WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 28, 2008

‘เปรม' ร้อนตัว!ปัดอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ให้สัมภาษณ์ ภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการ "สานใจไทยสู่ใจใต้" รุ่นที่ 8 ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดี ถึงกรณีที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ไม่ขอตอบ เพราะมีความรู้ในเรื่องนี้น้อยมาก ส่วนที่ผ่านมาหลายคนเป็นห่วง ว่าพล.อ.เปรม หายไปไหน พล.อ.เปรม กล่าวว่า ไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ทุกวัน แต่อยู่เงียบ ๆ ตามปกติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ที่การเมืองเปลี่ยนขั้ว และอาจเกิดผลกระทบต่อตัวเอง เพราะถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร พล.อ.เปรม กล่าวว่า "พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่ได้ไปทำอะไร" เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหารใช่หรือไม่ พล.อ.เปรม กล่าวว่า ผู้สื่อข่าวน่าจะรู้ดีว่า ตนไม่เกี่ยวข้อง ทุกคนต้องรู้อย่างนั้น ว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้อง
"ผมไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง หรือเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง" พล.อ.เปรม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ว่าคนจะเข้าใจผิด และถูกเช็คบิลภายหลัง พล.อ.เปรม ได้แต่ยิ้ม ไม่ตอบคำถาม จากนั้นก็ไม่ยอมตอบคำถามอื่น ๆ ของผู้สื่อข่าวอีก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

จาก hi-thaksin

เผด็จการที่เพิ่งเผยตัวตน

สงสารคนไทยจริงๆ ...สงสารทั้งที่ผมเองก็เป็นคนไทย...แต่ก็เชื่อว่ายังมีคนไทยบางกลุ่มบางพวก ที่มองความสงสารอย่างที่ผมจะกล่าวไม่ออก หรืออาจอนุมานได้เลยว่า ไม่เคยมีความสงสารใดๆ เกิดขึ้นเลยในมโนสำนึกเสียด้วยซ้ำในกลุ่มคนพวกนี้...!!!

ที่เชื่อเช่นนั้นเพราะว่า พฤติกรรมที่แสดงออกมาให้เห็น สะท้อนอย่างชัดเจนว่า กลุ่มคนที่ขาดมโนสำนึกที่กล่าวเหล่านี้ รู้พอ..

รู้พอที่ว่า...เหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ขณะนี้ จะถึงทางตัน ส่อไปถึงขั้นรุนแรงได้ในท้ายสุด หากพวกเขาจะดึงดัน จะดันทุรัง ไปสู่เป้าหมายในสิ่งที่ตัวเองเพียงต้องการเท่านั้น

ไม่สน... ไม่อยู่ในความรับผิดชอบใดๆ แม้บ้านเมืองจะเสียหายอย่างมหาศาล... แม้สังคมจะปั่นป่วน และแม้มันจะทำให้บ้านเมืองถอยหลังไม่ทันนานาประเทศอื่นๆ ก็ตาม

หรือแม้แต่จะทำให้คนไทยอาจต้องออกมาฆ่ากันเองก็ตาม เพราะพวกเขาเหล่านั้น มั่นใจว่า ตัวเองและพวกพ้องเครือญาติไม่ลำบาก

ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นชัดก็คือ บรรดาคณะนายทหารที่ลุแก่อำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ใช้กองกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ประชาชนยอมเสียภาษีให้ไว้ป้องกันประเทศ ออกมาข่มขืนใจประชาชน ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เป็นกติกาที่ทุกภาคส่วนของสังคมไทยยอมรับทิ้ง และยังถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายบ้านเมืองอย่างสูงสุด

แต่วันนี้ พวกเขาเหล่านั้นหาทุกข์ร้อน... เดือดร้อน อย่างใดไม่ มิพักต้องพูดถึงโทษทัณฑ์ที่ต้องรับจากการกระทำผิดอย่างใหญ่หลวงต่อบ้านเมืองแต่อย่างใดเลย เพราะอาจกลายเป็นเป็นเรื่องชวนหัวเราะไปอย่างง่ายดายสำหรับคนเหล่านี้

และนั่นก็คือพฤติกรรมของบรรดาเหล่าผู้นำทหารไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่า หาญกล้ากระทำการปฏิวัติรัฐประหารเรื่อยมาอย่างต่อเนื่องตลอด 75 ปี นับแต่ 2475 ที่องค์พระบาทสมเด็จปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงยอมสละพระราชอำนาจให้กับปวงชนชาวไทย

กล่าวได้ว่า ประชาชนคนไทย รุ่นแล้วรุ่นเล่า ต้องต่อสู้กับเผด็จการทหารมาอย่างยาวนาน ถือเป็นปฏิปักษ์ที่เด่นชัด เพราะฝ่ายหนึ่งใช้แนวทางสันติ แต่อีกฝ่ายใช้แนวทางเผด็จการทางทหาร

จึงคิดง่าย ทำง่าย เพราะมีอาวุธอยู่ในมือ มีกองกำลังอยู่ในคำสั่ง...!!!

แต่กระนั้นก็ตาม กาลเวลาของการต่อสู้ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยกับผู้นำทางทหารที่เป็นเผด็จการ ได้สอนให้แต่ละฝ่ายเรียนรู้มาอย่างต่อเนื่อง...???

เพราะเมื่อใดมีกลุ่มนายทหารแสดงตน ใช้อำนาจบาตรใหญ่ยึดครองประเทศด้วยกำลังอาวุธ ก็มักจะมีทหารที่ยังรักประชาธิปไตยออกมาร่วมต่อสู้ ออกมาร่วมคัดค้านกับประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะประชาธิปไตย ไม่ได้สงผลดีเฉพาะแต่ประชาชนที่ไม่อยู่ในเครื่องแบบเท่านั้น แต่องค์รวมของประชาธิปไตย สามารถแผ่ขยายไปได้อย่างไม่สิ้นสุดในทุกกลุ่มสังคม

ไปถึงอย่างบริสุทธิ์... ไปถึงอย่างไม่ต้องปิดบัง... ไปถึงยังพ่อแม่พี่น้องของเหล่าทหารหาญที่ได้ประโยชน์ไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย จึงไม่ผิดหากจะบอกว่า วันนี้ ทหารไทย รับรู้ดีว่าบ้านเมืองต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย...

แต่เพราะคำสั่งที่ต้องเป็นไปย่างเคร่งครัดตามวินัยของทหาร ทั้งหมดจึงเป็นการฉวยโอกาสของผู้นำทหารที่เป็นเผด็จการ นำมาใช้อย่างเสียหาย นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของคนเพียงไม่กี่คน ที่มีโอกาสแล้ว สังคมไทยน่าจะนำเรื่องนี้หยิบยกขึ้นมาทำให้เกิดความกระจ่างต่อการรับคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้เสียที

แต่ถึงวันนี้ ... คาบเวลานี้ คนไทยยิ่งน่าสงสารทวีคูณขึ้นไปอีก น่าสงสารเมื่อมองเห็นว่า ขวากหนามที่ต้องฝ่าฟันในวันนี้ มีเผด็จการที่ใช้อำนาจกดหัวคนไทยอยู่ถึง 2 พวก...???

พวกหนึ่งคือเผด็จการในเครื่องแบบทหาร อีกพวกเพิ่งโผล่ เพิ่งสำแดงตัวออกมาให้เห็น และดูจะเป็นพวกที่เรียกตัวเองว่า "ใช้อำนาจเพื่อความยุติธรรม"

การดาหน้าออกมาขานรับแผนกำจัดประชาธิปไตยของกลุ่มตุลาการ กลุ่มผู้พิพากษา ที่ใช้เกียรติและอำนาจที่ประชาชนไว้วางใจมอบให้ กลับมากดหัวคนไทย จึงกลายเป็นการต่อสู้ที่เพิ่งเริ่มขึ้นใหม่ กับกลุ่มเผด็จการที่แฝงเร้นซ้อนกายมาอย่างยาวนานเบื้องหลังเสื้อครุย

วันนี้ สังคมไทยจึงไม่เพียงต้องต่อสู้กับเผด็จการที่ใช้กำลังอาวุธเท่านั้น แต่ยังต้องต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบกับผู้ใช้อำนาจทางกฎหมายอีกด้วย

กฎหมายที่พร้อมจะสามารถถูกตะแบง ถูกตีความไปอย่างข้างๆ คูๆ เพื่อเอาผิดกับคนที่ไม่เห็นด้วย กฎหมายที่อาจใช้ปิดปากไม่ให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้...!!!

วันนี้ จึงมองเห็นภาระอันหนักอึ้งของประชาชนคนไทยที่ต้องออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพราะรอบกายมองไปก็เห็นแต่หลุมดำของอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ทั้งอำนาจอาวุธ ทั้งอำนาจทางกฎหมาย

แล้วจะไม่ให้สงสารตัวเอง... สงสารคนไทย... สงสารสังคมไทยมากขึ้นกว่าเดิม ได้อย่างไร...???

แต่กระนั้นก็ตาม ทุกอย่างต้องแปรเปลี่ยนให้เป็นพลัง เพราะความอยุติธรรมย่อมพ่ายแพ้ต่อความยุติธรรม และความไม่ถูกต้อง ไม่สามารถแปลเปลี่ยนเป็นความถูกต้องได้

วันนี้จึงขออัญเชิญพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 7 มาเผยแพร่ให้กลุ่มบุคคลใดที่คิดทำลายประชาชนได้ตระหนักให้ดีอีกครั้ง

"ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฏรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฏร์"

โดย : พร ภัทร


Thursday, March 27, 2008

กกต.เตรียมนำคดียุบพรรค ชท.-มฌ.พิจารณา 2 เม.ย.

สำนักงาน กกต. 27 มี.ค. - “สุเมธ อุปนิสากร” เผยจะนำคดียุบพรรคชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย เข้าที่ประชุม กกต. 2 เม.ย.นี้ คาดคงไม่ได้ข้อสรุป เพราะอาจมี กกต.บางคนนำเรื่องกลับไปพิจารณาก่อนลงมติ

นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวถึงกรณีที่คณะที่ปรึกษากฎหมายชงเรื่องให้ กกต.ส่งกรณีที่กรรมการบริหารพรรคกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ว่า คงนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม กกต. วันพุธที่ 2 เม.ย.นี้ พร้อมผลสรุปของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่มีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธานฯ และเอกสารที่ พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ส่งมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม มาพิจารณาว่าเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่า กกต.คงยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะอาจจะมี กกต.บางคนคงต้องนำเรื่องต่าง ๆ กลับไปดูก่อนที่จะมีการลงมติ

“เรื่องดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นมติเอกฉันท์ เพียงใช้เสียงข้างมาก สามารถส่งให้ตุลาการรัฐธรรมนูญได้แล้ว โดยส่งให้อัยการสูงสุดดำเนินการภายใน 30 วัน หากอัยการสูงสุดเห็นว่าไม่ควรส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมาตั้งคณะกรรมการร่วมกันพิจารณา ถ้ายังเห็นว่าไม่ส่งอีก ท้ายที่สุดก็อยู่ที่นายทะเบียนพรรคการเมืองจะเป็นผู้ตัดสินใจ” นายสุเมธ กล่าว

เมื่อถามว่า คณะกรรมการฯ ทั้ง 2 คณะ มีความเห็นแตกต่างกัน จะทำให้ กกต.ลำบากในการพิจารณาหรือไม่ นายสุเมธ กล่าวว่า ไม่มีอะไรที่ลำบาก เพราะผลสรุปของนายบุญทัน เป็นการแสดงความคิดเห็นด้านข้อเท็จจริง ส่วนของนายสุพล ให้แง่คิดในด้านของข้อกฎหมาย ซึ่งไม่มีปัญหาอะไรที่ขัดกัน แต่ กกต.ก็ต้องดูทั้ง 2 ส่วน ส่วนตัวจะยึดข้อกฎหมายเป็นหลัก. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-27 16:29:45

ชวน ชี้แก้ รธน.ควรดูภาพรวม ไม่ใช่แก้มาตราเดียว แก้ปัญหาเฉพาะหน้า

27 มี.ค. - นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เห็นใจพรรคการเมืองที่ต้องประสบปัญหา แต่ต้องยอมรับความจริง พรรคประชาธิปัตย์ได้กำชับสมาชิกก่อนการเลือกตั้งไม่ให้ทำผิด จึงไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ แต่คนบางกลุ่มไม่กลัว ต้องการเอาชนะ และค่อยมาวิ่งเต้นภายหลัง จึงเป็นผลพวงของกฎหมายโดยตรง ถ้าใครทำผิดก็ต้องยอมรับผิด ถ้าพยายามทำผิดให้เป็นถูก บ้านเมืองจะมีปัญหา

“ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาในอดีต มีปัญหาเรื่องการซื้อเสียง โกงเลือกตั้ง ผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ดังนั้น หากจะมีการแก้ไขในมาตราที่เกี่ยวข้อง จะป้องกันการซื้อเสียง หรือมีมาตรการใดที่ดีกว่านี้จะต้องพิจารณาด้วย แต่เบื้องต้นผมเห็นว่า ควรเคารพกฎหมาย ไม่เช่นนั้นปัญหาบ้านเมืองจะไม่จบ เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายจะต้องหารือร่วมกัน” นายชวน กล่าว

นอกจากนี้ นายชวน ยังเชื่อว่าหากมีการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นจริง ก็จะมีทางออก เพราะรัฐบาลไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร นอกจากเปลี่ยนตัวบุคคล การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรทำในภาพรวม ไม่ใช่แก้เพียงมาตราเดียวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-03-27 15:46:06

กลุ่มมหาประชาชนฯ เลื่อนชุมนุมพรุ่งนี้

27 มี.ค.- นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย แถลงข่าวเลื่อนการชุมนุมของกลุ่มมหาประชาชนฯ จากเดิมที่นัดหมายชุมนุมที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยนายประชา กล่าวถึงเหตุผลการเลื่อนชุมนุม เนื่องจากมีผลสำรวจความเห็นประชาชน ร้อยละ 50 ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือเตรียมการก่อความวุ่นวายในบริเวณพื้นที่สนามหลวง รวมถึงการแสดงความเป็นห่วงของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลุ่มมหาประชาชนฯ จึงเกรงว่าจะเกิดการเผชิญหน้า โดยอาจตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มพันธมิตรฯ จึงเห็นควรให้เลื่อนการชุมนุมออกไป ยืนยันว่าการเลื่อนการชุมนุมเป็นการดำเนินกิจกรรมส่วนตัว ไม่ได้มีแรงกดดันหรือการขอร้องจากนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด

"เราได้ยินข่าวว่าจะมีการฉวยโอกาส หากเกิดความวุ่นวายหรือการกระทบกระทั่งในการชุมนุม ซึ่งเราประเมินว่าคนจะมากับเราเรือนหมื่น ซึ่ง รร.รัตนโกสินทร์ รับไม่ได้ต้องเคลื่อนมาสนามหลวงแน่ แล้วอาจมีการเผชิญหน้า อาจตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มก่อเหตุหรือมือที่สามได้ แต่ถึงจะเลื่อนไปแต่กิจกรรมทางด้านการข่าวและการติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ จะมีต่อไป รออีก 7 วัน เราจะให้ความชัดเจน รับรองใหญ่กว่านี้อีก" นายประชา กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-27 15:41:13

ชมรมนักกฎหมายหนุนแก้รัฐธรรมนูญ

รัฐสภา 27 มี.ค.- ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ (27 มี.ค.) นายคารม พลทะกลาง ตัวแทนชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน ได้เข้ายื่นหนังสือแสดงความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อนายวิทยา บูรณะศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคพลังประชาชน ผ่านถึงหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยระบุว่ารัฐธรรมนูญ 2550 เป็นผลพวงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อเริ่มใช้รัฐธรรมนูญก็พบว่า เป็นอุปสรรคต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือ ไม่ได้ส่งเสริมพรรคการเมือง ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมือง โดยมีบทบัญญัติให้ยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย

นอกจากนี้ ยังให้บุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีบทบาทในการทำหน้าที่ตรวจสอบผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น ในฐานะนักกฎหมายและประชาชนจึงเสนอให้หัวหน้าพรรคสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยขอให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 มาเป็นแม่แบบในการแก้ไข.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-27 15:20:30

ส.ส.อีสาน พปช.ค้านเร่งแก้ รธน.ตอนนี้

รัฐสภา 27 มี.ค. – ส.ส.ขอนแก่น พปช. อ้าง 51 ส.ส.อีสาน ค้านเร่งแก้ไข รธน.ในตอนนี้ ระบุยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะถึงวันพิจารณายุบพรรค ควรรอดูผลคดียุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยก่อน เสนอให้ระดมทีม กม. ช่วยคดี “ยงยุทธ” ที่จะนำไปสู่การยุบพรรคดีกว่า

นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมพรรคได้พิจารณาถึงเรื่องการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า สมาชิกพรรคมีความเห็นแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งต้องการให้แก้ไข และอีกส่วนไม่ต้องการให้แก้ไข และจากการหารือ ส.ส.อีสาน ในพรรคพลังประชาชนประมาณ 51 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ใหม่ เห็นว่าไม่ควรเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเชื่อว่ายังไม่ใช่เวลาที่จะมีการยุบพรรคในเวลานี้ แต่ควรพิจารณาเรื่องสาเหตุที่จะนำไปสู่การยุบพรรค คือ คดีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ที่ศาลรับคำร้องกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้ใบแดงนายยงยุทธ ซึ่งทีมกฎหมายของพรรคควรช่วยกันดูแลเรื่องนี้ อย่าเพิ่งไปวิตก เพราะอาจไม่ถึงขั้นยุบพรรค แต่ต้องดูว่า กกต.จะเอาอะไรมาเล่นงาน เพื่อหาทางยุบพรรค ซึ่งยังใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีการพิจารณายุบพรรค รวมทั้งจะต้องรอดูผลคดียุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยด้วย

นายปัญญา กล่าวด้วยว่า จนถึงวันนี้ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นด้วยที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะยังพอใจที่เห็น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาต่อสู้คดี แก้ข้อกล่าวหา และพอใจการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล แม้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะบอกว่าเป็นรัฐบาลขี้เหร่ แต่ทุกคนให้โอกาสทำงาน

“วันนี้ราคาข้าวเปลือกก็ดีขึ้น ซึ่งถูกใจชาวบ้าน และยังมีการอัดฉีดงบเอสเอ็มแอลลงไปอีก จึงไม่อยากให้เร่งรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ คดียุบพรรคหากเกิดจริง ส.ส.ก็ยังอยู่ แต่ต้องหาพรรคสังกัดใหม่ เท่าที่ดูคนที่เคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่อยู่ในกรรมการบริหารพรรค เราไม่อยากให้วิตกเกินไป เพราะมีมติให้ไปศึกษาว่า จะแก้ไขมาตราใดบ้าง ยังไม่ใช่มีมติให้แก้ไข ซึ่งวันนี้ถูกมองว่าฝ่ายการเมืองแก้เพื่อตัวเอง หนียุบพรรค ดังนั้นหากจะทำอะไร ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ และควรสนใจต่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ปัญหาปากท้องของประชาชนมากกว่า” นายปัญญา กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-27 15:05:38

‘ยุบพรรค’ ในสายตานักการเมือง และความกังวลของนักกฎหมาย

กระแสการยุบพรรคการเมือง เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลใจของหลายฝ่าย ที่เชื่อว่าเป็นเรื่องของพวกจ้องล้มรัฐบาล ที่มีเครือข่ายโยงใยเป็นขบวนการ มีพฤติกรรมสอดรับกับอีกหลายเรื่องราวในการบ่อนทำลายประชาธิปไตย และทำลายระบอบการเมืองที่มาจากเสียงของประชาชน

ในปีกของพรรคชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรค มีความเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันว่า เป็นความบกพร่องหรือเป็นหลุมพรางของรัฐธรรมนูญ ที่จำเป็นจะต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

เพราะเป็นการจงใจที่ทำให้การยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นได้ง่ายเกินไป

เช่นเดียวกับพรรคพลังประชาชน ที่แม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นตอนการพิจารณายุบพรรคเหมือนอย่างชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย แต่ก็แท้ที่จริงแล้วอาจจะเป็นเป้าหมายหลัก หากพิจารณาถึงความพยายามในการสกัดกั้นหรือจ้องทำลายกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนสมัครรับเลือกตั้ง มาจนถึงการจัดตั้งรัฐบาล และต่อมาจนถึงทุกวันนี้

ซึ่งบรรดาสมาชิกพรรคพลังประชาชน ไล่เรียงมาตั้งแต่หัวหน้าพรรค อย่างนายสมัคร สุนทรเวช ก็เห็นไม่แตกต่างกันว่าเป็นเรื่องของ “มือที่มองไม่เห็น” หรืออาจจะเสริมด้วยนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ว่าอาจจะหมายถึง “เท้าที่มองไม่เห็นด้วย” เหมือนเป็นพวกที่มือไม่พายแต่กลับเอาเท้าราน้ำ

นอกจากนี้ประเด็นของการยุบพรรคดังกล่าว ก็ยังเป็นที่ห่วงใยของภาคประชาชน และชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ที่ไม่อยากเห็นการสะดุดหรือการชะงักงันทางการเมือง เพราะเศรษฐกิจของชาติทุกวันนี้ก็แย่เต็มทีอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับนักกฎหมาย ที่มีการแสดงความเป็นห่วงอย่างกว้างขวาง เหมือนอย่างคณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อย่าง รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล และ อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร ที่ได้ร่วมกันแสดงความคิดความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ

โดยเฉพาะการแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 297 เพื่อยุบพรรคการเมือง เพราะเท่ากับความผิดของบุคคลคนเดียวนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวนมากซึ่งไม่ได้ทำผิด เป็นการขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล

ทั้งยังมองว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับการตีความรัฐธรรมนูญซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และอาจก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองตามมา โดยฉพาะมาตรา 237 ที่บัญญัติไว้ให้เกิดการยุบพรรคการเมืองอย่างง่ายดาย

อีกทั้งยังมองว่าพรรคการเมืองนับเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญที่สุดสถาบันหนึ่งในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน การรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นเสรีภาพอันจะขาดเสียมิได้ ตามหลักกฎหมายที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปในนานาอารยะประเทศ

เพราะฉะนั้นการยุบพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเหตุอันจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือเป็นกรณีที่เห็นได้ว่าพรรคการเมืองนั้นไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปแล้วเท่านั้น

เพราะการยุบพรรคการเมืองนอกจากจะทำลายสถาบันทางการเมืองลงแล้วยังมีผลเป็นการทำลายเสรีภาพในการรวมตัวกันเพื่อสร้างเจตจำนงทางการเมืองของราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอีกด้วย

ดังัน้นหากพิจารณาจากถ้อยคำที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญประกอบกับความเห็นของอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบางท่านแล้ว กรณีอาจเปนไปได้ว่าเมื่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองคนหนึ่งกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแล้ว รัฐธรรมนูญให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

เท่ากับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองนั้น และเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

กรณีนี้เป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจสั่งยกเลิกการกระทำได้ เพราะการกระทำได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ย่อมจะต้องวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองนั้น และต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นทุกคนเป็นเวลาห้าปี

การตีความกฎหมายในลักษณะเช่นนี้จึงดูเหมือนจะเป็นความเข้าใจในหมู่ของบุคคลที่มีบทบาทชี้นำสังคม ทั้งที่เป็นนักวิชาการและอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องหรือไม่

นอกจากนี้ ในทางนิติศาสตร์ การใช้และการตีความกฎหมายไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การอ่านถ้อยคำของกฎหมายหรือการสอบถามความเห็นของผู้ร่างกฎหมาย แล้วให้ความหมายของบทกฎหมายนั้นตามถ้อยคำหรือตามความต้องการของผู้ร่างกฎหมายเท่านั้น

ถึงแม้ว่าถ้อยคำของบทกฎหมายจะเป็นปฐมบทของการตีความกฎหมายทุกครั้ง แต่การตีความกฎหมายก็ไม่ใช่การยอมตนตกเป็นทาสของถ้อยคำ ถึงแม้ว่าความเห็นของผู้ร่างกฎหมายจะเป็นสิ่งที่ต้องนำมาคำนึงประกอบในการค้นหาความหมายของบทกฎหมาย แต่ความเห็นของผู้ร่างกฎหมายก็ไม่ใช่เครื่องชี้ขาดความหมายของบทกฎหมายบทนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ร่างกฎหมายได้ร่างกฎหมายขัดแย้งกันเองในกฎหมายฉบับเดียวกัน

และเมื่อดูเฉพาะการตีความกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกับการยุบพรรคการเมืองที่กล่าวมาข้างต้น หากตีความตามถ้อยคำหรือตีความตามความประสงค์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน ก็เท่ากับว่าการกระทำความผิดของบุคคลเพียงคนเดียวย่อมนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองที่ประกอบไปด้วยสมาชิกพรรคการเมืองจำนวนมากได้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีการยุบพรรคการเมืองแล้ว ก็จะต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งหมด

ถึงแม้บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้มีส่วนผิดในการกระทำนั้น เท่ากับตีความกฎหมายเอาผิดบุคคลซึ่งไม่ได้กระทำความผิดซึ่งขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ประเด็นที่ผู้สนับสนุนการตีความกฎหมายเอาผิดกับกรรมการบริหารพรรคการเมืองทุกคนและการให้ยุบพรรคการเมือง แม้กรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นเพียงคนเดียวเป็นผู้กระทำความผิดอาจหยิบยกขึ้นอ้างก็คือ รัฐธรรมนูญบัญญัติ “ให้ถือว่า” พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

คำว่า “ให้ถือว่า” เท่ากับไม่เปิดช่องให้ผู้ใช้กฎหมายสามารถตีความกฎหมายเป็นอย่างอื่นได้ และเท่ากับผู้ร่างกฎหมายทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเองแล้ว

เมื่อผู้ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นโดยฝ่าฝืนกับหลักเหตุผลเช่นนี้ ในการตีความรัฐธรรมนูญตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ตีความจึงต้องตีความกฎหมายไปในทางแก้ไขให้สอดรับกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญนั้นมีทั้งบทบัญญัติที่เป็นคุณค่าพื้นฐานและบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียด บทบัญญัติที่เป็นหลักการสำคัญที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญย่อมได้แก่ หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและหลักราชอาณาจักรที่เป็นรัฐเดี่ยว ซึ่งรัฐธรรมนูญเองก็ได้รับรองไว้ในมาตรา 291 ห้ามมิให้เสนอญัตติขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญได้ยกคุณค่าของเรื่องดังกล่าวนี้ให้สูงกว่าบทบัญญัติอื่นๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ในมาตรา 3 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้บัญญัติให้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม และบทบัญญัติในมาตรา 29 ก็บัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ การจำกัดตัดทอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญของสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

เมื่อพิเคราะห์หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ หากพิจารณาแต่เฉพาะถ้อยคำย่อมขัดกับคุณค่าพื้นฐานในตัวรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งหมายความว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตามหลักการที่ตนเองได้ประกาศไว้ เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ไม่ได้รู้เห็นกับการกระทำความผิด จะถือว่าเป็นการกระทำตามหลักนิติธรรมไม่ได้

ในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคผู้หนึ่งกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งแล้วถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยที่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วย ย่อมถือไม่ได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของพรรคการเมืองนั้น

นอกเหนือจากเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว หากพิจารณากรณีที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งซึ่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วจะตีความกฎหมายให้ดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้นโดยอัตโนมัติ ผลในทางกฎหมายก็เสมือนกับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นผู้มีอำนาจยุบพรรคการเมืองนั้นเองในทางความเป็นจริง เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยศาลฎีกาได้ตีความรับรองไว้ว่าการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุดไม่อาจถูกตรวจสอบได้

หากยึดติดกับถ้อยคำตามกฎหมายแล้ว เมื่อมีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กลไกการยุบพรรคการเมืองจะตามมาทันที และหากไม่ตีความรัฐธรรมนูญตามที่กล่าวมาแล้ว แม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญเองก็อาจจะไม่มีดุลพินิจที่จะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้

ที่สำคัญกลไกทางกฎหมายที่ได้รับการออกแบบไว้โดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แม้ว่าอาจจะเกิดจากความหวังดีของผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะขจัดการทุจริตการเลือกตั้ง แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดและรุนแรงเกินสมควรกว่าเหตุ

การดำเนินการกับผู้ทุจริตการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ แต่ต้องดำเนินการกับบุคคลนั้น ไม่ใช่กับพรรคการเมืองหรือบุคคลอื่นที่ไม่ได้กระทำความผิดด้วย

นอกจากนี้นักกฎหมายยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นผลจากการทำรัฐประหาร บุคคลที่เข้าไปมีส่วนยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นแม้บางท่านจะมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง แต่จากวิกฤติการเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ.2549 เป็นต้นมา ทำให้บุคคลเหล่านั้นกลายเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักการที่ควรจะเป็นหลายมาตรา ดังนั้นการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ไม่ว่าจะบางส่วนหรือทั้งฉบับจึงเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำโดยเร็ว

นอกจากนี้กลุ่มนักกฎหมายยังได้เรียกร้องให้บรรดาพรรคการเมืองทุกพรรคร่วมมือกันในอันที่จะดำเนินการแก้ไขกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองให้เป็นไปตามหลักกฎหมายที่นานาอารยะประเทศนับถือ และไม่ควรจะจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียว

ยิ่งไปกว่านั้นขอยืนยันว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยที่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง การกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการออกเสียงประชามติ จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไขนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่จงใจละเลยบริบทของการออกเสียงประชามติที่ประชาชนจำนวนมากถูกบีบบังคับโดยเทคนิคทางกฎหมายให้ต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน

เป็นการทำไปเพื่อให้ประเทศพ้นจากสภาวะของรัฐบาลที่เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจ และละเลยข้อเท็จจริงที่ว่ามีประชาชนออกเสียงไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้กว่าสิบล้านเสียง

ย้อนรอยรัฐธรรมนูญ 50 (2) : ก็เคยสัญญา...

ไม่ใช่เพียงนักวิชาการหรือนักกฎหมายหรอก ที่รู้และเข้าใจทะลุปรุโปร่งว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกร่างขึ้นมาเพื่อให้คุณให้โทษแก่ใคร

แต่เป้าหมายพิฆาตสำคัญ คือ “นักการเมือง” ก็ยิ่งต้องรู้ และต้องเป็นมากกว่าคนที่รู้ดี

นั่นคือ นอกจากรู้แล้วก็ต้องรู้ต่อไปด้วยว่า มันจะทำลายระบบพรรคการเมือง ทำลายระบบตัวแทน ทำลายสิทธิเสียงประชาชนคนไทย และทำลายประเทศชาติอย่างไรบ้าง

เมื่อรู้แล้วก็ต้องเกิดปฏิกิริยา และต้องตอบประชาชนและสังคมได้ด้วยว่าจะเอาอย่างไร

ที่ผ่านมา ก่อนการทำประชามติครั้งประวัติศาสตร์ รับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 50 มี “พรรคพลังประชาชน” เป็นหัวหอกสำคัญของฝ่ายนักการเมืองในการออกมาประกาศจุดยืนแบบไม่มีกั๊กว่า “ไม่รับ” รัฐธรรมนูญฉบับนี้

ก็จะให้รับได้อย่างไร ในเมื่อคนที่ร่างมันขึ้นมา ทั้งที่อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง ก็คือคนที่ให้ ส.ส. ส่วนหนึ่งต้องระเห็จมาอยู่พรรคพลังประชาชนในตอนนั้นนั่นแหละ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเสียงส่วนใหญ่ออกมาว่า “รับ” อย่างเฉียดฉิว พรรคพลังประชาชนก็ยังไม่รอช้า เดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่พร้อมกับประกาศชัดเจนยิ่งขึ้นเป็นคำรบสอง

“หากได้เป็นรัฐบาล จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน!”

เป็นความกล้าหาญอย่างมากที่กล้าวัดใจกับประชาชน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าประชาชนส่วนใหญ่เพิ่งไป “รับ” กันมาหมาดๆ

แต่เมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าอะไรเป็นอะไร ก็ต้องวัดใจกับข้อเท็จจริง

ข้อเท็จจริงที่ว่า คือ เมื่อเป็นรัฐธรรมนูญจากเผด็จการทหาร ก็ต้องแก้ไข

แม้ทั้งฉบับจะผ่านประชามติมาได้ แต่ก็เชื่อว่าเป็นผลมาจากสถานะความได้เปรียบของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ใช้อำนาจรัฐทุกกระบวนท่าเท่าที่มีในเวลานั้นมาผลักดันให้ผ่านเสียมากกว่า

และอีกส่วนก็คือ อารมณ์เหนื่อยล้าของประชาชนที่มีต่อการเมือง และหวังให้การเลือกตั้งมาฉุดดึงออกไปจากสภาวะขณะนั้นโดยเร็ว จึงได้ตัดสินใจ “รับ”

หาใช่เป็นเพราะชื่นชม ชื่นชอบ เนื้อหารัฐธรรมนูญทั้งฉบับแต่อย่างใดไม่

การหาเสียงด้วยการชูประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการวัดใจไปเลยว่า พรรคพลังประชาชนคิดถูกหรือไม่

และการเลือกตั้งก็ให้คำตอบออกมาแล้ว...

คนส่วนใหญ่ก็ยังพร้อมจะเลือกพรรคนี้ แม้คนส่วนใหญ่อีกเช่นกันที่รับร่างรัฐธรรมนูญขณะที่พรรคนี้ไม่รับ

เพราะว่าความเป็นรัฐธรรมนูญที่อยู่แต่ในตัวหนังสือ ไม่ได้ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นได้ แต่พรรคการเมือง นักการเมืองต่างหาก คือกลไกที่จะทำงานกับสิ่งเหล่านี้ โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกรอบและเครื่องมือเท่านั้น

หากเมื่อใดที่รัฐธรรมนูญมีสถานะไม่ต่างจากกรงขัง หรือเครื่องกีดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

และที่สำคัญ ปรับเปลี่ยนไปตามอุดมการณ์ของรัฐบาลนั้นๆ


เปรม ลืม บักใส ตอบสื่อหน้าตาเฉย ไม่เกี่ยวปล้นประชาธิปไตย19ก.ย.

จับตา พล.อ.เปรม เดินสายอีกแล้ว ล่าสุด เพิ่งยอมเอื้อนเอ่ยคุยกับสื่อ ปัดไม่ได้ยุ่งเกี่ยวปล้นประชาธิปไตย 19 ก.ย. สื่อคิดไปเอง สงสัยลืม “บัก สุริยะใส” เคยหย่ามใจให้สัมภาษณ์หลังยึดอำนาจเสร็จใหม่ๆ นั่งบัญชาการเองที่บ้านสี่เสาฯ

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วง 1-2 สัมปาดาห์ที่ผ่านมานี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษอาวุโส เริ่มปรากฎกายออกงานครั้งขึ้น หลังจากหายเงียบไประยะหนึ่ง ดดยล่าสุด พล.อ.เปรม ได้ออกมายืนยันกับนักข่าวว่า ไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมา สื่อคิดกันไปเอง

โดยพล.อ.เปรม ให้สัมภาษณ์ ภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” รุ่นที่ 8 ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดี ถึงกรณีที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ไม่ขอตอบ เพราะมีความรู้ในเรื่องนี้น้อยมาก ส่วนที่ผ่านมาหลายคนเป็นห่วง ว่า พล.อ.เปรม หายไปไหน พล.อ.เปรม กล่าวว่า ไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ทุกวัน แต่อยู่เงียบๆ ตามปกติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ที่การเมืองเปลี่ยนขั้ว และอาจเกิดผลกระทบต่อตัวเอง เพราะถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร พล.อ.เปรม กล่าวว่า “พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่ได้ไปทำอะไร” เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหารใช่หรือไม่ พล.อ.เปรม กล่าวว่า ผู้สื่อข่าวน่าจะรู้ดีว่า ตนไม่เกี่ยวข้อง ทุกคนต้องรู้อย่างนั้น ว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้อง

“ผมไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง หรือเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง” พล.อ.เปรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ว่าคนจะเข้าใจผิด และถูกเช็คบิลภายหลัง พล.อ.เปรม ได้แต่ยิ้ม ไม่ตอบคำถาม จากนั้นก็ไม่ยอมตอบคำถามอื่น ๆ ของผู้สื่อข่าวอีก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการยึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย. 49 ที่ผ่านมานั้น ขัดแย้งกับการให้สัมภาษณ์ของ นายสุริยะใส กตะศิลา หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีส่วนรวมต่อการก่อการครั้งนั้น ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนธันวาคม 2549 โดยตอนหนึ่งผู้สัมภาษณ์ตั้งคำถามต่อนายสุริยะใสว่า มองบทบาทของพลเอกเปรมอย่างไรบ้าง นายสุริยะใส ตอบว่า

“พลเอกเปรม เป็นสัญลักษณ์ของระบอบอำมาตยาธิปไตย จริงๆ ระบอบนี้ไม่ได้หายไปจากสังคมไทย แม้จะมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็ตาม ถ้าเราดูบทบาทของพลเอกเปรม ก็จะเห็นชัด เพียงแต่พื้นที่ของระบอบนี้คับแคบลงในระดับหนึ่ง เพราะการเติบโตของพื้นที่ภาคประชาชนที่มากขึ้น ซึ่งเป็นการท้าทายระบอบนี้โดยตรง ขณะเดียวกันระบอบอำมาตยาธิปไตย ก็ถูกท้าทายจากทุนใหม่ ซึ่งเป็นพลังที่พาคุณทักษิณขึ้นสู่อำนาจ”

“เราอาจจะพูดว่าระบอบศักดินายืมพลังจากประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณหรือทุนใหม่ก็เป็นไปได้ แต่ผมคิดว่าพลเอกเปรม ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของการคงอยู่ของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีพลเอกเปรมแล้วระบอบประชาธิปไตยจะเต็มใบ แต่เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายอำนาจนิยมหรือระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ยังมีพื้นที่ที่แน่นนอนในสังคมการเมืองไทย”

“วันนี้ ก็เห็นโดยพฤตินัยได้อย่างชัดเจนว่า พลเอกเปรม ใช้อำนาจนั้นผ่าน คปค. ท่านนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านสี่เสาฯ และไม่มีใครคิดว่าท่านจะกล้าทำ หรือไม่มีใครคิดตอนที่นั่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ว่า การรัฐประหารครั้งนี้องคมนตรี จะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเปิดเผยขนาดนี้ “