่ง "เป้า" ประสงค์ของ "บุคคล" ที่มาทำหน้าที่ "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

คืออำนาจในการ "ชี้ขาด" ในประเด็นชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยแล้ว... เสมือนหนึ่งคือการ "ถ่วงดุล" การเมือง

ขณะเดียวกันยังคงก็ไม่ต้องการให้การเมือง "เข้มแข็ง" เกินไป

เช่นนี้แล้ว "ลางร้าย" หรือจะปรากฏขึ้นแล้วในวันนี้...

‘สนนท.'เมินร่วมพันธมิตรฯ 28 มี.ค.-ชี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อปชช.

นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท.กล่าวว่าเครือข่าย สนนท.มีจุดยืนที่จะไม่เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 28 มีนาคมนี้ ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากเห็นว่าเงื่อนไขที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหว เป็นการต่อสู้ของฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน พร้อมเห็นว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ควรให้โอกาสรัฐบาลบริหารประเทศก่อน
ส่วนการที่มีนักศึกษาหลายกลุ่มเตรียมเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น เลขาธิการ สนนท. กล่าวว่า การตัดสินใจร่วมชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ตามระบอบประชาธิปไตยแต่มติของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและเครือข่าย ยืนยัน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯอย่างแน่นอนจึงต้องออกมาแถลงจุดยืนดังกล่าว


จาก hi-thaksin

‘เฉลิม'หนุนส่ง‘สุเทพ'เลิกเล่นการเมือง-เย้ยปชป.ตายยกเล้า

เมื่อ 10.00 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรง รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนมอบนโยบายในการปราบปรามยาเสพติด ถึงกรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตอบโต้กรณีการบุกรุกที่ดิน ว่า จะให้เป็นลูกแมวลูกหมาก็เรียกไป ตนไม่มีศักดิ์ศรีเท่านายสุเทพ และไม่ได้เป็นเลขาธิการพรรค นายสุเทพกำลังเข้าใจผิด ตนไม่ได้สมเพช แต่สงสารคนที่ไม่ได้เรียนกฎหมาย จะไม่รู้เรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้มีการร้องเรียนมาตั้งแต่ปี 2547 แต่ไม่มีใครกล้าดำเนินการ ตนกำลังตรวจสอบว่า ที่ดินสาธารณะประโยชน์แปลงนี้ ออกเอกสารสิทธิ์ได้หรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นมีความความชัดเจนว่า ออกเอกสารสิทธิ์นส.3 ก.ไม่ได้ ที่ออกไปถือว่าผิดกฎหมาย จึงได้มอบให้กรมที่ดินไปดำเนินการภายใน 60 วัน หากเป็นจริงตามเอกสารที่มีอยู่ กรมที่ดินจะต้องถอนเอกสารสิทธิ์ดังกล่าว ฝากบอกคุณสุเทพว่า ที่ดินหลวงจะนับอายุการครอบครองไม่ได้ จะมานับ 50-100 ปีไม่ได้ ถ้าปรากฏว่า ผิดก็ต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ นายสุเทพซื้อจากกรมบังคับคดี ก็ไม่ใช่เรื่องตน หากถูกเพิกถอนสิทธิ์ บริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม ก็ต้องไปฟ้องร้องกับกรมบังคับคดี ที่เอาที่ดินผิดกฎหมายมาขาย ไม่ใช้เอะอะก็มาด่าว่าตนเป็นแมว
เมื่อถามว่า นายสุเทพเอาอนาคตทางการเมืองเป็นเดิมพัน จะเอาอะไรเป็นเดินพันครั้งนี้ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ตนไม่ได้สู้กับนายสุเทพ ที่กินยาผิด แต่พูดถึงเอกสารสิทธิ์ ที่ออกไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หากเพิกถอนก็กลับไปเป็นของหลวง นายสุเทพที่ซื้อไปก็เป็นการชกลม ไม่เหลืออะไร ไปฟ้องร้องเอง ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง หรือพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่นายสุเทพต้องไปไล่เบี้ยกับคนขายเอง ตนไม่ได้กลั่นแกล้งทางการเมือง เพราะแค่นี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ตายยกเล้าอยู่แล้ว 12 ปีรอไปเลย นายสุเทพจะหยุดเล่นการเมืองก็ดี อยู่ไปก็เป็นฝ่ายค้านตลอด


จาก hi-thaksin

ชมภาพชุดเวียดนามต้อนรับนายกฯสมัครอย่างสมเกียรติ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากนายกรัฐมนตรีเหวียน ตัน ซุง ทั้งนี้ มีการจัดพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการในทำเนียบประธานาธิบดี ที่กรุงฮานอย เมืองหลวงเวียดนาม
สำหรับเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามของนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อผลักดันความร่วมมือต่างๆ ในอนาคต

1. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของไทย เดินตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ ร่วมกับ นายเหงียน ตัน คุง นายกรัฐมนตรีของเวียดนาม ที่ทำเนียบประธานาธิบดี ในกรุงฮานอย (ภาพจากสำนักข่าวเอพี)
2. นายกฯสมัครจับมือกับนายกฯนายเหงียน ตัน คุง (ภาพจากสำนักข่าวเอพี)
3. ผู้นำไทย และเวียดนามเดินบนพรมแดงที่จัดเตรียมเอาไว้ในพิธีต้อนรับ (ภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์)
4. นายกฯสมัครแสดงความขอบคุณกองทหารเกียรติยศ (ภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์)
5-6-7 นายกฯสมัครได้รับการต้อนรับจากนายนง ดึ๊ก มานห์ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (ภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์)












จาก hi-thaksin

Wednesday, March 26, 2008

คำเตือนจาก “ประวิตร” ถึงคนที่คิดจะร่วมม็อบ

โดย : ประวิตร โรจนพฤกษ์

ประวิตร โรจนพฤกษ์ ส่งคำเตือนก่อนเข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรฯ ระวังอย่าตกไปเป็นหางเครื่องให้กับการก่อรัฐประหารครั้งใหม่ หากร่วมชุมนุมคุณควรเรียกร้องความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

1. ระวังอย่าตกไปเป็นหางเครื่องให้กับการก่อรัฐประหารครั้งใหม่

กลุ่มที่เรียกตนเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อ “ประชาธิปไตย” ได้มีบทบาทสำคัญทั้งทางตรงและอ้อมในการสนับสนุนให้เกิดรัฐประหาร 19 กันยาฯ การเข้าร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ (ถ้าคุณอยากเข้าร่วมจริง) จึงต้องเข้าร่วมอย่างมีสติ เพราะว่าบรรดาแกนนำพันธมิตรฯ ดูจะชื่นชอบรัฐประหารและระบอบทหารเป็นพิเศษ เริ่มตั้งแต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่นำขบวนผู้ประท้วงไปยื่นจดหมายกลางดึกแก่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในคืนวันที่ 4 ก.พ. 49 และขอให้ทหารยืนอยู่ “ข้างประชาชน” ซึ่งคงไม่ต้องแปลต่อไปอีกว่า มันหมายความว่าอย่างไร

หลังเกิดรัฐประหารได้ไม่กี่เดือน (7 ม.ค. 2550) ก็มีงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จในหมู่สมาชิกพันธมิตรฯ “ผู้สูงศักดิ์” และภาพถ่ายภาพหนึ่งที่รั่วออกมาก็คือภาพที่นายสุริยะใสยืนถือแก้วเครื่องดื่ม ร่วมกับผู้นำรัฐประหารคนหนึ่งชื่อ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร

ก่อนเกิดรัฐประหารหลายเดือน ช่วงที่พันธมิตรฯ นัดชุมนุมที่โน่นที่นี่ ดร.วุฒิพงศ์ เพรียบจริยวัฒน์ ได้เคยตอบผู้ชุมนุมผู้หนึ่งที่ถาม ณ จุดประท้วงหน้าสถานทูตอังกฤษในตอนนั้นว่า เมื่อไหร่พันธมิตรฯ จะชนะซักที ซึ่งผู้เขียนอยู่ ณ ที่นั้น และได้ยินนายวุฒิพงศ์ตอบแก่ผู้ชุมนุมคนนั้นว่า ไม่ต้องห่วง มันเหมือนมวย ชกแย็บไปเรื่อยๆ เดี๋ยวหมัดน็อกเอาท์มีคนอื่นจัดให้เอง ซึ่งในที่สุด ทุกคนคงทราบว่าใครเป็นผู้จัดหมัดน็อกเอาท์ให้

ข้อมูลล่าสุด ซึ่งมาจากการสัมภาษณ์นายวีระ สมความคิด เมื่อวันที่ 20 มี.ค. นายวีระยืนยันว่า ช่วงพันธมิตรฯ ตัดสินใจเรื่องจะเอารัฐประหารและธงเหลือง (ม.7) หรือไม่นั้น บรรดาแกนนำพันธมิตรฯ 20 คนที่ร่วมประชุม มีเพียงสามคนที่บอกว่าไม่เอา “เราไม่ได้เป็นตัวสร้าง (รัฐประหาร) เราไม่เคยรู้และไม่เคยเรียกร้อง ในแกนนำพันธมิตรฯ 20 คน มีอยู่สองสามคนเท่านั้นที่ประกาศตัวชัดเจนไม่เอา ม.7 และไม่เห็นด้วยกับการที่ทหารจะมาปฎิวัติเพราะประชาชนเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตนเอง คือ ผม หมอเหวง โตจิราการ และจ๋า (ชนกาญจน์ พันธุ์เดิมวงศ์) ที่เหลือเขาจะเฉยๆ ไม่ว่าเป็นพิภพ ธงไชย สุริยะใส หรือสมศักดิ์ โกศัยสุข เขาก็เห็นว่า ถ้ามันจำเป็นก็คงรับได้มั้ง แต่ผมเชื่ออยู่อย่างว่าพวกนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องการให้ทหารปฎิวัติ”

อย่างไรก็ตาม นายวีระยังพูดเสริมอีกว่า ถึงแม้รัฐประหาร 19 กันยาฯ เป็นการ “เตะหมูเข้าปากหมา” และเป็นการ “ซ้ำเติมบ้านเมือง” แต่ก็ยังได้เสริมว่า หากมีรัฐประหารอีกโดยทหารดำเนินการกวาดล้าง “ความเลวร้าย” อย่างเด็ดขาด ก็รับได้ “ถ้าทหารจะทำปฎิวัติก็ต้องคิดใหม่ ถ้าจะทำแบบ คมช. อย่าทำเลย ซ้ำเติมบ้านเมือง ถ้าจะทำคุณต้องเด็ดขาด และใช้อำนาจเด็ดขาดของคุณไปจัดการกับความเลวร้าย แต่ไอ้สิ่งที่พูดยังไม่เคยเห็นทหารชุดไหนทำได้... และก็ไม่เชื่อว่าจะมี”

หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยาฯ หลายคนคงทราบดีว่า ครป. นำโดยนายสุริยะใส กตะศิลา ซึ่งเป็นโฆษกพันธมิตรฯ นอกจากจะมิได้ต่อต้านการรัฐประหารและระบอบเผด็จการทหารแล้ว ยังทำตัวคล้ายกับเป็นโค้ชกิตติมศักดิ์ให้กับเผด็จการทหาร โดยแนะนำว่าควรทำโน่นทำนี่ผ่านสื่อเป็นระยะๆ พอมาช่วงหลังนายสมัคร สุนทรเวชขึ้นเป็นนายกฯ และมีรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเป็นใหญ่ นายสุริยะใสก็ได้ออกมาพูดอีกทำนองว่า ความขัดแย้งของสังคมอาจนำไปสู่การปฎิวัติได้อีก โดยที่ไม่พูดออกมาว่า หากเกิดขึ้นอีก พวกนายสุริยะใสและพันธมิตรฯ จะมีจุดยืนเช่นไร จะรับผิดชอบอย่างไร (หรือรับประโยชน์อย่างไร) หรือจะออกมาต่อต้าน (หรือต้อนรับ) อย่างไร

ในหนังสือเล่มล่าสุดของนายคำนูณ สิทธิสมาน ซึ่งเป็นลูกจ้างนายสนธิ ทำงาน ณ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ นายคำนูณได้เขียนอารัมภบทไว้ว่า หากมิเกิด “ปรากฎการณ์สนธิ” ตนก็คงไม่ได้เข้าสู่สภาหินอ่อน ซึ่งก็คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เผด็จการทหารแต่งตั้งนั่นเอง มิหนำซ้ำ ตอนนี้ก็ยังได้เป็น ส.ว.สรรหา ตามรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการทหารอีก

2. หากร่วมชุมนุมคุณควรเรียกร้องความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ผู้เขียนได้เคยถามนายสมศักดิ์ โกศัยสุข 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ ว่าเรื่องชูธงเหลือง หรือ ม.7 นั้นแท้จริงแล้ว 5 แกนนำพันธมิตรฯ ตัดสินใจกันอย่างไร เพราะสาธารณะไม่มีส่วนได้รับรู้เลย และผู้ร่วมชุมนุมมีโอกาสก็แค่เลือกว่าจะเอาหรือไม่เอาด้วยแค่นั้นเอง นายสมศักดิ์ ตอบว่ามีการโหวตกันอย่างลับๆ 5 คน เสียงออก 3 เอา 2 ไม่เอา และแกอ้างว่า แกอยู่ 1 ใน 2 เสียงส่วนน้อย แต่กำชับกับผู้เขียนว่า แต่อย่าไปบอกผู้อื่น เพราะเดี๋ยว “ไอ้สนธิมันด่าพี่”

ผู้เขียนต้องขอโทษนายสมศักดิ์ ณ ที่นี้ แต่ข้อมูลนี้ถึงเวลาแล้วที่ควรเปิดเผย ในเมื่อพันธมิตรฯ ยังยืนกรานที่จะลากสังคมไปสู่ทิศทางที่พวกตนต้องการด้วยวิธีเดิมต่อไป

ผู้เขียนยังจำได้ว่า ตอนพันธมิตรฯ ก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรกนั้นได้ยิงคำถาม (ในฐานะนักข่าว) ไปยัง 5 แกนนำพันธมิตรฯ เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ แต่นายพิภพ ธงไชย กลับได้เดินมาโวยวายหลังแถลงข่าวเสร็จสิ้น และต่อว่าว่าทำไมถึงถามคำถามแบบนั้น แถมยังพูดเสริมว่า เขานึกว่า “เราเป็นพี่น้องกัน” ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนนั่งอยู่ข้างๆ นายเดช พุ่มคชา เอ็นจีโอระดับซีเนียร์ท่านหนึ่ง ได้ฟังเช่นนี้ ผู้เขียนจึงตอบกลับไปว่า propaganda หรือโฆษณาชวนเชื่อนั้น ไม่ว่าจะมาจากปากฝ่ายไหนก็คือโฆษณาชวนเชื่อ ผู้เขียนจะไม่เชื่ออย่างเซื่องๆ เด็ดขาด

เรื่องนี้คงทำให้นายพิภพโกรธมิน้อย เพราะตอนหลังเมื่อมีโอกาสได้คุยกับผู้อุปภัมถ์กลุ่มพันธมิตรฯ อาวุโส อ.สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ อาจารย์ก็ได้ติงว่าอย่าได้ทำอะไร (เชิงตรวจสอบและวิพากษ์) ตอนนี้เพราะสถานการณ์กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน (จึงควรปล่อยให้เดินเครื่องเต็มที่โดยไม่ต้องตรวจสอบหรือตั้งคำถาม?) และกล่าวเสริมว่าได้ยินว่ามีคนมาบ่นเรื่องนี้

หลายคนในแวดวงพันธมิตรฯ คงยังจำได้ถึงอีเมล์ของนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคประชาชนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ที่ส่งอีเมล์ไปบอกบรรดาเพื่อนๆ ว่าอย่าได้วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มพันธมิตรฯ ช่วงที่กำลังชุมนุม หากควรรอให้การต่อสู้จบเสียก่อน

นี่ยังไม่รวมเหตุการณ์ที่นายสมกียรติ พงษ์ไพบูลย์ได้เข้าพบนายเสนาะ เทียนทองอย่างลับๆ เพื่อโน้มน้าวให้นายเสนาะ (เทียนทอง) ไขน็อตออกจากไทยรักไทย ซึ่งผู้เขียนตอนนั้นได้รับความไว้วางใจจากนายสมเกียรติให้ไปร่วมรับฟังการเจรจา ณ บ้านนายเสนาะด้วย

ด้วยสาเหตุและปัจจัยต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้นนี้ ผู้ที่คิดจะเข้าร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ วันศุกร์นี้ ควรเรียกร้องให้กระบวนการมีส่วนร่วม เป็นประชาธิปไตยและเปิดเผยโปร่งใสอย่างแท้จริง มิใช่แกนนำ 3-4 คนตัดสินจะให้เดินขบวนก็ไปเดินตาม บอกให้หยุดก็หยุด บอกชูธงเหลืองก็ชู บอกกราบก็กราบ และหากสิ่งเหล่านี้มิสามารถเกิดขึ้นได้ ก็ควรทบทวนเสียใหม่ว่า กลุ่มนี้ควรใช้คำว่าประชาธิปไตยอยู่ในชื่อของกลุ่มตนต่อไปหรือไม่

3. กลุ่มพันธมิตรฯ ดูเหมือนจะไม่ยอมเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต

แกนนำส่วนใหญ่ของพันธมิตรฯ ยังยืนยันว่ามิได้เป็นผู้ก่อหรือสนับสนุนรัฐประหาร แถมบางคนอย่างนายวีระ สมความคิด ก็ยังได้กล่าวในข้างต้นว่ายังรับได้หากมีรัฐประหารเพื่อประชาชนอีกในอนาคต ถึงแม้ว่า นายวีระจะยอมรับว่ารัฐประหารเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยก็ตาม

จะว่าไปแล้วกระบวนการทบทวนร่วมกันในสาธารณะจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่โปร่งใสและไม่มีกลไกในการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พบกันในห้องไม่กี่คน ปิดประตู แล้วออกมาแถลง และดูเหมือนพวกเขาก็กำลังจะทำผิดซ้ำซ้อนอีก

4. โปรดตระหนักว่าในขณะที่ผู้คนมีสิทธิในการแสดงออกต่อต้านทักษิณ โอกาสที่ผู้คนจะแสดงออกผ่านสื่อต่อสาธารณะนั้นมีความไม่เท่าเทียมเป็นอย่างยิ่ง

มีใครตอบได้บ้างไหมว่า ทำไมคนอย่างนายสุริยะใสจึงสามารถพ่นอะไรต่อมิอะไรผ่านสื่อได้ทุกอาทิตย์ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสจะแสดงความเห็นผ่านสื่อกระแสหลักแม้เพียงประโยคเดียว

หรือการที่นายสนธิมีสื่อเป็นของตนเองอยู่ในมือช่วยให้การสื่อสาร (หรือโฆษณาชวนเชื่อ?) กระทำได้อย่างราบรื่นสะดวกรวดเร็ว หากคุณอ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หรือดูเอเอสทีวี ก็จะพบแต่ข่าวและภาพผู้นำพันธมิตรฯ ผลัดกันขึ้นปกเป็นข่าวใหญ่แทบไม่เว้นแต่ละวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ (เพราะ นสพ.ผู้จัดการไม่ออกฉบับวันอาทิตย์) และถึงแม้คุณอาจเห็นด้วยกับจุดยืนทั้งหมด หลายอย่าง หรือบางอย่างของแกนนำพันธมิตรฯ คุณก็ยังควรตระหนักว่า ความเป็นจริงมีอยู่หลายด้านหลายมิติซึ่งน่าจะมากกว่าสองด้านของเหรียญเหรียญหนึ่งด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นในขณะที่คุณใช้สิทธิในการชุมนุมและแสดงออกกรุณาฟังเสียงข้างอื่นๆ อย่างจริงใจและจริงจัง แน่นอนมันคงไม่สบายและรื่นหูที่คุณจะลองไปฟังกลุ่ม นปก. อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ หรือดูทีวีเอ็มวีนิวส์ แต่ก็ควรปฏิบัติหากมีโอกาสเพื่อที่จะได้รู้ว่าแต่ละกลุ่มที่หลากหลายในสังคมคิดอย่างไร (หรือยัดเยียดโฆษณาชวนเชื่อโดยใช้รูปแบบคล้ายกันแค่ไหน) เพราะในที่สุด ความหลากหลายและแตกต่างในสังคมเป็นเรื่องปกติ แต่การจัดการและอยู่ร่วมกับความหลากหลายควรทำอย่างสันติและมีสติ

5. โปรดระวังอาการคึกคะนองจนหลงว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นถูกต้องไปเสียทั้งหมด

ที่บอกให้ระวังเพราะว่าในการชุมนุมของคนจำนวนมากนั้น การพูดคำโตๆ เว่อร์ๆ แบ่งขาวดำชัดเจนได้กลายเป็นเรื่องปกติจนแทบหลีกเลี่ยงมิได้ ความจริงที่สลับซับซ้อนจะถูกหั่นทิ้งจนทำให้ดูเข้าใจง่าย แต่อาจมิได้นำไปสู่การเข้าใจอย่างแท้จริง ในการต่อสู้ระหว่างเทพกับมารที่เห็นแค่ดีกับชั่ว มิตรกับศัตรู (และใครไม่ร่วมกับกูก็ย่อมเป็นศัตรู) ย่อมไม่มีที่สำหรับรายละเอียดปลีกย่อย ความสลับซับซ้อนและย้อนแย้งของสังคมและการเมือง

คุณอาจรู้สึกเพลิดเพลินไปกับเพลงเพื่อชีวิต หรือกลอนทางการเมืองร่ายรำอย่างรุนแรงโดยวสันต์ สิทธิเขตต์ (ผู้ซึ่งออกมาประท้วงทหารประมาณ 10 เดือนหลังเกิดรัฐประหาร หลังจากจัดนิทรรศการเชียร์ คมช. หรือ “ทหารเพื่อประชาธิปไตย” ไปในช่วงแรกๆ) โปรดกรุณาอย่าเคลิบเคลิ้มและโปรดระลึกอยู่เสมอว่า นี่คือการชุมนุมทางการเมือง ไม่ใช่คอนเสิร์ตยามเฝ้าแผ่นดิน หรือการร่วมพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อต้อนรับผู้ปลดปล่อยองค์ใหม่

ความแตกแยกทางความเห็นทางการเมืองไม่น่าจะแก้ได้โดยการพูดเว่อร์ๆ มองอะไรเป็นขาวเป็นดำ หรือเรียกรถถังออกมาอีกรอบ

ไม่แก้รัฐธรรมนูญเพื่อใคร?

โดย : ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข

ไม่เคยเรียนวิชารัฐธรรมนูญจากเมืองนอกเมืองนา แต่ยามต้องมานั่งคิดทบทวนว่า ทำไมต้องมีรัฐธรรมนูญ ก็พบได้ว่ารัฐธรรมนูญนั้นมีขึ้นมาเพื่อเป็นกติการ่วมกันของคนในสังคม และเมื่อเราถามต่อไปว่า ทำไมต้องมีกติกา เราก็จะพบหัวใจทั้งมวลของการมีรัฐธรรมนูญว่า อยู่ที่การสร้างหลักประกันสิทธิเสรีภาพให้กับเจ้าของอำนาจอธิปไตย ไม่ว่าจะเกิดจากการใช้อำนาจอันอาจจะละเมิดสิทธิเสรีภาพจากรัฐหรือจากประชาชนด้วยกันเอง

นี่คือหัวใจประการแรก เป็นจุดตั้งต้น เป็นปรัชญา เรื่องอื่นใดที่จะเกิดขึ้นและทำให้เกิดอุปสรรคต่อสิทธิเสรีภาพนั้นเป็นไม่ได้ เพราะจะทำให้ความหมายและคุณค่าของรัฐธรรมนูญนั้นหมดสิ้นไปทันที

จับหลักนี้ให้มั่นเราก็จะพบคำตอบที่มีต่อกรณีร้อนๆ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันอันเกี่ยวเนื่องมาจากกรณีที่สามพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลกำลังจะขึ้นแท่นชงให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอยู่ในเวลานี้

เป็นเรื่องตลกที่ผู้ใหญ่หลายคนออกมาพูดเกี่ยวกับข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชน บ้างก็ว่าแก้ไข มาตรา 237 เพื่ออะไร เพื่อใคร บ้างก็ว่า หากไม่ทุจริต ก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อน แม้กระทั่งบทบรรณาธิการของสื่อหลายสำนักก็พูดไปในทางเดียวกัน

มีปัญหาหลายประการต่อคำชวนให้หลงเชื่อประเภทนี้อยู่มาก ผมใคร่จะลองชวนให้ถกเถียงถึงประเด็นเหล่านี้ในรายละเอียดสักเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเรื่องหลักใหญ่ๆ

มาตรา 237 วรรคสอง มีความว่า “ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ...ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้นให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปี"

ว่ากันว่าด้วยความข้อนี้ ทำให้กรรมการการเลือกตั้งจำเป็นต้องคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมืองซึ่งมีกรรมการบริหารพรรคบางคนโดนใบแดง

มีคำถามมากมายเกี่ยวกับความในมาตรา 237 ถามกันแบบบ้านๆ กันก่อนเลยว่า มีใครในประเทศนี้เชื่อไหมว่า มีพรรคการเมืองที่ส่งสมาชิกเข้าสมัครรับการเลือกตั้งมาชนิดถูกกฎหมายเลือกตั้งทุกประการ เงินก็ใช้ไม่เกินตามกฎหมายกำหนด ไม่มีการใช้เงินซื้อเสียง แม้กระทั่งพรรคฝ่ายค้านในเวลานี้

แม้หลายคนอาจจะเชื่อว่าคุณชวน หลีกภัย หรือคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคยซื้อเสียง แต่มีใครเชื่อไหมว่า คุณชวนจะไม่เคยได้ยินว่าสมาชิกพรรคของตัวเองใช้เงินซื้อเสียงหรือได้กระทำการผิดกฎหมายเลือกตั้ง และได้กระทำการยับยั้งแล้ว

ถ้ายังเชื่ออย่างนั้น เราจะอธิบายกรณีที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ได้ใบเหลืองใบแดงในอดีตว่าอย่างไร

หากเราไม่หลอกตัวเองจนเกินไป เราก็อาจจำเป็นต้องยอมรับว่า คนหรือสมาชิกพรรคที่ไม่โดนใบเหลืองใบแดง อาจจะไม่ใช่เพราะเขาบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ทุจริต หรือไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง อย่างมาก เขาก็แค่เก่งในการใช้เล่ห์กลทางกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยงได้เก่งเท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ หลักเรื่องทุจริตกฎหมายเลือกตั้ง จึงไม่ใช่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขาบริสุทธ์ มิหนำซ้ำ หลักเรื่องทุจริตกฎหมายเลือกตั้ง อย่างมากก็เป็นแค่เครื่องมือให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งเลือกใช้ เลือกปฏิบัติ โดยที่ไม่มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ดีพอ กระทั่งกลายเป็นเครื่องมือให้คน 5 คนจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วย

หลักแบบที่ยอมให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง “ถือเอาว่า” และใช้ดุลพินิจนั้น เราได้ใช้กันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 มาถึง 2550 เพียงแต่ว่า ในรัฐธรรมนูญ 2540 นั้น มิได้มีเจตนาลงโทษบานปลายเช่นนี้

แท้จริงแล้ว หากเรายอมให้ผิดคนเดียวลงโทษยกพรรคกลายเป็นหลักการหรือได้รับการยอมรับขึ้นมาได้ สักวันหนึ่งมันจะพัฒนาไปกลายเป็นหลักให้กับโทษที่หนักหนาสาหัสมากๆ อย่างคดีอาญาบางคดี อาทิ คดีความมั่นคง คดียาเสพติด ผิดคนเดียวประหารทั้งครอบครัวหรือเจ็ดชั่วโคตร อย่างในสมัยพระเจ้าเหาเอาได้ และเราจะเอากันอย่างนั้นหรือ

แน่ละครับ ผมไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค พรรคการเมืองแม้จะเป็นสิ่งเลวร้าย แต่ก็เหมือนที่ใครบอกไว้ ว่ามันคือสิ่งเลวร้ายที่จำเป็น

อันที่จริง พรรคการเมืองไม่ใช่สิ่งที่จะถูกยุบได้ด้วยซ้ำ สิ่งที่ถูกยุบไม่ใช่พรรคการเมือง แต่เป็นทะเบียนที่พรรคการเมืองนั้นได้ทำไว้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะต่อให้ยุบพรรคการเมืองด้วยการถอดออกจากการลงทะเบียนและลงโทษสมาชิกพรรค แต่ความคิดความเชื่อ แนวทาง นโยบาย ที่ออกมาจากผลประโยชน์และอุดมการณ์ ไม่มีวันถูกยุบไปด้วยได้

เราเคยมีบทเรียนนี้มาสดๆ ร้อนๆ กับการยุบพรรคไทยรักไทย แต่ถามดีๆ กันเถิดว่า แล้วพรรคไทยรักไทยยังอยู่ไหม ยังอยู่ครับ อยู่ครบถ้วน ไม่เห็นก็แต่สมาชิกพรรคบางคนที่หลบไปอยู่ข้างหลังกับตัวหนังสือชื่อพรรคและโลโก้ที่เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาไป นอกนั้นเหมือนเดิม

ถ้าความจำระยะสั้นหายไป ลองไปดูอดีตเมื่อครั้งกีดกันพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ว่าผลคืออะไร ผลคือพรรคนี้เติบโตขึ้นทางใต้ดิน และที่สุดจับอาวุธขึ้นสู้กลายเป็นสงครามกลางเมืองในประเทศยาวนานหลายทศวรรษ

ไปถามอดีตนักเรียนกฎหมายเยอรมันเกี่ยวกับการยุบพรรคดู ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันเองก็เคยมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการยุบพรรคมาแล้ว แม้ว่าพรรคการเมืองนั้นจะได้กระทำการรณรงค์ล้มล้างระบอบรัฐธรรมนูญ แต่ตราบใดที่มิได้ก่อการด้วยความรุนแรงหรือบังคับให้ทุกคนเห็นด้วยก็ยุบไม่ได้

แน่ล่ะเราไม่ได้เอาแบบเยอรมัน แต่นี่คือหลักสิทธิเสรีภาพ และพรรคการเมืองก็เป็นที่รวมของความคิดความเชื่อของผู้คน เจ้าของอำนาจอธิปไตยซึ่งได้แสดงออกและเลือกแล้ว

ผมไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค เพราะรัฐธรรมนูญที่เปิดให้เกิดการยุบพรรคแบบนี้ เท่ากับรัฐธรรมนูญที่มีขึ้นมาเพื่อละเมิดสิทธิเสรีภาพเสียเอง และรัฐธรรมนูญที่ละเมิดแม้กระทั่งความคิดความเชื่ออันเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานย่อมมิใช่รัฐธรรมนูญ

ผมไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค ไม่เท่านั้น ผมยังเห็นว่า ต้องเอาพรรคไทยรักไทยคืนมา อันที่จริงผมยังเห็นด้วยว่าต้องเอาพรรคคอมมิวนิสต์คืนมา ให้กลับมาสู่และมาสู้ในระบบระบอบ

มีประเด็นและเหตุผลอีกมากมายที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงแต่เรื่องที่เกี่ยวหลักการสิทธิเสรีภาพและการยุบพรรคข้างต้น ยังมีหลักการนิติธรรม นิติรัฐ อีกมากมาย ยังมีประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการร่าง มีประเด็นเกี่ยวกับการรับรองรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบธรรม จนไม่เห็นเหตุผลสักประการเดียวที่จะไม่แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งคงจะได้ว่ากันต่อไป

แต่ตอนนี้ขอแค่เลิกเอาชาติมาอ้างแบบพร่ำเพรื่อ เพราะแม้กระทั่งเอาสิทธิเสรีภาพของคนทั้งประเทศไปสังเวยเพื่อปราบคนๆ เดียว หรือเพื่อปราบคนๆ เดียวและอ้างว่า ‘กู้ชาติ’ ก็ทำกันมาแล้ว


เอแบคโพลล์เผยคนส่วนใหญ่เห็นด้วยแก้ รธน. ทั้งฉบับ

โพลล์ชี้คนส่วนใหญ่เห็นด้วยรัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญ ยุติปัญหาสร้างความสงบสุขให้ประเทศ ทำพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง 51.7 เปอร์เซ็นต์เห็นควรดึงกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ช่วยงานรัฐฯ ติงควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนแก้ รธน.

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (The ABAC Social Innovation in Management and Business Analysis) เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “การแก้ไขรัฐธรรมนูญในสายตาประชาชน” จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,425 ตัวอย่าง

ผลของการสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 79.9 ทราบข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 โดยร้อยละ 34.7 เห็นว่าจุดด้อยของรัฐธรรมนูญที่ต้องแก้ไขคือกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับพรรคการเมือง การยุบพรรคการเมือง บทลงโทษพรรคการเมืองที่กระทำผิด ร้อยละ 25.4 เห็นว่าสิ่งที่ต้องแก้ไขคือเรื่องการได้มาของ ส.ส. และ ส.ว. ร้อยละ 12.4 เกี่ยวกับการได้มาซึ่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับของสังคม การมีส่วนร่วมของคนในสังคม สิทธิมนุษยชน และความเป็นกลางของรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ร้อยละ 28.4 ระบุไม่มีจุดอ่อนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง

ในส่วนของจุดดีของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ 24.8 ระบุเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น ร้อยละ 18.1 ระบุเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการลงประชามติ ร้อยละ 15.4 ระบุเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร้อยละ 14.6 เห็นว่าทำให้ประเทศชาติเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ร้อยละ 14.4 ระบุเรื่องความเข้มงวดในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 11.9 ระบุเป็นเรื่องความยุติธรรมและความเป็นธรรมต่อประชาชน ร้อยละ 9.2 เห็นว่ามีพื้นฐานมาจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิม และสามารถควบคุมพรรคการเมืองได้ดี ในขณะที่ร้อยละ 29.6 ระบุว่าไม่มีจุดดีในมาตราที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง

ทั้งนี้จากผลการสำรวจความคิดเห็นในภาพรวมพบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.3 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอยากให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความสงบสุข และการเมืองเข้มแข็งขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 32.9 ไม่เห็นด้วย เพราะ มีการเบี่ยงเบนสาเหตุที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม และเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้น

ในส่วนของประชาชนที่ต้องการให้แก้ไข รธน. ประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 49.1 ต้องการให้แก้ไขทุกมาตรายกเว้นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ร้อยละ 40.4 ต้องการให้แก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง และร้อยละ 10.5 ไม่มีความเห็น อย่างไรก็ตาม ประชาชนเกินครึ่งหรือร้อยละ 55.2 ต้องการให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก่อน ในขณะที่ร้อยละ 37.6 เห็นควรแก้ไขไปพร้อมๆ กัน มีเพียงร้อยละ 5.9 เห็นควรให้แก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน และร้อยละ 1.3 ไม่มีความเห็น

นอกจากนี้ ประชาชนประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 51.7 เห็นว่ารัฐบาลควรมีแนวทางให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน ได้มาช่วยงานรัฐบาลเพราะมีความสามารถ มีศักยภาพในการทำงาน มีประสบการณ์การทำงาน และอยากให้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ในขณะที่ร้อยละ 41.6 ไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นการละเมิดกติกา เกรงว่าจะเข้ามาทำเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง



‘วีระ’ชำแหละ ลับ-ลวง-พราง ฉบับ‘สนธิ’

‘ไข่มุกดำ’รู้ทัน‘บังธิ’ออกหนังสือ‘ลับ-ลวง-พราง’เพื่อดิสเครดิต‘อนุพงษ์’ อ้างมีส่วนรู้เห็นทำรัฐประหาร 19 กันยา 49 พร้อมเห็นด้วยต้องแก้รธน.ทั้งฉบับ เพื่อให้ประเทศไปรอด

นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร สถานีโทรทัศน์ พีทีวี กล่าวถึงกรณี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผบ.ทบ.และอดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้เขียนหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค ชื่อ“ลับ-ลวง-พราง” ว่า ในตอนหนึ่งของหนังสือดังกล่าว พล.อ.สนธิ ได้ระบุว่า การทำการยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้นไม่ได้ทำคนเดียวแต่ร่วมกันคิดและทำกับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.นั้น ตนไม่ทราบว่าพล.อ.สนธิ มีจุดประสงค์อะไรถึงออกมาระบุในลักษณะนี้ หรือว่า มีเจตนาที่จะต้องการทำให้พล.อ.อนุพงษ์ต้องลงจากเก้าอี้ผบ.ทบ.ใช่หรือไม่ หรือต้องการบอกคนไทยทั้งประเทศว่าพล.อ.สนธิไม่ได้ทำการยึดอำนาจเพียงลำพัง โดยตนเชื่อว่าคำพูดของพล.องสนธิจะเปิดเผยความจริงออกมาเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามในเวลานี้พล.อ.อนุพงษ์ถือว่าเป็นเสาหลักของกองทัพ เพราะสามารถทำงานเข้ากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ดี

“ซึ่งแท้ที่จริงแล้วคนที่จะต้องรับผิดชอบ เหตุการณ์วันที่ 19 กันยา 49 คงจะต้องเป็นพล.อ.สนธิเพียงคนเดียวเท่นั้น รวมทั้งคนที่อยู่เบื้องหลังครั้งด้วย ซึ่งคนทั้งประเทศก็รู้กันดีว่าเป็นใคร เพราะเราเชื่อว่าพล.อ.สนธิไม่ได้ลงมือทำคนเดียวแน่ แต่คงไม่สามารถบอกได้อย่างละเอียดว่ามีใครร่วมอยู่บ้าง แต่ที่สำคัญก่อนหน้านี้ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผบ.ทบ.ได้ออกมาบอกเองว่า การยึดอำนาจนั้นมีการเตรียมการกันถึง 8 เดือน” นายวีระ กล่าว

นายวีระ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 นั้นแก้ได้แก้ไขจริงๆก็เหมือนกับการแก้วิกฤติต่างๆของประเทศขณะนี้ที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งถ้ารัฐบาลได้เข้ามาทำงานแล้วไม่สามารถแก้วิกฤติประเทศได้ประชาชนทั่วประเทศคงไม่พอใจแน่ ทั้งนี้เห็นว่าควรจะต้องแก้ไขกันทั้งฉบับ ไม่ใช่แก้ไขเพียงมาตรา 237 เท่านั้น

“ผมขอบอกให้คนไทยเข้าใจว่า คำว่าแก้ทั้งฉบับ คือแก้ไขบางมาตราเท่านั้น หรือประมาณ 20 กว่า มาตรา เพราะถูกร่างมาโดยไม่มีความเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น” นายวีระ กล่าวและว่า ที่สำคัญคณะรัฐมนตรีจะไม่มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่จะให้เป็นหน้าที่ของส.ส.แทนตามที่นายสมัคร สุนทรเวช ระบุไว้ก่อนหน้านี้

นายกฯ เดินทางถึงอินโดนีเซียแล้ว พร้อมหารือความร่วมมือด้านต่างๆ


นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงสาธารณรัฐอินโดนีเซียแล้ว พร้อมหารือความร่วมมือแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะ ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานซูกาโนฮัสต้า กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซียแล้ว เมื่อเวลา 11.45 น. ซึ่งตรงกับเวลาในประเทศไทย โดยได้รับการต้อนรับจาก นายฮัสซัน วิรายูดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ภารกิจแรกของนายกรัฐมนตรี เมื่อเดินทางมาถึง จะพบและให้นโยบายแก่ทีมประเทศไทยในอินโดนีเซีย ก่อนเดินทางไปยังทำเนียบประธานาธิบดี ซึ่งจะมีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโนของอินโดนีเซีย ต่อด้วยการเข้าพบและหารือแบบเต็มคณะ ระหว่าง 2 ฝ่าย โดยมีประเด็นสำคัญคือ ความร่วมมือแก้ไขปัญหาภาคใต้ การส่งเสริมการค้าและการลงทุน ซึ่งไทยจะเร่งรัดจัดทำความตกลงทวิภาคีทางด้านการค้า เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือทางการค้า เพื่อขยายการลงทุนในสาขาพลังงาน เหมืองแร่ ประมง และการผลิตไบโอดีเซล โดยด้านพลังงาน จะย้ำถึงความเป็นหุ้นส่วนทางพลังงานกับอินโดนีเซีย ขณะที่ด้านประมง จะเน้นนโยบายในด้านทำประมงระหว่าง 2 ประเทศ ที่จะยึดถึงผลประโยชน์ร่วมกัน