เราจะไม่วิเคราะห์วิจารณ์ ถึงการที่รัฐบาลพยายามอย่างรีบเร่งที่จะ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ฉบับปีพุทธศักราช 2550เพราะว่า...เป็นความละเอียดอ่อนที่ “ซ่อนลึก” ของฝ่ายรัฐบาล ..!!!??แต่เราจะมองถึงภาพลักษณ์ที่น่าชื่นชม ซึ่งปรากฏต่อประชาคมโลก…
สำหรับการเดินทางเยือนมิตรประเทศไทยในกลุ่มอาเซียน ของ “นายสมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรี โดยมี “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผู้บัญชาการทหารบก เดินประกบไม่ห่างกายแน่นอน...ย่อมชี้บ่งได้ถึงความสนิทแน่น..??!!ซึ่งเป็นความสนิทแน่นระหว่าง “รัฐบาล” กับ “กองทัพ” โดยเฉพาะ “กองทัพบก” ซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศ เป็นกองกำลังหลัก ที่ทำการปฏิวัติรัฐประหารสำเร็จมาโดยตลอด!!!???เป็นกองกำลังหลักที่ปฏิวัติ “รัฐบาลพรรคไทยรักไทย” เมื่อ 19 กันยายน 2549 ได้สำเร็จอย่างง่ายดายยิ่ง
ซึ่งแกนนำหลักนอกจากกำลังพลของ “พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร” แม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 (พลเอก-รองปลัดกระทรวงกลาโหม) และอีกบางส่วนก็คือกองกำลังจากกองทัพภาคที่ 1 ที่มี “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา (พลเอก-ผบ.ทบ.) นี่แหละ เป็น “หัวหอก” ที่สำคัญ??!! ...แน่นอน...“กองทัพ” คือ “กำแพงแผ่นดิน”!!!“ทหาร” ทุกกองทัพ...คือ “ทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ”...ใช่...ทหารและข้าราชการทุกหมู่เหล่า คือ “ข้าแผ่นดิน”...จะต้องรับราชการไปจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ เมื่ออายุ 60 ปีแต่นายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรีที่มาจาก “ฝ่ายการเมือง”...ในเมื่อ “มา” แล้วก็ “ไป” ไม่มีอะไรที่แน่นอนมั่นคง
ฉะนั้น...กองทัพต้อง “ไม่หลงทาง”...“พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผู้บัญชาการทหารบก “ต้องไม่หลงทาง”..!!??ท่านต้องอย่าเพิ่ง “หลงใหลได้ปลื้ม” กับ “เตรียมทหารรุ่น 10” เพื่อนร่วมรุ่นของท่าน ที่กลับมา “ผงาด” ในกองทัพ...โดยที่ “รัฐมนตรีฯ กลาโหม” ไม่ล้วงลูก!!!เพราะอดีตเมื่อไม่นานก่อนหน้า...19 กันยายน 2549 คือ “ครู”...คือ “บทเรียนอันเจ็บปวด”...เจ็บปวดขนาดที่ต้องตอกย้ำ....“ทหาร” และ “ข้าราชการประจำ” ต้องไม่ลืม!!!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, March 27, 2008
อย่าหลงทาง
ปริศนาไพร
ในป่า..จะมีคำว่า “ปริศนาไพร” ใครไม่รู้ก็ดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับพรานป่าผู้ชำนาญแล้ว..ปริศนาไพร..คือ คำบอกเล่าล่วงหน้าถึงภัยใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเมือง..ผู้รู้จักเมือง..จะไปรอดปลอดภัยจากอันตรายที่คอยซุ่มอยู่ใน
แทบจะทุกมุมตึก..หลายคนวอดวายถึงตายถึงบาดเจ็บ..เพราะไปใช้สะพานข้าม..ที่อับเปลี่ยวในการเมือง..ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติการณ์ใดๆ มักจะมีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า..ผู้รู้ย่อมแปลได้..ผู้ใส่ใจย่อมค้นพบก่อนที่พรรคพลังประชาชน จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550..มีสิ่งบอกเหตุมากมายที่ให้สัญญาณไว้ล่วงหน้า..ชัดที่สุดก็คือ..แรงโหวตระหว่างผู้รับรัฐธรรมนูญกับผู้ปฏิเสธรัฐธรรมนูญ..ที่ก้ำกึ่งกัน
ใครที่รู้ว่า..พล.อ.สุรยุทธ์ เคยพบกัน นายสมัคร สุนทรเวช..ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งใหญ่..จะทายได้ว่า..ใครคือผู้ชนะในการเลือกตั้ง ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี..ถึงวันนี้ ดูเหมือนว่า..การเมืองกำลังไปได้สวย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งพูดกันถึงเวลา 4 ปีที่จะเป็นรัฐบาล..ผู้คนที่เติบใหญ่ในตำแหน่งรัฐมนตรี..ต่างอิ่มเอิบในบุญบารมีวาสนา..แต่ผู้ชำนาญป่า..จะมองเป็นในสิ่งที่ป่าบอก
กรงเล็บแห่งอำนาจ..ที่คลายตัวออกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550..เริ่มประสานประสาทกลับเข้ามาเป็นกรงเล็บใหม่องคาพยพทั้งหลายเริ่มประกอบกันเข้าเป็นรูปเป็นร่าง สำหรับการเดินทางครั้งใหม่..เป็นการเดินทางครั้งใหม่ที่มีปลายทางแบบเก่าผู้ชนะที่ลืมตัว..กำลังหลงลำพองไม่มีใครรู้ได้ถึงกลิ่นศึก ควันไฟแห่งสงครามถูกมองเป็นก้อนเมฆที่เส้นสุดขอบฟ้า..มองฟ้าผ่าเป็นฟ้าแล่บ..
ชาวทะเลเชื่อกันว่า..สภาพกระจกเหนือพื้นสมุทร..จะนำมาซึ่งพายุใหญ่..การนำเรือลับเหลี่ยมเกาะจึงแสนง่าย..แต่คนบกยิ่งแล่นไกลลึกเข้าไปในอกแห่งทะเลกว่าจะรู้ว่า..เมื่อป่าเงียบนั้น..เพราะเหยาะย่างแห่งเจ้าป่า..น้ำลดเพราะคลื่นยักษ์จะกรายฝั่ง..เมฆสลายบนยอดเขาจะนำมาซึ่ง..น้ำป่า..กว่าจะรู้..วิบัติก็ทับร่าง..

FAKE แค่ราคาคุย!
ศาสตร์ไทย คราวส่งบัตรเชิญให้ทหารออกมาทำการ “ปฏิวัติรัฐประหาร” เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549ฉีกทิ้ง!!! รัฐธรรมนูญปี 2540 ครั้งนี้จะถือเป็นการชุมนุมอย่างเป็นทางการนัดแรก หลังจากเหตุการณ์ “19 กันยาฯ”กับการจัดสัมมนาในรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ” โดยมีเจ้าภาพใหญ่ คือ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รับหน้าเสื่อจัดและระดมพลมาร่วมงานฯ
เชื่อว่างานนี้...ก็คงจะมีการถ่ายทอดสดออกไปทั่วประเทศ ผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ช่อง 1คงต้องจับตาดูกันว่า “5 แกนนำ+1 ผู้ประสานงาน” ประกอบด้วย...นายสนธิ ลิ้มทองกุลพล.ต.จำลอง ศรีเมืองนายสมศักดิ์ โกศัยสุขนายพิภพ ธงไชยนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์และ นายสุริยะใส กตะศิลาจะอยู่กันพร้อมหน้าหรือไม่??? หรือจะมีใคร “ดิ้น” และ “ชิ่งหนี” ด้วยสารพัดข้ออ้างไปก่อนแล้ว!!!เพราะก่อนหน้านี้ ก็เป็น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับแนว
ร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ มากนักว่า...จะได้กลับเมืองไทยมาร่วมชุมนุมฯ ในครั้งนี้หรือเปล่า???ด้วยเหตุผลส่วนตัว กับการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ “ลับ” ถึงดินแดนเกาหลีใต้ขณะที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เอง แม้จะเคยประกาศลั่นว่า...ถึงอย่างไร เขาก็จะต้องขึ้นเวที “ไฮปาร์ก” อัดยับไอ้พวก ทุนนิยมสามานย์และรัฐตำรวจ ที่ทำตัวเป็น “ร่างทรง” ของระบอบทักษิณกระนั้น การถูกศาลตัดสินจำคุกในคดีหมิ่นประมาทรวม 3 คดี เป็นเวลา 5 ปี 9 เดือน ก็คงทำให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ทำอะไรได้ไม่สะดวกนัก!!!
ส่วน นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จะทำตัวเป็น “นักสู้ข้างถนน” เหมือนแต่ก่อน ก็คงจะทำให้ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กระอักกระอ่วนใจไม่น้อยแม้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเคยบอกเมื่อก่อนหน้านี้ว่า...เป็นสิทธิส่วนตัว ที่ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สามารถกระทำได้ก็ตามแต่ก็ทำให้สังคมไทย อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่า...ลึกๆ แล้ว คนในพรรคการเมืองเก่าแก่นี้ (ยัง) แอบคาดหวังลึกๆ กับ “เก้าอี้นายกรัฐมนตรี” หากเมืองไทยเกิด “แอกซิเดนต์” ทางการเมืองขึ้นมาหรืออย่างไร???
จึงคอย “เก็บตก” เก้าอี้ตัวนี้ หรือรอให้ “ส้มหล่น” อะไรประมาณนั้นโดยไม่คัดค้าน ที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน ของตัวเอง จะออกมาเล่น “การเมืองนอกสภาฯ” อีกครั้งหนึ่งถึงอย่างไร การเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เดิม ก็คงไม่ได้เครดิตมากนักจากคนในสังคมไทย และคงยากที่จะหาแนวร่วมให้ได้มากเหมือนแต่ก่อนยิ่งขาด “นายทุนม็อบ-คนเก่า” ซึ่งถูกใครบางคน...ตบทรัพย์แล้วยังจะด่าซ้ำให้ช้ำใจ...หนีหายชนิด “ตายไม่เผา...เงาไม่เหยียบ” ด้วยแล้วทุนในประเทศที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะนำมาใช้...ก็คงมีไม่มากยกเว้นทุนจากนอกประเทศ!!!
หรือของใครบางคนที่ “ล้มบนฟูก” และแอบ “ซุกซ่อนเงิน” เอาไว้ 6,000-7,000 ล้านบาท เมื่อหลายปีก่อนนั่นแหละจึงจะพอตู๊ๆ ถูไถกันได้ลำพังเงินจาก “ผ้าป่าชัยภูมิช่วยพันธมิตร ASTV” ที่เครือข่ายพันธมิตรฯ จ.ชัยภูมิ นำโดย นายนพสณฑ์ เสฏฐรังสี แกนนำฯ และยังเป็นรองประธานสมัชชาประชาชนภาคอีสาน 19 จังหวัดเปิดตู้...ตั้งรับบริจาคนั้นหากไม่ “เทใส่” กันเอง เพื่อสร้างภาพแล้วคงไม่เพียงพอสำหรับการชุมนุมในครั้งนี้อย่างแน่นอน!!!
เอาล่ะ! ถึงจะมีใคร “ใจบุญ” แอบทำ “เงินหล่น” เอาไว้ที่หน้าบ้าน ถ.พระอาทิตย์ หรือไม่? อย่างไร? แต่ประเด็นสำคัญ...ก็อยู่ที่จะมีแนวร่วมจากภาคประชาชนจริงๆ สักกี่คนถ้ามากันน้อย “ม็อบจัดตั้ง” คงโก่งราคาค่าตัวกันจนพุ่งสูงลิ่วยิ่งมีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า...คนเหนือ คนอีสาน คนภาคกลาง และส่วนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ...ไม่เล่นด้วยจนต้องใช้บารมีของบรรดา ส.ส.ในพื้นที่ ลากเอาพี่น้องชาวใต้ตอนบน ขึ้นมาร่วม “เฮฮาปาร์ตี้” ได้เป็นข่าว แถมยังมี “พ็อกเกตมันนี่” ติดตัวกันพอหอมปากหอมคอหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันก็ไม่ “ขลัง”
แล้วถ้าแกนนำและแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ เผลอเล่นกันแรงและเลยเถิด ก็อาจจะเปลี่ยนจากความ “ขลัง” เป็นการ “ฝากขัง” แทนได้ถึงตรงนี้ ไม่ว่า “5 แกนนำ+1 ผู้ประสานงาน” จะเดินเกมเบื้องหน้ากันอย่างไร???เชื่อว่า...คงมีการจัดเตรียม “ทายาทรุ่นที่ 2” กันไว้แล้วชื่อ...นายวีระ สมความคิด และ นายหนึ่งแก่น บุญรอด รวมถึงคนอื่นๆ ที่จะมีตามมา คงจะเป็น “ทางออก” ที่ดีที่สุดของกลุ่มพันธมิตรฯ ยามที่ถูกสังคมไทยตั้งข้อสังเกตถึงเป้าประสงค์แท้จริง ด้วยสายตาที่หวาดระแวง
เวลา 17 เดือนเศษ ภายใต้การคุมเกมของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และรัฐบาลของ คมช. ได้สร้างความเสียหาย และทำลายโอกาสของประเทศนี้ไปอย่างมากมาย!!!ระบบเศรษฐกิจและภาพรวมธุรกิจ รวมถึงความเชื่อมั่นต่อเมืองไทยในสายตาของรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติ ล้วนได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส กระทั่ง คนในหลายกลุ่มก้อน (แอบ) คิดถึง อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และอยากให้กลับมาแก้ไขวิกฤติของชาติ จากน้ำมือพวก “คณะปฏิวัติหน่อมแน้ม”
เหตุผลข้างต้น คือ คำตอบที่ว่า...การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ” ณ หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ วันที่ 28 มี.ค.นี้จะมีแนวร่วมภาคประชาชน ประเภท “ตัวจริง..ชัดเจน” คงเหลือน้อยเต็มทนกระนั้น เมื่อได้ “ลั่นวาจา” เอาไว้แล้ว หากต้องกลืนน้ำลายก็ไม่ต่างจาก “สุ...” อะไรสักอย่างนั่นแหละเพียงแต่สังคมไทย...ช่วยกันจับจ้องถึงเกมการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ครั้งนี้ให้ดีว่า...จะมีอะไรที่เป็นไปในลักษณะ... FAKE! โกหกหลอกลวงด้วยการให้ร้ายป้าย (ทา) สี ประหนึ่งคนพาลที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีหรือไม่? อย่างไร?
ท้องสนามหลวง ที่กั้นกลางระหว่าง ม.ธรรมศาสตร์ กับ โรงแรมรัตนโกสินทร์ สถานที่ชุมนุมของ “ม็อบคู่ขนาน” ในชื่อกลุ่ม มหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย นำโดย นายประชา ประสพดี และ นายนที สุทินเผือก (กรุง ศรีวิไล) 2 ส.ส.พลังประชาชน จ.สมุทรปราการจะเอาอยู่หรือไม่...หากคนกลุ่มนี้ไม่เชื่อฟังคำทักท้วงของหัวหน้าฯ และเลขาธิการพรรคพลังประชาชนใครมันจะ FAKE! ได้น่าเกลียดกว่ากัน อีกเดี๋ยวเดียวคงได้รู้กัน!!!
จะทำลาย 'ป้อมปราการทางอำนาจของพวกอำมาตยาธิปไตย' มีแต่ต้องทะลวงกฎหมายที่ให้อำนาจพวกนี้ไว้ เท่านั้น
แต่หากพวกเรามองอย่างไม่เข้าใจ ก็จะดูเหมือนว่าพวกนี้มีฐานอำนาจที่มั่นคงแข็งแรงเสียเหลือเกิน แต่จริงๆ แล้วเปราะบางอย่างยิ่ง อำนาจอิทธิพลของพวกอำมาตย์และกลุ่มคนชั้นสูงในสังคมไทยขณะนี้ ที่มีความเกี่ยวโยง มี Connection โยงใยกันไปมานี้ รากเหง้าที่มาของอำนาจของพวกนี้ จริง ๆ อยู่ที่ "บรรดากฎหมายทั้งปวงที่เขียนขึ้นให้อำนาจกับคนพวกนี้ไว้" เมื่อคนเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน ทำมาหากินด้วยกัน เกื้อกูลกัน ทั้งการเลื่อนยศ การเลื่อนตำแหน่ง และการอุปถัมป์ค้ำจุนซึ่งกันและกัน ดังนั้นการล็อบบี้กันเองในกลุ่ม จึงเป็นไปได้โดยง่าย เพราะคนเหล่านี้อยู่ในสังคมเดียวกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน นั่นเอง "ฐานอำนาจทางกฎหมาย" ที่พวกนี้เข้าไปยึดกุมในองค์กรทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรตุลาการ องค์กรอิสระทั้งหลาย ล้วนมีที่มาอย่างเดียวกันคือ "มาจากกฎหมาย" หาได้มีแหล่งที่มาอย่างอื่นไม่ อำนาจที่อิงกฎหมายนั้น ดูมั่นคง แต่วางอยู่บนพื้นฐานที่โคลงเคลงไม่เข็มแข็งเท่าใดนัก เพราะ "กฎหมายสามารถแก้ไขได้โดยรัฐสภาแห่งชาติ" ใครคุมรัฐสภาแห่งชาติ คนนั้นก็สามารถควบคุมรากฐานที่มาของอำนาจทั้งหลายได้ เพราะรัฐสภาสามารถแก้ไขกฎหมายได้ รัฐสภานั้น เชื่อมโยงอยู่กับ สส. ส่วน สส.นั้นกลับไปเชื่อมโยงอยู่กับประชาชนในเขตเลือกตั้งของตน ใครคุมเสียงของประชาชนได้ ย่อมสามารถควบคุม สส. ได้ ใครคุม สส. ได้ ก็สามารถควบคุมรัฐสภาแห่งชาติได้ เมื่อควบคุมรัฐสภาแห่งชาติได้ ก็สามารถควบคุมคุมกลไกการแก้ไขกฎหมายทั้งปวงได้ อำนาจของพวกอำมาตย์จึงโดนท้าทาย และล้มล้างได้โดยไม่ยากเย็นอะไรนัก หากมองอย่างเข้าใจถึงแก่นแท้ที่มาของอำนาจของพวกอำมาตยาธิปไตย ที่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับสังคมไทย ตลอดสองปีที่ผ่านมานี้ แต่ที่ช่วงเวลาที่ผ่านมาในอดีตนั้น เมืองไทยไม่เคยมีใครที่สามารถได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น จนสามารถชนะเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของสภาได้ มีแต่ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คนเดียวเท่นนั้นที่สามารถทำได้ และประชาชนกว่าครึ่งประเทศก็ยังให้การเคารพนับถือ และศรัทธาในตัวนายกฯทักษิณอยู่ ดังนั้น ฐานอำนาจของอดีตนายกฯทักษิณ จึงมั่นคง และแข็งแรงกว่า ฐานอำนาจของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เป็นหัวขบวนของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยทั้งหลาย การต่อกรกับ กลุ่มอำมาตย์ของ พล.อ.เปรมจึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก สองปีที่ผ่านมานี้ พวกอำมาตย์ลงทุนต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจของพวกตน โดยการทำรัฐประหาร แต่สุดท้าย โลกยุคใหม่ ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งไปได้พ้น ไม่ว่าจะทำรัฐประหารยึดอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างไร สุดท้ายเมื่อมีการเลือกตั้ง เสียงของประชาชนคือเสียงสวรรค์ คนที่ยึดกุมหัวใจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ย่อมได้รับชัยชนะในที่สุด ไม่ว่าฝ่ายอำมาตย์ จะใช้เลห์กลอย่างไร ก็ไม่อาจฝืนประชามติของประชาชนไปได้ ตอนนี้กลุ่มอำมาตย์ยังไม่ยอมแพ้ ยังใช้เครื่องมือที่พวกเขายึดกุมอยู่ คือ องค์กรอิสระ และกลุ่มอำมาตย์ในสถาบันตุลาการทั้งหลาย เพื่อเข้าต่อกรกับ พลังอำนาจของประชาชน พลังอำนาจของฝ่ายประชาธิปไตย ที่ยึดกุมรัฐสภาแห่งชาติ และเสียงสนับสนุนของประชาชน หากจะทะลายฐานอำนาจของพวกอำมาตย์เหล่านี้ให้หมดไป จึงมีเพียงวิธีเดียวคือ "มุ่งทะลายไปที่ฐานอำนาจทางกฎหมาย" ที่ให้อำนาจพวกอำมาตย์นี้ไว้ โดยการแก้ไขกฎหมายทั้งหลายที่ให้อำนาจพวกนี้ไว้ รวมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภาแห่งชาติ สามารถทำได้อย่างมีความชอบธรรม เมื่อขาดฐานอำนาจทางกฎหมาย พวกอำมาตย์ที่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ย่อมสูญเสียอำนาจไปอย่างถาวร ไม่มีทางเรียกกลับคืนมาได้ ผมว่า "ฐานอำนาจทางเศรษฐกิจ" หรือความมั่งคั่งนั้น อดีตนายกฯทักษิณ มีมากกว่าอยู่แล้ว เมื่อบวกเข้ากับฐานเสียงที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนชาวรากหญ้าทั้งหลาย พลังอำนาจของฝ่ายทักษิณ และฝ่ายผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย ย่อมสามารถเอาชนะพวกอำมาตยาธิปไตยได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ที่ผ่านมา พวกเราไม่เคยเข้าไปทะลายฐานทางกฎหมายนี้อย่างจริงจังเท่านั้น เมื่อพวกอำมาตย์ยังเล่นไม่เลิก ยังกระด้างกระเดื่อง สร้างความอึ้มครึ้มทางการเมือง ที่ส่งผลเสียต่อประเทศชาติ ผมว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐบาลของท่านนายกฯสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ จะต้องจัดการแก้ไขกฎหมาย แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจพวกอำนาจทั้งหลายนี้เสีย และต้องทำอย่างเร่งด่วน และแน่วแน่ โดยต้องไม่ยอมอ่อนข้อให้กับพวกอำมาตย์อีกต่อไป ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองก็ไม่สงบลงไปได้ การต่อสู้จะยืดเยื้อ และไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ มันเป็นความจำเป็นทางการเมือง ที่จะต้องรื้อรัฐธรรมนูญ รื้อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหลาย ที่ให้อำนาจพวกอำมาตย์นี้เสีย เมื่อทำสำเร็จแล้ว อำนาจของพวกอำมาตย์จะโดนกำจัดไปอย่างถาวร ไม่อาจเป็นเสี้ยนหนามต่อระบอบประชาธิปไตยได้อีก อย่ามัวให้ความลังเลเข้ามาทำให้พวกเราเสียเวลาเลยครับ ประเทศชาติต้องการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไม่มีเวลาให้พวกอำมาตย์คอยมานั่งปัดแข้งปัดขาอีกแล้ว งานสำคัญเร่งด่วน ของรัฐบาลในขณะนี้คือ การแก้รัฐธรรมนูญ และแก้ไขกฎหมายที่เอื้อต่อระบอบอำมาตยาธิปไตยเสีย ส่วนการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น ผมว่าหมอเลี๊ยบ กับคุณมิ่งขวัญ ทำได้ค่อนข้างดีแล้วครับ แต่ความอึ้มครึ่มทางการเมือง จะส่งผลเสียต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ หากชักช้า จะกลายเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อการฟื้นตัวของชาติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และด้านอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ทั้งนี้ การที่ฝ่ายอำมาตย์ส่งนายจรัญ ภักดีธนากุล มาเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ นั้นผมถือว่าเป็นการกระทำที่ประกาศความเป็นศัตรูอย่างชัดเจน ในทางการเมืองระหว่างประเทศถือว่า สามารถโจมตีล่วงหน้า หรือ Preemtive Strike ได้อย่างชอบธรรม เพราะถือเป็นภัยคุกคามโดยตรง -------------------- บทความ โดย ลูกชาวนาไทย
พวกอำมาตยาธิปไตย ที่ดูใหญ่โตน่าเกรมขาม และมีอำนาจมากมายมหาศาลนั้น หากวิเคราะห์ให้ดี จะเห็นฐานอำนาจของคนเหล่านี้เปราะบางอย่างยิ่ง มีแต่ภาพลวงตา และปราสาททราย เพียงแต่เคาะแรงๆ สักครั้ง อำนาจของพวกเขาก็จะทะลายลงไป
สนนท. มีมติไม่ร่วมสังฆกรรมพันธมิตรฯ
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย มีมติไม่เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯวันที่ 28 ม.ค.นี้ ชี้เป็นการต่อสู้ของกลุ่มผู้ขัดแย้งไม่ได้ทำประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท.กล่าวว่าเครือข่าย สนนท.มีจุดยืนที่จะไม่เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 28 มีนาคมนี้ ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากเห็นว่าเงื่อนไขที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหว เป็นการต่อสู้ของฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน พร้อมเห็นว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ควรให้โอกาสรัฐบาลบริหารประเทศก่อน
ส่วนการที่มีนักศึกษาหลายกลุ่มเตรียมเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น เลขาธิการ สนนท. กล่าวว่า การตัดสินใจร่วมชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ตามระบอบประชาธิปไตยแต่มติของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและเครือข่าย ยืนยัน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯอย่างแน่นอนจึงต้องออกมาแถลงจุดยืนดังกล่าว

มท.1 เห็นพ้องตั้งกมธ.สอบปัญหาใต้
รมว.มหาดไทย ตอบรับข้อเสนอของ "น.พ.แวมาฮาดี" ให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญสอบสวนกรณีภาคใต้ ระบุ ต้องการนำแก๊สน้ำตามาใช้สลายการชุมนุม
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ชี้แจงญัตติด่วนเรื่องให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อสอบสวนและศึกษาปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เสนอโดย น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดินว่า เห็นด้วยกับการให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ทั้งนี้ในการทำงาน ยืนยัน หากนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง ก็จะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแก้ไขปัญหาทันที โดยไม่จำเป็นต้องนั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตีด้านความมั่นคง เนื่องจากที่ผ่านมาตนเองเป็นรมว.มหาดไทยไม่มีอำนาจสั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทหาร
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวอีกด้วยว่า มีแนวคิดที่จะนำแก๊สน้ำตาและระเบิดควันมาใช้สลายการชุมนุมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อลดความรุนแรง พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลการชุมนุมห้ามพกอาวุธสงครามและยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า เมื่อ น.พ.แวมาฮาดี มีความรู้ความสามารถแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อยากขอให้หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินเปลี่ยนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
‘มาร์ค’ประสานเสียง‘พันธมิตร’ ค้านปชช. แก้ไข รธน.ทั้งฉบับ
“พันธมิตร”เตรียมสุมหัวหามาตรการคัดค้านการแก้ไข รธน. เน้นเป็นวาระสำคัญวันปลุกม็อบ 28 มีนาฯ อ้างขนคนฟังลำบากรัฐคอยส่งคนข่มขู่ ด้าน “มาร์ค” ประสานรับชี้รัฐฯ แก้กฎหมายได้อันตราย เหน็บ “บรรหาร” ปชป. คิดถึงแต่ส่วนรวม ด้าน “ชูศักดิ์” อ้างเสียงส่วนใหญ่ให้ยกเลิก ม.309
วันนี้ (26 มี.ค.) นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า แกนนำพันธมิตรฯ จะมีการกำหนดมาตรการเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้อย่างแน่นอน และในวันที่ 28 มี.ค. ก็จะนำไปเป็นวาระสำคัญในการอภิปรายปราศรัยของแต่ละคน รวมทั้งหามาตรการคัดค้านร่วมกันกับสมาชิกที่มาร่วมกิจกรรมในวันนั้น
“การเร่งรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.237 เพื่อหนีความรับผิดชอบ ทำให้เห็นธาตุแท้ว่ากรรมการบริหารพรรคการเมืองของทั้ง 3 พรรค ได้สารภาพผิดกลางแจ้งว่าคนของพรรคทั้ง 3 ทุจริตเลือกตั้งจริง จนไม่สามารถที่จะหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในชั้นการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญได้ พูดง่ายๆ คือสู้ไปก็แพ้ก็เลยแก้รัฐธรรมนูญเพื่อฟอกผิดให้กับตัวเองเลยดีกว่าง่ายดี” นายสุริยะใส กล่าว
นายสุริยะใส กล่าวด้วยว่า ในขณะนี้แกนนำหลายๆ จังหวัดแจ้งมาว่าการระดมคนมาร่วมชุมนุมในต่างจังหวัดเป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากมีการสกัดการเดินทางสารพัดวิธี เช่น ข่มขู่เจ้าของรถตู้ รถบัส ไม่ให้นำคนเข้ามา หรือการปล่อยข่าวแก๊งปาหิน อาละวาดที่โน่นที่นี่ กระทั่งการดักฟักโทรศัพท์แกนนำ ก็กระทำกันอย่างกว้างขวางทั้งคนในบริษัทเอกชนเจ้าของมือถือ รายใหญ่บางค่าย และหน่วยงานการข่าวของทางราชการ
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีแก้การรัฐธรรมนูญ ว่า ทุกฝ่ายต้องมาหารือร่วมกันเพื่อดูภาพรวมของรัฐธรรมนูญ หากไม่เหมาะสมก็ต้องแก้ แต่ไม่ใช่เพื่อการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือปัญหาเฉพาะกลุ่ม เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย (ชท.) ออกมาตัดพ้อกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะไม่เข้าร่วมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าอยากให้นายบรรหาร คิดถึงภาพรวมของบ้านเมือง หากใช้ตรรกะว่าคนที่มีอำนาจสามารถแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันคนในองค์กรตัวเองจะได้รับความผิดได้
“ในฐานะพรรคการเมืองไม่ใช่ไม่เห็นใจ ผมรู้ว่าภาระมันหนักแค่ไหน พรรค ปชป. ก็กังวลเรื่องนี้ ปัญหาแบบนี้มีการพูดกันมาตลอด แต่อยากให้นายบรรหารนึกถึงส่วนรวมมากกว่า ถ้าทำทุกอย่างโดยสุจริตใจ ก็ไม่ใช่จะไม่มีช่องทางการต่อสู้ อย่างไรก็ดีในฐานะพลเมืองในสังคมที่มีกฎหมายใช้บังคับอย่างเท่าเทียมกัน เมื่อมีกฎหมายแล้วคนมีอำนาจไปแก้ไขกฎหมายได้มันจะอันตราย' นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายชัย ชิดชอบ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวก่อนการเข้าประชุมวิปฯถึงกรณีญัตติด่วน เรื่องขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 โดยเป็นการเสนอจากนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเลื่อนญัตตินี้ขึ้นมา เพราะต้องเป็นการพิจารณาตามขั้นตอนของระเบียบวาระ เรื่องด่วนที่สุดคือเรื่องปัญหาภาคใต้ที่ยังค้างการพิจารณาอยู่
ประธานวิปรัฐบาล ยังกล่าวถึงเรื่องการคัดค้านของอดีต ส.ส.ร.ว่าตนไม่ทราบ แต่ ส.ส.ร. เป็นผู้สร้างบรรทัดฐานของกฎหมายไว้ เหมือนการสร้างบ้านคนที่ปลูกบ้านพอใจอยู่ เมื่อขายให้คนอื่นไปอาศัยคนที่มาใหม่ก็ต้องแก้ไขบ้านให้อยู่ได้อย่างสบาย เป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานในระบอบประชาธิปไตย ส่วนกรอบเวลาในการทำงานนั้นไปกะเกณฑ์เวลาอะไรไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเห็นของที่ประชุม' นายชัย กล่าว
ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ในส่วนของพรรคพลังประชาชนยังไม่ได้ข้อยุติที่ชัดเจน แต่เท่าที่ระดมความเห็น มีหลายประเด็นที่จะต้องแก้ไข อาทิ มาตรา 237 (เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และการยุบพรรค) , มาตรา 261 (เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ) , มาตร 266 (ข้อห้ามในการใช้ตำแหน่ง ส.ส.และ ส.ว.เข้าไปก้าวก่ายระบบราชการ) และมาตรา 309 (การรับรองรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี 2549)
ทั้งนี้ในส่วนของมาตรา 309 บทเฉพาะกาล ที่กำหนดให้มีการนิรโทษกรรมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เสียงส่วนใหญ่ให้ยกเลิกมาตรา 309 เพราะเห็นว่าการบัญญัติว่า บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ เป็นการขัดต่อหลักนิติธรรม ถ้ามีการแก้ไขตรงนี้ ก็จะทำให้คนที่เกี่ยวข้องด้วยสามารถต่อสู้ได้ว่า ประกาศ คปค.ทั้งหมดไม่ถูกกฎหมาย ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เราต้องทำให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม
“อย่างไรก็ตาม จะมีการหารือกับวิปรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อหาข้อยุติยอมรับว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญยุ่งยาก ต้องทำร่างแก้ไข ถ้าผิดเพี้ยนเพียงเล็กน้อย ความหมายก็จะเปลี่ยนไป เกิดปัญหาเรื่องการตีความ จึงจะเชิญผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์มาช่วย” นายชูศักดิ์ กล่าว
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 'ลางร้าย' กลียุค
ขณะที่ "รัฐธรรมนูญ 2550" กำลังแผลงอิทธิฤทธิ์เข้าใส่ไปทั่ว
ส่งผลให้ร่างกายภายนอกเกิดแผลพุพอง "ฟอนเฟะ" แม้ไม่บาดลึกเข้าไปถึงเนื้อ "กระดูก" แต่ก็ได้ฝาก "รอยแผลเป็น"ไว้บาดลึกถึง "ขั้วหัวใจ"
อาการเช่นนี้ ไม่เกิดแต่ "พรรคไทยรักไทย" แต่หากได้ลามเลียมาถึง "พรรคชาติไทย" และ "พรรคมัชฌิมาธิปไตย" จนแพร่ขยายเข้าใกล้ "พรรคพลังประชาชน" ขึ้นทุกที...ทุกที
ขณะเดียวกัน "อิทธิฤทธิ์" ที่ว่ากำลังแทรกซึมเข้าไปทำลาย "อวัยวะน้อยใหญ่" ทั่วสรรพางค์ แม้ขณะนี้จะยังไม่เกิด ปฏิกิริยาต่อร่างกายในทันที
แต่หาก "เชื้อร้าย" พ่นพิษพร้อมกันขึ้นเมื่อใด เชื่อแน่ว่า ถึงครานั้นก็อาจจะสายเกินไป... เช่นเดียวกับการต่อสู้ทางการเมือง ที่หาได้เข้าใจว่า จบสิ้นไปแล้ว หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หลังจากที่มีรัฐบาลผสม 6 พรรคภายใต้การนำของ "พลังประชาชน"
หรือหลังจากที่ รัฐบาลประกาศนโยบายประชานิยม เดินหน้าแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของ "ประชาชน" ในทุกหย่อมหญ้าเป็นที่ตั้ง
เนื่องด้วยเพราะ ได้มีการวาง "กลไก" ทางการเมืองไว้อย่าง รอบคอบ แยบยล แนบเนียน โดย รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ถูกออกแบบไว้อย่างมีนัยสำคัญในทุกรายละเอียดมาตรา
สิ่งที่น่า "จับตา" และกำลังจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง...ในวันนี้
วันที่ 25 มีนาคม เวลา 9.30 น. มีการประชุมเพื่อลงมติเลือก "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" จำนวน 4 คน จากจำนวนผู้ที่สมัครและผ่านการพิจารณา 21 คน
หลังจากที่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญนี้ ในมาตรา 300 ระบุ "...ให้มีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่ภายใน 150 วัน นับจากมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร..."
(ซึ่งในกรณี สมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ถอดใจขอถอนตัว เพราะเสียงก่นด่าแรงจนเกินจะรับไหว
จากนี้ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของ ศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้มีตุลาการ 9 คน 5 คนในเบื้องต้น มีที่มาจาก "ผู้พิพากษาศาลฎีกา" ซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 3 คน และ "ตุลาการศาลปกครองสูงสุด" ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด 2 คน
ถึงแม้ขณะนี้ ฝ่ายศาลยังไม่มีการประชุมเลือกอย่างเป็นทางการ
แต่การที่กำหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาจาสายตรงจาก "ศาล" ถึง 5 คน ย่อมกลายเป็น "เสียงข้างมาก" ในองค์คณะทันที
ส่วนอีก 4 คนที่เหลือมาจากการสรรหา...
โดย คณะกรรมการสรรหา ถูกกำหนดสเปคไว้อย่างรัดกุม ว่า ต้องเลือกผู้ทรงคุณวุฒิใน 2 สาขา สาขาละ 2 คน คือ นิติศาสตร์ และ รัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ เข้ามาเป็น ตุลาการ
โดยกำหนดเสร็จสิ้นตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 206 (1) บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการสรรหาจัดการให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เริ่มการสรรหา คือ วันที่ 6 มีนาคม (เปิดรับสมัครวันที่ 7 - 13 มีนาคม) ก่อนเสนอรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้แล้วเสร็จใน 30 วัน ตาม มาตรา 206 (2) นั่นก็หมายความว่า "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" ชุดใหม่จะคลอดได้ไม่เกินสิ้นเดือนเมษายนนี้
เมื่อพลิกรายชื่อ "ผู้สมัคร" ทั้ง 2 สาขา ก็พอจะมองเห็นภาพว่า "ใคร" อยู่กลุ่มไหน...
ในสาขานิติศาสตร์ มีผู้เสนอ 9 คน อาทิ จรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม วสันต์ สร้ยพิสุทธิ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทรณ์ ภาค 4 ถือเป็นภาพตัวแทนกลุ่มหนึ่ง
ขณะที่ชื่อของ มานิต วิทยาเต็ม - ศักดิ์ เตชาชาญ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นภาพตัวแทนของอีกกลุ่มหนึ่ง
ส่วนในสาขารัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ มีผู้สมัคร 13 คน
อาทิชื่อของ วิสุทธิ์ โพธิแท่น อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือแม้แต่ ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
เพียงเท่านี้ ก็พอจะรู้ได้ว่าเป็นภาพ "ตัวแทน" ของฝ่ายไหน...
ยิ่งได้มาพินิจพิเคราะห์ตัว "บุคคล" คณะกรรมการสรรหา 5 คน ประกอบด้วยวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา อักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครอง ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ในฐานะตัวแทน ประธานกรรมการองค์กรอิสระ และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ขณะที่ กรรมการสรรหาอีกคนหนึ่งคือ ยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประกาศลางานชั่วคราวจากพิษ "ใบแดง" ที่ยังลูกผีลูกคน ที่สำคัญคือ ใช้มติ 2 ต่อ 3 คือ ใช้เพียง 3 คะแนนเสียงของกรรมการสรรหา ดังนั้น แม้จะมีหรือไม่มีเสียงของ "ยงยุทธ" ก็ไร้ความหมาย
เท่านี้ก็ทำให้พอมองเห็น "เค้าลาง" รูปร่างหน้าตาองค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน จะออกมาในรูปแบบใด
และยิ่ง "เป้า" ประสงค์ของ "บุคคล" ที่มาทำหน้าที่ "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
คืออำนาจในการ "ชี้ขาด" ในประเด็นชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยแล้ว... เสมือนหนึ่งคือการ "ถ่วงดุล" การเมือง
ขณะเดียวกันยังคงก็ไม่ต้องการให้การเมือง "เข้มแข็ง" เกินไป
เช่นนี้แล้ว "ลางร้าย" หรือจะปรากฏขึ้นแล้วในวันนี้...
‘สนนท.'เมินร่วมพันธมิตรฯ 28 มี.ค.-ชี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อปชช.
นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท.กล่าวว่าเครือข่าย สนนท.มีจุดยืนที่จะไม่เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 28 มีนาคมนี้ ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากเห็นว่าเงื่อนไขที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหว เป็นการต่อสู้ของฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน พร้อมเห็นว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ควรให้โอกาสรัฐบาลบริหารประเทศก่อน
ส่วนการที่มีนักศึกษาหลายกลุ่มเตรียมเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น เลขาธิการ สนนท. กล่าวว่า การตัดสินใจร่วมชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ตามระบอบประชาธิปไตยแต่มติของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและเครือข่าย ยืนยัน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯอย่างแน่นอนจึงต้องออกมาแถลงจุดยืนดังกล่าว
‘เฉลิม'หนุนส่ง‘สุเทพ'เลิกเล่นการเมือง-เย้ยปชป.ตายยกเล้า
เมื่อ 10.00 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรง รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนมอบนโยบายในการปราบปรามยาเสพติด ถึงกรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตอบโต้กรณีการบุกรุกที่ดิน ว่า จะให้เป็นลูกแมวลูกหมาก็เรียกไป ตนไม่มีศักดิ์ศรีเท่านายสุเทพ และไม่ได้เป็นเลขาธิการพรรค นายสุเทพกำลังเข้าใจผิด ตนไม่ได้สมเพช แต่สงสารคนที่ไม่ได้เรียนกฎหมาย จะไม่รู้เรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้มีการร้องเรียนมาตั้งแต่ปี 2547 แต่ไม่มีใครกล้าดำเนินการ ตนกำลังตรวจสอบว่า ที่ดินสาธารณะประโยชน์แปลงนี้ ออกเอกสารสิทธิ์ได้หรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นมีความความชัดเจนว่า ออกเอกสารสิทธิ์นส.3 ก.ไม่ได้ ที่ออกไปถือว่าผิดกฎหมาย จึงได้มอบให้กรมที่ดินไปดำเนินการภายใน 60 วัน หากเป็นจริงตามเอกสารที่มีอยู่ กรมที่ดินจะต้องถอนเอกสารสิทธิ์ดังกล่าว ฝากบอกคุณสุเทพว่า ที่ดินหลวงจะนับอายุการครอบครองไม่ได้ จะมานับ 50-100 ปีไม่ได้ ถ้าปรากฏว่า ผิดก็ต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ นายสุเทพซื้อจากกรมบังคับคดี ก็ไม่ใช่เรื่องตน หากถูกเพิกถอนสิทธิ์ บริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม ก็ต้องไปฟ้องร้องกับกรมบังคับคดี ที่เอาที่ดินผิดกฎหมายมาขาย ไม่ใช้เอะอะก็มาด่าว่าตนเป็นแมว
เมื่อถามว่า นายสุเทพเอาอนาคตทางการเมืองเป็นเดิมพัน จะเอาอะไรเป็นเดินพันครั้งนี้ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ตนไม่ได้สู้กับนายสุเทพ ที่กินยาผิด แต่พูดถึงเอกสารสิทธิ์ ที่ออกไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หากเพิกถอนก็กลับไปเป็นของหลวง นายสุเทพที่ซื้อไปก็เป็นการชกลม ไม่เหลืออะไร ไปฟ้องร้องเอง ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง หรือพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่นายสุเทพต้องไปไล่เบี้ยกับคนขายเอง ตนไม่ได้กลั่นแกล้งทางการเมือง เพราะแค่นี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ตายยกเล้าอยู่แล้ว 12 ปีรอไปเลย นายสุเทพจะหยุดเล่นการเมืองก็ดี อยู่ไปก็เป็นฝ่ายค้านตลอด




