WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, March 31, 2008

การชุมนุมของพันธมิตร ทำให้บรรยากาศเผชิญหน้าทางการเมืองกลับมาอีก

หลังจากที่ประชาชนจำนวนมาก เริ่มรู้สึกผ่อนคลายกับการเมืองไทย หลังเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม ปีที่แล้ว และรู้สึกสบายใจที่การเมืองไทย กลับคืนมาสู่เส้นทางปกติเสียที แต่การชุมนุมของพันธมิตรเมื่อวานนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่าสถานการณ์สู้รบทางการเมืองกลับมาอีกครั้งหนึ่ง การต่อสู้ทางการเมืองเริ่มขึ้นอีกแล้ว และบรรยากาศการเผชิญหน้าจะกลับมาอีกครั้ง เหมือนกับการหมุนกลับไปเหมือนปีที่ผ่านมาอย่างไงอย่างงั้น

แต่สิ่งที่ผมมั่นใจครั้งนี้คือ การเผชิญหน้าจะถึงขั้นแตกหัก ไม่มีใครยอมใครอีกแล้ว และอารมณ์ของประชาชนได้ขึ้นถึงขีดสุดแล้ว ความอดทนของประชาชนได้มาถึงจุดที่ขีดสุดแล้ว

สิ่งที่ประชาชนคนรากหญ้า เคยหวังว่าชีวิตจะกลับคืนสู่ภาวะปกติสุข ทำมาหากินเหมือนเดิม หลังมีการเลือกตั้ง ได้รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งแล้ว ความหวังนี้ได้สูญสลายไปแล้ว ทันทีที่พวกพันธมิตรเริ่มจุดไฟสงครามกลางเมืองขึ้นอีกครั้ง หากพวกพันธมิตรนี้ยังอยู่ เมืองไทยจะไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป คนจำนวนมากคิดอย่างนี้จริงๆ และเริ่มหมดความอดทน

อารมณ์ของประชาชนครั้งนี้ จะไม่ยอมทนอีกต่อไปแล้ว พร้อมแตกหักและนองเลือดทันที การยอมถอย ยอมอดกลั้น ในช่วงที่ผ่านมา แต่ฝ่ายตรงข้ามยังเล่นไม่เลิก ยังไม่ยอมหยุด ยังไม่ยอมจบ ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลขณะนี้ หรือเรียกว่า ฝ่ายสนับสนุนทักษิณ เริ่มทนไม่ได้ แล้ว

ผมสังหรณ์ใจ และค่อนข้างเชื่อมั่นว่า จะมีการตลุมบอลหมู่เกิดขึ้นแน่นอน และรัฐบาลจะไม่สามารถควบคุมได้ด้วย แม้ทหารจะทำรัฐประหารอีกครั้ง ก็จะไม่สามารถปกครองบ้านเมืองได้อย่างแน่นอน หากจะปกครองต่อไป ก็จะต้องอยู่กันแบบพม่า

หากเลือกตั้งอีกครั้ง มันก็วนเข้าสู่รอบเดิม คือพรรคของคนรากหญ้าชนะ และพวกศักดินา และคนใต้ ไม่ยอมจบ ลงมาเล่นการเมืองข้างถนนอีก เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง

หากมีการชุมนุมอีกครั้ง ผมเชื่อว่าอาจจะมีการปาระเบิดเข้าไปแบบกลุ่มกระทิงแดงสมัยก่อนแน่นอน หรือไม่อย่างนั้น ม็อบอีกฝั่งหนึ่งวิ่งเข้าไปตะลุมบอลประชาทัณฑ์กันเกิดขึ้น

ความขัดแย้งครั้งนี้รุนแรงและฝังรากลึกกว่าที่หลายคนคิด และไม่ว่าจะใช้กลอุบายอย่างไร ก็ไม่สามารถเปลี่ยนคะแนนเสียงของประชาชนได้ เพราะประชาชนได้เลือกข้างไปเรียบร้อยแล้ว การขัดแย้งรอบใหม่นี้ไม่เกี่ยวกับทักษิณแล้ว แม้จะโยงอย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องแล้ว เพราะทักษิณไม่ได้เป็นนายกฯแล้ว ไม่ได้อยู่ในวงการเมืองแล้ว การต่อต้านระบอบการเมืองขณะนี้ คือ การต่อต้านเสียงของคนรากหญ้าโดยตรง

แต่การจะกัน "คนที่นิยมทักษิณ" ไม่ให้เลือกพรรคประชาชน และกำจัด "กลุ่มทางการเมืองกลุ่มใหญ่นี้" ออกจากเมืองไทย มันทำไม่ได้ เพราะต้องสังหารคนทิ้งกว่าค่อนประเทศ มันก็เหมือนกับจะกำจัดคนที่นิยมพรรคประชาธิปัตย์ออกไปจากประเทศไทยได้อย่างไรนั่นแหละ คำตอบอันเดียวกัน

ผมเองก็หมดความอดทนกับความคิดพยายามสมานฉันท์เสียแล้ว ไม่ตายกันไปข้างหนึ่งเหมือนสงครามกลางเมืองในหลายประเทศ มันก็ไม่มีทางสงบลงไปได้ หาก นายสนธิ สุริยะใส และจำลอง ยังอยู่ บ้านเมืองไม่สงบสุขไปได้อย่างแน่นอน

ไม่ว่าคนที่นิยมพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ จะมาเบี่ยงเบนกระแหนะกระแหนม็อบที่ชุมนุมหน้าธรรมศาสตร์ตรงข้ามกับกลุ่มพันธมิตรอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ม็อบนี้ไม่ได้เป็นกลุ่มจัดตั้งจากพรรคการเมือง แต่เป็นประชาชนกลุ่มหัวรุนแรงที่เริ่มจะทนไม่ได้กับกลุ่มพันธมิตร และคนกลุ่มนี้ นักการเมืองก็สั่งไม่ได้ด้วย และหากมีการชุมนุมอีกครั้ง จะเกิดการเผชิญหน้า และชีวิตของคนหลายคนอาจสูญสิ้นไป พวกไฮโซที่เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตร อาจโดยรุมประชาทัณฑ์ได้

หากคิดจะเอาประเด็นนี้มาโจมตีรัฐบาล ใช้เป็นเงื่อนไขล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ผมคิดว่าม่มีประโยชน์หรอกครับ เพราะประชาชนเลือกข้างเรียบร้อยแล้ว สื่อจะโฆษณาอย่างไร โจมตีอย่างไร ประชาชนก็ยังแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอยู่เหมือนเดิม คนภาคใต้ คนชั้นกลางส่วนหนึ่งในเมืองใหญ่ ก็ได้เลือกพรรคประชาธิปัต์ไปแล้ว คนภาคเหนือ ภาคอีสาน และคนชั้นกลางอีกส่วนหนึ่ง ก็เข้าข้างพรรคพลังประชาชนไปแล้ว ทั้งสองฝ่ายนี้ไม่เปลี่ยนข้างอย่างแน่นอน

พื้นที่มวลชนได้แบ่งกันไปชัดเจนแล้ว ยากนักที่ใช้กลยุทธ์ เดิมๆ ที่ว่าหากมีการปะทะกันของม็อบ แล้วจะทำให้รัฐบาลล้ม ประชาชนจะต่อต้านรัฐบาล เพราะประชาชนเลือกข้างไปแล้ว คนที่ไม่เอา พรรคพลังประชาชน ก็จะต่อต้านรัฐบาล แต่คนที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน ก็จะเชียร์รัฐบาลอย่างเหนียวแน่น

คนที่ตายในม็อบครั้งนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะตายฟรีอย่างแน่นอน และผมเชื่อว่า ฝายพันธมิตรจะตายมากกว่า

เราต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า กลุ่มคนที่เชียร์ ปชป. และสนับสนุนพันธมิตร (แน่นอนคนที่เชียร์ พปช. จะไม่สนับสนุนพันธมิตรอยู่แล้ว) ส่วนใหญ่คือ คนชั้นกลางใน กทม. บางส่วนกับคนภาคใต้ คนชั้นกลางใน กทม. ที่เชียร์พันธมิตร จะเป็นพวกคนค่อนข้างมีฐานะดี เป็นพวกผู้ดีเก่าว่างั้นเถอะ ส่วนคนที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน จะเป็นคนอีสาน คนเหนือ และคนชั้นกลางบางส่วนใน กทม. รวมทั้งกุลุ่มคนยากจนในเมือง ต่างๆ

หากม็อบปะทะกัน ก็คือ สงครามระหว่าง คนรวยกับคนจน สงครามระหว่างไฮโซไฮซ้อ กับโลโซ

ผมไม่เชื่อว่า คนชั้นกลางคือคนรวย แต่งตัวดี ๆ ที่เข้าไปชุมนุมที่หอประชุมธรรมศาสตร์เมื่อวานนี้ จะกล้าปะทะกับคนจนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามธรรมศาสตร์ แต่หากพวกท่านชุมนุมอีกครั้ง ในพื้นที่เปิด เชื่อได้เลยว่ามีการตะลุมบอนกันแน่ เราอาจจะเห็น "คุณหญิงคุณนายพวกศักดินา โดนหนังสะติ๊กหัวแตก หรือโดนกระทืบแน่นอน"

ความอดทนของคนมีขีดจำกัด และผมจับกระแสได้แล้วว่าปรอทมันกำลังจะแตก

ผมเองเคยเป็นคนอารมณ์เย็น แต่ความรู้สึกว่า มันเล่นไม่เลิก เอาอีกแล้ว ทำให้ผมรู้สึกแล้วว่า เลือดไม่นองแผ่นดิน บ้านเมืองนี้ไม่สงบแน่

อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด หากจะยังเล่นกันไม่เลิก

----------------------------

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

นายกฯ จีนเชื่อมั่น สมัคร จะยกระดับความเป็นอยู่คนไทยให้ดีขึ้น


ลาว 30 มี.ค. -นายกฯ จีน เชื่อมั่นนายกรัฐมนตรีไทยจะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น พร้อมขอเรียนรู้ประสบการณ์การเป็นนักการเมือง และขอบคุณที่ไทยสนับสนุนการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกที่จีนเป็นเจ้าภาพ ขณะเดียวกัน เชิญ “สมัคร” เยือนจีนในเดือน พ.ค.นี้

“อณัญญา ตั้งใจตรง” ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย ที่ติดตามภารกิจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) ระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคม 2551 รายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ผู้นำประเทศสมาชิกจีเอ็มเอส และประธานเอดีบี ได้ประชุมร่วมกับภาคเอกชน โดยประเด็นที่หารือกัน คือ เรื่องความท้าทายในการค้าและการลงทุนภายในอนุภูมิภาคจีเอ็มเอส การดำเนินการตามความตกลงการขนส่งข้ามพรมแดน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในอนุภูมิภาคจีเอ็มเอส

นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า การให้ความช่วยเหลือของเอดีบี ที่มีต่อจีเอ็มเอส ทำให้ 6 ประเทศสามารถเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างกันได้ ซึ่งตนได้เสนอว่า นอกจากจะขนส่งสินค้ากันแล้ว ควรส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวระหว่างกันด้วย แต่การเดินทางระหว่างไทยและลาวที่มีจุดผ่านแดน 2 จุด ทำให้ต้องใช้ระยะเวลามากพอสมควร จึงเสนอให้มีจุดผ่านแดนร่วมกัน ซึ่งมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายที่ต้องแก้ไข อย่างไรก็ตาม การที่แม่น้ำโขงเส้นเดียวเชื่อมโยง 6 ประเทศเข้าด้วยกัน ถือเป็นความผูกพันที่จะต้องร่วมมือกันต่อไป

สำหรับการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 ในวันพรุ่งนี้ (31 มี.ค.) นายสมัคร กล่าวว่า ตนจะรายงานเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ 6 ประเทศ โดยจะเสนอให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง และจะให้ส่งเยาวชนของจีเอ็มเอส มาเรียนที่ กทม.ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.20 น. นายกรัฐมนตรีได้หารือกับนายเหวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นการพบกันครั้งแรก โดยผู้นำจีนได้แสดงความยินดีที่ได้รู้จักและยินดีกับการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร โดยเชื่อว่านายสมัครจะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น และไทยจะเดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่ไทยได้แสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีจีนได้รับการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 5 ปี อย่างไรก็ตาม ไทยแสดงความชื่นชมจีนที่สามารถคงมูลค่าค่าเงินได้ในอัตราที่เหมาะสม และทำให้มีเงินสำรองในประเทศจำนวนมาก

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจีนได้แสดงความชื่นชมนายสมัคร ที่เป็นนักการเมืองมานานและมีประสบการณ์ทางการเมืองมาก จึงขอเรียนรู้ประสบการณ์จากนายสมัครด้วย พร้อมย้ำถึงความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ที่ใกล้ชิดกันมานาน และคงมีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ขณะที่นายกรัฐมนตรีจีนแสดงความยินดีที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในเดือนกรกฎาคมนี้ นอกจากนี้ยังได้เชิญนายสมัคร เดินทางไปเยือนจีน ในเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมขอบคุณประเทศไทยที่ร่วมวิ่งคบเพลิงกีฬาโอลิมปิก ซึ่งคบเพลิงจะวิ่งผ่านไทยในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งไทยได้อำนวยความสะดวกและประสานงานเป็นอย่างดี นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีของไทยได้รับที่จะไปร่วมในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกที่จีนด้วย

ต่อมาเวลา 18.00 น.นายกรัฐมนตรีได้หารือกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมเปิดเผยว่า ได้หยิบยกการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกมาหารือ เนื่องจากกัมพูชาได้เสนอยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท แต่ยูเนสโกไม่เห็นด้วย และให้ขึ้นทะเบียนบริเวณโดยรอบ ดังนั้นจะมีการหารือร่วมกันในเร็ว ๆ นี้ โดยกัมพูชาจะส่งนายซก อัน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา มาหารือกับรัฐมนตรีไทย โดยการดำเนินการจะเป็นไปในลักษณะการจัดการร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมรับประทานอาหารค่ำที่นายกรัฐมนตรีลาวจัดขึ้น เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำจีเอ็มเอส โดยนายสมัครได้ใส่ชุดผ้าพื้นเมืองที่ทางการลาวจัดให้ โดยเป็นเสื้อผ้าไหมลาวสีน้ำเงินที่นายสมัครได้เลือกเอง. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-30 19:28:45



นายกฯ เสนอพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์ 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง


สปป.ลาว 30 มี.ค.-นายกฯ เสนอให้เอดีบีสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์ของ 3 ประเทศลุ่มน้ำโขง เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวระหว่างกัน ขณะเดียวกันผู้นำ 6 ประเทศจีเอ็มเอสได้ประชุมร่วมกับเยาวชน จีเอ็มเอสรับ 3 ข้อเสนอแนะจากเยาวชน

“อณัญญา ตั้งใจตรง” ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย ที่ติดตามภารกิจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอด กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) ระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคม 2551 รายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. นายสมัคร ได้หารือทวิภาคีกับนายฮารุฮิโกะ คูโรดะ ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) โดยนายกรัฐมนตรี ได้เสนอการพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์ของประเทศจีเอ็มเอส ทั้ง 6 ประเทศ ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันแล้วจะทำให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยแต่ละประเทศ จะเป็นจุดศูนย์กลางที่นักท่องเที่ยวสามารถเช่ารถยนต์ขับผ่านแต่ละประเทศได้สะดวกมากขึ้น

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังโรงแรมดอนจัน พาเลซ โดยมีนายบัวสอน บุบผาวัน นายกรัฐมนตรีลาว ให้การต้อนรับ เพื่อเข้าร่วมประชุมระหว่างผู้นำประเทศสมาชิกจีเอ็มเอส ประธานเอดีบี และเยาวชนจีเอ็มเอส ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกับผู้นำเยาวชนที่คัดเลือกจากทุกประเทศ ประเทศละ 6 คน ทั้งนี้ มีการสะท้อนมุมมองของเยาวชนที่มีต่อผู้นำจีเอ็มเอส นอกจากนี้ เยาวชนจะได้เดินทางสำรวจเส้นทางตามแนวพื้นที่ที่ประเทศจีเอ็มเอสจะกระทำร่วมกัน ใน 3 เส้นทาง คือ 1.แนวเขตพื้นที่จากเหนือถึงใต้ จากประเทศจีน ลาว มาไทย 2.แนวเขตพื้นที่จากตะวันออกไปยังตะวันตก คือ เวียดนาม ลาว ไทย และแนวเขตพื้นที่ใต้ คือ กัมพูชาเวียดนาม และลาว

ในโอกาสนี้ ผู้นำจีนได้รับสารจากเยาวชนจีเอ็มเอส ที่แสดงความขอบคุณในการดำเนินโครงการนี้ และเห็นว่า การที่เยาวชน 6 ประเทศสมาชิกจีเอ็มเอส ได้อยู่ร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งมีความคิดเห็นที่คล้ายคลึงกัน จึงมีข้อเสนอแนะถึงผู้นำจีเอ็มเอส 3 ข้อ คือ การเพิ่มความเชื่อมต่อระหว่างกัน โดยขอให้เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายคมนาคมระหว่างกันให้เข้มแข็งขึ้น สนับสนุนระบบการสื่อสารเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้เยาวชนสามารถเชื่อมโยงกันได้ง่าย การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก เพื่อให้เยาวชนพัฒนาทางการศึกษา มีการฝึกฝนทักษะต่างๆในตลาดแรงงาน ตลอดจนดูแลด้านสาธารณสุขให้เยาวชนและการเพิ่มจิตสำนึกในชุมชน โดยเฉพาะเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม สนับสนุนส่งเสริมค่านิยมทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ

ต่อมาผู้นำประเทศสมาชิกจีเอ็มเอส ได้กล่าวถ้อยแถลงสั้น ๆ ต่อเยาวชน โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ขอบคุณ เอดีบี ที่ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ ซึ่งจะช่วยพัฒนาเยาวชนในภูมิภาคให้มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้น และหวังว่าความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะมีมากขึ้น เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญและเชื่อว่า รัฐบาล 6 ประเทศ จะได้ประโยชน์จากเยาวชนเหล่านี้ที่จะเข้ามาทำงานแทนคนรุ่นเก่าต่อไป อย่างไรก็ตามใน กทม.มีมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ซึ่งแต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องส่งเยาวชนไปศึกษาที่ยุโรป หรืออเมริกา แต่สามารถส่งมาศึกษาในประเทศไทยได้ พร้อมกันนี้ ได้เสนอว่า ในภูมิภาคจีเอ็มเอส น่าจะมีภาษากลางที่ใช้ร่วมกัน และสามารถสื่อสารให้เกิดความเข้าใจได้ โดยขอให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-30 18:53:41



รีบโวยก่อนซ้ำรอยเดิม [31 มี.ค. 51 - 02:43]


ไม่ใช่รายการ “ชิมไปบ่นไป” ถึงจะพูดเล่นพูดหัวได้

โดยสถานะแล้วต้องยอมรับแรงตกกระทบสูงมาก กับคิวที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดประเด็นแหลมๆเสียวๆ

บอกได้รับเอกสารลับที่แทรกมากับเอกสารการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา

เขียนด้วยลายมือ แจ้งเตือนว่า มีขบวนการจ้องล้มล้างทำลายรัฐบาล มีการประชุมเพื่อวางแผนปฏิวัติอีก แต่ยังหาเหตุผลยึดอำนาจไม่ได้

และก็เป็นอะไรที่ฟังแล้วอดตื่นเต้นตามไม่ได้ โดยอาการตื่นตูมของนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน “ลุงหมัก” ก็เพิ่งเปิดข้อมูลข่าวกรองเสียวๆ มีความพยายามก่อเหตุร้ายในเขตรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1

เล่นเอาหูผึ่งไปตามๆกัน

และยิ่งระทึกกันไปใหญ่ เมื่อย้อนกลับไปปะติดปะต่อกับความเคลื่อนไหวของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตั้งวงหารือกับอดีตแกนนำ คมช.เป็นการเฉพาะกิจ หลังถูกรัฐบาลสั่งไล่บี้สอบงบฯลับของ คมช.

ถ้าจะโยงให้เข้าเค้ามันก็ผูกเป็นเรื่องเป็นราวได้

เช่นเดียวกัน ในอีกมุมหนึ่งมันก็คิดกันได้ ในลีลาเชี่ยวกรากของเซียนการเมืองอย่าง “ลุงหมัก” ก็ต้องคิดทุกวิถีทางในการที่จะฝ่าแรงเสียดทานทางการเมือง

เบี่ยงประเด็นยุบพรรค

เบนประเด็นรื้อรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีเป้าหมายใด การที่นายสมัครออกมาปูดข้อมูลแหลมๆเสียวๆเรื่องขบวนการวางแผนปฏิวัติ ตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสำคัญ

แสดงว่าอยู่ในสถานการณ์ได้เสีย

ยิ่งเทียบเคียงเหตุการณ์ ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนจะมีอันเป็นไป พันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” ก็เริ่มก่อตัวที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นัดกันวงแคบๆก่อนจะได้ปมขายหุ้นกลุ่มชินฯให้สิงคโปร์เป็นหัวเชื้อปลุกม็อบบานออกไปเต็มลานพระบรมรูปทรงม้า ย้ายมาสนามหลวง ก่อนยึดถนนราชดำเนิน ตะโกนไล่ “ทักษิณออกไป”

ก่อเงื่อนไข เร้าสถานการณ์จนรถถังวิ่งออกจาก ม.พัน 4 มาล้อมทำเนียบรัฐบาล

บทอวสาน “ทักษิณ” วันที่ 19 กันยายน 2549

และเหมือนประวัติศาสตร์จะรีรัน ย้อนเทปม้วนเดิมกลับมาฉายใหม่อีกรอบ

วันที่ 28 มีนาคม 2551 พันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” คนหน้าเดิม กลับไปยึดสถานที่เดิมหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปฏิบัติการเป้าหมายเดิมขับไล่เครือข่าย “ทักษิณ”

ได้หัวเชื้อปมรื้อรัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำ ส่งสัญญาณปลุกม็อบไล่รัฐบาล

สถานการณ์กำลังเดินเข้าล็อก

ย้อนรอยเกมโค่น “ทักษิณ”

ก็ไม่แปลกที่สิงห์เฒ่า เซียนเก๋าเกมอย่าง “ลุงหมัก” จะรีบออกมาตะโกนโวยวายดังๆว่ามีขบวนการวางแผนโค่นรัฐบาล แต่ยังหาเหตุอ้างยึดอำนาจไม่ได้

ชิงดักคอไว้ก่อน

แต่ถามว่า คิวรัฐประหารเอาเข้าจริง ใครจะใจถึงสั่งรถถังติดเครื่องออกมาวิ่งบนถนนได้ง่ายๆ

ในเมื่อประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อศึกษา ไม่ได้มีไว้ให้ซ้ำรอย

เมื่อครั้งอดีตนายกฯทักษิณพลาดเพราะชะล่าใจ บินออกนอกประเทศ เลยหลุดวงจรอำนาจ

นั่นก็น่าจะเป็นบทเรียนให้ “ลุงหมัก” หนีบเอา “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก บินไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนทุกทริป

เหนืออื่นใด เรื่องลับๆลึกๆ เบื้องหลังการปฏิวัติที่หน่อมแน้มสุดในประวัติศาสตร์ไทยก็ถูกนำมาถ่ายทอดไว้ในหนังสือ “ลับ ลวง พราง ปฏิวัติปราสาททราย” ที่หลายคนก็เสียวสันหลังว่า เป็นคู่มือเช็กบิล คมช.

อย่างน้อยก็มีตัวละคร ปะติดปะต่อเรื่องราวได้เข้าเค้า

คิดว่า “ลุงหมัก” จะไม่หาอ่านเชียวหรือ.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ทักษิณ ระรื่นลูกหาบแห่รับกลับไทย [31 มี.ค. 51 - 03:41]

สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น. วานนี้ ( 30 มี.ค.) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินออกมาจากห้องรับรองพิเศษด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นก็เดินตรงไปทักทายพร้อมรับดอกไม้จากกองเชียร์ประมาณ 30 คน ที่รอต้อนรับอยู่ด้านหน้า ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยบริเวณห้องรับรองพิเศษ ที่มีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 100 นาย ดูแลรักษาความปลอดภัย สำหรับบุคคลสำคัญที่เดินทางมารับประกอบด้วย คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พร้อมด้วยบุตรทั้ง 3 คน น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริเดช นายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ อดีต รมช.มหาดไทย จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางมาเป็นประธานในการคัดเลือกเยาวชนไปดูฟุตบอลทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่เมืองทองธานี เวลา 17.00 น.

เผย “ทักษิณ” กลับมาช่วยชาติ

ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางกลับประเทศไทยของพ.ต.ท.ทักษิณว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับไทยเร็วกว่ากำหนด ไม่เกี่ยวกับการมาสู้คดี เพราะเรื่องคดีมีทนายความเป็นผู้ดำเนินการอยู่ ส่วนที่เร่งกลับมาเพื่อมางานมูลนิธิไทยคม ที่จะมีการคัดเลือกเด็กไทยทั้งประเทศ ไปประเทศอังกฤษ ดูการแข่งขันฟุตบอลทีมแมนฯซิตี้ นอกจากนี้ ยังเป็นการมาต้อนรับนักธุรกิจคนสำคัญ 2 ราย แต่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ ทั้งสองคนมีความชำนาญเรื่องไบโอดีเซล และเอทานอล ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้เชิญนักธุรกิจดังกล่าวมาลงทุนในไทย คนหนึ่งเป็นนักลงทุนที่มีทรัพย์สินติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ถ้าเอ่ยชื่อขึ้นมาก็รู้จักกันหมด สำหรับการลงทุนจะเป็นในรูปแบบที่เขามาอยู่ในไทยนานๆ เป็นการสร้างงานให้กับคนไทย คนหนึ่งจะเดินทางมาในเดือน เม.ย. ส่วนอีกคนจะมาเดือน พ.ค. ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการมาซื้อหุ้น แต่เป็นการมาลงทุน พ.ต.ท.ทักษิณคุยกับนักลงทุนทั้งสองอย่างคนไทยคนหนึ่งที่ต้องการเห็นประเทศ ไทยดีขึ้น และคุยกันไว้นานแล้ว จะเชิญนักลงทุนระดับโลก ไม่ใช่ว่าใครๆก็เชิญได้ แต่ต้องมีศักยภาพ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณก็ถือเป็นคนหนึ่งที่มีศักยภาพ มีความสามารถ และท่านเห็นว่าจะปล่อยให้รัฐบาลทำคนเดียวก็ไม่ได้ เมื่อถามว่าจะเป็นการเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองหรือไม่ นายพงศ์เทพ ตอบว่า ไม่เกี่ยวการเมือง เป็นการช่วยประเทศ

ขึ้นเชียงใหม่ทำบุญบรรพบุรุษ

นายพงศ์เทพกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่ในไทยช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ระหว่างนี้อาจเดินทางไปต่างประเทศเป็นระยะเวลาสั้นๆ ช่วงต้นเดือนเมษายน พ.ต.ท.ทักษิณจะอยู่ในไทย และวันที่ 11 เม.ย. จะเดินทางไป จ.เชียงใหม่ ซึ่งทุกปี พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปทำบุญให้พ่อกับแม่ แต่ปีที่แล้วไม่ได้มาทำบุญ เพราะเข้าประเทศไทยไม่ได้ นอกจากนี้ ก็จะเดินทางไปทำภารกิจที่ต่างจังหวัดบ้าง คาดว่าจะเป็นภาคอีสาน แต่ยังไม่ได้กำหนดเวลาที่ชัดเจน ส่วนการพักแรม ในคืนนี้นั้นยังไม่ได้รับแจ้งว่าจะนอนที่ใด

รับอยู่เมืองไทยสองอาทิตย์

ต่อมาเมื่อเวลา 18.30 น. ที่ห้องฟีนิกซ์ อิมแพค เมืองทองธานี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงระยะเวลาในการอยู่ประเทศไทยว่าจะอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะเป็นการเดินทางแบบไปๆมาๆใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ต้องไปเป็นผู้บรรยายหลักที่ดูไบ จัดโดยบิสสิเนส วีค เมื่อถามถึงกรณีที่มาเตรียมต้อนรับนักลงทุนรายใหญ่จากต่างประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า จะเป็นการหารือเรื่องเหล็กและเรื่องไบโอดีเซล เมื่อถามว่าได้คุยไว้นานหรือยัง พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ไม่ ตนเป็นผู้ชวนมาลงทุนเอง ส่วนเม็ดเงินที่คาดว่าจะนำมาลงทุนในไทยนั้นยังตอบไม่ได้ แต่เขาเป็นเศรษฐีระดับโลก

เมื่อถามว่ามีข่าวจะเดินทางไปภาคอีสานกำหนดวันเวลาหรือยัง พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ตอนนี้ถ้าจะเดินทางไปไหนก็ไปทำบุญ ไม่มีอะไร เมื่อถามว่าวันที่ 11 เม.ย. จะเดินทางไปเชียงใหม่แน่นอนใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ไปทำบุญ ทั้งนี้อดีตนายกฯมีกำหนดการกินข้าวเย็นพร้อมครอบครัวที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ส่วนสถานที่พักผ่อนนั้นมีรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะพักที่บ้านจันทร์ส่องหล้า

ขอทำงานถวายเจ้านายทุกพระองค์

ส่วนบรรยากาศการมาเป็นประธานในพิธีปิดโครงการเด็กไทยคมไปแมนฯซิตี้ ณ ห้องฟีนิกซ์ อิมแพค เมืองทองธานี โดยเยาวชนไทย 123 คน ที่เข้าโครงการและผ่านการคัดเลือกไปแมนฯซิตี้ 15 คน เพื่อฝึกซ้อมกับสโมสรแมนฯซิตี้ ระหว่างวันที่ 22 เม.ย.-1 พ.ค.นั้น พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวว่า ตนและครอบครัวที่ตั้งมูลนิธินี้ก็เพราะด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ที่เสด็จฯมาเปิดสถานีไทยคม และสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ เสด็จฯทอดพระเนตรการปล่อยดาวเทียมไทยคม 1 ที่เฟรนช์เกียนาฯ และมูลนิธิก็ได้ทำงานการกุศลครั้งแรกคือการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเพื่อเยาวชน และพยายามทำทุกอย่างด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และจะทำทุกอย่างถวายเจ้านายทุกพระองค์ และมูลนิธินี้จะช่วยงานสาธารณกุศลให้สังคมไทยในทุกด้านต่อไป

“สมชาย” ย้ำอีก “ทักษิณ” ยุติทุกอย่าง

ด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า การเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณถือเป็นการกลับมาตามที่ศาลนัดไว้ และเป็นการถือโอกาสมาร่วมงานประเพณีสงกรานต์ของไทย ซึ่งญาติพี่น้องคงจะได้มีโอกาสพูดคุยกันเป็นปกติ ธรรมดา เมื่อถามว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปรดน้ำดำหัวที่ จ.เชียงใหม่ เป็นเพราะต้องการแสดงพลังอะไรหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ในฐานะที่ตนเป็นคนใกล้ชิด ยืนยันว่าไม่มีเรื่องแบบนี้เป็นอันขาด เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณพูดต่อหน้าญาติพี่น้อง และประชาชนเสมอว่า เมื่อวางมือทางการเมืองก็จะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องให้เป็นประเด็นทาง การเมืองอีก และจะไม่ทำความลำบากใจ ทำความเดือดร้อนให้กับสังคม หรือผู้ใดผู้หนึ่งทั้งสิ้น


‘อำนาจ’ ไม่ใช่ ‘ธรรม’

เพราะความมืดบอดของผู้ “เหลิงอำนาจ” และเข้าใจผิดว่า “อำนาจคือธรรม” นี่เอง...บุคคลที่เป็น “นักการเมือง” หรือ “นักเลือกตั้ง” ทั้งหลาย เมื่อได้อำนาจ เมื่อได้เสียงข้างมากเข้ามาจัดตั้ง “รัฐบาล”…ทว่า ชุดแล้วชุดเล่าและชุดแล้วชุดเล่า ก็เปรียบได้เสมือน “ไม้ล้มลุก”???!!

ล้มลุกเพราะใช้อำนาจอย่าง “ไม่เป็นธรรม” จึงทำให้ต้อง “แพ้ภัยอำนาจ”
ไม่ว่ารัฐบาลที่เปี่ยมพลังอำนาจเช่นยุค“จอมพลแปลก พิบูลสงคราม”...ไม่ว่ารัฐบาลยุค “จอมพลถนอม กิตติขจร”...ไม่ว่ารัฐบาล “นายธานินทร์ กรัยวิเชียร” ยุค 16 ตุลาคม 2519เมื่อพลิกอดีตใกล้เข้ามา...ก็รัฐบาล “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” ยุค “พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ”...ผ่านเลยมาถึงยุค “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” ซึ่งมีอำนาจล้นฟ้าจาก “ฐาน
หนุน” ของสามเหล่าทัพและกรมตำรวจ?!!!ทว่า ยืนไม่ได้...ไม่สามารถต้านพลังประชาชน?!!!เช่นเดียวกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีเสียงประชาชนท่วมท้นในรัฐบาลยุค “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” และมี “กองทัพ” เป็นฐานเหนียวแน่นเข้มแข็งแต่ก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้อีกเช่นกัน...เพราะผลพวงจากการ “ใช้อำนาจ” เกินพิกัด...ใช่หรือไม่??!ตกถึงวันนี้ วันที่ “นายสมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรีจากพลังประชาชน ซึ่งประกาศเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550

ซึ่งก่อนหน้านี้ คนหลากหลายได้ประณามก่นด่าว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “อัปยศ” เพราะได้มาจากผลพวงของเผด็จการ 19 กันยายน 2549นายสมัครประกาศเดินหน้า โดยไม่จำเป็นต้องใช้ประชาพิจารณ์!!!โดยเฉพาะความจำเป็นที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพียงมาตราเดียว คือ มาตรา 237 ซึ่งมีปัญหาโดยเฉพาะในวรรค 2 ที่ระบุว่า...หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น...หรือปล่อยปละละเลย

หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไข เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม…ให้ “ถือว่า” พรรคการเมืองนั้น กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่ง “อำนาจในการปกครองประเทศ”?!!โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ!!!ชัดเจนในประเด็นที่ 6 พรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ได้เร่งมือเพื่อแก้ไขในมาตราดังกล่าว โดยเฉพาะคำว่า...“ถือว่า” พรรคการเมืองนั้น กระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ

จิตเจตนาก็คือให้ตัดคำนี้ออกไป เพราะไม่ให้การกระทำหรือพฤติกรรมบุคคล ไปเกี่ยวข้องผูกพันกับพรรคการเมืองต้นสังกัดของ “นักการเมืองที่มีปัญหา”?!ซึ่งวันนี้ “นักการเมือง” สังกัดพรรคใดที่เผชิญปัญหาสาหัส และอยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้งและศาลฎีกาฯ เราต่างก็รู้แจ้งแทงตลอด??!!นี่แหละ “อำนาจ”...เป็นอำนาจที่ไม่ใช่ “ธรรม” ขององค์รวมประเทศชาติและประชาชน?!


“เหยี่ยว อหังการ์”

แมงวันกินเมือง

โอดครวญกันเหลือหลาย..เสรีภาพของสื่อประเทศไทย..จะต้องได้รับการปกปักรักษา..แบ่งแยกกันเสร็จสรรพ..รัฐจะใช้สื่อหรือควบคุมสื่อไม่ได้แต่สื่อเองกลับมีเสรีภาพอย่างมากมายในการ..ให้ข้อมูลข่าวสาร ทั้งๆ ที่มีต้นตอและไร้ต้นตอในเรื่องอะไรก็ได้..

เหลือบแลไปทั้งโลก..เสรีภาพของสื่อไทย..ประกวดกับใครก็ได้ในโลก ในเรื่องฤทธิ์เดชและอำนาจมาเลเซียและสิงคโปร์นั้นไม่ต้องถาม..หากเอากฎหมายคุมสื่อของเขามาใช้ในประเทศไทย..จะไม่มีเหลือแม้แต่ฉบับเดียวปะหน้านักการเมืองข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ถึงประธานองคมนตรี..คำถามของนักข่าว คือ เรื่องราวของการทะเลาะวิวาทและจัดฉากให้ตบตีกันถามประธานองคมนตรีเรื่องปฏิวัติ..เป็นคำถามโง่ๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้วล่วงหน้า..เพราะตอบได้ทางเดียว อาการส่ายหน้าอย่างสำลักอารมณ์และปิดปากของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์..เป็นเรื่องน่าเห็นใจ..

นักหนังสือพิมพ์ไทยที่ไปประกาศกับชาวโลกว่า ใช้เงินไป 400 ล้านเพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง..มันก็คงมีอยู่แห่งเดียวในโลก..และเมื่อการปฏิวัติจบสิ้นลงไป รัฐบาลใหม่เกิดขึ้นมาก็เริ่มก่อหวอดจะล้มกันอีก พร้อมทั้งประกาศเปิดตัวระดมทุนอย่างนี้ไม่มีในโลก แต่มีในประเทศไทยที่อียิปต์..ไม่กี่วันที่แล้ว..อิบราฮิม อีสซา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์อัล-ดุสตูร์ แค่ลงข่าวว่า..ประธานาธิบดี ฮอสนี่ บูมารัค ป่วย..ประธานาธิบดีปฏิเสธ..และฟ้องศาล..บรรณาธิการโดนพิพากษาติดคุก 6 เดือน..ข้อหา..ตีพิมพ์ข้อมูลอันเป็นเท็จ เป็นการทำลายผลประโยชน์รัฐและเสถียรภาพของประเทศ..

เรื่องแบบนี้ในประเทศไทย..แค่แจ้งความตำรวจยังไม่รับ..เขียนขึ้นมาเพื่อที่จะบอกว่า..เสรีภาพในการนำเสนอข่าวและความเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น เป็นเสรีภาพแห่งการรับรู้ของประชาชนนั้นก็ใช่..แต่การสร้างข่าวขึ้นมาเองเพื่อใส่ไคล้ใส่ร้าย เพื่อปลุกระดมประชาชนให้บ้าคลั่งหรือจ่ายตังค์ เพื่อสร้างม็อบมาฟังแล้วนำเดินขบวนนั้น..หากใครๆ ก็ทำได้แล้วประเทศจะจมอยู่ในความวุ่นวายและพังพินาศในที่สุด

พญาไม้

‘หมัก’ โอ๋กองทัพ

ปฏิวัติ! ใครที่พูดคำๆ นี้...ได้ หากไม่มีข้อมูลหลักฐานมายืนยันชัดแจ้งแล้ว
ต้องถือว่ามัน “สุ่มเสี่ยง” เอามากๆแต่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก็โพล่งคำๆ นี้ออกมาจนได้“มีคนยังไม่เลิก ยังวิ่งเต้นกันอยู่ ยังนัดประชุมกันอยู่ ยังคิดว่าปฏิวัติกันได้อยู่ แต่ไม่วิตกทุกข์ร้อน เขาคิดว่ายังมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ เขาก็คิดทำกัน แต่มันก็ไม่มีเหตุผล ผมถึงไม่ประเมิน ใครเป็นคนทำก็น่าจะอายบ้าง”นายสมัคร ให้สัมภาษณ์นักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 มี.ค.แถมยังบอกด้วยซ้ำว่า...ได้รับทราบจากเอกสารที่แทรกมากับเอกสารการประชุม

ครม. เป็นเอกสารที่เขียนด้วยลายมือ แจ้งเตือนว่ามีขบวนการจ้องล้มล้างและทำลายรัฐบาลจริงๆโดยมั่นใจว่า...ยังมีขบวนการที่คอยล้มล้างรัฐบาลอยู่ ไม่เพียงเท่านั้น นายสมัคร ยังชี้ด้วยว่า...“เหยื่อการเมือง” อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หมดไปแล้ว เหลือแต่ตัวเขาที่เป็น “เหยื่อแห้ง” และ “ไม่มีราคา”ก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว (27 มี.ค.) ก็มีนักข่าวบางคนหยิบคำว่า ปฏิวัติ ไปถามยัดใส่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ รุ่นที่ 8 ณ สโมสรทหารบก

ไม่ใช่ใครที่ไหน วาสนา นาน่วม เจ้าของหนังสือ “ลับ ลวง พราง” นั่นเองเธอยิงคำถาม “แทงใจดำ” ว่า...หลายคนสงสัยว่าท่าน (พล.อ.เปรม) อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ?เท่านั้นเอง พล.อ.เปรม ก็หยุดเดิน ก่อนจะหันมาตอบด้วยอารมณ์เซ็งๆ ว่า...“พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่เคยทำ”เมื่อถูกกระหน่ำด้วยคำถามและคนถามเดิมๆ พล.อ.เปรม ก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า...“คุณวาสนา คุณต้องรู้ว่าผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างนั้น ทุกคนต้องรู้อย่างนั้น ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ”

ทำไม...สถานการณ์อย่างนี้ จึงมีคนหยิบเอาคำว่า ปฏิวัติ! ออกมาพูด???
ต้องการสร้างราคาให้กับตัวเอง หรือเพราะต้องการโปรโมตหนังสือ!!!
ถ้าเป็นจริง ก็ต้องบอกว่า...คนที่เปิดประเด็นเรื่องปฏิวัติได้ประโยชน์เต็มๆ แต่ประเทศชาติเสียหายอย่างมากมายไม่เพียงภาพลักษณ์และความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ แม้แต่ระบบเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ก็พลอยเสียหายไปด้วย การที่ “คนต้นทุนต่ำ” แถมยังเป็น “เหยื่อแห้ง” อย่าง นายสมัคร ได้ออกมาตอกย้ำถึงความพยายามของคนบางกลุ่ม ที่ยังหวังจะเดินหน้า ปฏิวัติ! นั้นเขากำลังคิดอะไร???สิ่งที่ได้มันคุ้มเสียหรือไม่???

ก็ต้องบอกว่า...ถ้าไม่คุ้ม แล้วจะออกมาพูดทำไมกัน!!!หากยังจำกันได้ เป็น “บางกอกทูเดย์” ที่ย้ำมาตลอดว่า...มีความพยายามจากใครบางคน ที่ต้องการจะเปลี่ยนตัว นายกรัฐมนตรีด้วยเหตุผล...มิอาจจะสั่งการใดๆ ได้“มันพูดไม่รู้เรื่อง...มันไม่ฟังใครอีกแล้ว” คือ คำยืนยันจากคนในเครือข่าย ที่ยืนยันกับ “บางกอกทูเดย์” ว่า...มีประโยคนี้เกิดขึ้นจริงๆไม่เพียงแค่นั้น ร่องรอยความคิดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ระหว่าง...นายสมัคร กับ พรรคพลังประชาชน ก็บ่งบอกถึงนัยสำคัญอะไรบางอย่าง บนเส้นแบ่ง

ความเป็น “เอกภาพ” ระหว่างกันได้ดีทีเดียว“คนเสื่อผืนหมอนใบ” อย่าง...นายสมัคร ที่ถือว่า...“ฟลุค” เมื่อถูกเลือกให้เป็น...หัวหน้าพรรคพลังประชาชน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า...จะทำอะไรตามใจชอบโดยไม่ฟังเสียงจากพรรคฯ หรือใครบางคนได้เมื่อ นายสมัคร มีความเป็น “ปัจเจกบุคคล” สูงขนาดนั้น ก็ไม่แปลกหรอก ถ้าใครบางคนที่ว่า...วางแผนคิดจะเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีทางเดียวที่จะสร้าง “เกราะ” ป้องกันตัวอย่างเข้มแข็งและมั่นคง ก็คือ...ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพ

คนอย่าง นายสมัคร ไม่ใช่ “แก่เฟอะฟะ” แต่เป็น “แก่เก๋า” รู้ว่าจะต้องทำอะไร? ช่วงไหน?อย่าลืมว่า...นายสมัคร คนนี้ คือ ผู้ที่ “ล้ม” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เจ้าของเดิมในพื้นที่เขตดุสิต (พื้นที่ทหาร) ในการเลือกตั้ง ส.ส. ในอดีต และยึดพื้นที่ทหารเป็นเขตเลือกตั้งของตัวเอง นับแต่นั้นมาตลอดนั่นก็แสดงว่า...นายสมัครกับทหารและครอบครัวของทหาร ผูกพัน...แน่นเหนียวกันขนาดไหนประวัติศาสตร์ (เมื่อปี 2325 หรือกว่า 225 ปีที่ผ่านมา) นับแต่มีตำแหน่ง…สมุหพระ

กลาโหมและเสนาบดีกระทรวงกลาโหม กระทั่ง เปลี่ยนชื่อมาเป็น รมว.กลาโหม เมื่อคราวการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 นั้นมีเพียงพลเรือน 3 ราย ที่ได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้คนแรก เมื่อปี 2519...ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีควบ รมว.กลาโหม แต่เป็นได้แค่ 40 วัน ก็ถูก พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ทำการยึดอำนาจ คนที่ 2 เมื่อปี 2540…นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีควบ รมว.กลาโหม แต่เพราะมีบทเรียนในอดีต ทำให้นายชวนเลือก นายทหาร “คีย์แมน” มาช่วยงาน

กอปรกับภาพลักษณ์ของทหารหลังเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ไม่ค่อยดีนัก
นายชวนจึงอยู่รอดปลอดภัย มาจนถึงสิ้นสุดอายุขัยของรัฐบาล ช่วงต้นปี 2544
นายสมัคร ก็คือพลเรือนคนที่ 3 ที่ครอบครองเก้าอี้ตัวนี้ ภายใต้ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดและการกระทำของผู้คนในสังคมที่ค่อนข้างรุนแรง และอิทธิพลของทหารภายหลังการปฏิวัติรัฐประหาร “19 กันยายน” ยังคงดำรงอยู่อย่างเข้มข้น

นายสมัคร รู้ “จุดอ่อน” ของกองทัพ ดีว่า...พวกเขาจำเป็นจะต้องได้รับจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ในอัตราที่สูงกว่า 1.5% ของจีดีพี เพื่อนำเงินไป...จัดซื้อ จัดหา และจัดสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อการปกป้องประเทศชาติเพราะสิ่งนี้ คือ ภารกิจหลักของทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทุกนายแผนการเอาใจทหาร ด้วยการเพิ่มงบประมาณแผ่นดินให้กับกระทรวงกลาโหม กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

กอปรกับ...เป็นนายสมัครเอง ที่มักจะหอบหิ้วเอา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และอดีตผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. ไปไหนต่อไหน ทุกครั้งของการเยือนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น...ลาว กัมพูชา พม่า สิงคโปร์ และล่าสุด อินโดนีเซียกระทั่ง มีการกระเซ้ากันว่า...เพราะนายสมัครกลัว พล.อ.อนุพงษ์ จะทำการปฏิวัติ จึงต้องหอบหิ้วกันไป แทนที่จะเป็น...พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สูงสุด หรือ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น คือ ความ “เก๋า” ที่ฝังอยู่ในตัวของนายสมัครผู้ที่รู้ว่า...ควรจะทำอะไร? ในช่วงเวลาใด?การออกมาพูดเรื่อง ปฏิวัติ! ก็เพื่อจะหาเหตุผลเพิ่มงบประมาณให้กับกระทรวงกลาโหม ซึ่งนอกจากจะช่วยลบ “จุดอ่อน” ของกองทัพแล้ว ยังจะสร้างราคาให้กับตัวคนพูด เพื่อต่อรองอำนาจกับใครบางคน ได้เป็นอย่างดีอีกด้วยนี่คือ “ต้นตอ” แท้จริง ของที่มาการโพล่งคำว่าปฏิวัติ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา!!!

‘เฉลิม'เย้ยพันธมิตรฯเหลือแต่กาก-ขู่แจ้งจับ‘สนธิ'หากหมิ่นประมาท

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่า จบไปแล้วตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขนแทบตาย ได้ประมาณ 5,000 คน เขายังคิดว่า จะได้ 10,000 คน มีมาแค่นั้น ไหนบอกจะมีสัมมนาทางวิชาการ แต่ในการขึ้นเวที มีแต่ด่าเขากับ นายสมัคร สุนทรเวศ นายกฯ เพียงอย่างเดียว
"อาจารย์ที่ขึ้นไปพูด มียศถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์ นำหน้า แต่พูดจาด่าว่าคน ไอ้-อี-มึง-กู ซึ่งน่าเกลียด" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตร จะมีความรุนแรงขึ้นหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ประชาชนไม่เอาด้วย พันธมิตรฯวันนี้ ถ้าเป็นมะพร้าวคั้นไม่มีกะทิแล้ว เหลือแต่กาก ไหนว่าจะเคาะเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่เห็นพูด
"พันธมิตรฯบอกใช่ไหมว่า อย่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แล้วการที่พันธมิตรฯตั้งกรรมการขึ้นมา 1 ชุด แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือเปล่า ผมไม่อยากพูด ไม่อยากคิดอะไรกับพันธมิตรฯ เตรียมอัดเทปดูตลอด โดยเฉพาะนายสนธิ ลิ้มทองกุล พูดที่ไหนว่า หมิ่นประมาท แจ้งจับทันที มีโอกาสฟ้อง มีโอกาสจับ แล้วจะเอาหลักฐานไปให้ทนายความคู่คดีของนายสนธิ ที่ศาลจ.เชียงราย มีเงื่อนไขให้นายสนธิ ประกันตัวออกมา ตารางติดคุก ถ้าไม่หยุดก็ติดคุก เรียบร้อย ตายในคุก แล้วไปพูดไม่อายตัวเองบ้างเหรอ ไปพูดว่า ทำเพื่อบ้านเมือง แต่ 3 คดีที่ศาลสั่งจำคุกแล้ว 5 ปี 9 เดือน พันธมิตรฯหมดแล้วจบ"ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

จาก hi-thaksin

เผย 'ทักษิณ' เจรจา 2 นักธุรกิจใหญ่หวังช่วย ศก.ไทย

วันนี้ (30 มี.ค.) นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเดินทางกลับมายังประเทศไทยในของ พ.ต.ท.ทักษิณ วันนี้ ไม่ใช่มาเพื่อต่อสู้คดี เพราะเนื่องจาก มีทนายความเป็นผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว โดย พ.ต.ท.ทักษิณ มีภารกิจจะเดินทางมาร่วมงาน ของมูลนิธิไทยคม ในการคัดเลือก นักฟุตบอลเยาวชนไทยเพื่อเข้าร่วมกับสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีภารกิจในการต้อนรับนักลงทุน 2 รายใหญ่ที่ได้เชิญชวนมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น เพราะจะเป็นการลงทุนในระยะยาว ซึ่งนักลงทุนรายแรกนั้นมีความเชี่ยวชาญ ด้านไบโอดีเซลและเอสทานอล ส่วนอีกรายมีทรัพย์สินติด 1 ใน 10 ของโลก

ทั้งนี้การเชิญนักลงทุนดังกล่าวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือการเมืองแต่อย่างใด แต่เป็นการเชิญในฐานะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่ต้องการอยากจะช่วยพัฒนาประเทศไทย

นายพงษ์เทพ กล่าวต่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่ในประเทศไทยระยะหนึ่ง และจะขออนุญาตศาล เพื่อเดินทางไปต่างประเทศแถบเอเชียเป็นช่วง ๆ โดยวันที่ 11 เม.ย.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปทำบุญกระดูกที่ จ.เชียงใหม่ นอกจากนี้จะเดินทางไปทำภารกิจส่วนตัวที่จังหวัดอื่น ๆ บ้าง.