WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 29, 2008

อย่าพาดพิง น้องแมว

ใครจะคาดคิด!!! ความขลังของเก้าอี้นายกรัฐมนตรีตัวนี้ จะทำให้ นายสมัคร สุนทรเวช เกิดอาการ “ใจเย็น” และ “ใจกว้าง” มากพอ จะเปิดรับฟังคำวิจารณ์แรงๆ ได้หนักแน่นกว่าเดิม

“ต่อมสันดาน” ไม่แตก...จนกลายเป็น “จุดอ่อน” ให้ฝ่ายตรงข้าม นำไปขยายผลอย่างที่เคยตั้งใจล่าสุด ระหว่างให้สัมภาษณ์นักข่าว หลังเดินทางกลับจากการเยือนประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ต่อเนื่องจากประเด็นร้อนที่มีคนกล่าวหาว่า...

เหตุต้องหนีบเอา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เดินทางไปด้วย เพราะกลัวจะถูกปฏิวัติรัฐประหาร เหมือนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยโดนมาแล้วโดยเฉพาะการถูก “การ์ตูนนิสต์” บางคน นำเอาไปเปรียบเป็น... สัตว์ประหลาด“ตัวเป็นแมว หน้าเป็นหมู” แถมมีหมาคอยชะเง้อดูว่า...นี่มันตัวอะไรกันหว่า???

แต่ นายสมัคร ก็อดตัดพ้อไม่ได้ว่า..."เห็นมีการเขียนการ์ตูนล้อเลียนในทำนองว่าเห่ออำนาจ หลงอำนาจ เขียนการ์ตูนหน้าเป็นหมู ตัวเป็นแมว มีหมาชะเง้อดูว่าตัวอะไรวะ บทความชื่อวิธีการหลงอำนาจ ผมจะบอกความในใจแท้ๆ ให้ฟังว่า ผมไม่ได้บ้าบอคอแตก ที่เคยบอกว่าเป็นคนต้นทุนต่ำ แสดงให้เห็นว่าผมไปวันไหนก็ได้

แต่เขาบอกว่าอย่าพูด เพราะบ้านเมืองกว่าจะเดินมาถึงจุดนี้ได้แทบตาย ผมไม่ได้หลงใหลใฝ่ฝันทั้งสิ้น" พร้อมกับยืนยันว่า...ไม่ได้เป็นคนหลงอำนาจอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ การเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใฝ่ฝันไว้ แต่ถือว่าเป็น “กำไรของชีวิต” ที่ได้ทำงานเพื่อประเทศ โดยยอมรับว่า...ตัวเขาเป็น “คนต้นทุนต่ำ”

หมายความว่า...จะไปเมื่อใดก็ได้ แต่บ้านเมืองจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป นั่นเอง นำไปสู่สิ่งที่ นายสมัคร บอกว่า...จะขอหยิบสารคดีเด็ดประจำสัปดาห์ หัวเรื่อง “ทุกข์ของคนเป็นนายกฯ” มาพูดในรายการ “พูดจาประสาสมัคร” ช่วงสายของวันที่ 30 มี.ค.นี้ทุกข์ของคนเป็นนายกฯ จะเป็นอย่างไร เอาไว้รอฟังจากปากของนายสมัครกันเอง

แต่ทุกข์วันนี้...ตอนนี้ของ นายสมัคร ก็คือ...การถูก “นักการ์ตูนนิสต์” นำแมวหรือน้องแมว มาพาดพิงเข้ากับเรื่องการเมืองอันนี้...มีเคือง!!!ว่ากันว่า...ผู้ชายที่รักแมว ถือเป็นคนที่มากเสน่ห์ บนมาตรฐานเดียวกันนี้ก็ต้องนับว่า...นายสมัคร ถือเป็นชายที่มีเสน่ห์กับเค้าเหมือนกัน เพราะเป็นคนรักแมวเป็นชีวิตจิตใจ

แม้ตัวจะโต เสียงจะดัง แต่ลึกๆ แล้ว นายสมัคร จัดเป็นผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่งทีเดียวณ บ้านหลังงาม ซอยนวมินทร์ 81 ย่านถนนรามคำแหง ซึ่งเป็นบ้านพักของ นายสมัคร และ คุณหญิงสุรัตน์ พร้อมกับบุตรสาว 2 คน บุตรเขย 2 คน หลานสาวและหลานชายอีกอย่างละคน ยังจะมี...แม่บ้านคนสนิทที่ชื่อ “หนุ่ย” และทีมงานฯ คอยรับใช้ในภารกิจประจำวัน

รวมถึง แมว หรือ น้องแมว อีก 8 ตัว ไม่นับหมาที่เลี้ยงไว้บ้างในจำนวนแมว 8 ตัว โปรดปรานที่สุดก็ต้องยกให้กับแมวตัวเมียที่ชื่อเจ้า “แตงไทย” แมวลูกครึ่งเปอร์เซีย ทายาทของเจ้า “สี่ทุ่มสแควร์” ที่ นายสมัคร ได้รับมอบมาจาก นายวิทวัส สุนทรวิเนตร์ เมื่อครั้งไปร่วมออกรายการ “สี่ทุ่มสแควร์” ในอดีตขนาด นายสมัคร ต้องเปิดบ้านหลังใหญ่ให้เจ้า “แตงไทย” นอนด้วยนั่นแหละ

ส่วนตัวอื่นๆ ที่เหลือก็นอนบ้านหลังเล็ก ซึ่งเป็นที่พักของ “หนุ่ย” และทีมงานแม่บ้าน-คนสวน“บางกอกทูเดย์” เคยเขียนถึงเรื่องนี้ เมื่อฉบับอาทิตย์ที่ 3 และจันทร์ที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ไว้อย่างละเอียด (อ่านล้อมกรอบ)ถึงตรงนี้ ก็ต้องบอกว่า...นายสมัคร จัดเป็นรักสัตว์ โดยเฉพาะกับ แมว หรือ น้องแมว นั้นรักมากๆ !!!ครั้งหนึ่งเคย “เปิดใจ” ให้สัมภาษณ์ถึงบรรดาแมวที่เลี้ยงเอาไว้ว่า...

“…ผมชอบแมวมาตั้งแต่เด็ก สมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่เป็นโรคหืดมาก ผอมจนเพื่อนที่เซนต์คาเบรียลเรียกว่า “ไอ้ผี” เรียนหนังสือไปก็ต้องหยุดเรียนไปทีละเป็นเดือน แต่แปลกว่าพอตากฝนหนักๆ กลับไม่เป็นอะไร พออายุ 14 ก็หาย พอไม่เป็นหืดก็หันมาเลี้ยงแมว เพราะชอบก็เลยเลี้ยง ส่วนสุนัขก็เลี้ยงไว้ตัวเดียวชื่อ “ฉลุย” มันแก่แล้ว แต่ก่อนนี้ชื่อหลุยส์ แต่บังเอิญมีคนสำคัญมากินข้าวที่บ้าน ก็เลยต้องเปลี่ยนชื่อเป็นฉลุย”

แน่นอน เมื่อนายสมัครรักแมวออกขนาดนี้ ดังนั้น การพาดพิงถึงแมวอันเป็นที่รัก ลึกๆ ก็ย่อมต้องไม่พอใจเป็นธรรมดาเปรียบเปรยเป็นสัตว์ประหลาด “ตัวหมู...หน้าแมว” ยังพอทน แต่สัปดนเขียนให้ “ตัวแมว..หน้าหมู” มันจาบจ้วงกันเกินไปขอที...อย่าพาดพิงน้องแมวอย่าเอา...น้องแมวซึ่งเป็น “ของสูง” ในความหมายของนายสมัคร มาเป็นประเด็นการเมืองเด็ดขาด!!!



นายกฯจ้องเล่นงานกลุ่มป่วน ดึงกองทัพเอี่ยวปฏิวัติซ้ำ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าววันนี้ (28 มี.ค.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม กรณีระบุว่ามีความพยายามของคนกลุ่มหนึ่งที่จะปฏิวัติ ว่า ไม่ใช่การปฏิวัติ แต่เป็นความพยายามที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายและเพื่อให้มีปฏิวัติ ผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกคน ยืนยันว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันว่า ไม่มีการปฏิวัติอย่างแน่นอน

'ไม่ได้มีความหวาดระแวงระหว่างรัฐบาลกับเหล่าทัพ เพียงแต่มีคนคิดและพยายามทำให้เกิดความปั่นป่วน คนกลุ่มนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติครั้งก่อน ไม่เกี่ยวข้องกับมือที่มองไม่เห็น และไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ต้องดำเนินการกับคนเหล่านี้' นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่ารู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เมื่อถามว่า มีหลักฐานที่จะดำเนินคดีหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่มี

ด้าน พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวกรณีนายกรัฐมนตรีระบุว่ามีความพยายาม สร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อให้ทหารปฏิวัติ ว่า ไม่มี นายกรัฐมนตรียังพูดคุยดี และในที่ประชุมสภากลาโหม ก็ไม่ได้หารือเรื่องการปฏิวัติ จะพูดคุยหารือถึงการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ มากกว่า ไม่ทราบว่าเหตุใด นายกรัฐมนตรี จึงระบุว่าจะมีปฏิวัติ และไม่ได้มีการพูดคุยหารือระหว่าง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมทั้งยังไม่ได้พูดคุยกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีปฏิวัติรัฐประหารอีก ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวพร้อมหัวเราะว่า ไม่มีหรอก จะทำได้อย่างไร เมื่อถามย้ำว่า ครั้งที่แล้วยังมีปฏิวัติ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวติดตลกว่า จะมีอะไรบ่อยๆ ไม่มีหรอก

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวเพียงว่า ไม่มี และไม่ทราบว่าเป็นคนกลุ่มไหน ในที่ประชุมสภากลาโหม นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้สอบถามเรื่องนี้ เมื่อถามว่า กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหว เป็นคนในกองทัพหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ใช่คนในกองทัพ

‘นพดล' ย้ำพันธมิตรฯชุมนุมไม่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการจัดสัมมนาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่า ตนเองเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องการแสดงให้เห็นว่ายังมีบทบาทอยู่ ซึ่งสามารถทำได้หากอยู่ในกรอบของกฎหมาย แต่ต้องการให้รักษาความน่าเชื่อถือของกลุ่มพันธมิตรฯ เองไว้ โดยเฉพาะแกนนำบางคนที่เป็นถึง สส. สว. ควรพูดเรื่องจริง อย่าทำให้ประเทศเสียหาย อย่างไรก็ดีมั่นใจว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเพียงแต่อาจสร้างความสับสนให้กับต่างชาติ

สำหรับกรณีที่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า มีคนส่งเอกสารว่ามีคนจ้องปฎิวัติและล้มรัฐบาลนั้น นายนพดล กล่าวว่า ไม่มีเรื่องปฎิวัติ เพราะรู้แล้วว่าการเปลี่ยนการปกครองที่ไม่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจะเกิดผลเสียหายอย่างไร และคงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเกิดการปฎิวัติ โดยการพูดเรื่องปฎิวัติมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจ เพราะนักธุรกิจไม่ต้องการให้ประเทศเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ดังนั้นจึงขอให้สื่อพยายามอย่านำเสนอข่าวดังกล่าว ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น

ขณะที่ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการเปิดเวทีเสวนาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ถือเป็นสิทธิที่สามารถทำได้แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย อีกทั้งต้องมีการติดตามสถานการณ์และวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ส่วนจะมีการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มผู้มีแนวคิดต่างกันหรือไม่นั้น ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเข้าไปดูแล และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ ต้องระวังมือที่สาม และสี่ ที่อาจเข้ามาก่อกวนรวมถึงสร้างสถานการณ์ด้วย

จาก hi-thaksin

มาร์คแนะอย่าตื่นตูม'ยุบพรรค'


ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กล่าวถึงที่ปรึกษากฎหมาย กกต.มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่า ขั้นตอนการพิจารณาของกกต.ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ต้องต่อสู้กันในศาลอีกครั้ง จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการยุบพรรคได้ ส่วนส.ส.พรรคที่จะถูกยุบยังทำหน้าที่ในสภาต่อไปได้

ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวถึงวิปรัฐบาลมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 และ 309 ว่า

ถ้าแก้เพียง 1-2 มาตรา เพื่อหวังผลทางการเมือง พรรคไม่เห็นด้วย ทางที่ดีที่สุดคือตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาตามที่พรรคพลังประชาชนเสนอเป็นญัตติ เพื่อให้ทุกพรรคและคนภายนอกมาร่วมแสดงความคิดเห็น ทำให้เป็นระบบจะดีกว่า ถ้าพูดกันรายวันจะยิ่งสับสนและสร้างความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น อีกทั้งเรื่องคดียุบพรรค ยังมีอีกหลายขั้นตอน ยังมีช่องทางต่อสู้คดีอีก จึงเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าผลจะเป็นอย่างไร ดังนั้น ฝ่ายรัฐบาลอย่าไป เพิ่มความสับสน แต่ควรเอาเวลาไปแก้ปัญหาของประชาชน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภาคใต้ ปัญหายาเสพติด จะมีประโยชน์มากกว่า

ส่วนที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ เคยระบุจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนรัฐบาลหมดวาระ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตรงนี้ยิ่งฟ้องว่าการคิดเรื่องนี้เพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง ทั้งที่กรณีของพรรคพลังประชาชน ยังห่างไกลมาก เพราะต้องไปต่อสู้คดีในศาลฎีกาฯ

'เลี้ยบ'ชี้ปัญหายุบพรรคกระทบความเชื่อมั่นทาง ศก.


วันนี้ (28 มี.ค.) นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะเป็นปัญหากับทั้งด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาประชาธิปไตย โดยหากใครที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง มาตลอด จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี 40 นั้น ได้มีกรณีการยุบพรรคเกิดขึ้นจริง แต่ผลสะเทือนน้อยกว่า เนื่องจาก กรรมการบริหารในพรรคนั้น ๆ ไม่ได้ต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองทั้งหมด แต่ถูกตัดสิทธิ์เฉพาะการห้าม เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองอื่น ๆ อีก แต่ยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้

อย่างไรก็ดี เห็นว่าจะมีการยุบพรรคเกิดขึ้นหรือไม่นั้น อยู่ที่การตีความว่า มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไร ถึงขนาดทำให้ต้องยุบพรรค โดยพรรคการเมืองนั้น ถือว่าเป็นที่รวมของอุดมการณ์ทางประชาธิปไตย มีสมาชิก เป็นแสนคน เป็นล้านคน หากคนที่ทำผิดเพียงคนเดียว ทำให้ต้องยุบพรรค ก็อาจจะทำให้การพัฒนาประชาธิปไตย เกิดขึ้นไม่ได้ ทั้งนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ไม่มีการยุบพรรคเกิดขึ้น แต่จะลงโทษผู้ที่ทำผิดอย่างหนักหน่วง

'มันไม่น่าจะผูกพันไปถึงคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนในการตัดสินใจในเหตุการณ์นั้น ๆ ผมเชื่อว่าหากเกิดขึ้นจริง ในอนาคตคงจะเห็นนักการเมืองเกี่ยงกัน ไม่มีใครอยากเป็นกรรมการบริหารพรรค ส่วนกรรมการบริหารพรรคก็คงจะมีแค่ตำแหน่งตามกฎหมายเท่านั้น เห็นได้จากการประชุมพรรคพลังประชาชน เมื่อวันเสาร์ที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ตามปกติแล้วจะต้องมีคนมาขอเป็นกรรมการบริหารพรรคเพิ่มตลอด แต่ครั้งนี้ไม่มีเลย ถือว่าเป็นเรื่องแปลกมาก'

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การคงบทบัญญัติเช่นที่ว่าไว้ในรัฐธรรมนูญดังกล่าว ไม่ได้เป็นการช่วยให้แก้ไขปัญหา การซื้อเสียงได้ ดังนั้น จึงไม่ทราบว่าจะคงไว้ทำไม เนื่องจากจะทำให้พรรคการเมืองที่ตั้งใจทำหน้าที่ตาม ระบบประชาธิปไตย ทำหน้าที่ต่อไปได้ ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ตอนนี้เวลาพบกับนักลงทุนหรือสื่อมวลชนต่างชาติ เขามักจะถามผมว่า ยุบพรรคเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นการสะท้อนว่า เป็นปัญหาความเชื่อมั่น ที่ได้มีผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว

‘จักรภพ' วอนพันธมิตรฯคำนึงถึงประเทศ

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า เราเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยมีอะไรเกิดขึ้น เราก็ติดตาม แต่ไม่ได้แอบไปสังเกตการณ์ที่ลี้ลับ ทุกคนทำอะไรที่เปิดเผยบนดิน เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้การสนับสนุนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นแย้งก็ตาม เพราะฉะนั้นในขณะนี้พี่น้องประชาชนห่วงอยู่ว่า การเล่นการเมืองของหลายกลุ่มจะทำให้บ้านเมืองไปสู่ภาวะที่คับขัน

" ตรงนี้ก็เพียงแต่ขอร้องกันว่า เรามาถึงขั้นนี้ก็เหนื่อยกันนักหนาแล้ว ไม่ใช่ส่วนรัฐบาลแต่ทั้งประเทศ นายกฯก็เดินสายต่างประเทศทุกวี่ทุกวัน ได้รับคำถามจากผู้นำเกือบทุกประเทศในอาเซียนว่า นายกฯยืนยันได้ไหมว่าเหตุการณ์เกือบเป็นปกติแล้ว เพราะเขาได้ยินข่าวกลุ่มนี้จะเคลื่อน กลุ่มนี้จะขยับตัว นายกฯและผู้เกี่ยวข้องก็ต้องตอบไปว่า เราต้องยืนทำให้เกิดความปกติมากที่สุด ตรงนี้ขอให้เห็นใจรัฐบาลบ้างว่า อยู่ในฐานะที่ต้องนำประเทศไทยกลับไปสู่แผนที่โลก ที่เราตกจากแผนที่มา 2 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นการสร้างเงื่อนไขที่ดี ก็จะเป็นการช่วยประเทศได้เยอะมากในระยะนี้" นายจักรภพ กล่าว

รมต.สำนักนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ในพรรคพลังประชาชนได้จัดเวทีประชาธิปไตยในพรรค กลไกเหล่านี้จะเกิดขึ้นด้วยการประชุมพรรคทุกวันอังคารช่วงบ่าย มีการจัดที่นั่งให้รัฐมนตรีตอบกระทู้ภายในพรรค เพื่อรัฐมนตรีของพรรคตอบคำถามสมาชิกพรรค ทั้งที่เป็นส.ส.และไม่ได้เป็นส.ส. ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมือง ด้วยกลไกเหล่านี้เราคงจะพูดได้ชัดเจนว่า มติพรรคควรเป็นอะไร และพรรคจะได้ไม่เป็นเงื่อนไขไปสู่บรรยากาศที่ไม่ดี

จาก hi-thaksin

Believe It or Not! ไม่เกี่ยวข้องรัฐประหาร...?

บรรทัดทองได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ มติชน พาดหัวไม้ "ป๋า" บอก 'คิดกันไปเอง' อยู่เบื้องหลังปฏิวัติ ฉบับวันที่ ศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2551 ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในการเดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้รุ่นที่ 8 ที่สโมสรทหารบก เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551

"พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่เคยทำ"

"ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ"

เป็นคำตอบของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่า "มีหลายคนสงสัยว่าท่านอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ"

บรรทัดทองขอเนื้อหาข่าวบางช่วงบางตอนที่ พล.อ.เปรม ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่หนังสือพิมพ์มติชน นำมาตีพิมพ์ดังนี้

"......เมื่อถามว่า มีหลายฝ่ายกังวลถึงความไม่ปลอดภัยของท่านที่หายหน้าไปจากสังคม พล.อ.เปรมกล่าวว่า 'ผมไม่ได้หายไปไหน ผมก็อยู่เงียบๆ ตามปกติ"

เมื่อถามว่า มองหรือไม่ว่าการเมืองจะส่งผลกระทบต่อตัวเอง เพราะหลายคนสงสัยว่าท่านอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ(เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549)ที่ผ่านมา พล.อ.เปรมนิ่งสักครู่ก่อนกล่าวว่า " พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่เคยทำ"

เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร พล.อ.เปรมกล่าวว่า "คุณต้องรู้ว่าผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างนั้น ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ"อ่านเนื้อหาข่าวฉบับเต็มคลิ๊กที่นี่

บรรทัดทองอ่านเนื้อหาข่าวในประโยค ดังกล่าวแล้ว รู้สึกตะหงิด...ตะหงิดใจ และยังมีข้อสงสัยเป็นอย่างยิ่งกับคำตอบของพล.อ.เปรม จนยากจะเชื่อในคำปฏิเสธดังกล่าว เพราะมีประจักษ์พยานทั้งพยานบุคคล และพยานวัตถุ อันเชื่อได้ว่าท่านมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะ

ภาพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าเฝ้าพร้อมคณะรัฐประหาร เมื่อกลางดึกวันที่ 19 กันยายน 2549(ชมภาพพล.อ.เปรมเข้าเฝ้าฯคลิ๊กที่นี่)

ภาพ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เข้าหารือที่บ้านสี่เสาเทเวศร์

ภาพ นายกล้าณรงค์ จันทิก กรรมการป.ป.ช. เข้าพบเพื่อรายงานขั้นตอนและวิธีการดำเนินการกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังการรัฐประหาร

เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่าพล.อ.เปรม "เกี่ยวข้อง" กับการก่อการรัฐประหาร จริง

โดยเฉพาะประโยคที่พล.อ.เปรม กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ" มันค่อนข้างจะขัดกับ คำตอกย้ำในการเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายทหารคนสนิท ซึ่งอยู่ชิดติดตัวท่านมานานกว่า 30 ปี พร้อมกับคำรับประกัน "ดีที่สุด" ในช่วงที่มีกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการทหาร ภายหลังการโค่นล้มรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ด้วยพยานหลักฐานเหล่านี้ จึงมัดแน่นหนาเกินกว่าที่พล.อ.เปรม จะดิ้นหลุดได้จากข้อหา ร่วมวางแผนก่อการรัฐประหาร และร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังการรัฐประหาร ในฐานะผู้สนับสนุนคณะรัฐประหาร

ยิ่งบรรทัดทองได้อ่านบทสัมภาษณ์ สุริยะใส กตะศิลา ในฐานะโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเฟืองจักรตัวสำคัญของขบวนการโค่นล้มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนำไปสู่เงื่อนไขให้ทหารคณะหนึ่ง ในนามคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. อ้างเป็นเหตุผลในการก่อการรัฐประหาร ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Image ฉบับเดือนธันวาคม 2549

เป็นการให้สัมภาษณ์ของสุริยะใส กตะศิลา ภายหลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร เพิ่งผ่านพ้นไปได้ 3 เดือน เมื่อฝุ่นควันที่ปกคลุมบ้านเมืองไทย จากการย่ำและตบเท้าของกองทัพ เริ่มจางหายไป คำให้สัมภาษณ์ของสุริยะใส ทำให้ประชาชนมองเห็นอะไรเป็นอะไรได้ชัดเจนขึ้น

เพราะตอนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ สุริยะใส กตะศิลา ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทย และประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของประชาชน ต้องบันทึกไว้ นั่นคือ ตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ที่ สุริยะใส ระบุว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองค มนตรี เป็นผู้ใช้อำนาจผ่าน คปค. และเกี่ยวข้องกับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อย่างเปิดเผย ....

อ่านบทสัมภาษณ์ "สุริยะใสแฉพล.อ.เปรมอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร" คลิ๊กที่นี่

ทั้งพยานบุคคล และพยานเอกสาร ที่หนักแน่น คงไม่ตอบอธิบาย ว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่

หากพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่เป็นผู้สร้างเงื่อนไข และทำให้ประชาชนเข้าใจเช่นนั้น การรวบรวมรายชื่อทูลเกล้าถวายฎีกา เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ถอดถอน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกจากตำแหน่งองคมนตรี และประธานองคมนตรี รวมทั้งการเดินขบวนชุมนุม ขับไล่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ในช่วงที่ผ่านมา ก็คงจะไม่เกิดขึ้น

ทั้งๆ ที่ ในความเป็นจริง เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะต้องเกิดขึ้น เพราะการแต่งตั้งองคมนตรี เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ (รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 เขียนว่าเป็น "พระอัธยาศัย") หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเป็นสิทธิส่วนพระองค์ ที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคล ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพระมหา กษัตริย์

จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่ประชาชนชาวไทย ในฐานะพสกนิกรผู้จงรักภักดี จะแสดงพฤติ กรรมใดๆ ก็ตาม โดยมีลักษณะหรือท่วงทำนองท่าทีที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า ประชาชนกำลังก้าวล่วง หรือละเมิดต่อสิทธิส่วนพระองค์ หรือ สิทธิที่พระองค์ท่านทรงมี ซึ่งในฐานะพระมหากษัตริย์ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในความเห็นของบรรทัดทองคิดว่า ลำพังคำกล่าวลอยๆ ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพียงไม่กี่คำ ที่ระบุว่า "พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่เคยทำ" "ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ"จึงดูไม่น้ำหนักเพียงพอ คำชี้แจงของพล.อ.เปรม ต่อกรณีนี้จะมีความสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อมีพยานยืนยันที่สมเหตุสมผล ทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล พยานแวดล้อม มาหักล้างน้ำหนักพยานที่ประชาชนนำมาแสดง อันเชื่อได้ว่า "ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง" จริงๆ ซึ่งลำพังคำกล่าวลอยๆ ของพล.อ.เปรม คงไม่มีน้ำหนัก ให้ประชาชนเข้าใจ และเชื่อถือได้เช่นกัน

กระทั่งล่าสุด นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า "ได้รับเอกสารลับที่แทรกมากับเอกสารการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเขียนด้วยลายมือ แจ้งเตือนว่ามีขบวนการจ้องล้มล้างทำลายรัฐบาล โดยมีการประชุมกันเพื่อเตรียมปฏิวัติอีกครั้ง แต่ยังหาเหตุผลในการทำปฏิวัติไม่ได้"

บรรทัดทอง คาดหมายว่าเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ ก็อาจจะยังเข้าใจว่ามีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เกี่ยวข้องกับกระแสข่าวที่นายสมัครออกมาเปิดเผย ในครั้งนี้ด้วย

ดังนั้น ทางออกที่จะล้างภาพว่า ท่านไม่ได้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คือการออกมาชี้แจงได้ต่อสาธารณะชนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ว่า "เกี่ยวข้อง" หรือ "ไม่เกี่ยวข้อง" รวมทั้งกระแสข่าวลือปฏิวัติรอบสองด้วย

แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะเชื่อหรือไม่ ว่าคำชี้แจงและประจักษ์พยานของท่านเป็นเรื่องจริง

บรรทัดทอง
จาก hi-thaksin

ประโคมข่าวทั่วโลก‘เปรม'ร้อนตัวปัดเอี่ยวปฏิวัติ-ทิ้งปริศนาเจ้าของ‘มือที่มองไม่เห็น'


สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อไม่นานมานี้ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวโดยปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 2549 ยึดอำนาจรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ดี บรรดาพันธมิตรของอดีตนายกฯทักษิณสามารถกลับมาครองอำนาจได้อีกครั้งในขณะนี้

เอเอฟพีระบุด้วยว่า พล.อ.เปรมไม่ได้แสดงความวิตกกังวลว่าอาจจะกลายเป็นเป้าของการแก้แค้นทางการเมืองจากรัฐบาลใหม่ ซึ่งสามารถครองอำนาจในการบริหารประเทศภายหลังจากที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

‘ผมไม่เคยทำ ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง และเรื่องใด ๆ ' ข้อความส่วนหนึ่งที่พล.อ.เปรมได้กล่าวต่อบรรดาผู้สื่อข่าวภายหลังจากที่ถูกถามว่ามีหลายคนสงสัยว่าตัวเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร

ก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณได้กล่าวหาพล.อ.เปรม ซึ่งเคยเป็นอดีตนายกฯหลายสมัยว่าเป็นผู้วางแผนการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน ปี 2549

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพียังรายงานด้วยว่า นายกฯสมัคร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพ.ต.ท.ทักษิณในการนำบรรดาผู้สนับสนุนตัวเขาเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในนักการเมืองเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าปะทะกับพล.อ.เปรมอย่างเปิดเผย

นอกจากนี้ สำนักข่าวเอเอฟพียังระบุในตอนท้ายด้วยว่า นายกฯสมัครได้กล่าวหาเกี่ยวกับเรื่อง ‘มือที่มองไม่เห็น' ว่ากำลังพยายามที่จะล้มรัฐบาลของเขา แต่อย่างไรก็ดี นายสมัครไม่ได้ระบุชื่อเจ้าของมือที่มองไม่เห็นดังกล่าว

/////////////////////

Top Adviser To Thai King Denies Role In Coup -AFP

BANGKOK (AFP)--The top adviser to Thailand's king denied Thursday that he was involved in the 2006 coup against former premier Thaksin Shinawatra, whose allies are now back in power.

Prem Tinasulanond, head of the Privy Council, said he was not concerned that he might become a target for political retribution by the new government, who took power after winning elections in December.

"I have done nothing," he told reporters in the most explicit denial he has made about his role in the coup. "I am not involved in politics or anything related to politics." Thaksin's allies have accused Prem, a former prime minister who is widely seen as the public voice of Thailand's revered King Bhumibol Adulyadej, of masterminding the putsch in September 2006.

Prime Minister Samak Sundaravej, who was tapped by Thaksin to lead his supporters in the elections, is one of the few politicians who dares feud publicly with Prem.

Samak has alleged that an "invisible hand" is trying to bring down his government, though he did not name anyone

จาก hi-thaksin

Friday, March 28, 2008

“สมัคร”แฉขบวนการจ้องปฏิวัติโค่นรัฐบาล อ้างเอกสารลับ -พุ่งเป้า“จักรภพ”รายแรก


ท่ามกลางกระแสจ้องล้มล้างรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้เริ่มคืบคลานพุ่งหมายมาที่ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้แล้ว “สมัคร” แฉมีขบวนการจ้องปฏิวัติซ้ำสอง อ้างได้รับเอกสารลับ ปัดไม่ตอบโยง “มือที่มองไม่เห็น” หรือ “ทหาร” ชี้ “จักรภพ” เป้าแรก ยอมรับมีหลายเสียงบ่นอึดอัดกับหนังสือ “ลับ ลวง พราง”

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ (28 มี.ค.)ว่า ขณะนี้ยังพบมีกลุ่มที่จะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยมีแนวคิดที่จะทำการปฏิวัติรัฐบาล ส่วนตัวยืนยันไม่วิตกกังวลกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว และไม่กลัวการปฏิวัติ เพราะเชื่อว่าคงไม่สามารถดำเนินการได้ง่ายในยุคนี้

“มีคนยังไม่เลิก ยังวิ่งเต้นกันอยู่ ยังนัดประชุมกันอยู่ คือยังคิดว่าปฏิวัติกันได้อยู่ แต่ไม่วิตกทุกข์ร้อน เขาคิดว่ายังมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ เขาก็คิดทำกัน แต่มันก็ไม่มีเหตุผล ผมถึงไม่ประเมินใครเป็นคนทำ ก็น่าจะอายบ้าง” นายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้สื่อข่าวในการให้สัมภาษณ์ประจำสัปดาห์

นายสมัคร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มยังคอยจ้องเล่นงานรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยพุ่งเป้ามาที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงตัวเองด้วย แต่ในส่วนของตัวเองแล้วไม่มีความกังวลใดๆ เพราะระวังตัวเองดี และเป็นคนที่มีต้นทุนต่ำอยู่แล้ว

“ผมระวังตัวอยู่แล้ว ผมต้นทุนต่ำ ติดคุกติดตารางบ้างไม่เป็นไร อยู่มาตั้ง 73 ปีแล้ว เปลี่ยนที่อยู่ซะบ้าง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ นายกฯ ยังระบุถึง การได้รับ “เอกสารลับ” ที่อ้างว่ามีคนกลุ่มหนึ่งมีการประชุมกันเพื่อเตรียมการปฏิวัติอีก แต่ยังหาเหตุผลในการทำปฏิวัติไม่ได้ โดยได้รับเอกสารดังกล่าวแทรกมาในกองหนังสือตั้งแต่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะเปิดเผยกับสื่อมวลชนได้ต่อไป แต่ไม่ขอตอบว่าคนกลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ “มือที่มองไม่เห็น” หรือทหาร หรือแม่ทัพภาคที่ 1 หรือไม่

พร้อมระบุยังเชื่อว่า การสร้างมิตรภาพที่ดีกับผู้นำเหล่าทัพจะเป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ไม่มีการทำปฏิวัติ และรัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความมั่นคง เพราะเชื่อมั่นการทำงานของกองทัพในช่วงที่ผ่านมา โดยในอนาคตจะเปิดโอกาสให้มีการเสนอผู้ที่จะเข้ามาดำลงตำแหน่งผู้บัญชาการเหล่าทัพ และเปิดโอกาสให้ทำงานอย่างเต็มที่

“ที่จะคุยในบ่ายวันนี้ (28 มี.ค.ที่ประชุมสภากลาโหม) จะบอกเขาว่าไม่ต้องทบทวน เมื่อเป็นความเข้าใจกันแล้ว บ้านเมืองก็ไม่น่าจะมีปัญหา บางคนที่มีปัญหาก็วิ่งเต้นให้น้ำมันขุ่นก็ขุ่นยาก ถ้ามีโคลนมีเลนอยู่มันขุ่นแน่นอน แต่ผมแน่ใจว่าเวลานี้น้ำมันใส” นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่สุด

นอกจากนี้ ยังระบุถึงเนื้อหาในหนังสือ “ลับ ลวง พราง” ว่า เป็นแค่การเขียนหนังสือแบบหนึ่งที่ผู้แต่งไม่ใช่ผู้เขียน และมีผู้ที่รู้สึกอึดอัดจากหนังสือเล่มนี้หลายคน ซึ่งได้มีการพูดคุยกับผู้บัญชาการทหารบก (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ที่มีชื่ออยู่ในหนังสือดังกล่าวแล้ว และมีความเข้าใจกันดี
นายกฯ ระบุอีกว่า ในวันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคมนี้ จะขอปรับทุกข์ในรายการสนทนาประสาสมัคร ในฐานะนายกฯ หน้าใหม่


สภาทนายความ ชี้”สนธิ”หมิ่นประมาทซ้ำมีสิทธิถอนประกัน


ทำท่าจะเป็นการหาเรื่องใส่ตัว หลังจากที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นเรื่องเพื่อหารือต่อศาลจังหวัดเชียงราย เรื่องการขออนุญาตขึ้นเวทีเสวนา โดยศาลเห็นว่าสามารถทำได้ แต่จะต้องไม่ไปพูดจาที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้อื่น และไม่พูดจาให้ร้ายป้ายสีผู้อื่น มิเช่นั้นแล้วอาจมีสิทธิถูกถอนประกันได้

นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เปิดเผยว่า หากในวันที่ 28 มีนาคมนี้ มีการตรวจสอบพบว่า การจัดงานไม่ใช่เวทีเสวนาวิชาการ แต่มีเรื่องอื่นแอบแฝงและเป็นการพูดที่พาดพิงหมิ่นประมาทผู้อื่น ใส่ร้าย ป้ายสี สามารถยื่นฟ้องต่อศาลให้ถอนประกันได้

ส่วนในกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามชักชวนให้ประชาชนออกมาร่วมล้ม “ระบอบทักษิณ” อีกครั้งนั้นเป็นการพูดจายุยงส่งเสริม ให้ระดมพลมาล้มระบอบประชาธิปไตย เท่ากับว่าคนพวกนี้เป็น “กบฏ” ทำลายบ้านเมือง สร้างความสับสนวุ่นวายไม่มีทางจบสิ้น

ด้านนายยโน ทองปาน กรรมการฝ่ายช่วยเหลือทางกฏหมาย สภาทนายความ กล่าวเพียงสั้นๆ ในประเด็นหากมีการตรวจสอบพบว่า นายสนธิกระทำผิดตามที่ตกลงกับศาลไว้ ก็สามารถนำหลักฐานมายืนยันเพื่อนำไปยื่นฟ้องต่อศาลได้
รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ มีสิทธิจัดเสวนาชุมนุม แต่จะต้องเป็นไปในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้ามีการตรวจสอบพบว่า ได้มีการกระทำขัดกับระบอบประชาธิปไตยคือ มีการระดมคนมาล้มล้างอำนาจประชาธิปไตย ก็อาจจะเข้าข่าย “กบฏ” แต่ทั้งนี้เราจะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดถึงจะดำเนินการต่อไป

ส่วน นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความในสังกัดสภาทนายความ ให้ความเห็นว่า หากการกระทำของนายสนธิ เข้าข่ายที่จะเป็นการหมิ่นประมาทบุคคล ศาลก็มีสิทธิที่จะยุติการให้ประกันตัวได้ทันที หรือถ้ามีใครเห็นว่า การชุมนุมในครั้งนี้มีบุคคลถูกหมิ่นประมาทก็สามารถไปยื่นฟ้องร้องให้มีการถอนประกันตัวได้เช่นกัน