อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า การแก้ปัญหาภาคใต้ต้องใช้การเมืองนำการทหาร ส่วนสาเหตุที่ตนยังไม่ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะยังไม่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้ดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคงโดยตรง
ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน แฉกลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เจ้าหน้าที่รัฐซ้อมโต๊ะอิหม่ามที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เสียชีวิต ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเสนอเปลี่ยนตัว มท.3 โควต้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นหมอแวมาฮาดี
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ เป็นไปอย่างคึกคักเมื่อมีการหยิบยกญัตติด่วน ที่ค้างการพิจารณาจากสัปดาห์ที่แล้ว คือ ญัตติปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้แสดงความเป็นห่วง การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐต่อผู้ต้องสงสัย ในคดีความมั่นคง ที่ใช้วิธีการซ้อม ทรมาน
โดยอาศัยพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก ซึ่งให้อำนาจพิเศษกับเจ้าหน้าที่แต่กลับใช้กฎหมายอย่างไร้จิตสำนึกและตั้งใจละเมิดสิทธิของคนในพื้นที่ ซึ่งล่าสุดมีการซ้อมโต๊ะอิหม่ามใน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เสียชีวิต หลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ และจากรายงานของศูนย์ทนายมุสลิม ในปี 51 มีการซ้อมและทรมานผู้ต้องสงสัยถึง 102 ราย
ที่สำคัญเกรงว่า การลงพื้นที่จะทำให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบคิดว่าเป็นการท้าทาย ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวด้วยว่า เข้าใจหมอแว ที่ต้องถูกดำเนินคดีและถูกควบคุมตัวอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมกันนี้ ขอให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เปลี่ยนโควต้ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มาเป็นนายแพทย์แวมาฮาดี เพราะเป็นผู้มีบารมีและรู้ปัญหาในพื้นที่ดีที่สุด ซึ่งตนจะให้รับผิดชอบปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลัก
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, March 27, 2008
หมอแว แฉ กลางสภา เจ้าหน้าที่รัฐซ้อมโต๊ะอิหม่ามจนตาย
พปช.ระบุ เน้นแก้ รธน.มาตรา 237 และ 309
พรรคพลังประชาชน เตรียมเสนอญัตติแนวทางการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 และมาตรา 309 เนื่องจากเห็นว่าขัดต่อหลักนิติธรรม พร้อมยืนยันไม่มีผลย้อนหลังต่อการทำงานของ คตส.
ร้อยโทกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการเสนอญัตติการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญว่า ตามกระบวนการแล้วก็จะต้องมีการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรคการเมือง
ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็นำร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาโดยการลงมติเห็นชอบจากสส. โดยประเด็นที่พรรคพลังประชาชนข้อแก้ไขก็คือมาตรา237 และมาตรา309 เนื่องเห็นว่าขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะเป็นการประกาศใช้โดยคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ซึ่งขณะนี้ถือว่าประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้วดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องแก้ไข ขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกกังวลว่าจะเกิดการเผชิญระหว่างกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะมีช่องทางที่ทั้ง2ฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งรัฐบาลก็พร้อมรับฟังและต้องอธิบายให้สังคมรับทราบ อย่างไรก็ตามหากมีการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ยืนยันไม่จะมีผลย้อนหลังต่อการทำงานของ คตส. (26/03/51)
ไม่รอดสันดอน [27 มี.ค. 51 - 18:03]
ผลการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรนูญชุดใหมจากผู้เข้าประกวดชายงามทั้งสิ้น 22 คน ก็เลือกได้ตัวจริง 4 คนครบสเปคทุกประการ
แยกเป็นสายนิติศาสตร์ 2 คน ได้แก่ “จรัญ ภักดีธนากุล” ปลัดกระทรวงยุติธรรม และ “วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์” ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์
โผออกมาตรงเป๊ะอย่างที่ “แม่ลูกจันทร์” ทำนายล่วงหน้าไว้เลย
ส่วนสาขารัฐศาสตร์ ได้แก่ “สุพจน์ ไข่มุกด์” และ “เฉลิมพล เอกอุรุ” อดีตข้าราชการกระทรวงต่างประเทศทั้งคู่ กลายเป็นม้ามืดแหกโค้งเข้าวิน
เล่นเอาบรรดาตัวเก็งๆผิดหวังไปตามๆกัน
สรุปว่าทั้ง 4 คนนี้ คือ ตุลาการรัฐธรรมนูญที่ผ่านการสรรหาโดยตรงและมีความเหมาะสมดี
แต่ยังต้องรอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกมาอีก 3 คน และที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง สูงสุดเลือกมาอีก 2 คน ก็จะได้ตุลาการ รัฐธรรมนูญชุดใหม่ครบ 9 คนตามกติกา
อย่างช้าไม่เกินสิ้นเดือนเมษายน
เพราะศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่มีงาน สำคัญรอการตัดสินใจ
คือคดียุบพรรคการเมือง
อนาคตพรรคชาติไทย? พรรคมัชฌิมาฯ? พรรคพลังประชาชน? อยู่ในกำมือของคนทั้ง 9 คนจะเป็นผู้ชี้ชะตา
แต่ดูแนวโน้มก็ไม่น่าจะรอดสันดอน??
เพราะศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่มีอดีต ส.ส.ร. ซึ่งเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. อยู่ถึง 2 คน!!
แถมเป็นผู้สนับสนุนเพิ่มโทษยุบพรรค การเมือง
ฉะนั้น ถ้า กกต.ส่งคดียุบพรรคให้ศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้พิจารณา
โอกาสจะโดนยุบพรรคก็ใกล้ความจริง!!
คือตัดสินโดยใช้หลักนิติศาสตร์เป็นแนวทาง
เมื่อรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ยุบพรรคก็ต้องยุบพรรคสถานเดียว
จะหวังให้ใช้หลักรัฐศาสตร์มาถ่วงดุล หรือให้พิจารณาผลกระทบต่อประเทศที่จะเกิดขึ้นจากการยุบพรรคการเมือง
“แม่ลูกจันทร์” ดูแล้วคงยากส์ บอกตรงๆ
สรุปว่า หลังได้เห็นโฉมหน้าของผู้ที่จะตัดสินคดี ก็พอมองเห็นอนาคตว่าคดียุบพรรคจะจบอย่างไร??
โหงวเฮ้งบ่งชี้ว่ายุบพรรคชัวร์
ฉะนั้น ฝ่ายที่จะโดนยุบพรรคก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดไม่ให้ถูกฆาตกรรมหมู่ ทางการเมือง
ด้วยการรีบชิงจังหวะขอแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ที่เขียนเปิดช่องให้ยุบพรรค การเมืองง่ายเกินไป
หลักการคือ ผู้กระทำความผิดทุจริตเลือกตั้งยังถูกลงโทษอย่างเดิม
แต่ความผิดส่วนบุคคลจะไม่ถูกโยงเป็นเหตุยุบพรรคการเมือง
อนึ่ง ตอนแผนแรก รัฐบาลจะลุยถั่วแก้ฉุกเฉินมาตราเดียว
เพราะถ้าแก้ไขพร้อมกันหลายประเด็นก็ต้องใช้เวลาพิจารณากันยาว
ยิ่งแก้หลายประเด็น ก็ยิ่งเพิ่มกระแสคัดค้านให้บานปลาย
แต่ก็มีเสียงทักท้วงว่าการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 237 อย่างเดียวมันโจ๋งครึ่มเกินไป
เพราะรัฐบาลได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว
ฉะนั้น ไหนๆจะแก้แล้วก็ควรแก้ไขให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน
“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยในหลักการ คือควรแก้ให้ครบวงจร
ประเด็นไหนไม่ดี ก็แก้ไขให้เกิดความสมบูรณ์
โดยเฉพาะระบบเลือกตั้งต้องรื้อทิ้งหมดทั้งยวง
แต่การจะแก้รัฐธรรมนูญครั้งเดียวให้ครบวงจรก็ต้องใช้เวลา กว่าจะตกลงกันได้ว่าจะแก้ตรงไหนบ้างคงต้องเถียงกันอีกนาน
ถ้าแก้ไม่ทันโดนยุบพรรคซะก่อน ก็หมดท่าละโยม.
“แม่ลูกจันทร์”
'ทักษิณ'เร่งกลับไทยปลายมี.ค. เตรียมสู้คดีจัดซื้อที่ดินย่านรัชดา [27 มี.ค. 51 - 04:16]
ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (27 มี.ค.) ถึงความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางกลับไปดูแลธุรกิจสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ประเทศอังกฤษ และมีกำหนด เดินทางกลับมาเมืองไทย ในวันที่ 10 เม.ย. 2551 เพื่อมารายงานตัวต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 11 เม.ย. ว่า ล่าสุดมีความเป็นไปได้สูงมาก ที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับมาเมืองไทยเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยจะเป็นช่วงสิ้นเดือน มี.ค.นี้ เพื่อเตรียมตัวจะมาต่อสู้คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก เนื่องจากได้ หารือกับทีมทนายความแล้วว่า คดีดังกล่าวมีรายละเอียด และพยานหลักฐานจำนวนมาก จึงควรกลับมาเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการกำหนดว่าจะเดินทางมาอยู่เมืองไทยกี่วัน
อย่าหลงทาง
เราจะไม่วิเคราะห์วิจารณ์ ถึงการที่รัฐบาลพยายามอย่างรีบเร่งที่จะ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ฉบับปีพุทธศักราช 2550เพราะว่า...เป็นความละเอียดอ่อนที่ “ซ่อนลึก” ของฝ่ายรัฐบาล ..!!!??แต่เราจะมองถึงภาพลักษณ์ที่น่าชื่นชม ซึ่งปรากฏต่อประชาคมโลก…
สำหรับการเดินทางเยือนมิตรประเทศไทยในกลุ่มอาเซียน ของ “นายสมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรี โดยมี “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผู้บัญชาการทหารบก เดินประกบไม่ห่างกายแน่นอน...ย่อมชี้บ่งได้ถึงความสนิทแน่น..??!!ซึ่งเป็นความสนิทแน่นระหว่าง “รัฐบาล” กับ “กองทัพ” โดยเฉพาะ “กองทัพบก” ซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศ เป็นกองกำลังหลัก ที่ทำการปฏิวัติรัฐประหารสำเร็จมาโดยตลอด!!!???เป็นกองกำลังหลักที่ปฏิวัติ “รัฐบาลพรรคไทยรักไทย” เมื่อ 19 กันยายน 2549 ได้สำเร็จอย่างง่ายดายยิ่ง
ซึ่งแกนนำหลักนอกจากกำลังพลของ “พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร” แม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 (พลเอก-รองปลัดกระทรวงกลาโหม) และอีกบางส่วนก็คือกองกำลังจากกองทัพภาคที่ 1 ที่มี “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา (พลเอก-ผบ.ทบ.) นี่แหละ เป็น “หัวหอก” ที่สำคัญ??!! ...แน่นอน...“กองทัพ” คือ “กำแพงแผ่นดิน”!!!“ทหาร” ทุกกองทัพ...คือ “ทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ”...ใช่...ทหารและข้าราชการทุกหมู่เหล่า คือ “ข้าแผ่นดิน”...จะต้องรับราชการไปจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ เมื่ออายุ 60 ปีแต่นายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรีที่มาจาก “ฝ่ายการเมือง”...ในเมื่อ “มา” แล้วก็ “ไป” ไม่มีอะไรที่แน่นอนมั่นคง
ฉะนั้น...กองทัพต้อง “ไม่หลงทาง”...“พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผู้บัญชาการทหารบก “ต้องไม่หลงทาง”..!!??ท่านต้องอย่าเพิ่ง “หลงใหลได้ปลื้ม” กับ “เตรียมทหารรุ่น 10” เพื่อนร่วมรุ่นของท่าน ที่กลับมา “ผงาด” ในกองทัพ...โดยที่ “รัฐมนตรีฯ กลาโหม” ไม่ล้วงลูก!!!เพราะอดีตเมื่อไม่นานก่อนหน้า...19 กันยายน 2549 คือ “ครู”...คือ “บทเรียนอันเจ็บปวด”...เจ็บปวดขนาดที่ต้องตอกย้ำ....“ทหาร” และ “ข้าราชการประจำ” ต้องไม่ลืม!!!
ปริศนาไพร
ในป่า..จะมีคำว่า “ปริศนาไพร” ใครไม่รู้ก็ดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับพรานป่าผู้ชำนาญแล้ว..ปริศนาไพร..คือ คำบอกเล่าล่วงหน้าถึงภัยใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเมือง..ผู้รู้จักเมือง..จะไปรอดปลอดภัยจากอันตรายที่คอยซุ่มอยู่ใน
แทบจะทุกมุมตึก..หลายคนวอดวายถึงตายถึงบาดเจ็บ..เพราะไปใช้สะพานข้าม..ที่อับเปลี่ยวในการเมือง..ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติการณ์ใดๆ มักจะมีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า..ผู้รู้ย่อมแปลได้..ผู้ใส่ใจย่อมค้นพบก่อนที่พรรคพลังประชาชน จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550..มีสิ่งบอกเหตุมากมายที่ให้สัญญาณไว้ล่วงหน้า..ชัดที่สุดก็คือ..แรงโหวตระหว่างผู้รับรัฐธรรมนูญกับผู้ปฏิเสธรัฐธรรมนูญ..ที่ก้ำกึ่งกัน
ใครที่รู้ว่า..พล.อ.สุรยุทธ์ เคยพบกัน นายสมัคร สุนทรเวช..ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งใหญ่..จะทายได้ว่า..ใครคือผู้ชนะในการเลือกตั้ง ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี..ถึงวันนี้ ดูเหมือนว่า..การเมืองกำลังไปได้สวย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งพูดกันถึงเวลา 4 ปีที่จะเป็นรัฐบาล..ผู้คนที่เติบใหญ่ในตำแหน่งรัฐมนตรี..ต่างอิ่มเอิบในบุญบารมีวาสนา..แต่ผู้ชำนาญป่า..จะมองเป็นในสิ่งที่ป่าบอก
กรงเล็บแห่งอำนาจ..ที่คลายตัวออกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550..เริ่มประสานประสาทกลับเข้ามาเป็นกรงเล็บใหม่องคาพยพทั้งหลายเริ่มประกอบกันเข้าเป็นรูปเป็นร่าง สำหรับการเดินทางครั้งใหม่..เป็นการเดินทางครั้งใหม่ที่มีปลายทางแบบเก่าผู้ชนะที่ลืมตัว..กำลังหลงลำพองไม่มีใครรู้ได้ถึงกลิ่นศึก ควันไฟแห่งสงครามถูกมองเป็นก้อนเมฆที่เส้นสุดขอบฟ้า..มองฟ้าผ่าเป็นฟ้าแล่บ..
ชาวทะเลเชื่อกันว่า..สภาพกระจกเหนือพื้นสมุทร..จะนำมาซึ่งพายุใหญ่..การนำเรือลับเหลี่ยมเกาะจึงแสนง่าย..แต่คนบกยิ่งแล่นไกลลึกเข้าไปในอกแห่งทะเลกว่าจะรู้ว่า..เมื่อป่าเงียบนั้น..เพราะเหยาะย่างแห่งเจ้าป่า..น้ำลดเพราะคลื่นยักษ์จะกรายฝั่ง..เมฆสลายบนยอดเขาจะนำมาซึ่ง..น้ำป่า..กว่าจะรู้..วิบัติก็ทับร่าง..

FAKE แค่ราคาคุย!
ศาสตร์ไทย คราวส่งบัตรเชิญให้ทหารออกมาทำการ “ปฏิวัติรัฐประหาร” เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549ฉีกทิ้ง!!! รัฐธรรมนูญปี 2540 ครั้งนี้จะถือเป็นการชุมนุมอย่างเป็นทางการนัดแรก หลังจากเหตุการณ์ “19 กันยาฯ”กับการจัดสัมมนาในรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ” โดยมีเจ้าภาพใหญ่ คือ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รับหน้าเสื่อจัดและระดมพลมาร่วมงานฯ
เชื่อว่างานนี้...ก็คงจะมีการถ่ายทอดสดออกไปทั่วประเทศ ผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ช่อง 1คงต้องจับตาดูกันว่า “5 แกนนำ+1 ผู้ประสานงาน” ประกอบด้วย...นายสนธิ ลิ้มทองกุลพล.ต.จำลอง ศรีเมืองนายสมศักดิ์ โกศัยสุขนายพิภพ ธงไชยนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์และ นายสุริยะใส กตะศิลาจะอยู่กันพร้อมหน้าหรือไม่??? หรือจะมีใคร “ดิ้น” และ “ชิ่งหนี” ด้วยสารพัดข้ออ้างไปก่อนแล้ว!!!เพราะก่อนหน้านี้ ก็เป็น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับแนว
ร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ มากนักว่า...จะได้กลับเมืองไทยมาร่วมชุมนุมฯ ในครั้งนี้หรือเปล่า???ด้วยเหตุผลส่วนตัว กับการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ “ลับ” ถึงดินแดนเกาหลีใต้ขณะที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เอง แม้จะเคยประกาศลั่นว่า...ถึงอย่างไร เขาก็จะต้องขึ้นเวที “ไฮปาร์ก” อัดยับไอ้พวก ทุนนิยมสามานย์และรัฐตำรวจ ที่ทำตัวเป็น “ร่างทรง” ของระบอบทักษิณกระนั้น การถูกศาลตัดสินจำคุกในคดีหมิ่นประมาทรวม 3 คดี เป็นเวลา 5 ปี 9 เดือน ก็คงทำให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ทำอะไรได้ไม่สะดวกนัก!!!
ส่วน นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จะทำตัวเป็น “นักสู้ข้างถนน” เหมือนแต่ก่อน ก็คงจะทำให้ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กระอักกระอ่วนใจไม่น้อยแม้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเคยบอกเมื่อก่อนหน้านี้ว่า...เป็นสิทธิส่วนตัว ที่ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สามารถกระทำได้ก็ตามแต่ก็ทำให้สังคมไทย อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่า...ลึกๆ แล้ว คนในพรรคการเมืองเก่าแก่นี้ (ยัง) แอบคาดหวังลึกๆ กับ “เก้าอี้นายกรัฐมนตรี” หากเมืองไทยเกิด “แอกซิเดนต์” ทางการเมืองขึ้นมาหรืออย่างไร???
จึงคอย “เก็บตก” เก้าอี้ตัวนี้ หรือรอให้ “ส้มหล่น” อะไรประมาณนั้นโดยไม่คัดค้าน ที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน ของตัวเอง จะออกมาเล่น “การเมืองนอกสภาฯ” อีกครั้งหนึ่งถึงอย่างไร การเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เดิม ก็คงไม่ได้เครดิตมากนักจากคนในสังคมไทย และคงยากที่จะหาแนวร่วมให้ได้มากเหมือนแต่ก่อนยิ่งขาด “นายทุนม็อบ-คนเก่า” ซึ่งถูกใครบางคน...ตบทรัพย์แล้วยังจะด่าซ้ำให้ช้ำใจ...หนีหายชนิด “ตายไม่เผา...เงาไม่เหยียบ” ด้วยแล้วทุนในประเทศที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะนำมาใช้...ก็คงมีไม่มากยกเว้นทุนจากนอกประเทศ!!!
หรือของใครบางคนที่ “ล้มบนฟูก” และแอบ “ซุกซ่อนเงิน” เอาไว้ 6,000-7,000 ล้านบาท เมื่อหลายปีก่อนนั่นแหละจึงจะพอตู๊ๆ ถูไถกันได้ลำพังเงินจาก “ผ้าป่าชัยภูมิช่วยพันธมิตร ASTV” ที่เครือข่ายพันธมิตรฯ จ.ชัยภูมิ นำโดย นายนพสณฑ์ เสฏฐรังสี แกนนำฯ และยังเป็นรองประธานสมัชชาประชาชนภาคอีสาน 19 จังหวัดเปิดตู้...ตั้งรับบริจาคนั้นหากไม่ “เทใส่” กันเอง เพื่อสร้างภาพแล้วคงไม่เพียงพอสำหรับการชุมนุมในครั้งนี้อย่างแน่นอน!!!
เอาล่ะ! ถึงจะมีใคร “ใจบุญ” แอบทำ “เงินหล่น” เอาไว้ที่หน้าบ้าน ถ.พระอาทิตย์ หรือไม่? อย่างไร? แต่ประเด็นสำคัญ...ก็อยู่ที่จะมีแนวร่วมจากภาคประชาชนจริงๆ สักกี่คนถ้ามากันน้อย “ม็อบจัดตั้ง” คงโก่งราคาค่าตัวกันจนพุ่งสูงลิ่วยิ่งมีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า...คนเหนือ คนอีสาน คนภาคกลาง และส่วนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ...ไม่เล่นด้วยจนต้องใช้บารมีของบรรดา ส.ส.ในพื้นที่ ลากเอาพี่น้องชาวใต้ตอนบน ขึ้นมาร่วม “เฮฮาปาร์ตี้” ได้เป็นข่าว แถมยังมี “พ็อกเกตมันนี่” ติดตัวกันพอหอมปากหอมคอหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันก็ไม่ “ขลัง”
แล้วถ้าแกนนำและแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ เผลอเล่นกันแรงและเลยเถิด ก็อาจจะเปลี่ยนจากความ “ขลัง” เป็นการ “ฝากขัง” แทนได้ถึงตรงนี้ ไม่ว่า “5 แกนนำ+1 ผู้ประสานงาน” จะเดินเกมเบื้องหน้ากันอย่างไร???เชื่อว่า...คงมีการจัดเตรียม “ทายาทรุ่นที่ 2” กันไว้แล้วชื่อ...นายวีระ สมความคิด และ นายหนึ่งแก่น บุญรอด รวมถึงคนอื่นๆ ที่จะมีตามมา คงจะเป็น “ทางออก” ที่ดีที่สุดของกลุ่มพันธมิตรฯ ยามที่ถูกสังคมไทยตั้งข้อสังเกตถึงเป้าประสงค์แท้จริง ด้วยสายตาที่หวาดระแวง
เวลา 17 เดือนเศษ ภายใต้การคุมเกมของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และรัฐบาลของ คมช. ได้สร้างความเสียหาย และทำลายโอกาสของประเทศนี้ไปอย่างมากมาย!!!ระบบเศรษฐกิจและภาพรวมธุรกิจ รวมถึงความเชื่อมั่นต่อเมืองไทยในสายตาของรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติ ล้วนได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส กระทั่ง คนในหลายกลุ่มก้อน (แอบ) คิดถึง อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และอยากให้กลับมาแก้ไขวิกฤติของชาติ จากน้ำมือพวก “คณะปฏิวัติหน่อมแน้ม”
เหตุผลข้างต้น คือ คำตอบที่ว่า...การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ” ณ หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ วันที่ 28 มี.ค.นี้จะมีแนวร่วมภาคประชาชน ประเภท “ตัวจริง..ชัดเจน” คงเหลือน้อยเต็มทนกระนั้น เมื่อได้ “ลั่นวาจา” เอาไว้แล้ว หากต้องกลืนน้ำลายก็ไม่ต่างจาก “สุ...” อะไรสักอย่างนั่นแหละเพียงแต่สังคมไทย...ช่วยกันจับจ้องถึงเกมการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ครั้งนี้ให้ดีว่า...จะมีอะไรที่เป็นไปในลักษณะ... FAKE! โกหกหลอกลวงด้วยการให้ร้ายป้าย (ทา) สี ประหนึ่งคนพาลที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีหรือไม่? อย่างไร?
ท้องสนามหลวง ที่กั้นกลางระหว่าง ม.ธรรมศาสตร์ กับ โรงแรมรัตนโกสินทร์ สถานที่ชุมนุมของ “ม็อบคู่ขนาน” ในชื่อกลุ่ม มหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย นำโดย นายประชา ประสพดี และ นายนที สุทินเผือก (กรุง ศรีวิไล) 2 ส.ส.พลังประชาชน จ.สมุทรปราการจะเอาอยู่หรือไม่...หากคนกลุ่มนี้ไม่เชื่อฟังคำทักท้วงของหัวหน้าฯ และเลขาธิการพรรคพลังประชาชนใครมันจะ FAKE! ได้น่าเกลียดกว่ากัน อีกเดี๋ยวเดียวคงได้รู้กัน!!!
จะทำลาย 'ป้อมปราการทางอำนาจของพวกอำมาตยาธิปไตย' มีแต่ต้องทะลวงกฎหมายที่ให้อำนาจพวกนี้ไว้ เท่านั้น
แต่หากพวกเรามองอย่างไม่เข้าใจ ก็จะดูเหมือนว่าพวกนี้มีฐานอำนาจที่มั่นคงแข็งแรงเสียเหลือเกิน แต่จริงๆ แล้วเปราะบางอย่างยิ่ง อำนาจอิทธิพลของพวกอำมาตย์และกลุ่มคนชั้นสูงในสังคมไทยขณะนี้ ที่มีความเกี่ยวโยง มี Connection โยงใยกันไปมานี้ รากเหง้าที่มาของอำนาจของพวกนี้ จริง ๆ อยู่ที่ "บรรดากฎหมายทั้งปวงที่เขียนขึ้นให้อำนาจกับคนพวกนี้ไว้" เมื่อคนเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน ทำมาหากินด้วยกัน เกื้อกูลกัน ทั้งการเลื่อนยศ การเลื่อนตำแหน่ง และการอุปถัมป์ค้ำจุนซึ่งกันและกัน ดังนั้นการล็อบบี้กันเองในกลุ่ม จึงเป็นไปได้โดยง่าย เพราะคนเหล่านี้อยู่ในสังคมเดียวกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน นั่นเอง "ฐานอำนาจทางกฎหมาย" ที่พวกนี้เข้าไปยึดกุมในองค์กรทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรตุลาการ องค์กรอิสระทั้งหลาย ล้วนมีที่มาอย่างเดียวกันคือ "มาจากกฎหมาย" หาได้มีแหล่งที่มาอย่างอื่นไม่ อำนาจที่อิงกฎหมายนั้น ดูมั่นคง แต่วางอยู่บนพื้นฐานที่โคลงเคลงไม่เข็มแข็งเท่าใดนัก เพราะ "กฎหมายสามารถแก้ไขได้โดยรัฐสภาแห่งชาติ" ใครคุมรัฐสภาแห่งชาติ คนนั้นก็สามารถควบคุมรากฐานที่มาของอำนาจทั้งหลายได้ เพราะรัฐสภาสามารถแก้ไขกฎหมายได้ รัฐสภานั้น เชื่อมโยงอยู่กับ สส. ส่วน สส.นั้นกลับไปเชื่อมโยงอยู่กับประชาชนในเขตเลือกตั้งของตน ใครคุมเสียงของประชาชนได้ ย่อมสามารถควบคุม สส. ได้ ใครคุม สส. ได้ ก็สามารถควบคุมรัฐสภาแห่งชาติได้ เมื่อควบคุมรัฐสภาแห่งชาติได้ ก็สามารถควบคุมคุมกลไกการแก้ไขกฎหมายทั้งปวงได้ อำนาจของพวกอำมาตย์จึงโดนท้าทาย และล้มล้างได้โดยไม่ยากเย็นอะไรนัก หากมองอย่างเข้าใจถึงแก่นแท้ที่มาของอำนาจของพวกอำมาตยาธิปไตย ที่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับสังคมไทย ตลอดสองปีที่ผ่านมานี้ แต่ที่ช่วงเวลาที่ผ่านมาในอดีตนั้น เมืองไทยไม่เคยมีใครที่สามารถได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น จนสามารถชนะเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของสภาได้ มีแต่ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คนเดียวเท่นนั้นที่สามารถทำได้ และประชาชนกว่าครึ่งประเทศก็ยังให้การเคารพนับถือ และศรัทธาในตัวนายกฯทักษิณอยู่ ดังนั้น ฐานอำนาจของอดีตนายกฯทักษิณ จึงมั่นคง และแข็งแรงกว่า ฐานอำนาจของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เป็นหัวขบวนของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยทั้งหลาย การต่อกรกับ กลุ่มอำมาตย์ของ พล.อ.เปรมจึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก สองปีที่ผ่านมานี้ พวกอำมาตย์ลงทุนต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจของพวกตน โดยการทำรัฐประหาร แต่สุดท้าย โลกยุคใหม่ ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งไปได้พ้น ไม่ว่าจะทำรัฐประหารยึดอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างไร สุดท้ายเมื่อมีการเลือกตั้ง เสียงของประชาชนคือเสียงสวรรค์ คนที่ยึดกุมหัวใจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ย่อมได้รับชัยชนะในที่สุด ไม่ว่าฝ่ายอำมาตย์ จะใช้เลห์กลอย่างไร ก็ไม่อาจฝืนประชามติของประชาชนไปได้ ตอนนี้กลุ่มอำมาตย์ยังไม่ยอมแพ้ ยังใช้เครื่องมือที่พวกเขายึดกุมอยู่ คือ องค์กรอิสระ และกลุ่มอำมาตย์ในสถาบันตุลาการทั้งหลาย เพื่อเข้าต่อกรกับ พลังอำนาจของประชาชน พลังอำนาจของฝ่ายประชาธิปไตย ที่ยึดกุมรัฐสภาแห่งชาติ และเสียงสนับสนุนของประชาชน หากจะทะลายฐานอำนาจของพวกอำมาตย์เหล่านี้ให้หมดไป จึงมีเพียงวิธีเดียวคือ "มุ่งทะลายไปที่ฐานอำนาจทางกฎหมาย" ที่ให้อำนาจพวกอำมาตย์นี้ไว้ โดยการแก้ไขกฎหมายทั้งหลายที่ให้อำนาจพวกนี้ไว้ รวมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภาแห่งชาติ สามารถทำได้อย่างมีความชอบธรรม เมื่อขาดฐานอำนาจทางกฎหมาย พวกอำมาตย์ที่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ย่อมสูญเสียอำนาจไปอย่างถาวร ไม่มีทางเรียกกลับคืนมาได้ ผมว่า "ฐานอำนาจทางเศรษฐกิจ" หรือความมั่งคั่งนั้น อดีตนายกฯทักษิณ มีมากกว่าอยู่แล้ว เมื่อบวกเข้ากับฐานเสียงที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนชาวรากหญ้าทั้งหลาย พลังอำนาจของฝ่ายทักษิณ และฝ่ายผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย ย่อมสามารถเอาชนะพวกอำมาตยาธิปไตยได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ที่ผ่านมา พวกเราไม่เคยเข้าไปทะลายฐานทางกฎหมายนี้อย่างจริงจังเท่านั้น เมื่อพวกอำมาตย์ยังเล่นไม่เลิก ยังกระด้างกระเดื่อง สร้างความอึ้มครึ้มทางการเมือง ที่ส่งผลเสียต่อประเทศชาติ ผมว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐบาลของท่านนายกฯสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ จะต้องจัดการแก้ไขกฎหมาย แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจพวกอำนาจทั้งหลายนี้เสีย และต้องทำอย่างเร่งด่วน และแน่วแน่ โดยต้องไม่ยอมอ่อนข้อให้กับพวกอำมาตย์อีกต่อไป ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองก็ไม่สงบลงไปได้ การต่อสู้จะยืดเยื้อ และไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ มันเป็นความจำเป็นทางการเมือง ที่จะต้องรื้อรัฐธรรมนูญ รื้อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหลาย ที่ให้อำนาจพวกอำมาตย์นี้เสีย เมื่อทำสำเร็จแล้ว อำนาจของพวกอำมาตย์จะโดนกำจัดไปอย่างถาวร ไม่อาจเป็นเสี้ยนหนามต่อระบอบประชาธิปไตยได้อีก อย่ามัวให้ความลังเลเข้ามาทำให้พวกเราเสียเวลาเลยครับ ประเทศชาติต้องการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไม่มีเวลาให้พวกอำมาตย์คอยมานั่งปัดแข้งปัดขาอีกแล้ว งานสำคัญเร่งด่วน ของรัฐบาลในขณะนี้คือ การแก้รัฐธรรมนูญ และแก้ไขกฎหมายที่เอื้อต่อระบอบอำมาตยาธิปไตยเสีย ส่วนการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น ผมว่าหมอเลี๊ยบ กับคุณมิ่งขวัญ ทำได้ค่อนข้างดีแล้วครับ แต่ความอึ้มครึ่มทางการเมือง จะส่งผลเสียต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ หากชักช้า จะกลายเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อการฟื้นตัวของชาติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และด้านอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ทั้งนี้ การที่ฝ่ายอำมาตย์ส่งนายจรัญ ภักดีธนากุล มาเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ นั้นผมถือว่าเป็นการกระทำที่ประกาศความเป็นศัตรูอย่างชัดเจน ในทางการเมืองระหว่างประเทศถือว่า สามารถโจมตีล่วงหน้า หรือ Preemtive Strike ได้อย่างชอบธรรม เพราะถือเป็นภัยคุกคามโดยตรง -------------------- บทความ โดย ลูกชาวนาไทย
พวกอำมาตยาธิปไตย ที่ดูใหญ่โตน่าเกรมขาม และมีอำนาจมากมายมหาศาลนั้น หากวิเคราะห์ให้ดี จะเห็นฐานอำนาจของคนเหล่านี้เปราะบางอย่างยิ่ง มีแต่ภาพลวงตา และปราสาททราย เพียงแต่เคาะแรงๆ สักครั้ง อำนาจของพวกเขาก็จะทะลายลงไป
สนนท. มีมติไม่ร่วมสังฆกรรมพันธมิตรฯ
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย มีมติไม่เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯวันที่ 28 ม.ค.นี้ ชี้เป็นการต่อสู้ของกลุ่มผู้ขัดแย้งไม่ได้ทำประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท.กล่าวว่าเครือข่าย สนนท.มีจุดยืนที่จะไม่เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 28 มีนาคมนี้ ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากเห็นว่าเงื่อนไขที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหว เป็นการต่อสู้ของฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน พร้อมเห็นว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ควรให้โอกาสรัฐบาลบริหารประเทศก่อน
ส่วนการที่มีนักศึกษาหลายกลุ่มเตรียมเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น เลขาธิการ สนนท. กล่าวว่า การตัดสินใจร่วมชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ตามระบอบประชาธิปไตยแต่มติของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและเครือข่าย ยืนยัน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯอย่างแน่นอนจึงต้องออกมาแถลงจุดยืนดังกล่าว

มท.1 เห็นพ้องตั้งกมธ.สอบปัญหาใต้
รมว.มหาดไทย ตอบรับข้อเสนอของ "น.พ.แวมาฮาดี" ให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญสอบสวนกรณีภาคใต้ ระบุ ต้องการนำแก๊สน้ำตามาใช้สลายการชุมนุม
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ชี้แจงญัตติด่วนเรื่องให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อสอบสวนและศึกษาปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เสนอโดย น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดินว่า เห็นด้วยกับการให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ทั้งนี้ในการทำงาน ยืนยัน หากนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง ก็จะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแก้ไขปัญหาทันที โดยไม่จำเป็นต้องนั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตีด้านความมั่นคง เนื่องจากที่ผ่านมาตนเองเป็นรมว.มหาดไทยไม่มีอำนาจสั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทหาร
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวอีกด้วยว่า มีแนวคิดที่จะนำแก๊สน้ำตาและระเบิดควันมาใช้สลายการชุมนุมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อลดความรุนแรง พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลการชุมนุมห้ามพกอาวุธสงครามและยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า เมื่อ น.พ.แวมาฮาดี มีความรู้ความสามารถแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อยากขอให้หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินเปลี่ยนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย







