“อณัญญา ตั้งใจตรง” ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย ที่ติดตามภารกิจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 30-31 มี.ค. 2551 รายงานว่า เวลา 09.10 น. วันนี้ (31 มี.ค.) นายกรัฐมนตรีได้ร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 ที่โรงแรมดอนจัน พาเลซ ทั้งนี้ ระหว่างการประชุม ผู้นำ 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน ได้หยิบยกประเด็นต่าง ๆ ขึ้นหารือ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน และย้ำว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งหัวข้อที่ควรหารือ คือ การเตรียมพร้อมให้เยาวชนสามารถปรับตัวกับยุคโลกาภิวัตน์ได้ เพื่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ประชาชนในอนุภูมิภาค โดยเฉพาะด้านสุขภาพ รายได้ อาหาร และควรเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อทำให้เกิดการจ้างงานในอนุภูมิภาคร่วมกัน “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควรเน้นด้านแรงงาน สาธารณสุข และการศึกษา ซึ่งสมาชิก GMS จำเป็นต้องยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาในอนาคต พร้อมกับการเพิ่มบทบาทการดูแลการข้ามพรมแดนของแรงงาน ที่สำคัญคือเร่งพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนในชนบท ให้เข้มแข็งและอยู่ได้ด้วยตนเอง” นายกรัฐมนตรี กล่าว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และได้ร่วมมือจัดตั้งสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง จึงเรียกร้องให้ประเทศสมาชิก GMS ร่วมมือกันสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบัน โดยรัฐบาลไทยพร้อมให้ความร่วมมือทางวิชาการแก่ประเทศสมาชิก ในลักษณะทวิภาคีและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ กรอบกลยุทธ์การดำเนินงานอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุน ซึ่งจะเป็นการทำงานเชิงรุก แก้ปัญหาข้ามพรมแดน เช่น โรคติดต่อ การข้ามแดนผิดกฎหมายของแรงงาน นอกจากนี้ จะสร้างความเข้มแข็งของภาคเอกชน เปิดโอกาสให้ท้องถิ่น ประชาชน และเยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และลดความยากจนให้เกิดประสิทธิผล นอกจากนี้ เห็นชอบผลการศึกษาทบทวนกลางรอบ และแผนปฏิบัติการเวียงจันทน์ระยะ 4 ปี ระหว่างปี 2551-2555 ขอความร่วมมือ 9 สาขา ได้แก่ คมนาคม พลังงาน ที่จะมีการซื้อขายไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โทรคมนาคม เกษตร สิ่งแลดล้อม ที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อน และร่วมมือใกล้ชิดอนุรักษ์ป่าไม้ ท่องเที่ยว ทรัพยากรมนุษย์ การอำนวยความสะดวกทางการค้าและลงทุน “ความร่วมมือกันครั้งนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ระหว่างประเทศสมาชิกและประชาชน เกิดความเชื่อมโยงระหว่างกัน เพื่อการพัฒนาในอนุภูมิภาคอย่างมีศักยภาพและประสิทธิภาพ” แถลงการณ์ร่วมระบุ หลังจากนั้น นายบัวสอน บุบผาวัน นายกรัฐมนตรีลาว เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ผู้นำประเทศสมาชิก. -สำนักข่าวไทย
ลาว 31 มี.ค. - ที่ประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง ลงนามในแถลงการณ์ร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคต ต่อยอดการพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้เป็นพื้นฐานเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชักชวนให้ประเทศสมาชิก GMS สนับสนุนแนวความคิดหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของประเทศ GMS ด้วย จากนั้น ผู้นำ GMS ได้ร่วมในพิธีฉลองความสำเร็จโครงการภายใต้กรอบ GMS ประกอบด้วยพิธีฉลองการเปิดเส้นทาง R 3 ตามแนวเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ จากไทย-ลาว-จีน พิธีฉลองความสำเร็จของการเชื่อมโยงโครงข่ายเทคโนโลยี่สารสนเทศและการสื่อสาร และพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจ เรื่อง Roadmap for Implementing the GMS cross border power trading ที่สำคัญวันนี้ผู้นำ GMS ได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมของผู้นำ 6 ประเทศ
ทั้งนี้ แถลงการณ์ร่วมมีสาระสำคัญ คือ รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินแผนงาน GMS กำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคต ที่จะเร่งรัดเชื่อมโยงโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันของกลุ่ม ต่อยอดการพัฒนาเส้นทางคมนาคม ให้เป็นแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวระหว่างกัน เร่งอำนวยความสะดวกกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน โดยผลักดันการดำเนินงานตามความตกลงขนส่งข้ามพรมแดน
อัพเดตเมื่อ 2008-03-31 14:23:25
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, March 31, 2008
6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงลงนามร่วมพัฒนาอนุภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพ
จักรภพ ยืนยัน พีทีวี ไม่มาช่อง 11
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตั้งข้อสังเกตการปิดตัวของสถานีโทรทัศน์ พีทีวี นำไปเชื่อมโยงกับการปรับปรุงสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ว่า การเปลี่ยนแปลงสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ที่จะเริ่มในวันพรุ่งนี้ (1 เม.ย.) คงไม่สามารถนำไปเชื่อมโยงกับการปิดตัวของสถานีโทรทัศน์ พีทีวี ได้ ในอดีตตนเคยมีส่วนร่วมกับ พีทีวี มาก่อน แต่ตอนนี้แยกกันอย่างเด็ดขาดแล้ว จึงยืนยันได้ว่า ส่วนใดที่เป็นการทำงานของพีทีวี ที่ผ่านมา จะไม่มาอยู่กับสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที อย่างแน่นอน การที่หลายคนนำมาผูกโยงกัน อาจเป็นเพราะช่วงเวลาสัมพันธ์กันพอดี แต่ความจริงพีทีวีปิดตัวด้วยเหตุผลทางธุรกิจที่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ดังนั้น สื่อของรัฐคงไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับภาคเอกชน ที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ส่วนกระแสข่าวที่นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้บริหาร พีทีวี จะมาร่วมงานกับช่อง 11 นั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที จะเป็นไปตามกำหนดการเดิมทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง และรัฐบาลไม่ได้กำหนดตัวบุคคลจากฝ่ายการเมืองให้เข้าไปทำงาน แต่ต้องการปรับการทำงานให้ตรงใจกับประชาชนมากที่สุด ต่อข้อถามว่าการเปิดรับสมัครบุคลากรของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ไม่ได้เปิดรับอย่างเป็นทางการ ถือว่าโปร่งใสหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า ยืนยันว่าทุกอย่างโปร่งใส ทำตามขั้นตอน และกรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ดำเนินการ หากเกิดความไม่โปร่งใส คนของกรมประชาสัมพันธ์จะต้องออกมาทักท้วง แต่ขณะนี้ถือว่าทุกอย่างราบรื่น ต่อข้อถามว่ารู้สึกหนักใจหรือไม่ ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตั้งคณะทำงาน 6 คณะขึ้นมาตรวจสอบรัฐบาล และมีเรื่องสื่อด้วย นายจักรภพ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ส่งผลต่อการทำงาน เพราะการออกมาโจมตีมากไป ประชาชนจะเบื่อ.- สำนักข่าวไทย
ทำเนียบฯ31มี.ค.-รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ การปิดตัวของพีทีวี เป็นเหตุผลทางธุรกิจ และยืนยันว่า“วีระ มุสิกพงศ์”และพีทีวี ไม่มาช่อง 11 การปรับปรุงช่อง 11 จะเป็นไปตามกำหนดเดิมไม่เปลี่ยนแปลง สื่อของรัฐจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวบริษัทเอกชนที่มีการเปลี่ยนแปลง
อัพเดตเมื่อ 2008-03-31 13:30:08
พงศ์เทพ ยืนยัน พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาเร็วไม่เกี่ยวการเมือง
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภารกิจหลังการเดินทางกลับมาประเทศไทย วานนี้ ว่า วันนี้ไม่แน่ใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้าร่วมประชุมมูลนิธิไทยคมหรือไม่ แต่ในช่วงเดือน เม.ย.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องคอยให้การดูแลต้อนรับนักลงทุนที่เชิญชวนมาลงทุนในประเทศไทย รวมถึงนักวิจัย นักประดิษฐ์ ที่จะมาฝังไมโครชิปให้ผู้พิการทางหู และวันที่ 11 เม.ย. เดินทางไปทำบุญบรรพบุรุษ ส่วนวันที่ 15-16 เม.ย. เดินทางไปเมืองดูไบ ซึ่งมีกำหนดการกล่าวนำในงานด้วย
ต่อข้อถามว่า มีกระแสข่าวระบุว่าจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้น ซึ่งตรงกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมา นายพงศ์เทพ กล่าวว่า การกลับมาเร็ว เพราะเสร็จภารกิจ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เพราะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวแล้ว ซึ่งนักธุรกิจที่เชิญมาบังเอิญมาช่วงนี้พอดี
เมื่อถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 และ 309 ที่หลายฝ่ายมองว่าอาจจะเอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ในมาตรา 237 จะทำให้การยุบพรรคทำได้ง่าย และพรรคการเมืองมีความอ่อนแอ เพราะมีเหตุให้ถูกยุบง่าย คนที่เสียหายคือประชาชน ส่วนมาตรา 309 เป็นการรับรองว่า คำสั่งและประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ใครโต้แย้งไม่ได้ ซึ่งอาจจะละเมิดสิทธิมนุษยชนได้. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-31 07:59:10
สั่งตาย!!!
ประสบการณ์จับผิดมาตรวจสอบว่า...ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ คือใคร...มือที่มองไม่เห็น...เท้าที่มองไม่เห็น...คนเชยที่ไม่รู้... จิงโจ้หรือจิ้งจก ปูดจนตามได้เรื่อง...ไม่คิดระบุใคร ประชาชนบอกได้เอง...ไม่ต้องจับเซียมซี่เสี่ยงทายโชคชะตา ใครไม่ถูกใจก็บอกว่าโกหกขาดความน่าเชื่อถือ ขัดโชคขัดลาภเข้าอีก ยุ่งตามเคย...แต่ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ต้องเชื่อสนิทใจ...ฟ้ามันค่อยๆเปิดโฉมหน้าว่า มันใช่ตายด้วยมือคนอื่น แต่มันตายด้วยตัวของมันเอง...ลงเสาเอกกี่ต้นอำนาจมันไม่จีรัง...สั่งตายใครต่อใคร...จุดจบบั้นปลาย...จบไม่สวยสักราย หงอกไม่หงอกไม่รุ้ ที่เหลือคำสดุดี...ดีๆๆชั่วๆๆ ในความทรงจำเท่านั้นแหละ ใครที่มีโอกาสดูภาพยนตร์ วันลอบสังหารประธานาธิบดีเดอโกลล์ แห่งประเทศฝรั่งเศส เข้ามาฉายเมืองไทย เมื่อหลายสิบปีก่อน เค้าโครงเรื่องชวนลุ้นสนุกถึงวิธีคิดของกลุ่มคนวางแผนลอบสังหาร ซักซ้อมจริงเก็บรายละเอียด วิธีขนอาวุธต้องไม่มีพิรุธข้อสงสัยใด จากสายตาคู่ใดสถานที่ที่ใช้ปฎิบัติการ สถานที่นัดหมายกี่โมงกี่ยามแม่นยำ พลาดคือแผนรั่ว โดนยิงทิ้งสถานเดียวจากหน่วยรักษาความปลอดภัยแก่ประธานาธิบดี เก็บมาคิดมันโลกกลมหรือว่าโลกเบี้ยว ชะตาใครลิขิตชีวิตข้า...มันช่างหวนนึกเหตุการณ์ลอบสังหารประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกฯ 8 ปี 5 เดือน มีความพยายาม จัดทีมงานไล่ล่าแผนลอบสังหารเบ็ดเสร็จที่ตกเป็นข่าวไม่ต่ำกว่า 18-19 ครั้ง... รอดตายหวุดหวิดเกือบทุกครั้ง อาวุธสงครามครบมือ ทั้งจรวดอาร์พีจี อาวุธเอ็ม 79 ประดับบ่ายิง หวังผลสุด ช่างน่าคิด...ชวนสงสัยสาเหตุว่ามันมาจากอาการคับแค้นอื่นใด...ถึงจองล้างจองผลาญ... ชนิดไม่เผาผีมอบไม้จันทร์ในพิธีงานศพเป็นแน่ เหตุการณ์ครั้งนั้นมันตามหลอกตามหลอนเกิดขึ้นกับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร วางแผนคาร์บอมบ์ต่อเนื่อง 6 ครั้ง นำสืบจับได้ยกแก๊งคนมีสียศ พล.ต.พ.อ.พ.ท.จ.ส.ต.โดยตัวบงการยศ พล.อ.พ นี่คือขบวนล่าทมิฬ ที่เกิดกับสองอดีตนายกฯไทย ต่างกลุ่มไม่แตกพวก ติดตามมานายทหารบางท่านถูกยาสั่งตาย บางท่านคลุกคลีข้องแวะท่องแวดวงยุทธจักร นับล้มหายตายจากก็มากยังมีชีวิตแลเห็นอยู่ทุกวันนี้ก็พอเห็น และอีกบางคนถูกกระสังคมกลืนหายไป พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก นายทหารที่อยู่ในเป้าสังหารหลัง อัสดงเกษียณจากกองทัพ ก้าวลงสู่สนามการเมืองในตำแหน่งหัวหน้าพรรคปวงชาชาวไทย มีกองกำลังหนุนนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นั่งคุมหัวโต๊ะตำแหน่งเลขาธิการพรรค ก็ไปไม่ตลอดรอดฝั่งจอดไม่แจว แหล่งเงินทุนหมดหน้าตัก ชักชวนเลิกเอาดื้อ ครั้งหนึ่งสื่อมวลชนซักถาม พล.อ.อาทิตย์ ถึงที่มาของเหตุการณ์ในคดีวันลอบสังหารเกิดขึ้นจากความขัดแย้ง ระหว่างลูกป๋าหรือป๋าเปรมสร้างความไม่พอใจให้ใครไว้บ้าง...ท่านตอบแบบไม่เต็มใจว่าอย่าไปรื้อฟื้นมันขึ้นมาเลย...เดี๋ยวก็มีเรื่องใหญ่เรื่องโตขึ้นมาอีกไม่ดีมันจบไปแล้ว....ให้อภัยทานแล้วๆต่อกัน หนึ่งในนั้นที่ไม่ยินดียินร้ายไยดีไม่สยบยอมต่อ พล.อ.เปรม ทุกกรณีคือ พ.อ.(พิเศษ) ประจักษ์ สว่างจิตร นายทหาร จปร.รุ่น 7 กลุ่มยังเติรก์หนุ่ม...... นักรบเหรียญรามาธิบดี เจ้าของฉายาวีรบุรุษตาพระยา นายทหารอาชีพ รบถึงลูกถึงคนบ้าบิ่นดีเดือด ไม่กลัวเกรงใคร เคยร่วมปฎิวัติเมษาฮาวาย ( 1-3 เมษายน 2526 ) ถูกต่อต้านจับตัวเป็นเชลยศึก ภายหลังปฎิวัติไม่สำเร็จตกเป็นจำเลยกบฎแผ่นดิน ท่านกล้าหาญดั่งชายชาติทหาร ไม่ทิ้งลายเสือทหารอาชีพจบชีวิตด้วยน้ำมือตัวเอง ปลิดชีพเอาปืนจ่อหัวยิงตัวตาย เพียงรู้ว่าตนเองเป็นมะเร็ง ท่านไม่ใช่ตายด้วยน้ำมือคนอื่น...สั่งตาย...คือคนจริง..ไม่ยอมหักหลังเพื่อนเพื่อหนีเอาตัวรอด หาที่เกราะกำบังใดๆๆๆ ฉะนั้นบุคคลที่มีบารมี มีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี...พร้อมถูกตรวจสอบทั้งหน้าบ้านหลังบ้านตลอดเวลารับราชการจนเกษียณ...ดั่งที่ใครฉายรังสีอำมหิตส่งสัญญณานนักฆ่าเพื่อนนักรบอยู่ร่ำไป มันช่างสอดประสานช่างบังเอิญฉิ่งฉับ การออกงานของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ลัดคิวกลุ่มพันธมิตร จัดชุมนุมเสวนาหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนเพียง 1-2 วัน...มีคำถามตามมาคือวันอื่นๆไม่ว่างที่จะขอเลื่อนจัดไปก่อนได้ไหม.... เปรียบเสมือนสร้างกระแสกดดันเพิ่มความจงเกลียดจงชังลุกลามต่อไปอีก...เพื่อง่ายต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองรอบใหม่ ลักษณะเดินงานการข่าวให้ข่าวคล้องจองดูจังหวะท่วงท่าลีลาดีๆๆนิ่งๆๆเงียบราบเรียบร้อยดี เมื่อยังมี่ความความขัดแย้งมาแซม กุญแจแต่ละดอกที่ส่งมอบ คำตอบจึงเป็นเช่นนี้ กล่าวคือ 1. กุญแจดอกแรกต่อเรื่องราวชวนสงสัยชนวนเหตุตั้งวงปฎิวัติ ทิ้งบอมบ์โดยพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร สื่อยิงคําถามเตรียมการปฎิวัติมา 8 เดือนเต็มๆๆ แล้ว 2. กุญแจดอกที่สอง อยู่มาวันดีคืนดี พล.อ.สนธิ หลุดปากตลบหลังฝุ่นตลบมีคนวางแผนปฎิวัติมีแค่ลูกน้องยศพ.อ.สองคนคิดเท่านั้นไม่มีใครเป็นวีรบุรุษ 3. กุญแจดอกที่สาม คณะปฎิวัติยกทีม คมช. หน้าเดิมกันทั้งนั้น ร่วมวางแผน บ้านพักเกษะโกมล บ้านพักรับรอง พล.อ.สนธิ ผบ.ทบ.ในฐานะปธ.คมช. ช่วงของรัฐบาล อดีตนายกฯทักษิณ ตลอดมา...แถมทุกสัปดาห์ต้องเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ต่อ เพื่อรายงานเหตุการณ์สถานการณ์บ้านเมืองให้รับทราบ... จิ๊กซอร์ตัวนี้ชัดที่สุด อำนาจซ้อนอำนาจ...เจตนานี้ตีความดิ้นไม่หลุดตรงที่ พล.อ.เปรม กล่าวกับสื่อว่า ‘ พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่เคยทำ...ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ ' ใครอยู่เบื้องหลังปฎิวัติแจ่มแจ้งเจอไข่แดงมาก่อนไข่ขาวฉะนั้นเป็นอันว่า...ละไว้เป็นฐานที่เข้าใจว่า...ไม่เคยทำ ไม่เกี่ยวข้อง พวกคุณคิดกันไปเอง...ฟังไม่ขึ้น เอาล่ะมันช่างบังเอิญอะไรเหลือที่เวทีพันธมิตร ตลาดนัดตรวจสอบรัฐบาลรวมถึงลงทุนแถลงการณ์ด่าทอ อดีตนายกฯทักษิณ กับทุนนิยมสามานย์ครองเมือง...บังเอิญก็ใช่อีก ก่อศึกแนวร่วมทั้งสองขั้ว พฤติกรรมมันฟ้องอยู่ทนโท่ตามที่เห็นและเป็นอยู่จริง อยากตะโกนถามดังๆๆว่าเวรกรรม อะไรที่คนๆ เดียวประเทศฆ่าคนอย่างเลือดเย็น...ย่อยยับถึงเพียงนี้...นักฆ่าลุ่มน้ำเจ้าพระยา...คือใครอีก....คิดอะไรไม่ออก...นึกถึงคุณชวนซิครับ... อย่าปล่อยทิ้งทวนความเชยอยู่คนเดียวดีกว่า...อกแตกตายพอดี...นักฆ่าลุ่มน้ำสายเดียวกัน...มองตารู้ใจ ไม่มีอะไรที่มองไม่เห็นทั้งมือทั้งเท้า...หากไม่มองข้ามหัวใครและเหยียบหัวแม่เท้าใครก่อนครับ คืนรัง จาก hi-thaksin
อ่านนิยายสืบสวนสอบสวนจบกี่เล่ม...มันไม่ตื่นเต้นกับข่าวผู้ใหญ่หลอกเด็กทิ่มตูด ตัดไข่ลูกอัณฑะอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชายที่สุด ฮอตฮิตยุคแปลงเพศรักเสรีหรือเปล่าคะ...ปัญหาร้อนตัวหรือโดนน้ำร้อนลวกมือ...โดนใครต้มตุ่นสุกดิบว่าไปตามเรื่องตามราว
‘จักรภพ' เผยความคืบหน้าแก้รธน.ชัดเจนพรุ่งนี้
ทั้งนี้ในบางมาตราก็ได้มีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองที่รู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา จะมานั่งเสแสร้งคงไม่ได้ ต้องคิดว่ารัฐธรรมนูญมันมาจากระบอบไหน อย่าลืมกันง่ายนัก คำว่ารัฐธรรมนูญศักดิ์สิทธิ แต่เนื้อหาสาระในรัฐธรรมนูญสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกัน นายจักรภพแสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดของนักวิชาการที่เสนอให้ยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เนื่องจากกลุ่มผู้เสนอเป็นนักวิชาการที่มีความเป็นกลาง รู้กฎหมายขั้นพื้นฐานและปัญหาที่เกิดจากการใช้รัฐธรรมนูญ ส่วนที่เสนอให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ควรศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ หากหลายฝ่ายเห็นตรงกันก็สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ ยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ แต่ขณะนี้มีข้อจำกัดในรัฐธรรมนูญหลายมาตรา จึงต้องแก้ไขในส่วนที่ยังเป็นอุปสรรคก่อน ซึ่งในส่วนของพรรคพลังประชาชนจะประชุมเพื่อหาข้อสรุปก่อนเสนอรัฐบาลต่อไป และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่าจะมีการหารือเช่นเดียวกัน จาก hi-thaksin
นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคพลังประชาชนมีความเห็นร่วมกันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นภาพกว้าง ที่มากกว่าเรื่องการยุบพรรค และเรื่องสิทธิของ ส.ส. โดยจะสรุปความเห็นอีกครั้งหนึ่ง ในการประชุมพรรควันที่ 1 เม.ย.นี้ และคงจะได้ความชัดเจนว่า เราคิดอย่างไรกับเรื่องนี้
'สมัคร'หนุนใช้'ภาษาอังกฤษ'ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
นายสมัคร กล่าวอีกว่า ในการประชุมครั้งนี้ จะนำเสนอเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ต่อ 6 ประเทศสมาชิก โดยเฉพาะการเสนอให้ส่งเสริมการศึกษาให้เยาวชน GMS ที่สำคัญยังเห็นว่าควรส่งเสริมให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางใน การติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนให้เยาวชน GMS ด้วย สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรี หลังพิธีปิดการประชุมแล้ว นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคาราวะประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนทั่วไปไทย-ลาว ครั้งที่ 16 ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS ครั้งที่ 3 ซึ่งจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในเวลา 09.00 น. วันนี้ ที่โรงแรมดอนจันทน์พาเลซ นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งมีประเทศสมาชิก 6 ประเทศเข้าร่วมประชุม ได้แก่ กัมพูชา ลาว จีน พม่า ไทย และเวียดนาม รวมทั้งธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย หรือ ADB เข้าร่วมการประชุมด้วย วัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดความยากจน ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในอนุภูมิภาค
การชุมนุมของพันธมิตร ทำให้บรรยากาศเผชิญหน้าทางการเมืองกลับมาอีก
แต่สิ่งที่ผมมั่นใจครั้งนี้คือ การเผชิญหน้าจะถึงขั้นแตกหัก ไม่มีใครยอมใครอีกแล้ว และอารมณ์ของประชาชนได้ขึ้นถึงขีดสุดแล้ว ความอดทนของประชาชนได้มาถึงจุดที่ขีดสุดแล้ว สิ่งที่ประชาชนคนรากหญ้า เคยหวังว่าชีวิตจะกลับคืนสู่ภาวะปกติสุข ทำมาหากินเหมือนเดิม หลังมีการเลือกตั้ง ได้รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งแล้ว ความหวังนี้ได้สูญสลายไปแล้ว ทันทีที่พวกพันธมิตรเริ่มจุดไฟสงครามกลางเมืองขึ้นอีกครั้ง หากพวกพันธมิตรนี้ยังอยู่ เมืองไทยจะไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป คนจำนวนมากคิดอย่างนี้จริงๆ และเริ่มหมดความอดทน อารมณ์ของประชาชนครั้งนี้ จะไม่ยอมทนอีกต่อไปแล้ว พร้อมแตกหักและนองเลือดทันที การยอมถอย ยอมอดกลั้น ในช่วงที่ผ่านมา แต่ฝ่ายตรงข้ามยังเล่นไม่เลิก ยังไม่ยอมหยุด ยังไม่ยอมจบ ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลขณะนี้ หรือเรียกว่า ฝ่ายสนับสนุนทักษิณ เริ่มทนไม่ได้ แล้ว ผมสังหรณ์ใจ และค่อนข้างเชื่อมั่นว่า จะมีการตลุมบอลหมู่เกิดขึ้นแน่นอน และรัฐบาลจะไม่สามารถควบคุมได้ด้วย แม้ทหารจะทำรัฐประหารอีกครั้ง ก็จะไม่สามารถปกครองบ้านเมืองได้อย่างแน่นอน หากจะปกครองต่อไป ก็จะต้องอยู่กันแบบพม่า หากเลือกตั้งอีกครั้ง มันก็วนเข้าสู่รอบเดิม คือพรรคของคนรากหญ้าชนะ และพวกศักดินา และคนใต้ ไม่ยอมจบ ลงมาเล่นการเมืองข้างถนนอีก เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง หากมีการชุมนุมอีกครั้ง ผมเชื่อว่าอาจจะมีการปาระเบิดเข้าไปแบบกลุ่มกระทิงแดงสมัยก่อนแน่นอน หรือไม่อย่างนั้น ม็อบอีกฝั่งหนึ่งวิ่งเข้าไปตะลุมบอลประชาทัณฑ์กันเกิดขึ้น ความขัดแย้งครั้งนี้รุนแรงและฝังรากลึกกว่าที่หลายคนคิด และไม่ว่าจะใช้กลอุบายอย่างไร ก็ไม่สามารถเปลี่ยนคะแนนเสียงของประชาชนได้ เพราะประชาชนได้เลือกข้างไปเรียบร้อยแล้ว การขัดแย้งรอบใหม่นี้ไม่เกี่ยวกับทักษิณแล้ว แม้จะโยงอย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องแล้ว เพราะทักษิณไม่ได้เป็นนายกฯแล้ว ไม่ได้อยู่ในวงการเมืองแล้ว การต่อต้านระบอบการเมืองขณะนี้ คือ การต่อต้านเสียงของคนรากหญ้าโดยตรง แต่การจะกัน "คนที่นิยมทักษิณ" ไม่ให้เลือกพรรคประชาชน และกำจัด "กลุ่มทางการเมืองกลุ่มใหญ่นี้" ออกจากเมืองไทย มันทำไม่ได้ เพราะต้องสังหารคนทิ้งกว่าค่อนประเทศ มันก็เหมือนกับจะกำจัดคนที่นิยมพรรคประชาธิปัตย์ออกไปจากประเทศไทยได้อย่างไรนั่นแหละ คำตอบอันเดียวกัน ผมเองก็หมดความอดทนกับความคิดพยายามสมานฉันท์เสียแล้ว ไม่ตายกันไปข้างหนึ่งเหมือนสงครามกลางเมืองในหลายประเทศ มันก็ไม่มีทางสงบลงไปได้ หาก นายสนธิ สุริยะใส และจำลอง ยังอยู่ บ้านเมืองไม่สงบสุขไปได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าคนที่นิยมพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ จะมาเบี่ยงเบนกระแหนะกระแหนม็อบที่ชุมนุมหน้าธรรมศาสตร์ตรงข้ามกับกลุ่มพันธมิตรอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ม็อบนี้ไม่ได้เป็นกลุ่มจัดตั้งจากพรรคการเมือง แต่เป็นประชาชนกลุ่มหัวรุนแรงที่เริ่มจะทนไม่ได้กับกลุ่มพันธมิตร และคนกลุ่มนี้ นักการเมืองก็สั่งไม่ได้ด้วย และหากมีการชุมนุมอีกครั้ง จะเกิดการเผชิญหน้า และชีวิตของคนหลายคนอาจสูญสิ้นไป พวกไฮโซที่เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตร อาจโดยรุมประชาทัณฑ์ได้ หากคิดจะเอาประเด็นนี้มาโจมตีรัฐบาล ใช้เป็นเงื่อนไขล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ผมคิดว่าม่มีประโยชน์หรอกครับ เพราะประชาชนเลือกข้างเรียบร้อยแล้ว สื่อจะโฆษณาอย่างไร โจมตีอย่างไร ประชาชนก็ยังแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอยู่เหมือนเดิม คนภาคใต้ คนชั้นกลางส่วนหนึ่งในเมืองใหญ่ ก็ได้เลือกพรรคประชาธิปัต์ไปแล้ว คนภาคเหนือ ภาคอีสาน และคนชั้นกลางอีกส่วนหนึ่ง ก็เข้าข้างพรรคพลังประชาชนไปแล้ว ทั้งสองฝ่ายนี้ไม่เปลี่ยนข้างอย่างแน่นอน พื้นที่มวลชนได้แบ่งกันไปชัดเจนแล้ว ยากนักที่ใช้กลยุทธ์ เดิมๆ ที่ว่าหากมีการปะทะกันของม็อบ แล้วจะทำให้รัฐบาลล้ม ประชาชนจะต่อต้านรัฐบาล เพราะประชาชนเลือกข้างไปแล้ว คนที่ไม่เอา พรรคพลังประชาชน ก็จะต่อต้านรัฐบาล แต่คนที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน ก็จะเชียร์รัฐบาลอย่างเหนียวแน่น คนที่ตายในม็อบครั้งนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะตายฟรีอย่างแน่นอน และผมเชื่อว่า ฝายพันธมิตรจะตายมากกว่า เราต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า กลุ่มคนที่เชียร์ ปชป. และสนับสนุนพันธมิตร (แน่นอนคนที่เชียร์ พปช. จะไม่สนับสนุนพันธมิตรอยู่แล้ว) ส่วนใหญ่คือ คนชั้นกลางใน กทม. บางส่วนกับคนภาคใต้ คนชั้นกลางใน กทม. ที่เชียร์พันธมิตร จะเป็นพวกคนค่อนข้างมีฐานะดี เป็นพวกผู้ดีเก่าว่างั้นเถอะ ส่วนคนที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน จะเป็นคนอีสาน คนเหนือ และคนชั้นกลางบางส่วนใน กทม. รวมทั้งกุลุ่มคนยากจนในเมือง ต่างๆ หากม็อบปะทะกัน ก็คือ สงครามระหว่าง คนรวยกับคนจน สงครามระหว่างไฮโซไฮซ้อ กับโลโซ ผมไม่เชื่อว่า คนชั้นกลางคือคนรวย แต่งตัวดี ๆ ที่เข้าไปชุมนุมที่หอประชุมธรรมศาสตร์เมื่อวานนี้ จะกล้าปะทะกับคนจนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามธรรมศาสตร์ แต่หากพวกท่านชุมนุมอีกครั้ง ในพื้นที่เปิด เชื่อได้เลยว่ามีการตะลุมบอนกันแน่ เราอาจจะเห็น "คุณหญิงคุณนายพวกศักดินา โดนหนังสะติ๊กหัวแตก หรือโดนกระทืบแน่นอน" ความอดทนของคนมีขีดจำกัด และผมจับกระแสได้แล้วว่าปรอทมันกำลังจะแตก ผมเองเคยเป็นคนอารมณ์เย็น แต่ความรู้สึกว่า มันเล่นไม่เลิก เอาอีกแล้ว ทำให้ผมรู้สึกแล้วว่า เลือดไม่นองแผ่นดิน บ้านเมืองนี้ไม่สงบแน่ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด หากจะยังเล่นกันไม่เลิก ---------------------------- บทความ โดย ลูกชาวนาไทย
หลังจากที่ประชาชนจำนวนมาก เริ่มรู้สึกผ่อนคลายกับการเมืองไทย หลังเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม ปีที่แล้ว และรู้สึกสบายใจที่การเมืองไทย กลับคืนมาสู่เส้นทางปกติเสียที แต่การชุมนุมของพันธมิตรเมื่อวานนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่าสถานการณ์สู้รบทางการเมืองกลับมาอีกครั้งหนึ่ง การต่อสู้ทางการเมืองเริ่มขึ้นอีกแล้ว และบรรยากาศการเผชิญหน้าจะกลับมาอีกครั้ง เหมือนกับการหมุนกลับไปเหมือนปีที่ผ่านมาอย่างไงอย่างงั้น
นายกฯ จีนเชื่อมั่น สมัคร จะยกระดับความเป็นอยู่คนไทยให้ดีขึ้น
“อณัญญา ตั้งใจตรง” ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย ที่ติดตามภารกิจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) ระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคม 2551 รายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ผู้นำประเทศสมาชิกจีเอ็มเอส และประธานเอดีบี ได้ประชุมร่วมกับภาคเอกชน โดยประเด็นที่หารือกัน คือ เรื่องความท้าทายในการค้าและการลงทุนภายในอนุภูมิภาคจีเอ็มเอส การดำเนินการตามความตกลงการขนส่งข้ามพรมแดน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในอนุภูมิภาคจีเอ็มเอส
นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า การให้ความช่วยเหลือของเอดีบี ที่มีต่อจีเอ็มเอส ทำให้ 6 ประเทศสามารถเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างกันได้ ซึ่งตนได้เสนอว่า นอกจากจะขนส่งสินค้ากันแล้ว ควรส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวระหว่างกันด้วย แต่การเดินทางระหว่างไทยและลาวที่มีจุดผ่านแดน 2 จุด ทำให้ต้องใช้ระยะเวลามากพอสมควร จึงเสนอให้มีจุดผ่านแดนร่วมกัน ซึ่งมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายที่ต้องแก้ไข อย่างไรก็ตาม การที่แม่น้ำโขงเส้นเดียวเชื่อมโยง 6 ประเทศเข้าด้วยกัน ถือเป็นความผูกพันที่จะต้องร่วมมือกันต่อไป
สำหรับการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 ในวันพรุ่งนี้ (31 มี.ค.) นายสมัคร กล่าวว่า ตนจะรายงานเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ 6 ประเทศ โดยจะเสนอให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง และจะให้ส่งเยาวชนของจีเอ็มเอส มาเรียนที่ กทม.ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.20 น. นายกรัฐมนตรีได้หารือกับนายเหวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นการพบกันครั้งแรก โดยผู้นำจีนได้แสดงความยินดีที่ได้รู้จักและยินดีกับการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร โดยเชื่อว่านายสมัครจะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น และไทยจะเดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่ไทยได้แสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีจีนได้รับการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 5 ปี อย่างไรก็ตาม ไทยแสดงความชื่นชมจีนที่สามารถคงมูลค่าค่าเงินได้ในอัตราที่เหมาะสม และทำให้มีเงินสำรองในประเทศจำนวนมาก
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจีนได้แสดงความชื่นชมนายสมัคร ที่เป็นนักการเมืองมานานและมีประสบการณ์ทางการเมืองมาก จึงขอเรียนรู้ประสบการณ์จากนายสมัครด้วย พร้อมย้ำถึงความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ที่ใกล้ชิดกันมานาน และคงมีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ขณะที่นายกรัฐมนตรีจีนแสดงความยินดีที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในเดือนกรกฎาคมนี้ นอกจากนี้ยังได้เชิญนายสมัคร เดินทางไปเยือนจีน ในเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมขอบคุณประเทศไทยที่ร่วมวิ่งคบเพลิงกีฬาโอลิมปิก ซึ่งคบเพลิงจะวิ่งผ่านไทยในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งไทยได้อำนวยความสะดวกและประสานงานเป็นอย่างดี นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีของไทยได้รับที่จะไปร่วมในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกที่จีนด้วย
ต่อมาเวลา 18.00 น.นายกรัฐมนตรีได้หารือกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมเปิดเผยว่า ได้หยิบยกการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกมาหารือ เนื่องจากกัมพูชาได้เสนอยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท แต่ยูเนสโกไม่เห็นด้วย และให้ขึ้นทะเบียนบริเวณโดยรอบ ดังนั้นจะมีการหารือร่วมกันในเร็ว ๆ นี้ โดยกัมพูชาจะส่งนายซก อัน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา มาหารือกับรัฐมนตรีไทย โดยการดำเนินการจะเป็นไปในลักษณะการจัดการร่วมกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมรับประทานอาหารค่ำที่นายกรัฐมนตรีลาวจัดขึ้น เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำจีเอ็มเอส โดยนายสมัครได้ใส่ชุดผ้าพื้นเมืองที่ทางการลาวจัดให้ โดยเป็นเสื้อผ้าไหมลาวสีน้ำเงินที่นายสมัครได้เลือกเอง. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-30 19:28:45
นายกฯ เสนอพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์ 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง
“อณัญญา ตั้งใจตรง” ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย ที่ติดตามภารกิจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอด กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) ระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคม 2551 รายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. นายสมัคร ได้หารือทวิภาคีกับนายฮารุฮิโกะ คูโรดะ ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) โดยนายกรัฐมนตรี ได้เสนอการพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์ของประเทศจีเอ็มเอส ทั้ง 6 ประเทศ ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันแล้วจะทำให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยแต่ละประเทศ จะเป็นจุดศูนย์กลางที่นักท่องเที่ยวสามารถเช่ารถยนต์ขับผ่านแต่ละประเทศได้สะดวกมากขึ้น
จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังโรงแรมดอนจัน พาเลซ โดยมีนายบัวสอน บุบผาวัน นายกรัฐมนตรีลาว ให้การต้อนรับ เพื่อเข้าร่วมประชุมระหว่างผู้นำประเทศสมาชิกจีเอ็มเอส ประธานเอดีบี และเยาวชนจีเอ็มเอส ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกับผู้นำเยาวชนที่คัดเลือกจากทุกประเทศ ประเทศละ 6 คน ทั้งนี้ มีการสะท้อนมุมมองของเยาวชนที่มีต่อผู้นำจีเอ็มเอส นอกจากนี้ เยาวชนจะได้เดินทางสำรวจเส้นทางตามแนวพื้นที่ที่ประเทศจีเอ็มเอสจะกระทำร่วมกัน ใน 3 เส้นทาง คือ 1.แนวเขตพื้นที่จากเหนือถึงใต้ จากประเทศจีน ลาว มาไทย 2.แนวเขตพื้นที่จากตะวันออกไปยังตะวันตก คือ เวียดนาม ลาว ไทย และแนวเขตพื้นที่ใต้ คือ กัมพูชาเวียดนาม และลาว
ในโอกาสนี้ ผู้นำจีนได้รับสารจากเยาวชนจีเอ็มเอส ที่แสดงความขอบคุณในการดำเนินโครงการนี้ และเห็นว่า การที่เยาวชน 6 ประเทศสมาชิกจีเอ็มเอส ได้อยู่ร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งมีความคิดเห็นที่คล้ายคลึงกัน จึงมีข้อเสนอแนะถึงผู้นำจีเอ็มเอส 3 ข้อ คือ การเพิ่มความเชื่อมต่อระหว่างกัน โดยขอให้เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายคมนาคมระหว่างกันให้เข้มแข็งขึ้น สนับสนุนระบบการสื่อสารเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้เยาวชนสามารถเชื่อมโยงกันได้ง่าย การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก เพื่อให้เยาวชนพัฒนาทางการศึกษา มีการฝึกฝนทักษะต่างๆในตลาดแรงงาน ตลอดจนดูแลด้านสาธารณสุขให้เยาวชนและการเพิ่มจิตสำนึกในชุมชน โดยเฉพาะเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม สนับสนุนส่งเสริมค่านิยมทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ
ต่อมาผู้นำประเทศสมาชิกจีเอ็มเอส ได้กล่าวถ้อยแถลงสั้น ๆ ต่อเยาวชน โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ขอบคุณ เอดีบี ที่ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ ซึ่งจะช่วยพัฒนาเยาวชนในภูมิภาคให้มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้น และหวังว่าความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะมีมากขึ้น เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญและเชื่อว่า รัฐบาล 6 ประเทศ จะได้ประโยชน์จากเยาวชนเหล่านี้ที่จะเข้ามาทำงานแทนคนรุ่นเก่าต่อไป อย่างไรก็ตามใน กทม.มีมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ซึ่งแต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องส่งเยาวชนไปศึกษาที่ยุโรป หรืออเมริกา แต่สามารถส่งมาศึกษาในประเทศไทยได้ พร้อมกันนี้ ได้เสนอว่า ในภูมิภาคจีเอ็มเอส น่าจะมีภาษากลางที่ใช้ร่วมกัน และสามารถสื่อสารให้เกิดความเข้าใจได้ โดยขอให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-30 18:53:41
รีบโวยก่อนซ้ำรอยเดิม [31 มี.ค. 51 - 02:43]
โดยสถานะแล้วต้องยอมรับแรงตกกระทบสูงมาก กับคิวที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดประเด็นแหลมๆเสียวๆ
บอกได้รับเอกสารลับที่แทรกมากับเอกสารการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา
เขียนด้วยลายมือ แจ้งเตือนว่า มีขบวนการจ้องล้มล้างทำลายรัฐบาล มีการประชุมเพื่อวางแผนปฏิวัติอีก แต่ยังหาเหตุผลยึดอำนาจไม่ได้
และก็เป็นอะไรที่ฟังแล้วอดตื่นเต้นตามไม่ได้ โดยอาการตื่นตูมของนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน “ลุงหมัก” ก็เพิ่งเปิดข้อมูลข่าวกรองเสียวๆ มีความพยายามก่อเหตุร้ายในเขตรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1
เล่นเอาหูผึ่งไปตามๆกัน
และยิ่งระทึกกันไปใหญ่ เมื่อย้อนกลับไปปะติดปะต่อกับความเคลื่อนไหวของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตั้งวงหารือกับอดีตแกนนำ คมช.เป็นการเฉพาะกิจ หลังถูกรัฐบาลสั่งไล่บี้สอบงบฯลับของ คมช.
ถ้าจะโยงให้เข้าเค้ามันก็ผูกเป็นเรื่องเป็นราวได้
เช่นเดียวกัน ในอีกมุมหนึ่งมันก็คิดกันได้ ในลีลาเชี่ยวกรากของเซียนการเมืองอย่าง “ลุงหมัก” ก็ต้องคิดทุกวิถีทางในการที่จะฝ่าแรงเสียดทานทางการเมือง
เบี่ยงประเด็นยุบพรรค
เบนประเด็นรื้อรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีเป้าหมายใด การที่นายสมัครออกมาปูดข้อมูลแหลมๆเสียวๆเรื่องขบวนการวางแผนปฏิวัติ ตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสำคัญ
แสดงว่าอยู่ในสถานการณ์ได้เสีย
ยิ่งเทียบเคียงเหตุการณ์ ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนจะมีอันเป็นไป พันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” ก็เริ่มก่อตัวที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นัดกันวงแคบๆก่อนจะได้ปมขายหุ้นกลุ่มชินฯให้สิงคโปร์เป็นหัวเชื้อปลุกม็อบบานออกไปเต็มลานพระบรมรูปทรงม้า ย้ายมาสนามหลวง ก่อนยึดถนนราชดำเนิน ตะโกนไล่ “ทักษิณออกไป”
ก่อเงื่อนไข เร้าสถานการณ์จนรถถังวิ่งออกจาก ม.พัน 4 มาล้อมทำเนียบรัฐบาล
บทอวสาน “ทักษิณ” วันที่ 19 กันยายน 2549
และเหมือนประวัติศาสตร์จะรีรัน ย้อนเทปม้วนเดิมกลับมาฉายใหม่อีกรอบ
วันที่ 28 มีนาคม 2551 พันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” คนหน้าเดิม กลับไปยึดสถานที่เดิมหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปฏิบัติการเป้าหมายเดิมขับไล่เครือข่าย “ทักษิณ”
ได้หัวเชื้อปมรื้อรัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำ ส่งสัญญาณปลุกม็อบไล่รัฐบาล
สถานการณ์กำลังเดินเข้าล็อก
ย้อนรอยเกมโค่น “ทักษิณ”
ก็ไม่แปลกที่สิงห์เฒ่า เซียนเก๋าเกมอย่าง “ลุงหมัก” จะรีบออกมาตะโกนโวยวายดังๆว่ามีขบวนการวางแผนโค่นรัฐบาล แต่ยังหาเหตุอ้างยึดอำนาจไม่ได้
ชิงดักคอไว้ก่อน
แต่ถามว่า คิวรัฐประหารเอาเข้าจริง ใครจะใจถึงสั่งรถถังติดเครื่องออกมาวิ่งบนถนนได้ง่ายๆ
ในเมื่อประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อศึกษา ไม่ได้มีไว้ให้ซ้ำรอย
เมื่อครั้งอดีตนายกฯทักษิณพลาดเพราะชะล่าใจ บินออกนอกประเทศ เลยหลุดวงจรอำนาจ
นั่นก็น่าจะเป็นบทเรียนให้ “ลุงหมัก” หนีบเอา “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก บินไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนทุกทริป
เหนืออื่นใด เรื่องลับๆลึกๆ เบื้องหลังการปฏิวัติที่หน่อมแน้มสุดในประวัติศาสตร์ไทยก็ถูกนำมาถ่ายทอดไว้ในหนังสือ “ลับ ลวง พราง ปฏิวัติปราสาททราย” ที่หลายคนก็เสียวสันหลังว่า เป็นคู่มือเช็กบิล คมช.
อย่างน้อยก็มีตัวละคร ปะติดปะต่อเรื่องราวได้เข้าเค้า
คิดว่า “ลุงหมัก” จะไม่หาอ่านเชียวหรือ.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน











