WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 28, 2008

การแก้รัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่รัฐธรรมนูญ ก็คือกฎหมายอย่างหนึ่ง มีผลบังคับใช้เหมือนกับกฎหมายอื่นๆ แต่อาจจะไม่มีบทลงโทษ เป็นโทษจำคุกเหมือนกฎหมายอาญา

เพราะฉะนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายอย่างหนึ่ง การแก้ไขเพิ่มเติมจึงเป็นเรื่องที่จะกระทำได้ เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ของประเทศไทยในขณะนั้นๆ หากรัฐธรรมนูญเมื่อมีผลบังคับใช้ไป แต่ไปขัดกับหลักการปกครองของประเทศ ไปขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่สำคัญเข้า ยิ่งจะต้องแก้ไขให้เร็วขึ้น

ข่าวการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงเป็นข่าวคราวที่น่าสนใจ

การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ ยิ่งจะต้องแก้ไขให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก
เผด็จการร่างรัฐธรรมนูญให้ฝ่ายประชาธิปไตยใช้ เมื่อฝ่ายประชาธิปไตยเห็นว่ารัฐธรรมนูญของเผด็จการไม่เหมาะสมตรงไหน มีข้อความในบทบัญญัติใดที่ขัดต่อหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย ก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะแก้ไข มีสิทธิจะแก้ไขทุกมาตรา ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นของเผด็จการ เป็นของไม่ดี แล้วจะมัวมานอนกอดของที่ไม่ดีไว้ทำไม

ที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะได้มาจากการรัฐประหาร โดยเฉพาะรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

รัฐบาลชุดปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตามกติกาที่รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดไว้

จึงยิ่งมีสิทธิที่จะแก้ไข หรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้

หากเห็นว่าดี ก็ไม่ต้องแก้ไข ในบทบัญญัติที่เห็นว่าดี แต้ถ้าเห็นว่าไม่ดีบทบัญญัติใด ก็แก้ไขได้อย่างทันท่วงที

การปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชนกับประชาชนไว้ ประเด็นหนึ่งก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะต้องรักษาคำพูดนั้น นั่นก็คือ จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ได้พูดจาปราศรัยไว้

การออกโรงมาคัดค้านของอดีต สสร. ปี 2550 ว่าไม่ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ เพราะเพิ่งเริ่มใช้ ไม่มีเหตุผล และพ้นเวลาที่พวกเขาจะออกมาแสดงความคิดเห็นแล้ว

สสร. ปี 2550 เองนั่นแหละ จะต้องสำนึกบาป ที่ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วประชาชนเขาไม่ยอมรับ เพราะประชาชนไปเลือกพรรคที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเป็นรัฐบาล สภาผู้แทนชุดต่อมา รัฐบาลชุดต่อมา เขาจะคิดอย่างไร สสร. ปี 2550 จึงไม่มีสิทธิ์จะมาคัดค้าน

การที่ สสร. ปี 2550 ได้ทำบาปกรรมไว้กับประเทศ ที่ผลักดันประเทศถอยหลังเข้าคลอง จึงเป็นบาปกรรมที่จะชดใช้ไม่หมดในตลอดชีวิตที่พวกเขาจะมีชิวิตอยู่ในโลกนี้ด้วยซ้ำไป

ประเด็นที่ขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีมากมายในรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่จะต้องแก้ไข

การทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอก็ดี การจะตามล้างตามเช็ดยุบพรรคการเมืองก็ดี การตัดสิทธิทางการเมืองของประชาชนพลเมืองไทยก็ดี ที่มาของ ส.ว. ลากตั้งก็ดี การมีอำนาจมากกว่าอำนาจอื่นของอำนาจตุลการก็ดี บทเฉพาะกาลที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกรัฐประหารก็ดี ระบบการเลือกตั้งที่ล้าหลังเขตใหญ่ก็ดี การที่แต่ละจังหวัดเลือก ส.ว. ได้จังหวัดละคนโดยไม่คำนึงถึงจำนวนประชากรก็ดี

สิ่งเหล่านี้รัฐบาลแก้ไขได้หมด ไม่ต้องไปฟังเสียงของพวก “อำมาตย์” ที่ออกมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกตนอย่างเดียว

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อร่างได้ก็แก้ได้

จะให้อิทธิพลของแนวคิดในรัฐธรรมนูญปี 2550 ของพวกเผด็จการมามีอิทธิพลครอบงำสังคมไทยที่เป็นสังคมประชาธิปไตยใช่ไหม?

เราจะต้องพร้อมกันกำจัดสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย ที่เป็นของเผด็จการออกไปทั้งหมด โดยขยายแนวคิดของฝ่ายประชาธิปไตยไปสู่ประชาชนมากที่สุด และเมื่อมีโอกาสเมื่อไร ก็ต้องรีบทำอย่างเร่งด่วนเมื่อนั้น

จึงขอให้กำลังใจกับทุกฝ่าย ที่จะมีส่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ขับไล่วิญญาณของปีศาจคาบไปป์ออกไปให้เร็วที่สุด ยิ่งเร็วเท่าไร บ้านเมืองก็สูงขึ้นเท่านั้น...

ดร.อดิศร เพียงเกษ



“แดง...แก้ไขรัฐธรรมนูญ”

คุยเรื่องเศร้าๆ ของคนไทยกับอำนาจของตุลาการมาหลายวัน และก็เชื่อว่าคนไทยหลายสิบล้านคนคงมีอารมณ์แบบเดียวกับผม แต่ก็ขอให้นำความเศร้ามาเป็นพลังขับเคลื่อนต่อสู้กับอำนาจเผด็จการต่อไป

ครับ...ที่นำความรู้สึกเศร้าของผมมากล่าว เพียงอยากให้เห็นว่า พวกเรากำลังต่อสู้กับอะไร และกำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไรบ้างเท่านั้น...???

แล้วก็จริงอย่างที่ผมนึกคิด เมื่อครึ้มๆ แวะเวียนเข้าไปที่เว็บไซต์ของเสรีชน www.serichon.com สถานีวิทยุออนไลน์ ที่หาญกล้าออกมาต่อกรกับอำนาจอันไม่ชอบธรรม หลัง 19 กันยายน 2549 ซึ่งเดี๋ยวนี้คงเป็นชุมชนใหญ่ที่คอการเมืองเข้าไปร่วมเสวนา ร่วมรับฟังข้อคิดเห็นทางการเมืองติดลำดับต้นๆ ไปแล้ว

ได้อ่านพบข้อเขียนในคอลัมน์ คุยกันจันทร์ถึงศุกร์ ในหัวเรื่องว่า ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ต้องยกเลิก โดย “คุณปัญญา คนรากหญ้า”

เนื้อหาที่คุณปัญญานำมาเขียน ต้องบอกว่าทำให้ผมหวนนึกไปถึงวันเวลาแห่งการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการในห้วงเวลานั้นเช่นกัน คือ “แดง ไม่รับ” ช่วงรณรงค์ รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งกำกับการร่างขึ้น โดยเผด็จการทหาร คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.

และทั้งหมดที่คุณปัญญาเขียน คือความจริง เพราะผมเองก็เป็นตัวละครที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยคนหนึ่ง...!!!

แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับ คุณปัญญาได้นำอดีตที่ยังผ่านพ้นไปไม่นานนักมาเล่าสู่กันฟัง ทั้งบรรยากาศการร่วมรณรงค์ ความอดทนในการต่อสู้ และลงท้ายด้วยสร้อยเศร้าที่เสียงไม่รับร่างออกมาพ่ายแพ้ไปเพียงไม่มาก ที่ สังคมไทยหรือแม้แต่สังคมโลกก็ทราบดีว่า ประชามติรับร่างที่ผ่านมาได้นั้น มันไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง

ประชาชนถูกบล็อก ถูกสกัดการทำความเข้าใจต่อเงื่อนงำที่มีอยู่ใน กฎหมายโจร ฉบับนี้ ทั้งถูกข่มขู่ ถูกเบี่ยงเบนให้เข้าใจผิดในหลายประเด็น โดยเฉพาะ ขอให้รับร่างไปก่อน แล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง ดีกว่าปล่อยให้เผด็จการครองเมือง หรือหากไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญนี้แล้ว จะไม่มีการเลือกตั้ง

คุณปัญญา เชื่อมโยงอดีตมายังความรู้สึก เศร้า ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ แบบเดียวกับผม โดยคุณปัญญา บรรยายไว้ช่วงหนึ่งว่า...“10 วันแห่งความสุขและน่าสะพรึงกลัว (เราถูกข่มขู่ทุกวัน) กับการรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนได้มองเห็นถึงสิทธิและอำนาจที่แท้จริงของประชาชน ก็จบลงด้วยการพ่ายแพ้ในการลงประชามติ "รับ หรือ ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เราต่างมองหน้ากันด้วยความเศร้าและหยดน้ำตาก็ไหลรินออกมา ความท้อแท้ห่อเหี่ยวเริ่มเกาะกุมความคิดเรา แต่...เสียงที่ไม่รับและไม่ออกเสียงนั้น กลับทำให้เรามีกำลังใจต่อสู้ต่อ แสงสว่างปลายอุโมงค์ยังรำไรให้เราเห็นและเราเชื่อว่าหนทางแห่งชัยชนะของประชาธิปไตยยังมีหวังอยู่”

“...วันนี้วันที่ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา กลับทำให้พวกเรายิ่งท้อแท้และสิ้นหวังเข้าไปอีก อำนาจที่ประชาชนมอบไปให้นั้น กลับไม่สามารถสนองตอบความต้องการที่แท้จริงของประชาชนและหลักการแห่งประชาธิปไตยได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎอัยการศึกอีกหลายจังหวัดที่ยังไม่ยอมยกเลิก รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นผลผลิตของโจรกบฏก็กลับถูกนำมาใช้ในการบริหารบ้านเมืองอีก”

“เรารู้สึกสิ้นหวัง และเรารู้สึกว่าเห็นทีขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในนามภาคประชาชน คงต้องเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจุดประสงค์เดียวคือ "การเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ทันที" และกฎหมายทุกฉบับที่มีที่มาจากพวกโจรกบฏ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนรีบดำเนินการทันที (โปรดฟังอีกครั้ง) รัฐธรรมนูญ 2550 ต้องยกเลิก”

ผมรู้จักกับคุณปัญญาที่สนามหลวง ต่างคนต่างมาเจอกันด้วยเป้าหมายทวงคืนประชาธิปไตยแบบเดียวกัน จนได้ร่วมงานรณรงค์ร่วมกัน แต่หลังๆ ก็ไม่ได้พบกันสักเท่าไร ต่างคนต่างก็กลับไปทำหน้าที่กันตามถนัด แต่ก็ให้นึกแปลกใจละคนกับความนึกคิดว่า ทำไมความรู้สึกจึงตรงกันได้

แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องคบคิดต่อด้วยว่า ส่วนหนึ่ง การแก้ไขกับการยกเลิก มันคือสิ่งเดียวกันหรือเปล่า และระหว่าง 2 ทางเลือกนี้ ทิศทางไหนทำได้หรือไม่ได้มากน้อยกว่ากันตามภาวะการณ์ที่เหมาะสมได้เพียงใด ซึ่งยังเป็นเรื่องข้อกฎหมาย ตามที่ผมคิด

แต่อีกส่วนหนึ่งเห็นตรงกันคือ...ถึงเวลาอีกรอบแล้วกระมั่งที่ประชาชนอย่างเราๆ จะต้องออกมาถามทวงรัฐบาลว่า ที่หาเสียงไว้เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังจริงใจอยู่ใช่ไหม ซึ่งอาจต้องเดินไปทวงถามกันสัก 3-4 รอบ เป็นระยะๆ

...ถึงเวลาแล้วกระมั่งที่ประชาชนอย่างผมๆ ท่านๆ ต้องออกมาให้กำลังใจรัฐบาลว่า หากดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่กลุ่มอันธพาลการเมืองกำลังก่อหวอดสกัดกั้นนั้น ไม่ต้องนึกเกรงกลัว เพราะประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาลยังใจจดใจจ่อต่อเรื่องนี้อย่างจริงจังและพร้อมเป็นพลังที่บริสุทธิ์หนุนเนืองอยู่ทุกขณะ

หรืออาจต้องถึงเวลาแล้วกระมั่งที่ผม คุณปัญญา และคนอื่นๆ อีก อาจต้องมาร่วมรณรงค์กันอีกรอบแล้วในแคมเปญ “แดง แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ฝากคิดด้วยครับ...

พร ภัทร (แทน)


ลับ ลวง (โลก) พรางหลุมศพตัวเอง

ปลุกผี…อีกครั้ง!

ชื่อของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

เกือบจางหายสาบสูญไปจากห้วงความทรงจำ...

ภายหลังจากที่ประชาชนลงคะแนนความไว้วางใจให้ “พลังประชาชน” มาเป็นรัฐบาล ให้บุรุษชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” มาเป็นผู้นำปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย

ห้วงความทรงจำเดียวกันได้ฝังลืม “บุรุษหนึ่ง” ผู้ถูกระบุนั่งหัวโต๊ะ “บงการ” ก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

วันนี้ “พวกท่าน” ยังนั่งกระหยิ่ม...ยิ้มได้อย่างสบายใจ กันดีอยู่หรือ?

หากเป็น ผู้ที่ทำคุณูประโยชน์นานัปการ ควรค่าแก่การระลึกถึงจดจำเสียแล้ว การปรากฏตัวในวันหนึ่ง ย่อมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ได้ยินเสียงปรบมืออันกึกก้อง

เสมือนในภาพของ “ความดีงาม” ยังเป็นที่จดจำไม่เสื่อมคลาย

แต่เมื่อการณ์กลับในทางตรงกันข้าม...หากเป็น ผู้ที่กระทำการอัน “ฉิบหาย” ให้แก่บ้านเมือง สร้าง “ตราบาป” ให้กับคนในชาติด้วยกันเองเสียแล้ว

การปรากฏตัว “เป็นๆ” หรือเพียงแค่เอ่ย “นาม” ปรากฎขึ้นในวันนี้ ก็ย่อมเป็นผลสะท้อนตีกลับไปยังห้วงเวลาของ “ความเจ็บปวด” ที่ยังกัดกร่อนหัวใจของคนไทยทั้งประเทศอยู่ทุกวันนี้

มิน่าจดจำ แต่ก็ยากแก่การลืมเลือน...

ถ้อยความของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผ่านหนังสือ “ลับ ลวง พราง : ปฏิวัติปราสาททราย” น่าสนใจยิ่งนัก

เป็นสาระน่าสนใจในคำคล้ายสารภาพ “ผมกับป็อก คิดกันแค่สองคนเท่านั้น”…

นั่นหมายถึง “พล.อ.สนธิ” คิดอ่านวางแผนปฏิวัติรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 กับ “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ. ณ เวลานั้นเป็น แม่ทัพภาค 1

เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น!!

การปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ถือว่า “ล้มเหลว” และ “พ่ายแพ้”

เพราะไม่เพียงแค่ กลุ่มอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกโค่นล้มอำนาจ แต่ก้ได้ชัยชนะในเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 แล้วกลับมายืนอยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาล

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังส่งผลให้ “คณะทหารที่ก่อการปฏิวัติ” ในนาม “คมช.” แตกแยกกันเองด้วย

ภาพหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่าง “พล.อ.สนธิ” กับ “พล.อ.อนุพงษ์”

และอีกภาพหนึ่งในความสัมพันธ์ของ “พี่น้องรบพิเศษ” ที่แสนยาวนาน ระหว่าง “พล.อ.สนธิ” กับ “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” อดีตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ต้องขาดสะบั้นลง จนแทบจะทำให้ลูกผู้ชายที่ชื่อ “พล.อ.สนธิ” เกือบต้องหลั่งน้ำตา

เกริ่นอารมณ์คนอ่านมาขนาดนี้ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ลับ ลวง พราง ปฏิวัติปราสาททราย” - คัมภีร์ปฏิวัติ เบื้องหลัง 19 ก.ย.2549 กำเนิด - อวสาน คมช. กำลังถูกมองเป็น “คู่มือเช็กบิล” คมช.

ในขณะเดียวกัน ได้แฝงรอยเป็น “คัมภีร์ปฏิวัติ” ในตัว

“ถ้าผมไม่ปฏิวัติ ก็ยังไม่รู้เลยว่า วันนี้ ชาติบ้านเมือง และสถาบันของเราจะเป็นอย่างไร จะยังมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อยู่หรือไม่”

ความประโยคหนึ่งจากลมปากของ “บังธิ”...หนึ่งในสองผู้คิดการใหญ่ในอดีต

หากแต่ ผู้เขียน ยังเผยบทบาทของ “พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร” ถึงการเป็นกองหนุน “กรุยทาง” ปูกระแสปฏิวัติ ด้วยการหา “ฝ่ายสนับสนุน”

โดยเฉพาะความสัมพันธ์แนบแน่นกับ “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ผสมโรงกับการทำ “สงครามน้ำลาย” กับรัฐบาล

รวมไปถึงการเตรียม “กำลัง” พร้อมปฏิวัติ ที่ทำให้ เพื่อนทหาร ตท.10 ใน กองทัพภาค 3 ล่วงรู้แผนการล่วงหน้า ก่อนจะนำมาซึ่งการปฏิวัติ ในอีก 7 เดือนต่อมา

ผู้เขียนยัง ระบุว่า การรวมตัวกันของ คปค. (คณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) เริ่มจากความ “ไม่เป็นเอกภาพ”

อีกในตอนหนึ่ง ยังระบุว่า “ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ นั้นมี 9 คน แต่ไม่เปิดเผยชื่อ ทว่าค่อยๆปรากฏตัวออกมาทีละคนๆ ไปแล้ว ทั้งยังมีบทบาทของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.รมน. (อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) เป็นหนึ่งในคืนก่อนวันก่อการนั้นด้วย

“คนที่อยู่เบื้องหลัง มีหลายคน ถ้าเปิดเผยออกมา ก็ร้องอ๋อกันทั้งนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเปิดเผย” เขาว่าเช่นนั้น
แต่อย่างไรก็ดี “พล.อ.สนธิ” ปฏิเสธ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ

แต่กลับยอมรับ ตั้งแต่ก่อนปฏิวัติได้มีการเข้าพบ พล.อ.เปรม เรื่อยมา สัปดาห์ละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย เพื่อเล่าสถานการณ์ต่างๆ ให้ฟัง...

และเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ขั้วอำนาจเปลี่ยน เช่นนั้นแล้ว บรรดาแกนนำ คมช. ต่างก็พากันแยกย้ายกันเอาตัวรอด เพราะกลัวการถูก “เช็กบิล” ภายใต้ข้ออ้างที่เรียกว่า “สมานฉันท์ หรือ ฮั้ว เพื่อชาติ”

“พล.อ.อนุพงษ์” คีย์แมนสำคัญเสี่ยงชีวิตด้วยกันมา แต่ที่สุดก็กลับขัดแย้งกันเอง จึงอาศัยสายสัมพันธ์ เพื่อน ตท.10 สมานฉันท์ กับ “พ.ต.ท.ทักษิณ”

ขณะที่ “พล.อ.สนธิ” แสร้ง “ลับ ลวง พราง” อีกครั้ง ด้วยการยอมโทรคุยกับ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ที่ทำให้ถูกก่นด่าอย่างหนัก เพื่อสร้างความ “ตายใจ”

อีกนัยหนึ่ง พล.อ.สนธิ ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่เงียบๆ ขณะที่ก้หวั่นเกรงความไม่ปลอดภัย จึงย้ายไปอยู่ บ้านพักทบ.ใน ร.11รอ.

และท้ายที่สุดอาจกลับมาเล่นการเมือง โดยมี “พรรคเพื่อแผ่นดิน” ที่เขาร่วมก่อตั้ง และช่วยเหลือให้ทหารช่วยเลือกตั้งมารองรับ “บทบาท” ใหม่...ของ “เขา” อีกครั้ง

หากเป็นเช่นนั้นแล้ว “ป่าช้า” คงแตกกระเจิง...

สายน้ำจันทน์


ย้อนรอยรัฐธรรมนูญ 50 (3) : ทวงสัญญาพรรคการเมือง


หาได้มีแต่ “พรรคพลังประชาชน” แต่อย่างใดไม่ ที่เคยออกมาเคลื่อนไหวในท่าที “ไม่เห็นด้วย” กับร่างรัฐธรรมนูญ 2550

และแม้ไม่มีทีท่าประกาศจุดยืนชัดเจนจากพรรคอื่นๆ แต่เมื่อย้อนไปค้นหาคำพูดของนักการเมืองรายท่าน รายบุคคล

ก็จะพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ สร้างความไม่สบายใจให้บรรดานักการเมืองจากพรรคต่างๆ อยู่ไม่ใช่น้อย

เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยกล่าวไว้อย่างน่าฟัง เมื่อครั้งมีการเสวนาทางวิชาการ "นานาทรรศนะ วิพากษ์รัฐธรรมนูญ 2550" เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 ณ ห้องประชุมสถาบันปรีดี พนมยงค์ ว่า

“...รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดีกว่าฉบับเดิมยาก เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญบนบรรยากาศของความระแวง และรังเกียจนักการเมือง

กีดกันตั้งแต่การเข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อร่างเสร็จก็ไม่สอบถามความเห็นของพรรคการเมือง จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นอำมาตยาธิปไตย”

"เมื่อมีพื้นฐานว่านักการเมืองไม่ดี จึงเขียนเอาไว้ว่าไม่ให้อำนาจ แต่ลืมไปว่า นักการเมืองทำหน้าที่แทนประชาชน

ถ้านักการเมืองไม่มีอำนาจ ก็หมายความว่าประชาชนไม่มีอำนาจ และการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไปกลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว เช่น กลัวว่ารัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก แต่ไม่กลัวว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจเกินขอบเขต

ประเด็นกลัวรัฐบาลเข้มแข็งเป็นคนละประเด็นกับการใช้อำนาจเกินขอบเขต..."

สิ่งที่นายอภิสิทธิ์พูดไว้ มีความชัดเจนอย่างมากที่สุด

“ถ้านักการเมือง ไม่มีอำนาจ ก็หมายความว่าประชาชนไม่มีอำนาจ”


การที่นักการเมือง พรรคการเมือง ออกมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ส่วนหนึ่งคือเพื่อผลประโยชน์ของสถาบันพรรคการเมืองเอง

แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็ปฏิเสธผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับไปไม่ได้

คนที่ไม่ต้องการให้แก้ไข ...

คนที่ปกป้องรัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตยจนสุดชีวิต ...

จึงต้องตอบหรือกล้ายอมรับให้ได้ว่า ไม่ต้องการให้ประชาชนในประเทศนี้ได้ประโยชน์ใช่หรือไม่

ไม่ต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่ใช่หรือไม่

กลุ่มคนที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างขาดใจชนิดแตะต้องสักนิดก็ไม่ได้ เช่น อดีต สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน หรือกลุ่มพันธมิตรฯนั้น ไม่ได้แบกภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือมีพันธะสัญญากับประชาชนโดยตรง เพราะประชาชนไม่ได้เลือก

แต่กับพรรคการเมืองที่ประชาชนเป็นผู้เลือก ไม่ว่าจะพรรคใดก็ตาม ล้วนปฏิเสธภาระผูกพันที่มีกับประชาชนไม่ได้ทั้งสิ้น

ยิ่งเมื่อมองเห็นและเคยพูดไว้ว่า รัฐธรรมนูญ 2550 (ในหลายๆ มาตรา) มันกระทบกระเทือนฐานรากอันมั่นคงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ก็ยิ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงการเป็นตัวแทนที่จะต้องลุกมาปกป้องแก้ไข

อย่าติดว่านี่เป็นเพียงเรื่องการเมือง

อย่าติดว่าเมื่อแก้ไขไปแล้ว พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้ประโยชน์กว่าอีกพรรคใดพรรคหนึ่ง

เพราะเมื่อจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองแล้ว ล้วนแต่ต้องได้รับผลกระทบโดยตรงเหมือนกัน ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหน

และที่สำคัญ อย่างที่นายอภิสิทธิ์กล่าวไว้นั่นแหละถูกต้องที่สุด

“ถ้านักการเมืองไม่มีอำนาจ ประชาชนก็ไม่มีอำนาจ”

“เพราะนักการเมือง ทำหน้าที่แทน ประชาชน”


รายงานพิเศษ 28 มีนาคม 2551


รวมพลังแก้ไข รธน.50

กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้ถูกก่อตัวขึ้นอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงเฉพาะในฝ่ายการเมือง ที่มติวิปรัฐบาลเห็นควรให้มีการแก้ไขก่อนในบางส่วนคือ มาตรา 237, 266, 309 และมาตรา 190 เนื่องจากมีสาระสำคัญที่ฉุดรั้งการดำเนินกิจกรรมในทางการเมือง และการทำงานของฝ่ายบริหาร ในการทำงานเพื่อประเทศชาติ เท่านั้น

แต่กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเสียงของประชาชนทั่วทั้งประเทศ ที่สะท้อนผ่านผลการสำรวจความคิดเห็น ชี้ชัดว่าอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากอยากได้กฎหมายที่มีความเป็นธรรม

หรือในกลุ่มนักวิชาการ ก็มีการหยิบไปเป็นประเด็นอภิปราย และเสวนา อย่างกว้างขวางหลายเวที มีเนื้อหาสาระแตกต่างกันไปบ้างในรายละเอียด แต่ก็มีแก่นอันเดียวกัน คือไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่มีรากมาจากเผด็จการ มุ่งสืบทอดอำนาจ และมีการซ่อนสาระอันตรายเอาไว้

รวมทั้งในภาคประชาชนก็ทยอยกันออกมาเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก อย่างเช่น กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง องค์กรประชาธิปไตย นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ลุกมาเคลื่อนไหวยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตรา

ด้านสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ออกมาสนับสนุนรัฐบาลทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าแม้จะต้องเสียงเงินในการดำเนินการ ก็ยังถือว่าคุ้มค่าหากสามารถทำลายอำมาตยาธิปไตย ที่ทำลายการเมืองไทยอยู่ในขณะนี้ลงได้
ส่วนกลุ่มพลเมืองภิวัตน์ ก็ออกมาชี้ชัดๆ ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทย แต่เป็นผลผลิตของ คมช. ที่กำลังส่งผลทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย อยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะเนื้อหาของมาตรา 237 ที่นำไปสู่การยุบพรรคการเมือง

ในขณะที่ ชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตย ได้ทำจดหมายถึงทุกพรรคการเมือง รวมถึงฝ่ายค้านพรรคเดียวอย่างประชาธิปัตย์ ให้ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะเล็งเห็นว่านอกจากจะไม้เป็นการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ยังวางกับดักให้ประชาธิปไตยตกหลุมพรางได้ง่ายอีกด้วย
นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มต่างๆ ที่กำลังเตรียมที่จะออกมาร่วมเคลื่อนไหวในเรื่องเดียวกัน อย่างเช่น สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่จะมีแถลงการณ์ออกมาเร็วๆนี้

และเชื่อแน่ว่ากระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสกัดกั้นการสืบทอดอำมาตยาธิปไตย จะขยายตัวเป็นวงกว้างมายิ่งขึ้นไปอีกในอนาคตอันใกล้นี้...!!

โพลชี้ประชาชนต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เอแบคโพล เผยประชาชนส่วนใหญ่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกมาตรา ยกเว้นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยผลจาการสำรวจเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญในสายตาประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 18 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,425 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคม ที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.3 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอยากให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความสงบสุข และการเมืองเข้มแข็งขึ้น

ในกลุ่มประชาชนที่ต้องการให้แก้ไขประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 49.1 ต้องการให้แก้ไขทุกมาตรายกเว้นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ร้อยละ 40.4 ต้องการให้แก้ไขที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง

ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ช่วงเวลาอาจยังไม่เหมาะเพราะประชาชนเกินครึ่งที่อยากให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก่อน ในขณะที่ประมาณ 1 ใน 3 เห็นว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมๆ ไปกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และคนไทยยังเชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้จะไม่ลุกลามบานปลาย

สาระสำคัญแก้ รธน. ตามมติวิปรัฐบาล
มติวิปรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา ทั้ง 6 พรรคเห็นพ้องกันว่าควรให้มีการแก้ไขใน 4 ประเด็น รวม 5 มาตรา ด้วยกัน ดังนี้

1. มาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรค เป็นประเด็นที่มีการพูดจากันมากที่สุดเพราะการที่
ยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย และการนำความผิดเฉพาะบุคคลลงโทษคนทั้งพรรคเป็นความไม่ยุติธรรม และจะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นกับการเมืองได้อย่างไม่หยุดหย่อน

2. มาตรา 265-266 เป็นประเด็นที่ถูกวางยาไง้ไม่ให้ ส.ส. เข้ามาทำงานเป็นที่ปรึกษา
หรือเลขานุการรัฐมนตรี รวมทั้งเป็นกรรมาธิการ เป็นผลให้ไม่สามารถใช้ทรัพยากรบุคคลได้อย่างคุ้มค่า

3. มาตรา 309 ที่ให้กระทำการต่างๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549 เป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ให้ถือว่าการนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เป็นประเด็นที่นักกฎหมายมองว่าขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะเป็นกฎหมายที่ให้มีผลย้อนหลัง และยังทำให้ไม่สามารถเอาผิดกับความเสียหายทุกประการที่เกิดขึ้นจากการกระทำของ คมช.

4. มาตรา 261 การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เห็นว่าควรจะมีการแก้ไขให้หมายรวมถึง กรรมการในองค์กรอิสระ ผู้บริหารส่วนราชการ และผู้นำทางการทหารด้วย



นักศึกษาตื่นแล้ว! ประกาศไม่สังฆกรรมกับพันธมิตร

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เป็นองค์กรนิสิตนักศึกษาองค์กรหนึ่ง ที่มีเครือข่ายและการเลือกตั้งมาจากสมาชิกทั่วประเทศโดยมีวาระ 1 ปีแล้วเลือกตั้งใหม่

สนนท.ก่อตั้งและเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและประชาชนมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2527 บทบาทสำคัญในเวลานั้นคือการ “เรียกร้องให้พลเอกเปรมลาออก เปิดทางให้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ” และมีส่วนร่วมในขบวนการต่อสู้กับเผด็จการมาเกือบทุกยุคทุกสมัย

ประวัติศาสตร์สนนท.ในอดีตช่วงการเคลื่อนไหวของหมู่พันธมาร สนนท.รุ่นนั้นเคยพลัดหลงจมปลักอยู่กับพันธมิตร
วันนี้เป็นที่น่ายินดีว่า สนนท.รุ่นปัจจุบันได้ทบทวนอดีตจากรุ่นก่อน และกล้าหาญที่ออกมาประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมาร ท่ามกลางแรงกดดัน และป้ายสีจากคนในขบวนการพันธมิตรที่อ้างว่าตัวเองเป็นนักกิจกรรม เป็นอดีตสนนท. และสื่อชั่วลิ่วล้อของหัวหน้าแกงค์ ให้ร้ายป้ายสีสนนท.ต่างๆ นาๆ

ความกล้าหาญ และจุดยืนที่ชัดเจนของสนนท.ปัจจุบัน จึงควรได้รับการเผยแพร่ และ มีที่อยู่ที่ยืนในพื้นที่ประชาธิปไตยอีกครั้ง ขอต้อนรับสนนท. กลับสู่อ้อมแขนของฝ่ายประชาธิปไตย

และขอนำแถลงการณ์มาเผยแพร่ความดังนี้

“แถลงการณ์ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

จากการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้กำหนดการเคลื่อไหวขึ้นใน วันที่ 28 มีนาคม 2551 ที่จะถึงนี้ และได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 3 ต่อสื่อมวลชนไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ในเนื้อหาของแถลงการณ์ฉับับดังกล่าว ได้มีทั้งการแสดงจุดยืนกำหนดการเคลื่อไหวของกลุ่มและการประกาศรายนามองค์กรเครือข่ายด้วย จนเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปและกระทั่งนำมาไปสู่การวัดพลังขั้วอำนาจโดยสื่อบางฉบับ เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัย ความเข้าใจผิดและเพื่อทำความเข้าใจกับคนในสังคมให้ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง ทางสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย จึงขอชี้แจงพร้อมทั้งประกาศเจตนารมณ์ ดังนี้

1.สนนท.ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้นกับพันธมิตรฯและไม่ได้เป็นองค์กรเครือข่ายฯตามที่สังคมเข้าใจ

2.สนนท.เห็นว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาเคลื่อนไหวเป็นสิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญและเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมตามวิถีทางประชาธิปไตยที่พึงกระทำได้โดยชอบธรรม

ทั้งนี้ การที่ สนนท.ไม่เข้าร่วมและปฏิเสธการเคลื่อไหวของพันธมิตรดังกล่าวนั้น เป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหาร จากการสมัชญาใหญ่ประจำปี 2550 ของ สนนท. ด้วยว่าแนวทางการเคลื่อไหวของพันธมิตรฯที่ผ่านมาเป็นเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งของการเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งทำให้ระบบการเมือง ตามแนวทางประชาธิปไตยหยุดนิ่งไปและนำพาสังคมไทยให้ก้าวถอยหลังลงไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย ด้วยการนำเสนอมาตรา 7 ซึ่งตรงกันข้ามและขัดแย้งกับแนวประชาธิปไตยที่ สนนท. ยึดมั่นมาโดยตลอด สนนท.มีความเป็นอิสระในการทำกิจกรรม มีแนวทางการเคลื่อนไหวที่อิงกับพลังบริสุทธิ์ของนิสิตนักศึกษาที่แท้จริง โดยสภาพทางสังคม การเมือง

ในปัจจุบันและเงื่อนไขต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปต่างจาก 2-3 ปีที่ผ่านไป ขณะนี้ประชาธิปไตยพึ่งกลับมาสู่สังคมไทยภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งท่ามกลางข้อกังขาและความขัดแย้งที่ยังดำรงอยู่ ทั้งนี้และทั้งนั้น ระบอบประชาธิปไตยควรก้าวไปข้างหน้าและพัฒนาไปพร้อมกับการตรวจ ถ่วงดุล จากองค์กรรัฐและองค์กรประชาธิปไตยภาคประชาชน

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) มีความเห็น ข้อเสนอ ต่อสถานการณ์ทาง สังคมการเมืองในขณะนี้ ที่รัฐบาลควรและสมควรที่จะดำเนินการเป็นภาวะเร่งด่วนคือ

1.เร่งแก้ปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย สร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ตลอดทั้ง นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา ผู้นำชุมชน(ศาสนา)และองค์กรภาคีอย่างแท้จริงและทุกภาคส่น ที่สำคัญภาตรัฐต้องยกระดับมาตรฐานการสอบสวนในกระบวนการดำเนินคดีให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยการ ยุติการซ้อมทรมานผู้ถูกจับกุม กุมขัง ดังที่ปรากฏให้เห็นมาโดยตลอด

2.เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในโดยเฉพาะสินค้าอุปโภค บริโภคจำเป็นขั้นพื้นฐาน โดยรัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแล ตรวจสอบตั้งแต่ ราคาวัตถุดิบและต้นทุนที่แท้จริงของการผลิต,การกักตุนสินค้า,ผู้ประกอบกิจการที่จัดจำหน่ายและกระจายสัดส่วนการผลิตระหว่างเกษตรกร,กสิกรกับบริษัททุนการค้าขนาดใหญ่ เพื่อนำไปสู่การได้มาซึ่งกำไรที่เหมาะสมและราคาที่เป็นธรรม(ใช่เพียงการพยุงราคาสินค้าหรืออุ้มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้านเดียวเท่านั้น)

3.เร่งพิจารณาแก้ไขหรือยกเลิก พรบ. ที่ออกโดยรัฐบาลแต่งตั้งมาจากการรัฐประหาร ที่มีเนื้อหาละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนและขัดต่อกระบวนการประชาธิปไตย อาทิเช่น พรบ.ความมั่นคงฯ,พรบ.,แรงงานฯ,พรบ.ม.นอกระบบฯ,พรบ.,สื่อฯ เป็นต้น

4.รัฐบาลควรดำเนินการ ปฏิรูปการเมือง โดยการเร่งแก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 โดยเฉพาะ หมวด รัฐสภา(หมวดที่6) ในประเด็น การได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภาฯ(สว.),รูปแบบการเลือกตั้งและการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(สส.),การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยมีการเลือกตั้งทุกระดับชั้น เช่น เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ เป็นต้น ฯลฯ

สุดท้าย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย( สนนท. ) ขอเน้นย้ำถึง จุดยืนและเจตนารมณ์ในการพิทักษ์และร่วมสร้างประชาธิปไตยประชาชนที่แท้จริงให้บังเกิดขึ้นในสังคมไทย พร้อมทั้งยืนยันที่จะเคียงข้างพ่อแม่พี่น้องประชาชนและร่วมต่อสู้ตามแนวทางประชาธิปไตยเพื่อชีวิตและสังคมที่ดีกว่า ซึ่งเราตระหนักดีว่า มีเพียงการต่อสู้ของประชาชนเท่านั้นที่เป็นจริง สมบูรณ์และจักนำมาซึ่งฐูรณภาพแห่งชีวิตและสังคมที่เท่าเทียม

เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ
นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา
เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”


พันธมิตรปลุกผีไม่ขึ้น


โหมโรงกันมาล่วงหน้านานร่วมเดือน สำหรับการปลุกผีเวทีพันธมิตรฯ ที่ใช้ชื่อ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” และหวังอาศัยชายคามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าเก่า เป็นแหล่งระดมมวลชน

มีการประกาศออกมาล่วงหน้าว่าจะมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมเรือนหมื่น มีอัญชลี ไพรีรักษ์ ที่ประกาศลาออกจากพรรคเพื่อแผ่นดิน มาลงเล่นเวทีข้างถนนเต็มตัว คุยโม้เอาไว้ว่าจะมีคนมาร่วมด้วยถึงราว 3 หมื่น

ทำเอาในช่วงต้นกระแสการชุมนุมคึกคักเอาเรื่อง ทำเอาฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจวางแผน จัดกำลังกันให้จ้าละหวั่น
ที่ไหนได้พอเอาเข้าจริงๆ ยิ่งใกล้วันเข้ามากระแสก็ยิ่งแผ่วลง แผ่วลง

ขนาดตำรวจเองยังออกมาประเมินว่าการชุมนุม อย่างเก่งที่สุดก็ไม่เกิน 2,500 คน แน่ๆ

หรือแม้แต่ราคาคุยของกลุ่มพันธมิตรฯ เองในวันที่ใกล้การนัดหมายเข้ามา ก็ยังกล้าประเมินแค่ 4-5 พันคน ไม่เห็นมีตัวเลขหลักหมื่น หลักแสน เหมือนอย่างตอนต้น

ทั้งที่รัฐบาลเอง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ก็ประกาศเปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวก ไม่ต้องไปสกัดกั้นชาวบ้านที่จะเข้ามาเป็นแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่เห็นจะมีใครมาดังที่ว่า

ไม่เห็นมีกระแสคึกคัก เหมือนอย่างที่โอ้อวดว่าจะไประดมพีนธมิตรฯ ทั่วทั้งประเทศ

ก็ไม่รู้ว่าหมายถึงกลุ่มเดียวกับที่แกนนำชาวบ้าน 2-3 คน ในภาคใต้ ออกมาระบุโต้งๆ ว่ามีคนของนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ เที่ยวไปเดินแจกเงินหาคนมาร่วมการชุมนุมหรือเปล่า

หรือจะเป็นเพราะ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศไม่รัยรู้รับเห็น กับเรื่องการจ้างคน บอกปัดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เลยยิ่งทำให้เวทีพันธมิตรฯ หงอยไปถนัดตา

แต่อย่างไรเสียก็เชื่อว่าคนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล คงไม่ละความพยายามเอาง่ายๆ และคงจะมีความพยายามที่จะปั่นกระแสให้กลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตขึ้นมาอีก

ซึ่งก็คงจะต้องอาศัยเนื้อหาบนเวที และลีลาที่เร้าใจแม่ยก ไม่ว่าจะด้วยข้อมูลจริง ข้อมูลเท็จหรือเรื่องราวตลบแตลงอย่างไรก็ตาม

เรียกว่าบนเวที ยามฯ ในวันนี้ สนธิ จะต้องแหกปากเรียกร้องความสนใจให้ถึงที่สุด และจะต้องพยายามทำให้ประช่าชนคนฟังเกิดความคล้อยตามให้มาก ไม่ว่าจะเป็นเรือ่งตอหลดตอแหลแค่ไหน

แต่ สนธิ ก็ต้องไม่ลืม แม้ว่าจะทำตัว “หัวหมอ” ทำหนังสือหารือไปถึงศาลเชียงราย ที่แพ้คดีหมิ่นประมาทต่อเนื่องเป็นคดีที่ 3 ว่าสามารถขึ้นเสวนาบนเวทีครั้งนี้ได้หรือไม่

ศาลท่านกรุณาพิจารณาว่าสามารถทำได้ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ แต่ก็จะต้องไม่ไปให้ร้าย หรือหมิ่นประมาทใคร

เมื่อข้อจำกัดของ สนธิ มีดังนี้ จึงน่าเป็นห่วงว่าการปลุกระดมบนเวที สนธิ จะกล้าพูดจามากน้อยแค่ไหน เพราะหากมัวแต่ระแวดระวังก็มีหวังไม่เร้าใจคนดู มีหวังปลุกกระแสไม่ขึ้นแน่ๆ

และที่สำคัญคำตัดสินของศาลในกรณีหมิ่นประมาททั้ง 3 คดี ที่เกิดขึ้นจากการปราศัยบนเวที ต่างกรรมต่างวาระของสนธิ ก็สะท้อนว่าหลายเรื่องหลายราวในการปราศัย ที่มีคนจำนวนหนึ่งถูกใจและหลงเชื่อ เป็นการให้ร้ายผู้อื่นโดยไร้ความรับผิดชอบ

หาก สนธิ คาดหวังจะได้รับความสนใจ หวังจะให้คนเห็นคล้อยตาม ก็อาจต้องหยิบเอาเรื่องเท็จมาเล่าให้เมามัน กล่าวหาพาดพิงบุคคลที่ 3 ไว้ให้มากๆ

และอาจจะต้องหมายถึงการมีลีลาท่าทีดุเดือดยิ่งกว่าครั้งทั่ผ่านๆมา ด้วยซ้ำไป เพราะทุกวันนี้กระแสพันธมิตรฯ เสื่อมถุอย หดหายไปมาก ชนิดที่เรียกว่าหากไม่มีทีเด็ดจริงๆ แล้วก็คงหาคนชายตาแลยาก

หากจะมีบ้างก็อาจจะเป็นคนที่อยู่ว่างๆ เหงาๆ หรือคนที่ถูกเอาเงินไปจ้าง

ซึ่งกรณีหลังก็ว่ากันว่าเป็นไปได้ยากอีก เพราะมีข่าวนินทาหนาหูว่าการชุมนุมเมื่อคราวก่อนรัฐประกหาร มีการตกลงกันมา 200 แต่พอเปิดกล่องข้าวออกมา ไหงเหลือแค่ 100 เดียว

ก็ไม่รู้ว่าใครอมใคร แต่ถูกโกงกันซึ่งหน้าแบบนี้เป็นใครก็เข็ดกันทั้งนั้น

ผมดีใจที่ ประชา ประสพดี แกนนำกลุ่มมหาประชาชน ร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ถอนตัวยกเลิกเวทีคู่ขนานที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ได้ทัน ไม่คิดเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ

เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะไปให้เครดิตความสำคัญมากมายขนาดนั้น

ถ้าเป็นผมจะนั่งจับตาลีลาการเสวนาของ สนธิ บนเวที เผื่อจะมีเรื่องราวพาดพิง ให้ร้ายไปถึงใครๆ ตามสไตล์ถนัด และอาจจะถูกฟ้องหมิ่นประมาทอีกคดี จนอาจเป็นเหตุให้ต้องถูกถอนประกันตัวในคดีเก่าๆ

ถึงตอนนั้นได้นั่งดูข่าว สนธิ ลิ้มทองกุล เดินคอตกเข้าไปนอนในคุก..มีความสุขกว่ากันเยอะ...!!

บิ๊กโบ๊ต


คำสั่ง เสรีพิศุทธ์ ทำวุ่นเลื่อนยศตำรวจชะงัก

ปัญหาคำสั่ง โยกย้าย ตำรวจ ของ เสรีพิศุทธ์ ทำวุ่นหนัก เลื่อนตำแหน่งรองสารวัตรยันชั้นประทวน ติดกึก โฆษก ตร.ยัน คำสั่งตั้งฝ่ายปฏิบัติการ บช.ก. ผิดกฎหมาย คาด ก.ตร.ชี้ขาดต้นเดือนเมษา

พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบและแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย 26 คำสั่ง ว่า วันที่ 28 มีนาคมนี้ เวลา 09.30 น.คณะทำงานตรวจสอบและพิจารณาแก้ไขคำสั่ง ที่มี พล.ต.อ.ชาญวุฒิ วัชรพุกก์ รองผบ.ตร. เป็นประธานได้เรียกประชุมเพื่อสรุปแนวทางแก้ปัญหาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะนำเข้า ก.ตร. พิจารณาชี้ขาดต้นเดือนเมษายน

ทั้งนี้ การประชุมของคณะทำงาน 2 ครั้ง ที่ผ่านมา พบว่า การแต่งตั้งลงในตำแหน่งฝ่ายปฏิบัติการ 1-10 และการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ในกองบังคับการทะเบียน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ยังไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งอำนาจในการสอบสวน ประสบปัญหาเชิงบริหาร ขณะที่กองทะเบียนที่เปลี่ยนมาดูแลงานคุ้มครองผู้บริโภคเพียงอย่างเดียวก็ไม่มีการแก้ในกฎหมาย ทำให้ไม่มีอำนาจสืบสวน

“การแก้ปัญหาในเชิงบริหารเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ คงจะต้องมีการแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายด้วย เพราะไม่สามารถคงให้เป็นตามคำสั่งเดิมได้ เรื่องนี้คณะทำงานมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ซึ่งเป็นต้นเรื่องไปหาแนวทางแก้ไข จะได้ข้อสรุปสุดท้ายในวันพรุ่งนี้”

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ สตช.ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน เช่น เรื่อง 26 คำสั่งที่มีปัญหาดังกล่าว ส่งผลทำให้การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองสารวัตร และชั้นประทวนประจำปี 2550 ยังไม่สามารถดำเนินการได้ขณะนี้

ส่วนกรณีที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร.ช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เคยออกคำสั่งให้กองบังคับการ (บก.)ใน บช.ก.งดรับคดีและให้รอเพียงคำสั่งจาก สตช. นั้น พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษก สตช. ชี้แจงว่า ความจริงหน้าที่ของสอบสวนกลางคือทำคดีที่สำคัญและเกี่ยวเนื่องหลายท้องที่เท่านั้น ที่ผ่านมา มีคำสั่งเช่นนี้เพราะหลาย บก.จะไปทำคดีเล็กๆ ของท้องที่ ซึ่งไม่ถูกต้อง จากนี้ไปก็ให้ยึดนโยบาย ทำตามตามอำนาจหน้าที่ โดย บก.ในสังกัดอย่างกองปราบปรามสามารถรับคดีได้และต้องเป็นไปตามลักษณะที่กำหนดไว้ในหน้าที่คือคดีใหญ่ สำคัญเกี่ยวพันหลายท้องที่


มั่นใจที่ดิน 'เทพ' ผิดกม. ถูกถอนเอกสารสิทธิ์แน่

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบที่ดินบริษัท ศรีสุบรรณ ฟาร์ม อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ว่าคงไม่เรียกร้อง ให้นายสุเทพ แสดงความรับผิดชอบ ไม่ต้องการต่อล้อต่อเถียง นายสุเทพคงตกใจแล้ว คงไม่ได้ดูกฎหมาย จึงเข้าใจผิด คิดว่าจะเอาเรื่องตอนซื้อทอดตลาดจากกรมบังคับคดี นายสุเทพไม่ได้เรียนกฎหมาย คิดได้แค่นี้ก็เก่งแล้ว ในความเป็นจริงพูดถึงว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณะประโยชน์ ซึ่งกระทรวงมหาดไทย เป็นคนดูแล เมื่อมีการร้องเรียน ขึ้นมา ก็เข้าไปดูว่าออกเอกสารสิทธิ์ได้อย่างไร เป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ เมื่อที่ดินไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ ก็ไม่สามารถซื้อขายที่ดินได้ และเมื่อกรมบังคับคดีขายทอดตลาด นายสุเทพไปซื้อเอาไว้ เมื่อที่ดินถูกถอนเอกสารสิทธิ์ ก็ต้องไปไล่เอากับกรมบังคับคดี ซึ่งเป็นคนละเรื่อง

ร.ต.อ.เฉลิม มั่นใจว่าที่ดินดังกล่าวจะถูกถอนเอกสารสิทธิ์แน่นอน เพราะมีการตรวจสอบแล้ว และมีการดำเนินคดี โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว แต่ไม่มีใครพูด อย่างไรก็ตาม เรื่องลักษณะนี้ยังมีอีกมาก

'คอยดูที่เกาะสมุย และวังน้ำเขียว บ้านแตกสาแหรกขาด เพราะขายฝรั่งไปเยอะ คนพวกนี้กล้าจริงๆ ทรัพย์ของแผ่นดินเอามาได้อย่างไร เหมือนกับที่ปากช่อง มีคนบอกว่าผมไปแกล้ง จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะที่ดิน สปก.ยังไม่ได้มอบให้ใคร เศรษฐี นายพลยศใหญ่ๆ เข้าไปอยู่ได้อย่างไร ตอนนี้คงร้อนๆ หนาวๆ ผมไม่ได้อาฆาตแค้นใคร แต่เมื่อมาทำหน้าที่ก็ต้องมาตรวจสอบอย่างจริงจัง' ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องรอดูคำวินิจฉัยของกระทรวงมหาดไทยว่าจะออกมาอย่างไร ยืนยันว่านายสุเทพไม่ได้กระทำผิด ต้องไปตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ว่าได้มาอย่างไร จากนั้นหากมีการเพิกถอนต้องไปต่อสู้กันในกระบวนการยุติธรรม ของศาล และนายสุเทพ ก็ไม่มีสิทธิอยู่เหนือกฎหมาย ดังนั้น หากทำผิดก็สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้

ขณะที่นายสุเทพ กล่าวว่า ยืนยันว่าการถือครองที่ดินดังกล่าวได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการซื้อมาจากกรมบังคับคดี ซึ่งถือเป็นหน่วยงานของราชการ ไม่หวั่นหากจะถูก ร.ต.อ.เฉลิม เดินหน้าตรวจสอบ จนทำให้ต้องยุติบทบาทการเมือง แต่ตนจะอยู่รอดู ร.ต.อ.เฉลิม ถึงวาระสุดท้าย และหากจะมีการตรวจสอบที่ดิน ทั่วประเทศที่ซื้อมาจากกรมบังคับคดี ก็ขอให้ตรวจสอบเฉพาะตนเอง เพราะการตรวจสอบทั้งประเทศจะกระทบ ต่อการลงทุน และเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ก็ซื้อที่ดินมาจากกรมบังคับคดีทั้งสิ้น

ส่วนการที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะนำคณะสื่อมวลชนไปตรวจสอบที่ดินในพื้นที่นั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ขอเชิญไปตรวจสอบด้วยตนเอง จะได้พบกับข้อเท็จจริง ตนพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการตรวจสอบ เอกสารหลักฐานต่าง ๆ และยอมที่จะเดินหน้าสู้ตามกระบวนการยุติธรรม หาก ร.ต.อ.เฉลิม ลงพื้นที่ ตนคงไม่ไปต้อนรับ เพราะไม่ใช่ราชสีห์ แต่เป็นแมวเท่านั้น

'การเป็นประชาชนคนหนึ่งในสมัยที่มีรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นคนลักษณะแบบนี้ จะต้องทำใจ' นายสุเทพ กล่าว และเชื่อว่าการพุ่งเป้ามาเล่นงานตน เหมือนเป็นการดิสเครดิตพรรคประชาธิปัตย์ จึงให้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีช่องทางที่จะดำเนินการกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็จะดำเนินคดีทันที

‘มหาประชาชนฯ'หวั่นเหตุวุ่นวายเลี่ยงปะทะ ‘พันธมิตรฯ'

ที่รัฐสภา นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย แถลงข่าวเลื่อนการจัดการชุมนุมของกลุ่มที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มี.ค.นี้ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยให้เหตุผลว่ากังวลว่าจะไม่สามารถที่จะควบคุมประชาชนที่จะเข้ามาร่วมกว่า 10,000 คนได้ นอกจากนั้น ตนทราบข่าวจากหน่วยข่าวว่าจะมีกระบวนการก่อเหตุความวุ่นวายในเขตทหาร หรือที่สนามหลวง และด้วยการประเมินของกลุ่มพบว่ามีประชาชนที่จะเข้ามาร่วมกว่า 1 หมื่นคนนั้น ร้อยละ 50 เป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นอกจากนั้นยังมีผลสำรวจว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยที่กลุ่มมหาประชาชนจะออกมาเคลื่อนไหว นอกจากนั้นก่อนหน้านี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้ท้วงติง และกังวลว่ากลุ่มมหาประชาชนฯจะตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างไรก็ตามการเลื่อนการชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้มีใบคำสั่งมาจากผู้ใหญ่ภายในพรรคพลังประชาชน
"ผมยืนยันว่ากลุ่มมหาประชาชนจะมีการจัดกิจกรรมต่อไปซึ่งขอให้ติดตามจากนี้อีก 7 วัน จะมีการจัด กิจกรรมในรูปแบบใหม่ที่ยิ่งใหญ่ ที่อาจจะทำควบคู่กันไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตนคาดว่าจะมีคนเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน" นายประชา กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่มีการยุติการเคลื่อนไหวครั้งนี้เพราะเกรงว่าจะเป็นชนวนให้เกิดการปฏิวัติหรือไม่ นายประชา กล่าวว่า ไม่ได้คิดว่าเป็นอย่างนั้น แต่ตนเกรงว่าจะไม่สามารถควบคุมประชาชนทีมมาเข้าร่วมได้ อีกทั้งกังวลว่าจะมีมือที่สามเข้ามาวุ่นวาย ดังนั้นจึงไม่ประมาทดีกว่า และยืนยันว่าไม่มีผู้ใหญ่ในพรรคสั่งเบรก
ถามต่อว่าเกรงหรือไม่ว่าจะถูกปรามาสว่าแพ้กลุ่มพันธมิตรฯ นายประชา กล่าวว่า ไม่มี เราไม่ได้แพ้ และไม่ได้ยุติ เพียงแต่ขอเลื่อนไปก่อน และทางกลุ่มก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรต่อไป ถ้าพบว่าพันธมิตรเอาข้อมูลไม่จริงมาพูด ผมจะจัดเวทีเพื่อชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องต่อประชาชน นอกจากนั้นกลุ่มมหาประชาชนฯ ที่อยู่ตามต่างจังหวัด อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ ก็ยังจะมีการจัดกิจกรรมตามเดิม

จาก hi-thaksin