ในการเสวนาเรื่อง “การเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญกลับให้แก้ กม.ความมั่นคงก่อนรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิปักษ์ประชาธิปไตย” จัดโดยมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน นายสมเกียรติ ตั้งนะโม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน อ่านแถลงการณ์สรุป ว่า มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ขอเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยนำรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 มาเป็นต้นแบบ เพราะจากเหตุการณ์ วันที่ 19 กันยายน 2549 ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาจากกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่มีประโยชน์ต่อประชาชน นายสมเกียรติ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่ฉบับอำมาตยาธิปไตย แต่เป็นฉบับอุบาทวาธิปไตย เนื่องจากอำนาจทั้งสามส่วนของประเทศมีการก้าวก่ายทับซ้อนไม่คานดุลกัน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มขยายตัวไปสู่การเผชิญหน้าอีกครั้ง ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จึงมีความจำเป็นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวโน้มทางการเมืองใน 4-5 ปีข้างหน้า จะมีเรื่องการทะเลาะกันในเรื่องใหญ่ คือ ระบอบการเมืองการปกครอง นโยบายเศรษฐกิจการเมือง ซึ่งความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการแก้ไขเพื่อให้นักการเมืองได้อำนาจคืนมา แต่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย นายเกษียร กล่าวว่า สิ่งที่ควรแก้ไขมากกว่ารัฐธรรมนูญยังมีอีกมาก โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นการสร้างอำนาจรัฐซ้อนรัฐ ส่วนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความพยายามที่จะรวบรัดโดยรัฐบาล จะทำเองโดยไม่เอาประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม สิ่งที่น่าวิตกหากยังคงดำเนินการแก้ไขกันไปเช่นนี้ คือ ประชาชนจะได้รับระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบที่ไม่เสรี นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้กับตัวรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดการเมืองแบบปฏิปักษ์หรือคู่ตรงข้ามที่กลับมารวมกันไม่ได้ คือ การปะทะระหว่างผู้สนับสนุนระบอบอำมาตยาธิปไตยใหม่ ที่ไม่วางใจนักการเมือง แต่ให้ความไว้วางใจและไม่มีความระแวงกับคนที่มาจากระบบราชการ กับกลุ่มที่หนุนระบบรัฐบาลภายในอำนาจของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่พยายามช่วงชิงอำนาจกันของนักการเมือง นายสมชาย กล่าวว่า สิ่งที่สังคมไทยควรทำ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยคิดถึง สิทธิเสรีภาพของประชาชน การทำให้ระบบประชาธิปไตยที่มีพรรคการเมืองไทยกลับมาและการสร้างหลักนิติธรรม เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงในการแก้ไขมากกว่าความพยายามสร้างอำนาจของนักการเมือง นายไพโรจน์ พลเพชร สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า การเมืองปัจจุบันเป็นการเมืองปะทะกันระหว่างความต่อเนื่องของการต่อต้านระบอบ ”ทักษิณ” และความต่อเนื่องในการฟื้นระบอบ ”ทักษิณ” ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เป็นตัวสะท้อนการดำรงอยู่ของระบบการเมือง โดยมีพลัง 3 ส่วน คือ พลังของการเมืองจากชนชั้นนำข้าราชการ พลังของชนชั้นนำการเมืองภาคธุรกิจ และอำนาจประชาชน ดังนั้น ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรจะไม่สามารถสร้างเสรีภาพที่แท้จริง หรือการเมืองภาคประชาชนขึ้นเลย การแก้ไขปัญหาของรัฐธรรมนูญ คือต้องมีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ชัดเจนว่าจะทำอะไร นายอรรถจักร สัตยานุรักษ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวว่า ความขัดแย้งที่จะเกิดจากความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จะทำให้เกิดความขัดแย้ง เราต้องคิดถึงการสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสังคมกับพลเมือง โดยมุ่งให้เกิดพลเมืองและสังคมไทยที่มีความก้าวหน้าและเสมอภาค ทั้งนี้ การจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจจะต้องอยู่ในมือภาคประชาชนให้มากที่สุด.-สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 30 มี.ค.- มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เสนอยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 50 ใหม่ทั้งฉบับ ชี้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ไม่สร้างประโยชน์แท้จริงให้ประชาชน ทำให้อำนาจ 3 ฝ่ายก้าวก่ายและไม่คานดุลอำนาจกัน มีแนวโน้มทำให้เกิดการเผชิญหน้ากัน
อัพเดตเมื่อ 2008-03-30 15:47:54
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, March 30, 2008
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเสนอยกร่าง รธน. ฉบับ 50 ใหม่ทั้งฉบับ
สมัคร ระบุมีคนพยายามขุดหลุมหวังใช้ รธน. ม.157 เล่นงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ว่า เมื่อเวลา 07.20 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เดินทางมาบันทึกเทปรายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดยทันทีที่เดินทางมาถึง ได้มีหญิงสูงวัยทราบชื่อภายหลังว่า นางรัชนี คงสกุล อายุ 54 ปี บุกเข้าไปยื่นหนังสือร้องเรียน เพื่อขอให้ช่วยเหลือกรณีที่บุตรชายถูกตำรวจ สภ.ชุมแพ แจ้งข้อหาพยายามฆ่าคนอื่น ทั้งที่เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันธรรมดาเท่านั้น โดยนางรัชนี ได้ก้มลงกราบเท้านายสมัคร ทันทีที่ลงจากรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งสร้างความหงุดหงิดให้กับนายสมัคร เป็นอย่างมาก โดยถึงกับกล่าวอย่างหัวเสียก่อนเดินหนีไปว่า “ทำอย่างนี้ก็เป็นเหยื่อของสื่อ ที่จ้องจะถ่ายภาพซิ ผมก็ตายทั้งเป็น” นายสมัคร ได้กล่าวกับสื่อมวลชนภายหลังบันทึกเทปเสร็จสิ้นเพียงสั้น ๆ ถึงกรณีที่ได้พูดในรายการว่า มีบทความในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งกล่าวหาว่า หน้าห้องเรียกรับผลประโยชน์ เพราะเห็นรัฐบาลจะอยู่ไม่นานว่า หากหนังสือพิมพ์ดังกล่าวไม่ส่งหลักฐานมาภายใน 3 วัน ตามที่ได้ให้เวลาไว้ หมายความว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นโกหก ตนจะไม่บอกว่าหนังสือพิมพ์อะไร เพราะคนเขียนต้องรู้เอง และจะไม่ฟ้องกลับด้วย จากนั้น นายสมัครได้เดินทางมายังท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อขึ้นเครื่องบินสายการบินไทยเดินทางไปยัง จ.อุดรธานี ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ในระหว่างวันที่ 30-31 มี.ค. โดยการเดินทางครั้งนี้ มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ร่วมคณะไปด้วยเช่นเคย นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ข่าวการปฏิวัติว่า ได้พูดชัดเจนว่าทหารไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่มีคนไปถามทางทหาร ซึ่งอยากรู้ว่าเมื่อทหารไม่เกี่ยวข้อง แล้วสื่อไปถามทำไม ไม่เข้าเรื่อง ผู้สื่อข่าวถามว่า มีหลายฝ่ายต้องการให้นายกรัฐมนตรีเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า มีใครอยู่เบื้องหลังบ้าง เพราะจะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ นายสมัคร กล่าวว่า ไม่หรอก ถามกันไปเอง ขอถามหน่อยว่าตนเป็นคนจุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาหรือไม่ ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (25 มี.ค.) ตนเป็นคนพูดก่อนหรือ ทั้งนี้ ความจริงคือสื่อเป็นคนมาถามก่อนว่าได้รับใบปลิวเรื่องปฏิวัติหรือไม่ ซึ่งก็ได้บอกไปว่าทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ “นายกรัฐมนตรีไม่สามารถพูดเรื่องนี้ได้หรือ มีบางคนพยายามที่จะขุดหลุมผม โดยการนำรัฐธรรมนูญมาตรา 157 มาเล่นงานผม เป็นเรื่องไม่เข้าท่า ผมพูดชัดเจนว่ามีคนซ่องสุมกัน ต้องดำเนินการเรื่องนี้ และผมอยากถามว่า คนที่ออกมาระบุเรื่องมาตรา 157 มีเวลาว่างมากหรืออย่างไร” นายกรัฐมนตรี กล่าว ต่อกรณีจะรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะไม่ขอตอบคำถามในเรื่องนี้ ไม่ออกความเห็น และจะไม่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว เพราะพูดอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น สื่อคิดกันแต่เรื่องนี้ เรื่องอย่างอื่นไม่รู้จักช่วยคิด คอยจ้องจับผิดให้รัฐบาลนี้ตกหลุม ต่อไปนี้ใครถามอะไรมา จะบอกว่าไม่รู้ ไม่ชี้ ไม่เห็น อย่างนี้สนุกดี ไม่มีเรื่อง ทางด้าน พล.อ.อนุพงษ์ ให้สัมภาษณ์อย่างอารมณ์ดี ถึงกระแสข่าวการเคลื่อนย้ายกำลังพลในช่วงนี้ว่า เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน อยากชี้แจงให้สังคมทราบว่า กองทัพบกยืนยันว่าไม่มีการสั่งเคลื่อนย้ายกำลังในลักษณะที่ไม่ใช่ภาวะปกติใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทัพบกหรือกองทัพภาค โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 1 ก็ไม่มีการสั่งการให้มีการเคลื่อนย้ายเด็ดขาด ถ้าจะมีการเคลื่อนย้ายเพื่อไปฝึก ซึ่งจะมีเป็นปกติอยู่แล้ว จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ อาจจะผ่านทางโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ในลักษณะของตัววิ่ง และโดยปกติแล้วจะมีการแจ้งพื้นที่ที่มีการฝึกให้ทราบ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสนและเข้าใจผิด ตนจะเน้นย้ำให้สำนักงานเลขานุการกองทัพบกได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบในระยะนี้ “กระแสข่าวการปฏิวัติเราไม่ต้องตรวจสอบ ผมมั่นใจ และผมได้รับรองท่านนายกฯ ไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ คงไม่ต้องมีการตรวจสอบอะไร เพราะถ้ามีอะไรผมก็รับผิดชอบ เมื่อผมยืนยันไปแล้ว ผมรับผิดชอบอยู่แล้ว และเรื่องนี้เมื่อผมชี้แจงให้นายกฯ ทราบ ท่านก็ไม่ได้สนใจอะไร” ผู้บัญชาการทหารบก กล่าว เมื่อถามว่า ยืนยันได้ใช่หรือไม่ว่า ทหารในยุคที่เป็นผู้บัญชาการทหารบกจะไม่มีการปฏิวัติอีกอย่างแน่นอน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ยืนยันไม่มีเรื่องปฏิวัติแน่นอน และตนไม่ลำบากใจ สบายอยู่แล้ว ตนชี้แจงไป คนที่คิดสิลำบาก ตนไม่ได้คิดอะไร และไม่มีวาระซ่อนเร้นไม่ได้คิดจะสร้างกระแส ไม่ได้คิดจะทำ รวมทั้งไม่ได้คิดจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เพียงแต่อยากทำให้สังคมได้สบายใจมากกว่า. -สำนักข่าวไทย
กทม.30 มี.ค. - นายกรัฐฯ ย้ำอีกครั้ง ทหารไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการพูดถึงเรื่องปฏิวัติ ยืนยันไม่ได้เป็นคนจุดประเด็นเรื่องนี้ แต่เป็นการตั้งคำถามจากสื่อเรื่องใบปลิวข่าวปฏิวัติ ระบุมีคนพยายามขุดหลุมเพื่อใช้มาตรา 157 มาเล่นงาน
อัพเดตเมื่อ 2008-03-30 15:19:44
มท.1 ระบุหลังสงกรานต์ปรับเล็กข้าราชการมหาดไทย
30 มี.ค. - ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์นี้ จะไม่มีการปรับย้ายข้าราชการระดับ 10 อื่น ๆ แต่จะปรับหลังเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งถือว่าเป็นการปรับเล็กใน 2-3 ตำแหน่ง ที่ต้องหมุนเวียนกันไป อย่างไรก็ตาม จะมีการปรับใหญ่ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งจะมีตำแหน่งว่างกว่า 20 ตำแหน่ง ยืนยันว่ายังไม่มีแรงเสียดทานภายในพรรค เพราะการตัดสินใจเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี และจะตั้งปลัดและรองปลัดกระทรวงให้มาเป็นที่ปรึกษาในการปรับย้ายข้าราชการระดับสูง ทั้งนี้ การปรับย้ายในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่จำเป็นต้องถาม ส.ส.ในพื้นที่ แต่ยินดีที่จะรับฟังข้อมูล และทุกวันอังคารที่มีการประชุมพรรค มีความตั้งใจที่จะเข้าไปชี้แจงข้อสงสัยกับสมาชิกพรรคด้วย. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-30 14:55:56
‘ทักษิณ'เผยต้องการกลับไทยเฉกเช่นบุคคลธรรมดา
วันนี้ (30 มี.ค.) พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 กล่าวถึงมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางจากประเทศอังกฤษ กลับเข้าประเทศไทยด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 917 ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลาประมาณ 15.50 น.ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 1 ได้เตรียมกำลังดูแลไว้พร้อมแล้วซึ่งเป็นชุดที่ดูแลความปลอดภัยครั้งที่ผ่านมาแต่จะลดกำลังลงบางส่วน เพราะจากการประเมินทางข่าวพบว่าไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรง หรือเหตุการณ์ความไม่สงบ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ประมาทยังคงวางกำลังตำรวจในพื้นที่ดูแลอย่างเข้มงวด รวมทั้งการเดินทางไปยังเมืองทองธานีก็มีกำลังเจ้าหน้าทั้งในและนอกเครื่องแบบดูแลไว้เรียบร้อยแล้ว
ด้าน พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดูแลรักษาความปลอดภัยได้วางแผนตรึงกำลังดูแลความปลอดภัยไว้เรียบร้อยแล้ว โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ร้องขอว่า อย่าจัดกำลังมาดูแลมาก เพราะไม่อยากให้ใช้บุคลากรสิ้นเปลืองและการเดินทางกลับเข้ามาครั้งนี้ไม่อยากให้ทุกหน่วยวุ่นวายต้องการมาเพียงบุคคลธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางด้านบรรยากาศบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิขณะนี้ยังคงเป็นปกติ ไม่มีกลุ่มคนรักทักษิณหรือกองเชียร์มารอรับการเดินทางกลับ
จาก hi-thaksin
‘บลูมเบิร์ก'ตีข่าว!ปฏิวัติไทยล้มเหลว
‘ผมไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับการพูดถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับการปฏิวัติรัฐประหาร' นายสมัครกล่าวต่อบรรดาผู้สื่อข่าว และเสริมว่า เขามั่นใจว่าแผนการดังกล่าวนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากตนและพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกติดต่อกันอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม นายกฯปฏิเสธให้รายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มผู้ไม่หวังดีดังกล่าวที่พยายามบั่นทอนความมั่นคงของรัฐบาล โดยที่ผ่านมานายกฯ ได้รับใบปลิวที่ลงชื่อบรรดาผู้วางแผนรัฐประหารไว้ด้วย สำนักข่าวบลูมเบิร์กยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ประเทศไทย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดเป็นอับดับที่ 2 ในกลุ่มสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนได้ผ่านเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารมาแล้ว 18 ครั้งนับตั้งแต่ที่มีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเมื่อปี 2475 หรือเมื่อ 76 ปีมาแล้ว บลูมเบิร์กยังอ้างความเห็นของนายปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์รัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเงื่อนไขทั้งทางการเมืองและทางสังคมที่จะนำไปสู่การก่อรัฐประหารเหมือนเมื่อก่อนหน้าที่จะเกิดการยึดอำนาจครั้งหลังสุดเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีความเคลื่อนไหวจนเป็นที่น่าสังเกตของทหารมานานหลายเดือนแล้ว ก่อนหน้านี้ ศาลฏีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีมติรับรับฟ้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต.ให้เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฏร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนเนื่องจากกระทำความผิดตามกฏหมายเลือกตั้ง อนึ่ง การออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการปฏิวัติรัฐประหารครั้งใหม่ของนายกฯสมัครส่งผลให้ค่าเงินบาททั้งในประเทศ และต่างประเทศอ่อนค่าลงเล็กน้อยใกล้แตะระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนต่างรู้สึกวิตกกังวลต่อเรื่องดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี หลังจากที่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งการชี้แจงอย่างละเอียดมากขึ้น และโอกาสที่แทบเป็นไปไม่ได้ในการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ค่าเงินบาทกลับมาทรงตัวเหมือนเดิม จาก hi-thaksin
สำนักข่าวบลูมเบิร์กของสหรัฐอเมริการายงานการให้สัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้วภายหลังจากที่ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการทหารเป็นเวลานานถึง 17 เดือนโดยระบุว่า แผนการปฏิวัติรัฐประหารครั้งใหม่จะประสบความล้มเหลว
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานต่อว่า นายสมัคร กลายเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการก่อตั้ง และรวมตัวกันจากบรรดากลุ่มผู้สนับสนุนที่ยังคงจงรักภักดีต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่ถูกยึดอำนาจโดยกองทัพจากการปฏิวัติรัฐประหารโดยปราศจากการนองเลือดเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 2549 ที่ผ่านมา ขณะที่พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งเข้าร่วมในการปฏิวัติรัฐประหารในครั้งนั้นเคยกล่าวถึงการยึดอำนาจรัฐบาลอีกครั้งก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า ‘เป็นเรื่องน่าขันที่สุด'
นอกจากนี้ บลูมเบิร์กยังอ้างความเห็นของนายสมัครที่กล่าวย้ำถึงแผนการของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะแก้ไขกฏหมายรัฐธรรมฉบับปัจจุบัน ซึ่งอนุญาตให้ทำการยุบพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ถ้าหากบรรดากรรมการบริหารของพรรคการเมืองใดก็ตามทำผิดกฏหมายเลือกตั้ง ขณะที่รัฐธรรมนูญดังกล่าวถูกร่างโดยองค์กรที่ตั้งขึ้นมาโดยกองทัพภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อปี 2549
'ทักษิณ' มาแน่บ่ายวันนี้ 'อนุพงษ์' ชี้ทหารไม่เกี่ยว [30 มี.ค. 51 - 13:04]
“กองทัพบกยืนยันว่า ไม่มีการสั่งเคลื่อนย้ายกำลังในลักษณะเป็นการสั่งเคลื่อนย้ายกำลังในกรณีที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยว กับวาระปกติ เช่น เกี่ยวกับการฝึก หรือ การเคลื่อน ขนย้ายปกติ ไม่มีการสั่ง ไม่ว่าจะเป็นโดยกองทัพบก หรือ หน่วยรองของกองทัพบก เช่น กองทัพภาค โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 1 ไม่มีการสั่งการในการเคลื่อนย้ายเด็ดขาด ถ้าจะมีในลักษณะของการเคลื่อนย้ายเพื่อไปฝึกที่จะมีเป็นปกติอยู่แล้ว โดยปกติจะให้มีการประชาสัมพันธ์” ผบ.ทบ. กล่าว พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีการเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในช่วงบ่ายวันนี้ ว่า เป็นเรื่องที่ตำรวจจะต้องดูแลความปลอดภัย ทหารไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับประเทศไทยวันนี้ เวลาประมาณ 15.55 น. ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 917 แน่นอน โดยการเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้ จะมีการหารือกับนักลงทุนที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายคนเกี่ยวกับการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในธุรกิจพลังงาน เช่น เอทานอลและไบโอดีเซล
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าววันนี้ (30 มี.ค.) ว่า กองทัพบกไม่ได้มีการเคลื่อน ย้ายกำลังพลในช่วงนี้ ยืนยันว่า หากมีการเคลื่อนย้ายกำลังพลจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบก่อน อย่างไรก็ตาม ข่าวเรื่องการปฏิวัติตนได้ยืนยันกับนายกรัฐมนตรีไปแล้วว่า ไม่เกิดเรื่องดังกล่าว แน่นอน
สภาองค์การลูกจ้างฯ ชี้ รธน.50 เน้นอำนาจตุลาการมากไป [30 มี.ค. 51 - 14:33]
นายภักดี ธนปุระ ที่ปรึกษาสภาองค์การลูกจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่สนับสนุนประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เน้นอำนาจตุลาการปกครองประเทศ ทั้งที่อำนาจตุลาการควรจะเป็นอำนาจขั้นสุดท้ายที่จะนำมาใช้ และตามระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองควรจะมีส่วนสำคัญในการบริหารประเทศ หากพรรคการเมืองไม่เข้มแข็งระบอบประชาธิปไตยก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เป็นรัฐธรรมนูญที่ล้าสมัยไม่ทันต่อโลกโลกาภิวัตน์ นายภักดี กล่าวอีกว่า ไม่เคยเห็นประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยประเทศใด มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นการบั่นทอนอำนาจของฝ่ายบริหารมากเกินไป ทำให้ฝ่ายบริหารไม่มีเสถียรภาพ
วันนี้ (30 มี.ค.) สภาองค์การลูกจ้างแห่งประเทศไทยได้จัดการเสวนา ชำแหละรัฐธรรมนูญปี 2550 ณ โรงแรมแกรนด์ทาวเวอร์อินน์ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการสะท้อนความเห็นของลูกจ้างและแรงงานที่ไม่ได้มีตัวแทนเข้าไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา จึงไม่สามารถที่จะแสดงความเห็นผ่านตัวแทนในสภาได้
รฟท.เร่งปรับเส้นทางรางคู่อีสาน สนองนโยบาย'สมัคร'เม.ย.นี้
นายนคร จันทรศร รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวถึงการลงนามในสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่สายชายฝั่งทะเลตะวันออก ตอนฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง กับกลุ่มกิจการร่วมค้าทีเอสซี ซึ่งประกอบด้วย บริษัท ไทยพีค่อนและอุตสาหกรรม จำกัด บริษัท เสริมสงวนก่อสร้าง จำกัด บริษัท ช.ทวีก่อสร้าง จำกัด ระยะทาง 78 กม. วงเงิน 3,926 ล้านบาท โดยยอมรับว่าเป็นห่วงสถานการณ์ราคาต้นทุนวัสดุที่ปรับเพิ่มขึ้น อาจกระทบต่อค่าก่อสร้างที่ผู้รับเหมาเสนอไว้ แต่การทำโครงการมีความเสี่ยง ซึ่งเมื่อเซ็นสัญญากันแล้วผู้รับเหมาก็ต้องรับความเสี่ยง และต้องหาวิธีการบริหารจัดการให้ดี ทั้งนี้การพัฒนารถไฟทางคู่ทั่วประเทศตามนโยบายของรัฐบาล ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมหารือร่วมกับสำนักนโยบายแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในการปรับเพิ่มแนวเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่สถานีโคราชขึ้นไป ซึ่งในแผนเดิมยังมีการขยายเส้นทางในส่วนนี้ไม่มาก เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าประเภทน้ำตาล และมีแผนเชื่อมต่อเส้นทางไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาวและจีนในอนาคตด้วย รวมถึงเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะทางที่ 2 สายชุมทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า–ชุมทางแก่งคอย ระยะทาง 176 กม. ซึ่งออกแบบเสร็จแล้ว แต่ติดเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเส้นทางผ่านเขตลุ่มน้ำชั้น 1A ที่ รฟท. จะว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาทบทวน สนข. เห็นว่าควรเร่งรัดโครงการเพราะมีความจำเป็น โดยจะเร่งสรุปเสนอแนวเส้นทางเพื่อให้ทันในการประชุมคณะพัฒนาระบบการขนส่งทางรางและขนส่งมวลชน ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในเดือนเมษายนนี้ สำหรับโครงการก่อสร้างทางคู่ จะช่วยส่งเสริมการขนส่งระบบราง ซึ่งแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางคู่สายชายฝั่งตะวันออก ตอนฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง ถือเป็นโครงการนำร่องในการพัฒนาระบบการจัดการสินค้าทางรถไฟเพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพ และต้นทุนการให้บริการขนส่งแบบครบวงจร
รฟท. กังวลต้นทุนวัสดุพุ่ง กระทบทางโครงการรถไฟทางคู่สายฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง เชื่อผู้รับเหมาหาทางออกได้ พร้อมเร่งปรับแผนรถไฟทางคู่ระยะทางที่ 2 ขานรับนโยบาย “สมัคร” ก่อน เม.ย. นี้
ญี่ปุ่นชะลอลงทุนในไทยดูสถานการณ์บาทแข็ง-น้ำมันแพง
นาย มิทซึฮิโระ โซโนดะ ประธานหอการค้าญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า จากปัญหาราคาน้ำมันและอัตราแรกเปลี่ยนที่แข็งค่าของไทย ทำให้ประเทศญี่ปุ่นต้องชะลอดูสถานการณ์การลงทุนในช่วงนี้ไว้ก่อน แต่อย่างไรก็ตามหากนโยบายของรัฐบาลไทย ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นมีความมั่นใจที่จะร่วมลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากการตกลงเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ เจเทปา ซึ่งทั้ง 2 ประเทศจะใช้ประโยชน์ร่วมกันจากการลดภาษีเป็น 0 ในสินค้าหลายรายการอาทิ สินค้าเหล็ก โดยนายจักรมล ผาสุขวนิชน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า จะต้องมีการพิจารณาโควต้านำเข้าเหล็ก จากประเทศญี่ปุ่นใหม่ เพื่อให้ตรงกับความต้องการและการผลิตของผู้ผลิตในประเทศที่ไม่สามารถผลิตได้ โดยประเทศญี่ปุ่นต้องการกำหนดโควต้าการนำเข้าภายใต้ เจเทปา กว่า 7.3 แสนตัน โดยที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าในช่วงแรกแล้วกว่า 4.5 แสนตัน และจะต้องมีการพิจารณานำเข้าในส่วนที่เหลืออีกครั้ง
ประธานหอการค้าญี่ปุ่น รับ ภาคเอกชนชะลอลงทุนในไทย ดูสถานการณ์บาทแข็ง-น้ำมันแพง ขณะปลัดก.อุตสาหกรรม เตรียมพิจารณาโควต้านำเข้าเหล็กใหม่ 
ถึงเวลาแก้ไขกติกาที่ไร้ความเป็นธรรม
คอลัมน์: บุคคลในข่าว หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ • หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถึงเวลาแก้ไขกติกาที่ไร้ ความเป็นธรรม ฉบับนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2551 • เพิ่งเข้าใจก็วันนี้ การใช้ชีวิตอยู่ใน ประเทศที่เต็มไปด้วย ความขัดแย้ง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะประเทศที่มีมนุษย์จำพวก ปากประชาธิปไตย แต่ ใจประชาธิปกู อาศัยอยู่เยอะแยะเหมือนในเมืองไทย ยิ่งต้อง เหนื่อย กันเป็นพิเศษ เพราะคนพวกนี้ ถ้าไม่ได้ดังใจก็เอาแต่ ด่ากราดลูกเดียว คนอื่นชั่วหมด มีตัวเองเท่านั้นที่ดีเลิศประเสริฐศรี!!! • "เห่าไฟ" อยากให้คิดกันให้ดี การใช้ชีวิตอยู่ใน สังคมหมู่มาก ทุกฝ่ายต้องเคารพ กฎกติกา เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หลายคนถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือว่าเคารพกฎกติกาหรือไม่ ก็ต้องถามกลับไปว่า แล้วมี กติกา ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเปล่าเล่า ถ้าไม่มีกติกาให้แก้ไขแล้วไปแก้ไข ก็ถือว่า ไม่ถูกต้อง แต่หากมีกติกาให้แก้ไขได้ ก็ไม่ถือว่าทำผิดกติกา!!! • ข้อสำคัญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องผ่านขั้นตอนตามบทบัญญัติที่กำหนดเอาไว้ นั่นก็คือ ต้องใช้ เสียงข้างมากของทั้งสองสภา ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนประชาชนทั่วประเทศ หากเสียงไม่ถึงก็แก้ไม่ได้ แต่หากเสียงถึงก็มีความหมายทางอ้อมว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เห็นชอบให้มีการดำเนินการไปตามนั้น!!! • ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นหลักในการแก้ไข กรณี กรรมการบริหารพรรค ไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้วให้ถือว่า คณะกรรมการบริหารทั้งหมดรู้เห็นเป็นใจ ต้องยุบพรรคทิ้ง เรื่องนี้สมควรแก้ไขเป็นที่สุด เพราะเป็นการเขียนกติกาออกมาแบบ สุดโต่ง บ้าเกินเหตุ คล้ายกับว่า ถ้าลูกติดคุกพ่อแม่ต้องติดคุกด้วย อย่างนี้ไม่บ้าหรือ!!! • โดยเฉพาะฝ่ายคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญถึงกับ เลอะเทอะ ไปกันใหญ่ ชอบออกมาพูดว่า ไม่ทำผิดแล้วกลัวทำไม ทั้งที่การแก้ไขคราวนี้ ไม่ใช่ทำเพื่อให้คนผิดพ้นโทษ กรรมการบริหารคนไหนทำผิด ไป ซื้อเสียง ก็ต้อง ได้รับโทษ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดทุกประการ เพียงแต่ไม่ให้ เหมารวม ไปถึงกรรมการบริหารคนอื่นที่ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ประเด็นของเรื่องมันอยู่ตรงนี้ ฉะนั้น ต้องระวังพวกที่ชอบคัดค้านแบบ โมเมมั่วนิ่ม กันไว้ให้ดี!!! • "เห่าไฟ" เห็นด้วยว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนพวกที่เย้วๆ ออกมาคัดค้านก็แค่ฟังไว้ เพราะเอาแน่เอานอนอะไรกับคนเหล่านี้ไม่ได้ ตอนทหาร ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ คนพวกนี้ กลับหัวเราะชอบอกชอบใจ แต่พอจะใช้เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญตาม ครรลองประชาธิปไตย กลับตีอกชกหัวคัดค้าน จะเป็นจะตายเสียให้ได้ พ่อแม่พี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายก็ลองใช้ วิจารณญาณ กันเอาเอง ว่า ฝ่ายไหนของจริง ฝ่ายไหนของเก๊!!! • ปูดประเด็นร้อนขึ้นมาอีกแล้ว สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี บอกว่า ยังมีคนบางกลุ่มเคลื่อนไหวประชุมกันเพื่อให้มีการ ปฏิวัติยึดอำนาจ เพราะคิดว่าสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ "เห่าไฟ" ฟังแล้วรู้สึกสงสารประเทศไทยเหลือเกิน ที่ผ่านมา การปฏิวัติยึดอำนาจทำให้เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองถอยหลังลงคลองไม่ต่ำกว่า 30 ปี กว่าจะกอบกู้ ฟื้นฟูขึ้นมาได้ก็ เลือดตาแทบกระเด็น ยังไม่ทันไรก็จะเอากันอีกแล้วหรือ!!! • ส่วนสาเหตุที่คนบางกลุ่มคิดว่า สามารถปฏิวัติได้ ก็เพราะประเมินเอาไว้ว่า ยังมีคนไทยบางส่วนที่เกลียดชัง อดีตนายกฯทักษิณ ยอมละทิ้ง หลักการประชาธิปไตย แล้วหันไปให้การสนับสนุนการ ยึดอำนาจ ด้วยกำลังทหารเหมือนที่ผ่านมา คนเหล่านี้ก็คือ พวกปากประชาธิปไตยแต่ใจประชาธิปกู ดีๆนี่เอง!!!............ • "เห่าไฟ" ว่า ถ้าขืนปล่อยให้บ้านเมืองตกอยู่ใน ความสับสน เพราะคนไร้หลักการ ไม่เคารพกติกาของสังคม ชอบใช้เสียงข้างน้อยหักล้างเสียงข้างมากอยู่เช่นนี้ การพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศคงเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะ รัฐบาล ที่มาจากเสียงสนับสนุนของประชาชนส่วนใหญ่ก็คงทำงาน ช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจาก ความทุกข์ยาก ได้ไม่เต็มที่ เพราะต้องคอยพะวัก พะวง พวกหลักกู ที่ไม่รู้จะสุมหัวคิดก่อ การปฏิวัติได้สำเร็จวันไหน!!! • แต่นับจากนี้ไป ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ คงยอมให้ เสียงส่วนน้อย มาทำตัวกร่างคับบ้านคับเมืองไม่ได้อีกแล้ว เพราะยิ่งปล่อยก็ยิ่งได้ใจ ทำให้บ้านเมืองเสียหายครั้งแล้วครั้งเล่า "เห่าไฟ" จำได้ว่าในยุคปฏิวัติยึดอำนาจมีการก่อม็อบประท้วง แต่ โดนตำรวจ สลายม็อบ จับแกนนำไปดำเนิน คดีได้อย่าง ราบคาบ ฉะนั้น ยุคประชาธิปไตยก็จะใช้แบบเดียวกัน ใครก่อม็อบ ป่วนบ้านเมืองใช้ถ้อยคำหมิ่นประมาทผู้ นำรัฐบาลก็ต้องโดนเยี่ยงเดียวกัน!!! • ส่วนกลุ่มบุคคลที่ คิดการใหญ่ เคลื่อนไหวยึดอำนาจจาก รัฐบาลประชาธิปไตย หาก มีหลักฐานก็ต้องดำเนินคดี ขั้นเด็ดขาด ทุกรายไป แต่หากไม่มีหลักฐานแล้วสามารถก่อการสำเร็จก็ต้องไป เผชิญหน้า กับประชาชนส่วนใหญ่ที่ไปลงคะแนนเลือกรัฐบาลชุดนี้มา ใครก็ตามที่คิดจะ กดหัวประชาชน ไม่ให้ออกมาประท้วงต่อต้านคณะปฏิวัติเหมือนคราวที่แล้ว ก็ลองดูเถอะ แล้วจะรู้ว่า พลังของเสียงข้างมากน่ากลัวแค่ไหน!
โดย : เห่าไฟ





