ท่ามกลางกระแสการแก้ไขรัฐธรมนูญ 2550 ฉบับเจ้าปัญหา ที่หลายฝ่ายทั้งฝ่ายการเมือง นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา ประชาชน ตลอดจนองค์กรภาคประชาชน ต่างมีความเห็นพ้องกันว่าสมควรแก้ไข เพราะเป็นกฎหมายที่ร่างขึ้นในบรรยากาศเผด็จการ และมีสาระสำคัญสืบทอดอำนาจอำมาตยาธิปไตย เป็นการสกัดกั้นการดำเนินงานในทางการเมือง และจะเป็นผลกระทบต่อการเมืองไทยรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในวันข้างหน้า นั้น
นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ในส่วนของพรรคพลังประชาชนเห็นควรเพิ่มกรอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มากขึ้น ซึ่งหากถามความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากให้แก้ จะเห็นได้จากช่วงที่มีการลงประชามติและเป็นช่วงที่มีการทำรัฐประหาร ประชาชนกว่า 10 ล้านคนก็ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และหากทำในช่วงที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยเข้าใจว่าจะมีคนกล้าตัดสินใจ หรือแสดงความเห็นมากขึ้น และจะหาเสียงสนับสนุนได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีวิธีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนได้หลายด้าน ทั้งจากสื่อมวลชนและรูปแบบอื่นๆ
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะอธิบายอย่างไรว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง นายจักรภพ กล่าวว่า หากขยายวงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ถูกละเมิด ประชาชนก็จะเกิดความชัดเจนว่าไม่ได้ต้องการช่วยเหลือพรรคพวกตัวเอง
นอกจากนี้ขอยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่การล้างมลทินให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และพวกพ้อง การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพูดชี้นำอย่างนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพื่อนำประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ มองไปที่ระบอบการปกครองประเทศอย่างชัดเจนที่สุด เพื่อให้ประชาชนทุกคน ได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกัน และเรื่องนี้ไม่ควรเล่นเกมมวลชน แต่ควรปล่อยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามขั้นตอน ผู้เกี่ยวข้องต้องให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างเต็มที่ก่อนตัดสินใจ
เมื่อถามว่าประชาชนห่วงจะเป็นไฟไหม้ฟาง นายจักรภพ กล่าวว่าเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เคยเป็นไฟไหม้ฟาง และขอยืนยันว่าจะต้องทำแน่อน แต่จะทำมากน้อย ทำเมื่อไร อย่างไร เป็นประเด็นที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่
ส่วนกรณีที่กลุ่มองค์กรต่างๆ อาทิ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาคัดค้าน เคลื่อนไหวจะทำให้การชุมนุมขยายวงกว้างออกไปหรือไม่นั้น นายจักรภพ กล่าวว่า ถ้าใครว่างงานมากก็ควรจะรวมกลุ่มกันเพื่อจะหาจุดยืนของตนเองว่าจะไปทำอะไรต่อไปในชีวิต ถือเป็นสิทธิส่วนตัวแต่ละบุคคล แต่ขอให้แน่ใจว่าการดำเนินการดังกล่าวจะต้องไม่ได้สิทธิที่มากกว่าคนอื่น
ขณะเดียวกันนายจักรภพ ก็ย้ำด้วยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องทำได้อย่างแน่นอน เพราะบางมาตราเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล ทำให้การแก้ปัญหาให้กับประชาชนทำได้ยาก เชื่อว่าจะทำความเข้าใจกับประชาชนได้ เพราะจะเป็นการนำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ และจะสั่งการให้สื่อของรัฐเร่งให้ความรู้ และข้อมูลกับประชาชน เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่
ทางด้านนายโคทม อารียา ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แสดงความเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 เนื่องจากโทษหนักเกินไป แค่การกระทำผิดของคนๆ เดียวไม่น่าจะรวมไปถึงพรรคการเมืองทั้งพรรค และมองว่าโดยหลักการแล้วไม่ชอบ เพราะเหมือนทำผิดน้อย แต่ได้รับโทษมหาศาล
ด้าน นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 แสดงความเห็นด้วยเช่นเดียวกัน เพราะหากข้อกฎหมายข้อนี้ทำให้เกิดทางตันทางการเมือง ก็สมควรจะแก้ ส่วนหากมีการแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ ถามว่าควรทำประชามติหรือไม่นั้น ตนคิดว่าหากจะแก้รัฐธรรมนูญจริง ควรจะร่างใหม่โดยนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาต่อยอดแล้วให้ประชาชนลงประชามติ หากมีการแก้เพียงไม่กี่มาตราก็ไม่ควรทำประชามติ เนื่องจากการทำประชามติในแต่ละครั้งจะเสียงบประมาณจำนวนมาก และประชาชนก็ต้องเสียเวลา
"การจะยุบพรรคอยากให้คำนึงถึงการตัดสินของประชาชนด้วย จะเขียนกติกาอะไรก็แล้วแต่ ในเมื่อให้ประชาชนไปเลือกตั้งแล้ว ขณะที่ กกต. ก็มีอำนาจเต็มมือแล้วในที่สุดประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคนี้เข้ามา ก็ต้องยอมรับกันบ้าง แล้วเมื่อรัฐบาลประสบปัญหาไม่สามารถนำพาบ้านเมืองให้รอดไปจากวิกฤตตรงนี้ไปได้ เนื่องจากติดขัดที่ตัวบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ถามว่าจะไม่แก้เหรอ" นายคณินกล่าว
นายคณิน กล่าวด้วยว่าถึงแม้พรรคพลังประชาชนจะพ้นจากการเป็นรัฐบาลไป แล้วพรรคประชาธิปัตย์จะได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มีแต่กับระเบิดทั้งนั้น ไม่รู้ว่ามันไปวางไว้ตรงไหนบ้างก็ไม่รู้ คือว่าความคิดของอมาตยาธิปไตยคนที่ไปนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างนะ มองนักการเมืองชั่ว มองนักการเมืองเลว แล้วก็มองดูถูกประชาชนคนระดับรากหญ้า หาว่าโลภเห็นแก่เงินซื้อเสียง 100-200บาท พวกนี้ไม่เคยมองความเป็นจริงของประเทศไทย
อย่างน้อยๆ ก็มีคนประมาณ 40-50 % ที่อยู่ในระดับรากหญ้า ถามว่าคนจนใช่หรือไม่ที่ปลูกข้าวให้เรากิน คนจนใช้หรือไม่ที่สร้างบ้านให้เราอยู่ แลัวไม่ใช้คนจนหรือที่ต้องทิ้งบ้าน ทิ้งครอบครัว ไปลำบากในต่างแดนเพื่อที่จะส่งเงินมาเพื่อเอาไปช่วยประเทศ
"พอถึงเวลาที่มีการเลือกตั้งก็ให้ประชาชนไปเลือกตั้ง แต่พอเลือกมาแล้วหาว่าประชาชนเลือกไม่เป็น บอกว่าพวกนี้เห็นแก่เงิน มันบ้าไปแล้วสังคมแบบนี้ เชื่อผมเดี๋ยวมันก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะทำให้สังคมอยู่ได้มัยก็ต้องยอมรับความจริงกัน ในที่สุดก็ต้องให้ประชาชนตัดสิน แต่ถ้ายังไม่ยอมรับประชาชน ซึ่งเสียงส่วนใหญ่จะเป็นคนจนที่อยู่ในระดับรากหญ้า ในที่สุดบ้านเมืองก็พังแล้วก็มีให้เห็นมากหลายประเทศแล้ว"
ขณะเดียวกันในตอนสายวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายสามารถ แก้วมีชัย คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อขอเชิญให้ทุกพรรคการเมืองร่วมส่งตัวแทนเข้าร่วมในการระดมความคิดเรื่อง "แก้รัฐธรรมนูญ 2550" ในวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม เวลา 13.00 น. ที่โรงแรมเดอะแกรนด์ รัชดา ถ.รัชดาภิเษก
โดยนายแพทย์เหวง กล่าวว่า เนื่องด้วยรัฐธรรมนูญปี 50 ยกร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดขึ้นโดยคณะรัฐประหาร ซึ่งไม่ได้มาจากประชาธิปไตย ดังนั้น องค์กรภาคประชาชน จึงร่วมกับนักวิชาการ อดีต ส.ส.ร.ปี40 และผู้รักประชาธิปไตย จัดเสวนาระดมความคิดเห็น พร้อมจะเชิญ ส.ว.ชุดปัจจุบันเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ในการเสวนา สมาพันธ์ประชาธิปไตย เห็นว่าควรแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อย่าไประบุเพียงแค่มาตรา 237 เพียงเรื่องเดียว
เช่นเดียวกับ นายคารม พลทะกลาง ตัวแทนชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน ได้เข้ายื่นหนังสือเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งฝ่ายรัฐบาล และพรรคการเมืองฝ่ายค้านพรรคเดียวอย่างประชาธิปัตย์
โดยนายคารม กล่าวว่าได้ยื่นให้กับทุกพรรคสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยโดยเฉพาะมาตรา 237 และ 309 ซึ่งทำให้พรรคการเมืองไม่แข็งแรง โดยจะเสนอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาเป็นต้นร่างในการแก้ไข
ขณะเดียวกันก็มี ส.ส.อีสาน พรรคพลังปรัชาชนบางส่วนที่เห็นแตกต่าง โดยมองว่ายังไม่จำเป็นต้องรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเชื่อว่าการยุบพรรคคงจะไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ อีกทั้งไม่ต้องการเห็นสังคมมองว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองเอง และอยากให้รอดูผลคดียุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตยก่อน
ส่วนที่ก่อนหน้านี้เอแบคโพล ได้สำรวจความคิดเห๋นประชาชนใน 18 จังหวัดกระจายไปทุกภูมิภาค โดยมีกลุ่มตัวอย่างกว่า 3 พันคน ส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องกันว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั้น
ผลการสำรวจดังกล่าวทำเอาพรรคประชาธิปัตย์รับไม่ได้ จนนายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคถึงกับออกอาการ ย้อนถามเอแบคโพล ว่าไปถามคนกลุ่มไหน ถามเบี่ยงเบนหรือไม่ พร้อมทั้งประกาศด้วยว่าจะขวางแก้ ม.237 เต็มที่
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, March 28, 2008
พวกบ้า!หมิ่นรากหญ้าขวางแก้รธน.
'สมัคร'แฉอำนาจเก่าจ้องปฏิวัติรอบสอง
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวระหว่างการพบปะกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ได้รับเอกสารลับที่แทรกมากับเอกสารการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเขียนด้วยลายมือ แจ้งเตือนว่ามีขบวนการจ้องล้มล้างทำลายรัฐบาล โดยมีการประชุมกันเพื่อเตรียมปฏิวัติอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามยังหาเหตุผลในการทำปฏิวัติไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่พูดชัดว่าจะสามารถนำมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนได้หรือไม่ เนื่องจากเกี่ยวพันกับคนหลายกลุ่ม และยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อป้องปรามคนบางกลุ่ม และคิดว่าคนของพรรคพลังประชาชน คนไม่ใช้วิธีการเช่นนี้
"ขณะนี้ยังมีคนบางกลุ่มพยายามวิ่งเต้นเคลื่อนไหว เพราะคิดว่ายังสามารถทำให้เกิดการปฏิวัติได้ ผมก็คงจะไม่ตอบโต้ เพราะเชื่อว่าไม่สามารถปฏิวัติได้ ในที่สุดคนกลุ่มนี้ก็จะเลิกแนวคิดนี้ไปเอง" นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรี ไม่ขอตอบว่าคนกลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมือที่มองไม่เห็น ทหาร หรือแม่ทัพภาคที่ 1 หรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่กลัวที่จะถูกปฏิวัติ โดยจะมีความพยายามจับจ้องเล่นงานรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้เพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงหนังสือเรื่อง "ลับ ลวง พราง ปฏิวัติปราสาททราย" ว่าเป็นแค่การเขียนหนังสือแบบหนึ่งที่ผู้แต่งไม่ใช่ผู้เขียน และมีผู้ที่รู้สึกอึดอัดจากหนังสือเล่มนี้หลายคน โดยได้มีการพูดคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่มีชื่ออยู่ในหนังสือดังกล่าวแล้ว และมีความเข้าใจกันดี
ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในเย็นวันนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้สึกเป็นกังวล แต่ไม่ขอประเมินเพราะไม่ใช่นักวิชาการ ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องฟังเสียงของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร และเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนความคิดเห็นที่แตกต่างกันภายในพรรคพลังประชาชนนั้น ไม่เป็นปัญหา ส่วนตัวย้ำว่าไม่มีประโยชน์ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309
นอกจากนี้ยังไม่มีปัญหาที่ ส.ส.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของพรรคกว่า 50 คน ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไข ส่วนหากแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ทันแล้วจะต้องมีการยุบพรรคเกิดขึ้นคงช่วยไม่ได้ และยังไม่มีแนวคิดการนิรโทษกรรม เพราะแค่คิดก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์แล้ว
henghengจาก hi-thaksin
อํานาจ!!!ไม่เข้าใครออกใคร
ตื่นเช้ามาสอดรู้สอดเห็นโผล่มา เสพข่าวสารบ้านเมืองต้องหยุดแปรงฟันล้างหน้าตัวเองเจอตัวจริงเสียงจริงบนจอทีวีช่องหนึ่ง เชิญนักข่าวสาวสายทหาร จากค่ายหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ‘ วาสนา นาน่วม ' ผู้เขียนหนังสือลับลวงพราง ที่มาของการรวบรวมประมวลที่เขียนมาทั้งหมด และทัศนะที่น่ารับฟังว่าทุกอณูจิตใต้สำนึกของทหารเรื่องปฎิวัติมันฝังหัวไม่มีวันดับมอดม้วยอย่างเด็ดขาด เชื้อปะทุระเบิดก้อนนี้มันจุดติดตลอดเวลาในสังคมไทย ซึ่งทหารเองเขาคิดเสมอว่าเขามีส่วนพิทักษ์รักษาชาติมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ แก้ไขยาก ทัศนะผู้เขียนหนังสือลับลวงพราง ชัดเจนที่สุดว่าการเมืองกับทหารแยกออกจากกันไม่ได้ การเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองเท่านั้น ฉะนั้นมีหนทางเดียวที่ทหารต้องเลิกคิดการปฎิวัติเสีย โดยคำนึงทั่วโลกเขาไม่คบค้ารับรองรัฐบาลที่มาจากปลายกระบอกปืนโดยเด็ดขาด ประเทศชาติเสียหายมากกว่าได้...นี่คือข้อสรุปตรงไปตรงมา อยากเปรียบเทียบประเด็นทหารกับการเมืองที่ถูกมองข้าม ประเด็นดังกล่าวหลายคนในรัฐบาล คมช.รวมทั้งนักวิชาการหลายท่าน ให้ความเห็นว่าการที่ พล.อ.สนธิ จะเล่นหรือไม่เล่นการเมืองเป็นเรื่องปกติ และเป็นสิทธิทางการเมืองโดยทั่วไปของคนไทยที่พึงจะกระทาได้ (หากไม่ถูกเพิกถอนทางการเมืองเสียก่อนตามแผน 4 ขั้น) และในเมื่อ พล.อ.สนธิ เป็นทหาร เมื่อปลดประจําการก็เป็นข้าราชการเกษียณอายุที่พึงมีสิทธิ์ในการดำเนินการทางการเมืองตามระรอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะในอดีตก็มีนายทหารไม่ว่าจะเป็น บิ๊กซัน หรือ บิ๊กจิ๋ว ดำเนินการทางการเมืองภายหลังเกษียณจากกองทัพ ดังนั้นการลงเล่นการเมืองของประธานคมช. จึงไม่เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด มันแปลกครับ...มันเป็นความแปลกบนความไม่แปลก ที่เกิดขึ้นบนมิติของความแตกต่างในที่มาแห่งอำนาจ แปลกแรกคือ ทั้ง พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก และ พล.องชวลิต ยงใจยทธ ไม่เคยกระทำการโค่นล้มรัฐบาลหรือปฎิวัติรัฐประหาร... แปลกที่สองคือ บทบาทผู้นำของทั้ง พล.อ.อาทิตย์ และ พล.อ.ชวลิต มาจากการต่อต้านการยึดอำนาจและเป็นผู้ปราบกบฏ... แปลกที่สามคือ ก่อนเข้าสู่การเมือง พล.อ.อาทิตย์ และ พล.อ.ชวลิต ไม่เคยดํารงตําแหน่งประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือตำแหน่งในลักษณะเดียวกัน อันมาจากการยึดอำนาจ... ทั้งหมดล้วนเป็นคุณสมบัติที่ทั้ง พล.อ.อาทิตย์ และ พล.อ.ชวลิติ มี แต่ พล.อ.สนธิ ไม่มี ในเมื่อที่มาแห่งอำนาจแตกต่างกัน ดังนั้นตรรกะในการเลือกที่จะเข้าสู่เส้นทางแห่งอำนาจทางการเมืองก็ย่อมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าตัวของผู้เข้าสู่อำนาจคือพล.อ.สนธิ เองจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะมองเห็นความชัดเจนในตรรกะดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด สิ่งที่น่าเห็นใจคือมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ศักยภาพดังกล่าวในตัวมนุษย์อาจจะถูกบดบังด้วยอำนาจหอมหวนแห่งอำนาจ เป็นอำนาจที่มีในปัจจุบัน... เป็นอำนาจที่กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว... ขณะเดียวกันก็เป็นอำนาจที่พยายามจะรักษาไว้ในอนาคต... ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความหอมหวนของอำนาจที่อาจจะรักษาไว้ได้ด้วยการกระโจนเข้าสู่หลุมดำ ตามคําเตือนของคุณหมอประเวศ วะสี สืบย้อนถึงประเด็นที่มาเรื่องดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามีที่มาจากทฤษฎีการโยนหินถามทางของคนหน้าเดิมในรัฐบาล เป็นหินก้อนเดียวกันจากการโยนของคนเดียวกัน ที่เปิดประเด็นเรื่อง เขตปกครองพิเศษภาคใต้ และต่อมาภายหลังต้องกลับลำ กับคําพูดของตนเองแบบเกือบหมดสภาพเป็นหินที่ถูกโยน โดยมุ่งหวังจะดูแรงกระเพื่อมของน้ำจะขยายวงกว้างขนาดไหน อันที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นอันใดเลย ที่จะต้องโยนหินถามทาง ให้เปลืองแรง เนื่องจากประเด็น เรื่องการลงเลือกตั้งหรือไม่ของ พล.อ.สนธิ นั้น ผู้ที่จะตอบได้ดีที่สุดคือตัว พล.อ.สนธิ เอง หากพยายามทำความเข้าใจ และประยุกต์ใช้หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ดี 3 ห่วง 2 เงื่อนไขตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความมีเหตุผล ความพอประมาณ การมีภูมิคุ้มกัน การใช้ความรู้และคุณธรรม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจการดารงชีวิตในระดับปัจเจกบุคคลได้เป็นอย่างดี พล.อ.สนธิ ควรตอบตนเองให้ได้เสียก่อนว่า การที่จะตัดสินใจเข้าสุ่สนามเลือกตั้งนั้นมีเหตุผลหรือไม่...เมื่อเทียบกับสถานะปัจจุบันของตนเอง ซึ่งมีที่มาจากการใช้กำลังยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาธิปไตย สถานะของประธาน คมช. ยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่ยึดติดอำนาจ รวมไปถึงความชอบธรรมในการยึดอำนาจที่ พล.อ.สนธิ จะต้องสูญเสียไป โดยในที่สุดประชาชนจะมองว่า เป็นการยึดอำนาจเพื่อตนเองและพวกพ้อง... มีความพอประมาณหรือไม่...กับสถานะของการเป็นประธาน คมช. ที่หากมองแล้ว ควรจะต้องเป็นกลางในการสร้างความสมานฉัทน์และความมั่นคงให้เกิดขึ้นในสังคมและประเทศ ถึงแม้จะอ้างว่าสถานะของความเป็นประธาน คมช. ของ พล.อ.สนธิ จะหมดไปพร้อมวาระของ คมช. เมื่อมีการเลือกตั้ง ดังนั้นการเข้าสู่การเมืองจะไม่เกี่ยวกับสถานะของปราน คมช. ซึ่งจะต้องหมดไปแต่อย่างใด แต่ในความเป็นจริงแล้ว สถานะมันหมดไปจริงหรือไม่ อย่าลืมว่าปรากฎการณ์ในโลกมนุษย์มีหลายสิ่งที่ไม่สามารถแยกความจริงกับความไม่จริงออกจากกันได้ หากแต่สิ่งใดที่ประชาชนเห็นว่าเป็นความสําคัญ นั่นก็คือความจริงสําหรับประชาชน ภูมิคุ้มกัน...ดูจะเป็นเหตุผลที่ใกล้เคียงที่สุดที่ พล.อ.สนธิ อาจใช้อ้างในการตัดสินใจลงเล่นการเมืองได้ นั่นคือ เพื่อหาภูมิคุ้มกันอำนาจให้กับตนเองภายหลังเกษียณอายุราชการ เพื่อป้องกันการเอาคืนจากกลุ่มอำนาจเก่า ความรู้...ทักษะของการเป็นทหารสายอาชีพ กับทักษะการเป็นนักการเมืองข้อนี้ อดีตผู้นากองทัพ เช่นนายกฯสุรยุทธ์ ได้ให้ความเห็นสั้นๆแล้วว่า ไม่เหมือนกัน และไม่ง่าย คุณธรรม...ที่ผ่านมา พล.อ.สนธิ ให้การยึดมั่นกับคุณธรรมมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความกตัญญู การรักษาคําพูด การไม่แบ่งแยกฝ่าย และการให้อภัย เมื่อประมวลสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน พล.อ.สนธิ น่าจะมีคาตอบสุดท้ายสำหรับการตัดสินใจดังกล่าวของตนเองจานาไปสู่ความยั่งยืนในภาคการเมืองหรือไม่อย่างไรและบทบาทของ พล.อ..สนธิ ถูกสังคมจับตามองในมุมมองอีกมิติหนึ่ง เป็นรูปแบบที่แตกต่างไปจากที่เคยเป็นครั้งก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นมิติที่หลุดพ้นจากสถานะของปัจเจกบุคคลที่ พล.อ.สนธิ คือ พล.อ.สนธิ แต่เป็นมิติในบทบาทของสถาบันที่ พล.อ.สนธิ คือ กองทัพ และกองทัพคือ พล.อ.สนธิ การเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ถึงแม้จะเป็นการลงสมัครรับเลือกตั้งตามสิทธิ์โดยชอบธรรม แต่เป็นการยากที่จะสลัดภาพของการสืบทอดอำนาจจากกองทัพ เรายังพอจํากันได้กับเหตุการณ์เมื่อ 9 เดือนก่อน ภายหลังการปฎิวัติที่ประธาน คมช. ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันกับประชาชนมาโดยตลอดว่า ไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองแต่อย่างใด และสมาชิกใน คมช.เอง ก็ไม่เห็นมีใครแสดงท่าทีการสืบทอดอำนาจหรือสนใจทางการเมืองแต่อย่างใด หลายๆ คน ยังคงพอจํากันได้ กับคําให้สัมภาษณ์ที่หนักแน่นและเข็มแข็งแบบชายชาติทหารของประธาน คมช. เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการสืบทอดอำนาจในอนาคต โดยประธาน คมช. กล่าวย้ำ พร้อมทั้งชี้นิ้วไปที่อกตนเองอย่างสง่าผ่าเผย ด้วยคําพูดที่ว่า ‘ นั่นไม่ใช่ตัวผม ไม่ใช่ พล.อ.สนธิ ' พวกเรายังจํากันได้ และ พล.อ.สนธิ เอง ก็ย่อมจําได้ ฤาว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ ไม่ใช่ตัวตนของ พล.อ.สนธิ ตอนนั้น คืนรัง
กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ติอต่อกันหลายวัน กับการตัดสินใจจะล่นการเมืองหรือไม่ของ พล.อ.สนธิบุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเจ้าตำรับ แผนพิฆาต 4 ขั้นตอน ที่ได้กระทำการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทิ้ง เมื่อสองขวบปีที่ผ่านมา
แก้รัฐธรรมนูญม.237
รัฐธรรมนูญปิศาจ หน้าแหลม ฟันดำ ยึดหลักความ "สุดโต่ง" เป็นสรณะ เพราะ เขียนขึ้นด้วยความเกลียดคน ๆ เดียว กฎหมาย 7 ชั่วโคตร ผลงานโบแดงของอดีต รมต.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ออกมาแล้ว สนช. นั่นแหละ ที่เอะอะโวยวาย ปล่อยมาได้ไง
กฎหมายสุดขั้วพรรค์นี้ ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอยู่
แทนที่จะได้คนมีความรู้ความสามารถใหม่ๆ เข้ามาเล่นการเมือง ตรงข้าม เลือกตั้ง ส.ว.ล่าสุด มีแต่พวกโนเนม ใครก็ไม่รู้แห่มาสมัครเพียบ เพราะห้ามตั้งแต่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลูก หลาน เหลน เขย สะใภ้ ญาติโกโหติกา รวมแล้ว 84 คนรวด แค่ 1 ในญาติโกไปทำสัญญากับหน่วยงานรัฐที่นักการเมือง (หรือเจ้าหน้าที่รัฐ) เกี่ยวข้องอยู่ จะกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนทันที นักการเมืองมีสิทธิติดคุกหัวโต
ที่หวังดีเลยกลายเป็นทำร้ายประเทศชาติไปฉิบ นี่ไง ตัวอย่าง !!!
กรณี ม.237 ในรัฐธรรมนูญ ที่กำลังจะทำลายล้างพรรคการเมืองก็เช่นกัน ระบุว่า "หากผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายจนทำให้ ผลการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (ก็แม้แต่ กกต. ยังถูกตั้งคำถามเลย เที่ยงธรรมจริงหรือ จับเงินค่ารถ พปช. ที่โคราช 1.7 หมื่น ได้ใบเหลือง, จับเงิน 1.3 ล้าน ของ ปชป.ที่เพชรบูรณ์พร้อมรายชื่อชาวบ้าน ก็ได้ใบเหลือง ไม่ใช่ใบแดง)
หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคหรือ กก.บริหารพรรค มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลยหรือทราบแล้วไม่ยับยั้งแก้ไข ให้ถือว่าพรรคการเมืองกระทำการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รธน. ซึ่งมีโทษยุบพรรคและให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี"
ดูแล้วเจตนารมณ์ดีมากเลย แต่ไม่ต่างจากกฎหมาย 7 ชั่วโคตรหรอก !!!
ไม่มีประเทศไหนในโลกจะทำให้การเมืองไร้เสถียรภาพได้เท่า รธน.ปิศาจของไทยอีกแล้ว นี่ยังไม่นับกรณีรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จากสารพัดคดี ที่เป็นอีกปัญหาใหญ่ของรธน. ปิศาจนะ ที่วิปรัฐบาล 6 พรรคเสนอให้แก้ ม.237 ที่จ้องยุบพรรคก่อน จึงไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล หากไม่อคติเกลียดแม้วแบบไม่ลืมหูลืมตา หรือมองแค่พรรคการเมือง ทำเพื่อตัวเอง ดิ้นหนียุบพรรคกันแง่เดียว
ขนาดยังไม่ยุบจริง มีแค่ข่าว (แต่ทุกวัน) ดัชนีตลาดหุ้นยังดิ่งเอา ๆ นักลงทุนก็หวาดผวา ประชาชนก็หมดมู้ดใช้จ่าย ทำให้ ดร.สมชัย จิตสุชน ผอ.ฝ่ายวิจัยทีดีอาร์ไอต้องออกมายอมรับ ข่าวยุบพรรค ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนมาก เดี๋ยวเลือกตั้ง เดี๋ยวยุบ สลับอยู่อย่างนี้
เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ยากมาก ดร.สมชัยย้ำ !!!
พวกซาดิสต์ทั้งหลายที่อยากได้ความสะใจเป็นภักษาหาร ฟัง ดร.สมชัยพูดไว้หน่อยก็ดีนะ เมื่อการเมืองไม่มีเสถียรภาพ เศรษฐกิจก็ไปไม่รอด ไอ้ที่สาหัสอยู่ตอนนี้ ก็จะสาหัสมากขึ้น
เมื่อการเมืองถึงทางตัน ก็ต้องผ่าทางตันเท่านั้น ที่จริงแล้ว แก้ ม.237 ยังไม่พอ มันต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญปิศาจหน้าแหลมฟันดำที่เป็นผลผลิตของเผด็จการอีกด้วย
จะไปอาลัยอาวรณ์อยู่ทำไม รัฐธรรม นูญสุดอัปลักษณ์ฉบับนี้ !!!.
โดย : ดาวประกายพรึก
สิ้นมนต์ขลัง
คอลัมน์: ปิดไม่ลับ เป็นที่ทราบกันดีว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ถือเป็น "ปูชนียบุคคลทางทหาร" และยังเป็น "เสาหลักหนึ่ง" ของประเทศ ทุกครั้งที่ พล.อ.เปรม ให้เกียรติเดินทางเป็นประธานพิธีต่างๆ มักจะมีนายทหารระดับสูงทั้ง "ในและนอก" ราชการ ร่วมคณะมาด้วยอย่างพร้อมเพียง ช่วงก่อน "ปฏิวัติรัฐประหาร" วันที่ 19 กันยายน 2549 ทุกถนนที่ พล.อ.เปรม เดินทางไปตรวจเยี่ยมหรือบรรยายพิเศษจะมีเหล่าบรรดา "ทหารลูกป๋า" รายล้อมจำนวนมาก โดยเฉพาะ "โครงการสานใจไทยสู่ใจใต้" ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่บรรดา "ทหารลูกป๋า" จะถือโอกาสนี้มาพบปะสังสรรค์กันตามธรรมเนียมประเพณีที่ผ่านมา ไล่เรียงตั้งแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกยกเป็นก้นกุฏิ "ทหารลูกป๋า" และเป็นคนสำคัญที่ พล.อ.เปรม ยกให้เป็นประธาน "โครงการสานใจไทยสู่ใจใต้" อีกด้วย พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการโครงการ ซึ่งทั้ง 2 คนนี้ ถือเป็น "ขาประจำ" ที่ไม่เคยพลาดหาก "ป๋าเปรม" ต้องออกงาน นอกจากนี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่มีชื่อเป็นกรรมการ ยังเคยปลีกเวลาช่วงการปฏิรูปมาร่วมพิธีในช่วงที่เปิดโครงการนี้รุ่นที่ 7 ด้วย แต่เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา พล.อ.เปรม เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ รุ่นที่ 8 กลับไร้เงาของบรรดา "ทหารลูกป๋า" ที่เคยร่วมหัวจมท้าย "ปลุกกระแสรักชาติ" ก่อนและหลังปฏิรูปโดยเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งเป็นลูกป๋าที่ได้ดีจนเป็นถึงนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญ ยังเป็นถึงประธานโครงการนี้ แต่กลับไร้เงา เช่นเดียวกับ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.พงษ์เทศ และบิ๊กกองทัพคนอื่น ที่สำคัญ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ส่งเพียงนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำ ผบ.ทบ. ยศ พล.ท. มาเป็นตัวแทนกองทัพบก คือ พล.ท.ดิชวัฒน์ กุชชรานุสรณ์ ขณะที่ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เคยเดินทางมาร่วมพิธีและคุมมาตรการรักษาความปลอดภัย ก็ส่งเพียง พล.ต.ดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ รองแม่ทัพภาคที่ 1 มาแทน โดยอ้างว่าติดเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) นี่เป็นบทพิสูจน์การเมืองไทยเปลี่ยนยุค จากที่เคยเป็น "ผู้ไล่ล่า" มาเป็น "ผู้ถูกไล่" ทำให้คนที่เคยใกล้ชิด พล.อ.เปรม ต่างก็เก็บตัว และไม่เสนอตัวให้เห็นถึงความเป็น "ทหารลูกป๋า" กันทั้งนั้น
นายกฯเตรียมประกอบพิธียกเสาเอกพระเมรุ
นายกฯเตรียมเป็นประธานในพิธียกเสาเอก การก่อสร้างพระเมรุฯ ก่อนประชุมสภากลาโหม และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนประจำสัปดาห์โดย พันธมิตรนัดเคลื่อนไหวในช่วงเย็นวันนี้
อย่างไรก็ตามในวันนี้ นายกรัฐมนตรียังมีนัดให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนประจำสัปดาห์ ซึ่งจะต้องจับตาถึงข้อสรุปความชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลท่ามกลางการเคลื่อนไหวเตรียมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงเย็นวันนี้ด้วย
ส่วนบรรยากาศที่ท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้ก่อนพิธียกเสาพระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวง นราธิวาสราชนครินทร์ ตามมงคลฤกษ์ในเวลา 10.09 น. วันนี้ โดยมี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประกอบพิธีนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรได้เข้าตรวจสอบฐานรากของเสาเอกพระเมรุต้นที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง เพื่อความพร้อมก่อนการประกอบพิธี
ขณะที่เจ้าหน้าที่บางส่วนได้เร่งตกแต่งสภานที่และปรัมพิธีอย่างสวยงาม พร้อมมีการจัดเต็นท์สำหรับสื่อมวลชนในการถ่ายภาพโดยเฉพาะ โดยมีการติดตั้งรั้วเหล็กโดยรอบเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย
กัญจนาขอฟังพปช.เรื่องมาตรา309ก่อนตัดสินใจ
รองหัวหน้าพรรคชาติไทย " กัญจนา ศิลปอาชา " เผย ขอฟังเหตุผลจากทางพรรคพลังประชาชน ก่อนพิจารณาเรื่องแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรา 309 หวั่นผิดข้อตกลงเข้าร่วมรัฐบาล
ส่วนที่ทางพรรคจะสนับสนุน หรือ คัดค้านการแก้ไขในประเด็นดังกล่าว หากทางพรรคพลังประชาชน เสนอมาหรือไม่นั้น นางสาวกัญจนา กล่าวว่า คงต้องขอรับฟังเหตุผล และเจตนาที่แท้จริง จากทางพรรคพลังประชาชน ก่อนที่ทางพรรคชาติไทยจะมีการตัดสินใจ เนื่องจากการไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงาน ของ คตส. นั้น ถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญ ที่ทางพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน ตัดสินใจตอบรับเข้าร่วมรัฐบาล
ทั้งนี้ นางสาวกัญจนา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคชาติไทย จะมีการจัดประชุมคณะกรรมบริหารพรรค และทีมกฎหมาย เพื่อหารือเกี่ยวกับกรอบการทำงานเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันอังคารที่ 1 เมษายน นี้
หมอเหวงยันไม่ร่วมสังเกตการณ์พันธมิตรฯ
ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย ยืนยัน ไม่ร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เชื่อ ประชาชนไม่เหลียวแลและจะเลิกรากันไปเอง
ให้เกิดการยั่วยุ ส่วนเหตุผลของการชุมนุมนั้น ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า พิจารณาโดยลึกซึ้งแล้วไม่ตรงกับความจริง เช่น การต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ 309 แต่ที่จริงรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะคดีจัดซื้อที่ดินรัชดาได้อยู่ในชั้นศาลแล้ว น.พ.เหวง เชื่อว่า ประชาชนจะสนับสนุนการชุมนุมน้อยกว่าเมื่อสองปีที่แล้ว
และการชุมนุมจะยุติลงไปเอง
ทั้งนี้ สมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้เชิญชวน ส.ส. และ ส.ว. ระดมความคิดเห็นเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันจันทร์หน้า
แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันเวทีเสวนาเลิกไม่เกินเที่ยงคืน
สำนักข่าวไทย 28 มี.ค.- “สมศักดิ์ โกศัยสุข” ยืนยันเวทีเสวนากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ยืดเยื้อ เพราะไม่ใช่การชุมนุม ส่วนการเดินทางกลับประเทศไทยของ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ไม่วิตก ต้องการให้ทุกอย่างเดินไปตามกระบวนการยุติธรรม
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวใน “ข่าวเช้าโมเดิร์นไนน์” ถึงเวทีเสวนาของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์วันนี้ (28 มี.ค.) ยืนยันว่า ไม่มีการยืดเยื้อ เพราะไม่ใช่การชุมนุม เป็นการเสวนาของกลุ่มพันธมิตรฯ และองค์กรพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อพูดคุยถึงปัญหา รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำงานของรัฐบาลที่ส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะเริ่มเวลา 16.00 น. และคาดว่าเลิกไม่เกินเที่ยงคืน ยืนยันว่าแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีการแตกคอกันเหมือนอย่างที่มีข่าวเกิดขึ้น เพราะไม่มีเหตุผล ซึ่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้มาชุมนุมวันนี้ เพราะติดภารกิจที่ต่างประเทศ โดยได้แจ้งให้ทราบแล้วก่อนหน้านี้
ต่อข้อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับท่าทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ขณะนี้มองว่าทำให้บรรยากาศการเมืองตึงเครียดหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นพฤติกรรมของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่แสดงออกมาในลักษณะนี้ ซึ่งการดีเบตที่ ร.ต.อ.เฉลิมพูดถึง เป็นเรื่องในอนาคต
ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศเร็วกว่าเดิม จะเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์ หรือวิตกอะไร การกลับมาเร็วถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะต้องการให้ทุกอย่างเดินไปตามกระบวนการยุติธรรม.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-28 07:45:04







