WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, April 1, 2008

30 องค์กรมีมติตั้ง กก.ขับเคลื่อนการแก้รัฐธรรมนูญ


กทม.31 มี.ค.- 30 องค์กรระดมแนวคิดแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 หนุนแก้ไขเต็มที่ โดยนำ รธน.ปี 2540 มาเป็นหลัก รวมทั้งมีมติตั้งกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไข รธน.ด้าน “นพ.เหวง” เดินหน้าล่า 50,000 รายชื่อ เพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมเปิดเวทีปราศรัยให้ความรู้ทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.00 น. วันนี้ (31 มี.ค.) ที่โรงแรมเดอะแกรนด์อยุธยา บางกอก ได้จัดเสวนา เวทีระดมความเห็นเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยมี 30 องค์กรเข้าร่วม อาทิ สมาพันธ์ประชาธิปไตย กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย นักวิชาการ นักการเมือง นิสิต นักศึกษา เข้าร่วม

นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ ประธานมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย กล่าวว่า เป้าหมายของการเสวนาครั้งนี้ คือระดมความเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บางมาตรา หรือทั้งฉบับ ตั้งกรรมการขึ้นมาศึกษาปัญหาและแก้ไขรัฐธรรมนูญในระดับภาคประชาชน และรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัวเห็นความสำคัญในการยกเลิกรัฐธรรมนูญ และนำรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมมาใช้

นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีต ส.ว. เสนอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาประกบกับฉบับปี 2550 โดยดึงข้อดีมาใช้ และแก้ไขโดยรวม ไม่ใช่เฉพาะบางมาตรา เพราะจะกลายเป็นว่าแก้ไขเพื่อประโยชน์ของตัวเอง พร้อมเห็นว่าควรตั้งกรรมการขึ้นมาศึกษาแต่ละด้านของรัฐธรรมนูญ

ขณะที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีจุดบกพร่องมาก ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้ยกร่างในบรรยากาศการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้ยกร่างภายใต้ระบอบเผด็จการ ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับประเด็นที่มาของ ส.ว.สรรหา ดังนั้นควรนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาเป็นตัวตั้ง เพื่อให้การแก้ไขง่ายขึ้น และเห็นว่าการแก้ไขทีเดียวทั้งฉบับต้องใช้เวลา จึงเห็นว่าควรแก้ไขบางส่วนที่มีปัญหา เพื่อนำไปสู่การกลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 2540

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) กล่าวว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือไม่แก้ไข ก็จะก่อให้เกิดความยุ่งยาก เพราะจะมีอีกฝ่ายลุกขึ้นมาประท้วง และเกิดการต่อสู้ไม่มีวันจบ จึงเสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มายกร่างใหม่ทั้งฉบับ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการยกร่าง โดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหว แต่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 237 วรรคสอง และมาตรา 68 วรรคสี่ เป็นหลักการที่ไม่เคยปรากฏหรือต่อยอดจากรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ต่อยอดจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2549 มาตรา 35 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 27 ซึ่งเป็นความพยายามในการสืบทอดอำนาจ กำจัด และสกัดกั้นไม่ให้คนบางกลุ่มมีอำนาจในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เกินกว่าที่จะเรียกว่าตุลาการภิวัฒน์ แต่เป็นจตุรมาตประชาธิปไตย

ด้านนายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคไม่ใช่ต้องการให้พ้นผิดหรือหลีกเลี่ยงการถูกยุบพรรค แต่ต้องการแก้ไขให้ประชาชนเป็นเจ้าของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ส่วนนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาแก้ไขเพิ่มเติมและบังคับใช้ให้แล้วเสร็จภายในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรนี้ หรือเดือนพฤษภาคมนี้

นพ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย เสนอให้ล่ารายชื่อประชาชน 50,000 รายชื่อ เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 และนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้ และแก้ไขในบางประเด็น อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มเตรียมเคลื่อนไหวด้วยการเปิดเวทีปราศรัยทั่วกรุงเทพฯ และทั่วประเทศ โดยในเดือนเมษายนนี้ จะเปิดเวทีใหญ่ที่สวนลุมพินี เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องดังกล่าว และล่ารายชื่อไปด้วย พร้อมให้พรรคพลังประชาชนช่วยผลักดันในการแก้ไข

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหลังของการเสวนา ได้มีการโหวตลงมติให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นหลัก พร้อมตั้งกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้นายจรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นประธานชั่วคราว และจะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ (1 เม.ย.) เพื่อกำหนดทิศทางในการดำเนินการ ขณะที่ในวันที่ 4 เมษายน อาจมีการเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากประชาชน ตามสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-31 19:11:30

คิดอย่าง ‘สมัคร’

ในอดีต คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นมาแล้วทุกอย่าง ตั้งแต่ ส.ส.-ส.ว. รัฐมนตรีช่วยฯ รัฐมนตรีว่าการ รองนายกรัฐมนตรี จนมาถึงจุดสุดยอดในชีวิต คือ เป็นนายกรัฐมนตรีแบบไม่คาดไม่ฝันไม่ใช่ส้มหล่น ไม่ใช่ทุเรียนหล่น แต่สมัครได้เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะ “หวยมันล็อก”!!คนที่รู้เหตุผล-ความจำเป็น ในการเอาสมัครมาเป็นนายกรัฐมนตรีมีคนเดียว คือ “ทักษิณ ชินวัตร”สมัครจึงสถาปนาตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีโลว์คอสต์ หรือนายกฯ ต้นทุนต่ำ

สมัครเป็นคนช่างพูด!!ลึกๆ ในจิตใจแล้ว สมัครเป็นคนคบได้!! แต่จะน่าคบด้วยหรือไม่ แล้วแต่จะคิดสองวันก่อน สมัครพลาด!! พลาดที่ไปหยิบเอาประเด็น “มีคนคิดปฏิวัติ” มาเปิดเผยแบบเป็นตุเป็นตะ จนแม่ทัพนายกองทั้งหลายที่ทำท่าจะ “ญาติดี” กับสมัคร เกิดอาการ “หงุดหงิด”คนที่น่าจะเดือดร้อนหรือหงุดหงิดสูงสุดในเรื่องนี้ น่าจะเป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หงุดหงิดถึงขนาดออกมาประกาศว่า...“ไม่มีปฏิวัติแน่!! ถ้ามีพร้อมรับผิดชอบ!!”

ในความหมายทั้งสิ้นของ “บิ๊กป๊อก” ผบ.ทบ. คือ อย่าไปเชื่อข่าวลือ!! เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีปฏิวัติอะไรกันอีกแล้ว เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ แต่หากมีปฏิวัติจริง พร้อมรับผิดชอบ!!สาเหตุที่ข่าวลือออกมาปลิวว่อน ก็น่าจะเป็นการลือว่ามีการสั่งเคลื่อนย้ายกำลังทหาร ซึ่ง ผบ.ทบ. ก็ยืนยันว่ากองทัพบกไม่มีการสั่งเคลื่อนย้ายกำลังพลที่ผิดปกติ หากมีจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนจบไปเรื่องหนึ่ง...ยังมีอีกบางเรี่อง...คือ เรื่องที่คุณสมัครกลายเป็นคน “ใจน้อย” ไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ ใครพูดถึง ใครวิจารณ์อะไร ก็ทำท่า “จะรับไม่ได้เสียหมด”

แต่คุณสมัครกลับคิดอย่างที่ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรี หรือบุคคลสาธารณะคนใดคิดในอีกมุมหนึ่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 บอกว่า...“แต่สำหรับผม จะให้เสียสิทธิส่วนบุคคลคงเป็นไปไม่ได้ เช่น กรณีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องล้อมหน้าล้อมหลังจนรู้สึกอึดอัดนายกรัฐมนตรีก็คือมนุษย์ จะต้องมีเหตุผล จริงใจ หรือเสียใจ แต่มีบางคนมาเตือนว่า..บางครั้งใช้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนบุคลิก อย่างนั้นต้องไปลบคำเหล่านี้ออกจากพจนานุกรม หากเป็นนายกรัฐมนตรีจะพูดอะไรไม่ได้ สื่อก็คอยจ้องออกข่าวประเภทจับผิดก็ไม่รู้จะอยู่ทนเสียดสี จนเป็น “นายกรัฐมนตรีหน้าเก่า” ได้หรือไม่??สงสัยจะไม่ถึงกระมังครับท่าน!!

“สองคม”


จปร.กับ จปร

ไม่มีปฏิวัติ ก็ไม่มีกบฏปฏิวัติจะเกิดได้หรือไม่..ในประเทศไทยระหว่างนี้..มองย้อนหลังไป..นับตั้งแต่วันปะทะกันระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยครั้งแรก คือ วันมหาวิปโยค..ตุลาคม 16

3 ปีจากวันนั้น..เราถึงมี 6 ตุลาคม..กองทัพโดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ขับไล่รัฐบาลเลือกตั้งประชาธิปัตย์ออกไป..แล้วให้ ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี..ไม่ทันครบปี..รัฐบาลกับกองทัพก็แตกหัก ปืนครองอำนาจอีกครั้งปืนกับปืนเผชิญหน้ากัน พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ..ตายกับข้อหากบฏ..9 เดือนหลังจากนั้น..ทหารก็ขับไล่นายกนอมินี..พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์..รับหน้าที่เจ้าบ่าวเผด็จการ แต่งงานกับสาวประชาธิปไตย..ก่อนที่จะส่งมอบตำแหน่งเจ้าบ่าวให้กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์..ตามการกดดันของ จปร.รุ่นหลัง ที่มี พ.อ.มนูญ รูปขจร เป็นแกนหลัก

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์..อยู่กินกับประชาธิปไตยมาได้ 8 ปี..และปราบกบฏหลายครั้ง จนเมื่อแขนขวา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ..รู้สึกว่า..นานเกินไป..เลือกตั้งใหญ่..ป๋าส่งทำเนียบให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ..หักหน้าขุนศึกคู่กายที่ใจออกห่างพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ..รับหน้าที่นายกรัฐมนตรี..โดยมีกองทัพเบียดอยู่ใกล้ๆ จนในที่สุด..กองทัพกับรัฐบาลก็เผชิญหน้ากัน โดยที่รัฐบาลตกอยู่ท่ามกลางการโจมตีของสื่อสิ่งพิมพ์แบบเป็นเอกฉันท์..

กองทัพภายใต้การขับเคลื่อนของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร..ส่ง นายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี..เปิดทางใหญ่ให้กับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร..เมื่อรัฐธรรมนูญร่างเสร็จแค่เดือนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..จปร.เก่า กับ จปร.ใหม่..ก็ใช้การเมืองข้างถนนเข้ามาโค่นล้มกัน..ให้กำเนิดพฤษภาทมิฬประชาธิปไตยเจิดจ้ายาวนาน..จาก ชวน หลีกภัย..พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ บรรหาร ศิลปอาชา ทักษิณ ชินวัตร..

ทว่า..บนประชาธิปไตยนั้น..เพียง ธานินทร์ กรัยวิเชียร-อานันท์ ปันยารชุน-ชวน หลีกภัย-บรรหาร ศิลปอาชา เท่านั้นที่ไม่ใช่ จปร..นอกนั้นล้วนเผ่าพันธุ์ จปร.จะปฏิวัติหรือกบฏ..ก็ จปร. ทั้งนั้น..สมัคร สุนทรเวช ก็เคยมากับ จปร. และจากไปกัน จปร.จะปฏิวัติหรือกบฏ..ก็อย่าเป็นแมนฮัตตันกับพฤษภาทมิฬ

พญาไม้

หักดิบ!

การเปลี่ยนแปลงกำหนดการเดินทางกลับเมืองไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
จากเดิม 10 เม.ย. มาเป็น 30 มี.ค. กับเหตุผลที่ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวฯ บอกกับนักข่าว เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ว่า...เพราะอดีตนายกฯ เสร็จสิ้นภารกิจที่ประเทศอังกฤษแล้ว

พร้อมกันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังต้องเดินทางไปร่วมงาน มูลนิธิไทยคม เพื่อจัดงานส่งเยาวชนไทยไปฝึกฟุตบอลที่ สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันเดียวกัน รวมถึงภารกิจขึ้นโรงขึ้นศาล ตามเงื่อนเวลาเดิมทุกประการนั่นคือเหตุผล “หน้าฉาก”แม้ว่าหลังเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลาประมาณ 15.55 น. ด้วยเครื่องของ การบินไทย เที่ยวบินที่ TG 917 ตามกำหนดเวลาใหม่ ท่ามกลางผู้คนที่มาต้อนรับไม่มากนัก แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมครอบครัว ก็ได้เดินทางไปยังเมืองทองธานี

เพื่อร่วมประกาศผลการคัดเลือกนักกีฬาตามโครงการคลินิกฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เช่นที่นายพงศ์เทพบอกเอาไว้ก็ตามอีกทั้ง บางกระแสก็ให้เหตุผล ถึงการเดินทางกลับเมืองไทยก่อนกำหนดในครั้งนี้ว่า...เพราะเจ้าตัวหารือกับทีมทนายฯ แล้ว จึงอยากกลับมาเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ เพื่อเตรียมการชี้แจงคดีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาวันที่ 11 เม.ย.

เนื่องจากมีเอกสารหลักฐานจำนวนมาก แต่นั้นก็คงไม่ใช่เหตุผลหลักแล้ว “หลังฉาก” คืออะไร? ทำไม อดีตนายกฯ ทักษิณ จึงต้องร้อนรนกลับเมืองไทยก่อนกำหนดถึง 11 วัน???หากยังจำภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าการ ปฏิวัติรัฐประหาร “19 ก.ย.2549” ได้ล่ะก็จะพบ “เงื่อนงำ” บางอย่าง ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเมืองไทย...หลายเหตุการณ์!!!โดยเฉพาะอาการ “เกรงอกเกรงใจ” กับผู้ใหญ่ในบ้านในเมือง

จนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่กล้าตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการสั่งย้าย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ในขณะนั้น พ้นจากเก้าอี้ตัวนี้เพื่อเปิดทางให้ เพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ในสาย...ขึ้นมาเป็นใหญ่แทนที่ไม่กล้าจะแต่งตั้ง...พี่เมียของตัวเองอย่าง...พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มาดามพงศ์ ผช.ผบ.ตร. ขณะนั้น ขึ้นชั้น รอง ผบ.ตร. เพื่อรอเสียบ “เก้าอี้” ผบ.ตร.คนใหม่ ในอนาคตอันใกล้ไม่กล้าแม้กระทั่งจะส่งกองกำลังผสม “ทหาร-ตำรวจ” เข้าจัดการและสลาย “ม็อบ” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นำโดย “5 แกนนำ+1 ผู้ประสานงานฯ”และอีกหลายๆ เหตุการณ์ ที่ตัวเขา (พ.ต.ท.ทักษิณ) ไม่กล้าจะตัดสินใจและลงมือกระทำ???ความไม่กล้าในครั้งนั้น ไม่เพียงจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และ ครอบครัวชินวัตร ต้องเดือดร้อน หากยังทำให้ เครือข่ายการเมืองและธุรกิจ พลอยได้รับผลกระทบ “เชิงลบ” อย่างรุนแรงตามไปด้วยข้าราชการประจำ ทหาร และ ตำรวจ ที่อยู่ในสายของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ต้อง “กัดลิ้น...กลืนเลือด” นั่งรอให้ฝ่ายตรงข้ามสั่งย้ายเข้ากรุ หรือไม่ก็เด้งไปไกลสุดกู่อยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนในทุกๆ ด้านแต่ไม่ใช่ครั้งนี้!!!

พ.ต.ท.ทักษิณ รู้ดีว่า...ไม่ว่าตัวเขาจะเกิดอาการกล้าๆ กลัวๆ หรือไม่? อย่างไร? ก็ไม่มีทางที่ฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็น มือที่มองเห็นหรือมือที่มองไม่เห็น จะปล่อยให้เขาและเครือข่ายอยู่อย่างสุขสบายมันพวกนั้น...จะต้องกระทำทุกวิถีทาง ทั้งบนดินและใต้ดิน ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เพื่อทำลายสิ่งที่ยังเชื่อกันว่าเป็น...เครือข่ายระบอบทักษิณในเมื่อ “ศัตรู” ประกาศเจตนารมณ์ชัดแจ้ง อีกทั้ง เจ้าตัวเองก็เคยมีประสบการณ์ตรงในอดีต กับอาการ...กล้าๆ กลัวๆ มาอย่างเจ็บปวดแล้วอย่ากระนั้นเลย เปิดเกมแลกหมัด...ซัดกันซะเลยดีกว่านั่นเอง จึงเป็นเหตุการณ์แท้จริง อันเป็น “หลังฉาก” ของการเดินทางกลับเมืองไทยก่อนกำหนดถึง 11 วันของ พ.ต.ท.ทักษิณ

เป้าหมาย...ก็เพื่อสร้างความมั่นใจในการวางตัวคน ในตำแหน่ง ผบ.ตร. ทันทีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส พ้นจากเก้าอี้อย่างเป็นทางการแล้ว
อย่างน้อย ก็ต้องรอให้ถึง 30 ก.ย.นั่นแหละยกเว้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะเกิดอาการ “ถอดใจ” ขอลาออกเสียก่อน หรือไม่...ก็ไปอยู่ในจุดที่ “สูง” กว่า โดยการเล่นการเมืองในตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”เป้าประสงค์แท้จริงของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่ได้อยู่แค่การทำหน้าที่ ประธานสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อนั่งดูการคัดเลือกเด็กไทยไปร่วมฝึกซ้อมถึงเมืองผู้ดีอังกฤษหรือหารือกับทีมทนายฯ เพราะมีเอกสารมากมายให้ต้องตรวจสอบ

สิ่งเหล่านี้...ทีมงานฯ เตรียมพร้อมให้หมดแล้ว เหลือแค่รอให้ถึงเวลาขึ้นศาล 11 เม.ย.เท่านั้น!!!แต่สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการมากกว่านั้น ต่อเนื่องมาจากการที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เคยตอบกระทู้สดของฝ่ายค้านในสภาฯ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนว่า...2 เม.ย.นี้ จะมีการแต่งโยกย้ายครั้งใหญ่ของข้าราชการไทย!?! โดยเฉพาะ แวดวงสีกากีก่อนหน้านี้ (11 มี.ค.) ก็เป็น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ก.ตร. ที่มี นายสมัคร เป็นประธานฯ ว่า...

การประชุมฯ ครั้งนั้น ไม่มีวาระการเสนอชื่อของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ และ พล.ต.ท.ชลอ ชูวงษ์ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับมารับราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามที่ได้คาดการณ์เอาไว้ทว่า กลับมีการขออนุมัติตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. และ ผช.ผบ.ตร.ฝ่ายบริหาร รวมทั้งตำแหน่ง นายเวร และ ผช.นายเวร รวม 6 ตำแหน่งเพื่อรอเสนอให้ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ที่มีนายกฯ เป็นประธานฯ เช่นกัน ได้พิจารณาเห็นชอบเสียก่อน

ส่วนในเรื่องตัวบุคคล ที่จะมาดำรงใน 6 ตำแหน่งนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท บอกตอนนั้นว่า...ยังไม่มีการวางตัวคนเอาไว้อย่างไรก็ดี เป็นที่รู้กันดีว่า...2 ตำแหน่งหลัก ที่ ก.ตร. ได้อนุมัติเอาไว้แล้ว ทั้ง “เก้าอี้” รอง ผบ.ตร. และ ผช.ผบ.ตร. ถูกจับจองโดยใคร???อย่างน้อย ก็มีการ “คอนเฟิร์ม” จาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ ว่า...ทั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ และ พล.ต.ท.ชลอ ซึ่งเป็น “เพื่อนสนิท” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เคยเติบโตตามสายงานเช่นปกติกระทั่ง หลังเหตุการณ์ ปฏิวัติรัฐประหาร “19 ก.ย.2549” ทั้ง 2 นาย จึงถูกสั่งย้ายอย่างไม่เป็นธรรม

เมื่อทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ ก็จะต้อง “คืนความเป็นธรรม” ให้กับนายตำรวจทั้ง 2 นายกระนั้น กระแสต่อต้านจากภายในและภายนอก โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของนักวิชาการบางกลุ่ม นักการเมืองบางคน และนายตำรวจบางนาย ที่ “เข้าขา” กันได้ดีกับกลุ่มพันธมิตรฯทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เกรงว่า...อาจทำให้ นายสมัคร เกิดอาการ... เปลี่ยนใจดังนั้น หากไม่เดินทางมากำกับดูแลด้วยตัวเองแล้ว “โผ” การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจครั้งใหญ่ วันที่ 2 เม.ย.นี้ ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้

กระทั่ง “น้องเขย” พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ และ “เพื่อนรัก” พล.ต.ท.ชลอ อาจไม่ได้นั่ง “เก้าอี้” รอง ผบ.ตร. และ ผช.ผบ.ตร.หาก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ไม่ได้ขึ้นตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ในครั้งนี้แล้ว เป้าหมายใหญ่ ที่จะผลักดันให้ขึ้นนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. 1 ต.ค.นี้ก็จะไม่สมประสงค์และเป็นสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทนไม่ได้!!!2 ปีก่อน อดีตนายกฯ คนนี้ เคยผิดพลาดครั้งใหญ่ ที่ไม่กล้าตัดสินใจกระทำการในสิ่งที่ควรจะกระทำผลคือความเจ็บปวด ที่ “เจ็บลึก” มาจนถึงทุกวันนี้ก็อย่างที่ “บางกอกทูเดย์” บอกนั่นแหละไม่ใช่ครั้งนี้!!!

ครั้งที่ต้อง “รีบเร่ง” กลับเมืองไทยก่อนกำหนดถึง 11 วัน สำหรับการขึ้นศาล และก่อนกำหนด 3 วัน ก่อนจะมีการประกาศแต่งตั้งโยกย้ายครั้งใหญ่ของวงการตำรวจไทยเป็นครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมจะ “หักดิบ” กับทุกฝ่าย ที่คิดจะ “ทำลายล้าง” เป้าหมายใหญ่ ของเขาไม่เพียงแค่การแต่งตั้งโยกย้ายวงการสีกากี แต่การ “ขุดรากถอนโคน” กับ ขบวนการ “ทำลายล้าง” ตระกูลชินวัตรและเครือข่าย...ก็กำลังจะ “อุบัติ!!!” ขึ้น...ไม่ช้าไม่นานนี้???แล้วคอยดูกัน!!!


'สนธิ' กับพฤติการณ์แห่งรูปคดี

สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำจิตวิญญาณของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยชักนำให้ประชาชนหลงเชื่อ และหลงเข้าใจผิดว่า ได้จุดเทียนแห่งปัญญาให้กับประชาชน เพื่อเป็นแสงนำทางให้กับประเทศ เมื่อครั้งประกาศตนโค่นล้มรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เหตุการณ์ในวันนั้น เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนในวันนี้ แล้วว่า......

เทียนที่สนธิ จุดขึ้นมานั้น หาใช่เทียนแห่งปัญญาไม่ แต่มันกลับกลายเป็นเทียนแห่งอวิชชา

เพราะเปลวเทียน ที่สนธิจุดขึ้น ได้เผาทำลายประเทศชาติของเราจนย่อยยับตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ถูกทำลายลงจนพินาศ

เปลวเทียนของสนธิ ได้ ทำลายการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะสนธิได้เชื้อเชิญเผด็จการทหารเข้ามายึดบ้านครองเมือง

เปลวเทียนของสนธิ ได้ ทำลายความระบบเศรษฐกิจ เพราะการเชื้อเชิญเผด็จการทหารเข้ามาทำการปฏิวัติรัฐประหารของสนธิ ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในประเทศ จนธุรกิจไทยพังพินาศย่อยยับ และนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ

เปลวเทียนของสนธิ ได้ ทำลายความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ เพราะสนธิแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ด้วยข้อความบนเสื้อสีเหลือง "เราจะสู้เพื่อในหลวง" สร้างความแตกแยกของประชาชน จนเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งขั้วเลือกข้างอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

และวันนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังจะหลอกลวง ชักชวนประชาชนให้เดินตามแสงแห่งการทำลายของเทียนอวิชชาอีกครั้ง หลังจากเขาได้หยิบก้านไม้ขีดและจุดมันขึ้น เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา และกำลังจะนำก้านไม้ขีดนั้นไปจุดเทียนที่แอบอ้างว่าเป็นเทียนแห่งปัญญา

แต่ไม่อาจคาดหมายได้ว่าเปลวเทียน ที่สนธิ กำลังจะจุดขึ้นครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่

เพราะเป้าหมายในการจุดเทียนแห่งอวิชชาของสนธิ ขึ้นอยู่กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ว่าจะเดินตามแสงที่สนธิจุดขึ้นหรือไม่

พฤติการณ์ของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำลังเดินในรูปรอยเดิม ด้วยการจุดเทียนแห่งอวิชชา ไม่เพียงแต่ท้าทายรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และต่อประชาชนผู้หวงแหนประชาธิปไตยเท่านั้น

แต่พฤติการณ์ของสนธิ ลิ้มทองกุล ณ. เวลานี้ ยังท้าทายต่ออำนาจของสถาบันตุลาการอย่างไม่ต้องสงสัย

เพราะเป็นพฤติการณ์ที่ไม่แยแส และไม่ยี่หระ ต่อคำพิพากษาของศาลในพระปรมาภิไธย กรณีที่ศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ไปเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550

ทั้งๆ ที่ คำพิพากษาของศาลเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล ไว้อย่างชัดเจน ว่ามีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของชาติ และความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งคำพิพากษาของศาลว่าไว้ดังนี้

"..พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่าจำเลยที่ 1 (สนธิ ลิ้มทองกุล) กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ (ทักษิณ ชินวัตร) เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทางสถานภาพของสังคมไทยเกิดความสูญเสีย ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งการของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า"เราจะสู้เพื่อในหลวง" ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูล เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1.."

การที่ศาลชั้นต้นชี้ให้เห็นว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง จึงต้องลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล และคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป ย่อมจะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลที่พึงปรารถนาของสังคมไทยหรือไม่

แม้คดีของสนธิจะยังไม่ถึงที่สิ้นสุด เพราะเป็นเพียงคำตัดสินในศาลชั้นต้น แต่ก็เป็นการพิพากษาของศาลในพระปรมาภิไธย ซึ่งถือเป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ สนธิ จึงไม่บังควรแสดงพฤติการณ์ใดๆ อันเป็นการละเมิดคำพิพากษา โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของชาติ และความสามัคคีของคนในชาติ

พฤติการณ์ของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำลังเดินไปในลักษณะรอยเดิม ด้วยการจุดเทียนแห่งอวิชชาขึ้นอีกครั้ง คงไม่ได้สุ่มเสี่ยงต่อประโยคทองของสนธิ ที่มักจะกล่าวอ้างเสมอว่า "ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง"เท่านั้น แต่ควรจะเพิ่มอีกประโยคว่า"คุกเป็นคุก"

เพราะพฤติการณ์ของสนธิ ที่กำลังเดินไปในลักษณะซ้ำซาก ซ้ำรอยกับพฤติการณ์แห่งคดีที่ศาลชั้นต้นตัดสินไปเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ท้าทายคำพิพากษาของศาล อย่างชัดแจ้ง

บัดนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ได้จุดก้านไม้ขีดขึ้นมาแล้ว และเขากำลังจะนำก้านไม้ขีดนั้นไปจุดเทียนที่แอบอ้างว่าเป็นเทียนแห่งปัญญาอีกครั้ง

บรรทัดทอง ก็ได้แต่หวัง และภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วยดับไม้ขีดไฟ ไม่ให้เทียนแห่งอวิชชาของสนธิถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ตกเป็นเหยื่อ หลอกให้เดินตามแสงแห่งการทำลายของเทียนอวิชชาของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อไม่ให้บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะวิกฤตเหมือนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

เพราะในเมื่อสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลอันไม่พึงปรารถนาของสังคมไทย แล้วเราจะปล่อยให้สนธิมาปู้ย่ำปู้ยี...

มาเป็นตัวการทำบ่อนลายการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

มาเป็นตัวการทำบ่อนลายระบบเศรษฐกิจ

มาเป็นตัวการทำบ่อนลายความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ

และมาเป็นตัวการทำบ่อนลายประเทศหรืออย่างไร........?

ถึงเวลาแล้วที่เราควรร่วมมือกัน ทำลายเทียนแห่งอวิชา และให้แสงสว่างนำแห่งปัญญาที่เป็นจริงแก่ ประชาชนผู้บริสุทธิ์

ถึงเวลาแล้วที่ศาลสถิตย์ ยุติธรรม จะเป็นธงนำไม่ให้พฤติการณ์แห่งคดีที่สนธิ ลิ้มทองกุล เคยก่อไว้ เกิดซ้ำรอยขึ้นอีกครั้ง ก่อนเทียนแห่งอวิชชาจะถูกจุดขึ้นอีก

บรรทัดทอง

จาก hi-thaksin

กก.ยกร่างแก้รธน.มีมติ เลิก 309-แก้ไข 4 มาตรา

วันนี้ (31 มี.ค.) นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการศึกษาการ ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม โดยใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง ว่าที่ประชุมมีมติร่วมกันว่าให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไปยกเลิกประกาศหรือคำสั่งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เพียงแต่ยกเลิกในประเด็นข้อความที่ว่า 'ให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ' เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียมีโอกาสต่อสู้ในชั้นศาล เพราะเห็นว่ามาตราดังกล่าว ไม่เป็นไปตามระบบนิติรัฐ สร้างความไม่เสมอภาค และเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งขัดกับหลักรัฐธรรมนูญ

'ผมเรียนว่า เบื้องหลังมาตรา 309 เป็นเทคนิคของคนเขียนกฎหมาย เอาประสบการณ์ จากสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ศาลฎีกายกฟ้องคำสั่งยึดทรัพย์ แล้วเอามาเขียนเป็นมาตรา 309 ซึ่งเรามองว่าการเขียนเช่นนี้ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เขาเรียกว่ามันปิดปาก เพราะหากไม่แก้ ศาลจะบอกว่าชอบด้วย รัฐธรรมนูญ นี่คือเหตุผลที่ต้องแก้ไข เพื่อเปิดโอกาสให้มีการสู้คดีในชั้นศาลได้' นายชูศักดิ์ กล่าว

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังมีมติให้แก้ไขมาตรา 237 ในบางประเด็น คือ หลักการการยุบพรรค ที่มีการเขียนกฎหมายไว้ว่า ให้ถือว่าการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ฝ่าฝืนระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งการกระทำเหล่านี้เป็นการ ให้ได้มาซึ่ง อำนาจการปกครองซึ่งไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จะต้องตัดออกทั้งหมด เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกที่บัญญัติ ิไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการเหมารวม ซึ่งไม่เป็นธรรม แต่ยังยืนยันหลักการยุบพรรคให้คงไว้ โดยให้เป็นไปตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญเดิมใน 3 ประเด็น คือ กระทำการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย, กระทำการ เพื่อให้ได้ ้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และตัดคำว่าให้ถือว่าพรรคการเมืองเป็นผู้กระทำออกไป โดยให้ถือว่าเป็นเรื่องของบุคคล แต่หากหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารที่มีส่วนร่วม หรือมีส่วนรู้เห็น และไม่ระงับยับยั้ง สามารถถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังมีมติให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง มาตรา 190 คือ การทำสนธิสัญญาใดๆ กับต่างประเทศ หากมีผลในเรื่องสำคัญ ต้องขอความเห็นชอบจากสภาฯ ซึ่งกฎหมาย รัฐธรรมนูญระบุว่า ต้องเปิดเผยหลักการและสาระบางประการของข้อตกลงเจรจา ส่วนนี้ที่ประชุมเห็นว่าจะทำให้รัฐ หรือประเทศทำข้อตกลงได้ลำบาก และอาจจะเสียเปรียบต่างประเทศ แต่ยังคงหลักการเดิมว่า หากการทำสัญญา ทำให้ประชาชนเสียหาย เสียเปรียบหรือได้รับความเดือดร้อน รัฐมีหน้าที่ดูเรื่องของการเปิดเผยสัญญา ไม่ให้กระทบ กับประชาชนได้ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้แก้ไขมาตรา 266 โดยให้ตัดข้อความบางประการ เพื่อให้ ส.ส.เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือสาธารณะ ก็ให้สามารถกระทำได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

นายชูศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ข้อสรุปในวันนี้จะเสนอให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการยกร่างฯ ไปยกร่าง เพื่อที่พรรคร่วมรัฐบาลจะนำไปเสนอในที่ประชุมของแต่ละพรรค โดยหากพรรคร่วมรัฐบาลเห็นชอบด้วย จะนำมายกร่างฉบับสมบูรณ์ ก่อนที่ให้ ส.ส.เข้าชื่อเพื่อเสนอประธานรัฐสภาต่อไป ซึ่งคาดว่า จะยื่นร่างแก้ไข ได้ภายในสัปดาห์หน้า

วันเดียวกัน ที่โรงแรมเดอะแกรนด์อยุธยา บางกอก ได้จัดเสวนา เวทีระดมความเห็นเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยมี 30 องค์กรเข้าร่วม อาทิ สมาพันธ์ประชาธิปไตย กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย นักวิชาการ นักการเมือง นิสิต นักศึกษา เข้าร่วม

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) กล่าวว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือไม่แก้ไข ก็จะก่อให้เกิดความยุ่งยาก เพราะจะมีอีกฝ่ายลุกขึ้นมาประท้วง และเกิดการต่อสู้ไม่มีวันจบ จึงเสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มายกร่างใหม่ทั้งฉบับ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการยกร่าง โดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหว แต่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 237 วรรคสอง และมาตรา 68 วรรคสี่ เป็นหลักการที่ไม่เคยปรากฏหรือต่อยอด จากรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ต่อยอดจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2549 มาตรา 35 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 27 ซึ่งเป็นความพยายามในการสืบทอดอำนาจ กำจัด และสกัดกั้นไม่ให้คนบางกลุ่มมีอำนาจในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เกินกว่าที่จะเรียกว่า ตุลาการภิวัฒน์ แต่เป็นจตุรมาตประชาธิปไตย

ส่วนนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาแก้ไขเพิ่มเติมและบังคับใช้ให้แล้วเสร็จภายในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรนี้ หรือเดือน พ.ค.นี้

นพ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย เสนอให้ล่ารายชื่อประชาชน 50,000 รายชื่อ เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 และนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้ และแก้ไขในบางประเด็น อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มเตรียมเคลื่อนไหวด้วยการเปิดเวทีปราศรัยทั่วกรุงเทพฯ และทั่วประเทศ โดยในเดือนเมษายนนี้ จะเปิดเวทีใหญ่ที่สวนลุมพินี เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องดังกล่าว และล่ารายชื่อไปด้วย พร้อมให้พรรคพลังประชาชนช่วยผลักดันในการแก้ไข

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหลังของการเสวนา ได้มีการโหวตลงมติให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นหลัก พร้อมตั้งกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้นายจรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นประธานชั่วคราว และจะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ (1 เม.ย.) เพื่อกำหนดทิศทางในการดำเนินการ ขณะที่ในวันที่ 4 เมษายน

อาจมีการเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากประชาชน ตามสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ

'ชูวิทย์'ไล่'เติ้ง'กลับบ้านไปเลี้ยงหลาน

วันนี้ (31 มี.ค.) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในคดีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นจำเลยในความผิด ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีที่นายชูวิทย์ แถลงข่าวที่หน้าที่ทำการพรรคชาติไทย เกี่ยวกับการตัดสินใจ ร่วมรัฐบาลของนายบรรหาร และวิพากษ์วิจารณ์ ฉายา 'หลงจู๊' ของนายบรรหาร เมื่อวันที่ระหว่างวันที่ 18-20 ม.ค. ที่ผ่านมา

โดยนายนิกร จำนง รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ขึ้นเบิกความด้วยตัวเองเป็นพยานปากแรกว่า การแถลงข่าวของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง เนื่องจากจำเลยไม่พอใจ ที่ไม่ได้รับเลือกให้ลงสมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วน ในเขตกรุงเทพฯ เป็นลำดับที่ 1 และจำเลยได้ให้ความหมายของคำว่า 'หลงจู๊' ซึ่งเป็นฉายาของนายบรรหาร ไปในทางลบ ซึ่งคำว่า “หลงจู๊” นั้นมีความหมายว่า 'ผู้จัดการ' ส่วนคำว่าพรรคปลาไหล นั้น เป็นฉายาในยุคที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งได้มาจากลักษณะท่าทาง และมีความแตกต่างจากตัวโจทก์ โดยการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน นั้นเป็นมติของคณะกรรมการบริหารพรรค 40 คน ไม่ใช่การตัดสินใจของโจทก์เพียงลำพัง การที่จำเลยแถลงข่าวทีริมถนนนั้นเปรียบเสมือนการประจาน ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดว่า โจทก์เป็นนักการเมืองไม่ดี สร้างความเสียหายแก่โจทก์

ทนายจำเลยได้ถามค้านว่า โจทก์ เคยให้สัมภาษณ์ กับสื่อมวลชนว่า จะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน ในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า โจทก์มักกล่าวว่าจะต้องรอดูผลการเลือกตั้งก่อนว่าจะเป็นอย่างไร ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่เข้าร่วมจัดรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ส่วนพรรคชาติไทย จะรอดูผลการเลือกตั้งก่อน ต่อมาทนายจำเลย ได้ขออนุญาตศาลเปิด ซีดี บันทึกคำให้สัมภาษณ์ของนายบรรหาร เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2550 ในวันรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ระบบสัดส่วน ที่สนามกีฬาไทยญี่ปุ่น –ดินแดง

โดยนายบรรหาร ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ทำนองว่าจะไม่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน พร้อมกับมีพยานเอกสารเป็นเทปถอดคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของนายบรรหาร ไว้ให้ศาลพิจารณาด้วย ซึ่งนายนิกร ยอมรับว่าเอกสารถอดเทปดังกล่าวตรงกับซีดี ส่วนการบรรยายพิเศษ ของโจทก์ ในการประชุมพรรคเมื่อวันที่ 21 มี.ค.51 ที่ช่วงหนึ่ง นายบรรหาร กล่าวว่า เป็นผู้ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ซึ่งปรากฏอยู่ใน นสพ. ข่าวสด ฉบับวันที่ 22 มี.ค.51 นายนิกร กล่าวว่า นสพ.อาจจะพิมพ์ผิดพลาด เพราะการตัดสินใจขึ้นอยู่กับมติ ของคณะกรรมการบริหารพรรค หลังนายนิกร เบิกความเสร็จสิ้นแล้ว ศาลได้นัดไต่สวนพยานปากต่อไป ในวันที่ 16 พ.ค.นี้

จากนั้น นายชูวิทย์ ให้สัมภาษณ์ว่า นายนิกร ไม่ควรมาเสียเวลาในคดีนี้ ควรเอาเวลาไปเตรียมตัวขึ้นศาล รัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคชาติไทยจะดีกว่า นอกจากนี้ยังอยากฝากถึงนายบรรหารว่า อย่าโกรธตนเลย เพราะเรื่องที่ตนพูดเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

'ผมยืนยันว่ายังเคารพท่านบรรหารเหมือนเดิม แต่หากท่านบรรหารเป็นคนใจกว้างจริง วันนี้ท่านน่าจะเตรียมตัวหาอาชีพใหม่ หรือกลับไปเลี้ยงหลานที่บ้านดีกว่า' นายชูวิทย์ กล่าว และตอบคำถามผู้สื่อข่าวถามที่ว่าพรรคชาติไทยจะถูกพิพากษาให้ยุบพรรคหรือไม่ นายชูวิทย์กล่าวว่า คดีนี้ ถ้าเป็นการเล่นไฮโล ก็เหมือนเปิดถ้วยแทง และตนยึดถือสุภาษิตที่ว่า คนล้มอย่าข้าม แต่คนล้มต้องกระทืบซ้ำ แต่ในฐานะอดีตสมาชิกพรรคยอมรับว่าก็รู้สึกสงสารพรรคชาติไทยอยู่เหมือน

'เสนาะ'ชี้แก้รธน.เร็วไป แนะรัฐแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน

วันนี้ (31 มี.ค.) ที่บ้านพักเมืองทองธานีของ นายเสนาะ เทียนทอง หน.พรรคประชาราช ตั้งแต่ช่วงเช้าของการเปิดบ้านให้ผู้ใกล้ชิดเข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 74 ปี ล่วงหน้า 1 วัน ก่อนวันที่ 1 เม.ย.

นายเสนาะ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ว่า เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งคณะนี้แกนนำระดับหัวหน้า ของพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรค ยังไม่มีการหารือกัน ตนเห็นว่า ควรมีเจ้าภาพในการพูดคุยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ พรรคประชาราชไม่ได้นิ่งเฉย เพียงแต่การแก้ไข รธน.เป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้ระยะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ เพิ่งเข้าทำงานได้เพียง 2-3 เดือน ควรแก้ปัญหาใหญ่เรื่องเศรษฐกิจ เช่น ปัญหาราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทุกวัน

ส่วนเรื่องการปฏิวัติ นายเสนาะ กล่าวว่า คงไม่มีใครคิดจะทำ เพราะบ้านเมืองผ่านความบอบช้ำมามาก ไม่อยากให้มองการเมืองเป็นของเล่น

ส่วนการเดินทางกลับของอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตนคิดว่า ไม่น่าจะเกิดความวุ่นวาย เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันวางมือทางการเมือง ดังนั้น เราทุกคนควรรู้จักการให้อภัย และเชื่อว่าเรื่อง ทุกอย่าง จะไปสิ้นสุดลงที่ศาล



ศาลยุติไกล่เกลี่ย‘ทักษิณ' ฟ้องหมิ่น‘สนธิ'นัดสืบพยาน 11 มิ.ย.

วันนี้ ( 31 มี.ค.) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายสรรพวิทย์ คงคาน้อย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ,นางสโรชา พรอุดมศักดิ์ และบริษัทแมเนเจอร์ มีเดียร์ กรุ๊ป จำกัด( มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณี ร่วมกันจัดรายการ "ยามเฝ้าแผ่นดิน"ทางสถานี โทรทัศน์ ASTV และตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ โดยอ้างคำบอกเล่าของนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี ว่า สาเหตุที่ ต้องออกจากรัฐบาลโจทก์เนื่องจากทนไม่ได้ที่ในช่วง 8 ชั่วโมงแรกหลังมีการยึดอำนาจรัฐประหาร โจทก์ได้พูดจาจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงด้วยคำพูดที่เลวทรามต่ำช้า เหตุเกิด เมื่อวันที่ 24 ส.ค.50
อย่างไรก็ดีในวันนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลจึงให้ยุติการไกล่เกลี่ยและนำคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณา โดยให้นัดพร้อมคู่ความเพื่อตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันสืบนัดพยานในวันที่ 11มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

จาก hi-thaksin

‘สมพงษ์'ยันตรวจสอบที่ดิน‘สุเทพ'ไม่ใช่เรื่องการเมือง

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว. ยุติธรรม กล่าวว่า ดีเอสไอ เข้าไปตรวจสอบที่ดินบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด ต.น้ำหัก อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฏร์ธานี กว่า 2,000 ไร่ ตั้งแต่ปี 2549 แต่สอบได้เพียง 700 ไร่ ที่เหลือยังต้องดำเนินการต่อไป ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง โดยจะต้องพิสูจน์ข้อกฎหมายว่ามีการกระทำผิดหรือไม่ ไม่ใช่ว่าพอพรรคหนึ่งพรรคใดมาเป็นรัฐบาลก็หยิบมาตรวจสอบ เรื่องนี้ไม่ว่าวันใดวันหนึ่งก็ต้องทำ

ขณะเดียวกัน นายสมพงษ์กล่าวถึงการเสนอแต่งตั้งพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นอธิบดีดีเอสไอ ว่า นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ทำรายชื่อเสนอให้บรรจุเป็นวาระการประชุม ครม. ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตนยังไม่แน่ใจว่าจะบรรจุเป็นวาระการประชุมในวันที่ 1 เม.ย.หรือไม่ ส่วนจะมีการเปลี่ยนตัวบุคคลที่จะมาเป็นอธิบดีดีเอสไอหรือไม่นั้น ตนยังไม่ตอบ

รายงานข่าวเปิดเผยว่า กระทรวงยุติธรรมเตรียมเสนอชื่อพ.ต.อ.ทวีให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยจะบรรจุเป็นวาระการประชุมครม.ในวันที่ 1 เม.ย.นี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวลือว่า มีรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลพยายามเสนอชื่อนายตำรวจหลายคนมาเป็นอธิบดีดีเอสไอ แต่นายสมพงษ์ยังคงยืนยันที่จะเสนอชื่อพ.ต.อ.ทวี

จาก hi-thaksin