WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 29, 2008

'เลี้ยบ'ชี้ปัญหายุบพรรคกระทบความเชื่อมั่นทาง ศก.


วันนี้ (28 มี.ค.) นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะเป็นปัญหากับทั้งด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาประชาธิปไตย โดยหากใครที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง มาตลอด จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี 40 นั้น ได้มีกรณีการยุบพรรคเกิดขึ้นจริง แต่ผลสะเทือนน้อยกว่า เนื่องจาก กรรมการบริหารในพรรคนั้น ๆ ไม่ได้ต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองทั้งหมด แต่ถูกตัดสิทธิ์เฉพาะการห้าม เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองอื่น ๆ อีก แต่ยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้

อย่างไรก็ดี เห็นว่าจะมีการยุบพรรคเกิดขึ้นหรือไม่นั้น อยู่ที่การตีความว่า มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไร ถึงขนาดทำให้ต้องยุบพรรค โดยพรรคการเมืองนั้น ถือว่าเป็นที่รวมของอุดมการณ์ทางประชาธิปไตย มีสมาชิก เป็นแสนคน เป็นล้านคน หากคนที่ทำผิดเพียงคนเดียว ทำให้ต้องยุบพรรค ก็อาจจะทำให้การพัฒนาประชาธิปไตย เกิดขึ้นไม่ได้ ทั้งนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ไม่มีการยุบพรรคเกิดขึ้น แต่จะลงโทษผู้ที่ทำผิดอย่างหนักหน่วง

'มันไม่น่าจะผูกพันไปถึงคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนในการตัดสินใจในเหตุการณ์นั้น ๆ ผมเชื่อว่าหากเกิดขึ้นจริง ในอนาคตคงจะเห็นนักการเมืองเกี่ยงกัน ไม่มีใครอยากเป็นกรรมการบริหารพรรค ส่วนกรรมการบริหารพรรคก็คงจะมีแค่ตำแหน่งตามกฎหมายเท่านั้น เห็นได้จากการประชุมพรรคพลังประชาชน เมื่อวันเสาร์ที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ตามปกติแล้วจะต้องมีคนมาขอเป็นกรรมการบริหารพรรคเพิ่มตลอด แต่ครั้งนี้ไม่มีเลย ถือว่าเป็นเรื่องแปลกมาก'

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การคงบทบัญญัติเช่นที่ว่าไว้ในรัฐธรรมนูญดังกล่าว ไม่ได้เป็นการช่วยให้แก้ไขปัญหา การซื้อเสียงได้ ดังนั้น จึงไม่ทราบว่าจะคงไว้ทำไม เนื่องจากจะทำให้พรรคการเมืองที่ตั้งใจทำหน้าที่ตาม ระบบประชาธิปไตย ทำหน้าที่ต่อไปได้ ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ตอนนี้เวลาพบกับนักลงทุนหรือสื่อมวลชนต่างชาติ เขามักจะถามผมว่า ยุบพรรคเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นการสะท้อนว่า เป็นปัญหาความเชื่อมั่น ที่ได้มีผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว

‘จักรภพ' วอนพันธมิตรฯคำนึงถึงประเทศ

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า เราเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยมีอะไรเกิดขึ้น เราก็ติดตาม แต่ไม่ได้แอบไปสังเกตการณ์ที่ลี้ลับ ทุกคนทำอะไรที่เปิดเผยบนดิน เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้การสนับสนุนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นแย้งก็ตาม เพราะฉะนั้นในขณะนี้พี่น้องประชาชนห่วงอยู่ว่า การเล่นการเมืองของหลายกลุ่มจะทำให้บ้านเมืองไปสู่ภาวะที่คับขัน

" ตรงนี้ก็เพียงแต่ขอร้องกันว่า เรามาถึงขั้นนี้ก็เหนื่อยกันนักหนาแล้ว ไม่ใช่ส่วนรัฐบาลแต่ทั้งประเทศ นายกฯก็เดินสายต่างประเทศทุกวี่ทุกวัน ได้รับคำถามจากผู้นำเกือบทุกประเทศในอาเซียนว่า นายกฯยืนยันได้ไหมว่าเหตุการณ์เกือบเป็นปกติแล้ว เพราะเขาได้ยินข่าวกลุ่มนี้จะเคลื่อน กลุ่มนี้จะขยับตัว นายกฯและผู้เกี่ยวข้องก็ต้องตอบไปว่า เราต้องยืนทำให้เกิดความปกติมากที่สุด ตรงนี้ขอให้เห็นใจรัฐบาลบ้างว่า อยู่ในฐานะที่ต้องนำประเทศไทยกลับไปสู่แผนที่โลก ที่เราตกจากแผนที่มา 2 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นการสร้างเงื่อนไขที่ดี ก็จะเป็นการช่วยประเทศได้เยอะมากในระยะนี้" นายจักรภพ กล่าว

รมต.สำนักนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ในพรรคพลังประชาชนได้จัดเวทีประชาธิปไตยในพรรค กลไกเหล่านี้จะเกิดขึ้นด้วยการประชุมพรรคทุกวันอังคารช่วงบ่าย มีการจัดที่นั่งให้รัฐมนตรีตอบกระทู้ภายในพรรค เพื่อรัฐมนตรีของพรรคตอบคำถามสมาชิกพรรค ทั้งที่เป็นส.ส.และไม่ได้เป็นส.ส. ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมือง ด้วยกลไกเหล่านี้เราคงจะพูดได้ชัดเจนว่า มติพรรคควรเป็นอะไร และพรรคจะได้ไม่เป็นเงื่อนไขไปสู่บรรยากาศที่ไม่ดี

จาก hi-thaksin

Believe It or Not! ไม่เกี่ยวข้องรัฐประหาร...?

บรรทัดทองได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ มติชน พาดหัวไม้ "ป๋า" บอก 'คิดกันไปเอง' อยู่เบื้องหลังปฏิวัติ ฉบับวันที่ ศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2551 ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในการเดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้รุ่นที่ 8 ที่สโมสรทหารบก เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551

"พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่เคยทำ"

"ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ"

เป็นคำตอบของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่า "มีหลายคนสงสัยว่าท่านอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ"

บรรทัดทองขอเนื้อหาข่าวบางช่วงบางตอนที่ พล.อ.เปรม ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่หนังสือพิมพ์มติชน นำมาตีพิมพ์ดังนี้

"......เมื่อถามว่า มีหลายฝ่ายกังวลถึงความไม่ปลอดภัยของท่านที่หายหน้าไปจากสังคม พล.อ.เปรมกล่าวว่า 'ผมไม่ได้หายไปไหน ผมก็อยู่เงียบๆ ตามปกติ"

เมื่อถามว่า มองหรือไม่ว่าการเมืองจะส่งผลกระทบต่อตัวเอง เพราะหลายคนสงสัยว่าท่านอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ(เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549)ที่ผ่านมา พล.อ.เปรมนิ่งสักครู่ก่อนกล่าวว่า " พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่เคยทำ"

เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร พล.อ.เปรมกล่าวว่า "คุณต้องรู้ว่าผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างนั้น ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ"อ่านเนื้อหาข่าวฉบับเต็มคลิ๊กที่นี่

บรรทัดทองอ่านเนื้อหาข่าวในประโยค ดังกล่าวแล้ว รู้สึกตะหงิด...ตะหงิดใจ และยังมีข้อสงสัยเป็นอย่างยิ่งกับคำตอบของพล.อ.เปรม จนยากจะเชื่อในคำปฏิเสธดังกล่าว เพราะมีประจักษ์พยานทั้งพยานบุคคล และพยานวัตถุ อันเชื่อได้ว่าท่านมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะ

ภาพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าเฝ้าพร้อมคณะรัฐประหาร เมื่อกลางดึกวันที่ 19 กันยายน 2549(ชมภาพพล.อ.เปรมเข้าเฝ้าฯคลิ๊กที่นี่)

ภาพ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เข้าหารือที่บ้านสี่เสาเทเวศร์

ภาพ นายกล้าณรงค์ จันทิก กรรมการป.ป.ช. เข้าพบเพื่อรายงานขั้นตอนและวิธีการดำเนินการกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังการรัฐประหาร

เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่าพล.อ.เปรม "เกี่ยวข้อง" กับการก่อการรัฐประหาร จริง

โดยเฉพาะประโยคที่พล.อ.เปรม กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ" มันค่อนข้างจะขัดกับ คำตอกย้ำในการเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายทหารคนสนิท ซึ่งอยู่ชิดติดตัวท่านมานานกว่า 30 ปี พร้อมกับคำรับประกัน "ดีที่สุด" ในช่วงที่มีกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการทหาร ภายหลังการโค่นล้มรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ด้วยพยานหลักฐานเหล่านี้ จึงมัดแน่นหนาเกินกว่าที่พล.อ.เปรม จะดิ้นหลุดได้จากข้อหา ร่วมวางแผนก่อการรัฐประหาร และร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังการรัฐประหาร ในฐานะผู้สนับสนุนคณะรัฐประหาร

ยิ่งบรรทัดทองได้อ่านบทสัมภาษณ์ สุริยะใส กตะศิลา ในฐานะโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเฟืองจักรตัวสำคัญของขบวนการโค่นล้มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนำไปสู่เงื่อนไขให้ทหารคณะหนึ่ง ในนามคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. อ้างเป็นเหตุผลในการก่อการรัฐประหาร ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Image ฉบับเดือนธันวาคม 2549

เป็นการให้สัมภาษณ์ของสุริยะใส กตะศิลา ภายหลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร เพิ่งผ่านพ้นไปได้ 3 เดือน เมื่อฝุ่นควันที่ปกคลุมบ้านเมืองไทย จากการย่ำและตบเท้าของกองทัพ เริ่มจางหายไป คำให้สัมภาษณ์ของสุริยะใส ทำให้ประชาชนมองเห็นอะไรเป็นอะไรได้ชัดเจนขึ้น

เพราะตอนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ สุริยะใส กตะศิลา ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทย และประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของประชาชน ต้องบันทึกไว้ นั่นคือ ตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ที่ สุริยะใส ระบุว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองค มนตรี เป็นผู้ใช้อำนาจผ่าน คปค. และเกี่ยวข้องกับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อย่างเปิดเผย ....

อ่านบทสัมภาษณ์ "สุริยะใสแฉพล.อ.เปรมอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร" คลิ๊กที่นี่

ทั้งพยานบุคคล และพยานเอกสาร ที่หนักแน่น คงไม่ตอบอธิบาย ว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่

หากพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่เป็นผู้สร้างเงื่อนไข และทำให้ประชาชนเข้าใจเช่นนั้น การรวบรวมรายชื่อทูลเกล้าถวายฎีกา เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ถอดถอน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกจากตำแหน่งองคมนตรี และประธานองคมนตรี รวมทั้งการเดินขบวนชุมนุม ขับไล่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ในช่วงที่ผ่านมา ก็คงจะไม่เกิดขึ้น

ทั้งๆ ที่ ในความเป็นจริง เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะต้องเกิดขึ้น เพราะการแต่งตั้งองคมนตรี เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ (รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 เขียนว่าเป็น "พระอัธยาศัย") หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเป็นสิทธิส่วนพระองค์ ที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคล ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพระมหา กษัตริย์

จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่ประชาชนชาวไทย ในฐานะพสกนิกรผู้จงรักภักดี จะแสดงพฤติ กรรมใดๆ ก็ตาม โดยมีลักษณะหรือท่วงทำนองท่าทีที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า ประชาชนกำลังก้าวล่วง หรือละเมิดต่อสิทธิส่วนพระองค์ หรือ สิทธิที่พระองค์ท่านทรงมี ซึ่งในฐานะพระมหากษัตริย์ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในความเห็นของบรรทัดทองคิดว่า ลำพังคำกล่าวลอยๆ ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพียงไม่กี่คำ ที่ระบุว่า "พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่เคยทำ" "ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ"จึงดูไม่น้ำหนักเพียงพอ คำชี้แจงของพล.อ.เปรม ต่อกรณีนี้จะมีความสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อมีพยานยืนยันที่สมเหตุสมผล ทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล พยานแวดล้อม มาหักล้างน้ำหนักพยานที่ประชาชนนำมาแสดง อันเชื่อได้ว่า "ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง" จริงๆ ซึ่งลำพังคำกล่าวลอยๆ ของพล.อ.เปรม คงไม่มีน้ำหนัก ให้ประชาชนเข้าใจ และเชื่อถือได้เช่นกัน

กระทั่งล่าสุด นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า "ได้รับเอกสารลับที่แทรกมากับเอกสารการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเขียนด้วยลายมือ แจ้งเตือนว่ามีขบวนการจ้องล้มล้างทำลายรัฐบาล โดยมีการประชุมกันเพื่อเตรียมปฏิวัติอีกครั้ง แต่ยังหาเหตุผลในการทำปฏิวัติไม่ได้"

บรรทัดทอง คาดหมายว่าเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ ก็อาจจะยังเข้าใจว่ามีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เกี่ยวข้องกับกระแสข่าวที่นายสมัครออกมาเปิดเผย ในครั้งนี้ด้วย

ดังนั้น ทางออกที่จะล้างภาพว่า ท่านไม่ได้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คือการออกมาชี้แจงได้ต่อสาธารณะชนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ว่า "เกี่ยวข้อง" หรือ "ไม่เกี่ยวข้อง" รวมทั้งกระแสข่าวลือปฏิวัติรอบสองด้วย

แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะเชื่อหรือไม่ ว่าคำชี้แจงและประจักษ์พยานของท่านเป็นเรื่องจริง

บรรทัดทอง
จาก hi-thaksin

ประโคมข่าวทั่วโลก‘เปรม'ร้อนตัวปัดเอี่ยวปฏิวัติ-ทิ้งปริศนาเจ้าของ‘มือที่มองไม่เห็น'


สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อไม่นานมานี้ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวโดยปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 2549 ยึดอำนาจรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ดี บรรดาพันธมิตรของอดีตนายกฯทักษิณสามารถกลับมาครองอำนาจได้อีกครั้งในขณะนี้

เอเอฟพีระบุด้วยว่า พล.อ.เปรมไม่ได้แสดงความวิตกกังวลว่าอาจจะกลายเป็นเป้าของการแก้แค้นทางการเมืองจากรัฐบาลใหม่ ซึ่งสามารถครองอำนาจในการบริหารประเทศภายหลังจากที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

‘ผมไม่เคยทำ ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง และเรื่องใด ๆ ' ข้อความส่วนหนึ่งที่พล.อ.เปรมได้กล่าวต่อบรรดาผู้สื่อข่าวภายหลังจากที่ถูกถามว่ามีหลายคนสงสัยว่าตัวเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร

ก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณได้กล่าวหาพล.อ.เปรม ซึ่งเคยเป็นอดีตนายกฯหลายสมัยว่าเป็นผู้วางแผนการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน ปี 2549

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพียังรายงานด้วยว่า นายกฯสมัคร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพ.ต.ท.ทักษิณในการนำบรรดาผู้สนับสนุนตัวเขาเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในนักการเมืองเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าปะทะกับพล.อ.เปรมอย่างเปิดเผย

นอกจากนี้ สำนักข่าวเอเอฟพียังระบุในตอนท้ายด้วยว่า นายกฯสมัครได้กล่าวหาเกี่ยวกับเรื่อง ‘มือที่มองไม่เห็น' ว่ากำลังพยายามที่จะล้มรัฐบาลของเขา แต่อย่างไรก็ดี นายสมัครไม่ได้ระบุชื่อเจ้าของมือที่มองไม่เห็นดังกล่าว

/////////////////////

Top Adviser To Thai King Denies Role In Coup -AFP

BANGKOK (AFP)--The top adviser to Thailand's king denied Thursday that he was involved in the 2006 coup against former premier Thaksin Shinawatra, whose allies are now back in power.

Prem Tinasulanond, head of the Privy Council, said he was not concerned that he might become a target for political retribution by the new government, who took power after winning elections in December.

"I have done nothing," he told reporters in the most explicit denial he has made about his role in the coup. "I am not involved in politics or anything related to politics." Thaksin's allies have accused Prem, a former prime minister who is widely seen as the public voice of Thailand's revered King Bhumibol Adulyadej, of masterminding the putsch in September 2006.

Prime Minister Samak Sundaravej, who was tapped by Thaksin to lead his supporters in the elections, is one of the few politicians who dares feud publicly with Prem.

Samak has alleged that an "invisible hand" is trying to bring down his government, though he did not name anyone

จาก hi-thaksin

Friday, March 28, 2008

“สมัคร”แฉขบวนการจ้องปฏิวัติโค่นรัฐบาล อ้างเอกสารลับ -พุ่งเป้า“จักรภพ”รายแรก


ท่ามกลางกระแสจ้องล้มล้างรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้เริ่มคืบคลานพุ่งหมายมาที่ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้แล้ว “สมัคร” แฉมีขบวนการจ้องปฏิวัติซ้ำสอง อ้างได้รับเอกสารลับ ปัดไม่ตอบโยง “มือที่มองไม่เห็น” หรือ “ทหาร” ชี้ “จักรภพ” เป้าแรก ยอมรับมีหลายเสียงบ่นอึดอัดกับหนังสือ “ลับ ลวง พราง”

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ (28 มี.ค.)ว่า ขณะนี้ยังพบมีกลุ่มที่จะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยมีแนวคิดที่จะทำการปฏิวัติรัฐบาล ส่วนตัวยืนยันไม่วิตกกังวลกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว และไม่กลัวการปฏิวัติ เพราะเชื่อว่าคงไม่สามารถดำเนินการได้ง่ายในยุคนี้

“มีคนยังไม่เลิก ยังวิ่งเต้นกันอยู่ ยังนัดประชุมกันอยู่ คือยังคิดว่าปฏิวัติกันได้อยู่ แต่ไม่วิตกทุกข์ร้อน เขาคิดว่ายังมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ เขาก็คิดทำกัน แต่มันก็ไม่มีเหตุผล ผมถึงไม่ประเมินใครเป็นคนทำ ก็น่าจะอายบ้าง” นายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้สื่อข่าวในการให้สัมภาษณ์ประจำสัปดาห์

นายสมัคร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มยังคอยจ้องเล่นงานรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยพุ่งเป้ามาที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงตัวเองด้วย แต่ในส่วนของตัวเองแล้วไม่มีความกังวลใดๆ เพราะระวังตัวเองดี และเป็นคนที่มีต้นทุนต่ำอยู่แล้ว

“ผมระวังตัวอยู่แล้ว ผมต้นทุนต่ำ ติดคุกติดตารางบ้างไม่เป็นไร อยู่มาตั้ง 73 ปีแล้ว เปลี่ยนที่อยู่ซะบ้าง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ นายกฯ ยังระบุถึง การได้รับ “เอกสารลับ” ที่อ้างว่ามีคนกลุ่มหนึ่งมีการประชุมกันเพื่อเตรียมการปฏิวัติอีก แต่ยังหาเหตุผลในการทำปฏิวัติไม่ได้ โดยได้รับเอกสารดังกล่าวแทรกมาในกองหนังสือตั้งแต่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะเปิดเผยกับสื่อมวลชนได้ต่อไป แต่ไม่ขอตอบว่าคนกลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ “มือที่มองไม่เห็น” หรือทหาร หรือแม่ทัพภาคที่ 1 หรือไม่

พร้อมระบุยังเชื่อว่า การสร้างมิตรภาพที่ดีกับผู้นำเหล่าทัพจะเป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ไม่มีการทำปฏิวัติ และรัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความมั่นคง เพราะเชื่อมั่นการทำงานของกองทัพในช่วงที่ผ่านมา โดยในอนาคตจะเปิดโอกาสให้มีการเสนอผู้ที่จะเข้ามาดำลงตำแหน่งผู้บัญชาการเหล่าทัพ และเปิดโอกาสให้ทำงานอย่างเต็มที่

“ที่จะคุยในบ่ายวันนี้ (28 มี.ค.ที่ประชุมสภากลาโหม) จะบอกเขาว่าไม่ต้องทบทวน เมื่อเป็นความเข้าใจกันแล้ว บ้านเมืองก็ไม่น่าจะมีปัญหา บางคนที่มีปัญหาก็วิ่งเต้นให้น้ำมันขุ่นก็ขุ่นยาก ถ้ามีโคลนมีเลนอยู่มันขุ่นแน่นอน แต่ผมแน่ใจว่าเวลานี้น้ำมันใส” นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่สุด

นอกจากนี้ ยังระบุถึงเนื้อหาในหนังสือ “ลับ ลวง พราง” ว่า เป็นแค่การเขียนหนังสือแบบหนึ่งที่ผู้แต่งไม่ใช่ผู้เขียน และมีผู้ที่รู้สึกอึดอัดจากหนังสือเล่มนี้หลายคน ซึ่งได้มีการพูดคุยกับผู้บัญชาการทหารบก (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ที่มีชื่ออยู่ในหนังสือดังกล่าวแล้ว และมีความเข้าใจกันดี
นายกฯ ระบุอีกว่า ในวันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคมนี้ จะขอปรับทุกข์ในรายการสนทนาประสาสมัคร ในฐานะนายกฯ หน้าใหม่


สภาทนายความ ชี้”สนธิ”หมิ่นประมาทซ้ำมีสิทธิถอนประกัน


ทำท่าจะเป็นการหาเรื่องใส่ตัว หลังจากที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นเรื่องเพื่อหารือต่อศาลจังหวัดเชียงราย เรื่องการขออนุญาตขึ้นเวทีเสวนา โดยศาลเห็นว่าสามารถทำได้ แต่จะต้องไม่ไปพูดจาที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้อื่น และไม่พูดจาให้ร้ายป้ายสีผู้อื่น มิเช่นั้นแล้วอาจมีสิทธิถูกถอนประกันได้

นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เปิดเผยว่า หากในวันที่ 28 มีนาคมนี้ มีการตรวจสอบพบว่า การจัดงานไม่ใช่เวทีเสวนาวิชาการ แต่มีเรื่องอื่นแอบแฝงและเป็นการพูดที่พาดพิงหมิ่นประมาทผู้อื่น ใส่ร้าย ป้ายสี สามารถยื่นฟ้องต่อศาลให้ถอนประกันได้

ส่วนในกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามชักชวนให้ประชาชนออกมาร่วมล้ม “ระบอบทักษิณ” อีกครั้งนั้นเป็นการพูดจายุยงส่งเสริม ให้ระดมพลมาล้มระบอบประชาธิปไตย เท่ากับว่าคนพวกนี้เป็น “กบฏ” ทำลายบ้านเมือง สร้างความสับสนวุ่นวายไม่มีทางจบสิ้น

ด้านนายยโน ทองปาน กรรมการฝ่ายช่วยเหลือทางกฏหมาย สภาทนายความ กล่าวเพียงสั้นๆ ในประเด็นหากมีการตรวจสอบพบว่า นายสนธิกระทำผิดตามที่ตกลงกับศาลไว้ ก็สามารถนำหลักฐานมายืนยันเพื่อนำไปยื่นฟ้องต่อศาลได้
รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ มีสิทธิจัดเสวนาชุมนุม แต่จะต้องเป็นไปในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้ามีการตรวจสอบพบว่า ได้มีการกระทำขัดกับระบอบประชาธิปไตยคือ มีการระดมคนมาล้มล้างอำนาจประชาธิปไตย ก็อาจจะเข้าข่าย “กบฏ” แต่ทั้งนี้เราจะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดถึงจะดำเนินการต่อไป

ส่วน นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความในสังกัดสภาทนายความ ให้ความเห็นว่า หากการกระทำของนายสนธิ เข้าข่ายที่จะเป็นการหมิ่นประมาทบุคคล ศาลก็มีสิทธิที่จะยุติการให้ประกันตัวได้ทันที หรือถ้ามีใครเห็นว่า การชุมนุมในครั้งนี้มีบุคคลถูกหมิ่นประมาทก็สามารถไปยื่นฟ้องร้องให้มีการถอนประกันตัวได้เช่นกัน


ต้อนรับ“ทักษิณ”กลับไทย!30 มี.ค.เวลา 15.55 น

หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ขออนุญาตศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเดินทางออกนอกประเทศ โดยระบุไปยังประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังจะเดินทางกลับมายังประเทศไทยในวันที่ 30 มีนาคมนี้ เวลา 15.55 น.

น.ส. ศันสนีย์ นาคพงษ์ โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับถึงเมืองไทยในวันที่ 30 มีนาคมนี้ โดยกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เที่ยวบิน TG 917 เวลา 15.55 น. จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะพักผ่อนส่วนตัว และในช่วงเย็นวันเดียวกัน จะเดินทางไปร่วมงานประกาศรายชื่อนักกีฬาเยาวชนฟุตบอลไทย 15 คน ที่ผ่านการคัดเลือกตามโครงการ “มูลนิธิไทยคม เปิดประสบการณ์พาเยาวชนไทย ไปสู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้” ที่ห้องฟีนิกซ์ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ถนน แจ้งวัฒนะ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางอยู่ต่างประเทศนั้น ได้ชักชวนให้นักลงทุนต่างชาติเดินทางมาประเทศไทย ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเหล่านี้ได้ตกลงและรับปากจะเดินทางมาประเทศไทย เพื่อดูธุรกิจด้านการลงทุนต่างๆ ในเดือนพฤษภาคมนี้

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้กำหนดถึงการเดินทางกลับมาครั้งนี้จะอยู่ประเทศไทยนานเท่าใด



นายกรัฐมนตรี ระบุ ไม่มีการปฎิวัติซ้ำ โดยข่าวที่ออกมาเป็นเพียงความพยายามของคนนอกกองทัพ สร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย

นายกรัฐมนตรี ระบุ ไม่มีการปฎิวัติซ้ำ โดยข่าวที่ออกมาเป็นเพียงความพยายามของคนนอกกองทัพ สร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อเป็นชนวนให้กองทัพออกมาปฏิวัติซ้ำ ขณะที่ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เห็นว่า การปฏิวัติซ้ำเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ภายหลังเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงถึงกระแสข่าวการปฏิวัติซ้ำว่า เป็นเพียงความพยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดความปั่นป่วน เพื่อเป็นชนวนให้ทหารต้องออกมาปฏิวัติอีกครั้ง ทั้งนี้กลุ่มดังกล่าวเป็นคนนอกกองทัพ และไม่ใช่กลุ่มที่เคยปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 กรณีดังกล่าว เหล่าทัพได้ยืนยัน ทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีการปฏิวัติซ้ำอีก พร้อมย้ำด้วยว่า กองทัพและรัฐบาลขณะนี้ไม่มีความหวาดระแวงต่อกัน ส่วนผู้ที่สร้างสถานการณ์ดังกล่าว จะมีการติดตามนำตัวมาดำเนินการทางกฎหมายอย่างแน่นอน
ด้าน พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตรองประธานคณะมนตรีแห่งชาติ หรือ คมช. กล่าวว่า ในการประชุมวันนี้ ไม่มีการหยิบยกประเด็นการปฏิวัติมาหารือ และที่ผ่านมา เหล่าทัพก็ยังไม่ได้มีการหารือร่วมกัน และเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นอีก ขณะที่ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบถึงกลุ่มคนที่พยายามสร้างสถานการณ์ว่าเป็นกลุ่มใด แต่มั่นใจ ไม่ใช่คนในกองทัพ พร้อมย้ำ ไม่มีการปฏิวัติ

รัฐบาล เตรียมจัดงานเปิดโครงการหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล ในวันที่ 9 เมษายนนี้ ก่อนส่งมอบเงินไปยังแต่ละหมู่บ้าน ในวันที่ 24 เมษายน

รัฐบาล เตรียมจัดงานเปิดโครงการหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล ในวันที่ 9 เมษายนนี้ ก่อนส่งมอบเงินไปยังแต่ละหมู่บ้าน ในวันที่ 24 เมษายน
นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือ เอสเอ็มแอล ได้รับทราบมติคณะรัฐมนตรี ที่มีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 18,000 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมมีมติให้จัดพิธีเปิดโครงการ ในวันพุธที่ 9 เมษายนนี้ ในเวลา 11.00-12.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทั้งนี้ จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจของหน่วยงานภาคี อาทิ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
ทั้งนี้ ที่ประชุม ยังมีมติให้แจกคู่มือเอสเอ็มแอล ให้กับประชาชน ในวันที่ 1 เมษายน เพื่อให้ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีส่วนร่วมในการทำประชาคม ก่อนมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ส่งมอบเงินให้กับหมู่บ้านในวันที่ 24 เมษายนนี้

จักรภพ ยืนยัน พลังประชาชนไม่เคลื่อนไหวเผชิญหน้าพันธมิตร

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยัน พรรคพลังประชาชนจะไม่เคลื่อนไหว เผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตร เพื่อให้เกิดความเงื่อนไขนำไปสู่ความรุนแรง
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในเย็นวันนี้ว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์ เพื่อป้องกันเหตุวุ่นวาย ส่วนการที่พรรคพลังประชาชนยังคงเคลื่อนไหว ที่อาจส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้านั้น เห็นว่า ภายในพรรคได้มีการจัดเวทีประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงยืนยันว่า จะไม่มีการสร้างเงื่อนไขนำไปสู่ความรุนแรง ส่วนการที่สมาพันธ์สื่อออกมาระบุ การให้สัมภาษณ์กดดันการทำงานของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท อ.ส.ม.ท.เป็นการแทรกแซงการทำงานของสื่อว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิด ข้อเท็จจริงเป็นการจัดระบบสื่อเท่านั้น ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจในการปลดหรือแต่งตั้ง ส่วนการที่ ส.ว.จะล่ารายชื่อถอดถอนตนนั้น เห็นว่าเป็นการเข้าใจผิด และเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะมีโอกาสชี้แจงในสภา