นายนคร จันทรศร รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวถึงการลงนามในสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่สายชายฝั่งทะเลตะวันออก ตอนฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง กับกลุ่มกิจการร่วมค้าทีเอสซี ซึ่งประกอบด้วย บริษัท ไทยพีค่อนและอุตสาหกรรม จำกัด บริษัท เสริมสงวนก่อสร้าง จำกัด บริษัท ช.ทวีก่อสร้าง จำกัด ระยะทาง 78 กม. วงเงิน 3,926 ล้านบาท โดยยอมรับว่าเป็นห่วงสถานการณ์ราคาต้นทุนวัสดุที่ปรับเพิ่มขึ้น อาจกระทบต่อค่าก่อสร้างที่ผู้รับเหมาเสนอไว้ แต่การทำโครงการมีความเสี่ยง ซึ่งเมื่อเซ็นสัญญากันแล้วผู้รับเหมาก็ต้องรับความเสี่ยง และต้องหาวิธีการบริหารจัดการให้ดี ทั้งนี้การพัฒนารถไฟทางคู่ทั่วประเทศตามนโยบายของรัฐบาล ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมหารือร่วมกับสำนักนโยบายแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในการปรับเพิ่มแนวเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่สถานีโคราชขึ้นไป ซึ่งในแผนเดิมยังมีการขยายเส้นทางในส่วนนี้ไม่มาก เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าประเภทน้ำตาล และมีแผนเชื่อมต่อเส้นทางไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาวและจีนในอนาคตด้วย รวมถึงเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะทางที่ 2 สายชุมทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า–ชุมทางแก่งคอย ระยะทาง 176 กม. ซึ่งออกแบบเสร็จแล้ว แต่ติดเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเส้นทางผ่านเขตลุ่มน้ำชั้น 1A ที่ รฟท. จะว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาทบทวน สนข. เห็นว่าควรเร่งรัดโครงการเพราะมีความจำเป็น โดยจะเร่งสรุปเสนอแนวเส้นทางเพื่อให้ทันในการประชุมคณะพัฒนาระบบการขนส่งทางรางและขนส่งมวลชน ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในเดือนเมษายนนี้ สำหรับโครงการก่อสร้างทางคู่ จะช่วยส่งเสริมการขนส่งระบบราง ซึ่งแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางคู่สายชายฝั่งตะวันออก ตอนฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง ถือเป็นโครงการนำร่องในการพัฒนาระบบการจัดการสินค้าทางรถไฟเพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพ และต้นทุนการให้บริการขนส่งแบบครบวงจร
รฟท. กังวลต้นทุนวัสดุพุ่ง กระทบทางโครงการรถไฟทางคู่สายฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง เชื่อผู้รับเหมาหาทางออกได้ พร้อมเร่งปรับแผนรถไฟทางคู่ระยะทางที่ 2 ขานรับนโยบาย “สมัคร” ก่อน เม.ย. นี้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, March 30, 2008
รฟท.เร่งปรับเส้นทางรางคู่อีสาน สนองนโยบาย'สมัคร'เม.ย.นี้
ญี่ปุ่นชะลอลงทุนในไทยดูสถานการณ์บาทแข็ง-น้ำมันแพง
นาย มิทซึฮิโระ โซโนดะ ประธานหอการค้าญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า จากปัญหาราคาน้ำมันและอัตราแรกเปลี่ยนที่แข็งค่าของไทย ทำให้ประเทศญี่ปุ่นต้องชะลอดูสถานการณ์การลงทุนในช่วงนี้ไว้ก่อน แต่อย่างไรก็ตามหากนโยบายของรัฐบาลไทย ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นมีความมั่นใจที่จะร่วมลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากการตกลงเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ เจเทปา ซึ่งทั้ง 2 ประเทศจะใช้ประโยชน์ร่วมกันจากการลดภาษีเป็น 0 ในสินค้าหลายรายการอาทิ สินค้าเหล็ก โดยนายจักรมล ผาสุขวนิชน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า จะต้องมีการพิจารณาโควต้านำเข้าเหล็ก จากประเทศญี่ปุ่นใหม่ เพื่อให้ตรงกับความต้องการและการผลิตของผู้ผลิตในประเทศที่ไม่สามารถผลิตได้ โดยประเทศญี่ปุ่นต้องการกำหนดโควต้าการนำเข้าภายใต้ เจเทปา กว่า 7.3 แสนตัน โดยที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าในช่วงแรกแล้วกว่า 4.5 แสนตัน และจะต้องมีการพิจารณานำเข้าในส่วนที่เหลืออีกครั้ง
ประธานหอการค้าญี่ปุ่น รับ ภาคเอกชนชะลอลงทุนในไทย ดูสถานการณ์บาทแข็ง-น้ำมันแพง ขณะปลัดก.อุตสาหกรรม เตรียมพิจารณาโควต้านำเข้าเหล็กใหม่ 
ถึงเวลาแก้ไขกติกาที่ไร้ความเป็นธรรม
คอลัมน์: บุคคลในข่าว หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ • หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถึงเวลาแก้ไขกติกาที่ไร้ ความเป็นธรรม ฉบับนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2551 • เพิ่งเข้าใจก็วันนี้ การใช้ชีวิตอยู่ใน ประเทศที่เต็มไปด้วย ความขัดแย้ง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะประเทศที่มีมนุษย์จำพวก ปากประชาธิปไตย แต่ ใจประชาธิปกู อาศัยอยู่เยอะแยะเหมือนในเมืองไทย ยิ่งต้อง เหนื่อย กันเป็นพิเศษ เพราะคนพวกนี้ ถ้าไม่ได้ดังใจก็เอาแต่ ด่ากราดลูกเดียว คนอื่นชั่วหมด มีตัวเองเท่านั้นที่ดีเลิศประเสริฐศรี!!! • "เห่าไฟ" อยากให้คิดกันให้ดี การใช้ชีวิตอยู่ใน สังคมหมู่มาก ทุกฝ่ายต้องเคารพ กฎกติกา เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หลายคนถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือว่าเคารพกฎกติกาหรือไม่ ก็ต้องถามกลับไปว่า แล้วมี กติกา ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเปล่าเล่า ถ้าไม่มีกติกาให้แก้ไขแล้วไปแก้ไข ก็ถือว่า ไม่ถูกต้อง แต่หากมีกติกาให้แก้ไขได้ ก็ไม่ถือว่าทำผิดกติกา!!! • ข้อสำคัญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องผ่านขั้นตอนตามบทบัญญัติที่กำหนดเอาไว้ นั่นก็คือ ต้องใช้ เสียงข้างมากของทั้งสองสภา ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนประชาชนทั่วประเทศ หากเสียงไม่ถึงก็แก้ไม่ได้ แต่หากเสียงถึงก็มีความหมายทางอ้อมว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เห็นชอบให้มีการดำเนินการไปตามนั้น!!! • ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นหลักในการแก้ไข กรณี กรรมการบริหารพรรค ไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้วให้ถือว่า คณะกรรมการบริหารทั้งหมดรู้เห็นเป็นใจ ต้องยุบพรรคทิ้ง เรื่องนี้สมควรแก้ไขเป็นที่สุด เพราะเป็นการเขียนกติกาออกมาแบบ สุดโต่ง บ้าเกินเหตุ คล้ายกับว่า ถ้าลูกติดคุกพ่อแม่ต้องติดคุกด้วย อย่างนี้ไม่บ้าหรือ!!! • โดยเฉพาะฝ่ายคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญถึงกับ เลอะเทอะ ไปกันใหญ่ ชอบออกมาพูดว่า ไม่ทำผิดแล้วกลัวทำไม ทั้งที่การแก้ไขคราวนี้ ไม่ใช่ทำเพื่อให้คนผิดพ้นโทษ กรรมการบริหารคนไหนทำผิด ไป ซื้อเสียง ก็ต้อง ได้รับโทษ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดทุกประการ เพียงแต่ไม่ให้ เหมารวม ไปถึงกรรมการบริหารคนอื่นที่ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ประเด็นของเรื่องมันอยู่ตรงนี้ ฉะนั้น ต้องระวังพวกที่ชอบคัดค้านแบบ โมเมมั่วนิ่ม กันไว้ให้ดี!!! • "เห่าไฟ" เห็นด้วยว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนพวกที่เย้วๆ ออกมาคัดค้านก็แค่ฟังไว้ เพราะเอาแน่เอานอนอะไรกับคนเหล่านี้ไม่ได้ ตอนทหาร ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ คนพวกนี้ กลับหัวเราะชอบอกชอบใจ แต่พอจะใช้เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญตาม ครรลองประชาธิปไตย กลับตีอกชกหัวคัดค้าน จะเป็นจะตายเสียให้ได้ พ่อแม่พี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายก็ลองใช้ วิจารณญาณ กันเอาเอง ว่า ฝ่ายไหนของจริง ฝ่ายไหนของเก๊!!! • ปูดประเด็นร้อนขึ้นมาอีกแล้ว สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี บอกว่า ยังมีคนบางกลุ่มเคลื่อนไหวประชุมกันเพื่อให้มีการ ปฏิวัติยึดอำนาจ เพราะคิดว่าสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ "เห่าไฟ" ฟังแล้วรู้สึกสงสารประเทศไทยเหลือเกิน ที่ผ่านมา การปฏิวัติยึดอำนาจทำให้เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองถอยหลังลงคลองไม่ต่ำกว่า 30 ปี กว่าจะกอบกู้ ฟื้นฟูขึ้นมาได้ก็ เลือดตาแทบกระเด็น ยังไม่ทันไรก็จะเอากันอีกแล้วหรือ!!! • ส่วนสาเหตุที่คนบางกลุ่มคิดว่า สามารถปฏิวัติได้ ก็เพราะประเมินเอาไว้ว่า ยังมีคนไทยบางส่วนที่เกลียดชัง อดีตนายกฯทักษิณ ยอมละทิ้ง หลักการประชาธิปไตย แล้วหันไปให้การสนับสนุนการ ยึดอำนาจ ด้วยกำลังทหารเหมือนที่ผ่านมา คนเหล่านี้ก็คือ พวกปากประชาธิปไตยแต่ใจประชาธิปกู ดีๆนี่เอง!!!............ • "เห่าไฟ" ว่า ถ้าขืนปล่อยให้บ้านเมืองตกอยู่ใน ความสับสน เพราะคนไร้หลักการ ไม่เคารพกติกาของสังคม ชอบใช้เสียงข้างน้อยหักล้างเสียงข้างมากอยู่เช่นนี้ การพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศคงเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะ รัฐบาล ที่มาจากเสียงสนับสนุนของประชาชนส่วนใหญ่ก็คงทำงาน ช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจาก ความทุกข์ยาก ได้ไม่เต็มที่ เพราะต้องคอยพะวัก พะวง พวกหลักกู ที่ไม่รู้จะสุมหัวคิดก่อ การปฏิวัติได้สำเร็จวันไหน!!! • แต่นับจากนี้ไป ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ คงยอมให้ เสียงส่วนน้อย มาทำตัวกร่างคับบ้านคับเมืองไม่ได้อีกแล้ว เพราะยิ่งปล่อยก็ยิ่งได้ใจ ทำให้บ้านเมืองเสียหายครั้งแล้วครั้งเล่า "เห่าไฟ" จำได้ว่าในยุคปฏิวัติยึดอำนาจมีการก่อม็อบประท้วง แต่ โดนตำรวจ สลายม็อบ จับแกนนำไปดำเนิน คดีได้อย่าง ราบคาบ ฉะนั้น ยุคประชาธิปไตยก็จะใช้แบบเดียวกัน ใครก่อม็อบ ป่วนบ้านเมืองใช้ถ้อยคำหมิ่นประมาทผู้ นำรัฐบาลก็ต้องโดนเยี่ยงเดียวกัน!!! • ส่วนกลุ่มบุคคลที่ คิดการใหญ่ เคลื่อนไหวยึดอำนาจจาก รัฐบาลประชาธิปไตย หาก มีหลักฐานก็ต้องดำเนินคดี ขั้นเด็ดขาด ทุกรายไป แต่หากไม่มีหลักฐานแล้วสามารถก่อการสำเร็จก็ต้องไป เผชิญหน้า กับประชาชนส่วนใหญ่ที่ไปลงคะแนนเลือกรัฐบาลชุดนี้มา ใครก็ตามที่คิดจะ กดหัวประชาชน ไม่ให้ออกมาประท้วงต่อต้านคณะปฏิวัติเหมือนคราวที่แล้ว ก็ลองดูเถอะ แล้วจะรู้ว่า พลังของเสียงข้างมากน่ากลัวแค่ไหน!
โดย : เห่าไฟ
การยุบพรรคการเมือง......ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
เขียนโดย : ดร.วีรพงษ์ รามางกูร แม้ว่ากฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญปี 2540 จะมีบทบัญญัติว่า พรรคการเมืองอาจจะถูกยุบได้ แต่ก็ยังมีเงื่อนไขที่ยากกว่าที่ปรากฏในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในการมีคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษ โดยการตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน เป็นเวลา 5 ปี ทั้งที่อาจจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างวานพรรคเล็กให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพียง 2-3 คน กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองประกอบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดเข้มงวดลงไปอีกในเรื่องการยุบพรรคการเมือง และการตัดสิทธิทางการเมือง กรรมการบริหารทั้งหมดในกรณีที่พรรคการเมืองถูกยุบ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยน้อยกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ทั้งในแง่ที่มา เนื้อหาสาระ และจุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญในขณะที่มีการยกร่าง
เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้มีการยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน เป็นเวลา 5 ปีนั้น ผมกลับมีความเห็นว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ควรวินิจฉัยอย่างนั้น ถ้าตุลาการรัฐธรรมนูญยึดหลักการกฎหมายและรัฐศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน
แม้ว่าจะมีการจัดให้มีการลงประชามติ เพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการยึดโยงกับประชาชนแล้วว่าจะ "รับ" หรือ "ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เพราะการตัดสินใจในการลงคะแนนว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น ไม่ได้อยู่ในเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่จะยืดเวลาของรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร หรือจะให้รัฐบาลในขณะนั้นสิ้นสุดลง และกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว จึงลงมติรับไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขภายหลัง กระนั้นก็ตามคนที่ "ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็มีมากถึงกว่า 10 ล้านคน
การเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หรือแม้จะยกเลิกไปทั้งหมดแล้วกลับไปใช้รัฐธรรมนูญประจำปี 2540 ทั้งฉบับ โดยมีการแก้ไขบางส่วน ก็มีความชอบธรรมในสายตาของผม ถ้าไม่มองด้วยแว่นตาที่มีอคติต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล แต่มองด้วยสายตาที่มุ่งจะพัฒนาการเมืองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บุคคลหรือคณะบุคคลมาแล้วก็ไป แต่ระบบควรจะรักษาไว้ให้ยั่งยืนและพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ใครผิดใครถูกอย่างไรก็ดำเนินการไปตามระบบ
ระบบที่ว่านั้นนอกจากเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทั้งต้องสอดคล้องเป็นสากลด้วย โลกในสมัยใหม่นี้เราคงจะฝืนกระแสและมติของประชาคมโลกไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจของเราต้องเกี่ยวข้องพึ่งพาประชาคมของโลกมากขึ้นๆ ประชาชนคนไทยคงไม่ยอมให้เราถอยหลังได้ ถ้าจะถอยออกจากประชาคมเศรษฐกิจและการเมืองของโลก เราต้องยอมลดระดับทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนลง
คนไทยคงยอมไม่ได้ถ้าเห็นประชาชนฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชามีสิทธิเสรีภาพ มีระบอบประชาธิปไตยพัฒนามั่นคงกว่าประเทศไทย มีระบอบการปกครอง มีรัฐธรรมนูญที่เป็นสากลมากกว่าระบอบของเรา เท่าที่เห็นคนไทยปรับตัวกับกระแสความคิดทางด้านสากลได้ง่ายและรวดเร็วมาก เร็วและมากจนรอไม่ได้และเป็นจุดที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองได้ง่ายกว่าประเทศอื่นๆ ที่เป็นเพื่อนบ้านของเราด้วยซ้ำ
ประเด็นที่ว่ากฎหมายควรให้อำนาจ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคได้หรือไม่นั้น ผมคิดว่ากฎหมายไม่ควรให้อำนาจ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญไว้มากมายอย่างนั้น ยกเว้นเพียงสองสามกรณี เช่น พรรคประกาศหรือกระทำอย่างโจ่งแจ้งว่า พรรคมีวัตถุประสงค์ที่จะทำลายล้างระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือมีนโยบายวัตถุประสงค์จะแบ่งแยกดินแดน หรือจะเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเป็นระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เท่านั้นก็พอแล้ว เงื่อนไขที่อ่อนกว่านี้ เช่น กรรมการบริหารบางคน หรือแม้แต่หัวหน้าพรรคไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ความรับผิดก็ควรอยู่แค่บุคคลที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ควรขยายไปให้กรรมการบริหารคนอื่น หรือพรรคการเมืองทั้งพรรค ทั้งที่ไม่ได้มีการพิสูจน์ว่ามีส่วนรู้เห็นต้องรับผิดไปด้วย
พรรคการเมือง ซึ่งเป็น "นิติบุคคล" ต้องการเวลาในการพัฒนาให้เป็นสถาบันที่มีความเป็นมาอันยาวนาน มีประวัติศาสตร์ทั้งด้านดีและไม่ดี ทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ ตามยุคและสมัย หรือตามความสามารถของผู้นำพรรค แต่ก็มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
ที่สำคัญพรรคการเมืองต้องพยายามนึกเสียว่าเป็นของสมาชิกพรรค ซึ่งมีเป็นจำนวนล้านๆ คน ไม่ใช่ของกรรมการบริหารพรรค แม้ว่าในช่วงต้นๆ ของประวัติความเป็นมาของพรรค คณะผู้ก่อตั้งพรรคจะมีบทบาทและอิทธิพลสูง แต่นานๆ ไปอำนาจและอิทธิพลของคณะผู้ก่อตั้งก็จะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ การพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันจึงจะเกิดขึ้นได้ ส่วนบุคคลหรือคณะบุคคลมาแล้วก็ไป แต่พรรคการเมืองยังต้องคงอยู่เพื่อรักษาประวัติศาสตร์อันยาวนานของพรรคไว้
ลองนึกดู ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เกิดมีกรรมการบริหารบางคนไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แล้วพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบไปโดย กกต.ไม่เกิน 5 คน กับตุลาการรัฐธรรมนูญไม่เกิน 9 คน เราจะรู้สึกเสียดายและสังคมเสียหายและสูญเสียขนาดไหน แม้ว่าประวัติศาสตร์อันยาวนานของประชาธิปัตย์นั้น บางช่วงบางตอนก็มีทั้งดีและไม่ดี เราเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ประสบความสำเร็จและล้มเหลว พรรคที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานอย่างพรรคประชาธิปัตย์เป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยทุกคนต้องหวงแหน และรักษาเอาไว้ ใครทำผิดผู้นั้นก็รับผิดไป พรรคและกรรมการบริหารที่เหลือไม่สมควรต้องมารับผิดชอบด้วย มิฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็จะกลายเป็นแต่เพียงตำนานไป ฉันใดก็ฉันนั้น พรรคไทยรักไทยก็เช่นกัน ซึ่งน่าเสียดายและจะเสียใจมากถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นกับพรรคประชาธิปัตย์
ที่พูดนี้มิได้มีเจตนาให้ กกต.และศาลรัฐธรรมนูญไม่ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก เมื่อมีกฎหมายก็ต้องปฏิบัติไปตามกฎหมาย แต่เราก็มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยกับหลักการและเนื้อหาของกฎหมายบางฉบับ และมีสิทธิที่จะแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลการเมืองหรือการบริหาร เช่น ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง หรือแม้แต่คำวินิจฉัยของศาลยุติธรรม แต่เมื่อคำวินิจฉัยออกมาแล้วก็ต้องเคารพปฏิบัติตาม เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันศาล
การไปบัญญัติไว้ในกฎหมาย ให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองได้ นอกจากจะขัดกับหลักการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ขัดกับหลักนิติธรรม แล้วก็ยังขัดกับธรรมชาติความเป็นจริงของการเมือง ไม่ว่าที่ประเทศไหนๆ ไม่แน่ใจว่ามีประเทศใดที่มีบทบัญญัติทำนองนี้ ดังนั้นหลักอันนี้จึงไม่น่าจะเป็นหลักสากล แล้วก็ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ สมาชิกอื่นๆ ของพรรคที่ถูกยุบและมิได้เป็นกรรมการบริหารก็อาจจะก่อตั้งพรรคใหม่ หรือไปซื้อหัวของพรรคเล็กๆ ที่จัดตั้งไว้ขายก็ได้ ก็เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ ใครๆ ก็รู้ ถ้าไม่ชอบให้เรียกว่า "นอมินี"
พรรคการเมืองก็จะพยายามลดจำนวนกรรมการบริหารพรรคให้น้อยลง หรือในที่สุดอาจจะ "จ้าง" คนมาเป็นกรรมการบริหารพรรคให้ ส่วนคณะผู้นำพรรคก็หลบไปจัดการอยู่เบื้องหลัง กรรมการบริหารที่จ้างมาเป็นก็ไม่มีวันทำอะไรผิด เพราะไม่ต้องทำอะไรหรือไม่ต้องลงเลือกตั้งก็ได้
ถ้ายังขืนมีกฎหมายแบบนี้อยู่ ในระยะยาววันข้างหน้า พรรคการเมืองสำคัญๆ ก็จะมี "กรรมการบริหาร" ตัวปลอมอยู่ ไม่ต้องลงเลือกตั้ง และมี "กรรมการบริหารเงา" หรือ "กรรมการบริหารที่แท้จริง" อยู่เบื้องหลัง แล้วก็ลงเลือกตั้ง พรรคก็ปลอดภัยดี เราต้องการอย่างนั้นหรือ รัฐธรรมนูญแบบนี้ก็คงจะเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับฟันปลอม" อย่างแท้จริง อย่างที่อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เคยกล่าวเอาไว้
ถ้าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือยกเลิกฉบับนี้เสียกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2551 โดยพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมสนับสนุนด้วย ก็จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์อันดีงามของพรรค ไม่ใช่เป็นการสร้างความเสียหายให้กับประวัติศาสตร์ของพรรคในระยะยาว เสียดายรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เพราะมีที่มาที่งดงามกว่าฉบับอื่นๆ ทั้งหมด และอยากให้คงอยู่ตลอดไป ไม่ชอบส่วนไหน ส่วนไหนที่ล้าสมัยที่ปฏิบัติไม่ได้ก็แก้ไขเอา แบบรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ฉีกทิ้งทั้งฉบับแล้วร่างมาใหม่ ซึ่งแย่กว่าฉบับดังกล่าวทั้ง "ที่มา" และ "เนื้อหา"
ที่สำคัญต้องถือว่า "การแก้ไข" รัฐธรรมนูญเป็นเรื่อง "ธรรมดา" แต่การ "ฉีก" รัฐธรรมนูญเป็นเรื่อง "ไม่ธรรมดา" อาจจะถือว่าเป็น "อาชญากรรมทางการเมือง"ด้วยซ้ำ ผู้ "ฉีก" รัฐธรรมนูญควรถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต
ตอนเรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ อาจารย์ ดร.สมภพ โหตระกิจ และอาจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย และครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ ก็สอนไว้อย่างนั้น อาจารย์ทั้งสองท่านล่วงลับไปแล้ว แต่คำสอนของท่านก็ยังติดตรึงอยู่ในจิตใจของพวกเรานักเรียนการปกครอง เมื่อคราวร่างรัฐธรรมนูญปี 2517 ถึงกับบัญญัติแสดงเจตนารมณ์ไว้ในรัฐธรรมนูญว่า "ห้ามมิให้นิรโทษกรรมให้กับผู้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ" แม้จะรู้ว่าเป็นบทบัญญัติที่ไม่มีผลใช้บังคับ เพราะถ้ามีการทำรัฐประหาร คณะรัฐประหารก็ฉีก "รัฐธรรมนูญ" ทันทีเป็นอันดับแรก และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ.2519 ซึ่งขณะนั้นท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นอาจารย์สอนประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 5 และ 6 ว่าด้วยครอบครัวและมรดก ท่านก็สอดแทรกสอนไม่ให้เห็นด้วยกับการ "ฉีก" รัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับอาจารย์ท่านอื่นๆ ท่านยังเคยประชดประชันรัฐธรรมนูญฉบับปี 2512 ร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาจากคณะนายทหารที่ทำการรัฐประหารในยุคนั้นว่า เป็น "รัฐธรรมนูญฉบับฟันปลอม" ไม่ใช่ฟันจริงตามธรรมชาติ ใช้เคี้ยวอาหารไม่ได้ดีเท่ากับ "ฟันจริง"
การลงโทษตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค โดยใช้กฎหมายในทางที่เป็นโทษ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอะไรอย่างชัดเจนแล้ว ยังขัดกับหลักการรับผิดไม่ว่าทางอาญา ทางแพ่ง หรือทางการเมือง ไม่ต้องพูดถึงว่าขัดกับหลักกฎหมายอย่างชัดเจน น่าเห็นใจครูบาอาจารย์ทางกฎหมายและทางการปกครองหรือนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ต่อไปจะสอนหนังสือลูกศิษย์ลูกหาอย่างไร
การลงโทษตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค เท่ากับเป็นการกีดกันบุคลากรทางการเมืองชั้นนำของพรรค ซึ่งประเทศชาติมีน้อยอยู่แล้ว และในที่สุดประชาชนก็ยังเลือกพรรคอยู่ดี แต่จะเหลือบุคลากรระดับรองลงไปมาทำงานให้กับรัฐบาลและประชาชน แล้วก็ไม่พอใจที่ผู้นำทางการเมืองไม่กี่คนที่ส่งลูกบ้าง ภรรยาบ้าง มาเป็นรัฐมนตรี ถ้าไม่ให้เขาทำเช่นนั้นจะให้เขาทำอย่างไร เพราะธรรมชาติของการเมืองในความเป็นจริง ไม่ใช่ในทาง "อุดมคติ" ก็เป็นอย่างนั้น
อันนี้ก็เป็นผลพวงจากกฎหมายและคำวินิจฉัยไม่สอดคล้องกับโลกของความเป็นจริงในทางการเมือง และไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งแสดงออกจากผลการเลือกตั้งทั่วไป ไม่ได้ตัวจริงได้ตัวแทนก็ยังดี ซึ่งไม่เห็นมีประโยชน์โภชผลอันใด มีแต่ความเสียหาย
ขณะนี้ก็มีข่าวว่าอาจจะมีการยุบพรรคอีก 3 พรรค คือ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาฯ เพราะกฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้น ถ้ากรรมการบริหารพรรคทำผิดเลือกตั้ง หรือมีส่วนรู้เห็นกับการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พรรคการเมืองนั้นจะต้องถูกยุบ ถ้าพรรคการเมืองถูกยุบอีก ก็ไม่ต้องทำมาหากินกันแล้ว การเมืองไทยก็จะเป็นระบบที่เละเทะ ประชาชนซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายเล่านี้เลยก็จะเป็นผู้รับเคราะห์ เพราะระบบการเมืองที่ผิดธรรมชาติของมนุษย์น่าเบื่อหน่ายที่สุด
นายกฯ ร่วมประชุมสุดยอด 6 ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่ลาว
30 มี.ค. - ภารกิจนายกรัฐมนตรีขณะนี้ อยู่ในระหว่างการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอด 6 ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 ณ นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในหัวข้อหลักคือการพัฒนาเชื่อมโยงโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐาน
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะร่วมประชุมร่วมกับ 6 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียนาม และยูนานของจีน ในโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS SUMMIT มีกำหนดการ 2 วัน โดยวันนี้ นายกรัฐมนตรีจะหารือทวิภาคีกับนายเหวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีน ก่อนจะร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลง 2 ฉบับ ได้แก่ บันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา แลกเปลี่ยนสิทธิการเจรจาระหว่างประเทศ และความตกลงว่าด้วยการเดินรถไฟร่วมกันระหว่างไทย-ลาว ส่วนวันพรุ่งนี้จะเข้าร่วมประชุม GMS SUMMIT โดยมีหัวข้อหลัก คือ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง ด้วยการพัฒนาเชื่อมโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐาน
และก่อนจะเดินทางไปเยือนประเทศลาว นายกรัฐมนตรีได้ออกรายการสนทนาประสาสมัคร โดยถือโอกาสแจงกรณีเดินตลาดเช้าระหว่างเยือนประเทศต่าง ๆ ที่ผ่านมาว่า เป็นการศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจพื้นฐานและใช้เวลาว่างจากภารกิจ ไม่กระทบกับการทำงาน
ส่วนการจัดรายการ วันนี้ ใช้ชื่อหัวข้อว่า “ทุกข์ของนายกฯ หน้าใหม่” สาระสำคัญเป็นการระบายความอัดอั้นที่ต้องระมัดระวังคำพูด เพราะบางครั้งสื่อก็นำไปตีความผิดเช่น ข่าวการปฏิวัติ นายสมัคร อ้างว่า สื่อมวลชนถามนำ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้บอกชัดเจนแล้วว่าไม่มีทหารเกี่ยวข้อง และยังขีดเส้นให้สื่อที่เสนอข่าวการทุจริตในรัฐบาล นำหลักฐานมาแสดงภายใน 3 วัน มิเช่นนั้นจะถือว่าสื่อดังกล่าวเสนอข่าวเท็จ
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-30 12:15:44
นายกรัฐมนตรีปัดไม่ขอพูดเรื่องกลุ่มพันธมิตรฯ
กทม. 30 มี.ค. - นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยกล่าวเพียงว่า ตนไม่รู้ ไม่ได้ติดตามดู เมื่อถามว่าประชาชนจะเกิดอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า ไม่รู้ ไม่ชี้
เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มคัดค้านเข้ามาป่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และปาหินทำร้ายผู้ชุมนุม โดยอ้างว่ามีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) อยู่เบื้องหลัง นายสมัคร กล่าวว่า ไม่เห็น เมื่อถามย้ำว่าจะมีการฟ้องกลับกลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า ไม่ทราบ. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-30 12:57:41
นายกฯ ระบุเรื่องแก้ รธน.มาตรา 309 แล้วแต่พรรคมีมติ
กทม. 30 มี.ค. - นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศลาว ถึงกรณีความขัดแย้งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หากแก้ไขก็ไม่เสียหน้าว่าไม่ได้เข้าร่วมประชุมกับพรรคพลังประชาชนด้วย ตนอ่านหมากเพียงชั้นเดียว จึงได้บอกไปว่าไม่ควรแก้ แต่เมื่อที่ประชุมพรรคได้มีมติออกมา และได้อ่านหมาก 2 ชั้นแล้ว ก็ต้องแล้วแต่ที่ประชุมพรรคเท่านั้น ซึ่งถือว่าจบเรื่องมาตรา 309 แล้ว
รมว.ศึกษาฯ ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันไม่คิดสร้างปัญหาให้ประเทศอีกแล้ว
ดอนเมือง 30 มี.ค. -“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ยืนยัน “พ.ต.ท.ทักษิณ” รับปากต่อหน้าญาติพี่น้องและประชาชนแล้วว่า หลังวางมือการเมืองจะไม่คิดสร้างปัญหาหรือเงื่อนไขให้เกิดขึ้นกับประเทศอีก ระบุการเดินทางกลับก่อนกำหนดก็เพื่อมาร่วมงานสงกรานต์ ไม่ใช่มาแสดงพลังอะไร
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า การเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นการกลับมาตามที่ศาลนัดไว้ และเป็นการถือโอกาสมาร่วมงานประเพณีสงกรานต์ของไทย ซึ่งญาติพี่น้องจะได้มีโอกาสพูดคัยกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ได้ต้องการไปแสดงพลังอะไรทั้งสิ้น
“ในฐานะที่เป็นคนใกล้ชิด ขอยืนยันว่า การกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องการแสดงพลังอะไร เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดเสมอต่อหน้าญาติพี่น้อง และประชาชนว่า เมื่อวางมือทางการเมืองก็จะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องให้เป็นประเด็นทางการเมืองอีก และจะไม่ทำความลำบากใจ ทำความเดือดร้อนให้กับสังคม หรือผู้ใดผู้หนึ่งทั้งสิ้น ตอนนี้บ้านเมืองมีภาระมากแล้ว เราอย่าไปเพิ่มภาระหรือเงื่อนไขให้กลายเป็นปัญหาอีก เช่นเดียวกับพรรคพลังประชาชนจะไม่มีการไปรวมพลัง หรือทำอะไรที่จะเป็นเงื่อนไขอีกอย่างเด็ดขาด ”นายสมชาย กล่าว
ทางด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า การดูแลรักษาความปลอดภัย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารไม่มีอำนาจไปทำอะไรทั้งสิ้น แม้แต่การเข้าไปติดตามข่าวการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-30 12:31:29
เกาะกระแสปรับย้าย"รองผบ.ตร.-ผบช." "เพรียวพันธ์-ชลอ"แบเบอร์กลับสำนักสีกากี จับตา"นรต.26"เครือข่าย"ทักษิณ"ผงาด
"จะย้ายอีกมากในวันที่ 2 เมษายนนี้ จะย้ายอีกกระบิใหญ่ การโยกย้ายข้าราชการของรัฐบาลทำด้วยเหตุผลที่เหมาะสมและตอบคำถามได้" นี่คือเนื้อหาบางตอนที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอบกระทู้ ในสภาผู้แทนราษฎร
ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฝ่ายค้าน ถามกรณีที่มีคำสั่งให้นายตำรวจ สังกัด กองบัญชาการตำรวจสันติบาล 2 นาย ที่ทำคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จังหวัดเชียงราย ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้าจังหวัดยะลา (ศปก.ตร.สน.) เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา
พลันที่เนื้อหาการตอบกระทู้ของนายสมัคร แพร่สะพัดออกไป ได้สร้างความหวาดผวาให้ข้าราชการระดับ "บิ๊ก" ในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่แจ้งเกิดในยุครัฐบาลใต้ร่มเงา ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะใน "สำนักปทุมวัน" บรรดาเหล่าสีกากีต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ ถึงการแต่งตั้งโยกย้ายว่าคงเกิดขึ้นช่วงต้นเดือนเมษายนอย่างแน่นอน
เพราะสอดรับกับที่คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ไฟเขียวอนุมัติให้เปิดตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ฝ่ายบริหาร และผู้ช่วย ผบ.ตร.ฝ่ายบริหาร เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา
จึงเป็นไปได้สูงยิ่งที่ นายสมัคร จะใช้โอกาสนี้ตั้ง รอง ผบ.ตร.และผู้ช่วย ผบ.ตร. คนใหม่ แล้วปรับย้ายตำแหน่งนายพลตำรวจระดับต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน
ดังนั้นการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ชาวยุทธจักรสีกากี ต่างจับตามองเป็นพิเศษว่า จะเกิดขบวนการย้ายล้างบางนายตำรวจที่ผงาดในยุครัฐบาลใต้ร่ม คมช.ที่คุมกองบัญชาการ (บช.) หลักหรือไม่ ?
อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มีการส่งสัญญาณให้จัดโผโยกย้ายจาก นายสมัคร ถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร.ก็ตาม
แต่ปรากฏการณ์การวิ่งเต้นเข้าหาขั้วอำนาจทางการเมือง เพื่อป้องกันตำแหน่งหรือต้องการตำแหน่งใน บช.หลักของ "ผู้บัญชาการ" บางคนได้เกิดขึ้นแล้วใน "สำนักปทุมวัน"
ดังนั้นเมื่อโฟกัสถึงการแต่งตั้งโยกย้ายที่จะมีขึ้นช่วงต้นเดือนเมษายน
จึงมีการคาดหมายกันว่า ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.ฝ่ายบริหาร ที่เปิดใหม่ คงจะตกเป็นของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชาย คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกเผด็จการทหารทำรัฐประหารโค่นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เด้งไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ขณะที่ตำแหน่ง "ผู้ช่วย ผบ.ตร.ฝ่ายบริหาร" คงตกเป็นของ พล.ต.ท.ชลอ ชูวงษ์ นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 26 (นรต.26) เพื่อนร่วมรุ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ที่โดนชะตากรรมเดียวกับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ถูกเด้งไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ซึ่งทั้งสองได้ทำหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี เพื่อขอกลับเข้ารับราชการตำรวจเรียบร้อยแล้ว
ส่วนตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.หรือ ผู้ช่วย ผบ.ตร.คนอื่นๆ คงไม่มีการเปลี่ยนแปลง
แต่ตำแหน่งที่ชาวสีกากีจับตาและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือตำแหน่ง "ผบช."
เพราะเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้งสร้างผลงานให้กับรัฐบาลได้ด้วย
ดังนั้นเมื่อโฟกัสถึง ตำแหน่ง "ผบช." หลัก
ก็มีกระแสข่าวสะพัดสนั่นสำนักปทุมวันว่าตำแหน่งที่จะปรับเปลี่ยนคือตำแหน่ง "ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง" (ผบช.ก.) ที่ พล.ต.ท.อดิศร นนทรีย์ คนใกล้ชิด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ครองอยู่ อาจจะถูกขยับไปตำแหน่ง "ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร."
แล้วโยก "พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง" ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) นรต.30 มานั่งแทน
ขณะเดียวกันมีข่าวสะพัดว่า พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.อดีตลูกหม้อนครบาล ซึ่งขยับติดยศ พล.ต.ท.ในการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 อาจจะมานั่งแทน
อย่างไรก็ตาม สำหรับ "อัศวิน" มีข่าวบางกระแสระบุว่ามีโอกาสสูงที่จะครองเก้าอี้ "เจ้าพ่อนครบาล" ไปในการปรับย้ายตามฤดูกาล
ส่วนตำแหน่ง "ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล" (ผบช.ส.) ที่ พล.ต.ท.ระพีพัฒน์ ปาละวงศ์ คนใกล้ชิด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ครองอยู่ อาจจะถูกย้ายไปเป็น "ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร." แล้วโยก พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง จเรตำรวจ (สบ 8) นรต. 31 ซึ่งใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.พัชรวาท มานั่งแทน
ในส่วนระดับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 (บช.ภ.1-9) โอกาสที่ ผบช.จะถูกปรับย้ายที่น่าจับตาเป็นพิเศษ อาทิ พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) ที่ค่อนข้างจะแนบแน่นกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บางคน
พล.ต.ท.เจตนากร นภีตะภัฎ ผบช.ภ.2 คู่เขย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ย้ายจาก ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.ไปเป็น ผบช.ภ.9 แล้วย้ายมานั่งพื้นที่ทอง ตำแหน่ง ผบช.ภ.2
ตามด้วย พล.ต.ท.บุญชอบ คงน้อย ผบช.ภ.4 นรต.24 รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และมีสัมพันธ์แนบแน่นกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีต ผบ.ตร. และอดีตที่ปรึกษา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ต่อด้วย พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ ชูกิจคุณ ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ท.ปัญญา เทียนศาสตร์ ผบช.ภ.9 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์
ตามด้วย พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) อดีตโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมัย พล.ต.อ.ประชา เป็น ผบ.ตร. ซึ่งย้ายจากผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและสอบสวน ไปเป็น ผบช.สตม. เมื่อมีการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 โดยไปแทน พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ นรต.25 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.พัชรวาท ที่ถูก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สั่งให้มาช่วยราชการที่สำนักงาน ผบ.ตร. ก่อนย้ายลงไปเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ทำหน้าที่ด้านอำนวยการและยุทธศาสตร์ ที่มีการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 เช่นกัน
ส่วนระดับ ผู้บังคับการ ที่อาจจะถูกปรับเปลี่ยน อาทิ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ผู้บังคับการตำรวจจราจร ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง เป็นอาทิ
ขณะเดียวกันนายตำรวจที่น่าจับตามอง คือนายตำรวจที่ถูกกระทำยุครัฐประหารอาจกลับมาผงาดอีกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้ง พล.ต.ท.วุฒิ วิทิตานนท์ อดีต ผบช.ภ.5 พล.ต.ท.สุวัฒน์ ธำรงศรีสกุล อดีต ผบช.สตม. พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ อดีต ผบช.ภ. 7 พล.ต.ท.ถาวร จันทร์ยิ้ม อดีต ผบช.ส. พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว อดีต ผบช.ภ.4 ที่ถูกย้ายมานั่งในตำแหน่งผู้บัญชาการกองบัญชาการศึกษา (ผบช.ศ.) และ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ รอง ผบช.ภ.6 ถูกโยกไปเก็บกรุเป็น รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. เป็นต้น
รวมทั้ง พล.ต.วินัย ทองสอง อดีตผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม มีศักดิ์เป็นน้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกย้ายไปเป็น ผู้บังคับการสถาบันส่งเสริมงานสอบสวน
หรือผู้ที่แข็งขืนไม่สนองตอบ "ผู้มีอำนาจ" จนถูกย้ายเก็บกรุ อาทิ พล.ต.ท.สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) พล.ต.ท.บุญเรือง และ พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง อดีต ผบช.ส. อาจรับ "โบนัส" คืนความชอบธรรมในตำแหน่งสำคัญๆ
นี่คือกระแสความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นใน "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ"
ณ ห้วงเวลาที่ใกล้จะมีปรับเปลี่ยนจากขั้วอำนาจที่อยู่ใต้ร่มเงา คมช. ไปสู่ขั้วอำนาจที่อยู่ใต้ร่มเงารัฐบาลที่มี พรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำ
ดังนั้นหากวาจาที่ "สมัคร สุนทรเวช" ลั่นไว้ในสภาผู้แทนราษฎรว่าจะย้ายอีกมากในวันที่ 2 เมษายนนี้เป็นจริง ฝุ่นคงตลบสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกคำรบหนึ่ง !!
สกู๊ป : คอนแทร็กฟาร์มมิ่ง
29 มี.ค.-ความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง นับวันจะขยายสาขามากขึ้นเรื่อยๆ ในโอกาสที่จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำจีเอ็มเอสในวันพรุ่งนี้ เรามีรายละเอียดเกี่ยวกับความร่วมมือทางด้านการเกษตรระหว่างไทย-ลาว มาให้ทราบ.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-29 19:37:01






