WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 2, 2008

จากตำนาน แดง-ไม่รับ ถึง แดง-แก้ไขรธน.50

การต่อสู้กับเผด็จการหลังการยึดอำนาจของคณะผู้นำทหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น จนต้องกล่าวได้ว่า มันจะเป็นตำนานของการต่อสู้กับเผด็จการที่ถูกกล่าวขานไปได้อย่างไม่สิ้นสุด นั่นก็คือ สัญลักษณ์ สีแดง ที่ถูกนำมาใช้ จนเป็นที่มาของ สโลแกนว่า “แดง-ไม่รับ”

กระแสการใช้สีแดง เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับเผด็จการ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.ที่ใช้กองกำลังทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พร้อมฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ของประชาชนทิ้ง ต้องยอมรับว่า ก่กำเนิดขึ้นจากกลุ่มประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยกลุ่มหนึ่งในนามของ “กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์” ที่ขณะนี้มีสตรีวัย 30 กว่าๆ เป็นเลขาธิการอยู่ในปัจจุบัน

โดย สิริวารี ที่รู้จักันดีสำหรับในกลุ่มคนที่ออกมายืนเรียกร้องประชาธิปไตยที่ท้องสนามหลวง ในชื่อเล่นว่า “นก” เปิดเผยถึงตำนาน “แดง-ไม่รับ” ให้ฟังว่า เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับสุภาพบุรุษในนามของ บก.ลายจุด หรือ สมบัติ บุญงามอนงค์ อดีตแกนนำผู้ก่อตั้ง กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เขาคือเจ้าของไอเดีย เจ้าของความคิด

สิริวารี ย้อนความหลังให้ฟังว่า เดิม สมบัติ หรือ บก.ลายจุด เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม 19 กันยาต่อต้านรัฐประหาร ร่วมกับผู้รักประชาธิปไตยในวัยหนุ่มวัยสาวอีกหลายคน และนับเป็นกลุ่มแรกที่จัดให้มีการเดินขบวนประท้วงการยึดอำนาจของกลุ่มเผด็จการทหาร แต่ภายหลัง สมบัติ ได้แยกตัว ออกมาตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นอีกกลุ่ม ในนามของกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์

แต่การต่อสู้ขณะนั้นดูจะสะเปะสะปะพอควร เนื่องจากประชาชนที่มายืนรวมตัวกันต่อต้านเผด็จการและทวงคืนประชาธิปไตยขณะนั้นล้วนมาจากทั่วสารทิศ ที่ไม่มีการจัดตั้งหรือเป็นมือก่อม็อบเชียวชาญเช่นเดียวกับกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย จึงค่อนข้างขาดยุทธวิธี

แต่สำหรับ สมบัติ ผู้นี้แล้ว เบื้องหลังเขาคือ ประธานมูลนิธิกระจกเงา หนึ่งในองค์กร เอ็นจีโอ ที่ทำงานด้านการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือผู้คน ทั้งเด็กทั้งชาวบ้าน มาพอสมควร กอปรกับเจ้าตัวก็เป็นนักคิด นักต่อสู้มาตลอด จึงทำให้ต้องขบคิดถึงการต่อสู้ที่ต้องสร้างสัญลักษณ์ขึ้นมา โดยเป้ามหายก็เพื่อหวังให้คนไทยในสังคมขณะนั้น เห็นว่า ต่อสถานการณ์ที่เผด็จการครองเมือง ใช้อำนาจบาตรใหญ่กดขี่ข่มเหงสิทธิและเสรีภาพจนผู้คนต้องสยบยอมก้มหัวให้ แต่ไม่ว่าจะขนาดไหน ต้องให้รู้ว่าในสังคมไทยยังมีคนอีกจำนวนมากที่พร้อมออกมาต่อสู้กับอำนาจที่ไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้น และไม่เกรงกลัวต่อ

“นก เริ่มร่วมต่อสู้กับเพื่อนๆ ที่ท้องสนามหลวงนับแต่วันแรกรุ่งขึ้นที่ทราบข่าวการยึดอำนาจแล้ว ขณะนั้นสื่อทั้งโทรทัศน์ วิทยุ บิดเบือนและกลับไปยืนข้างเผด็จการจนหมดสิ้น พวกเราส่วนใหญ่เริ่มรวมตัวและส่งข่าวสาร กระจายข่าว แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบนเน็ต และเว็บไซต์ของกลุ่มผลเมืองภิวัฒน์ ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่เว็บในขณะนั้นที่เปิดขึ้นเพื่อการต่อสู้ ซึ่งเราได้เริ่มรับรู้ซึ่งกันและกัน แล้วก็นัดพบเพื่อหารือและหาแนวทางในการรณรงค์ให้คนไทยที่ยังไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือแม้แต่ที่ออกมาชื่นชมทหารที่ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ ได้เข้าใจว่า นั่นคือหลักการที่ผิดอย่างมหันต์ และจะสร้างความเสียหายทั้งต่อเศรษฐกิจ และสังคมให้กับประเทศไทยอย่างมาก” สิริวารี กล่าว

สิริวารี ยอ้นอดีตให้ฟังต่อไปว่า หลังจากนั้น เธอจึงเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างสัญลักษณ์สีแดงให้สังคมรับรู้ว่า สีแดงนี่แหละคือสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านเผด็จการ ดังนั้น การสวมใส่เสื้อสีแดงจึงถูกนำมาเป็นเครื่องหมายของกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ในทันที

“เสื้อสีแดงชุดแรก ออกมาเพื่อการต่อต้านเผด็จการ พร้อมกับทีมงานสัปดาห์ละกว่า 10 คน บ้าง อยู่ในราวๆ นี้ คือในทุกวันเสาร์กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์จะมีกิจกรรมออกรณรงค์ปราศรัยย่อยไปตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สวนจตุจักร อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รังสิต หรือแม้แต่ทางด้านฝั่งธนฯ พวกเราไปหมด สวมเสื้อแดงปราศรัย แจกใบปลิว เราทำมาอย่างต่อเนื่อง และในบางครั้งเมื่อมีกลุ่มผู้รักประชาธิปไตยกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มฅนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มพิราบขาว 2006 จนมาถึง พีทีวี นปก.เปิดเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง พลเมืองภิวัฒน์ ก็จะเข้าร่วม ด้วยสัญลักษณ์สีแดง ทั้งเสื้อ บอร์ด ป้ายประจำเต็นท์”

สตรีวัย 30 กว่าๆ ผู้นี้ ยังกล่าวต่อไปว่า ช่วงแรกของการต่อสู้ยังไม่เหนื่อยหรือสาหัสมานัก แต่เมื่อรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ของ คมช. กำหนดให้มีการลงประชามติหลังจากเหล่าสมุนเผด็จการที่อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้ร่างรัฐธรรมนูญโจร เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมกำหนดให้วันที่ 19 สิงหาคม 2550 เป็นวันลงประชามติ ช่วงรณรงค์ตอนนี้เอง ที่กลายเป็นจุดร่วมของทุกกลุ่มที่เข้าต่อสู้ต่อต้านเผด็จการ คมช.ร่วมกัน

“จำได้ว่า พีทีวี กลุ่มคุณวีระ มุสิกพงศ์ คุณจักรภพ เพ็ญแข คุณจตุพร พรหมพันธุ์ หลังต้องออกมาเปิดเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง การรวมตัวของผู้รักประชาธิปไตยหลายกลุ่มก็เริ่มรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในชื่อของ นปก.หรือแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ มีการปราศรัยทุกวันในช่วงเย็น กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ก็เป็นหนึ่งในแนวร่วม ของ นปก. ขณะที่การใช้เสื้อแดง ก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม ที่รู้กันหรือหากไปท้องสนามหลวงเวลานั้น จะชินปากกันว่า เต้นท์เสื้อแดง ก็จะทราบกันทันที ช่วงนี้ เราปรับเปลี่ยนสโลแกนมาเป็น คมช. กบฏยุคสุท้าย”

สิริวารี เปิดเผยด้วยว่า หลายกลุ่มขณะนั้น พุ่งเป้าการต่อสู้ไปที่ ล้ม คมช. ดังนั้น จึงมีการเดินขบวนไปเยี่ยมเยี่ยนที่ตั้งของสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย หรือสำนักของเหล่าเผด็จการอยู่เป็นระยะๆ เช่น อนุสาวรีย์บ้าง กองทพบกบ้าง จนมาที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ 2-3 ครั้ง จนท้ายสุดเกิดการปะทะกันขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2550 อย่างไรก็ตาม กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เริ่มเปิดประเด็นของไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นเป็นกลุ่มแรกในช่วงนั้น ด้วยคำ “Thai Say No” พร้อมกับ “ไม่เอา ไม่รับ ไม่ปลื้ม รัฐธรรมนูญ คมช.” ซึ่งก็หมายถึง ประชาชนคนไทยจะไม่รับ หรือรับไม่ได้อย่างเด็ดขาดกับรัฐธรรมนูญที่กำลังจะต้องลงประชามติในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าในขณะนั้น

“19 สิงหาคม 2550 คือวันที่ต้องลงประชามติกัน เมื่อการต่อสู้มาถึงระยะหนึ่ง แต่ คมช.และเผด็จการยังคงแข็งกร้าว กลุ่มประชาชนในนามของ นปก.เองก็ไม่ต้องการต่อสู้ด้วยวิธีการรุนแรง โดยให้เป็นไปตามสันติวิธี เวลาจึงใกล้การลงประชามติเข้ามาแล้ว เมื่อพลเมืองภิวัฒน์เป็นหนึ่งใน นปก. และตอนนั้น คุณ สมบัติ ก็นับเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงมากคนหนึ่งในแกนนำ นปก. ขณะที่พลเมืองภิวัฒน์ ตั้ง ธง ไว้แล้ว คือการรรงค์ Thai Say No ดังนั้น ธง การรรรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จึงเริ่มขึ้นเป็นในนามของ นปก.”

สิริวารี เล่าต่อไปว่า กลุ่มผู้ชุมนุมที่ท้องสนามหลวงขณะนั้นมีไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่นคน ต่อคืน บ้างก้เดินทางมาจากต่างจังหวัดทั้งจากภาคเหนือ กลาง อีสาน หรือแม้กระทั่งภาคใต้ เมื่อเป้าของ นปก. พุ่งไปสู่การณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของโจรกบฏ ทุกคนจึงร่วมมือร่วมใจกันอย่างแข็งขัน เอกสารที่ได้รับการบริจาคมาจากทั่วสารทิศเกี่ยวกับเหตุผลการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 50 ถูกกระจายไปทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ท้องสนามหลวง

“แดง-ไม่รับ ถูกจุดให้ดังกระหึ่มขึ้นในช่วงนี้ หลายกลุ่มเริ่มใช้สัญลักษณ์เสื้อแดงกันทั่ว ใส่กันทุกวัน ต่างจังหวัดก็ติดต่อขอนำไปสวมใส่ขยายสัญลักษณ์การต่อสู้ให้มากขึ้น แต่ช่วงนั้นการสกัดกั้นมีมากทั้งทหาร ทั้งตำรวจ แม้กระทั่งข้าราชการพลเรือนที่ยืนอยู่ข้างเผด็จการก็ร่วมด้วย เรียกว่าบางครั้งถึงกับจับข้อหาใส่เสื้อแดงก็มี”

สิริวารี ย้อนอดีตให้ฟังอีกช่วงว่า ก่อนหน้ารณรงค์ “แดง-ไม่รับ” สโลแกนเสื้อแดงของกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์เปลี่ยนจาก “คมช.กบฏยุคสุดท้าย” มาเป็น “วันอาทิตย์สีแดง” ลดความรุนแรงจากถ้อยคำลงเล็กน้อยเพื่อให้คนที่ยังหวาดกลัว อำนาจมืดของ คมช. กล้าสวมใส่ และขอให้พร้อมใจกันใส่ในทุกวันอาทิตย์

“เราทำกิจกรรมหลายรูปแบบ ทั้งแรลลี่ สวมใส่เสื้อแดงร้องเพลงของคุณจิ้น กรรมาชนกันที่หน้า พารากอน สยามสแควร์ เหล่านี้ก็ทำมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งช่วงใกล้ลงประชามติ ดีกรียิ่งเพิ่มขึ้น เรามีการจัดกระบวนรถแดงวิ่งประชาสัมพันธ์แจกเอกสารไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทุกวัน แดงหมดทั้งรถสามล้อนำ และรถสีล้อแดง วิ่งทั่วกรุงเทพฯทุกวัน ทั้งแจกเอกสาร ทั้งปราศรัยให้ผู้คนได้รับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากล ประเด็นซ่อนเงื่อนงำต่างๆ ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญของโจรปล้นประชาธิปไตยฉบับนี้ เสียงตอบรับมีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” สิริวารี กล่าวพร้อมความงุนงง

“ที่เราแพ้ประชามติครั้งนั้น เราเสียใจกันมาก แต่ก็เผื่อใจกันไว้แล้ว เพราะการใช้อำนาจรัฐสกัดกั้นมากมายเหลือเกิน หากยังจำกันได้ มีข่าวถึงขั้น คมช.ใช้กำลัง กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาควมมั่นงคภายใน) ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่และอาสาของพวกเขาเป็นหมื่นๆ ลงพื้นที่ทุกหมู่บ้านในต่างจังหวัด คือทั้งสกัดข่าวสารของฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งกล่อมให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน เดี๋ยวจะไม่มีเลือกตั้ง เดี๋ยวจะไม่ได้ประชาธิปไตยกลับมา ถึงขั้นบอกให้รับร่างเพื่อไล่ คมช.พ้นไปก็มี”

สิริวารี กล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า ตัวเลขรับกับไม่รับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ห่างกันไม่กี่ล้านเสียง หากสังคมอยู่บรรยากาศประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพแล้ว เผด็จการไม่มีวันชนะอย่างแน่นอน ดังนั้น แม้แพ้ในการรณรงค์ครั้งนั้น ไม่ใช่สังคมไทยเมินต่อประชาธิปไตย แต่เป็นเพราะอำนาจมืดของเผด็จการ ใช้ยุทธวิธีทุกรูปแบบบิดเบือนให้ผลที่ออกมาเป็นไปตามที่ต้องการ

และเมื่อมาถึงวันนี้ วันที่เธอต้องมารับหน้าที่เป็นเลขาธิการกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ หลังจาก สมบัติ บุญงามอนงค์ ลดบทบาทลงเพื่อกลับเข้าสู่ความรับผิดชอบต่อองค์กร มูลนิธิกระจกเงา ที่เขามีหน้าที่เป็นประธานมูลนิธิฯไปแล้ว สิริวารี ยังคงถือ ธง กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ แทน ด้วยการ จุดพลุ สัญลักษณ์ แดงขึ้นใหม่อีกครั้ง กับรัฐธรรมนูญโจร ที่เคยต่อสู้กันมาแล้วฉบับนี้

แต่ครั้งนี้ คือ การต่อสู้รณรงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แก้ไขเงื่อนงำที่ถูกซ่อนเร้น อำพราง เพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอำนาจของประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 และทันทีที่เธอหยิบยก “แดง แก้ไขรัฐธรรมนูญ 50” บอกกล่าวถึงกิจกรรมของกลุ่มที่จะดำเนินการในเดือนเมษายนนี้ขึ้นในที่ประชุม นปช.ล่าสุด แนวร่วมของ นปช.ที่ตั้ง ธง ไว้แล้ว จะร่วมกันรณรงค์แก้ไขเช่นเดียวกัน จึงไม่ต้องใช้เวลาขบคิดแต่อย่างใด เมื่อทุกคนเคยร่วมต่อสู้มาอย่างเข้มข้นแล้วใน “แดง-ไม่รับ”

ดังนั้น กระแส “แดง แก้ไขรัฐธรรมนูญ” หรือแม้แต่จะออกมาเป็น “แดง คว่ำรัฐธรรมนูญ” จึงได้รับการตอบรับและเห็นด้วยต่อมวลสมาชิก นปช.ถ้วนหน้า

แดง วันนี้ จึงกลายเป็น ธง ผืนใหม่ ที่ยังคงคุณค่าจาก ธง ผืนเดิม ไว้ครบถ้วน เสริมด้วยกำลังใจอย่างเหลือล้น เพื่อต่อสู้กับเผด็จการอีกรอบ ......


กกต.แตะต้องไม่ได้

ผลต่อเนื่องจากการเข้ารอ้งต่อ ดีเอสไอ ของ พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้การฯป่าไม้ ได้ถูกนำไปขยายผลและสอบในเชิงลึก เพื่อหาข้อเท็จจริงและสาวไปถึงตัวผู้กระทำความผิด หากพบว่าเรื่องราวเป็นไปตามที่มีการร้องเรียน

ทั้งกรณีของการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินกว่าจำนวนผู้ใช้สิทธิ์นับล้านใบ ที่สร้างความไม่สบายใจให้กับประชาชนและพรรคการเมือง ที่เชื่อว่ามีเค้าลางของความไม้ชอบมาพากล

รวมไปถึงกรณีข้อกล่าวหาว่ามีการกาบัตรให้กับพรรคการเมืองบางพรรค แล้วนำไปสับเปลี่ยนกับบัตรในหีบที่ถูกส่งมาจากคูหาเลือกตั้ง

ทั้ง 2 เรื่องดังที่ว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีพรรคการเมืองบางพรรคเคยออกมาแสดงความไม่สบายใจ และมีการร้องเรียนกันไปแล้ว จากผลการเลือกตั้งที่เบี่ยงเบนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีของการเลือกตั้งล่วงหน้า

รวมทั้ง กกต. เองก็มีการต้งกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าผ่านมานานการสอบสวนก็ยังไม่คืบหน้า ไม่มีคำตอบออกมาว่าข้อเท็จจริงดีงที่ถูกกล่าวหาเป็นอย่างไร

ไม่มีแม้กระทั่งกรอบในการสอบสวน ไม่มีข่าวปรากฎออกมาว่าจะต้องเรียกใครไปสอบเป็นพยาน มีใครอยู่ในข่ายที่ต้องรับผิดชอบโดยหน้าที่ หรือมีใครที่ส่อว่าจะทุจริตคอรัปชั่นบ้างหรือไม่

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว กกต. เองในฐานะองค์กรที่ต้องมากไปด้วยความโปร่งใส ความยุติธรรม จะต้องรีบสะสางเรื่องราวภายในให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการทำงาน ที่แต่ละเรื่องล้วนมีความสำคัญต่อชาติบ้านเมือง

ไม่ว่าจะเป็นการจ้องยุบพรรคร่วมรัฐบาล ไปจนถึงพรรคพลังประชาชน หรือจะเป็นการให้ใบเหลือง ใบแดง ก่อนหน้านี้ที่แจกกันจนสนุกมือ โดยที่ถึงวันนี้ประชาชนทั้งประเทศก็ยังไม่เข้าใจ ว่ามีหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานอย่างไรกันแน่
แต่กลับกันเมื่อดีเอสไอ โดย พล.ต.ต.ทวี สอดส่อง พร้อมคณะเดินทางไปสอบข้อเท็จจริงถึงที่ กลับมีเสียงสะท้อนออกมาจาก สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาฯ กกต. ด้วยท่าทีไม่พอใจ

อ้างถึงมารยาทที่ไม่บอกกล่าวให้มีการเตรียมตัวล่วงหน้า รวมทั้งอ้างถึงความเป็นองค์กรอิสระ ที่เสมือนว่าใครก็จะไปแตะต้องไม่ได้

ซึ่งเชื่อแน่ว่า กกต. เองก็มีความคิดในทำนองนั้นมาโดยตลอด เพราะเมื่อคราวมีภาคประชาชนทำหนังสือขอให้ชี้แจงมาตรฐานการแจกใบแดง-ใบเหลือง กกต.ก็ทำเฉยเมย ไม่รู้ไม่ชี้มาตลอด

หรือไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยเรื่องราวใดๆ ก็ตาม ก็ไม่ปรากฎว่ามีการออกมาชี้แจงแสดงเหตุผลให้ชัดแจ้ง จนแทบจะรู้สึกได้ว่า กกต. เชื่อมั่นในอำนาจที่มีอยู่ในมือ จนไม่คิดว่าจะต้องฟังเสียงใคร

ไม่คิดว่าจะต้องอธิบายให้ประชาชนเกิดความสบายใจ ทั้งที่บางกรณีอย่างเช่นการที่ กกต. เพียงไม่กี่คนไม่รับรองผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ผ่านการสนับสนุนจากชาวบ้านนับแสน สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องอธิบาย ว่ามีเหตุผลมากพอเพียงอย่างไรหรือไม่ ที่ไปหักล้างวิจารณญาณการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย

เหมือนเช่นครั้งนี้ เมื่อ กกต. เป็นฝ่ายถูกตรวจสอบเข้าบ้าง จึงได้ออกมาแสดงความไม่พอใจ พยายามกล่าวหาว่ามีการเมืองแทรกแซง ทั้งที่การพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินสมควรเป็นจำนวนมหาศาลก็เกิดขึ้นจริง มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์อยู่ชัดแจ้ง

หาก กกต.จะคิดหรือจะพูดเช่นนั้น ก็คงจะเกิดคำถามย้อนกลับไปมากมาย ว่าแล้วในการแจกใบเหลือง-ใบแดง ของ กกต.นั้น ไปรับคำสั่งจากใครมาทำลายพรรคการเมืองหรือเปล่า

แล้วหาก กกต. อ้างว่าทุกบทบาทของตัวเองเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ แล้วการดำเนินการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอ ตามที่มีผู้ร้องเรียน โดยมีหลักฐานประกอบที่พิจารณาแล้วเห็นว่ารับฟังได้ในเบื้องตั้นนั้น มันผิดบทบาทที่ตรงไหน

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าท่าทีของ กกต. ดังที่ว่านั้นมีความหมายอย่างไรแน่ จะเป็นเพราะร้อนตัว หรือเพราะใหญ่โตจนเคย เพราะมีแต่ให้คุณให้โทษคนอื่นก็ไม่รู้ได้

แต่ทางที่ดีแทนที่ กกต. จะมัวไปโทษคนโน้น คนนี้ น่าจะออกมาชี้แจงแถลงไขให้เป็นเรื่องเป็นราวจะเหมาะกว่า อย่างน้อยก็เป็นการเรียกความเชื่อมั่นศรัทธาเล็กๆ น้อยกลับมาบ้าง

หรืออย่างน้อยก็ออกมาบอกเล่ากันว่าการตั้งกรรมการที่ประกอบไปด้วยระดับ ผอ. หรือหัวหน้าฝ่าย ทั้งๆ ที่เป้าหมายที่สังคมเคลือบแคลงสงสัยล้วนเป็นระดับบิ๊กๆ นั้นมีความคืบหน้ามากน้อยอย่างไร

ช่วยออกมาบอกว่าการตั้งคณะกรรมการดังว่าไม่ใข่แค่เรื่องแหกตาประชาชี

แต่เป็นเรื่องที่ตั้งใจสืบสาว ขุดคุ้ย ควานหาตัวคนชั่ว ที่ทำระยำตำบอนให้ กกต. เกิดความเสียหายออกมาลงโทษกันจริงๆ...!!



พ.ต.อ.ทวี นั่งเก้าอี้ อธิบดี ดีเอสไอ เต็มตัว พร้อมตั้งกรรมการ ป.ป.ท. 6 คน พิศาล เป็นประธานฯ

พลตำรวจโทวิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแต่งตั้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

หลังอยู่ในตำแหน่งรักษาการมาระยะหนึ่งแล้ว พร้อมกันนี้ ครม.ยังได้เห็นชอบแต่งตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. รวม 6 คน ตามที่ได้มีกระบวนสรรหาตามกฎหมาย โดยนายพิศาล พิริยสถิต เป็นประธานกรรมการ ส่วนกรรมการประกอบด้วย นายไสว พราหมณี นายกุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ นายบุญปลูก ชายเกตุ นายถวิล อินทรักษา และนายอุดม มั่งมีดี


ประมวลภาพงานเปิด คลับทักษิณ สาขาอ่างทอง

ท่านประธาน คุณอัมรินทร์ ผจญยุทธ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ และ การดำเนินงานของ Clubthaksin และได้ เรียนเชิญ คุณพานทองแท้ ชินวัตร เปิดป้าย คลับทักษิณ สาขาอ่างทอง อย่างเป็นทางการ และได้รับเกียรติ จาก คุณศิธา ทิวารี ท่าน ส.ส การุณ โหสกุล ท่าน ส.ส น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และ คุณยุรนันท์ ภมรมนตรี มาร่วมงาน ในครั้งนี้ด้วย

การเดินทางในครั้งนี้ พวกเรา ขอขอบคุณสถานีตำรวจ อ.เมือง อ่างทอง ที่ได้ให้ความสะดวกในการเดินทาง ตลอดการเดินทางทั้งวัน และ ได้มีการรับช่วงต่อ ของแต่ละอำเภอที่พวกเราไป

ชมภาพรายละเอียด ประมวลภาพงานเปิด คลับทักษิณ

จาก hi-thaksin

'ทักษิณ'ออกแถลงการณ์โต้คตส. คดีปล่อยกู้พม่าพรุ่งนี้

'ทักษิณ'เตรียมออกแถลงการณ์โต้คตส. กรณีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า 4 พันล้านบาท ผ่านโฆษกส่วนตัวพรุ่งนี้ (2 เม.ย.) ทนายยันอดีตนายฯพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล

นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ดูแลคดีการที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกับรัฐบาลพม่า 4 พันล้านบาท กล่าวถึงการที่คตส.มีมติส่งสำนวนต่ออัยการสูงสุดเพื่อสั่งฟ้องต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองว่า พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล

โดยขอยืนยันว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือประเทศพม่า ซึ่งการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ เป็นไปตามกฎหมาย มีระเบียบของเอ็กซิมแบงก์กำหนดอยู่ว่า หากเห็นว่าประโยชน์ของประเทศ เป็นสำคัญ ก็สามารถดำเนินการได้ ซึ่งไทยก็ได้ประโยชน์ด้วยการที่พม่าให้สัมปทานแหล่งก๊าซเมาะตะมะ มูลค่าแสนล้านบาท เพียงคนเดียว แต่เราพูดมากไม่ได้เพราะเกรงว่าพม่าจะคิดว่าเราหวังเอาประโยชน์จากเขา

นายฉัตรทิพย์ กล่าวว่า การที่พม่าซื้อดาวเทียมชินแซทฯ ถือเป็นความต้องการของพม่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถไปบังคับให้เขาซื้อได้ ยืนยันได้ว่าโครงการดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้รับผลประโยชน์แต่อย่างใด เนื่องจากไม่ได้ถือหุ้นชินคอร์ปอยู่แล้ว แต่การที่คตส.อ้างถึงการทำตั๋วสัญญาจ่ายค่าเงินที่ยืมไปซื้อหุ้นย้อนหลัง ระหว่างนาย บรรณพจน์ ดามาพงษ์ กับคุณหญิง พจมาน ชินวัตรนั้น ตนไม่ทราบแต่จะสอบถามรายละเอียด จากผู้เกี่ยวข้องอีกครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเห็นตั๋วสัญญาแล้วจะสรุปว่าเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปหมดคงไม่ได้

'ผมว่าคตส.มองด้านเดียว แถลงออกมาโดยไม่ได้พูดถึงผลประโยชน์เรื่องก๊าซเมาะตะมะที่ประเทศไทย ได้ประโยชน์ให้ประชาชนรับทราบควบคู่ไปด้วย คนอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ มีสมบัติมากอยู่แล้ว ไม่ต้องการโกงบ้านเมืองอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบภายในวันที่ 2 เม.ย.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะออกแถลงการณ์ผ่านทางนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว เพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้ประชาชนเข้าใจ '


'สุเทพ'รับเป็นที่ปรึกษา ใครโดนมท.1สอบเรื่องที่ดิน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าววันนี้ (1 เม.ย.) ถึงกรณีได้แต่งตั้งให้ทนายความ ยื่นฟ้อง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในนามบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม ทั้งทางแพ่ง และทางอาญา โดยฟ้องหมิ่นประมาทในการกระทำผิดใช้อำนาจหน้าที่กับกลั่นแกล้ง ให้บริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม เกิดความเสียหาย และฟ้องคดีแพ่งฐานละเมิดต่อบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม

เนื่องจากทำให้บริษัทได้รับความเสียหายทางชื่อเสียง เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาทว่า เป็นเรื่องดีที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะเป็นทนายต่อสู้คดีด้วยตนเอง เพราะจบปริญญาเอกทางกฎหมาย ซึ่งควรจะสู้ในศาลดีกว่า โต้ตอบ ผ่านสื่อ และฝากถึงประชาชนว่า หากถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลั่นแกล้งในการตรวจสอบที่ดิน เหมือนกับที่ทำกับบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม ให้มาร้องเรียนหรือมาปรึกษาตนได้

ทั้งนี้นายสุเทพ กล่าวถึงกรณีที่นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภาได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท ที่อภิปราย ในสภาฯ ว่า นายโภคิน ได้เข้าร่วมประชุมในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายลดค่าเงินบาท ปี 2540 และนำข้อมูลไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยนายโภคิน ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 4,000 ล้านบาท ล่าสุดศาลฎีกา ได้ตัดสินและมีคำพิพากษาให้ตนชนะคดี และจะไม่ฟ้องกลับนายโภคินแต่อย่างใด

ทนายชี้'ทักษิณ'รวยอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องโกงบ้านเมือง

วันนี้ (1 เม.ย.) นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ดูแลคดีที่ถูก คตส. กล่าวหาว่า สั่งให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Exim Bank)ให้ดอกเบี้ยต่ำแก่รัฐบาลพม่า กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล โดยยืนยันว่า ไม่เคยคิดโกงบ้านเมือง

เพราะมีสมบัติมากพออยู่แล้ว และในระหว่างการปล่อยกู้ให้พม่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีหุ้นอยู่ใน บ.ชินคอร์ปฯ ที่ขายดาวเทียมให้กับพม่าแล้ว จึงไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างใด แต่การช่วยเหลือพม่า ด้วยการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ก็มีระเบียบของเอ็กซิมแบงก์ รองรับอยู่ ซึ่งไทยก็ได้รับประโยชน์ด้วยการที่พม่าให้สัมปทานแหล่งก๊าซเมาะตะมา มูลค่าแสนล้านบาทเพียงคนเดียว

เท่าที่ทราบภายในวันที่ 2 เม.ย.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะออกแถลงการณ์ผ่านทาง นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว เพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้ประชาชนเข้าใจ.

Tuesday, April 1, 2008

ยอมรับกันเสียบ้าง

ความเคารพที่มีต่อนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีให้ก็ไม่ได้ไปลดหรือไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับความศรัทธาอันเข้มข้นที่ผู้คนกลุ่มเดียวกันมีให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด
ไม่รู้จะมีใครสังเกตหรือเปล่าว่าคำพยากรณ์ทางการเมืองที่พูดกันนักหนาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน บัดนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
นั่นคือนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เป็นเพียง "นอมินี" ให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
ในครั้งนั้นประโคมกันจนเสมือนว่าคุณสมัครท่านไม่มีตัวตน เหมือนกับเป็นคนแปลกหน้ามาจากไหนก็ไม่รู้ จู่ๆก็ก้าวขึ้นนั่งในตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีของบ้านเมือง คือเป็นนายกรัฐมนตรี
ผู้วิจารณ์คงแกล้งลืมว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ของชีวิต นายกรัฐมนตรีสมัครได้ผ่านการเป็นสมาชิกสภาระดับท้องถิ่นในกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคการเมือง ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายกระทรวงหลายครั้ง เคยผ่านรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และที่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง จนท้ายที่สุดก็ได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้นเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกวุฒิสภา
คนที่ผ่านงานการเมืองมาระดับนี้ จะพูดว่าเป็นร่างทรงหรือเป็นเพียงตัวแทนทางการเมืองของใครนั้น คนพูดต้องระวังปากให้มาก
แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ มาจนกระทั่งบัดนี้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณก็กลับเมืองไทยแล้วถึงสองครั้ง นายกรัฐมนตรีสมัครก็ยังมีจุดยืนและวิธีการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวของท่านอย่างที่ไม่มีใครจะไปเปลี่ยนแปลงได้ รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ก็ยังเดินหน้าต่อไปตามครรลองของตนเอง และแรงส่งที่มาจากประชาชนโดยแท้จริง
ผู้วิจารณ์ในครั้งนั้นจะมีความเป็นสุภาพชนพอที่จะออกมายอมรับไหมว่าถ้าหากความเป็นร่างทรงของนายกรัฐมนตรีมีจริง การที่อดีตนายกรัฐมนตรีเทียวเข้าเทียวออกประเทศไทยอย่างนี้ก็น่าจะเกิดผลกระทบจนนายกรัฐมนตรีตัวแทนไม่สามารถจะทำงานได้แล้ว
ก็ตัวจริงเขามาอยู่ทนโท่ แล้วตัวปลอมจะอยู่ได้อย่างไร
นี่แสดงไม่ใช่หรือว่าคนชื่อสมัคร สุนทรเวช ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีตัวปลอม
เรื่องแบบนี้ถ้าไม่กระตุกให้คิดกันบ้างก็จะทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนกับว่าตนเองนั้นไม่เคยทำอะไรผิดมาเลยในโลก ทั้งที่ความจริงพยากรณ์ผิด และประมาทคนอย่างที่ไม่น่าจะให้อภัยกันเลยทีเดียว
การเข้าและออกจากเมืองไทยของอดีตนายกรัฐมนตรีจึงกลายเป็นผลดีต่อการสร้างเอกลักษณ์ และความเป็นตัวตนที่ชัดเจนของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช อย่างไม่มีสิ่งอื่นจะช่วยเหลือได้
ที่พิเศษยิ่งกว่านั้นก็คือ ความเคารพที่มีต่อนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีให้ก็ไม่ได้ไปลดหรือไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับความศรัทธาอันเข้มข้นที่ผู้คนกลุ่มเดียวกันมีให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด
แปลว่าความนิยมของอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในปัจจุบัน ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกันทั้งคู่นั้น มิได้มีการแข่งขันกันแต่อย่างใดเลย มีแต่เสริมกันด้วยจุดเด่นประจำของแต่ละท่านที่มีความแตกต่างกันอย่างน่าดูชม
นี่แหละครับคือจุดที่ต้องสวมหัวใจคนจริงยอมรับกันเสียบ้าง ถึงแม้จะใช้วิชามารกันจนคล่องปากคล่องมือจนยอมรับความจริงไม่ได้แล้วก็ตาม
หิริโอตตัปปะหรือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป คือคุณธรรมที่ดูเหมือนจะหายหดไปหมดจากแผ่นดินนี้
ถ้าจะรักษาประเทศให้อยู่ยั้งยืนยงกันอย่างแท้จริง การพร่องคุณธรรมแบบนี้ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน อย่าไปยอมให้คนกะล่อนลื่นสามารถจะกล่าวอย่างหนึ่งในยุคหนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนสีมากล่าวอีกอย่างหนึ่งในยุคสมัยต่อมาได้ง่ายจนเกินไปนัก
เดี๋ยวจะอายลูกหลานนะครับ

กาหลิบ

/////////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...

จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ วันที่ 1 เม.ย.2551

จาก hi-thaksin

ของฝากติดมือ”ทักษิณ” [1 เม.ย. 51 - 02:19]

“กระแสข่าวการปฏิวัติเราไม่ต้องตรวจสอบ ผมมั่นใจ และผมได้รับรองท่านนายกฯไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ไม่ต้องมีการตรวจสอบอะไร เพราะถ้ามีอะไรผมก็รับผิดชอบ เมื่อผมยืนยันไปแล้วผมก็รับผิดชอบอยู่แล้ว”

น้ำเสียงเข้มๆของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์นักข่าวที่สนามบินดอนเมือง ก่อนขึ้นเครื่องบินร่วมคณะ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไปปฏิบัติภารกิจที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ท่ามกลางกระแสข่าวความพยายามวางแผนรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่ถูกจุดพลุออกมาโดยเจ้ากรมข่าวใหญ่อย่าง “ลุงหมัก”

ดักคอดังๆไปทั้งบ้านทั้งเมือง

เรื่องของเรื่องก็เลยต้องรีบรายงานตัวกันทันทีทันควัน “บิ๊กป๊อก” การันตีในยุคคนชื่อ “อนุพงษ์” นั่งจ่าฝูงกองทัพบก รถถังไม่ติดเครื่องออกจากค่ายมาล้อมทำเนียบรัฐบาล

ดุดัน ขึงขัง จริงจัง

อย่างน้อยก็ทำให้คนขี้ระแวงอย่าง “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ออกมาสำทับความมั่นใจ เมื่อคนพูดเป็น พล.อ.อนุพงษ์ เชื่อว่าจะไม่ซ้ำรอย

เพราะ พล.อ.อนุพงษ์มีบุคลิกทหารอาชีพเหนือกว่า “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ.และอดีตประธาน คมช.

งานนี้น่าจะได้ใจกันไปเยอะ

สังเกตจากอารมณ์กะหนุงกะหนิงระหว่างรอประชุมอยู่ที่ประเทศลาว “ลุงหมัก” ควง “บิ๊กป๊อก” เดินซื้อปาท่องโก๋ หมูหัน ไก่ย่าง ออกชมตลาดเช้าท่าหลวง นครเวียงจันทน์ ด้วยความสบายอกสบายใจ

ไม่มีร่องรอยของอาการหวาดระแวงกันแต่อย่างใด

กลายเป็นคู่ซี้คอเดียวกันไปเลย

เบอร์หนึ่งทำเนียบรัฐบาลกับเบอร์หนึ่งกองทัพบกเหมือนเงาตามตัว ไปไหนไปด้วยกัน โดยรูปการณ์กระแสข่าว “ปฏิวัติ” ก็คงจะค่อยๆซาลงไป

ดูยังไงก็ยังไม่เห็นจังหวะเหมาะที่จะก่อการใหญ่

ก็แม้แต่จดหมายน้อยเตือนปฏิวัติที่ “ลุงหมัก” ออกมาอ้าง แฉขบวนการวางแผนก่อรัฐประหาร ยังติดติ่งไว้ด้วยว่า ขบวนการล้มโต๊ะยังหาเหตุที่จะเอามาอ้างในการขับไล่ไม่ได้ ในเมื่อรัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศไม่ทันถึง 2 เดือน

ไม่ใช่ปุบปับจะสั่งรถถังออกมาวิ่งได้

อีกทั้งเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การหักดิบที่ทำท่าตั้งเค้า เอาเข้าจริงก็จุดไม่ติด

แค่ขู่ดูเชิง ดึงราคา หาที่ยืนในเกมผลัดอำนาจ

วัดจากปรากฏการณ์ กระแสต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับเมืองไทย ที่ตอนแรกทึกทักจะเอาเป็นเอาตาย

แต่ล่าสุด อดีตนายกฯทักษิณบินกลับมาเมืองไทยเป็นรอบที่สอง กลายเป็นข่าวต่อการเมืองในหน้าหนังสือพิมพ์

ทั้งกองเชียร์ ทั้งม็อบไล่ ไม่ตื่นเต้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนไฟลท์แรกที่กลับมาเหยียบแผ่นดินมาตุภูมิ คราวนี้มีเพียงลูก เมีย รัฐมนตรี ส.ส.และคนใกล้ชิดไปรอรับกันพออบอุ่น

แต่โดยฟอร์มของสุดยอดนักบริหาร ยี่ห้อของซีอีโอที่สมองไม่เคยอยู่เฉย กลับมาเที่ยวนี้อดีตนายกฯทักษิณไม่วายมีของติดไม้ติดมือกลับมาฝาก

ด้วยผลงานการชวนเพื่อนนักธุรกิจมหาเศรษฐีระดับโลก คนหนึ่งเชี่ยวชาญด้านพลังงานไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ จะมาลงทุนด้านพลังงาน อีกคนเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ที่เตรียมขนเงินเข้ามาลงทุนเรื่องเหล็กในประเทศไทย

โชว์เครดิตระดับอินเตอร์

“ทักษิณ” ยังทำคะแนนต่อเนื่องในเรื่องของความเป็นมือบริหารระดับเซียน ชั้นเชิงทางเศรษฐกิจที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ

ครองตำนานผู้นำเก่งครบเครื่อง ความหวังกินดีอยู่ดีที่ประเทศไทยไม่เคยมี

และในเดือนเมษายนนี้ อดีตนายกฯทักษิณมีโปรแกรมจะเดินทางกลับไปทำบุญไหว้บรรพบุรุษ และเล่นสาดน้ำสงกรานต์ที่บ้านเกิดจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับเปิดโอกาสให้ ส.ส. อดีตลูกพรรคไทยรักไทยเข้ารดน้ำดำหัว

นอกจากกลับไปเยือนฐานใหญ่ภาคเหนือแล้ว อดีตนายกฯทักษิณยังวางโปรแกรมเดินสายทำบุญในภาคอีสาน ถิ่นที่กองเชียร์แน่นหนาที่สุด

ประคองเกมรักษาเรตติ้งไปพลางๆ.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน



หนูลองยา [1 เม.ย. 51 - 18:31]

ทุกกติกาต้องมีการบังคับใช้และการบังคับใช้ต้องมีการทดลองของจริง

เช่น...กฏเหล็กที่จะถอดถอนรัฐมนตรี

กฏเหล็กข้อนี้มีเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่เคยเช็กบิลรัฐมนตรีตกเก้าอี้สำเร็จแม้แต่ รายเดียว

ถ้ายังไม่ลองก็ยังไม่รู้ว่าถอดถอนได้ จริงๆ หรือเขียนไว้ดูเล่นแก้เซ็ง??

ล่าสุด ก็ได้เหยื่อรายแรกเป็นแขกรับเชิญ ทดลองกติกา

เขาคือ “ไชยา สะสมทรัพย์” รมว. สาธารณสุข คนดัง!!

โดยมีกลุ่มเอ็นจีโอรวบรวมรายชื่อประชาชน สองหมื่นคนยื่นถอดถอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข ตามมาตรา 164 ของรัฐธรรมนูญ

เหตุผลที่ยื่นถอดถอน เพราะรัฐมนตรีไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นรัฐมนตรี

เนื่องจากเป็นผู้เสนอทบทวนการประกาศซีแอลยามะเร็ง ถือเป็นความขัดแย้งต่อนโยบายรัฐ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปสุขภาพประชาชน ฯลฯ

จึงขอยื่นถอดถอน รมว.สาธารณสุข ออกจากตำแหน่งการเมือง!!

แต่การจะถอดถอนรัฐมนตรี มันไม่ง่ายเหมือนถอนขนจั๊กกระแร้นะโยม

การยื่นบัญชีหางว่าวประชาชนสองหมื่นคน เป็นแค่บันไดขั้นต้นของกระบวนการเช็กบิล

เพราะผู้มีอำนาจถอดถอนนักการเมือง คือวุฒิสภา

ขั้นต่อไปประธานวุฒิสภาคนใหม่ “ประสพสุข บุญเดช” จะต้องนำรายชื่อประชาชนสองหมื่นคนไปตรวจสอบคุณสมบัติอีกที

คือตรวจสอบว่ามีตัวจริงเสียงจริงตรงตามบัตรประชาชน?

เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง? และได้ไปใช้สิทธิ เลือกตั้งตามกติกา?

สมมุติว่าตรวจสอบแล้วทั้งสองหมื่นรายชื่อถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ ประธานวุฒิสภาก็จะเป็นบุรุษไปรษณีย์ส่งคำร้องขอถอดถอนรัฐมนตรีไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา

ถึงขั้นนี้ก็ถือว่าลุ้นเสียวมาแล้วครึ่งทาง

ป.ป.ช.ต้องรีบสอบสวนข้อกล่าวหาให้ได้ ข้อยุติโดยเร็ว

ถ้าข้อกล่าวหามีมูล ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติ เกินกึ่งหนึ่งให้เช็กบิล รัฐมนตรีสาธารณสุข (ไชยา สะสมทรัพย์) จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

ตรงนี้แหละ...ถึงจะได้ลุ้นเสียวกันน้ำลายเหนียวคอ

เมื่อ ป.ป.ช.โยนลูกกลับมาที่วุฒิสภา

ประธานวุฒิสภาจะต้องเรียกประชุมนัดพิเศษ เพื่อลงคะแนนลับว่าควรให้ถอดถอนรัฐมนตรีคนนี้ออกจากตำแหน่ง??

หรือจะต่อวีซ่าให้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป??

รัฐธรรมนูญกำหนดให้การถอดถอนจะต้องมีเสียงเห็นชอบเกินกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภา (ลากตั้งบวกเลือกตั้ง) 150 คน

หรือต้องได้เสียง ส.ว. 91 เสียงขึ้นไป จึงจะเช็กบิลรัฐมนตรีตกเก้าอี้สมใจนึกบางลำพู!!

ผู้ที่ถูกถอดถอนจากรัฐมนตรีจะต้องถูกแช่แข็งห้ามเล่นการเมือง 5 ปี เป็นของฝากของแถมอีกหนึ่งกระทง

เรียกว่าโดน 2 เด้งซ้อน ไม่มีอุทธรณ์ ฎีกา

ที่ “แม่ลูกจันทร์” กระชุ่นมาทั้งหมด คือกติกาถอดถอนรัฐมนตรีที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน (ซึ่งลอกมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อีกที)

สรุปว่า การทดลองกติกาด้วยการยื่นถอดถอน รมว.สาธารณสุข โดยประชาชนสองหมื่นคน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องผ่านหลายขั้นตอน และต้องใช้เวลาดำเนินการนานพอสมควร

โปรดติดตามผลการเช็กบิลรัฐมนตรีคนแรก ฉลองเทศกาลเช็งเม้งจะลงเอยอย่างไร??

“แม่ลูกจันทร์” ขอย้ำเล็กๆว่า กติกานี้ไม่ใช่มีไว้ถอดถอนรัฐมนตรีอย่างเดียว

ยังสามารถถอดถอน ส.ส. ส.ว. ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ประธานศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุด รวมทั้ง กกต.

ถ้าเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดต่อตำแหน่งในการยุติธรรม บกพร่องทางจริยธรรม และจงใจใช้อำนาจขัดหลักรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

ประชาชนสองหมื่นชื่อก็ยื่นถอดถอน ได้ตามกติกา

แต่จะถอนสำเร็จหรือไม่...ค่อยว่ากัน อีกที.

“แม่ลูกจันทร์”