นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ดูแลคดีการที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกับรัฐบาลพม่า 4 พันล้านบาท กล่าวถึงการที่คตส.มีมติส่งสำนวนต่ออัยการสูงสุดเพื่อสั่งฟ้องต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองว่า พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล โดยขอยืนยันว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือประเทศพม่า ซึ่งการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ เป็นไปตามกฎหมาย มีระเบียบของเอ็กซิมแบงก์กำหนดอยู่ว่า หากเห็นว่าประโยชน์ของประเทศ เป็นสำคัญ ก็สามารถดำเนินการได้ ซึ่งไทยก็ได้ประโยชน์ด้วยการที่พม่าให้สัมปทานแหล่งก๊าซเมาะตะมะ มูลค่าแสนล้านบาท เพียงคนเดียว แต่เราพูดมากไม่ได้เพราะเกรงว่าพม่าจะคิดว่าเราหวังเอาประโยชน์จากเขา นายฉัตรทิพย์ กล่าวว่า การที่พม่าซื้อดาวเทียมชินแซทฯ ถือเป็นความต้องการของพม่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถไปบังคับให้เขาซื้อได้ ยืนยันได้ว่าโครงการดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้รับผลประโยชน์แต่อย่างใด เนื่องจากไม่ได้ถือหุ้นชินคอร์ปอยู่แล้ว แต่การที่คตส.อ้างถึงการทำตั๋วสัญญาจ่ายค่าเงินที่ยืมไปซื้อหุ้นย้อนหลัง ระหว่างนาย บรรณพจน์ ดามาพงษ์ กับคุณหญิง พจมาน ชินวัตรนั้น ตนไม่ทราบแต่จะสอบถามรายละเอียด จากผู้เกี่ยวข้องอีกครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเห็นตั๋วสัญญาแล้วจะสรุปว่าเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปหมดคงไม่ได้ 'ผมว่าคตส.มองด้านเดียว แถลงออกมาโดยไม่ได้พูดถึงผลประโยชน์เรื่องก๊าซเมาะตะมะที่ประเทศไทย ได้ประโยชน์ให้ประชาชนรับทราบควบคู่ไปด้วย คนอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ มีสมบัติมากอยู่แล้ว ไม่ต้องการโกงบ้านเมืองอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบภายในวันที่ 2 เม.ย.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะออกแถลงการณ์ผ่านทางนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว เพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้ประชาชนเข้าใจ '
'ทักษิณ'เตรียมออกแถลงการณ์โต้คตส. กรณีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า 4 พันล้านบาท ผ่านโฆษกส่วนตัวพรุ่งนี้ (2 เม.ย.) ทนายยันอดีตนายฯพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, April 2, 2008
'ทักษิณ'ออกแถลงการณ์โต้คตส. คดีปล่อยกู้พม่าพรุ่งนี้
'สุเทพ'รับเป็นที่ปรึกษา ใครโดนมท.1สอบเรื่องที่ดิน
เนื่องจากทำให้บริษัทได้รับความเสียหายทางชื่อเสียง เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาทว่า เป็นเรื่องดีที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะเป็นทนายต่อสู้คดีด้วยตนเอง เพราะจบปริญญาเอกทางกฎหมาย ซึ่งควรจะสู้ในศาลดีกว่า โต้ตอบ ผ่านสื่อ และฝากถึงประชาชนว่า หากถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลั่นแกล้งในการตรวจสอบที่ดิน เหมือนกับที่ทำกับบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม ให้มาร้องเรียนหรือมาปรึกษาตนได้ ทั้งนี้นายสุเทพ กล่าวถึงกรณีที่นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภาได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท ที่อภิปราย ในสภาฯ ว่า นายโภคิน ได้เข้าร่วมประชุมในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายลดค่าเงินบาท ปี 2540 และนำข้อมูลไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยนายโภคิน ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 4,000 ล้านบาท ล่าสุดศาลฎีกา ได้ตัดสินและมีคำพิพากษาให้ตนชนะคดี และจะไม่ฟ้องกลับนายโภคินแต่อย่างใด
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าววันนี้ (1 เม.ย.) ถึงกรณีได้แต่งตั้งให้ทนายความ ยื่นฟ้อง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในนามบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม ทั้งทางแพ่ง และทางอาญา โดยฟ้องหมิ่นประมาทในการกระทำผิดใช้อำนาจหน้าที่กับกลั่นแกล้ง ให้บริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม เกิดความเสียหาย และฟ้องคดีแพ่งฐานละเมิดต่อบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม
ทนายชี้'ทักษิณ'รวยอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องโกงบ้านเมือง
เพราะมีสมบัติมากพออยู่แล้ว และในระหว่างการปล่อยกู้ให้พม่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีหุ้นอยู่ใน บ.ชินคอร์ปฯ ที่ขายดาวเทียมให้กับพม่าแล้ว จึงไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างใด แต่การช่วยเหลือพม่า ด้วยการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ก็มีระเบียบของเอ็กซิมแบงก์ รองรับอยู่ ซึ่งไทยก็ได้รับประโยชน์ด้วยการที่พม่าให้สัมปทานแหล่งก๊าซเมาะตะมา มูลค่าแสนล้านบาทเพียงคนเดียว เท่าที่ทราบภายในวันที่ 2 เม.ย.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะออกแถลงการณ์ผ่านทาง นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว เพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้ประชาชนเข้าใจ.
วันนี้ (1 เม.ย.) นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ดูแลคดีที่ถูก คตส. กล่าวหาว่า สั่งให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Exim Bank)ให้ดอกเบี้ยต่ำแก่รัฐบาลพม่า กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล โดยยืนยันว่า ไม่เคยคิดโกงบ้านเมือง
Tuesday, April 1, 2008
ยอมรับกันเสียบ้าง
กาหลิบ ///////////////////////////// คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง... จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ วันที่ 1 เม.ย.2551 จาก hi-thaksin
ความเคารพที่มีต่อนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีให้ก็ไม่ได้ไปลดหรือไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับความศรัทธาอันเข้มข้นที่ผู้คนกลุ่มเดียวกันมีให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด
ไม่รู้จะมีใครสังเกตหรือเปล่าว่าคำพยากรณ์ทางการเมืองที่พูดกันนักหนาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน บัดนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
นั่นคือนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เป็นเพียง "นอมินี" ให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
ในครั้งนั้นประโคมกันจนเสมือนว่าคุณสมัครท่านไม่มีตัวตน เหมือนกับเป็นคนแปลกหน้ามาจากไหนก็ไม่รู้ จู่ๆก็ก้าวขึ้นนั่งในตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีของบ้านเมือง คือเป็นนายกรัฐมนตรี
ผู้วิจารณ์คงแกล้งลืมว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ของชีวิต นายกรัฐมนตรีสมัครได้ผ่านการเป็นสมาชิกสภาระดับท้องถิ่นในกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคการเมือง ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายกระทรวงหลายครั้ง เคยผ่านรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และที่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง จนท้ายที่สุดก็ได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้นเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกวุฒิสภา
คนที่ผ่านงานการเมืองมาระดับนี้ จะพูดว่าเป็นร่างทรงหรือเป็นเพียงตัวแทนทางการเมืองของใครนั้น คนพูดต้องระวังปากให้มาก
แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ มาจนกระทั่งบัดนี้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณก็กลับเมืองไทยแล้วถึงสองครั้ง นายกรัฐมนตรีสมัครก็ยังมีจุดยืนและวิธีการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวของท่านอย่างที่ไม่มีใครจะไปเปลี่ยนแปลงได้ รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ก็ยังเดินหน้าต่อไปตามครรลองของตนเอง และแรงส่งที่มาจากประชาชนโดยแท้จริง
ผู้วิจารณ์ในครั้งนั้นจะมีความเป็นสุภาพชนพอที่จะออกมายอมรับไหมว่าถ้าหากความเป็นร่างทรงของนายกรัฐมนตรีมีจริง การที่อดีตนายกรัฐมนตรีเทียวเข้าเทียวออกประเทศไทยอย่างนี้ก็น่าจะเกิดผลกระทบจนนายกรัฐมนตรีตัวแทนไม่สามารถจะทำงานได้แล้ว
ก็ตัวจริงเขามาอยู่ทนโท่ แล้วตัวปลอมจะอยู่ได้อย่างไร
นี่แสดงไม่ใช่หรือว่าคนชื่อสมัคร สุนทรเวช ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีตัวปลอม
เรื่องแบบนี้ถ้าไม่กระตุกให้คิดกันบ้างก็จะทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนกับว่าตนเองนั้นไม่เคยทำอะไรผิดมาเลยในโลก ทั้งที่ความจริงพยากรณ์ผิด และประมาทคนอย่างที่ไม่น่าจะให้อภัยกันเลยทีเดียว
การเข้าและออกจากเมืองไทยของอดีตนายกรัฐมนตรีจึงกลายเป็นผลดีต่อการสร้างเอกลักษณ์ และความเป็นตัวตนที่ชัดเจนของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช อย่างไม่มีสิ่งอื่นจะช่วยเหลือได้
ที่พิเศษยิ่งกว่านั้นก็คือ ความเคารพที่มีต่อนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีให้ก็ไม่ได้ไปลดหรือไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับความศรัทธาอันเข้มข้นที่ผู้คนกลุ่มเดียวกันมีให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด
แปลว่าความนิยมของอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในปัจจุบัน ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกันทั้งคู่นั้น มิได้มีการแข่งขันกันแต่อย่างใดเลย มีแต่เสริมกันด้วยจุดเด่นประจำของแต่ละท่านที่มีความแตกต่างกันอย่างน่าดูชม
นี่แหละครับคือจุดที่ต้องสวมหัวใจคนจริงยอมรับกันเสียบ้าง ถึงแม้จะใช้วิชามารกันจนคล่องปากคล่องมือจนยอมรับความจริงไม่ได้แล้วก็ตาม
หิริโอตตัปปะหรือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป คือคุณธรรมที่ดูเหมือนจะหายหดไปหมดจากแผ่นดินนี้
ถ้าจะรักษาประเทศให้อยู่ยั้งยืนยงกันอย่างแท้จริง การพร่องคุณธรรมแบบนี้ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน อย่าไปยอมให้คนกะล่อนลื่นสามารถจะกล่าวอย่างหนึ่งในยุคหนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนสีมากล่าวอีกอย่างหนึ่งในยุคสมัยต่อมาได้ง่ายจนเกินไปนัก
เดี๋ยวจะอายลูกหลานนะครับ
ของฝากติดมือ”ทักษิณ” [1 เม.ย. 51 - 02:19]
น้ำเสียงเข้มๆของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์นักข่าวที่สนามบินดอนเมือง ก่อนขึ้นเครื่องบินร่วมคณะ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไปปฏิบัติภารกิจที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ท่ามกลางกระแสข่าวความพยายามวางแผนรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่ถูกจุดพลุออกมาโดยเจ้ากรมข่าวใหญ่อย่าง “ลุงหมัก” ดักคอดังๆไปทั้งบ้านทั้งเมือง เรื่องของเรื่องก็เลยต้องรีบรายงานตัวกันทันทีทันควัน “บิ๊กป๊อก” การันตีในยุคคนชื่อ “อนุพงษ์” นั่งจ่าฝูงกองทัพบก รถถังไม่ติดเครื่องออกจากค่ายมาล้อมทำเนียบรัฐบาล ดุดัน ขึงขัง จริงจัง อย่างน้อยก็ทำให้คนขี้ระแวงอย่าง “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ออกมาสำทับความมั่นใจ เมื่อคนพูดเป็น พล.อ.อนุพงษ์ เชื่อว่าจะไม่ซ้ำรอย เพราะ พล.อ.อนุพงษ์มีบุคลิกทหารอาชีพเหนือกว่า “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ.และอดีตประธาน คมช. งานนี้น่าจะได้ใจกันไปเยอะ สังเกตจากอารมณ์กะหนุงกะหนิงระหว่างรอประชุมอยู่ที่ประเทศลาว “ลุงหมัก” ควง “บิ๊กป๊อก” เดินซื้อปาท่องโก๋ หมูหัน ไก่ย่าง ออกชมตลาดเช้าท่าหลวง นครเวียงจันทน์ ด้วยความสบายอกสบายใจ ไม่มีร่องรอยของอาการหวาดระแวงกันแต่อย่างใด กลายเป็นคู่ซี้คอเดียวกันไปเลย เบอร์หนึ่งทำเนียบรัฐบาลกับเบอร์หนึ่งกองทัพบกเหมือนเงาตามตัว ไปไหนไปด้วยกัน โดยรูปการณ์กระแสข่าว “ปฏิวัติ” ก็คงจะค่อยๆซาลงไป ดูยังไงก็ยังไม่เห็นจังหวะเหมาะที่จะก่อการใหญ่ ก็แม้แต่จดหมายน้อยเตือนปฏิวัติที่ “ลุงหมัก” ออกมาอ้าง แฉขบวนการวางแผนก่อรัฐประหาร ยังติดติ่งไว้ด้วยว่า ขบวนการล้มโต๊ะยังหาเหตุที่จะเอามาอ้างในการขับไล่ไม่ได้ ในเมื่อรัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศไม่ทันถึง 2 เดือน ไม่ใช่ปุบปับจะสั่งรถถังออกมาวิ่งได้ อีกทั้งเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การหักดิบที่ทำท่าตั้งเค้า เอาเข้าจริงก็จุดไม่ติด แค่ขู่ดูเชิง ดึงราคา หาที่ยืนในเกมผลัดอำนาจ วัดจากปรากฏการณ์ กระแสต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับเมืองไทย ที่ตอนแรกทึกทักจะเอาเป็นเอาตาย แต่ล่าสุด อดีตนายกฯทักษิณบินกลับมาเมืองไทยเป็นรอบที่สอง กลายเป็นข่าวต่อการเมืองในหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งกองเชียร์ ทั้งม็อบไล่ ไม่ตื่นเต้นแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนไฟลท์แรกที่กลับมาเหยียบแผ่นดินมาตุภูมิ คราวนี้มีเพียงลูก เมีย รัฐมนตรี ส.ส.และคนใกล้ชิดไปรอรับกันพออบอุ่น แต่โดยฟอร์มของสุดยอดนักบริหาร ยี่ห้อของซีอีโอที่สมองไม่เคยอยู่เฉย กลับมาเที่ยวนี้อดีตนายกฯทักษิณไม่วายมีของติดไม้ติดมือกลับมาฝาก ด้วยผลงานการชวนเพื่อนนักธุรกิจมหาเศรษฐีระดับโลก คนหนึ่งเชี่ยวชาญด้านพลังงานไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ จะมาลงทุนด้านพลังงาน อีกคนเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ที่เตรียมขนเงินเข้ามาลงทุนเรื่องเหล็กในประเทศไทย โชว์เครดิตระดับอินเตอร์ “ทักษิณ” ยังทำคะแนนต่อเนื่องในเรื่องของความเป็นมือบริหารระดับเซียน ชั้นเชิงทางเศรษฐกิจที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ครองตำนานผู้นำเก่งครบเครื่อง ความหวังกินดีอยู่ดีที่ประเทศไทยไม่เคยมี และในเดือนเมษายนนี้ อดีตนายกฯทักษิณมีโปรแกรมจะเดินทางกลับไปทำบุญไหว้บรรพบุรุษ และเล่นสาดน้ำสงกรานต์ที่บ้านเกิดจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับเปิดโอกาสให้ ส.ส. อดีตลูกพรรคไทยรักไทยเข้ารดน้ำดำหัว นอกจากกลับไปเยือนฐานใหญ่ภาคเหนือแล้ว อดีตนายกฯทักษิณยังวางโปรแกรมเดินสายทำบุญในภาคอีสาน ถิ่นที่กองเชียร์แน่นหนาที่สุด ประคองเกมรักษาเรตติ้งไปพลางๆ.
“กระแสข่าวการปฏิวัติเราไม่ต้องตรวจสอบ ผมมั่นใจ และผมได้รับรองท่านนายกฯไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ไม่ต้องมีการตรวจสอบอะไร เพราะถ้ามีอะไรผมก็รับผิดชอบ เมื่อผมยืนยันไปแล้วผมก็รับผิดชอบอยู่แล้ว”
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
หนูลองยา [1 เม.ย. 51 - 18:31]
เช่น...กฏเหล็กที่จะถอดถอนรัฐมนตรี กฏเหล็กข้อนี้มีเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่เคยเช็กบิลรัฐมนตรีตกเก้าอี้สำเร็จแม้แต่ รายเดียว ถ้ายังไม่ลองก็ยังไม่รู้ว่าถอดถอนได้ จริงๆ หรือเขียนไว้ดูเล่นแก้เซ็ง?? ล่าสุด ก็ได้เหยื่อรายแรกเป็นแขกรับเชิญ ทดลองกติกา เขาคือ “ไชยา สะสมทรัพย์” รมว. สาธารณสุข คนดัง!! โดยมีกลุ่มเอ็นจีโอรวบรวมรายชื่อประชาชน สองหมื่นคนยื่นถอดถอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข ตามมาตรา 164 ของรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่ยื่นถอดถอน เพราะรัฐมนตรีไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นผู้เสนอทบทวนการประกาศซีแอลยามะเร็ง ถือเป็นความขัดแย้งต่อนโยบายรัฐ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปสุขภาพประชาชน ฯลฯ จึงขอยื่นถอดถอน รมว.สาธารณสุข ออกจากตำแหน่งการเมือง!! แต่การจะถอดถอนรัฐมนตรี มันไม่ง่ายเหมือนถอนขนจั๊กกระแร้นะโยม การยื่นบัญชีหางว่าวประชาชนสองหมื่นคน เป็นแค่บันไดขั้นต้นของกระบวนการเช็กบิล เพราะผู้มีอำนาจถอดถอนนักการเมือง คือวุฒิสภา ขั้นต่อไปประธานวุฒิสภาคนใหม่ “ประสพสุข บุญเดช” จะต้องนำรายชื่อประชาชนสองหมื่นคนไปตรวจสอบคุณสมบัติอีกที คือตรวจสอบว่ามีตัวจริงเสียงจริงตรงตามบัตรประชาชน? เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง? และได้ไปใช้สิทธิ เลือกตั้งตามกติกา? สมมุติว่าตรวจสอบแล้วทั้งสองหมื่นรายชื่อถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ ประธานวุฒิสภาก็จะเป็นบุรุษไปรษณีย์ส่งคำร้องขอถอดถอนรัฐมนตรีไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา ถึงขั้นนี้ก็ถือว่าลุ้นเสียวมาแล้วครึ่งทาง ป.ป.ช.ต้องรีบสอบสวนข้อกล่าวหาให้ได้ ข้อยุติโดยเร็ว ถ้าข้อกล่าวหามีมูล ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติ เกินกึ่งหนึ่งให้เช็กบิล รัฐมนตรีสาธารณสุข (ไชยา สะสมทรัพย์) จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ตรงนี้แหละ...ถึงจะได้ลุ้นเสียวกันน้ำลายเหนียวคอ เมื่อ ป.ป.ช.โยนลูกกลับมาที่วุฒิสภา ประธานวุฒิสภาจะต้องเรียกประชุมนัดพิเศษ เพื่อลงคะแนนลับว่าควรให้ถอดถอนรัฐมนตรีคนนี้ออกจากตำแหน่ง?? หรือจะต่อวีซ่าให้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป?? รัฐธรรมนูญกำหนดให้การถอดถอนจะต้องมีเสียงเห็นชอบเกินกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภา (ลากตั้งบวกเลือกตั้ง) 150 คน หรือต้องได้เสียง ส.ว. 91 เสียงขึ้นไป จึงจะเช็กบิลรัฐมนตรีตกเก้าอี้สมใจนึกบางลำพู!! ผู้ที่ถูกถอดถอนจากรัฐมนตรีจะต้องถูกแช่แข็งห้ามเล่นการเมือง 5 ปี เป็นของฝากของแถมอีกหนึ่งกระทง เรียกว่าโดน 2 เด้งซ้อน ไม่มีอุทธรณ์ ฎีกา ที่ “แม่ลูกจันทร์” กระชุ่นมาทั้งหมด คือกติกาถอดถอนรัฐมนตรีที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน (ซึ่งลอกมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อีกที) สรุปว่า การทดลองกติกาด้วยการยื่นถอดถอน รมว.สาธารณสุข โดยประชาชนสองหมื่นคน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องผ่านหลายขั้นตอน และต้องใช้เวลาดำเนินการนานพอสมควร โปรดติดตามผลการเช็กบิลรัฐมนตรีคนแรก ฉลองเทศกาลเช็งเม้งจะลงเอยอย่างไร?? “แม่ลูกจันทร์” ขอย้ำเล็กๆว่า กติกานี้ไม่ใช่มีไว้ถอดถอนรัฐมนตรีอย่างเดียว ยังสามารถถอดถอน ส.ส. ส.ว. ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ประธานศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุด รวมทั้ง กกต. ถ้าเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดต่อตำแหน่งในการยุติธรรม บกพร่องทางจริยธรรม และจงใจใช้อำนาจขัดหลักรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ประชาชนสองหมื่นชื่อก็ยื่นถอดถอน ได้ตามกติกา แต่จะถอนสำเร็จหรือไม่...ค่อยว่ากัน อีกที. “แม่ลูกจันทร์”
ทุกกติกาต้องมีการบังคับใช้และการบังคับใช้ต้องมีการทดลองของจริง
สรุปเสนอแก้ไข รธน. 5 ประเด็น [1 เม.ย. 51 - 03:11]
เลิก ม.309 เปิดช่องฟ้องกลับ คตส. นายชูศักดิ์กล่าวว่า 5 ประเด็นที่เสนอให้แก้ไขมีดังนี้ 1.ให้ยกเลิกมาตรา 309 บทบัญญัติที่ระบุว่าบรรดาการใดๆที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาทั้งหลายในคดีต่างๆของ คตส.หรือแม้แต่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน สามารถหยิบไปต่อสู้ในชั้นศาลหรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ว่าประกาศหรือคำสั่งทั้งหลายนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อาจเพราะไม่เป็นไปตามระบบนิติรัฐ สร้างความไม่เสมอภาคหรือเลือกปฏิบัติ ตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีใดเป็นการเฉพาะ แต่ไม่ได้ไปยกเลิกประกาศหรือคำสั่งทั้งหลายของ คมช. 2.แก้ไขมาตรา 190 การทำสนธิสัญญาใดๆถ้ามีผลในเรื่องสำคัญต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนเหมือนเดิม แต่ปรับปรุงในส่วนที่ให้ต้องเปิดเผยหลักการสาระบางประการของการไปตกลงเจรจา หรือต้องให้ไปรับฟังความคิดเห็นก่อน ซึ่งจะทำให้รัฐหรือประเทศทำอะไรลำบาก เสียเปรียบต่างประเทศที่จะรู้ล่วงหน้า 3.แก้ไขมาตรา 266 ให้ตัดข้อความบางอย่างออกเพื่อให้ ส.ส.เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในส่วนที่เป็นประโยชน์ของประชาชน หรือประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน ให้สามารถทำได้โดยไม่ถือว่าเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ปลดล็อกโทษยุบพรรคเหมาเข่ง 4. ยกเลิกมาตรา 237 บางประเด็น จากเดิมที่ มายุบพรรคก่อนแล้วค่อยมาเพิกถอนสิทธิกรรมการ บริหารพรรคแบบยกเข่งทั้งหมด โดยตัดถ้อยคำที่ว่า “การให้ถือว่าการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งหรือระเบียบ กกต.แล้วไปถือว่าเป็นการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ” ออกไป เพราะเป็นครั้งแรกที่บัญญัติขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นการเหมารวม ไม่เป็นธรรม แต่ยังคงหลักการว่าการยุบพรรคยังมีอยู่ โดยเหตุแห่งการยุบพรรคให้เป็นไป 2 เหตุผลตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเดิมคือ กระทำการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และกระทำการเพื่อให้ได้ซึ่งอำนาจการปกครองโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และตัดข้อความที่ว่า “ให้ถือว่าพรรคการเมืองกระทำ” ออกไป โดยให้ถือว่าเป็นเรื่องของบุคคล แต่พรรคการเมืองยังต้องมีส่วนรับผิดชอบ หากหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคที่มีส่วนร่วมรู้เห็นหรือไม่ระงับยับยั้ง สามารถถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ 5.เพิ่มเติมให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ทุกเรื่อง จากเดิมให้เสนอกฎหมายได้แค่เฉพาะในหมวดว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ แพลมไต๋นิรโทษกรรม 111 ทรท. ผู้สื่อข่าวถามว่า การยกเลิกมาตรา 309 ประเมินแล้วจะเป็นคุณต่อจำเลยของ คตส.ทุกคดี นายชูศักดิ์ตอบว่า ได้ย้ำมาตลอดว่าคนที่ถูกฟ้องเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยสามารถจะยกเป็นข้อต่อสู้ได้ว่าประกาศหรือคำสั่งทั้งหลายที่ออกมาบังคับนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถ้าสู้แล้วศาล เห็นว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็ต้องยกเลิก เมื่อถามว่า เป็นการเปิดทางให้ผู้ถูกสอบฟ้องร้อง คตส.ได้ นายชูศักดิ์ ตอบว่า ก็มีสิทธิ ถ้าคิดว่าไม่ถูกต้องก็มีสิทธิฟ้องร้องได้ ขอเรียนว่าเบื้องหลังของการเขียนมาตรา 309 เป็นเทคนิคของคนเขียนกฎหมายที่เอาประสบการณ์สมัย รสช.ที่ศาลฎีกายกฟ้องแล้วนำมาเขียน แต่มันไม่เป็นตามหลักนิติธรรม เมื่อถามว่า การยกเลิกมาตรา 309 เท่ากับปูทางให้นิรโทษกรรมหรือไม่ เพราะการตัดสิทธิอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเป็นไปตามประกาศ คปค. นายชูศักดิ์ตอบว่า ก็ถูก เขามีสิทธิต่อสู้ว่าประกาศทั้งหลายจะยกขึ้นมาต่อสู้ต้องสุดแต่องค์กรที่ทำหน้าที่วินิจฉัย แต่ไม่ใช่มาปิดปากกันว่าต่อสู้อะไรไม่ได้เลย เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 309 บอกว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหมด โยน กมธ.ศึกษาแนวทางแก้ไขทั้งฉบับ เมื่อถามว่า จะมีการทำประชาพิจารณ์ตามหัวเมืองต่างๆหรือไม่ นายชูศักดิ์ตอบว่า วิปรัฐบาลไม่ได้ปิดโอกาส ที่มีการเสนอไว้ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาน่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขทั้งฉบับก็ว่ากันไป อาจจะมีการดำเนินการพิจารณาแก้ไขทั้งฉบับกันอีกตอนหนึ่ง แต่การแก้ไข 5 ประเด็นนี้คิดว่าชัดเจนแล้ว จะมีการจัดทำตารางแถลงให้ประชาชนทราบเหตุผลของการแก้ไข เชื่อว่าไม่นำไปสู่ การขัดแย้งรุนแรง นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ผู้ช่วยเลขานุการวิปรัฐบาล กล่าวว่า การแก้ไขมาตรา 309 ไม่ได้ไปยกเลิก คตส. และไม่ได้เกี่ยวกับคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อเสนอร่างแก้ไขในเบื้องต้นให้พรรคร่วมรัฐบาลได้พิจารณาแล้ว ฝ่ายเลขานุการจะนำมายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ คาดว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์ คงจะสามารถเสนอต่อสภาฯได้
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการศึกษาประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญของวิปรัฐบาล วานนี้ (31 มี.ค.) ว่า ที่ประชุมมีมติเสนอแก้ไขปรับปรุง ทั้งหมด 5 ประเด็น และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการไปยกร่างแก้ไขเพื่อมอบให้พรรคร่วมรัฐบาลนำไปประชุมพิจารณากันในวันที่ 1 เม.ย. ว่าจะเพิ่มเติมอะไรหรือไม่ หากดูแล้วเห็นสมควรก็มายกร่างฉบับสมบูรณ์ และมอบให้ ส.ส.เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาต่อไป ตั้งใจว่าจะเสนอได้ในสัปดาห์หน้า ก่อนปิดสมัยประชุมนี้คงสามารถยื่นร่างแก้ไขได้ทันแน่ ส่วนจะทันการตัดสินคดียุบพรรคหรือไม่เป็นคนละประเด็นกัน การจะเร่งรัดหรือไม่เป็นเรื่องของรัฐสภา ยืนยันว่าไม่ได้แก้ไขเพื่อไปไล่บี้คมช.หรือ คตส.แต่อย่างใด
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้ การตรวจสิทธิ ศรีสุบรรณฟาร์ม เป็นการตรวจสอบตามขั้นตอนของกฎหมาย
กก.ยกร่างแก้ รธน.มีมติยกเลิกมาตรา 309 เร่งเสนอร่างสัปดาห์หน้า
ทำเนียบฯ 31 มี.ค. -คณะกรรมการศึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญวิปรัฐบาล มีมติยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 อ้างเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถนำไปต่อสู้ในชั้นศาลได้
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการศึกษาการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม โดยใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง ว่า ที่ประชุมมีมติร่วมกันว่า ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปยกเลิกประกาศหรือคำสั่งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เพียงแต่ยกเลิกในประเด็นข้อความที่ว่า ให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียมีโอกาสต่อสู้ในชั้นศาล เพราะเห็นว่ามาตราดังกล่าวไม่เป็นไปตามระบบนิติรัฐ สร้างความไม่เสมอภาค และเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งขัดกับหลักรัฐธรรมนูญ
“ผมเรียนว่า เบื้องหลังมาตรา 309 เป็นเทคนิคของคนเขียนกฎหมาย เอาประสบการณ์จากสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ศาลฎีกายกฟ้องคำสั่งยึดทรัพย์ แล้วเอามาเขียนเป็นมาตรา 309 ซึ่งเรามองว่าการเขียนเช่นนี้ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เขาเรียกว่ามันปิดปาก เพราะหากไม่แก้ ศาลจะบอกว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นี่คือเหตุผลที่ต้องแก้ไข เพื่อเปิดโอกาสให้มีการสู้คดีในชั้นศาลได้” นายชูศักดิ์ กล่าว
นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังมีมติให้แก้ไขมาตรา 237 ในบางประเด็น คือ หลักการการยุบพรรคที่มีการเขียนกฎหมายไว้ว่า ให้ถือว่าการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ฝ่าฝืนระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งการกระทำเหล่านี้เป็นการให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองซึ่งไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จะต้องตัดออกทั้งหมด เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการเหมารวม ซึ่งไม่เป็นธรรม
“แต่ยังยืนยันหลักการยุบพรรคให้คงไว้ โดยให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเดิมใน 3 ประเด็น คือ กระทำการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย, กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และตัดคำว่าให้ถือว่าพรรคการเมืองเป็นผู้กระทำออกไป โดยให้ถือว่าเป็นเรื่องของบุคคล แต่หากหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารที่มีส่วนร่วม หรือมีส่วนรู้เห็น และไม่ระงับยับยั้ง สามารถถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้” นายชูศักดิ์ กล่าว
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังมีมติให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง มาตรา 190 คือ การทำสนธิสัญญาใด ๆ กับต่างประเทศ หากมีผลในเรื่องสำคัญ ต้องขอความเห็นชอบจากสภาฯ ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญระบุว่า ต้องเปิดเผยหลักการและสาระบางประการของข้อตกลงเจรจา ซึ่งส่วนนี้ที่ประชุมเห็นว่าจะทำให้รัฐหรือประเทศทำข้อตกลงได้ลำบาก และอาจจะเสียเปรียบต่างประเทศ แต่ยังคงหลักการเดิมว่า หากการทำสัญญาทำให้ประชาชนเสียหาย เสียเปรียบหรือได้รับความเดือดร้อน รัฐมีหน้าที่ดูเรื่องของการเปิดเผยสัญญาไม่ให้กระทบกับประชาชนได้ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้แก้ไขมาตรา 266 โดยให้ตัดข้อความบางประการ เพื่อให้ ส.ส.เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือสาธารณะ ก็ให้สามารถกระทำได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
“ที่ประชุมยังพิจารณาในประเด็นการเสนอกฎหมายของประชาชน ซึ่งเดิมประชาชนเสนอได้เฉพาะหมวดที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ ซึ่งผมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องจำกัด จึงเพิ่มเติมว่าประชาชนสามารถเสนอกฎหมายได้ทุกเรื่อง โดยข้อสรุปในวันนี้จะเสนอให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการยกร่างฯ ไปยกร่าง เพื่อที่พรรคร่วมรัฐบาลจะนำไปเสนอในที่ประชุมของแต่ละพรรค โดยหากพรรคร่วมรัฐบาลเห็นชอบด้วย จะนำมายกร่างฉบับสมบูรณ์ ก่อนที่ให้ ส.ส.เข้าชื่อเพื่อเสนอประธานรัฐสภาต่อไป ซึ่งคาดว่าจะยื่นร่างแก้ไขได้ภายในสัปดาห์หน้า ” นายชูศักดิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การยกเลิกมาตรา 309 จะเป็นคุณกับผู้ที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ดำเนินคดีหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า คนที่ถูกฟ้องเป็นผู้ต้องหาสามารถที่จะยกเป็นข้อต่อสู้ว่า ประกาศ คำสั่งที่ออกมาบังคับใช้ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นการเลือกปฏิบัติไม่เสมอภาคได้ ซึ่งหากผู้ต้องหาคิดว่าไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิที่จะฟ้องร้องต่อสู้ทางคดีได้ และตนคิดว่าสิ่งที่วิปรัฐบาลทำอยู่สามารถชี้แจงได้ว่าไม่ได้ทำเพื่อใคร. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-31 19:37:06
คตส.ส่งเรื่องเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่าให้อัยการสูงสุด
สตง. 31 มี.ค.- คตส. มีมติเอกฉันท์ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” มีส่วนได้เสียเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า เตรียมส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณา ภายใน 14 วัน
นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แถลงภายหลังการประชุมใหญ่ นัดพิเศษ วันนี้ (31 มี.ค.) ที่มีนายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. เป็นประธานพิจารณาเรื่องไต่สวนกรณีกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดำเนินนโยบายต่างประเทศ ไปพร้อมกับการแสวงหาประโยชน์สำหรับธุรกิจครอบครัวชินวัตรกับพวก อันเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ส่งรายงาน เอกสาร หลักฐาน พร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงดำเนินการต่อไป โดย คตส.จะส่งไปยังอัยการสูงสุดภายใน 14 วัน
“การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ มีมูลความผิดอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และมาตรา 157 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2502 มาตรา 8 และมาตรา 13” นายสัก กล่าว
ทั้งนี้ นายสัก กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่จัดการ หรือดูแลกิจการของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ได้เจรจาอย่างไม่เป็นทางการ และให้คำมั่นกับนายกรัฐมนตรีพม่า และพลจัตวา เต็ง ซอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและโรงแรม และกระทรวงคมนาคมไปรษณีย์และโทรเลขของพม่า ว่า จะให้กู้เงินเพื่อดำเนินโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคม ทั้งที่ไม่มีผลการประชุมระหว่างผู้นำเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
“นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้รับทราบเรื่องมาก่อน จนกระทั่งทางการพม่ามีหนังสือขอกู้เงิน โดยอ้างการเจรจาตกลง และให้คำมั่นจากผู้ถูกกล่าวหา และผู้ถูกกล่าวหายังได้ให้ ครม.เห็นชอบ ให้เอ็กซิมแบงก์ให้เงินกู้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน วงเงิน 3,000 ล้านบาท และต่อมาได้ให้เพิ่มวงเงินกู้สินเชื่ออีก 1,000 ล้านบาท รวมเป็น 4,000 ล้านบาท และให้ขยายระยะเวลาปลอดการชำระหนี้การจ่ายเงินต้น จาก 2 ปี เป็น 5 ปี” นายสัก กล่าว
นายสัก กล่าวว่า ในการตรวจสอบประเด็นอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นไปเพื่อแสวงหาประโยชน์กับครอบครัวหรือไม่ พบว่า ทางการพม่าได้ใช้เงินกู้ในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคม จำนวน 593,492,815.96 บาท จัดจ้างบริษัท ชินแซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) ที่ผู้ถูกกล่าวหาและครอบครัวชินวัตร กับพวก มีผลประโยชน์ในหุ้นอยู่ แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าไม่มีหุ้นในบริษัทดังกล่าวแล้ว แต่บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ชินแซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) มีครอบครัวชินวัตรและเครือญาติถือหุ้นอยู่
นายสัก กล่าวว่า การให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน ยังไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ในการจัดตั้งธนาคาร ยังเป็นเหตุให้เอ็กซิมแบงก์ได้รับความเสียหาย ต้องขอความคุ้มครองให้กระทรวงการคลังจัดสรรเงินงบประมาณประจำปี เพื่อชดเชยความเสียหาย ตามประมาณการทั้งโครงการเป็นเงิน 670,436,201.25 บาท และกระทรวงการคลังได้รับความเสียหาย ต้องจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2549 และ 2550 ชดเชยความเสียหายดังกล่าว รวมเป็นเงิน 140,349,600 บาท.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-31 19:20:16








