WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 2, 2008

ปฏิวัติ

ประเทศไทยกับการปฏิวัติ ยังไม่ใช่เรื่องที่บอกวันนี้ว่า “หันหลังให้กันร้อยเปอร์เซ็นต์” ได้เพราะประชาธิปไตยเมืองไทย ยังไม่แข็งแรงพอที่จะกันไม่ให้เกิดการปฏิวัติได้

แม้บางช่วงรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง แข็งแรงและมั่นคง อย่างเช่น รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 ก็เกิดปัญหา “คน” แทนระบบ คือ มีการใช้อำนาจบริหารที่ได้จากการเลือกตั้งไปในทางที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม การปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 จึงเกิดขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับนั้นจึงล้มหายตายจากไป

นี่คือความล้มเหลวซ้ำซากของประชาธิปไตยเมืองไทย ที่คนซึ่งมาจากระบอบประชาธิปไตยไม่เคยคิดจะแก้ไขจริงจัง ให้เกิดเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตยเลย ส่วนใหญ่คิดแค่เรื่องเฉพาะหน้าว่า ถ้าหากได้อำนาจบริหารของรัฐบาลมา จะบริหารจัดการอย่างไรกับพวกของตัว ไม่ได้คิดถึงประเทศของตัวซักเท่าไหร่ฉะนั้น เรื่อง “ปฏิวัติ” ที่เป็นข่าวออกจากปากนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช เมื่อเร็วๆ นี้จึงเป็นเรื่องฮือฮาขึ้นมาผมว่าเรื่องนี้ คงจะไม่ใช่เรื่องโกหกร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือจริงร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะมีคนบอก นายกฯ สมัคร สุนทรเวช จริง แต่เป็นปัญหาว่าใครบอก และบอกรายละเอียดอย่างไร?แต่ยืนยันได้ว่าไม่ใช่ทหารในกองทัพ เพราะมันเป็นการดิสเครดิตกองทัพโดยตรง

ปัญหาอยู่ที่ว่าใครบอก และพวกเขาต้องการอะไรขอให้ดูผลที่ปลายเหตุว่าเมื่อเรื่องนี้เป็นข่าวออกไป ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์?แต่ถึงอย่างไร รัฐบาลชุดนี้ก็มีผลกระทบโดยตรง เพราะความไม่เชื่อมั่นของผู้คนเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงทางการเมืองของรัฐบาล พอๆ กับการยุบพรรค 3 พรรคของฝ่ายรัฐบาลนั่นแหละ

“ปฏิวัติ” จึงเป็นการปรามความไม่สงบที่จะเกิดขึ้น และตรงกันข้าง ยังเพื่อยั่วยุให้เกิดสถานการณ์เผชิญหน้ากันด้วยเพราะฉะนั้น เรื่องปฏิวัติจะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่ด้วยการพูดแต่อยู่ที่การทำผมถามว่าเคยมีสักครั้งไหม ที่คนปฏิวัติเขาออกมาบอกว่าจะปฏิวัติเพราะทุกครั้งที่มีปฏิวัติ คนต้องคอยฟังว่าใครเป็นคนทำวันนี้ คนทำปฏิวัติ คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยืนยันว่า “ไม่มี” ต้องถามว่าจะไปเชื่อใครอื่นอีกเล่าครับ?

มด คันไฟ


309 กับ 157

วันนี้ เป็นแค่ข้อถกเถียงวันหน้า จะเป็นคนดีจะเกิดอะไรขึ้น หากว่า..หลังวันที่ 30 มิถุนายน ทันทีที่ คตส. สิ้นสุดอำนาจหน้าที่..จะมีผู้กล่าวหาให้ดำเนินคดีกับ..คตส.บางท่าน ในข้อหาว่า..ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

อย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัทเอสซีออฟฟิศพลาซ่า ที่กำลังกลายเป็นปัญหา..เมื่อ คตส. กับ คตส. มีความเห็นไม่ตรงกัน..ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า..ทรัพย์สิน 2,000 ล้านของบริษัทนี้..ไม่มีข้อกล่าวหาใดๆ เข้าไปเกี่ยวข้อง และเป็นส่วนที่อยู่ก่อนการเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ..แต่ที่สำคัญที่สุดนั้น เป็นการอายัดก่อนการแจ้งข้อกล่าวหาฝ่ายนี้..ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการจึงเห็นเป็นมติร่วมว่า จะต้องคืนทรัพย์สินส่วนนี้ให้กับบริษัทดังกล่าวแต่..จนถึงวันนี้..เรื่องราวก็ยังไม่คืบหน้า..เพราะว่า..อีกฝ่ายหนึ่ง..ไม่เห็นด้วย..

และใช้ความไม่เห็นด้วย..โดยการสั่งให้หยุดเรื่องนี้ไว้ ไม่ให้เคลื่อนไหวไปตามขั้นตอนที่ควรจะเป็นหรืออาจจะเรียกได้ว่า..แช่เย็นปัญหาเกิดขึ้นมา เพราะฝ่ายที่เห็นว่าควรคืนนั้น..หวาดหวั่นว่าเรื่องนี้จะนำมาซึ่งคดีความที่มีโทษทั้งปรับทั้งจำในวันหน้า แต่ไม่สามารถต้านทานอำนาจที่สูงกว่าของฝ่ายที่เห็นตรงกันข้าม..เรื่องจึงสะดุดหยุดอยู่..ในส่วนของ คตส. แต่ไม่หยุดในส่วนของผู้เสียหาย คือ บริษัทเอสซีออฟฟิศพลาซ่า..ที่กำลังจะทวงถามหาความยุติธรรมจากสถาบันหลักแห่งตุลาการ

ท้วงติงขึ้นมาเพื่อที่จะบอกว่า..หาก คตส. ต้องไปแพ้ความในคดีนี้..โดยที่มีความแตกแยกใน คตส. เป็นส่วนประกอบสำคัญแล้ว..เรื่องราวที่เกี่ยวพันคดีต่างๆ อีกมากมายหลายคดี จะมีอันเป็นไปไปด้วย..หากเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่า..ได้มีพฤติกรรมแห่งอคติ..ลุแก่อำนาจ ขาดความยุติธรรมอันเป็นองค์ประกอบสูงสุดแห่งกระบวนการยุติธรรมรัฐธรรมนูญ 2550/309 อาจจะรับรอง..รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549..แต่เขาชี้ชัดว่า..การปฏิบัตินั้นต้องชอบ..แต่กฎหมายอาญา 157 ระบุว่า..การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใดนั้น..มันมีทั้งโทษจำโทษปรับไม่หยิบเรื่องก็เข้าข่ายละเว้นปฏิบัติ..รับเรื่องขึ้นมาก็ต้องคืน 2,000 ล้าน

พญาไม้


‘ปุ’ มาแล้ว?

เสียรังวัดกับบทบาท 1 ใน 250 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยุคหลังปฏิวัติรัฐประหาร “19 ก.ย.2549” มาพอสมควร สำหรับคนดังที่มี “ต้นทุนทางสังคม” สูงส่ง อย่าง...ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมูบรณ์ อดีตรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ยุครัฐบาล “ทักษิณ 1”ต้องบอกว่า...บทบาทการเป็น สนช. ของ ร.ต.อ.ปุระชัย ในยุค คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) เป็นใหญ่ ไม่ “โดดเด่น” เหมือนเช่นที่สังคมไทยตั้งความหวังเอาไว้???เรียกว่า...ผลงานของ สนช. ที่ชื่อ ร.ต.อ.ปุระชัย ถือว่า...เงียบเชียบเอามากๆ

ตามทฤษฎี “ทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ” แล้ว ก็ไม่น่าที่ ร.ต.อ.ปุระชัย จะนิ่งงัน ทุกคราวที่เสียงส่วนใหญ่ของ สนช. ออกนอกลู่นอกทาง แสดงตนเป็น “น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟมาก” ก็ยิ่งดีกว่าการทำตัวประหนึ่ง “คลื่นกระทบฝั่ง” เป็นไหนๆเอาล่ะ...ความเป็น สนช. มันสิ้นสุดไปแล้ว เหลือแต่อนาคตข้างหน้ายังอีกยาวไกลโดยเฉพาะเส้นทางสู่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.)อย่าลืมว่า...แม้ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน จะเคยได้คะแนนเสียงจากคนกรุงเทพฯ 911,441 คะแนน หรือราว 38.20% เมื่อครั้งเลือกตั้ง ส.ค.2547

แต่กับคดี “แอลซี” รถและเรือดับเพลิงมูลค่ารวมภาษีเฉียดๆ 8,000 ล้านบาทนั้นโอกาสที่ นายอภิรักษ์ จะกลับมานั่งเก้าอี้ตัวนี้สมัยที่ 2 ก็คงไม่ง่ายนัก
แม้ต้นสังกัด พรรคประชาธิปัตย์...ซึ่งมี ส.ส. ในพื้นที่ พ่วงด้วย ส.ก. และ ส.ข. อย่างมากมาย ต่างก็รู้ดีว่า...การจะส่งคนลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ หลังจาก นายอภิรักษ์ สิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งในช่วงปลาย ส.ค.ที่จะถึงนี้คนๆ นั้น ต้องมีต้นทุนทางสังคมสูง

หากได้ ร.ต.อ.ปุระชัย มาร่วมงาน เมื่อผสานกับคะแนนเสียงจาก ส.ส. ส.ก. และ ส.ข. ในพื้นที่แล้ว เชื่อว่า “เก้าอี้” ผู้ว่าฯ กทม. คง “นอนมา” อย่างแน่นอนแต่คนๆ นี้ก็ถูก “จับจอง” จากฝ่ายตรงข้าม ที่เคยมีสัมพันธ์อันแนบแน่นมาก่อนหากยังจำกันได้ เมื่อครั้งเกิด “เกาเหลา...ชามโต” ระหว่าง...ป๋าเหนาะ-นายเสนาะ เทียนทอง กับ ร.ต.อ.ปุระชัย นั้นก็เป็น คุณหญิงอ้อ-พจมาน ชินวัตร ที่ทำหน้าที่ “กาวใจ” พากันไปเคลียร์ถึงบ้านเมืองทองธานี ถิ่นของ นายเสนาะจนทุกอย่าง คลี่คลายด้วยดี!!!ครั้งนั้น พิสูจน์ได้ถึงสัมพันธภาพ “ทางใจ” ระหว่าง คุณหญิงพจมาน กับ ร.ต.อ.ปุระชัย อย่างชัดเจน

กับสถานการณ์ที่พรรคการเมือง 2 ค่าย กำลัง “ชิงไหวชิงพริบ” กันอย่างนี้ ใครได้ ร.ต.อ.ปุระชัย มาร่วมงานในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่ง ผู้ว่าฯ กทม. ก็ย่อมได้เปรียบไม่ว่า...ร.ต.อ.ปุระชัย จะเลือกฝั่งไหน???ประชาธิปัตย์พลังประชาชนหรือ ลงชิงชัยในนามผู้สมัครอิสระพรรคที่ไม่ได้ก็คงต้องแสวงหา “คนใหม่” ที่มี “ต้นทุนทางสังคม” ไม่น้อยไปกว่ากันอีกชื่อที่โดดเด่นมาก่อนหน้านี้ ก็คือ...พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร.ช่วยราชการสำนักงานนายกรัฐมนตรี

หากเกิดอาการ “ถอดใจ” ลาออกจาก ผบ.ตร. ก็เป็นไปได้ที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.พรรคไหนที่พลาดหวังจาก ร.ต.อ.ปุระชัย ก็คงต้อง “ทาบทาม” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ นั่นแหละเพราะนอกจาก 2 คนนี้แล้ว คนอื่นๆ ส่งไปก็คงเสียของข้อมูลลึกๆ ที่พอจะทำให้ชื่อชั้นของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พอจะ “ตีตื้น” ขึ้นมาบ้าง ก็คือ...สไตล์ของ ร.ต.อ.ปุระชัย ที่ข้าราชการผู้ใหญ่ใน กทม. บอกกับ “บางกอกทูเดย์” นั้นทำงานด้วยกันลำบาก

ถึงขนาดอาจต้อง “ตั้งป้อม” เล็กๆ ต้อนรับ ร.ต.อ.ปุระชัย เมื่อเหยียบเท้าเข้าทำงานที่ศาลาว่าการ กทม. เลยทีเดียวจะว่าไปแล้ว ชื่อเสียงของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เอง ก็ใช่จะธรรมดา!!!ยังพอขายได้ที่สำคัญ การติดต่อและทาบทาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พรรคการเมืองสามารถดำเนินการได้ทันทีเอา...ไม่เอา ชอบไม่ชอบ...ก็ให้รู้กันไปเลย!!!แต่กับ ร.ต.อ.ปุระชัย ยังมีคนกลางที่ชื่อ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ น้องชายของนักการเมืองคนดัง นายบุญถึง ผลพานิชย์ คอยเป็นตัวกั้นขวางอยู่อีกชั้น

“บางกอกทูเดย์” ขอบอกว่า...พล.ต.ท.บุญเรือง คนนี้ มีอิทธิพลทางความคิดต่อ ร.ต.อ.ปุระชัย เอามากๆเรียกว่า...ในกระบวน “กุนซือ” ที่ ร.ต.อ.ปุระชัย เชื่อถือสุดๆ นั้นมี พล.ต.ท.บุญเรือง ติดอยู่หัวแถวสุด???ร.ต.อ.ปุระชัย จะเล่นหรือไม่เล่นการเมืองท้องถิ่น ก็เพราะมีคนๆ นี้คอยชี้แนะตรงนี้เอง ทำให้ “เส้นแบ่ง” ระหว่างพรรคการเมืองกับ ร.ต.อ.ปุระชัย ห่างไปอีกชั้นหนึ่ง จึงทำให้การติดต่อเจรจากับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ดูง่ายกว่าเป็นไหนๆ

กระนั้น ไม่ว่า...ร.ต.อ.ปุระชัย หรือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ การจะลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็จำเป็นจะต้องมี “ทุน” และ “เสียง” สนับสนุน เพื่อให้ได้ชัยชนะในบั้นปลายดังนั้น การลงรับสมัครชิงเก้าอี้ตัวนี้ ในนามผู้สมัครอิสระจึงเสี่ยงเอามากๆ แม้ทั้ง 2 คนจะเป็นคนมี “ต้นทุนทางสังคม” สูงก็ตามแต่ตอนนี้ คนที่มี “ต้นทุนทางสังคม” สูงกว่านิดๆ อย่าง ร.ต.อ.ปุระชัย จะเอาอย่างไรก็คงต้องเร่งตัดสินใจเร็วๆ

ช้าไป “โอกาสทอง” อาจหมดได้บรรทัดนี้ “บางกอกทูเดย์” ก็คาดหวังจะเห็นการชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ครั้งใหม่ มีชื่อของทั้ง 2 คน ร่วมเสนอตัว...ลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ได้มี “ทางเลือก…สายหลัก” มากขึ้นแต่ถึงอย่างไร ก็ต้องขอบอกว่าวันนี้...ร.ต.อ.ปุระชัย มาแล้ว!!!


มั่นใจหลักฐานมัดแน่นไอ้โม่งBRT

‘ณฐนนท’ถล่มซ้ำจัดซื้อรถด่วนพิเศษบีอาร์ที ยุค “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” มูลค่า 300 ล้านบาท ที่ถูกระบุจัดซื้อแพงเกือบ 2 เท่าตัว ยืนยันหลักฐานมากพอสาวเอาผิดถึงตัวบงการ เชื่อหากดีเอสไอลงมือสอบสวนเชิงลึก คนทำผิดหนีไม่รอดแน่ แฉมีเรื่องไม่ชอบมาพากลอีกมาก ที่พร้อมนำออกมาร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวจ้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ ระบุที่ผ่านมาประชาชนปวดใจกับการโกงกินมามากพอแล้ว

จากกรณีที่คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกรุงเทพมหานครได้เข้าพบพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อยื่นเอกสารหลักฐานให้ดีเอสไอตรวจสอบความไม่โปร่งใสของโครงการประกวดราคาจัดซื้อรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ ของกทม. (บีอาร์ที) จำนวน 45 คัน เป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท โดยรถเมล์ดังกล่าวเป็นโครงการของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ที่จะเปิดบริการเส้นทางแรกช่วงช่องนนทรี-ราชพฤกษ์

คุณหญิงณฐนนท ให้สัมภาษณ์อีกครั้งในวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา หลังจากไปยื่นหนังสือเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า กรณีดังกล่าวเป็นผลประโยชน์ท้องถิ่น เมื่อเรื่องถึงดีเอสไอก็แล้วรู้สึกเบาใจ เพราะมั่นใจว่าดีเอสไอจะสามารถตรวจสอบถึงความไม่โปร่งใสในเชิงลึกได้

“ตัวเองเป็นเพียงข้าราชการประจำที่เกษียณอายุแล้ว ไม่อยากมีเรื่องกับใคร ไม่อยากถูกมองว่าเป็นตัวถ่วงที่ทำให้การพัฒนาล่าช้า ไม่อยากมองเป็นประเด็นการเมือง เพราะเท่านี้ประชาชนก็ปวดใจกับการโกงกินมามากพอแล้ว”
สำหรับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่ทำไปยื่นต่อดีเอสไอนั้น มั่นใจว่ามีมากพอที่จะเอาผิดได้ ขอเพียงดีเอสไอเจาะลึกลงไปก็จะพบความจริงที่อย่างไรก็หนีไม่พ้น ผู้เกี่ยวข้องจะต้องเปิดเผยตัวหากโครงการนี้ถูกตัดสินว่าเป็นโมฆะ เราก็จะได้เงินคืน และคืนรถราคาแพงกลับไป

อดีตปลัด กทม. เปิดเผยด้วยว่า ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ข้าราชการร้องเรียนเข้ามาเพื่อให้มีการตรวจสอบ เรื่องใดที่มีความสำคัญและกระทบต่อประชาชนก็จะรวบรวมหลักฐานเพื่อร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ส่วนเรื่องที่ไม่สำคัญหรือเป็นเรื่องเล็กน้อย ตนก็ได้แต่ปลอบข้าราชการเหล่านั้นให้ทำใจเพราะมันกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว

ด้าน พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข ผู้อำนวยการส่วน 3 สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีดังกล่าว เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวดีเอสไอจะทำการตรวจสอบควบคู่กับสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดของสเปกรถ และสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ว่ามีการฮั้วประมูลการจัดซื้อจริงตามที่ถูกร้องเรียนหรือไม่ โดยจะมีการประสานกรุงเทพมหานครเพื่อเข้าชี้แจง ขอเอกสารหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการดังกล่าว แต่ยังไม่มีอำนาจสามารถทำการตรวจสอบใครได้ จนกว่าการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ จากนั้นจะรายงานเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ด ซึ่งมีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รับทราบและพิจารณาว่าจะนำเข้าสู่กระบวนการเป็นคดีพิเศษหรือไม่



จัดอาหารมงคลรับ‘ทักษิณ’ ทำพิธีขับไล่เสนียด-จัญไร

คนเชียงใหม่เตรียมต้อนรับอดีตนายกฯ “ทักษิณ” พร้อมครอบครัว คึกคัก จัดพิธีรดน้ำดำหัววันปี๋ใหม่เมือง คาดมีพี่น้องชาวเหนือร่วมงานนับหมื่น ทั้งยังเตรียมอาหารมงคลต้อนรับกลับบ้าน พร้อมผูกข้อมือรับขวัญและปัดรังควาญ เสนียด-จัญไร ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ มั่นใจการรักษาความปลอดภัยพร้อมเต็มที่

หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางกลีบมาถึงประเทศไทยและมีกำหนดการกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 11-13 เมษายน ก็ส่งผลให้ประชาชนรากหญ้าในจังหวัดภาคเหนือตื่นเต้น และตั้งตารอคอย พร้อมกับเตรียมกิจกรรมต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องประสบเคราะห์กรรมห่างบ้านไปเกือบ 2 ปี

นายพรหมศักดิ์ แสนโพธิ์ ประธานเครือข่ายคนรากหญ้าภาคเหนือ เปิดเผยว่า หลังจากที่เครือข่ายคนรักทักษิณทราบข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมครอบครัว จะเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 11 เมษายน เพื่อไหว้อัฐิบรรพบุรุษ ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ตามธรรมเนียมของชาวล้านนาที่นิยมปฏิบัติเป็นประจำทุกปี และมีกำหนดการเที่ยวงานถนนคนเดินอำเภอสันกำแพงในช่วงบ่ายของวันที่ 12 เมษายน

ดังนั้น เครือข่ายคนรากหญ้า 17 จังหวัดภาคเหนือพร้อมด้วยเครือข่ายโอทอป จะจัดกิจกรรมรดน้ำดำหัวให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงเย็นของวันที่ 12 เมษายน 2551 เวลาประมาณ 17.00 น. ที่บริเวณที่ว่าการอำเภอสันกำแพงหลังเก่า คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมงานหลายพันคนจากทั้งจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง

โดยที่พิธีดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อแสดงถึงความรักและห่วงใย พ.ต.ท.ทักษิณ หลังจากที่ต้องระหกระเหินไปใช้ชีวิตในต่างประเทศนานกว่า 2 ปี อีกทั้งยังเป็นการสะเดาะเคราะห์ สู่ขวัญ ตามความเชื่อของชาวล้านนา

นายพรหมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ทางกลุ่มเครือข่ายต่างๆ ได้ประสานงาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดงานอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีการยืนยันจากชาวบ้านในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และเชียงราย จำนวนกว่า 2,000 คน ที่จะเดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ ซึ่งทางแกนนำในการจัดงานเกรงว่า หากประชาชนหลั่งไหลเข้ามาร่วมงาน สถานที่จัดงานอาจจะไม่เพียงพอได้ เนื่องจากสถานที่มีความคับแคบ

เพราะจากเดิมทีหลายฝ่ายต้องการให้จัดงานรดน้ำดำหัว ภายในบริเวณสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก หรือภายในสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี เนื่องจากกว้างขวางสะดวกสบายสามารถเดินทางได้โดยสะดวก และยังรองรับจำนวนคนได้นับหมื่นคน อีกทั้งสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นผู้ริเริ่มโครงการ แต่ยังไม่เคยเข้าไปชม หลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยก็เป็นห่วงว่าจะดูแลได้ลำบาก ดังนั้นหลายฝ่ายจึงมีข้อสรุปว่าจะมีการจัดงานในบริเวณที่ว่าการอำเภอสันกำแพงหลังเก่า

ขณะเดียวกันแกนนำกลุ่มคนรักทักษิณ ยังเปิดเผยว่าพิธีที่จะจัดต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรี ยังเป็นการขับไล่เสนียด จัญไร เรื่องเลวร้ายต่างๆ รวมทั้งคนที่ปองร้ายด้วย

ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.พรรคพลังประชาชน จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงการเตรียมกิจกรรมรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ส.ส.เชียงใหม่ จะทำพิธีรดน้ำดำหัวและผูกข้อมือ ในขณะที่ชาวบ้านจะเตรียมลาบกับขนมจีนมาเตรียมต้อนรับ เนื่องจากเป็นอาหารที่เป็นสิริมงคลที่มักจะปฏิบัติกันในช่วงเทศกาลปี๋ใหม่เมือง ซึ่งคิดว่าคงจะมีประชาชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก ส่วนการรักษาความปลอดภัยก็คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะตำรวจก็คงดูแลได้อยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เบื้องต้นเท่าที่ทราบจากหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านการรักษาความปลอดภัย ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ตามปกติ เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ ในการดูแลความปลอดภัย



มาตรา 309 : ล้างบ้านต้องฆ่าเชื้อ

ในที่สุด คณะอนุกรรมการศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีมติเสนอยกเลิกมาตรา 309 ที่เคยเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่านี่คือมาตราที่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เขียนขึ้นเพื่อนิรโทษกรรมให้ตัวเอง

เนื้อหาของมาตราดังกล่าวระบุไว้ว่า

“มาตรา 309 บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้”

นั่นหมายความว่า การกระทำใดๆ ของ คมช. จะได้รับการยกโทษ และถือว่าชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น

ซึ่งในการเสนอขอแก้ไขมาตรานี้ สรุปออกมาเป็นความเห็นได้ว่า
1.ยกเลิกมาตรา 309 ทั้งมาตรา แต่ไม่ได้ยกเลิกประกาศทุกฉบับของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) หรือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
หรือ
2.ไม่ยกเลิกทั้งมาตรา แต่แก้ไขเฉพาะคำว่า “...ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”

ซึ่งตามข้อเสนอนี้ จะได้มอบให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กลับไปยกร่าง และให้พรรคร่วมรัฐบาลนำไปพิจารณา ถ้าเห็นชอบก็จะมา ยกร่างฉบับสมบูรณ์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะเข้าชื่อเสนอประธานรัฐสภาต่อไป

ใครที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารมาตั้งแต่ต้น คงสบายใจกันถ้วนหน้า เพราะอย่างน้อยที่สุดแล้ว ผู้กระทำความผิดอย่างคณะรัฐประหาร ก็ไม่อาจใช้ตัวบทกฎหมายมาบิดเบือนสร้าง “ความชอบด้วยกฎหมาย” ให้กับตัวเองได้

เป็นการเริ่มรื้อถอนทำลาย เศษซากที่เหลือค้างอยู่ให้ค่อยๆ สลายไปทีละชิ้น

จุดประสงค์แม้ไม่ได้เพื่อล้างบาง หรือหันกลับไปตามล้างตามเช็ดคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ แต่ก็คือการให้โอกาสแก่ผู้ที่เคยถูกประกาศ คมช. เล่นงานเมื่อคราวรัฐประหาร 19 กันยา ให้ผู้ที่เคยถูกฟ้อง เป็นจำเลย สามารถหยิบยกขึ้นมาต่อสู้ในทางกฎหมายได้ว่า คำสั่งทั้งหลายทั้งปวงที่นำมาใช้กับผู้นั้น ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญ และเป็นคำถามมากที่สุด คือ หากแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 309 แล้ว...

ก็จะทำให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน มีโอกาสฟื้นคืนชีพด้วยเช่นกันใช่หรือไม่

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

“111 คนมีสิทธิกลับมาต่อสู้ได้ว่าประกาศไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหา จำเลย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ สามารถยกขึ้นต่อสู้ในศาลและองค์กรต่างๆ ได้ว่าประกาศและคำสั่งทั้งหลายที่ใช้กับตัวเองนั้น ไม่ชอบ...”

อีกทั้งยืนยันว่านี่ไม่ใช่การเปิดช่องกลับไปไล่บี้ คมช. หรือ คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ) อย่างที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต

เป็นเพียงการคืน “สิทธิ” และความชอบธรรมทางกฎหมายให้กับผู้ที่เคยถูกคณะรัฐประหารเจาะจงเขียนกฎหมายมาเล่นงานโดยตรงก็เท่านั้น

หากเป็นสิ่งที่ “ชอบ” ก็ต้อง “ชอบ” อยู่วันยันค่ำ

แต่หากไม่ใช่ตามนั้น เป็นเพียงการใช้อำนาจชั่วคราวที่ได้มาเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม

เมื่อวันใดวันหนึ่งหมดอำนาจ ความจริงและความถูกต้องก็ต้องผุดโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง...เป็นธรรมดา



จากตำนาน แดง-ไม่รับ ถึง แดง-แก้ไขรธน.50

การต่อสู้กับเผด็จการหลังการยึดอำนาจของคณะผู้นำทหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น จนต้องกล่าวได้ว่า มันจะเป็นตำนานของการต่อสู้กับเผด็จการที่ถูกกล่าวขานไปได้อย่างไม่สิ้นสุด นั่นก็คือ สัญลักษณ์ สีแดง ที่ถูกนำมาใช้ จนเป็นที่มาของ สโลแกนว่า “แดง-ไม่รับ”

กระแสการใช้สีแดง เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับเผด็จการ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.ที่ใช้กองกำลังทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พร้อมฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ของประชาชนทิ้ง ต้องยอมรับว่า ก่กำเนิดขึ้นจากกลุ่มประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยกลุ่มหนึ่งในนามของ “กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์” ที่ขณะนี้มีสตรีวัย 30 กว่าๆ เป็นเลขาธิการอยู่ในปัจจุบัน

โดย สิริวารี ที่รู้จักันดีสำหรับในกลุ่มคนที่ออกมายืนเรียกร้องประชาธิปไตยที่ท้องสนามหลวง ในชื่อเล่นว่า “นก” เปิดเผยถึงตำนาน “แดง-ไม่รับ” ให้ฟังว่า เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับสุภาพบุรุษในนามของ บก.ลายจุด หรือ สมบัติ บุญงามอนงค์ อดีตแกนนำผู้ก่อตั้ง กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เขาคือเจ้าของไอเดีย เจ้าของความคิด

สิริวารี ย้อนความหลังให้ฟังว่า เดิม สมบัติ หรือ บก.ลายจุด เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม 19 กันยาต่อต้านรัฐประหาร ร่วมกับผู้รักประชาธิปไตยในวัยหนุ่มวัยสาวอีกหลายคน และนับเป็นกลุ่มแรกที่จัดให้มีการเดินขบวนประท้วงการยึดอำนาจของกลุ่มเผด็จการทหาร แต่ภายหลัง สมบัติ ได้แยกตัว ออกมาตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นอีกกลุ่ม ในนามของกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์

แต่การต่อสู้ขณะนั้นดูจะสะเปะสะปะพอควร เนื่องจากประชาชนที่มายืนรวมตัวกันต่อต้านเผด็จการและทวงคืนประชาธิปไตยขณะนั้นล้วนมาจากทั่วสารทิศ ที่ไม่มีการจัดตั้งหรือเป็นมือก่อม็อบเชียวชาญเช่นเดียวกับกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย จึงค่อนข้างขาดยุทธวิธี

แต่สำหรับ สมบัติ ผู้นี้แล้ว เบื้องหลังเขาคือ ประธานมูลนิธิกระจกเงา หนึ่งในองค์กร เอ็นจีโอ ที่ทำงานด้านการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือผู้คน ทั้งเด็กทั้งชาวบ้าน มาพอสมควร กอปรกับเจ้าตัวก็เป็นนักคิด นักต่อสู้มาตลอด จึงทำให้ต้องขบคิดถึงการต่อสู้ที่ต้องสร้างสัญลักษณ์ขึ้นมา โดยเป้ามหายก็เพื่อหวังให้คนไทยในสังคมขณะนั้น เห็นว่า ต่อสถานการณ์ที่เผด็จการครองเมือง ใช้อำนาจบาตรใหญ่กดขี่ข่มเหงสิทธิและเสรีภาพจนผู้คนต้องสยบยอมก้มหัวให้ แต่ไม่ว่าจะขนาดไหน ต้องให้รู้ว่าในสังคมไทยยังมีคนอีกจำนวนมากที่พร้อมออกมาต่อสู้กับอำนาจที่ไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้น และไม่เกรงกลัวต่อ

“นก เริ่มร่วมต่อสู้กับเพื่อนๆ ที่ท้องสนามหลวงนับแต่วันแรกรุ่งขึ้นที่ทราบข่าวการยึดอำนาจแล้ว ขณะนั้นสื่อทั้งโทรทัศน์ วิทยุ บิดเบือนและกลับไปยืนข้างเผด็จการจนหมดสิ้น พวกเราส่วนใหญ่เริ่มรวมตัวและส่งข่าวสาร กระจายข่าว แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบนเน็ต และเว็บไซต์ของกลุ่มผลเมืองภิวัฒน์ ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่เว็บในขณะนั้นที่เปิดขึ้นเพื่อการต่อสู้ ซึ่งเราได้เริ่มรับรู้ซึ่งกันและกัน แล้วก็นัดพบเพื่อหารือและหาแนวทางในการรณรงค์ให้คนไทยที่ยังไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือแม้แต่ที่ออกมาชื่นชมทหารที่ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ ได้เข้าใจว่า นั่นคือหลักการที่ผิดอย่างมหันต์ และจะสร้างความเสียหายทั้งต่อเศรษฐกิจ และสังคมให้กับประเทศไทยอย่างมาก” สิริวารี กล่าว

สิริวารี ยอ้นอดีตให้ฟังต่อไปว่า หลังจากนั้น เธอจึงเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างสัญลักษณ์สีแดงให้สังคมรับรู้ว่า สีแดงนี่แหละคือสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านเผด็จการ ดังนั้น การสวมใส่เสื้อสีแดงจึงถูกนำมาเป็นเครื่องหมายของกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ในทันที

“เสื้อสีแดงชุดแรก ออกมาเพื่อการต่อต้านเผด็จการ พร้อมกับทีมงานสัปดาห์ละกว่า 10 คน บ้าง อยู่ในราวๆ นี้ คือในทุกวันเสาร์กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์จะมีกิจกรรมออกรณรงค์ปราศรัยย่อยไปตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สวนจตุจักร อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รังสิต หรือแม้แต่ทางด้านฝั่งธนฯ พวกเราไปหมด สวมเสื้อแดงปราศรัย แจกใบปลิว เราทำมาอย่างต่อเนื่อง และในบางครั้งเมื่อมีกลุ่มผู้รักประชาธิปไตยกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มฅนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มพิราบขาว 2006 จนมาถึง พีทีวี นปก.เปิดเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง พลเมืองภิวัฒน์ ก็จะเข้าร่วม ด้วยสัญลักษณ์สีแดง ทั้งเสื้อ บอร์ด ป้ายประจำเต็นท์”

สตรีวัย 30 กว่าๆ ผู้นี้ ยังกล่าวต่อไปว่า ช่วงแรกของการต่อสู้ยังไม่เหนื่อยหรือสาหัสมานัก แต่เมื่อรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ของ คมช. กำหนดให้มีการลงประชามติหลังจากเหล่าสมุนเผด็จการที่อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้ร่างรัฐธรรมนูญโจร เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมกำหนดให้วันที่ 19 สิงหาคม 2550 เป็นวันลงประชามติ ช่วงรณรงค์ตอนนี้เอง ที่กลายเป็นจุดร่วมของทุกกลุ่มที่เข้าต่อสู้ต่อต้านเผด็จการ คมช.ร่วมกัน

“จำได้ว่า พีทีวี กลุ่มคุณวีระ มุสิกพงศ์ คุณจักรภพ เพ็ญแข คุณจตุพร พรหมพันธุ์ หลังต้องออกมาเปิดเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง การรวมตัวของผู้รักประชาธิปไตยหลายกลุ่มก็เริ่มรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในชื่อของ นปก.หรือแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ มีการปราศรัยทุกวันในช่วงเย็น กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ก็เป็นหนึ่งในแนวร่วม ของ นปก. ขณะที่การใช้เสื้อแดง ก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม ที่รู้กันหรือหากไปท้องสนามหลวงเวลานั้น จะชินปากกันว่า เต้นท์เสื้อแดง ก็จะทราบกันทันที ช่วงนี้ เราปรับเปลี่ยนสโลแกนมาเป็น คมช. กบฏยุคสุท้าย”

สิริวารี เปิดเผยด้วยว่า หลายกลุ่มขณะนั้น พุ่งเป้าการต่อสู้ไปที่ ล้ม คมช. ดังนั้น จึงมีการเดินขบวนไปเยี่ยมเยี่ยนที่ตั้งของสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย หรือสำนักของเหล่าเผด็จการอยู่เป็นระยะๆ เช่น อนุสาวรีย์บ้าง กองทพบกบ้าง จนมาที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ 2-3 ครั้ง จนท้ายสุดเกิดการปะทะกันขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2550 อย่างไรก็ตาม กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เริ่มเปิดประเด็นของไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นเป็นกลุ่มแรกในช่วงนั้น ด้วยคำ “Thai Say No” พร้อมกับ “ไม่เอา ไม่รับ ไม่ปลื้ม รัฐธรรมนูญ คมช.” ซึ่งก็หมายถึง ประชาชนคนไทยจะไม่รับ หรือรับไม่ได้อย่างเด็ดขาดกับรัฐธรรมนูญที่กำลังจะต้องลงประชามติในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าในขณะนั้น

“19 สิงหาคม 2550 คือวันที่ต้องลงประชามติกัน เมื่อการต่อสู้มาถึงระยะหนึ่ง แต่ คมช.และเผด็จการยังคงแข็งกร้าว กลุ่มประชาชนในนามของ นปก.เองก็ไม่ต้องการต่อสู้ด้วยวิธีการรุนแรง โดยให้เป็นไปตามสันติวิธี เวลาจึงใกล้การลงประชามติเข้ามาแล้ว เมื่อพลเมืองภิวัฒน์เป็นหนึ่งใน นปก. และตอนนั้น คุณ สมบัติ ก็นับเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงมากคนหนึ่งในแกนนำ นปก. ขณะที่พลเมืองภิวัฒน์ ตั้ง ธง ไว้แล้ว คือการรรงค์ Thai Say No ดังนั้น ธง การรรรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จึงเริ่มขึ้นเป็นในนามของ นปก.”

สิริวารี เล่าต่อไปว่า กลุ่มผู้ชุมนุมที่ท้องสนามหลวงขณะนั้นมีไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่นคน ต่อคืน บ้างก้เดินทางมาจากต่างจังหวัดทั้งจากภาคเหนือ กลาง อีสาน หรือแม้กระทั่งภาคใต้ เมื่อเป้าของ นปก. พุ่งไปสู่การณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของโจรกบฏ ทุกคนจึงร่วมมือร่วมใจกันอย่างแข็งขัน เอกสารที่ได้รับการบริจาคมาจากทั่วสารทิศเกี่ยวกับเหตุผลการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 50 ถูกกระจายไปทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ท้องสนามหลวง

“แดง-ไม่รับ ถูกจุดให้ดังกระหึ่มขึ้นในช่วงนี้ หลายกลุ่มเริ่มใช้สัญลักษณ์เสื้อแดงกันทั่ว ใส่กันทุกวัน ต่างจังหวัดก็ติดต่อขอนำไปสวมใส่ขยายสัญลักษณ์การต่อสู้ให้มากขึ้น แต่ช่วงนั้นการสกัดกั้นมีมากทั้งทหาร ทั้งตำรวจ แม้กระทั่งข้าราชการพลเรือนที่ยืนอยู่ข้างเผด็จการก็ร่วมด้วย เรียกว่าบางครั้งถึงกับจับข้อหาใส่เสื้อแดงก็มี”

สิริวารี ย้อนอดีตให้ฟังอีกช่วงว่า ก่อนหน้ารณรงค์ “แดง-ไม่รับ” สโลแกนเสื้อแดงของกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์เปลี่ยนจาก “คมช.กบฏยุคสุดท้าย” มาเป็น “วันอาทิตย์สีแดง” ลดความรุนแรงจากถ้อยคำลงเล็กน้อยเพื่อให้คนที่ยังหวาดกลัว อำนาจมืดของ คมช. กล้าสวมใส่ และขอให้พร้อมใจกันใส่ในทุกวันอาทิตย์

“เราทำกิจกรรมหลายรูปแบบ ทั้งแรลลี่ สวมใส่เสื้อแดงร้องเพลงของคุณจิ้น กรรมาชนกันที่หน้า พารากอน สยามสแควร์ เหล่านี้ก็ทำมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งช่วงใกล้ลงประชามติ ดีกรียิ่งเพิ่มขึ้น เรามีการจัดกระบวนรถแดงวิ่งประชาสัมพันธ์แจกเอกสารไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทุกวัน แดงหมดทั้งรถสามล้อนำ และรถสีล้อแดง วิ่งทั่วกรุงเทพฯทุกวัน ทั้งแจกเอกสาร ทั้งปราศรัยให้ผู้คนได้รับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากล ประเด็นซ่อนเงื่อนงำต่างๆ ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญของโจรปล้นประชาธิปไตยฉบับนี้ เสียงตอบรับมีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” สิริวารี กล่าวพร้อมความงุนงง

“ที่เราแพ้ประชามติครั้งนั้น เราเสียใจกันมาก แต่ก็เผื่อใจกันไว้แล้ว เพราะการใช้อำนาจรัฐสกัดกั้นมากมายเหลือเกิน หากยังจำกันได้ มีข่าวถึงขั้น คมช.ใช้กำลัง กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาควมมั่นงคภายใน) ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่และอาสาของพวกเขาเป็นหมื่นๆ ลงพื้นที่ทุกหมู่บ้านในต่างจังหวัด คือทั้งสกัดข่าวสารของฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งกล่อมให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน เดี๋ยวจะไม่มีเลือกตั้ง เดี๋ยวจะไม่ได้ประชาธิปไตยกลับมา ถึงขั้นบอกให้รับร่างเพื่อไล่ คมช.พ้นไปก็มี”

สิริวารี กล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า ตัวเลขรับกับไม่รับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ห่างกันไม่กี่ล้านเสียง หากสังคมอยู่บรรยากาศประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพแล้ว เผด็จการไม่มีวันชนะอย่างแน่นอน ดังนั้น แม้แพ้ในการรณรงค์ครั้งนั้น ไม่ใช่สังคมไทยเมินต่อประชาธิปไตย แต่เป็นเพราะอำนาจมืดของเผด็จการ ใช้ยุทธวิธีทุกรูปแบบบิดเบือนให้ผลที่ออกมาเป็นไปตามที่ต้องการ

และเมื่อมาถึงวันนี้ วันที่เธอต้องมารับหน้าที่เป็นเลขาธิการกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ หลังจาก สมบัติ บุญงามอนงค์ ลดบทบาทลงเพื่อกลับเข้าสู่ความรับผิดชอบต่อองค์กร มูลนิธิกระจกเงา ที่เขามีหน้าที่เป็นประธานมูลนิธิฯไปแล้ว สิริวารี ยังคงถือ ธง กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ แทน ด้วยการ จุดพลุ สัญลักษณ์ แดงขึ้นใหม่อีกครั้ง กับรัฐธรรมนูญโจร ที่เคยต่อสู้กันมาแล้วฉบับนี้

แต่ครั้งนี้ คือ การต่อสู้รณรงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แก้ไขเงื่อนงำที่ถูกซ่อนเร้น อำพราง เพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอำนาจของประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 และทันทีที่เธอหยิบยก “แดง แก้ไขรัฐธรรมนูญ 50” บอกกล่าวถึงกิจกรรมของกลุ่มที่จะดำเนินการในเดือนเมษายนนี้ขึ้นในที่ประชุม นปช.ล่าสุด แนวร่วมของ นปช.ที่ตั้ง ธง ไว้แล้ว จะร่วมกันรณรงค์แก้ไขเช่นเดียวกัน จึงไม่ต้องใช้เวลาขบคิดแต่อย่างใด เมื่อทุกคนเคยร่วมต่อสู้มาอย่างเข้มข้นแล้วใน “แดง-ไม่รับ”

ดังนั้น กระแส “แดง แก้ไขรัฐธรรมนูญ” หรือแม้แต่จะออกมาเป็น “แดง คว่ำรัฐธรรมนูญ” จึงได้รับการตอบรับและเห็นด้วยต่อมวลสมาชิก นปช.ถ้วนหน้า

แดง วันนี้ จึงกลายเป็น ธง ผืนใหม่ ที่ยังคงคุณค่าจาก ธง ผืนเดิม ไว้ครบถ้วน เสริมด้วยกำลังใจอย่างเหลือล้น เพื่อต่อสู้กับเผด็จการอีกรอบ ......


กกต.แตะต้องไม่ได้

ผลต่อเนื่องจากการเข้ารอ้งต่อ ดีเอสไอ ของ พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้การฯป่าไม้ ได้ถูกนำไปขยายผลและสอบในเชิงลึก เพื่อหาข้อเท็จจริงและสาวไปถึงตัวผู้กระทำความผิด หากพบว่าเรื่องราวเป็นไปตามที่มีการร้องเรียน

ทั้งกรณีของการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินกว่าจำนวนผู้ใช้สิทธิ์นับล้านใบ ที่สร้างความไม่สบายใจให้กับประชาชนและพรรคการเมือง ที่เชื่อว่ามีเค้าลางของความไม้ชอบมาพากล

รวมไปถึงกรณีข้อกล่าวหาว่ามีการกาบัตรให้กับพรรคการเมืองบางพรรค แล้วนำไปสับเปลี่ยนกับบัตรในหีบที่ถูกส่งมาจากคูหาเลือกตั้ง

ทั้ง 2 เรื่องดังที่ว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีพรรคการเมืองบางพรรคเคยออกมาแสดงความไม่สบายใจ และมีการร้องเรียนกันไปแล้ว จากผลการเลือกตั้งที่เบี่ยงเบนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีของการเลือกตั้งล่วงหน้า

รวมทั้ง กกต. เองก็มีการต้งกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าผ่านมานานการสอบสวนก็ยังไม่คืบหน้า ไม่มีคำตอบออกมาว่าข้อเท็จจริงดีงที่ถูกกล่าวหาเป็นอย่างไร

ไม่มีแม้กระทั่งกรอบในการสอบสวน ไม่มีข่าวปรากฎออกมาว่าจะต้องเรียกใครไปสอบเป็นพยาน มีใครอยู่ในข่ายที่ต้องรับผิดชอบโดยหน้าที่ หรือมีใครที่ส่อว่าจะทุจริตคอรัปชั่นบ้างหรือไม่

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว กกต. เองในฐานะองค์กรที่ต้องมากไปด้วยความโปร่งใส ความยุติธรรม จะต้องรีบสะสางเรื่องราวภายในให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการทำงาน ที่แต่ละเรื่องล้วนมีความสำคัญต่อชาติบ้านเมือง

ไม่ว่าจะเป็นการจ้องยุบพรรคร่วมรัฐบาล ไปจนถึงพรรคพลังประชาชน หรือจะเป็นการให้ใบเหลือง ใบแดง ก่อนหน้านี้ที่แจกกันจนสนุกมือ โดยที่ถึงวันนี้ประชาชนทั้งประเทศก็ยังไม่เข้าใจ ว่ามีหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานอย่างไรกันแน่
แต่กลับกันเมื่อดีเอสไอ โดย พล.ต.ต.ทวี สอดส่อง พร้อมคณะเดินทางไปสอบข้อเท็จจริงถึงที่ กลับมีเสียงสะท้อนออกมาจาก สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาฯ กกต. ด้วยท่าทีไม่พอใจ

อ้างถึงมารยาทที่ไม่บอกกล่าวให้มีการเตรียมตัวล่วงหน้า รวมทั้งอ้างถึงความเป็นองค์กรอิสระ ที่เสมือนว่าใครก็จะไปแตะต้องไม่ได้

ซึ่งเชื่อแน่ว่า กกต. เองก็มีความคิดในทำนองนั้นมาโดยตลอด เพราะเมื่อคราวมีภาคประชาชนทำหนังสือขอให้ชี้แจงมาตรฐานการแจกใบแดง-ใบเหลือง กกต.ก็ทำเฉยเมย ไม่รู้ไม่ชี้มาตลอด

หรือไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยเรื่องราวใดๆ ก็ตาม ก็ไม่ปรากฎว่ามีการออกมาชี้แจงแสดงเหตุผลให้ชัดแจ้ง จนแทบจะรู้สึกได้ว่า กกต. เชื่อมั่นในอำนาจที่มีอยู่ในมือ จนไม่คิดว่าจะต้องฟังเสียงใคร

ไม่คิดว่าจะต้องอธิบายให้ประชาชนเกิดความสบายใจ ทั้งที่บางกรณีอย่างเช่นการที่ กกต. เพียงไม่กี่คนไม่รับรองผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ผ่านการสนับสนุนจากชาวบ้านนับแสน สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องอธิบาย ว่ามีเหตุผลมากพอเพียงอย่างไรหรือไม่ ที่ไปหักล้างวิจารณญาณการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย

เหมือนเช่นครั้งนี้ เมื่อ กกต. เป็นฝ่ายถูกตรวจสอบเข้าบ้าง จึงได้ออกมาแสดงความไม่พอใจ พยายามกล่าวหาว่ามีการเมืองแทรกแซง ทั้งที่การพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินสมควรเป็นจำนวนมหาศาลก็เกิดขึ้นจริง มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์อยู่ชัดแจ้ง

หาก กกต.จะคิดหรือจะพูดเช่นนั้น ก็คงจะเกิดคำถามย้อนกลับไปมากมาย ว่าแล้วในการแจกใบเหลือง-ใบแดง ของ กกต.นั้น ไปรับคำสั่งจากใครมาทำลายพรรคการเมืองหรือเปล่า

แล้วหาก กกต. อ้างว่าทุกบทบาทของตัวเองเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ แล้วการดำเนินการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอ ตามที่มีผู้ร้องเรียน โดยมีหลักฐานประกอบที่พิจารณาแล้วเห็นว่ารับฟังได้ในเบื้องตั้นนั้น มันผิดบทบาทที่ตรงไหน

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าท่าทีของ กกต. ดังที่ว่านั้นมีความหมายอย่างไรแน่ จะเป็นเพราะร้อนตัว หรือเพราะใหญ่โตจนเคย เพราะมีแต่ให้คุณให้โทษคนอื่นก็ไม่รู้ได้

แต่ทางที่ดีแทนที่ กกต. จะมัวไปโทษคนโน้น คนนี้ น่าจะออกมาชี้แจงแถลงไขให้เป็นเรื่องเป็นราวจะเหมาะกว่า อย่างน้อยก็เป็นการเรียกความเชื่อมั่นศรัทธาเล็กๆ น้อยกลับมาบ้าง

หรืออย่างน้อยก็ออกมาบอกเล่ากันว่าการตั้งกรรมการที่ประกอบไปด้วยระดับ ผอ. หรือหัวหน้าฝ่าย ทั้งๆ ที่เป้าหมายที่สังคมเคลือบแคลงสงสัยล้วนเป็นระดับบิ๊กๆ นั้นมีความคืบหน้ามากน้อยอย่างไร

ช่วยออกมาบอกว่าการตั้งคณะกรรมการดังว่าไม่ใข่แค่เรื่องแหกตาประชาชี

แต่เป็นเรื่องที่ตั้งใจสืบสาว ขุดคุ้ย ควานหาตัวคนชั่ว ที่ทำระยำตำบอนให้ กกต. เกิดความเสียหายออกมาลงโทษกันจริงๆ...!!



พ.ต.อ.ทวี นั่งเก้าอี้ อธิบดี ดีเอสไอ เต็มตัว พร้อมตั้งกรรมการ ป.ป.ท. 6 คน พิศาล เป็นประธานฯ

พลตำรวจโทวิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแต่งตั้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

หลังอยู่ในตำแหน่งรักษาการมาระยะหนึ่งแล้ว พร้อมกันนี้ ครม.ยังได้เห็นชอบแต่งตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. รวม 6 คน ตามที่ได้มีกระบวนสรรหาตามกฎหมาย โดยนายพิศาล พิริยสถิต เป็นประธานกรรมการ ส่วนกรรมการประกอบด้วย นายไสว พราหมณี นายกุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ นายบุญปลูก ชายเกตุ นายถวิล อินทรักษา และนายอุดม มั่งมีดี


ประมวลภาพงานเปิด คลับทักษิณ สาขาอ่างทอง

ท่านประธาน คุณอัมรินทร์ ผจญยุทธ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ และ การดำเนินงานของ Clubthaksin และได้ เรียนเชิญ คุณพานทองแท้ ชินวัตร เปิดป้าย คลับทักษิณ สาขาอ่างทอง อย่างเป็นทางการ และได้รับเกียรติ จาก คุณศิธา ทิวารี ท่าน ส.ส การุณ โหสกุล ท่าน ส.ส น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และ คุณยุรนันท์ ภมรมนตรี มาร่วมงาน ในครั้งนี้ด้วย

การเดินทางในครั้งนี้ พวกเรา ขอขอบคุณสถานีตำรวจ อ.เมือง อ่างทอง ที่ได้ให้ความสะดวกในการเดินทาง ตลอดการเดินทางทั้งวัน และ ได้มีการรับช่วงต่อ ของแต่ละอำเภอที่พวกเราไป

ชมภาพรายละเอียด ประมวลภาพงานเปิด คลับทักษิณ

จาก hi-thaksin