กทม. 30 มี.ค. - นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศลาว ถึงกรณีความขัดแย้งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หากแก้ไขก็ไม่เสียหน้าว่าไม่ได้เข้าร่วมประชุมกับพรรคพลังประชาชนด้วย ตนอ่านหมากเพียงชั้นเดียว จึงได้บอกไปว่าไม่ควรแก้ แต่เมื่อที่ประชุมพรรคได้มีมติออกมา และได้อ่านหมาก 2 ชั้นแล้ว ก็ต้องแล้วแต่ที่ประชุมพรรคเท่านั้น ซึ่งถือว่าจบเรื่องมาตรา 309 แล้ว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, March 30, 2008
นายกฯ ระบุเรื่องแก้ รธน.มาตรา 309 แล้วแต่พรรคมีมติ
รมว.ศึกษาฯ ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันไม่คิดสร้างปัญหาให้ประเทศอีกแล้ว
ดอนเมือง 30 มี.ค. -“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ยืนยัน “พ.ต.ท.ทักษิณ” รับปากต่อหน้าญาติพี่น้องและประชาชนแล้วว่า หลังวางมือการเมืองจะไม่คิดสร้างปัญหาหรือเงื่อนไขให้เกิดขึ้นกับประเทศอีก ระบุการเดินทางกลับก่อนกำหนดก็เพื่อมาร่วมงานสงกรานต์ ไม่ใช่มาแสดงพลังอะไร
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า การเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นการกลับมาตามที่ศาลนัดไว้ และเป็นการถือโอกาสมาร่วมงานประเพณีสงกรานต์ของไทย ซึ่งญาติพี่น้องจะได้มีโอกาสพูดคัยกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ได้ต้องการไปแสดงพลังอะไรทั้งสิ้น
“ในฐานะที่เป็นคนใกล้ชิด ขอยืนยันว่า การกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องการแสดงพลังอะไร เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดเสมอต่อหน้าญาติพี่น้อง และประชาชนว่า เมื่อวางมือทางการเมืองก็จะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องให้เป็นประเด็นทางการเมืองอีก และจะไม่ทำความลำบากใจ ทำความเดือดร้อนให้กับสังคม หรือผู้ใดผู้หนึ่งทั้งสิ้น ตอนนี้บ้านเมืองมีภาระมากแล้ว เราอย่าไปเพิ่มภาระหรือเงื่อนไขให้กลายเป็นปัญหาอีก เช่นเดียวกับพรรคพลังประชาชนจะไม่มีการไปรวมพลัง หรือทำอะไรที่จะเป็นเงื่อนไขอีกอย่างเด็ดขาด ”นายสมชาย กล่าว
ทางด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า การดูแลรักษาความปลอดภัย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารไม่มีอำนาจไปทำอะไรทั้งสิ้น แม้แต่การเข้าไปติดตามข่าวการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-30 12:31:29
เกาะกระแสปรับย้าย"รองผบ.ตร.-ผบช." "เพรียวพันธ์-ชลอ"แบเบอร์กลับสำนักสีกากี จับตา"นรต.26"เครือข่าย"ทักษิณ"ผงาด
"จะย้ายอีกมากในวันที่ 2 เมษายนนี้ จะย้ายอีกกระบิใหญ่ การโยกย้ายข้าราชการของรัฐบาลทำด้วยเหตุผลที่เหมาะสมและตอบคำถามได้" นี่คือเนื้อหาบางตอนที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอบกระทู้ ในสภาผู้แทนราษฎร
ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฝ่ายค้าน ถามกรณีที่มีคำสั่งให้นายตำรวจ สังกัด กองบัญชาการตำรวจสันติบาล 2 นาย ที่ทำคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จังหวัดเชียงราย ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้าจังหวัดยะลา (ศปก.ตร.สน.) เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา
พลันที่เนื้อหาการตอบกระทู้ของนายสมัคร แพร่สะพัดออกไป ได้สร้างความหวาดผวาให้ข้าราชการระดับ "บิ๊ก" ในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่แจ้งเกิดในยุครัฐบาลใต้ร่มเงา ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะใน "สำนักปทุมวัน" บรรดาเหล่าสีกากีต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ ถึงการแต่งตั้งโยกย้ายว่าคงเกิดขึ้นช่วงต้นเดือนเมษายนอย่างแน่นอน
เพราะสอดรับกับที่คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ไฟเขียวอนุมัติให้เปิดตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ฝ่ายบริหาร และผู้ช่วย ผบ.ตร.ฝ่ายบริหาร เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา
จึงเป็นไปได้สูงยิ่งที่ นายสมัคร จะใช้โอกาสนี้ตั้ง รอง ผบ.ตร.และผู้ช่วย ผบ.ตร. คนใหม่ แล้วปรับย้ายตำแหน่งนายพลตำรวจระดับต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน
ดังนั้นการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ชาวยุทธจักรสีกากี ต่างจับตามองเป็นพิเศษว่า จะเกิดขบวนการย้ายล้างบางนายตำรวจที่ผงาดในยุครัฐบาลใต้ร่ม คมช.ที่คุมกองบัญชาการ (บช.) หลักหรือไม่ ?
อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มีการส่งสัญญาณให้จัดโผโยกย้ายจาก นายสมัคร ถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร.ก็ตาม
แต่ปรากฏการณ์การวิ่งเต้นเข้าหาขั้วอำนาจทางการเมือง เพื่อป้องกันตำแหน่งหรือต้องการตำแหน่งใน บช.หลักของ "ผู้บัญชาการ" บางคนได้เกิดขึ้นแล้วใน "สำนักปทุมวัน"
ดังนั้นเมื่อโฟกัสถึงการแต่งตั้งโยกย้ายที่จะมีขึ้นช่วงต้นเดือนเมษายน
จึงมีการคาดหมายกันว่า ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.ฝ่ายบริหาร ที่เปิดใหม่ คงจะตกเป็นของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชาย คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกเผด็จการทหารทำรัฐประหารโค่นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เด้งไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ขณะที่ตำแหน่ง "ผู้ช่วย ผบ.ตร.ฝ่ายบริหาร" คงตกเป็นของ พล.ต.ท.ชลอ ชูวงษ์ นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 26 (นรต.26) เพื่อนร่วมรุ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ที่โดนชะตากรรมเดียวกับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ถูกเด้งไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ซึ่งทั้งสองได้ทำหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี เพื่อขอกลับเข้ารับราชการตำรวจเรียบร้อยแล้ว
ส่วนตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.หรือ ผู้ช่วย ผบ.ตร.คนอื่นๆ คงไม่มีการเปลี่ยนแปลง
แต่ตำแหน่งที่ชาวสีกากีจับตาและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือตำแหน่ง "ผบช."
เพราะเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้งสร้างผลงานให้กับรัฐบาลได้ด้วย
ดังนั้นเมื่อโฟกัสถึง ตำแหน่ง "ผบช." หลัก
ก็มีกระแสข่าวสะพัดสนั่นสำนักปทุมวันว่าตำแหน่งที่จะปรับเปลี่ยนคือตำแหน่ง "ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง" (ผบช.ก.) ที่ พล.ต.ท.อดิศร นนทรีย์ คนใกล้ชิด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ครองอยู่ อาจจะถูกขยับไปตำแหน่ง "ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร."
แล้วโยก "พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง" ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) นรต.30 มานั่งแทน
ขณะเดียวกันมีข่าวสะพัดว่า พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.อดีตลูกหม้อนครบาล ซึ่งขยับติดยศ พล.ต.ท.ในการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 อาจจะมานั่งแทน
อย่างไรก็ตาม สำหรับ "อัศวิน" มีข่าวบางกระแสระบุว่ามีโอกาสสูงที่จะครองเก้าอี้ "เจ้าพ่อนครบาล" ไปในการปรับย้ายตามฤดูกาล
ส่วนตำแหน่ง "ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล" (ผบช.ส.) ที่ พล.ต.ท.ระพีพัฒน์ ปาละวงศ์ คนใกล้ชิด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ครองอยู่ อาจจะถูกย้ายไปเป็น "ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร." แล้วโยก พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง จเรตำรวจ (สบ 8) นรต. 31 ซึ่งใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.พัชรวาท มานั่งแทน
ในส่วนระดับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 (บช.ภ.1-9) โอกาสที่ ผบช.จะถูกปรับย้ายที่น่าจับตาเป็นพิเศษ อาทิ พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) ที่ค่อนข้างจะแนบแน่นกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บางคน
พล.ต.ท.เจตนากร นภีตะภัฎ ผบช.ภ.2 คู่เขย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ย้ายจาก ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.ไปเป็น ผบช.ภ.9 แล้วย้ายมานั่งพื้นที่ทอง ตำแหน่ง ผบช.ภ.2
ตามด้วย พล.ต.ท.บุญชอบ คงน้อย ผบช.ภ.4 นรต.24 รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และมีสัมพันธ์แนบแน่นกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีต ผบ.ตร. และอดีตที่ปรึกษา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ต่อด้วย พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ ชูกิจคุณ ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ท.ปัญญา เทียนศาสตร์ ผบช.ภ.9 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์
ตามด้วย พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) อดีตโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมัย พล.ต.อ.ประชา เป็น ผบ.ตร. ซึ่งย้ายจากผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและสอบสวน ไปเป็น ผบช.สตม. เมื่อมีการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 โดยไปแทน พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ นรต.25 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.พัชรวาท ที่ถูก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สั่งให้มาช่วยราชการที่สำนักงาน ผบ.ตร. ก่อนย้ายลงไปเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ทำหน้าที่ด้านอำนวยการและยุทธศาสตร์ ที่มีการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 เช่นกัน
ส่วนระดับ ผู้บังคับการ ที่อาจจะถูกปรับเปลี่ยน อาทิ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ผู้บังคับการตำรวจจราจร ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง เป็นอาทิ
ขณะเดียวกันนายตำรวจที่น่าจับตามอง คือนายตำรวจที่ถูกกระทำยุครัฐประหารอาจกลับมาผงาดอีกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้ง พล.ต.ท.วุฒิ วิทิตานนท์ อดีต ผบช.ภ.5 พล.ต.ท.สุวัฒน์ ธำรงศรีสกุล อดีต ผบช.สตม. พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ อดีต ผบช.ภ. 7 พล.ต.ท.ถาวร จันทร์ยิ้ม อดีต ผบช.ส. พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว อดีต ผบช.ภ.4 ที่ถูกย้ายมานั่งในตำแหน่งผู้บัญชาการกองบัญชาการศึกษา (ผบช.ศ.) และ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ รอง ผบช.ภ.6 ถูกโยกไปเก็บกรุเป็น รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. เป็นต้น
รวมทั้ง พล.ต.วินัย ทองสอง อดีตผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม มีศักดิ์เป็นน้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกย้ายไปเป็น ผู้บังคับการสถาบันส่งเสริมงานสอบสวน
หรือผู้ที่แข็งขืนไม่สนองตอบ "ผู้มีอำนาจ" จนถูกย้ายเก็บกรุ อาทิ พล.ต.ท.สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) พล.ต.ท.บุญเรือง และ พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง อดีต ผบช.ส. อาจรับ "โบนัส" คืนความชอบธรรมในตำแหน่งสำคัญๆ
นี่คือกระแสความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นใน "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ"
ณ ห้วงเวลาที่ใกล้จะมีปรับเปลี่ยนจากขั้วอำนาจที่อยู่ใต้ร่มเงา คมช. ไปสู่ขั้วอำนาจที่อยู่ใต้ร่มเงารัฐบาลที่มี พรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำ
ดังนั้นหากวาจาที่ "สมัคร สุนทรเวช" ลั่นไว้ในสภาผู้แทนราษฎรว่าจะย้ายอีกมากในวันที่ 2 เมษายนนี้เป็นจริง ฝุ่นคงตลบสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกคำรบหนึ่ง !!
สกู๊ป : คอนแทร็กฟาร์มมิ่ง
29 มี.ค.-ความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง นับวันจะขยายสาขามากขึ้นเรื่อยๆ ในโอกาสที่จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำจีเอ็มเอสในวันพรุ่งนี้ เรามีรายละเอียดเกี่ยวกับความร่วมมือทางด้านการเกษตรระหว่างไทย-ลาว มาให้ทราบ.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-29 19:37:01
นายกฯ ประชุมจีเอ็มเอส
ชมรายละเอียด โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-29 19:36:30
'เฉลิม' โต้ 'ชวน' ไม่เลือกสอบเฉพาะที่ดินคู่แข่ง
วันนี้(29 มี.ค) ที่ จ.นครราชสีมา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะฟ้องกรณีกล่าวหาซื้อที่ดินของบริษัท ศรีสุบรรณ ฟาร์ม จำกัด ไม่ถูกต้อง ว่า เป็นสิทธิที่จะฟ้องร้องได้ แต่ให้ระวังเวลาเบิกความ ถ้าข้อเท็จจริงไม่มี เรียกว่าเบิกความเท็จ ตนมีสิทธิฟ้องกลับได้ ทั้งนี้ ที่ดินของบริษัท ศรีสุบรรณ ฟาร์ม นั้น มี 5 พันไร่ และมีอีก 2 แปลง 2,020 ไร่ ที่ออก นส. 3 ก.ซึ่งที่ดินส่วนนี้ออกเอกสารสิทธิไม่ได้ เพราะเป็นที่สาธารณะประโยชน์ อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย สิ่งที่ผิดคือการออกเอกสารสิทธิ จึงต้องถอนเอกสารสิทธิคืนราชการ
ส่วนกรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องให้ทำการตรวจสอบการบุกรุกที่ดินทั่วประเทศ ไม่เฉพาะคู่แข่งทางการเมือง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า การตรวจสอบของตนไม่ได้เลือกปฏิบัติ หากนายชวน รู้ว่าที่ไหนมีการกระทำผิด ให้บอกมา เพราะตนเป็นคนตรงไปตรงมา และที่พูดเช่นนี้ไม่ได้
เงื่อนไข [30 มี.ค. 51 - 17:40]
“รัฐธรรมนูญ” กำลังเป็นเงื่อนไขสู่การเผชิญหน้า อยู่ที่ว่าประเด็นอะไรแค่ไหน หากถึงขั้นให้ คตส. เป็นโมฒะ ก็จะต้องปะทะแน่ นายกฯปล่อยข่าวปฏิวัติจะเอากันอย่างนั้นหรือ? ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ การเมืองดูท่าจะร้อนขึ้นมาอีกแล้ว เมื่อประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังจะบานปลายไปสู่ความขัดแย้ง แม้ในพรรคพลังประชาชนเองก็ไม่วาย ตั้งแต่ประเด็นไม่ตรงกัน ไปจนถึงตั้งป้อมค้าน เนื่องจากไม่เห็นด้วย ให้ไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจดีกว่า แต่ในรัฐบาลดูเหมือนว่า 6 พรรคจะเอาด้วย พลังประชาชน ชาติไทย มัชฌิมาธิปไตย นั้นเอาแน่ แต่เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนายังสงวนท่าทีเพราะไม่ได้เสียโดยตรง ที่ว่าไม่ได้เสียโดยตรง ก็เพราะไม่มีเรื่อง “ยุบพรรค” แต่ถ้าทางอ้อมก็คงเป็นเรื่องของ 111 คน ที่ถูกเว้นวรรคมากกว่า หากตีประเด็นออกมา เชื่อว่าจะต้องมีการแก้ไขแน่ เพียงแต่ว่าจะกล้ารุกคืบมากน้อยแค่ไหน เรื่องยุบพรรคนั้นแน่นอน เรื่อง 111 คนก็คงแน่นอน ดังนั้น 2 พรรคนี้จึงเล่นแบบไม่ต้องออก แรง ปล่อยให้พลังประชาชนดิ้นไปเอง และเมื่อเสียงข้างมากอย่างนี้ก็ชนะแน่ ไม่ต้องเสียภาพพจน์ แต่ได้รับผลพวงด้วย และที่น่าสนใจ จะก้าวล่วงไปถึง คตส. หรือไม่? เพราะหากชี้ถึงที่มาของ คตส.ไม่ชอบ และมีการแก้ไขตรงนี้...ก็หมายความว่า คดีความต่างๆที่ คตส.ดำเนินการฟ้องร้องอยู่นั้น “โมฆะ” ทันที จริงๆแล้ว แนวทางต่อต้านของกลุ่มพันธมิตรฯคงจะมองไปถึงจุดนี้เช่นกัน จึงเปิดฉากต่อต้าน และเอาประเด็น “รัฐธรรมนูญ” มาเป็นเงื่อนไข การเมืองจะแรงแค่ไหน อย่างไร ประเด็นการแก้ไขคือจุดชี้ขาด การ “ยุบพรรค” และจะมีผลต่อกรรมการ บริหารพรรคนั้นคงเป็นประเด็นหลัก เพราะจะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อหนีการถูกยุบ แต่ประเด็นที่จะ “อุบไต๋” ไว้ก่อนนั้นน่าสนใจกว่า เหนืออื่นใด มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ นายกฯสมัคร สุนทรเวช ได้เปิดเผยว่า พบเอกสารเตรียมการปฏิวัติรอบที่ 2 เพื่อล้มรัฐบาล 1.ถ้าเป็นจริงก็แสดงว่ามีความพยายามที่จะล้มล้างรัฐบาลชุดนี้จริง อย่างข้อกล่าวหาต่างๆที่มีมาก่อนหน้านี้ 2. ถ้าไม่จริง ก็แสดงว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นทางการเมืองนั้นเป็นว่ารัฐบาลสร้าง “ตุ๊กตา” ขึ้นมา เพื่อทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่ามีขบวนการล้มรัฐบาลประเภท “มือที่มองไม่เห็น” ยุ่มย่ามสั่งการ “ลับ” ไปทั่ว แม้กระทั่ง กกต. ดังนั้น การที่นายกฯต้องจูงมือ ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไปต่างประเทศตลอด ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องหิ้วไปด้วย เพราะเชื่อว่าคนที่จะทำปฏิวัติได้จริงๆก็คือ ผบ.ทบ. ดังนั้น ในความสัมพันธ์ ในความผูกพันระหว่างนายกฯกับ ผบ.ทบ. จึงเป็นไปแบบถ้อยที ถ้อยอาศัย เพื่อจะได้อยู่รอดทั้ง 2 ฝ่าย นายกฯนั้นน่าจะรู้ดีว่าควรทำอย่างไร เพราะจริงๆแล้วอยู่ข้าง “ทหาร” มาตลอดชีวิต การปฏิวัติยึดอำนาจนั้นคงไม่มีใครการันตีได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นมาอีก แต่การเปลี่ยนผ่านของกาลเวลานับแต่ยึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย. 49 ที่ผ่านมา เชื่อว่าทหารเข็ดไปอีกนาน แต่ก็มีการพูดกันว่า คมช.นั้นเล่นผิดบท จึงต้องตกที่นั่งอย่างนี้ ดังนั้น หากจะมีปฏิวัติกันอีก ครานี้คงจะต้องเป็นแบบใช้อำนาจเด็ดขาดแน่ นั่นคืออันตรายยิ่งของประเทศ ก็ต้องดูกันต่อไปว่าการเมืองจะเดินไปอย่างไร คงต้องเริ่มจาก กกต.จะชี้ขาดเรื่องยุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย จะออกมาแบบไหน ถ้าสั่งให้ “ยุบพรรค” นั่นแหละ สนามการเมืองจะกลายเป็นสนามรบทันที!!! "ลิขิต จงสกุล"
ปชป.ชู 15 ยุทธศาสตร์หวังเลือกตั้งใหม่ได้ ส.ส. 280 เสียง
พรรคประชาธิปัตย์จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2550 โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นประธานการประชุม และมีแกนนำพรรค อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรค นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประธานหรือตัวแทนจากสาขาพรรค ประมาณ 500 คนเข้าร่วมประชุม นายสุเทพ กล่าวว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคประชาธิปัตย์จะต้องได้ ส.ส.ไม่น้อยกว่า 280 คน ทั้งนี้พรรคได้กำหนดยุทธศาสตร์ทางการเมือง 4 ปี 15 ยุทธศาสตร์ อาทิ การขยายฐานสมาชิกพรรคทุกเขตเลือกตั้ง ขยายแนวร่วมทางการเมืองไปยังกลุ่มประชาชนในอาชีพต่าง ๆ รวมถึงองค์กร มูลนิธิ จัดตั้งแกนนำของพรรค เข้าไปสนับสนุนกิจกรรมของแนวร่วมต่าง ๆ รวมถึงเน้นการประชาสัมพันธ์ 'วาระประชาชน' โดยใช้สื่อทุกแขนง ให้มากที่สุด และเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรพรรคให้เป็นมืออาชีพ โดยแผนการดำเนินงาน ดังกล่าว จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 124,840,000 บาท 'ยุทธศาสตร์ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายการเป็นจริง มีพรรคการเมืองของประชาชนที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง และเติบโตอย่างมั่นคงแข็งแรง เป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งบริหารประเทศให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืน' นายสุเทพ กล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์มีมติเห็นด้วยที่จะมีการพิจารณาแก้ไขข้อบังคับพรรค ที่ให้ลดจำนวนกรรมการบริหารพรรคจาก 49 คน เหลือ 19 คน ประกอบด้วย หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค 8 คน เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค 3 คน เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรค โฆษกพรรค และกรรมการบริหารพรรค 3 คน นอกจากนี้ ยังมีมติตั้งคณะกรรมการ 3 คณะเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนด ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง 9 คน 2.คณะกรรมการนโยบายพรรค 15 คน และ 3.คณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรค 9 คน ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงถึงกรณีที่ปรับลดกรรมการบริหารพรรคต่อที่ประชุม ว่าต้องการที่จะแก้ปัญหา ภายในพรรคให้เสร็จเรียบร้อย เพื่อให้การทำงานของพรรคเป็นไปด้วยความราบรื่น อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้า จะส่งระเบียบข้อบังคับพรรคปี 2551 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค หลังจาก กกต.รับรองแล้ว พรรคจะมีการคัดเลือกคณะกรรมการบริหาร และผู้บริหารชุดใหม่ภายใน 60 วัน และคาดว่าภายใน 3 เดือนจะมีการประชุมใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง
ปชป.มีมติลดจำนวนกรรมการบริหารพรรคจาก 49 คน เหลือ 19 คน ให้การทำงานพรรคมีความคล่องตัว กำหนด 15 ยุทธศาสตร์ทางการเมือง ตั้งเป้าการเลือกตั้งครั้งหน้ามี ส.ส. 280 คน
'สิงห์เหลิม' ท้า 'เทพเทือก' ฟ้องเลย ระวังถูกฟ้องกลับ
ว่าที่ผ่านมาไม่เคยระบุว่า นายสุเทพ กระทำความผิด บอกแต่เพียงว่าการออกเอกสารสิทธิที่ดิน เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น หากนายสุเทพ จะฟ้องร้องก็สามารถทำได้ แต่ให้ระวังหากไม่มีข้อเท็จจริง จะเป็นการฟ้องเท็จและตนสามารถฟ้องกลับได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวยืนยันว่ากรณีนี้จะต้องมีผู้กระทำความผิดอย่างแน่นอน เพราะการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีการบกพร่องของกรมที่ดิน และผู้ที่เดินสำรวจพื้นที่กับผู้ที่ออก นส.3 ก. อาจจะต้องถูกตัดสินจำคุกได้ ทั้งนี้ มั่นใจว่าเรื่องนี้จะสามารถตรวจสอบได้กระจ่างภายใน 90 วัน
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะยื่นฟ้องทางแพ่งและอาญา กรณีกล่าวหาว่า บริษัท ศรีสุบรรณ ฟาร์ม บุกรุกที่ดิน อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี
'อนุพงษ์'ยันไม่มีการปฏิวัติ วอนสังคมแก้ความขัดแย้ง
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่ม พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่มีการปะทะ ปาขวดน้ำ ก้อนหิน กับกลุ่มรักประชาธิปไตยก้าวหน้าว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ถือว่าล่อแหลมต่อการเกิดความรุนแรง อยากจะวิงวอนขอร้องให้ทุกส่วนได้ใช้กลไกตามปกติ ฝ่ายการเมืองก็ทำหน้าที่บริหารประเทศไป ในส่วนที่ใครจะใช้สิทธิในการมาถ่วงดุล ก็ใช้สิทธิในส่วนนั้นได้ แต่การกระทำที่ก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเกิดเหตุการณ์ในทางไม่ดีก็น่าจะช่วยกันรามือ เพื่อให้สังคมเดินไปได้ หมายถึงว่า การเมืองน่าจะแก้ปัญหาด้วยการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในกลไกของสถาบันการเมือง หรือว่าจะเป็นการเมืองภาคประชาชนก็ตาม ก็ให้แก้ไขไปตามนั้น การใช้ความรุนแรงไม่น่าจะเกิดประโยชน์กับกลุ่มใด เมื่อถามว่า ในฐานะที่เราเป็นทหารของพระมหากษัตริย์ และประชาชน จะวางกองทัพไว้ตรงจุดไหน เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า อยากจะเรียนให้ประชาชนได้ทราบว่า ตนยืนยันว่ากองทัพบกจะเป็นกลไกของรัฐ ที่จะทำให้เกิดเสถีรภาพความมั่นคงอย่างสูงสุด ตนขอรับประกันว่า กำลังพลของกองทัพบกจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จนทำให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วน มั่นใจได้เลย เพราะฉะนั้นกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปฎิวัติ การกระทำอะไรก็แล้วแต่ ขอยืนยันว่ากำลังพลของกองทัพบก ทุกคนไม่มีใคร ที่คิดจะทำอย่างนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจ อย่างน้อยสถาบันทหารคือ กองทัพบกจะเป็นหลักประกัน ที่จะทำให้การพัฒนาประเทศ โดยใช้กลไกของการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายที่จะมีตรวจสอบถ่วงดุลอะไรก็แล้วแต่ให้ดำเนินการ ไปตามกฎหมาย เราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยเด็ดขาดขอให้มั่นใจ ต่อข้อถามว่า การออกมาพยายามสร้างความปั่นป่วนในลักษณะนี้ เพื่อต้องการให้มีการปฎิวัติหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนยังไม่แน่ใจ แต่อย่างไรก็ตามไม่น่าจะส่งผลดีต่อสังคม ตนยังไม่สามารถประมินได้ เพราะว่าไม่ทราบว่ากลุ่มใดเป็นผู้ทำ หรือทำในลักษณะข่าวลือ หารปล่อยข่าวทำให้สังคมสับสน แต่ยืนยันว่ากองทัพบกจะอยู่เป็นทหารของชาติ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทหารของประชาชนและจะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ผู้สื่อข่าวถามว่า ทหารมีอยู่ทั่วประเทศ จะให้เข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของการที่จะข้ไปทำความเข้าใจก็สุ่มเสี่ยง เพราะว่าไม่ว่าเราจะขยับตัวไปทางใดมันยาก กระแสในบางครั้งก็มีการสร้างขึ้นมา เราตั้งใจจะทำดี บางทีก็กลายเป็นว่าเราไปอยูทางนั้นทางนี้ ซึ่งทหารที่อยู่กับประชาชนทางที่ดีที่สุดให้ทำโครงการที่เสริมสร้างสังคมที่ดี เช่นการปลูกป่าร่วมกันประชาชน ทำสิ่งที่สร้างสรรค์กับสังคมน่าจะดีกว่า ในเรื่องของการเมืองปล่อยให้ส่วนที่เกี่ยวข้องเขาทำไป เมื่อถามว่า รู้สึกหนักใจกับสถานการณ์การเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่หนักใจ เพราะเข้าใจว่าสังคมมีการพูดคุยกันได้ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ก็ไม่น่าเป็นห่วง แต่ว่าความวุ่นวายจะสร้าง ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความสบายใจของคนในประเทศ ตนจึงพยายามพูดว่าเรามาสร้างสรรค์สังคมที่ดี ถามว่าได้หารือกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สื่อต้องถามใหม่ เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่ ตนเป็นผู้น้อยไปหารือบ้านเมือง ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคงจะได้ปรึกษาหารือกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งเราเป็นกลไกเล็กๆส่วนหนึ่ง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้เคยให้นโยบายว่าเราเป็นทหารให้ทำหน้าที่ของเราตามปกติ
'ผบ.ทบ.'หวั่นการปะทะระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯกับกลุ่มรักประชาธิปไตยฯล่อแหลมการเกิดความรุนแรง วิงวอนสังคมใช้กลไกในการแก้ปัญหา ยืนยันกองทัพไม่มีใครคิดปฎิวัติ ขอให้ปชช.สบายใจ






