WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 30, 2008

นายกฯ ประชุมจีเอ็มเอส


29 มี.ค.-นายกรัฐมนตรี เตรียมเสนอแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในโอกาสเข้าร่วมประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS Summit ที่นครเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว.

ชมรายละเอียด โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-03-29 19:36:30

'เฉลิม' โต้ 'ชวน' ไม่เลือกสอบเฉพาะที่ดินคู่แข่ง

วันนี้(29 มี.ค) ที่ จ.นครราชสีมา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะฟ้องกรณีกล่าวหาซื้อที่ดินของบริษัท ศรีสุบรรณ ฟาร์ม จำกัด ไม่ถูกต้อง ว่า เป็นสิทธิที่จะฟ้องร้องได้ แต่ให้ระวังเวลาเบิกความ ถ้าข้อเท็จจริงไม่มี เรียกว่าเบิกความเท็จ ตนมีสิทธิฟ้องกลับได้ ทั้งนี้ ที่ดินของบริษัท ศรีสุบรรณ ฟาร์ม นั้น มี 5 พันไร่ และมีอีก 2 แปลง 2,020 ไร่ ที่ออก นส. 3 ก.ซึ่งที่ดินส่วนนี้ออกเอกสารสิทธิไม่ได้ เพราะเป็นที่สาธารณะประโยชน์ อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย สิ่งที่ผิดคือการออกเอกสารสิทธิ จึงต้องถอนเอกสารสิทธิคืนราชการ

ส่วนกรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องให้ทำการตรวจสอบการบุกรุกที่ดินทั่วประเทศ ไม่เฉพาะคู่แข่งทางการเมือง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า การตรวจสอบของตนไม่ได้เลือกปฏิบัติ หากนายชวน รู้ว่าที่ไหนมีการกระทำผิด ให้บอกมา เพราะตนเป็นคนตรงไปตรงมา และที่พูดเช่นนี้ไม่ได้



เงื่อนไข [30 มี.ค. 51 - 17:40]

“รัฐธรรมนูญ” กำลังเป็นเงื่อนไขสู่การเผชิญหน้า อยู่ที่ว่าประเด็นอะไรแค่ไหน หากถึงขั้นให้ คตส. เป็นโมฒะ ก็จะต้องปะทะแน่

นายกฯปล่อยข่าวปฏิวัติจะเอากันอย่างนั้นหรือ?

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ การเมืองดูท่าจะร้อนขึ้นมาอีกแล้ว เมื่อประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังจะบานปลายไปสู่ความขัดแย้ง

แม้ในพรรคพลังประชาชนเองก็ไม่วาย ตั้งแต่ประเด็นไม่ตรงกัน ไปจนถึงตั้งป้อมค้าน เนื่องจากไม่เห็นด้วย ให้ไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจดีกว่า

แต่ในรัฐบาลดูเหมือนว่า 6 พรรคจะเอาด้วย

พลังประชาชน ชาติไทย มัชฌิมาธิปไตย นั้นเอาแน่ แต่เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนายังสงวนท่าทีเพราะไม่ได้เสียโดยตรง

ที่ว่าไม่ได้เสียโดยตรง ก็เพราะไม่มีเรื่อง “ยุบพรรค” แต่ถ้าทางอ้อมก็คงเป็นเรื่องของ 111 คน ที่ถูกเว้นวรรคมากกว่า

หากตีประเด็นออกมา เชื่อว่าจะต้องมีการแก้ไขแน่ เพียงแต่ว่าจะกล้ารุกคืบมากน้อยแค่ไหน เรื่องยุบพรรคนั้นแน่นอน เรื่อง 111 คนก็คงแน่นอน

ดังนั้น 2 พรรคนี้จึงเล่นแบบไม่ต้องออก แรง ปล่อยให้พลังประชาชนดิ้นไปเอง และเมื่อเสียงข้างมากอย่างนี้ก็ชนะแน่

ไม่ต้องเสียภาพพจน์ แต่ได้รับผลพวงด้วย

และที่น่าสนใจ จะก้าวล่วงไปถึง คตส. หรือไม่?

เพราะหากชี้ถึงที่มาของ คตส.ไม่ชอบ และมีการแก้ไขตรงนี้...ก็หมายความว่า คดีความต่างๆที่ คตส.ดำเนินการฟ้องร้องอยู่นั้น

“โมฆะ” ทันที

จริงๆแล้ว แนวทางต่อต้านของกลุ่มพันธมิตรฯคงจะมองไปถึงจุดนี้เช่นกัน จึงเปิดฉากต่อต้าน และเอาประเด็น “รัฐธรรมนูญ” มาเป็นเงื่อนไข

การเมืองจะแรงแค่ไหน อย่างไร ประเด็นการแก้ไขคือจุดชี้ขาด

การ “ยุบพรรค” และจะมีผลต่อกรรมการ บริหารพรรคนั้นคงเป็นประเด็นหลัก เพราะจะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อหนีการถูกยุบ

แต่ประเด็นที่จะ “อุบไต๋” ไว้ก่อนนั้นน่าสนใจกว่า

เหนืออื่นใด มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ นายกฯสมัคร สุนทรเวช ได้เปิดเผยว่า พบเอกสารเตรียมการปฏิวัติรอบที่ 2 เพื่อล้มรัฐบาล

1.ถ้าเป็นจริงก็แสดงว่ามีความพยายามที่จะล้มล้างรัฐบาลชุดนี้จริง อย่างข้อกล่าวหาต่างๆที่มีมาก่อนหน้านี้

2. ถ้าไม่จริง ก็แสดงว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นทางการเมืองนั้นเป็นว่ารัฐบาลสร้าง “ตุ๊กตา” ขึ้นมา เพื่อทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่ามีขบวนการล้มรัฐบาลประเภท “มือที่มองไม่เห็น”

ยุ่มย่ามสั่งการ “ลับ” ไปทั่ว แม้กระทั่ง กกต.

ดังนั้น การที่นายกฯต้องจูงมือ ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไปต่างประเทศตลอด ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องหิ้วไปด้วย

เพราะเชื่อว่าคนที่จะทำปฏิวัติได้จริงๆก็คือ ผบ.ทบ.

ดังนั้น ในความสัมพันธ์ ในความผูกพันระหว่างนายกฯกับ ผบ.ทบ. จึงเป็นไปแบบถ้อยที ถ้อยอาศัย เพื่อจะได้อยู่รอดทั้ง 2 ฝ่าย

นายกฯนั้นน่าจะรู้ดีว่าควรทำอย่างไร เพราะจริงๆแล้วอยู่ข้าง “ทหาร” มาตลอดชีวิต

การปฏิวัติยึดอำนาจนั้นคงไม่มีใครการันตีได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นมาอีก แต่การเปลี่ยนผ่านของกาลเวลานับแต่ยึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย. 49 ที่ผ่านมา เชื่อว่าทหารเข็ดไปอีกนาน

แต่ก็มีการพูดกันว่า คมช.นั้นเล่นผิดบท จึงต้องตกที่นั่งอย่างนี้ ดังนั้น หากจะมีปฏิวัติกันอีก ครานี้คงจะต้องเป็นแบบใช้อำนาจเด็ดขาดแน่

นั่นคืออันตรายยิ่งของประเทศ

ก็ต้องดูกันต่อไปว่าการเมืองจะเดินไปอย่างไร คงต้องเริ่มจาก กกต.จะชี้ขาดเรื่องยุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย จะออกมาแบบไหน

ถ้าสั่งให้ “ยุบพรรค” นั่นแหละ

สนามการเมืองจะกลายเป็นสนามรบทันที!!!

"ลิขิต จงสกุล"

[1t.gif]

ปชป.ชู 15 ยุทธศาสตร์หวังเลือกตั้งใหม่ได้ ส.ส. 280 เสียง

ปชป.มีมติลดจำนวนกรรมการบริหารพรรคจาก 49 คน เหลือ 19 คน ให้การทำงานพรรคมีความคล่องตัว กำหนด 15 ยุทธศาสตร์ทางการเมือง ตั้งเป้าการเลือกตั้งครั้งหน้ามี ส.ส. 280 คน

พรรคประชาธิปัตย์จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2550 โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นประธานการประชุม และมีแกนนำพรรค อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรค นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประธานหรือตัวแทนจากสาขาพรรค ประมาณ 500 คนเข้าร่วมประชุม

นายสุเทพ กล่าวว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคประชาธิปัตย์จะต้องได้ ส.ส.ไม่น้อยกว่า 280 คน ทั้งนี้พรรคได้กำหนดยุทธศาสตร์ทางการเมือง 4 ปี 15 ยุทธศาสตร์ อาทิ การขยายฐานสมาชิกพรรคทุกเขตเลือกตั้ง ขยายแนวร่วมทางการเมืองไปยังกลุ่มประชาชนในอาชีพต่าง ๆ รวมถึงองค์กร มูลนิธิ จัดตั้งแกนนำของพรรค เข้าไปสนับสนุนกิจกรรมของแนวร่วมต่าง ๆ รวมถึงเน้นการประชาสัมพันธ์ 'วาระประชาชน' โดยใช้สื่อทุกแขนง ให้มากที่สุด และเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรพรรคให้เป็นมืออาชีพ โดยแผนการดำเนินงาน ดังกล่าว จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 124,840,000 บาท

'ยุทธศาสตร์ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายการเป็นจริง มีพรรคการเมืองของประชาชนที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง และเติบโตอย่างมั่นคงแข็งแรง เป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งบริหารประเทศให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืน' นายสุเทพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์มีมติเห็นด้วยที่จะมีการพิจารณาแก้ไขข้อบังคับพรรค ที่ให้ลดจำนวนกรรมการบริหารพรรคจาก 49 คน เหลือ 19 คน ประกอบด้วย หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค 8 คน เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค 3 คน เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรค โฆษกพรรค และกรรมการบริหารพรรค 3 คน นอกจากนี้ ยังมีมติตั้งคณะกรรมการ 3 คณะเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนด ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง 9 คน 2.คณะกรรมการนโยบายพรรค 15 คน และ 3.คณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรค 9 คน

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงถึงกรณีที่ปรับลดกรรมการบริหารพรรคต่อที่ประชุม ว่าต้องการที่จะแก้ปัญหา ภายในพรรคให้เสร็จเรียบร้อย เพื่อให้การทำงานของพรรคเป็นไปด้วยความราบรื่น อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้า จะส่งระเบียบข้อบังคับพรรคปี 2551 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค หลังจาก กกต.รับรองแล้ว พรรคจะมีการคัดเลือกคณะกรรมการบริหาร และผู้บริหารชุดใหม่ภายใน 60 วัน และคาดว่าภายใน 3 เดือนจะมีการประชุมใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

'สิงห์เหลิม' ท้า 'เทพเทือก' ฟ้องเลย ระวังถูกฟ้องกลับ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะยื่นฟ้องทางแพ่งและอาญา กรณีกล่าวหาว่า บริษัท ศรีสุบรรณ ฟาร์ม บุกรุกที่ดิน อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี

ว่าที่ผ่านมาไม่เคยระบุว่า นายสุเทพ กระทำความผิด บอกแต่เพียงว่าการออกเอกสารสิทธิที่ดิน เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น หากนายสุเทพ จะฟ้องร้องก็สามารถทำได้ แต่ให้ระวังหากไม่มีข้อเท็จจริง จะเป็นการฟ้องเท็จและตนสามารถฟ้องกลับได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวยืนยันว่ากรณีนี้จะต้องมีผู้กระทำความผิดอย่างแน่นอน เพราะการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีการบกพร่องของกรมที่ดิน และผู้ที่เดินสำรวจพื้นที่กับผู้ที่ออก นส.3 ก. อาจจะต้องถูกตัดสินจำคุกได้ ทั้งนี้ มั่นใจว่าเรื่องนี้จะสามารถตรวจสอบได้กระจ่างภายใน 90 วัน

'อนุพงษ์'ยันไม่มีการปฏิวัติ วอนสังคมแก้ความขัดแย้ง

'ผบ.ทบ.'หวั่นการปะทะระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯกับกลุ่มรักประชาธิปไตยฯล่อแหลมการเกิดความรุนแรง วิงวอนสังคมใช้กลไกในการแก้ปัญหา ยืนยันกองทัพไม่มีใครคิดปฎิวัติ ขอให้ปชช.สบายใจ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่ม พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่มีการปะทะ ปาขวดน้ำ ก้อนหิน กับกลุ่มรักประชาธิปไตยก้าวหน้าว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ถือว่าล่อแหลมต่อการเกิดความรุนแรง อยากจะวิงวอนขอร้องให้ทุกส่วนได้ใช้กลไกตามปกติ ฝ่ายการเมืองก็ทำหน้าที่บริหารประเทศไป ในส่วนที่ใครจะใช้สิทธิในการมาถ่วงดุล ก็ใช้สิทธิในส่วนนั้นได้ แต่การกระทำที่ก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเกิดเหตุการณ์ในทางไม่ดีก็น่าจะช่วยกันรามือ เพื่อให้สังคมเดินไปได้ หมายถึงว่า การเมืองน่าจะแก้ปัญหาด้วยการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในกลไกของสถาบันการเมือง หรือว่าจะเป็นการเมืองภาคประชาชนก็ตาม ก็ให้แก้ไขไปตามนั้น การใช้ความรุนแรงไม่น่าจะเกิดประโยชน์กับกลุ่มใด

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เราเป็นทหารของพระมหากษัตริย์ และประชาชน จะวางกองทัพไว้ตรงจุดไหน เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า อยากจะเรียนให้ประชาชนได้ทราบว่า ตนยืนยันว่ากองทัพบกจะเป็นกลไกของรัฐ ที่จะทำให้เกิดเสถีรภาพความมั่นคงอย่างสูงสุด ตนขอรับประกันว่า กำลังพลของกองทัพบกจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จนทำให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วน มั่นใจได้เลย

เพราะฉะนั้นกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปฎิวัติ การกระทำอะไรก็แล้วแต่ ขอยืนยันว่ากำลังพลของกองทัพบก ทุกคนไม่มีใคร ที่คิดจะทำอย่างนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจ อย่างน้อยสถาบันทหารคือ กองทัพบกจะเป็นหลักประกัน ที่จะทำให้การพัฒนาประเทศ โดยใช้กลไกของการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายที่จะมีตรวจสอบถ่วงดุลอะไรก็แล้วแต่ให้ดำเนินการ ไปตามกฎหมาย เราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยเด็ดขาดขอให้มั่นใจ

ต่อข้อถามว่า การออกมาพยายามสร้างความปั่นป่วนในลักษณะนี้ เพื่อต้องการให้มีการปฎิวัติหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนยังไม่แน่ใจ แต่อย่างไรก็ตามไม่น่าจะส่งผลดีต่อสังคม ตนยังไม่สามารถประมินได้ เพราะว่าไม่ทราบว่ากลุ่มใดเป็นผู้ทำ หรือทำในลักษณะข่าวลือ หารปล่อยข่าวทำให้สังคมสับสน แต่ยืนยันว่ากองทัพบกจะอยู่เป็นทหารของชาติ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทหารของประชาชนและจะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทหารมีอยู่ทั่วประเทศ จะให้เข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของการที่จะข้ไปทำความเข้าใจก็สุ่มเสี่ยง เพราะว่าไม่ว่าเราจะขยับตัวไปทางใดมันยาก กระแสในบางครั้งก็มีการสร้างขึ้นมา เราตั้งใจจะทำดี บางทีก็กลายเป็นว่าเราไปอยูทางนั้นทางนี้ ซึ่งทหารที่อยู่กับประชาชนทางที่ดีที่สุดให้ทำโครงการที่เสริมสร้างสังคมที่ดี เช่นการปลูกป่าร่วมกันประชาชน ทำสิ่งที่สร้างสรรค์กับสังคมน่าจะดีกว่า ในเรื่องของการเมืองปล่อยให้ส่วนที่เกี่ยวข้องเขาทำไป

เมื่อถามว่า รู้สึกหนักใจกับสถานการณ์การเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่หนักใจ เพราะเข้าใจว่าสังคมมีการพูดคุยกันได้ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ก็ไม่น่าเป็นห่วง แต่ว่าความวุ่นวายจะสร้าง ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความสบายใจของคนในประเทศ ตนจึงพยายามพูดว่าเรามาสร้างสรรค์สังคมที่ดี

ถามว่าได้หารือกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สื่อต้องถามใหม่ เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่ ตนเป็นผู้น้อยไปหารือบ้านเมือง ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคงจะได้ปรึกษาหารือกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งเราเป็นกลไกเล็กๆส่วนหนึ่ง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้เคยให้นโยบายว่าเราเป็นทหารให้ทำหน้าที่ของเราตามปกติ

อย่าพลาด! ‘สมัคร'เปิดใจ‘ทุกข์ของนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่'30มี.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศบ้านพักของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้นเงียบเหงา ไม่มีรัฐมนตรีหรือบุคคลสำคัญทางการเมืองคนใดเข้าพบ จากการสอบถามทางโทรศัพท์จากแม่บ้าน ชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรีได้เดินทางออกไปต่างจังหวัดตั้งแต่เช้า อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตุว่า มีทีมรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง เฝ้าอยู่ที่ศูนย์ประสานงานรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบ้านพักที่คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ภริยานายกฯ ได้เช่าไว้ และมีตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวเฝ้าคอยผลัดเปลี่ยนเวรยามอย่างเข้มงวดอยู่ที่บ้านพัก
ทั้งนี้จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ระบุว่า นายสมัคร ไม่ได้ไปไหน ยังคงพักอยู่ที่บ้าน มีทีมรักษาความปลอดภัยบางส่วนได้เดินทางล่วงหน้าไปยังจังหวัดอุดรธานีแล้ว เพื่อเตรียมภารกิจของนายกฯในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในระหว่างวันที่ 30-31 มี.ค. นี้ เพื่อเข้าร่วมกำหนดการเข้าร่วมประชุมสุดยอด 6 ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 (3rd GMS Summit)
สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรีในวันอาทิตย์ที่ 30 มี.ค. เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีออกอากาศรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย ช่อง 11 และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาประชาสัมพันธ์ ในชื่อตอนที่ว่า "ทุกข์ของนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่" จากนั้น เวลา 09.25 น. นายสมัครจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานจังหวัดอุดรธานี

จาก hi-thaksin

Saturday, March 29, 2008

โจรคนมีสี (เสื้อ)

ข่าวใหญ่ข่าวโตประจำงวดนี้ก็ว่าได้ไม่มีใครเกินข่าว มีคนจ้องปฎิวัติ ' คนตาสีตาสาพูดปล่อยผ่านหูเข้าซ้ายทะลุขวาเป็นเรื่องขำขัน แต่เมื่อคนระดับนายกรัฐมนตรีของประเทศ อีกทั้งควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เอาเอกสารลับดักคอแฉตรงไปตรงมาว่ามีนายทหารเกษียณอายุราชการหารือเตรียมการล้มรัฐบาลเช่นนี้แล้ว นิ่งงงเล่นใช่ที่ ก่อนอื่นฟังคำพูดนายกฯสมัคร สุนทรเวช และรมว.กลาโหม ชี้แจงข้อมูลลับข่าวนี้กล่าวคือ

ขณะนี้ยังพบว่ามีกลุ่มที่จะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยมีแนวคิดที่จะทำการปฎิวัติรัฐบาล โดยยืนยันว่าไม่วิตกกังวลกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว เพราะเชื่อว่าคงไม่สามารถดำเนินการได้ง่ายในยุคนี้

ยังมีคนยังไม่เลิก ยังวิ่งเต้นกันอยู่ ยังนัดประชุมกันอยู่ คือยังคิดว่าปฎิวัติกันได้อยู่ แต่ไม่วิตกทุกข์ร้อน...เขาคิดว่ายังมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ เขาก็คิดทำกัน แต่มันไม่มีเหตุผล ผมถึงไม่ประเมินใครเป็นคนทำ ก็น่าจะอายบ้าง'

ประโยคถัดมานายกฯสมัคร กล่าวว่า ผมระวังตัวอยู่แล้ว ผมต้นทุนต่ำ ติดคุกติดตารางบ้างไม่เป็นไร อยู่มาตั้ง 73 ปีแล้ว เปลี่ยนที่อยู่ซะบ้าง' นายกรัฐมนตรี ระบุ

จะบอกอย่างไยดีว่าเดี๋ยวนี้บ้านเมืองของเรามันทำลายล้างด้วยระบบการขู่มขู่ชักดาบฟันกันดื้อๆ ด้วยวิธีนอกระบบ ทหารนอกคอกนอกแถวและแตกแถวบีบสร้างสถานการณ์เอาชัยชนะวิธีการใช้กำลังปฎิวัติ สุดตกขอบเหวประเทศด้อยพัฒนาเต็มแก่

บ้านเมืองเรายังล่มจมไม่พอหรืออย่างไร เวลาประกอบไปด้วยเงื่อนไขจอมโจรคนมีสี ขี่คอคนอื่นครองเมือง มีอะไรคับปาก แบ่งค่ายแบ่งฝักฝ่าย แหล่งกบดานโจรกระจอก... ซุ้มมือปืน...แก๊งอันธพาล...กลุ่มนักเลงเจ้าพ่อ...แก๊งจกชิงวิ่งราวทรัพย์...แก๊งรถซิ่ง...แก๊งอาชญกรข้ามชาติ...แก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติ...วิธีคิดโจรอีกสารพันที่เลือกปล้นตรงปล้นอ้อมๆ ขู่มขู่ รีดไถ วางยา ฆ่าตัดคอ นั่งยาง ช๊อตไฟฟ้า ...จดจำไม่หวั่นไม่ไหว

ยุคพ.ศ.นี้ ยังไม่หนำใจอ่อนข้อต่ออำนาจนอกกติการะบอบอำมาตยาธิไตยครอบงำ อย่างไม่ลืมหูลืมตา...เราเอาสถาบันที่คนไทยเคารพรักยิ่ง มาเป็นเครื่องมือ ด้วยการแอบอ้างจบลงตรง ความจงรักภักดี' เปลืองอย่างยิ่ง น่าอายความสมานฉัทน์จริง...ไม่ได้อยู่ในหัวคนถือปืนบางคน...สักพูดแต่ปากว่ารักชาติรักแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน

ผมยิ่งมีความเชื่อประโยคที่ว่า อย่าเอาเศษโลหะบนบ่ามาหาแดก...อย่าเอาเวลาราชการมาหากิน ' มันมีมูลมากขึ้น จนยากที่จะปฎิเสธว่าไม่จริง...ขอขอบคุณคนต้นคิดที่หยิบยืม...นำมาใช้ชั่วคราวในครั้งนี้ด้วยครับ...จากใจจริง

ย่อหน้าถัดไป ขอตรวจสอบเช็คพฤติกรรม พล.อ.สนธิ ที่คนทั่วไปเข้าใจว่าวีรบุรุษกู้ชาติ ข้อเท็จข้อจริงในตัวคืออะไร

1.เรื่องแรกสุดเดาไม่ยากที่เกิดสภาพหักหลังคนทำปฎิวัติรัฐประหารยึดอำนาจแท็คทีม คมช. รายแรกคือ พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตแม่ทัพภาคที่3 โดนหลอกต้มสุกวาดฝันรางวัลปฎิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ตำแหน่งผบ.ทบ.หลุดมือ ทั้งที่ลงทุนลงแรงนํากองกำลังภาคที่ 3 เข้ายึดอำนาจ แต่ฝุ่นตลบหลังกลับส่งเพื่อนไว้ใจ พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ เสนาธิการทหารบก นั่งผบ.ทบ. วืดรอบสอง เวลาเปลี่ยสถานการณ์เปลี่ยนมาตกที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา นั่งผบ.ทบ.ผิดความคาดหมาย พล.อ.สนธิ อย่างไม่ตั้งความหวังแต่แรก

2. คำพูดที่ไม่รักษาน้ำใจ นักรบร่วมเป็นร่วมตายอีกครั้ง เมื่อ พล.อ.สนธิ เปิดไต๋ว่าการปฎิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ไม่มีใครเป็นวีรบุรุษคนที่คิดแผนการปฎิวัติ มีแค่ตัวเขากับลูกน้องยศพ.อ.สองคนเท่านั้นเองวางแผนยึดอำนาจ...ความตอแหลข้อนี้ พล.ท.สพรั่ง ย่อมกลืนเลือดรู้ดีที่สุด

3. พล.อ.สนธิ หาเพื่อนเกาะหาเกราะกำบังชนิดพูดจาหว่านล้อมนักรบราชินีอย่าง พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ตีสนิท เพราะท่านพล.ท.ประยุทธ์ คือทหารเสือราชินีที่ได้รับไว้วางพระราชหฤทัยเชื่อใจอย่างสูง นี่คือความชาญฉลาดยุทธวิธีลับ ลวง พราง อีกชั้น พูดง่ายเข้าได้นักรบทหารเสือราชินีมาเป็นตัวประกัน เพื่อความปลอดภัยอีกระดับหนึ่งนั่นเอง

4. เป็นที่ร่ำลือหนาหูว่าสมัย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยศูนย์สงครามพิเศษ ลพบุรี การจัดซื้อจัดข้างอาวุธยุทโทปกรณ์มีคอมมิชั่นของพวกพ้องเป็นล่ำเป็นสันรวยเละ ถึงขนาดลูกน้องเก่าเก็บจาระไนเทคนิคว่า พล.อ.สนธิ มักสอนให้เข้าหานักการเมือง เพื่อมิให้ตัดงบประมาณทหารและเสนอผ่านรวดเดียวเสมอ

5. ลูกน้องคนสนิทที่ส่งตัวไปดูแลงบประมาณทหารทางภาคใต้ ก็คือ พล.ท.องค์กร ทองประสม อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ดูแลจัดสรรงบประมาณทหารการข่าวว่าเป็นมือทองที่สร้างรายได้เงินทองสร้างความร่ำรวยพวกพ้อง ชนิดใครคาดไม่ถึง

6. ปริศนาเงียบเชียบข่าวหนาหูว่า พล.อ.สนธิ ได้ทิปบินตรงซื้ออาวุธที่ประเทศตะวันออกกลาง จำนวนมูลค่าหลายพันล้านบาท ในช่วงที่ดำรงตําแหน่งประธาน คมช.

โจรขึ้นบ้านปล้นประชาธิปไตย คนหน้าเดิมพวกอำมาตยาธิปไตย... เหยีดพรรคเหยีดพวก นั่นคือพวกที่โกงบ้านกินเมืองกินนาน... กินเนียนและกินจนเกษีญณ...ทุนนิยมสามานย์ตัวจริงเสียงจริงที่ปล้นชาติปล้นประชาชน...สัจจะรักชาติแต่ปาก...สัจจะพวกนี้มันไม่มีในหมู่โจร...หลงเชื่อและขาดศรัทธา ละไว้บนฐานเข้าใจไม่ดีพอ

ปริศนานายทหารใหญ่จนผิดปกติหรือร่ำรวยผิดปกติ คนชื่อ พล.อ.สนธิ แจ้งทรัพย์ต่อ ปปง. จำนวน 194 ล้านบาทเท่านั้นเอง ท่านทำมาหาเสี้ยงชีพอะไรถึงมีเงินทองมากมายถึงเพียงนี้ นี่ยังไม่นับลูกเมียหลายคนคนเหล่านั้น...ช่างทำงานเสี้ยงชีพอะไรมา... ช่างรวยล้น คนไม่เชื่อและไม่ศรัทธายึดอำนาจเที่ยวนี้สะสมทุนนิยมสามานย์เงินสดๆ พล.อ.สนธิ.. มีไม่ต่ำกว่า 2000-3000ล้านบาท ต่อการปฎิวัติหนึ่งครั้ง...

ฝากข้อคิดนี้พิจารณาไตร่ตรองด่วน...เป็นการบ้านหน่วยงาน คตส.กล้าๆๆตรวจสองลูกพี่ใหญ่ที่แต่งตั้งมากับมือ...โดยเฉพาะนายแก้วสรร อติโพธิ ท่านพูดเสมอว่าคอมมิชชั่นกองทัพมันกี่เปอร์เซ็นต์.....รู้อยู่เต็มอก...กติกานี้ต้องอย่าสองมาตรฐาน...จัดการเลย...อย่าทำตัวเป็นละเลยฐานที่เข้าใจหาหลักฐานไม่เจอ...เจอแน่ ม.157 ฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ...รีบตรวจสอบ...คำสรรเสริญรออยู่แค่เอื้อม...ครับ

คืนรัง

จาก hi-thaksin

ยุบพรรคเรื่องเล็ก

คอลัมน์ : เดินหน้าชน
โดย จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด

ประเด็นที่ร้อนสุดสุด แข่งกับอุณหภูมิอากาศเวลานี้เห็นจะหนีไม่พ้นปมแก้รัฐธรรมนูญ"50 ที่พรรคพลังประชาชนในฐานะแกนนำรัฐบาลชี้ว่า หากยังคงนำโยงสู่การสั่งยุบพรรคกันง่ายๆ อาจทำให้ประเทศต้องบอบช้ำอีกครั้ง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในช่วงพลิกฟื้น เพราะความปั่นป่วนทางการเมืองและสุญญากาศที่เกิดขึ้น จะเท่ากับซ้ำเติมปัญหาเดิมที่แย่อยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก

แต่ประเด็นนี้กลับถูกฝ่ายค้านรวมทั้งฝ่ายที่มีส่วนในการกำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับนี้สวนกลับทันทีว่า เป็นข้ออ้างที่เสมือนเอาประเทศเป็นตัวประกัน!

อย่างไรก็ตาม หากฟังจาก "คนกลาง" ทั้งจากแวดวงธุรกิจและเสียงสะท้อนรวมๆ จากประชาชนทั่วไป ก็มีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ

เฉพาะในส่วนนักธุรกิจ แทบจะประสานเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่อยากให้ยุบพรรคเพราะหลายมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจในขณะนี้อาจชะงักงันทันที แต่ก็ออกตัวว่าถ้ารีบร้อนแก้รัฐธรรมนูญโดยที่เพิ่งจะใช้มาได้แค่ไม่กี่เดือน ก็อาจเกิดเหตุบานปลายจนสะเทือนภาพรวมทั้งประเทศไปได้อีกเหมือนกัน ซึ่งการไม่ฟันธงให้ชัดลงไปก็เป็นธรรมดาของผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเสียหายโดยตรง เว้นแต่ผลลบจะกระทบถึงตัว

ขณะที่ประเมินจากเสียงชาวบ้าน โพลล่าสุดของเอแบคโพลก็ชัดเจนว่าเกือบ 60% ของประชากรตัวอย่าง 3,425 คน เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ "เพราะอยากให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ประเทศจะได้สงบสุขและการเมืองจะได้เข้มแข็งขึ้น" ขณะที่ ราว 33% ยังไม่สุกงอม เพราะเห็นว่า "มีการเบี่ยงเบนสาเหตุที่ต้องแก้ไขไปเป็นเรื่องประโยชน์เฉพาะกลุ่ม และเกรงจะนำไปสู่ความวุ่นวาย"

ที่น่าสนใจคือ 49.1% ของผู้เห็นด้วย ต้องการให้แก้ไขทุกมาตรา ยกเว้นมาตราที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ 40.4% อยากให้แก้เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง และที่สำคัญ 51.7% เห็นว่ารัฐบาลควรมีแนวทางให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาวิกฤตของบ้านเมือง เพราะหลายคนเป็นผู้มีศักยภาพ

ฟังดูคลับคล้ายคลับคลากับที่ นายสมัคร สุนทรเวช ออกมาให้แนวทางเมื่อเร็วๆ นี้ จนคิดเล่นๆ ว่า ดีไม่ดี พรรคพลังประชาชนที่มีศักยภาพในการทำโพลชนิดที่ไม่อาจประมาทฝีมือได้ อาจแอบลงมือสำรวจความเห็นชาวบ้านมาก่อนหน้านี้แล้ว พอเอแบคโพล (ซึ่งมักถูกมองว่าเอนเอียงมาทางซีกตรงข้ามพรรคไทยรักไทยในอดีต) ออกมาในทิศทางเดียวกัน รัฐบาลที่แรกๆ ทำท่าจะปรับแก้เฉพาะมาตรา 237 ที่โยงเรื่องยุบพรรคเท่านั้น กลับสวมวิญญาณหมูไม่กลัวน้ำร้อน เปลี่ยนมาตั้งท่ารื้อทั้งฉบับ รวมทั้งมาตรา 309 ที่คุ้มครองบรรดาองค์กรทั้งหลายที่ คมช.ตั้งขึ้นด้วย

ปัญหาคือหากคิดการใหญ่เช่นนั้น ใน 6 พรรครวมรัฐบาล โดยเฉพาะภายในพรรคพลังประชาชนเอง เวลานี้มีความเป็นเอกภาพและเข้มแข็งเพียงพอที่จะรับแรงเสียดทานจากพลังต้านที่ยังทรงอิทธิพล และไม่คิดจะยอมเลิกราง่ายๆ หรือยัง โดยเฉพาะการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำท่าจะกลับมาภายในสิ้นเดือนนี้ เร็วกว่าเดิมที่กำหนดจะกลับก่อนมารายงานตัวต่อศาลวันที่ 11 เมษายน ก็แรงเสียดทานจะมีมากขึ้น จนทำให้อุณหภูมิการเมืองร้อนแรงยิ่งกว่าเวลานี้

เป็นไปได้ว่า ยิ่งพลังประชาชนประกาศชัดว่าจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญยกพวง อาจทำให้บางคนเผลอแสดงเจตนารมณ์อันชัดเจนที่จ้องอยากให้ยุบพรรคเสียไวๆ เช่นที่ นายสุเมธ อุปนิสากร 1 ใน กกต. ถูกตั้งข้อสงสัยจาก "เสธ.หนั่น" ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ก็อาจยิ่งผลักให้ชาวบ้านและฝ่ายเป็นกลางหันมาเห็นใจฝ่ายที่เป็นเป้าถูกกระทำมากขึ้น

แต่ปัจจัยรูปธรรมที่จะทำให้แรงหนุนในเรื่องนี้มีมากขึ้นแน่นอนยังอยู่ที่รัฐบาล โดยเฉพาะรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชาชนที่เป็นเป้าหลักว่า ได้แสดงฝีไม้ลายมือและความตั้งใจในการแก้วิกฤตประเทศได้ถูกจุดแค่ไหน ภายในกรอบเวลาการแก้รัฐธรรมนูญ ที่สำคัญคือทันกับการนับถอยหลังสู่กระบวนการยุบพรรค หาก "ธง" ที่ตั้งไว้ยังไม่เปลี่ยน!

เพราะศรัทธาและความน่าเชื่อถือที่ประชาชนมอบให้จะเป็นเกราะกำบัง หลังจากเห็นชัดว่า แม้จะฝ่าสารพัดด่านขึ้นมากุมอำนาจรัฐอยู่ในมือแล้วก็ตาม ยังมีสิทธิที่จะเอาตัวไม่รอดจากการตั้งรับกับอำนาจนอก-เหนือรัฐ ที่ยังมีอิทธิพลล้นเหลืออยู่จริงในสังคมไทยในเวลานี้

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2-3 ยกที่ออกมา อาจเป็นไฮไลต์ของความคาดหวัง แต่ก็ดูเหมือนยังมีช่องว่างระหว่างทีมเศรษฐกิจที่ทำให้ขาดพลังที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ถูกประเด็น ในทิศทางที่สอดคล้องต้องกัน

ถ้าทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนตั้งใจดีมีฝีมือ อย่าง รมว.คลัง และ รมว.พาณิชย์ มาจับเข่าคุยกันให้ได้ใกล้ชิดกว่านี้

ศึกยุบพรรคนั้น อาจเป็นเรื่องเล็ก

‘พปช.'เชื่อพันธมิตรฯเฉาไปเอง-โต้ปชป.ปากกล้าขาสั่นแก้รธน.

(29มีค.) ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึง ความคืบหน้าการเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ในวันอังคารที่จะถึงนี้ ที่ประชุมพรรคพลังประชาชนจะหารือกับส.ส.กรณีที่จะเร่งนำญัตติทบทวนปัญหาบังคับใช้รัฐธรรมนูญที่ยื่นเสนอต่อสภาไปนานแล้วเข้ามาพิจารณาในสัปดาห์หน้า รวมทั้งให้คณะทำงานที่รับผิดชอบในส่วนของการตั้งคณะกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะทำคู่ขนานกับกระบวนการของสภามาชี้แจงรายละเอียดในที่ประชุม
ส่วนกรณีที่พันธมิตรออกมาจัดการชุมนุมโจมตีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลนั้น โฆษกพรรคพลังประชาชน มองว่ากลุ่มพันธมิตรตีขลุมเพื่อต้องการกล่าวหาพรรคพลังประชาชนว่าหาผลประโยชน์ใส่ตัว แต่ความจริงแล้วพรรคพลังประชาชนได้ประกาศประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เพราะมองเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย การที่ปล่อยให้มีการบังคับใช้มาถึง 2-3 เดือน นั้น ถือว่านานเพียงพอแล้ว หากไม่รีบแก้ก็จะปั่นทอนต่อระบบการเมืองในประเทศยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามไม่แปลกใจที่กลุ่มพันธมิตรออกมาค้านความพยายามจะสร้างระบอบประชาธิปไตยของประเทศให้เข้มแข็งรวมทั้งไม่กังวล เพราะเชื่อว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร จะไม่ปานปลาย
"บรรยากาศการชุมนุมเมื่อคืนนี้ที่ธรรมศาสตร์จริงๆ แล้วเราไม่ควรให้ราคากลับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะเชื่อว่าไม่นานก็จะเฉาไปเอง หากไม่มีคนให้ความสำคัญแต่ทั้งนี้มีความกังวลแทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่อนุญาติให้พันธมิตรใช้สถานที่ทุกสัปดาห์ตรงนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องตอบคำถามและรับผิดชอบ หากมีอะไรเกิดขึ้นด้วย" ร.ท.กุเทพ กล่าว
ร.ท.กุเทพ กล่าวกรณีนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลที่ระบุว่า กำลังมีกลุ่มคนจ้องปฏิวัติ ว่า เข้าใจว่านายสมัคร กล่าวด้วยความห่วงใยบ้านเมือง ที่มองว่าประเทศไม่สามารถรับภาวะวิกฤติการเมืองได้อีก นายสมัครออกมาพูดเช่นนี้เพราะมองว่าไม่ควรประมาท แต่นายสมัครจะรู้ข้อมูลอย่างไรนั้นตนคงไม่ทราบ หรือหากรู้ข้อมูลจริงนายสมัครก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบอะไรชัดเจน หากฝ่ายค้านสงสัย ก็ไปยื่นกระทู้สดถามในสภาเอาเอง เพราะมีกลไกอยู่
เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าการปรับลดจำนวนกรรมการบริหารของพรรค ไม่ได้เป็นเพราะต้องการหนีถูกยุบพรรค ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า เป็นการโกหกคำโตเพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่พรรคประชาธิปัตย์จะลดจำนวนกรรมการบริหารพรรค ตรงนี้สะท้อนว่าพรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่า กฎหมายรัฐธรรมูญ 2550 ที่ร่างโดยคณะรัฐประหาร เป็นกฎหมายที่ล้อมคอกนักการเมือง พรรคประชาธิปัตย์จึงเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตไว้ เพราะไม่แน่ใจว่ากรรมการบริหารพรรคของตัวเองจะมีใครทำผิดหรือไม่
"ตรงนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็รู้และไม่กล้าออกมาแก้รัฐธรรมนูญ เพราะกลัวว่าจะผิดใจกลุ่มคนที่ร่างรัฐธรรมนูญและกลุ่มพันธมิตร รวมทั้งกลัวว่าจะเข้าทางพรรคพลังประชาชนเป็นพฤติกรรมที่ปากกล้าขาสั่น ทำผิดธรรมชาติ ไปแก้ปัญหาแบบไม่ถูกจุด ซึ่งต่อไปจะทำให้มีผลกระทบต่อระบบการเมืองไทยในอนาคต ที่กรรมการบริหารจะไม่ใช่ตัวจริง กลายเป็นการเมืองจอมปลอม" ร.ท.กุเทพ ระบุ

จาก hi-thaksin