นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมพรรคได้พิจารณาถึงเรื่องการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า สมาชิกพรรคมีความเห็นแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งต้องการให้แก้ไข และอีกส่วนไม่ต้องการให้แก้ไข และจากการหารือ ส.ส.อีสาน ในพรรคพลังประชาชนประมาณ 51 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ใหม่ เห็นว่าไม่ควรเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเชื่อว่ายังไม่ใช่เวลาที่จะมีการยุบพรรคในเวลานี้ แต่ควรพิจารณาเรื่องสาเหตุที่จะนำไปสู่การยุบพรรค คือ คดีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ที่ศาลรับคำร้องกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้ใบแดงนายยงยุทธ ซึ่งทีมกฎหมายของพรรคควรช่วยกันดูแลเรื่องนี้ อย่าเพิ่งไปวิตก เพราะอาจไม่ถึงขั้นยุบพรรค แต่ต้องดูว่า กกต.จะเอาอะไรมาเล่นงาน เพื่อหาทางยุบพรรค ซึ่งยังใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีการพิจารณายุบพรรค รวมทั้งจะต้องรอดูผลคดียุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยด้วย นายปัญญา กล่าวด้วยว่า จนถึงวันนี้ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นด้วยที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะยังพอใจที่เห็น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาต่อสู้คดี แก้ข้อกล่าวหา และพอใจการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล แม้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะบอกว่าเป็นรัฐบาลขี้เหร่ แต่ทุกคนให้โอกาสทำงาน “วันนี้ราคาข้าวเปลือกก็ดีขึ้น ซึ่งถูกใจชาวบ้าน และยังมีการอัดฉีดงบเอสเอ็มแอลลงไปอีก จึงไม่อยากให้เร่งรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ คดียุบพรรคหากเกิดจริง ส.ส.ก็ยังอยู่ แต่ต้องหาพรรคสังกัดใหม่ เท่าที่ดูคนที่เคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่อยู่ในกรรมการบริหารพรรค เราไม่อยากให้วิตกเกินไป เพราะมีมติให้ไปศึกษาว่า จะแก้ไขมาตราใดบ้าง ยังไม่ใช่มีมติให้แก้ไข ซึ่งวันนี้ถูกมองว่าฝ่ายการเมืองแก้เพื่อตัวเอง หนียุบพรรค ดังนั้นหากจะทำอะไร ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ และควรสนใจต่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ปัญหาปากท้องของประชาชนมากกว่า” นายปัญญา กล่าว.-สำนักข่าวไทย
รัฐสภา 27 มี.ค. – ส.ส.ขอนแก่น พปช. อ้าง 51 ส.ส.อีสาน ค้านเร่งแก้ไข รธน.ในตอนนี้ ระบุยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะถึงวันพิจารณายุบพรรค ควรรอดูผลคดียุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยก่อน เสนอให้ระดมทีม กม. ช่วยคดี “ยงยุทธ” ที่จะนำไปสู่การยุบพรรคดีกว่า
อัพเดตเมื่อ 2008-03-27 15:05:38
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, March 27, 2008
ส.ส.อีสาน พปช.ค้านเร่งแก้ รธน.ตอนนี้
‘ยุบพรรค’ ในสายตานักการเมือง และความกังวลของนักกฎหมาย
กระแสการยุบพรรคการเมือง เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลใจของหลายฝ่าย ที่เชื่อว่าเป็นเรื่องของพวกจ้องล้มรัฐบาล ที่มีเครือข่ายโยงใยเป็นขบวนการ มีพฤติกรรมสอดรับกับอีกหลายเรื่องราวในการบ่อนทำลายประชาธิปไตย และทำลายระบอบการเมืองที่มาจากเสียงของประชาชน
ในปีกของพรรคชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรค มีความเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันว่า เป็นความบกพร่องหรือเป็นหลุมพรางของรัฐธรรมนูญ ที่จำเป็นจะต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
เพราะเป็นการจงใจที่ทำให้การยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นได้ง่ายเกินไป
เช่นเดียวกับพรรคพลังประชาชน ที่แม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นตอนการพิจารณายุบพรรคเหมือนอย่างชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย แต่ก็แท้ที่จริงแล้วอาจจะเป็นเป้าหมายหลัก หากพิจารณาถึงความพยายามในการสกัดกั้นหรือจ้องทำลายกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนสมัครรับเลือกตั้ง มาจนถึงการจัดตั้งรัฐบาล และต่อมาจนถึงทุกวันนี้
ซึ่งบรรดาสมาชิกพรรคพลังประชาชน ไล่เรียงมาตั้งแต่หัวหน้าพรรค อย่างนายสมัคร สุนทรเวช ก็เห็นไม่แตกต่างกันว่าเป็นเรื่องของ “มือที่มองไม่เห็น” หรืออาจจะเสริมด้วยนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ว่าอาจจะหมายถึง “เท้าที่มองไม่เห็นด้วย” เหมือนเป็นพวกที่มือไม่พายแต่กลับเอาเท้าราน้ำ
นอกจากนี้ประเด็นของการยุบพรรคดังกล่าว ก็ยังเป็นที่ห่วงใยของภาคประชาชน และชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ที่ไม่อยากเห็นการสะดุดหรือการชะงักงันทางการเมือง เพราะเศรษฐกิจของชาติทุกวันนี้ก็แย่เต็มทีอยู่แล้ว
เช่นเดียวกับนักกฎหมาย ที่มีการแสดงความเป็นห่วงอย่างกว้างขวาง เหมือนอย่างคณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อย่าง รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล และ อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร ที่ได้ร่วมกันแสดงความคิดความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ
โดยเฉพาะการแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 297 เพื่อยุบพรรคการเมือง เพราะเท่ากับความผิดของบุคคลคนเดียวนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวนมากซึ่งไม่ได้ทำผิด เป็นการขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล
ทั้งยังมองว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับการตีความรัฐธรรมนูญซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และอาจก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองตามมา โดยฉพาะมาตรา 237 ที่บัญญัติไว้ให้เกิดการยุบพรรคการเมืองอย่างง่ายดาย
อีกทั้งยังมองว่าพรรคการเมืองนับเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญที่สุดสถาบันหนึ่งในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน การรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นเสรีภาพอันจะขาดเสียมิได้ ตามหลักกฎหมายที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปในนานาอารยะประเทศ
เพราะฉะนั้นการยุบพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเหตุอันจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือเป็นกรณีที่เห็นได้ว่าพรรคการเมืองนั้นไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปแล้วเท่านั้น
เพราะการยุบพรรคการเมืองนอกจากจะทำลายสถาบันทางการเมืองลงแล้วยังมีผลเป็นการทำลายเสรีภาพในการรวมตัวกันเพื่อสร้างเจตจำนงทางการเมืองของราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอีกด้วย
ดังัน้นหากพิจารณาจากถ้อยคำที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญประกอบกับความเห็นของอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบางท่านแล้ว กรณีอาจเปนไปได้ว่าเมื่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองคนหนึ่งกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแล้ว รัฐธรรมนูญให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
เท่ากับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองนั้น และเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
กรณีนี้เป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจสั่งยกเลิกการกระทำได้ เพราะการกระทำได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ย่อมจะต้องวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองนั้น และต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นทุกคนเป็นเวลาห้าปี
การตีความกฎหมายในลักษณะเช่นนี้จึงดูเหมือนจะเป็นความเข้าใจในหมู่ของบุคคลที่มีบทบาทชี้นำสังคม ทั้งที่เป็นนักวิชาการและอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องหรือไม่
นอกจากนี้ ในทางนิติศาสตร์ การใช้และการตีความกฎหมายไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การอ่านถ้อยคำของกฎหมายหรือการสอบถามความเห็นของผู้ร่างกฎหมาย แล้วให้ความหมายของบทกฎหมายนั้นตามถ้อยคำหรือตามความต้องการของผู้ร่างกฎหมายเท่านั้น
ถึงแม้ว่าถ้อยคำของบทกฎหมายจะเป็นปฐมบทของการตีความกฎหมายทุกครั้ง แต่การตีความกฎหมายก็ไม่ใช่การยอมตนตกเป็นทาสของถ้อยคำ ถึงแม้ว่าความเห็นของผู้ร่างกฎหมายจะเป็นสิ่งที่ต้องนำมาคำนึงประกอบในการค้นหาความหมายของบทกฎหมาย แต่ความเห็นของผู้ร่างกฎหมายก็ไม่ใช่เครื่องชี้ขาดความหมายของบทกฎหมายบทนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ร่างกฎหมายได้ร่างกฎหมายขัดแย้งกันเองในกฎหมายฉบับเดียวกัน
และเมื่อดูเฉพาะการตีความกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกับการยุบพรรคการเมืองที่กล่าวมาข้างต้น หากตีความตามถ้อยคำหรือตีความตามความประสงค์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน ก็เท่ากับว่าการกระทำความผิดของบุคคลเพียงคนเดียวย่อมนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองที่ประกอบไปด้วยสมาชิกพรรคการเมืองจำนวนมากได้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีการยุบพรรคการเมืองแล้ว ก็จะต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งหมด
ถึงแม้บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้มีส่วนผิดในการกระทำนั้น เท่ากับตีความกฎหมายเอาผิดบุคคลซึ่งไม่ได้กระทำความผิดซึ่งขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ประเด็นที่ผู้สนับสนุนการตีความกฎหมายเอาผิดกับกรรมการบริหารพรรคการเมืองทุกคนและการให้ยุบพรรคการเมือง แม้กรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นเพียงคนเดียวเป็นผู้กระทำความผิดอาจหยิบยกขึ้นอ้างก็คือ รัฐธรรมนูญบัญญัติ “ให้ถือว่า” พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
คำว่า “ให้ถือว่า” เท่ากับไม่เปิดช่องให้ผู้ใช้กฎหมายสามารถตีความกฎหมายเป็นอย่างอื่นได้ และเท่ากับผู้ร่างกฎหมายทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเองแล้ว
เมื่อผู้ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นโดยฝ่าฝืนกับหลักเหตุผลเช่นนี้ ในการตีความรัฐธรรมนูญตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ตีความจึงต้องตีความกฎหมายไปในทางแก้ไขให้สอดรับกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญนั้นมีทั้งบทบัญญัติที่เป็นคุณค่าพื้นฐานและบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียด บทบัญญัติที่เป็นหลักการสำคัญที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญย่อมได้แก่ หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและหลักราชอาณาจักรที่เป็นรัฐเดี่ยว ซึ่งรัฐธรรมนูญเองก็ได้รับรองไว้ในมาตรา 291 ห้ามมิให้เสนอญัตติขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญได้ยกคุณค่าของเรื่องดังกล่าวนี้ให้สูงกว่าบทบัญญัติอื่นๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ในมาตรา 3 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้บัญญัติให้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม และบทบัญญัติในมาตรา 29 ก็บัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ การจำกัดตัดทอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญของสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
เมื่อพิเคราะห์หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ หากพิจารณาแต่เฉพาะถ้อยคำย่อมขัดกับคุณค่าพื้นฐานในตัวรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งหมายความว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตามหลักการที่ตนเองได้ประกาศไว้ เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ไม่ได้รู้เห็นกับการกระทำความผิด จะถือว่าเป็นการกระทำตามหลักนิติธรรมไม่ได้
ในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคผู้หนึ่งกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งแล้วถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยที่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วย ย่อมถือไม่ได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของพรรคการเมืองนั้น
นอกเหนือจากเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว หากพิจารณากรณีที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งซึ่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วจะตีความกฎหมายให้ดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้นโดยอัตโนมัติ ผลในทางกฎหมายก็เสมือนกับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นผู้มีอำนาจยุบพรรคการเมืองนั้นเองในทางความเป็นจริง เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยศาลฎีกาได้ตีความรับรองไว้ว่าการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุดไม่อาจถูกตรวจสอบได้
หากยึดติดกับถ้อยคำตามกฎหมายแล้ว เมื่อมีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กลไกการยุบพรรคการเมืองจะตามมาทันที และหากไม่ตีความรัฐธรรมนูญตามที่กล่าวมาแล้ว แม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญเองก็อาจจะไม่มีดุลพินิจที่จะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้
ที่สำคัญกลไกทางกฎหมายที่ได้รับการออกแบบไว้โดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แม้ว่าอาจจะเกิดจากความหวังดีของผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะขจัดการทุจริตการเลือกตั้ง แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดและรุนแรงเกินสมควรกว่าเหตุ
การดำเนินการกับผู้ทุจริตการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ แต่ต้องดำเนินการกับบุคคลนั้น ไม่ใช่กับพรรคการเมืองหรือบุคคลอื่นที่ไม่ได้กระทำความผิดด้วย
นอกจากนี้นักกฎหมายยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นผลจากการทำรัฐประหาร บุคคลที่เข้าไปมีส่วนยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นแม้บางท่านจะมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง แต่จากวิกฤติการเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ.2549 เป็นต้นมา ทำให้บุคคลเหล่านั้นกลายเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักการที่ควรจะเป็นหลายมาตรา ดังนั้นการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ไม่ว่าจะบางส่วนหรือทั้งฉบับจึงเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำโดยเร็ว
นอกจากนี้กลุ่มนักกฎหมายยังได้เรียกร้องให้บรรดาพรรคการเมืองทุกพรรคร่วมมือกันในอันที่จะดำเนินการแก้ไขกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองให้เป็นไปตามหลักกฎหมายที่นานาอารยะประเทศนับถือ และไม่ควรจะจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียว
ยิ่งไปกว่านั้นขอยืนยันว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยที่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง การกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการออกเสียงประชามติ จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไขนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่จงใจละเลยบริบทของการออกเสียงประชามติที่ประชาชนจำนวนมากถูกบีบบังคับโดยเทคนิคทางกฎหมายให้ต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน
เป็นการทำไปเพื่อให้ประเทศพ้นจากสภาวะของรัฐบาลที่เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจ และละเลยข้อเท็จจริงที่ว่ามีประชาชนออกเสียงไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้กว่าสิบล้านเสียง
ย้อนรอยรัฐธรรมนูญ 50 (2) : ก็เคยสัญญา...
ไม่ใช่เพียงนักวิชาการหรือนักกฎหมายหรอก ที่รู้และเข้าใจทะลุปรุโปร่งว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกร่างขึ้นมาเพื่อให้คุณให้โทษแก่ใคร
แต่เป้าหมายพิฆาตสำคัญ คือ “นักการเมือง” ก็ยิ่งต้องรู้ และต้องเป็นมากกว่าคนที่รู้ดี
นั่นคือ นอกจากรู้แล้วก็ต้องรู้ต่อไปด้วยว่า มันจะทำลายระบบพรรคการเมือง ทำลายระบบตัวแทน ทำลายสิทธิเสียงประชาชนคนไทย และทำลายประเทศชาติอย่างไรบ้าง
เมื่อรู้แล้วก็ต้องเกิดปฏิกิริยา และต้องตอบประชาชนและสังคมได้ด้วยว่าจะเอาอย่างไร
ที่ผ่านมา ก่อนการทำประชามติครั้งประวัติศาสตร์ รับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 50 มี “พรรคพลังประชาชน” เป็นหัวหอกสำคัญของฝ่ายนักการเมืองในการออกมาประกาศจุดยืนแบบไม่มีกั๊กว่า “ไม่รับ” รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ก็จะให้รับได้อย่างไร ในเมื่อคนที่ร่างมันขึ้นมา ทั้งที่อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง ก็คือคนที่ให้ ส.ส. ส่วนหนึ่งต้องระเห็จมาอยู่พรรคพลังประชาชนในตอนนั้นนั่นแหละ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเสียงส่วนใหญ่ออกมาว่า “รับ” อย่างเฉียดฉิว พรรคพลังประชาชนก็ยังไม่รอช้า เดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่พร้อมกับประกาศชัดเจนยิ่งขึ้นเป็นคำรบสอง
“หากได้เป็นรัฐบาล จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน!”
เป็นความกล้าหาญอย่างมากที่กล้าวัดใจกับประชาชน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าประชาชนส่วนใหญ่เพิ่งไป “รับ” กันมาหมาดๆ
แต่เมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าอะไรเป็นอะไร ก็ต้องวัดใจกับข้อเท็จจริง
ข้อเท็จจริงที่ว่า คือ เมื่อเป็นรัฐธรรมนูญจากเผด็จการทหาร ก็ต้องแก้ไข
แม้ทั้งฉบับจะผ่านประชามติมาได้ แต่ก็เชื่อว่าเป็นผลมาจากสถานะความได้เปรียบของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ใช้อำนาจรัฐทุกกระบวนท่าเท่าที่มีในเวลานั้นมาผลักดันให้ผ่านเสียมากกว่า
และอีกส่วนก็คือ อารมณ์เหนื่อยล้าของประชาชนที่มีต่อการเมือง และหวังให้การเลือกตั้งมาฉุดดึงออกไปจากสภาวะขณะนั้นโดยเร็ว จึงได้ตัดสินใจ “รับ”
หาใช่เป็นเพราะชื่นชม ชื่นชอบ เนื้อหารัฐธรรมนูญทั้งฉบับแต่อย่างใดไม่
การหาเสียงด้วยการชูประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการวัดใจไปเลยว่า พรรคพลังประชาชนคิดถูกหรือไม่
และการเลือกตั้งก็ให้คำตอบออกมาแล้ว...
คนส่วนใหญ่ก็ยังพร้อมจะเลือกพรรคนี้ แม้คนส่วนใหญ่อีกเช่นกันที่รับร่างรัฐธรรมนูญขณะที่พรรคนี้ไม่รับ
เพราะว่าความเป็นรัฐธรรมนูญที่อยู่แต่ในตัวหนังสือ ไม่ได้ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นได้ แต่พรรคการเมือง นักการเมืองต่างหาก คือกลไกที่จะทำงานกับสิ่งเหล่านี้ โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกรอบและเครื่องมือเท่านั้น
หากเมื่อใดที่รัฐธรรมนูญมีสถานะไม่ต่างจากกรงขัง หรือเครื่องกีดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
และที่สำคัญ ปรับเปลี่ยนไปตามอุดมการณ์ของรัฐบาลนั้นๆ
เปรม ลืม บักใส ตอบสื่อหน้าตาเฉย ไม่เกี่ยวปล้นประชาธิปไตย19ก.ย.
จับตา พล.อ.เปรม เดินสายอีกแล้ว ล่าสุด เพิ่งยอมเอื้อนเอ่ยคุยกับสื่อ ปัดไม่ได้ยุ่งเกี่ยวปล้นประชาธิปไตย 19 ก.ย. สื่อคิดไปเอง สงสัยลืม “บัก สุริยะใส” เคยหย่ามใจให้สัมภาษณ์หลังยึดอำนาจเสร็จใหม่ๆ นั่งบัญชาการเองที่บ้านสี่เสาฯ
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วง 1-2 สัมปาดาห์ที่ผ่านมานี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษอาวุโส เริ่มปรากฎกายออกงานครั้งขึ้น หลังจากหายเงียบไประยะหนึ่ง ดดยล่าสุด พล.อ.เปรม ได้ออกมายืนยันกับนักข่าวว่า ไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมา สื่อคิดกันไปเอง
โดยพล.อ.เปรม ให้สัมภาษณ์ ภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” รุ่นที่ 8 ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดี ถึงกรณีที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ไม่ขอตอบ เพราะมีความรู้ในเรื่องนี้น้อยมาก ส่วนที่ผ่านมาหลายคนเป็นห่วง ว่า พล.อ.เปรม หายไปไหน พล.อ.เปรม กล่าวว่า ไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ทุกวัน แต่อยู่เงียบๆ ตามปกติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ที่การเมืองเปลี่ยนขั้ว และอาจเกิดผลกระทบต่อตัวเอง เพราะถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร พล.อ.เปรม กล่าวว่า “พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่ได้ไปทำอะไร” เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหารใช่หรือไม่ พล.อ.เปรม กล่าวว่า ผู้สื่อข่าวน่าจะรู้ดีว่า ตนไม่เกี่ยวข้อง ทุกคนต้องรู้อย่างนั้น ว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้อง
“ผมไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง หรือเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง” พล.อ.เปรม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ว่าคนจะเข้าใจผิด และถูกเช็คบิลภายหลัง พล.อ.เปรม ได้แต่ยิ้ม ไม่ตอบคำถาม จากนั้นก็ไม่ยอมตอบคำถามอื่น ๆ ของผู้สื่อข่าวอีก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม คำกล่าวไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการยึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย. 49 ที่ผ่านมานั้น ขัดแย้งกับการให้สัมภาษณ์ของ นายสุริยะใส กตะศิลา หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีส่วนรวมต่อการก่อการครั้งนั้น ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนธันวาคม 2549 โดยตอนหนึ่งผู้สัมภาษณ์ตั้งคำถามต่อนายสุริยะใสว่า มองบทบาทของพลเอกเปรมอย่างไรบ้าง นายสุริยะใส ตอบว่า
“พลเอกเปรม เป็นสัญลักษณ์ของระบอบอำมาตยาธิปไตย จริงๆ ระบอบนี้ไม่ได้หายไปจากสังคมไทย แม้จะมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็ตาม ถ้าเราดูบทบาทของพลเอกเปรม ก็จะเห็นชัด เพียงแต่พื้นที่ของระบอบนี้คับแคบลงในระดับหนึ่ง เพราะการเติบโตของพื้นที่ภาคประชาชนที่มากขึ้น ซึ่งเป็นการท้าทายระบอบนี้โดยตรง ขณะเดียวกันระบอบอำมาตยาธิปไตย ก็ถูกท้าทายจากทุนใหม่ ซึ่งเป็นพลังที่พาคุณทักษิณขึ้นสู่อำนาจ”
“เราอาจจะพูดว่าระบอบศักดินายืมพลังจากประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณหรือทุนใหม่ก็เป็นไปได้ แต่ผมคิดว่าพลเอกเปรม ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของการคงอยู่ของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีพลเอกเปรมแล้วระบอบประชาธิปไตยจะเต็มใบ แต่เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายอำนาจนิยมหรือระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ยังมีพื้นที่ที่แน่นนอนในสังคมการเมืองไทย”
“วันนี้ ก็เห็นโดยพฤตินัยได้อย่างชัดเจนว่า พลเอกเปรม ใช้อำนาจนั้นผ่าน คปค. ท่านนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านสี่เสาฯ และไม่มีใครคิดว่าท่านจะกล้าทำ หรือไม่มีใครคิดตอนที่นั่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ว่า การรัฐประหารครั้งนี้องคมนตรี จะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเปิดเผยขนาดนี้ “
เยือนอินโดฯ วันสุดท้าย นายกฯ สมัครแวะดูตลาดเช้า
โดยวันนี้ นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางไปวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จากนั้น เวลา 10.00 น. พบผู้แทนนักธุรกิจไทย ผู้แทนชมรมสตรีไทย และนักศึกษาไทยในกรุงจาการ์ตา ณ โรงแรมที่พัก ในช่วงบ่าย เวลา 13.00 น. นายกรัฐมนตรีและคณะจะออกเดินทางจากกรุงจาการ์ตา และกลับถึงกรุงเทพฯ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 16.30 น.
มีรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสมัคร ใช้เวลาระยะสั้นๆ ไปเดินตลาดที่อินโดนีเซีย สอบถามราคาพืชผัก ผลไม้ ซึ่งสำรวจราคาพบว่า ในเมืองไทยมีราคาถูกกว่า จากนั้นไปดูราคาเนื้อหมู เนื้อวัว และอาหารทะเล
มอง วิกฤต สังคม ผ่าน รากฐาน รัฐธรรมนูญ
มอง วิกฤต สังคม ผ่าน รากฐาน รัฐธรรมนูญ อะไรคือปัญหา คือทุกข์ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ล้วนถูกมองว่าเป็นปัญหา เป็นต้นตออันก่อให้เกิดวิกฤตทางการเมือง นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่ามองมาจากมุมใด และเป็นการมองของใคร หากมองจากมุมของพรรคประชาธิปัตย์ มองจากมุมของ คปค. รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มีส่วนอย่างสำคัญในการเปิดทางให้สิ่งที่เรียกว่า "ระบอบทักษิณ" เติบใหญ่ ขยายตัวและได้ขึ้นไปอยู่ในฐานะผู้ยึดครองอำนาจ จึงได้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้ม จึงได้นำไปสู่การรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ทิ้ง ตรงนี้เองคือรากที่มาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ขณะเดียวกัน เมื่อมองจากมุมของพรรคพลังประชาชน มองจากมุมของพรรคชาติไทย มองจากมุมของ พรรคมัชฌิมาธิปไตย รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ร่างโดยการควบคุมและบงการของคณะรัฐประหาร ต่างหากที่เป็นตัวปัญหา เพราะไม่เพียงแต่คงอำนาจของอำมาตยาธิปไตย หากยังมีเป้าหมายเพื่อสร้างกับดักและวางยาอันนำไปสู่ความอ่อนแอของพรรคการเมือง ตรงนี้เองที่เรียกร้องให้พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลต้องรับแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ประเด็นของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นี้เองที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดอันเป็นความต่างไปจากสถานการณ์การเคลื่อนไหวเพื่อทำลายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 การเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้มีเป้าหมายอยู่ที่การโค่นสิ่งที่เรียกว่า "ระบอบทักษิณ" เป้าหมาย 1 คือ การโค่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป้าหมาย 1 คือ การโค่นพรรคไทยรักไทย และ 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ออกจากสารบบทางการเมือง เครื่องมือที่นำเสนอในการโค่นและทำลาย คือ เครื่องมือ "รัฐประหาร" จากนั้นก็มีการออกประกาศจำนวนมากมาย ยอมรับสถานะ ป.ป.ช. ยอมรับสถานะ กกต. จัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเสมือนกับศาลรัฐธรรมนูญ จัดตั้ง คตส.เพื่อนำไปสู่การฟ้องร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคณะ จากนั้นก็ประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เพื่อเป็นเครื่องมือในการเผด็จศึกต่อสิ่งที่เรียกว่า "ระบอบทักษิณ" ที่สำคัญก็คือ การยอมรับโครงสร้างแห่งอำนาจจากการรัฐประหารให้ดำเนินต่อไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตรงนี้เองที่ทำให้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 โดดเด่นในฐานะอาวุธของคณะรัฐประหาร ความโดดเด่นของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นั้น ด้านหนึ่งโดดเด่นในฐานะอันเป็นเครื่องมือที่ตกค้างมาจากกระบวนการรัฐประหาร ด้านหนึ่ง ได้ทำให้ตัวของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เป็นปัจจัยหลักในทางการเมือง ถามว่าเหตุใดข้อเสนอในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ผลักดันโดย 6 พรรคร่วมรัฐบาลจึงกลายเป็นประเด็นขัดแย้งใหม่ ที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าอาจจะกลายเป็นวิกฤตใหม่ขึ้นมาได้ คำตอบเพราะว่ามุมมองต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีความแตกต่างกัน คู่ความขัดแย้งอาจยังเหมือนเดิมอย่างที่เคยปรากฏขึ้นก่อน และภายหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่ปัจจัยอันถือว่าเป็นตัวสุดท้าย เป็นตัวปัญหา ก็มีความแปรเปลี่ยน แปรเปลี่ยนเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาเป็นปัจจัยสำคัญของความขัดแย้ง ขณะที่รากฐานที่มาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาจากสภาร่างฯ ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากประชาชน รากฐานที่มาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาจากสภาร่างฯ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ความแตกต่างในเรื่อง "รากฐาน" ของรัฐธรรมนูญนี้เองที่เสนอคำถามแหลมคมยิ่งต่อสังคม ขณะเดียวกัน ก็สร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในทางเนื้อหาระหว่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 กับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 หากนำเอาหลักแห่งอริยสัจ มาทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ก็ต้องยอมรับว่า หากไม่เข้าใจว่าอะไรคือตัวทุกข์ ตัวปัญหา ก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะรับรู้ได้ถึงมรรคหรือกระบวนการในการแก้ปัญหา ในการดับทุกข์ โอกาสที่จะนิโรธย่อมมีน้อยเป็นอย่างยิ่ง ประเด็นอยู่ที่ว่ารากฐานของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาจากเหตุปัจจัยอะไร
คอลัมน์ : วิภาคแห่งวิพากษ์
รธน.'50 ‘ฉบับหมาหางด้วน'
เพราะทุกเวทีสัมมนาที่ผ่านมา ข้อชี้แจงเนื้อหาที่มาเขียนบทเฉพาะกาล ม.309 หมกเมล็ดชัดเจน เขียนเปิดช่องหาทางลงคณะปฎิวัติรัฐประหารยึดอำนาจปล้นอำนาจประชาธิปไตย ‘ทําอะไรไม่ผิด' จากการกระทำที่ผ่านมาไม่เข้าข่ายการกระทําความผิดใดๆทั้งสิ้น แผน ‘ ลับ ลวง พราง ' แผนการสืบทอดอำนาจโดยผ่านบทเฉพาะกาล ต้องเอาบทเฉพาะกาลมากางดู บอกล่าวชัดๆว่ามันมีที่มาจากคณะบุคคลที่มาจากการแต่งตั้ง โดยคณะปฎิวัติรัฐประหารยึดอำนาจเขามา เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ฉีกรัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญปี 40 ฉบับประชาชน และเข้ายึดอำนาจมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชน ประการแรกสุดที่มาของจัดการยกร่างไม่มีความชอบธรรม ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว ต้องยอมรับตรงจุดนี้เสียก่อน เนื้อหาในบทเฉพาะกาลสืบทอดอำนาจ อำนาจซ้อนอำนาจทีเดียว หากตกกระไดพลอยโจนไม่ยอมพูดถึงแต่อย่างใดคืออะไร บทเฉพาะกาลมาตรา 309 บัญญัติให้การใดหรือการกระทําใด ของบุคคลใดหรือคณะบุคคลใด ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าการนั้นหรือการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย ไม่ว่าการนั้นหรือการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นก่อนหลังหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีความหมายเท่ากับนิรโทษกรรมล่วงหน้า ไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตตลอดอายุการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ การกระทำของ คมช. ซึ่งจะพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะไปพร้อมกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังจากการเลือกตั้งที่รับหน้าที่นี้ก็ดี สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งจะทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้ง และจนกว่าวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญใหม่จะเข้ามารับ หน้าที่ก็ดี 1. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งจะมารับช่วงต่อการตรวจสอบการทุจริตและการกระทำความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐจากคตส. หลังวันที่ 31 มิถุนายน 2551 และจะอยู่ในตําแหน่งไปจนถึงปี 2558 ก็ดี 2. คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งจะอยู่ในตําแหน่งไปจนถึงปี 2556 ก็ดี 3. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งทำหน้าที่ประธานกรรมการและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งอาจจะอยู่ในตําแหน่งไปจนถึงปี 2557 ก็ดี หรือ 4. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งแปลงมาจาก ‘ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ' ตามรัฐธรรมนูญปี40 ซึ่งจะอยู่อีกหลายปีก็ดี ทั้งหมดนี้จะได้รับการคุ้มครองจากบทเฉพาะกาลมาตรา 309 นี้ พูดง่ายๆคือ คณะบุคคลหรือบุคคลเหล่านี้จะอยู่ในฐานะที่ ‘ทำอะไรไม่ผิด' ไปตลอดอายุการใช้บังคับของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และนี่คือแผนการ ‘ ลับ ลวง พราง ' ในการสืบทอดอำนาจเชื้อชั่วไม่เคยตายยังเกาะกุมอำนาจปฎิวัติให้ยืดยาวต่อไปอีกนานแสนนาน แผนหลุมดำตำราบันได 4 ขั้น ยึดอำนาจ ช่วงชิงอำนาจ สืบทอดอำนาจและต่อท่อน้ำเสี้ยงแห่งอำนาจอย่างบริบูรณ์...หยุดวงจรอุบาทว์ คืนอำนาจประชาชนเบ็ดเสร็จได้แล้ว...คนรู้ทัน...มือที่มองไม่เห็นบวกเท้าที่มองไม่เห็น...อยู่เบื้องหลังทำตัวเชยๆคนเดียวเลยครับ คืนรัง จาก hi-thaksin
แทบไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่ารธน.50 จะออกฤทธิ์เดชเร็วกว่าความคาดคิด...มิใช่ยาแรงลดไข้เพิ่มไข้หนักกว่าเก่า จำได้ว่าคนร่างระดับเลขานุการคณะผู้ร่างฯเอง ชื่อว่านายสมคิด เลิศไพฑูยร์ คนนี้นี่แหละประกาศยกย่องว่าเป็นรธน.50 ดีที่สุด เริ่มตั้งแต่ที่ประเทศไทยมีร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 17-18 ฉบับเป็นต้นมา และหากไม่ดีเขียนไปก่อนค่อยไปแก้ไขทีหลังได้ ต้องทวนความจำจับผิดจับถูกกันให้ดีๆ อย่าหลงประเด็นอื่นที่เอาไปโยงเรื่องการเมือ
ลัทธิบูชาชัยชนะ
‘เงินอำนาจแท้ ดูแลเป็นประจำ' สะดุดคำสารภาพที่ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง มท.1 ยื่นไมตรีกระชับมิตรกับ เจ้าลัทธิสนธิ ลิ้มทองกุล วันวานยังหวานอยู่ เสน่ห์หาแก่ลูกแก่หลานวัน-ดวง อยู่บำรุง สุดสวาททิ่มประตู...จนห้ามไม่อยู่ สมัยที่มีคุณมีประโยชน์ใช้สอยต่อกัน ใจใหญ่ไล่แจกเงินส่วนตัวซื้อรถหรู มีระดับส่งมอบถึงมือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมท.1 ชวนสงสัยว่านพืชต้องหวังผล ข้อพิรุธเหล่านี้เพิ่งมาโผล่สำแดงเดช สุดท้ายที่อีกขั้วหนึ่งก้าวสู่อำนาจและอีกขั้วหนึ่งสูญเสียอำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก้าวลงชนิดพ่ายแพ้หมดรูป...จบไม่สวย อยู่กันคนละฝั่งฟากฝา น้อยใจผิดใจอะไรสุดแท้แต่ แต่สายใยรักต่อกันดูไราบรื่นเหมือนเดิม...คราบทั้งนักบุญคราบทั้งคนบาปคู่ฮิต ฮอตติดลมบนในขณะนี้
ข่าวคราวเนื้อหาที่จะพูดถึงมวยถูกคู่ระหว่าง พณ.รัฐมนตรี ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง มท.1 กับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล คนเคยรวยคนเคยยิ่งใหญ่ ระดับมท.1เกรงใจรับโทรศัพท์ด้วยตนเองทุกครั้ง ต้องลึกซึ้งรับใช้เงินทองกันมาก่อนในระดับจำนวน 200- 300 ล้านบาท ทุ่มเทเรื่องการเมือง แม้หน้าที่ต่างกันแต่สัมพันธ์คงเดิม นั่นมันเมื่อวันวาน
คงไม่ใช่ตอนนี้แน่นอน รางวัลสมนาคุณรถหรูปอร์เชต่อลูกชายหัวแก้วหัวแหวน 2 สองคนสองคัน... มันช่างแสนธรรมดาที่ไหน...มีใครอยากเป็นปลาทู ผลประโยชน์ลงตัวต่างหาก นอกนั้นคือ..สิ่งขัดหูขัดตา เปิดศึกใครเสือใครหมาทางใครทางมัน แลกวัดใจใครแกร่งกว่าเท่านั้นเอง อย่างอื่นเป็นมวยรอง
สืบเสาะหาข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แทบไม่เชื่อสายตาว่าระดับการฟอกปั่นหุ้นกับการจดตั้งทะเบียนหลายสิบบริษัท ในเครือผู้จัดการกรุ๊ปนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเจ้าของอยู่นั้นแตกลูกออกหลาน จนยากที่จะสาวไส้ถึงถ้าไม่ใช่มืออาชีพด้านธุรกิจ ตามจับดมกลิ่นยากเพราะมีขบวนการตัดตอนยากที่เข้าถึงตัวการบงการอยู่เบื้องหลังมันร่วมมือหากินกันหลายฝ่าย...บทความที่ดีๆๆชั่วๆๆตีพิมพ์สู่สาธารณะชนรับทราบมากพอแล้วที่เขียนย้ำ เลยเอาภาพรวมความชั่วเฉพาะตัวที่หาเงินหาทองมาจากการฟอกชั้นสูง...มาบริการบำเรอความสุขจอมปลอมในเวลานี้
ต้องผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรทางเศรษฐกิจแกะรอยเส้นทางไหลของเงินตั้งบริษัทลูกปั่นข่าวสร้างข่าวสร้างราคาจริงราคาเท็จช้อนซื้อปล่อยขายเมื่อราคาใด สร้างความร่ำรวยบนหลังคนที่ไม่รู้เท่าทันเกมเล่ห์เหลี่ยมขุดหลุมพรางดักล่อไว้ล่วงหน้า
นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวโขนของคราบนักบุญคนบาป หากินบนไม่ความไม่รู้เท่าทันของคนที่อยากรวยเร็ว เอากันชัดคือพวกนักเล่นหุ้นรายย่อยหรือพวกแมลงเม่าบินเข้ากองไฟทั้งหลายแหล่...ตายสนิทเจ๊งสนิท
หลายสิบบริษัทที่จดทะเบียนมีชื่อนักวิชาการชื่อดัง ถูกจับมานั่งเป็นประธานกรรมการบริหาร อาทิ เช่น นายชัยอนันต์ สมุทวณิช หัวโด่หัวเด่ สุดท้ายบริษัทหลายสิบประสบภาวะขาดทุนหนี้เสียหนี้เน่าถูกแหวน พูดเข้าใจภาษาชาวบ้านล้มละลาย ตามศัพท์คนทำงานตลาดหลักทรัพย์พักไว้ อยู่ในระหว่างฟื้นฟูกิจการ ฟังดูดีมาก พูดเข้าใจกว่านี้คือปิดกิจการบริษัทเจ๊งตรงตัวที่สุด
วิถีคราบนักบุญคนบาป ความชาญฉลาดมากครั้ง มันฆ่าตัวเองตายทั้งเป็น ออกโรงชนสงครามแย่งชิง ‘ความจงรักภักดี ' ไม่พอเพียงสําหรับนายสนธิ ลิ้มทองกุล เสียแล้ว ผูกเรื่องเก่งโยงเรื่องเป็น งัดไม้ตายออกมาสู้ชนิดที่คนตามท้องเรื่องไม่ทันพาลเคลิ้มหลงไหล ต่อไม่ติดหลงเชื่อถอนตัวไม่ขึ้น แค่ราคาคุยข่มคน ‘ ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง ' ตัวตนที่แท้จริงคือลัทธิบูชาชัยชนะ
ลูกน้องนายสนธิเริ่มแรก เคยคุยเล่าว่ารางวัลที่สนธิแจกให้นั้นต้องแลกเหมือนหมาไล่งับเศษเนื้อจริงถึงจะได้ การแข่งขันว่ายน้ำใครเข้าเส้นชัย เงินล่อจะนำมาวางขอบสระใครชนะหยิบไป ...คราบนักบุญคนบาปชื่อสนธิ ลิ้ม...ถุย...ทุเรศสิ้นดี...เศษเงินกว่าจะได้...เลวระยำหมาหางด้วน
เจ้าลัทธิสนธิ ชอบใช้เงินที่ใหญ่กว่าฟัดหัวคนอ่อนด้อยแม้แต่ใต้สะดือ ยังจัดลำดับช่วงล่างช่วงบน โชค์อัพสปริงดึ๋งดั้งชนิดร้ายกาจ...กว่าเงินจะหลุดมือได้ เหนียวเรียกพี่... สนธิสุขนิยมกู้ชาติ (หน้า) ตอนบ่ายต้องบอกตามตรง กระแสคนไม่เอาลัทธิสนธิบูชาชัยชนะ มันไปไกล กู่ไม่กลับ
พฤติกรรมออฟเด็กสัดส่วนอัตราส่วนเด็กมหาวิทยาลัยที่เรียกมาใช้บริการต้องผ่านทั้งสเปคสวยระดับไหน สาวใดชเลียร์..เก่งขั้นต่ำ 2-5 หมื่นต่อครั้ง อู้ฟู่...อ็วกแตก นี่แค่หนังตัวอย่าง ซ้อเจ็ดไม่เอาคนใกล้ตัวจัดหาเด็ก ให้สนธิฟันมาแฉสดออกอากาศ astv บ้างเชียวหรือ หมามันหางด้วนแล้วเอาหน่อยเถอะ ข่าวเขียนเช็คให้ดาราคนหนึ่งไปเติมจำนวนเงินเอาเอง ปัจจุบันดาราสาวผู้นี้เป็นเมียนักการเมืองพรรคป. ข่าวล่ามาช้ายังแอบเสื้ยงเด็กดาราช่อง 8-1 อยู่อีกคน สะเด็ดน้ำสะดิตี๋...สนธิลัทธิบูชาชัยชนะ
น้ำพักน้ำแรงเงินเดือนพนักงานนักข่าวตัวเองแท้ๆ ลอยตัวพูดโย้ไปเย้มา...ลูกเล่นพูดให้สงสาร แล้วก็เดินจากไป ไม่มีคำตอบว่าจะจ่ายหรือไม่จ่าย ทิ้งปริศนาหน้าตาเฉย เดินสายสร้างค่าตัว ละเมอเพ้อพกกู้ชาติ โดยใคร เพื่อใคร ของใคร วันนี้ประชาชนบอยคอตไม่เอาแล้ว...รู้เอาไว้ซะด้วย
กระชากหน้ากากสนธิ ลัทธิบูชาชัยชนะใครว่าเอาเรื่องใกล้ตัวเรื่องตู้เตียงหมอนมุ้งใส่ความ...จุดนี่คือสนธิที่คุณไม่รู้จักดีพอจวนตัว...นั่งขี่คอกะ..ทิ่มปาก
ไม่หยุดถาม...สนธิ...ช่วยตอบที
1. สนธิ ลิ้มทองกุล ช่วยตอบทีว่า ตัวตนที่แท้จริงอาศัยคราบสื่อหากินใช่หรือไม่ใช่
2. สนธิ ลิ้มทองกุล ช่วยตอบทีว่า มีจิตกุศลสาธารณะเอาเงินทุ่มซื้ออุปกรณ์ราคาแพงลิบลิ่ว เงินเหล่านั้นกำรี้กำไร จากวิชาชีพสื่อหรือประกอบกิจการธุรกิจประเภทใด โดยสุจริตจริงหรือไหมไม่จริง
3. สนธิ ลิ้มทองกุล ช่วยตอบทีว่า เอาเงินฟาดหัวนักการเมืองพรรคมาแล้วกี่พรรค จำนวนเท่าไหร่แล้ว
4. สนธิ ลิ้มทองกุล ช่วยตอบทีว่า รีดนาทาเร้นอดีตนายกฯทักษิณ กอบกู้หนี้สินกี่รอบ สถานที่ใด ครั้งละเท่าไหร่
5. สนธิ ลิ้มทองกุล ช่วยตอบทีว่า เล่นแร่แปรธาตุจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำนวนเท่าไหร่ แหกตาปั่นหุ้นฟอกหุ้น ปิดกิจการบริษัทกี่แห่ง
6. สนธิ ลิ้มทองกุล ช่วยตอบทีว่า ตนเองเป็นสื่อแท้-สื่อเทียมของแท้
7. สนธิ ลิ้มทองกุล ช่วยตอบทีว่า กู้ชาติพ้นภัย เที่ยวนี้กู้ให้ใคร
8. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ช่วยตอบทีว่า กล้าหาญตรวจสอบพฤติกรรมว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล มีอาการโรคจรรยาบรรณ จริยธรรม คุณธรรมขัดต่อสถานะภาพวิชาชีพสื่อพึงจะมี...วินิจฉัยโรคสื่อแท้-สื่อเทียมของแท้ อย่าปล่อยครึ่งๆกลางๆ สถาบันจะถูกไม่ไว้วางใจ หลักความเสื่อม กฎเกณฑ์สองมาตรฐานหนักข้อขึ้นทุกวันว่าไม่กล้าเอาคนผิดมาลงโทษ ขับออก ไล่ออก ต้องไม่มีข้อยกเว้นอื่นเหมือนกับอาชีพอื่นจรรยาบรรณวิชาชีพกำกับ กำหนดบทลงโทษฐานความผิดชัดเจน
ไหนๆกวาดบ้านนักการเมือง นักโกงบ้านกินเมือง กลับลองเช็คถูกวาดบ้านตัวเองสะอาดสะอ้านเสียก่อน คนทำสื่อต้องอย่าทำตัวเป็นจิ้งจกเต็มกำแพงเสียเอง ควรภาคภูมิใจความเป็นฐานดรที่สี่ หากไม่จรรโลงความเป็นสื่อที่ดีมืออาชีพครบถ้วนได้แล้ว จัดการเอาชื่อป้ายอักษรตัวสุดท้ายที่มาที่ตั้ง ‘สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ' ต้องเอาแห่งประเทศไทยตัดทิ้งเสียดีกว่า คือประชาชนคนไทย 64-65 ล้านคน คือเจ้าของประเทศ
ตอบไม่ตอบไม่ใช่หน้าที่ที่ผมต้องทราบอยู่คนเดียว คนรักชาติแท้ที่จริง เขาไม่ประกาศสงครามแย่งชิง ‘ ความจงรักภักดี ' เข้าพกเข้าห่อท่าเดียว ฉายาคราบนักบุญคนบาป - สนธิสั่งจองแล้ว เติมช่องว่าง สนธิ...ลัทธิบูชาชัยชนะ...จบข่าว
รมต.ประจำสำนักฯ ระบุบอร์ด อสมท ต้องพิจารณาตน กรณีบริหารขาดทุนครั้งแรกในรอบ 7 ปี
นายกรัฐมนตรีเยือนอินโดนีเซีย
นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการที่ทั้งสองประเทศจะร่วมมือผลักดันการค้าการลงทุนเพื่อเสริมสร้างการพึ่งพาทางเศรษฐกิจระหว่างกันให้มากขึ้น ติดตามได้จากรายงาน
ชมรายละเอียด โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-26 20:47:02








