เผย “ทักษิณ” กลับมาช่วยชาติ ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางกลับประเทศไทยของพ.ต.ท.ทักษิณว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับไทยเร็วกว่ากำหนด ไม่เกี่ยวกับการมาสู้คดี เพราะเรื่องคดีมีทนายความเป็นผู้ดำเนินการอยู่ ส่วนที่เร่งกลับมาเพื่อมางานมูลนิธิไทยคม ที่จะมีการคัดเลือกเด็กไทยทั้งประเทศ ไปประเทศอังกฤษ ดูการแข่งขันฟุตบอลทีมแมนฯซิตี้ นอกจากนี้ ยังเป็นการมาต้อนรับนักธุรกิจคนสำคัญ 2 ราย แต่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ ทั้งสองคนมีความชำนาญเรื่องไบโอดีเซล และเอทานอล ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้เชิญนักธุรกิจดังกล่าวมาลงทุนในไทย คนหนึ่งเป็นนักลงทุนที่มีทรัพย์สินติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ถ้าเอ่ยชื่อขึ้นมาก็รู้จักกันหมด สำหรับการลงทุนจะเป็นในรูปแบบที่เขามาอยู่ในไทยนานๆ เป็นการสร้างงานให้กับคนไทย คนหนึ่งจะเดินทางมาในเดือน เม.ย. ส่วนอีกคนจะมาเดือน พ.ค. ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการมาซื้อหุ้น แต่เป็นการมาลงทุน พ.ต.ท.ทักษิณคุยกับนักลงทุนทั้งสองอย่างคนไทยคนหนึ่งที่ต้องการเห็นประเทศ ไทยดีขึ้น และคุยกันไว้นานแล้ว จะเชิญนักลงทุนระดับโลก ไม่ใช่ว่าใครๆก็เชิญได้ แต่ต้องมีศักยภาพ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณก็ถือเป็นคนหนึ่งที่มีศักยภาพ มีความสามารถ และท่านเห็นว่าจะปล่อยให้รัฐบาลทำคนเดียวก็ไม่ได้ เมื่อถามว่าจะเป็นการเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองหรือไม่ นายพงศ์เทพ ตอบว่า ไม่เกี่ยวการเมือง เป็นการช่วยประเทศ ขึ้นเชียงใหม่ทำบุญบรรพบุรุษ นายพงศ์เทพกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่ในไทยช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ระหว่างนี้อาจเดินทางไปต่างประเทศเป็นระยะเวลาสั้นๆ ช่วงต้นเดือนเมษายน พ.ต.ท.ทักษิณจะอยู่ในไทย และวันที่ 11 เม.ย. จะเดินทางไป จ.เชียงใหม่ ซึ่งทุกปี พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปทำบุญให้พ่อกับแม่ แต่ปีที่แล้วไม่ได้มาทำบุญ เพราะเข้าประเทศไทยไม่ได้ นอกจากนี้ ก็จะเดินทางไปทำภารกิจที่ต่างจังหวัดบ้าง คาดว่าจะเป็นภาคอีสาน แต่ยังไม่ได้กำหนดเวลาที่ชัดเจน ส่วนการพักแรม ในคืนนี้นั้นยังไม่ได้รับแจ้งว่าจะนอนที่ใด รับอยู่เมืองไทยสองอาทิตย์ ต่อมาเมื่อเวลา 18.30 น. ที่ห้องฟีนิกซ์ อิมแพค เมืองทองธานี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงระยะเวลาในการอยู่ประเทศไทยว่าจะอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะเป็นการเดินทางแบบไปๆมาๆใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ต้องไปเป็นผู้บรรยายหลักที่ดูไบ จัดโดยบิสสิเนส วีค เมื่อถามถึงกรณีที่มาเตรียมต้อนรับนักลงทุนรายใหญ่จากต่างประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า จะเป็นการหารือเรื่องเหล็กและเรื่องไบโอดีเซล เมื่อถามว่าได้คุยไว้นานหรือยัง พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ไม่ ตนเป็นผู้ชวนมาลงทุนเอง ส่วนเม็ดเงินที่คาดว่าจะนำมาลงทุนในไทยนั้นยังตอบไม่ได้ แต่เขาเป็นเศรษฐีระดับโลก เมื่อถามว่ามีข่าวจะเดินทางไปภาคอีสานกำหนดวันเวลาหรือยัง พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ตอนนี้ถ้าจะเดินทางไปไหนก็ไปทำบุญ ไม่มีอะไร เมื่อถามว่าวันที่ 11 เม.ย. จะเดินทางไปเชียงใหม่แน่นอนใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ไปทำบุญ ทั้งนี้อดีตนายกฯมีกำหนดการกินข้าวเย็นพร้อมครอบครัวที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ส่วนสถานที่พักผ่อนนั้นมีรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะพักที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ขอทำงานถวายเจ้านายทุกพระองค์ ส่วนบรรยากาศการมาเป็นประธานในพิธีปิดโครงการเด็กไทยคมไปแมนฯซิตี้ ณ ห้องฟีนิกซ์ อิมแพค เมืองทองธานี โดยเยาวชนไทย 123 คน ที่เข้าโครงการและผ่านการคัดเลือกไปแมนฯซิตี้ 15 คน เพื่อฝึกซ้อมกับสโมสรแมนฯซิตี้ ระหว่างวันที่ 22 เม.ย.-1 พ.ค.นั้น พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวว่า ตนและครอบครัวที่ตั้งมูลนิธินี้ก็เพราะด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ที่เสด็จฯมาเปิดสถานีไทยคม และสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ เสด็จฯทอดพระเนตรการปล่อยดาวเทียมไทยคม 1 ที่เฟรนช์เกียนาฯ และมูลนิธิก็ได้ทำงานการกุศลครั้งแรกคือการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเพื่อเยาวชน และพยายามทำทุกอย่างด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และจะทำทุกอย่างถวายเจ้านายทุกพระองค์ และมูลนิธินี้จะช่วยงานสาธารณกุศลให้สังคมไทยในทุกด้านต่อไป “สมชาย” ย้ำอีก “ทักษิณ” ยุติทุกอย่าง ด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า การเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณถือเป็นการกลับมาตามที่ศาลนัดไว้ และเป็นการถือโอกาสมาร่วมงานประเพณีสงกรานต์ของไทย ซึ่งญาติพี่น้องคงจะได้มีโอกาสพูดคุยกันเป็นปกติ ธรรมดา เมื่อถามว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปรดน้ำดำหัวที่ จ.เชียงใหม่ เป็นเพราะต้องการแสดงพลังอะไรหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ในฐานะที่ตนเป็นคนใกล้ชิด ยืนยันว่าไม่มีเรื่องแบบนี้เป็นอันขาด เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณพูดต่อหน้าญาติพี่น้อง และประชาชนเสมอว่า เมื่อวางมือทางการเมืองก็จะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องให้เป็นประเด็นทาง การเมืองอีก และจะไม่ทำความลำบากใจ ทำความเดือดร้อนให้กับสังคม หรือผู้ใดผู้หนึ่งทั้งสิ้น
สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น. วานนี้ ( 30 มี.ค.) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินออกมาจากห้องรับรองพิเศษด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นก็เดินตรงไปทักทายพร้อมรับดอกไม้จากกองเชียร์ประมาณ 30 คน ที่รอต้อนรับอยู่ด้านหน้า ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยบริเวณห้องรับรองพิเศษ ที่มีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 100 นาย ดูแลรักษาความปลอดภัย สำหรับบุคคลสำคัญที่เดินทางมารับประกอบด้วย คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พร้อมด้วยบุตรทั้ง 3 คน น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริเดช นายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ อดีต รมช.มหาดไทย จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางมาเป็นประธานในการคัดเลือกเยาวชนไปดูฟุตบอลทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่เมืองทองธานี เวลา 17.00 น.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, March 31, 2008
ทักษิณ ระรื่นลูกหาบแห่รับกลับไทย [31 มี.ค. 51 - 03:41]
‘อำนาจ’ ไม่ใช่ ‘ธรรม’
เพราะความมืดบอดของผู้ “เหลิงอำนาจ” และเข้าใจผิดว่า “อำนาจคือธรรม” นี่เอง...บุคคลที่เป็น “นักการเมือง” หรือ “นักเลือกตั้ง” ทั้งหลาย เมื่อได้อำนาจ เมื่อได้เสียงข้างมากเข้ามาจัดตั้ง “รัฐบาล”…ทว่า ชุดแล้วชุดเล่าและชุดแล้วชุดเล่า ก็เปรียบได้เสมือน “ไม้ล้มลุก”???!!
ล้มลุกเพราะใช้อำนาจอย่าง “ไม่เป็นธรรม” จึงทำให้ต้อง “แพ้ภัยอำนาจ”
ไม่ว่ารัฐบาลที่เปี่ยมพลังอำนาจเช่นยุค“จอมพลแปลก พิบูลสงคราม”...ไม่ว่ารัฐบาลยุค “จอมพลถนอม กิตติขจร”...ไม่ว่ารัฐบาล “นายธานินทร์ กรัยวิเชียร” ยุค 16 ตุลาคม 2519เมื่อพลิกอดีตใกล้เข้ามา...ก็รัฐบาล “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” ยุค “พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ”...ผ่านเลยมาถึงยุค “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” ซึ่งมีอำนาจล้นฟ้าจาก “ฐานหนุน” ของสามเหล่าทัพและกรมตำรวจ?!!!ทว่า ยืนไม่ได้...ไม่สามารถต้านพลังประชาชน?!!!เช่นเดียวกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีเสียงประชาชนท่วมท้นในรัฐบาลยุค “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” และมี “กองทัพ” เป็นฐานเหนียวแน่นเข้มแข็งแต่ก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้อีกเช่นกัน...เพราะผลพวงจากการ “ใช้อำนาจ” เกินพิกัด...ใช่หรือไม่??!ตกถึงวันนี้ วันที่ “นายสมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรีจากพลังประชาชน ซึ่งประกาศเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550
ซึ่งก่อนหน้านี้ คนหลากหลายได้ประณามก่นด่าว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “อัปยศ” เพราะได้มาจากผลพวงของเผด็จการ 19 กันยายน 2549นายสมัครประกาศเดินหน้า โดยไม่จำเป็นต้องใช้ประชาพิจารณ์!!!โดยเฉพาะความจำเป็นที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพียงมาตราเดียว คือ มาตรา 237 ซึ่งมีปัญหาโดยเฉพาะในวรรค 2 ที่ระบุว่า...หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น...หรือปล่อยปละละเลย
หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไข เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม…ให้ “ถือว่า” พรรคการเมืองนั้น กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่ง “อำนาจในการปกครองประเทศ”?!!โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ!!!ชัดเจนในประเด็นที่ 6 พรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ได้เร่งมือเพื่อแก้ไขในมาตราดังกล่าว โดยเฉพาะคำว่า...“ถือว่า” พรรคการเมืองนั้น กระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ
จิตเจตนาก็คือให้ตัดคำนี้ออกไป เพราะไม่ให้การกระทำหรือพฤติกรรมบุคคล ไปเกี่ยวข้องผูกพันกับพรรคการเมืองต้นสังกัดของ “นักการเมืองที่มีปัญหา”?!ซึ่งวันนี้ “นักการเมือง” สังกัดพรรคใดที่เผชิญปัญหาสาหัส และอยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้งและศาลฎีกาฯ เราต่างก็รู้แจ้งแทงตลอด??!!นี่แหละ “อำนาจ”...เป็นอำนาจที่ไม่ใช่ “ธรรม” ขององค์รวมประเทศชาติและประชาชน?!
แมงวันกินเมือง
โอดครวญกันเหลือหลาย..เสรีภาพของสื่อประเทศไทย..จะต้องได้รับการปกปักรักษา..แบ่งแยกกันเสร็จสรรพ..รัฐจะใช้สื่อหรือควบคุมสื่อไม่ได้แต่สื่อเองกลับมีเสรีภาพอย่างมากมายในการ..ให้ข้อมูลข่าวสาร ทั้งๆ ที่มีต้นตอและไร้ต้นตอในเรื่องอะไรก็ได้..
เหลือบแลไปทั้งโลก..เสรีภาพของสื่อไทย..ประกวดกับใครก็ได้ในโลก ในเรื่องฤทธิ์เดชและอำนาจมาเลเซียและสิงคโปร์นั้นไม่ต้องถาม..หากเอากฎหมายคุมสื่อของเขามาใช้ในประเทศไทย..จะไม่มีเหลือแม้แต่ฉบับเดียวปะหน้านักการเมืองข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ถึงประธานองคมนตรี..คำถามของนักข่าว คือ เรื่องราวของการทะเลาะวิวาทและจัดฉากให้ตบตีกันถามประธานองคมนตรีเรื่องปฏิวัติ..เป็นคำถามโง่ๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้วล่วงหน้า..เพราะตอบได้ทางเดียว อาการส่ายหน้าอย่างสำลักอารมณ์และปิดปากของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์..เป็นเรื่องน่าเห็นใจ..
นักหนังสือพิมพ์ไทยที่ไปประกาศกับชาวโลกว่า ใช้เงินไป 400 ล้านเพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง..มันก็คงมีอยู่แห่งเดียวในโลก..และเมื่อการปฏิวัติจบสิ้นลงไป รัฐบาลใหม่เกิดขึ้นมาก็เริ่มก่อหวอดจะล้มกันอีก พร้อมทั้งประกาศเปิดตัวระดมทุนอย่างนี้ไม่มีในโลก แต่มีในประเทศไทยที่อียิปต์..ไม่กี่วันที่แล้ว..อิบราฮิม อีสซา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์อัล-ดุสตูร์ แค่ลงข่าวว่า..ประธานาธิบดี ฮอสนี่ บูมารัค ป่วย..ประธานาธิบดีปฏิเสธ..และฟ้องศาล..บรรณาธิการโดนพิพากษาติดคุก 6 เดือน..ข้อหา..ตีพิมพ์ข้อมูลอันเป็นเท็จ เป็นการทำลายผลประโยชน์รัฐและเสถียรภาพของประเทศ..
เรื่องแบบนี้ในประเทศไทย..แค่แจ้งความตำรวจยังไม่รับ..เขียนขึ้นมาเพื่อที่จะบอกว่า..เสรีภาพในการนำเสนอข่าวและความเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น เป็นเสรีภาพแห่งการรับรู้ของประชาชนนั้นก็ใช่..แต่การสร้างข่าวขึ้นมาเองเพื่อใส่ไคล้ใส่ร้าย เพื่อปลุกระดมประชาชนให้บ้าคลั่งหรือจ่ายตังค์ เพื่อสร้างม็อบมาฟังแล้วนำเดินขบวนนั้น..หากใครๆ ก็ทำได้แล้วประเทศจะจมอยู่ในความวุ่นวายและพังพินาศในที่สุด
‘หมัก’ โอ๋กองทัพ
ปฏิวัติ! ใครที่พูดคำๆ นี้...ได้ หากไม่มีข้อมูลหลักฐานมายืนยันชัดแจ้งแล้ว
ต้องถือว่ามัน “สุ่มเสี่ยง” เอามากๆแต่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก็โพล่งคำๆ นี้ออกมาจนได้“มีคนยังไม่เลิก ยังวิ่งเต้นกันอยู่ ยังนัดประชุมกันอยู่ ยังคิดว่าปฏิวัติกันได้อยู่ แต่ไม่วิตกทุกข์ร้อน เขาคิดว่ายังมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ เขาก็คิดทำกัน แต่มันก็ไม่มีเหตุผล ผมถึงไม่ประเมิน ใครเป็นคนทำก็น่าจะอายบ้าง”นายสมัคร ให้สัมภาษณ์นักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 มี.ค.แถมยังบอกด้วยซ้ำว่า...ได้รับทราบจากเอกสารที่แทรกมากับเอกสารการประชุม
ครม. เป็นเอกสารที่เขียนด้วยลายมือ แจ้งเตือนว่ามีขบวนการจ้องล้มล้างและทำลายรัฐบาลจริงๆโดยมั่นใจว่า...ยังมีขบวนการที่คอยล้มล้างรัฐบาลอยู่ ไม่เพียงเท่านั้น นายสมัคร ยังชี้ด้วยว่า...“เหยื่อการเมือง” อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หมดไปแล้ว เหลือแต่ตัวเขาที่เป็น “เหยื่อแห้ง” และ “ไม่มีราคา”ก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว (27 มี.ค.) ก็มีนักข่าวบางคนหยิบคำว่า ปฏิวัติ ไปถามยัดใส่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ รุ่นที่ 8 ณ สโมสรทหารบก
ไม่ใช่ใครที่ไหน วาสนา นาน่วม เจ้าของหนังสือ “ลับ ลวง พราง” นั่นเองเธอยิงคำถาม “แทงใจดำ” ว่า...หลายคนสงสัยว่าท่าน (พล.อ.เปรม) อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ?เท่านั้นเอง พล.อ.เปรม ก็หยุดเดิน ก่อนจะหันมาตอบด้วยอารมณ์เซ็งๆ ว่า...“พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่เคยทำ”เมื่อถูกกระหน่ำด้วยคำถามและคนถามเดิมๆ พล.อ.เปรม ก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า...“คุณวาสนา คุณต้องรู้ว่าผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างนั้น ทุกคนต้องรู้อย่างนั้น ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ”
ทำไม...สถานการณ์อย่างนี้ จึงมีคนหยิบเอาคำว่า ปฏิวัติ! ออกมาพูด???
ต้องการสร้างราคาให้กับตัวเอง หรือเพราะต้องการโปรโมตหนังสือ!!!
ถ้าเป็นจริง ก็ต้องบอกว่า...คนที่เปิดประเด็นเรื่องปฏิวัติได้ประโยชน์เต็มๆ แต่ประเทศชาติเสียหายอย่างมากมายไม่เพียงภาพลักษณ์และความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ แม้แต่ระบบเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ก็พลอยเสียหายไปด้วย การที่ “คนต้นทุนต่ำ” แถมยังเป็น “เหยื่อแห้ง” อย่าง นายสมัคร ได้ออกมาตอกย้ำถึงความพยายามของคนบางกลุ่ม ที่ยังหวังจะเดินหน้า ปฏิวัติ! นั้นเขากำลังคิดอะไร???สิ่งที่ได้มันคุ้มเสียหรือไม่???
ก็ต้องบอกว่า...ถ้าไม่คุ้ม แล้วจะออกมาพูดทำไมกัน!!!หากยังจำกันได้ เป็น “บางกอกทูเดย์” ที่ย้ำมาตลอดว่า...มีความพยายามจากใครบางคน ที่ต้องการจะเปลี่ยนตัว นายกรัฐมนตรีด้วยเหตุผล...มิอาจจะสั่งการใดๆ ได้“มันพูดไม่รู้เรื่อง...มันไม่ฟังใครอีกแล้ว” คือ คำยืนยันจากคนในเครือข่าย ที่ยืนยันกับ “บางกอกทูเดย์” ว่า...มีประโยคนี้เกิดขึ้นจริงๆไม่เพียงแค่นั้น ร่องรอยความคิดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ระหว่าง...นายสมัคร กับ พรรคพลังประชาชน ก็บ่งบอกถึงนัยสำคัญอะไรบางอย่าง บนเส้นแบ่ง
ความเป็น “เอกภาพ” ระหว่างกันได้ดีทีเดียว“คนเสื่อผืนหมอนใบ” อย่าง...นายสมัคร ที่ถือว่า...“ฟลุค” เมื่อถูกเลือกให้เป็น...หัวหน้าพรรคพลังประชาชน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า...จะทำอะไรตามใจชอบโดยไม่ฟังเสียงจากพรรคฯ หรือใครบางคนได้เมื่อ นายสมัคร มีความเป็น “ปัจเจกบุคคล” สูงขนาดนั้น ก็ไม่แปลกหรอก ถ้าใครบางคนที่ว่า...วางแผนคิดจะเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีทางเดียวที่จะสร้าง “เกราะ” ป้องกันตัวอย่างเข้มแข็งและมั่นคง ก็คือ...ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพ
คนอย่าง นายสมัคร ไม่ใช่ “แก่เฟอะฟะ” แต่เป็น “แก่เก๋า” รู้ว่าจะต้องทำอะไร? ช่วงไหน?อย่าลืมว่า...นายสมัคร คนนี้ คือ ผู้ที่ “ล้ม” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เจ้าของเดิมในพื้นที่เขตดุสิต (พื้นที่ทหาร) ในการเลือกตั้ง ส.ส. ในอดีต และยึดพื้นที่ทหารเป็นเขตเลือกตั้งของตัวเอง นับแต่นั้นมาตลอดนั่นก็แสดงว่า...นายสมัครกับทหารและครอบครัวของทหาร ผูกพัน...แน่นเหนียวกันขนาดไหนประวัติศาสตร์ (เมื่อปี 2325 หรือกว่า 225 ปีที่ผ่านมา) นับแต่มีตำแหน่ง…สมุหพระ
กลาโหมและเสนาบดีกระทรวงกลาโหม กระทั่ง เปลี่ยนชื่อมาเป็น รมว.กลาโหม เมื่อคราวการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 นั้นมีเพียงพลเรือน 3 ราย ที่ได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้คนแรก เมื่อปี 2519...ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีควบ รมว.กลาโหม แต่เป็นได้แค่ 40 วัน ก็ถูก พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ทำการยึดอำนาจ คนที่ 2 เมื่อปี 2540…นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีควบ รมว.กลาโหม แต่เพราะมีบทเรียนในอดีต ทำให้นายชวนเลือก นายทหาร “คีย์แมน” มาช่วยงาน
กอปรกับภาพลักษณ์ของทหารหลังเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ไม่ค่อยดีนัก
นายชวนจึงอยู่รอดปลอดภัย มาจนถึงสิ้นสุดอายุขัยของรัฐบาล ช่วงต้นปี 2544
นายสมัคร ก็คือพลเรือนคนที่ 3 ที่ครอบครองเก้าอี้ตัวนี้ ภายใต้ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดและการกระทำของผู้คนในสังคมที่ค่อนข้างรุนแรง และอิทธิพลของทหารภายหลังการปฏิวัติรัฐประหาร “19 กันยายน” ยังคงดำรงอยู่อย่างเข้มข้น
นายสมัคร รู้ “จุดอ่อน” ของกองทัพ ดีว่า...พวกเขาจำเป็นจะต้องได้รับจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ในอัตราที่สูงกว่า 1.5% ของจีดีพี เพื่อนำเงินไป...จัดซื้อ จัดหา และจัดสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อการปกป้องประเทศชาติเพราะสิ่งนี้ คือ ภารกิจหลักของทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทุกนายแผนการเอาใจทหาร ด้วยการเพิ่มงบประมาณแผ่นดินให้กับกระทรวงกลาโหม กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
กอปรกับ...เป็นนายสมัครเอง ที่มักจะหอบหิ้วเอา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และอดีตผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. ไปไหนต่อไหน ทุกครั้งของการเยือนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น...ลาว กัมพูชา พม่า สิงคโปร์ และล่าสุด อินโดนีเซียกระทั่ง มีการกระเซ้ากันว่า...เพราะนายสมัครกลัว พล.อ.อนุพงษ์ จะทำการปฏิวัติ จึงต้องหอบหิ้วกันไป แทนที่จะเป็น...พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สูงสุด หรือ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม
ทั้งหลายทั้งปวงนั้น คือ ความ “เก๋า” ที่ฝังอยู่ในตัวของนายสมัครผู้ที่รู้ว่า...ควรจะทำอะไร? ในช่วงเวลาใด?การออกมาพูดเรื่อง ปฏิวัติ! ก็เพื่อจะหาเหตุผลเพิ่มงบประมาณให้กับกระทรวงกลาโหม ซึ่งนอกจากจะช่วยลบ “จุดอ่อน” ของกองทัพแล้ว ยังจะสร้างราคาให้กับตัวคนพูด เพื่อต่อรองอำนาจกับใครบางคน ได้เป็นอย่างดีอีกด้วยนี่คือ “ต้นตอ” แท้จริง ของที่มาการโพล่งคำว่าปฏิวัติ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา!!!
‘เฉลิม'เย้ยพันธมิตรฯเหลือแต่กาก-ขู่แจ้งจับ‘สนธิ'หากหมิ่นประมาท
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่า จบไปแล้วตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขนแทบตาย ได้ประมาณ 5,000 คน เขายังคิดว่า จะได้ 10,000 คน มีมาแค่นั้น ไหนบอกจะมีสัมมนาทางวิชาการ แต่ในการขึ้นเวที มีแต่ด่าเขากับ นายสมัคร สุนทรเวศ นายกฯ เพียงอย่างเดียว
"อาจารย์ที่ขึ้นไปพูด มียศถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์ นำหน้า แต่พูดจาด่าว่าคน ไอ้-อี-มึง-กู ซึ่งน่าเกลียด" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตร จะมีความรุนแรงขึ้นหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ประชาชนไม่เอาด้วย พันธมิตรฯวันนี้ ถ้าเป็นมะพร้าวคั้นไม่มีกะทิแล้ว เหลือแต่กาก ไหนว่าจะเคาะเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่เห็นพูด
"พันธมิตรฯบอกใช่ไหมว่า อย่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แล้วการที่พันธมิตรฯตั้งกรรมการขึ้นมา 1 ชุด แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือเปล่า ผมไม่อยากพูด ไม่อยากคิดอะไรกับพันธมิตรฯ เตรียมอัดเทปดูตลอด โดยเฉพาะนายสนธิ ลิ้มทองกุล พูดที่ไหนว่า หมิ่นประมาท แจ้งจับทันที มีโอกาสฟ้อง มีโอกาสจับ แล้วจะเอาหลักฐานไปให้ทนายความคู่คดีของนายสนธิ ที่ศาลจ.เชียงราย มีเงื่อนไขให้นายสนธิ ประกันตัวออกมา ตารางติดคุก ถ้าไม่หยุดก็ติดคุก เรียบร้อย ตายในคุก แล้วไปพูดไม่อายตัวเองบ้างเหรอ ไปพูดว่า ทำเพื่อบ้านเมือง แต่ 3 คดีที่ศาลสั่งจำคุกแล้ว 5 ปี 9 เดือน พันธมิตรฯหมดแล้วจบ"ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
จาก hi-thaksin
เผย 'ทักษิณ' เจรจา 2 นักธุรกิจใหญ่หวังช่วย ศก.ไทย
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีภารกิจในการต้อนรับนักลงทุน 2 รายใหญ่ที่ได้เชิญชวนมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น เพราะจะเป็นการลงทุนในระยะยาว ซึ่งนักลงทุนรายแรกนั้นมีความเชี่ยวชาญ ด้านไบโอดีเซลและเอสทานอล ส่วนอีกรายมีทรัพย์สินติด 1 ใน 10 ของโลก ทั้งนี้การเชิญนักลงทุนดังกล่าวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือการเมืองแต่อย่างใด แต่เป็นการเชิญในฐานะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่ต้องการอยากจะช่วยพัฒนาประเทศไทย นายพงษ์เทพ กล่าวต่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่ในประเทศไทยระยะหนึ่ง และจะขออนุญาตศาล เพื่อเดินทางไปต่างประเทศแถบเอเชียเป็นช่วง ๆ โดยวันที่ 11 เม.ย.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปทำบุญกระดูกที่ จ.เชียงใหม่ นอกจากนี้จะเดินทางไปทำภารกิจส่วนตัวที่จังหวัดอื่น ๆ บ้าง.
วันนี้ (30 มี.ค.) นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเดินทางกลับมายังประเทศไทยในของ พ.ต.ท.ทักษิณ วันนี้ ไม่ใช่มาเพื่อต่อสู้คดี เพราะเนื่องจาก มีทนายความเป็นผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว โดย พ.ต.ท.ทักษิณ มีภารกิจจะเดินทางมาร่วมงาน ของมูลนิธิไทยคม ในการคัดเลือก นักฟุตบอลเยาวชนไทยเพื่อเข้าร่วมกับสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 
'สมัคร'ลงนามข้อตกลงร่วมเดินรถไฟไทย-ลาววันนี้
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมประชุมสุดยอด 6 ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 ณ นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในหัวข้อ'การพัฒนาเชื่อมโยงโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐาน' นายสมัคร จะร่วมประชุมร่วมกับ 6 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียนาม และยูนานของจีน ในโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS SUMMIT มีกำหนดการ 2 วัน โดยวันนี้ นายกฯจะหารือทวิภาคีกับนายเหวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีน ก่อนจะร่วมเป็นสักขีพยาน ในการลงนามข้อตกลง 2 ฉบับ ได้แก่ บันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา แลกเปลี่ยนสิทธิการเจรจา ระหว่างประเทศ และความตกลงว่าด้วยการเดินรถไฟร่วมกันระหว่างไทย-ลาว ส่วนวันพรุ่งนี้จะเข้าร่วมประชุม GMS SUMMIT โดยมีหัวข้อหลัก คือ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง ด้วยการพัฒนาเชื่อมโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนเดินทางายสมัคร ออกรายการสนทนาประสาสมัคร โดยถือโอกาสแจงกรณีเดินตลาด เช้าระหว่างเยือนประเทศต่าง ๆ ที่ผ่านมาว่า เป็นการศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจพื้นฐานและใช้เวลาว่างจากภารกิจ ไม่กระทบกับการทำงาน
'สมัคร'เดินทางประชุมสุดยอด 6 ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา แลกเปลี่ยนสิทธิการเจรจาระหว่างประเทศ และความตกลงว่าด้วยการเดินรถไฟร่วมกันระหว่างไทย-ลาว
‘ทักษิณ'เปิดใจหลังกลับไทย-เผยซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณ
เมื่อเวลา 18.30 น. ที่ห้องฟีนิกซ์ อิมแพค เมืองทองธานี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการซื้อ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ นักฟุตบอลจากสโมสรทอตแนม ฮอตสเปอร์สว่า ยังไม่มีความคืบหน้า เรื่องนี้ต้องไปถาม สเวน โกรัน อีริคสัน ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้
เมื่อถามถึงระยะเวลาในการอยู่ประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า 2 สัปดาห์ เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะเป็นการเดินทางแบบไปๆมาๆใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนต้องไปเป็นผู้บรรยายหลักที่ดูไบ จัดโดยบิสสิเนส วีค เมื่อถามถึงกรณีที่มาเตรียมต้อนรับนักลงทุนรายใหญ่จากต่างประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า จะเป็นการหารือเรื่องเหล็กและเรื่องไบโอดีเซล เมื่อถามว่าได้คุยไว้นานหรือยัง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่ ตนเป็นผู้ชวนมาลงทุนเอง ส่วนเม็ดเงินที่คาดว่าจะนำมาลงทุนในไทยนั้นยังตอบไม่ได้ แต่เขาเป็นเศรษฐีระดับโลก
เมื่อถามว่ามีข่าวจะเดินทางไปภาคอีสานกำหนดวันเวลาหรือยัง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตอนนี้ถ้าจะเดินทางไปไหนก็ไปทำบุญ ไม่มีอะไร เมื่อถามว่าวันที่ 11 เม.ย. จะเดินทางไปเชียงใหม่แน่นอนใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไปทำบุญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากเสร็จพิธีบรรดาแฟนคลับทักษิณ ซึ่งติดตามการเดินทางกลับตั้งแต่สนามบินจนถึงอิมแพคเมืองทองธานี้นั้น ทักษิณ ได้หยุดทักทายแจกรายเซ็นต์ ซึ่งนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กล่าวกับบรรดาแฟนคลับว่า โอกาสหน้าจะจัดคอฟฟี่เบรกให้กับแฟนคลับ ส่วนการคุ้มกันอดีตนายกนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 100 นายกระจายการคุ้มกันทักษิณ และคนในครอบครัวอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงการเดินทางนั้น ได้มีรถนำขบวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหลายสิบคันตามประกบ ทั้งนี้อดีตนายกฯมีกำหนดการรับประทานอาหารเย็นพร้อมครอบครัวที่โรงแรมโอเรียลเตล ส่วนสถานที่พักผ่อนนั้นมีรายงานว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะพักที่บ้านจันทร์ส่องหล้า
ส่วนบรรยากาศการมาเป็นประธานในพิธีปิดโครงการเด็กไทยคมไปแมนฯซิตี้ ณ ห้องฟีนิกซ์ อิมแพค เมืองทองธานี โดยเยาวชนไทย 123 คนที่เข้าวโครงการและผ่านการคัดเลือกไปแมนฯซิตี้15คนเพื่อฝึกซ้อมกับสโมสรแมนฯซิตี้ระหว่างวันที่22เม.ย.-1พ.ค.นั้น พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวปิดงานว่า วันนี้เป็นครั้งแรกที่มาทำงานเกี่ยวกับสาธารณกุศลหลังจากตกงานเกือบสองปี หลังจากที่ตนซื้อสโมสรแมนฯซิตี้แล้ว ตนก็นึกถึงมูลนิธิและอยากให้ทั้งสองอย่างนี้ทำงานร่วมกัน ตนก็คิดถึงเยาวชนไทยที่มีใจรักกีฬา เพราะกีฬาคือหัวใจสำคัญของสุขภาพกายและจิต เมื่อเราอยู่ในการแข่งขัน การเคารพกฎกติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยคือสิ่งสำคัญและเป็นหัวใจของทุกด้าน กีฬาจึงเป็นสิ่งปลูกฝังที่ดีที่สุด เพราะทำให้คนเป็นคนดี มีวินัย ทำงานเป็นทีมได้
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ตนและครอบครัวที่ตั้งมูลนิธินี้ก็เพราะด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จมาเปิดสถานีไทยคม และสมเด็จพระเทพพระรัตราชสุดาฯ เสด็จทอดพระเนตรการปล่อยดาวเทียมไทยคม1 ที่เฟรนซ์เกียนาฯ และมูลนิธิก็ได้ทำงานการกุศลครั้งแรกคือการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเพื่อเยาวชนและพยายามทำทุกอย่างด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และจะทำทุกอย่างถวายเจ้านายทุกพระองค์ และมูลนิธินี้จะช่วยงานสาธารณกุศลให้สังคมไทยในทุกด้านต่อไป
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ตอนที่ตนอยู่อังกฤษได้ไปอิมพีเรียลคอลเลจและพบศาตราจารย์คนหนึ่งที่เก่งด้านสื่อสารโทรคมนาคม ที่ทำไมโครชิพไปฝังหลังหูเพื่อให้คนหูหนวกได้ยิน และยังช่วยคนตาบอดมองเห็นได้โดยทำเรตินาเทียม ตนจึงเชิญมาบรรรยายในไทยเพื่อช่วยเหลือคนไทย ฉะนั้นการเดินทางไปต่างประเทศหากไปเฉยๆมันก็ไม่ได้อะไร แต่หากไปเรียนรู้และเห็นอะไรมากมายนั้นมันจะเป็นประโยชน์ เพราะโลกข้างหน้าแข่งขันด้วยปัญญาที่ต้องกล้าคิดกล้าทำกล้าแสดงออกตนขอให้เยาวชนที่ไม่ได้ไปแมนฯซิตี้เอาประสบการณ์ตรงนี้ไปใช้ในการดำรงชีวิต เพราะเรามีประสบการณ์แล้วก็ได้เปรียบคนอื่น เพราะประสบการณ์ทุกอย่าง ไม่ว่าโง่ ฉลาด ดี เลว มันให้ประโยชน์กับตัวเราในการพัฒนาตัวเอง เพราะปัญญาต้องสู้ด้วยปัญญา
จาก hi-thaksin
‘ทักษิณ'ถึงไทยแล้วท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น
วันนี้ (30 มีนาคม) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 15.55 น. ที่ผ่านมา โดยมีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พร้อมบุตรชาย และบุตรสาว เดินทางมารอรับ พร้อมด้วยบุคคลใกล้ชิด อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุรชัย เบ้าจรรยาสมาชิกพรรคพลังประชาชน และ นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ท่ามกลางสื่อมวลชนทั้งไทย และต่างประเทศ ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ก่อนการเดินทางมาถึงของ พ.ต.ท.ทักษิณ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสถานีตำรวจภูธรราชาเทวะ จังหวัดสมุทรปราการ ได้กระจายกำลังเข้าประจำจุดจัดการจราจรภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และมีการปิดการจราจร บริเวณหน้าห้องรับรองพิเศษ เพื่อเตรียมรักษาความปลอดภัย ขณะที่ตำรวจชุดปราบจลาจล จำนวน 100 นาย ที่เตรียมกำลังอยู่ที่อาคารดับเพลิงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ทยอยกำลังมายังด้านหน้าห้องรับรองพิเศษ จุดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินออกจากอาคารเพื่อขึ้นรถยนต์
ขณะเดียวกัน ได้มีกลุ่มแฟนคลับของ พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 30 คน เดินทางมารอรับอดีตนายกฯ ที่ด้านหน้าห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรรภูมิ ซึ่งส่วนใหญ่จะสวมเสื้อที่มีข้อความว่า "นายกในดวงใจพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" และมีการเตรียมดอกกุหลาบมามอบให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งกลุ่มแฟนคลับดังกล่าวเป็นกลุ่มที่เคยเดินทางมาส่ง พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อตอนที่เดินทางไปที่ประเทศอังกฤษ โดยภารกิจแรกในการเดินทางกลับประเทศไทย คือการไปแถลงข่าวกับมูลนิธิไทยคม ที่ฟีนิกซ์ธันเดอร์โดม ในช่วงเย็นวันนี้
จาก hi-thaksin






