ยึดปี 40 เป็นตัวตั้ง ชี้ม.309-237ไม่เป็นธรรมขณะที่ บรรดาวิชาการเตรียมเปิดเวทีสัมมนาหัวข้อ “แก้รัฐธรรมนูญปี 50 เพื่อใคร? ประชาชนได้อะไร?” ในวันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2551 เวลา 13.30-16.00 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้น ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันนี้ (2 เม.ย.) ชมรมสมาชิกวุฒิสภา 2543-2549 สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย และสหภาพครูแห่งชาติ นำโดย นายสามารถ รัตนประทีปพร อดีต ส.ว.หนองบัวลำภู
นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีตนายกสภาทนายความ นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ ผู้ประสานงานสสหภาพครูแห่งชาติ แถลงข่าวเชิญชวนให้ ส.ส. ส.ว. และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ด้วย
นายสามารถ อดีต ส.ว.หนองบัวลำภู กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรรมนูญ 2550 ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ในทัศนคติ 2 ด้านทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีเวเปิดกว้างสำหรับพี่น้องประชาชน จึงเห็นควรจัดเวทีสัมมนาในประเด็นดังกล่าวเพื่อเป็นทางเลือก และให้ทราบถึงข้อดีข้อเสียของการแก้กฎหมายนี้
ด้าน นายคำนวณ อดีตนายกสภาทนายความ และอดีต ส.ว.สิงห์บุรี 43 กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เคยใกล้ชิดกับประชาชนระดับรากหญ้า ทำให้รู้ว่าประชาชนต้องการรับทราบถึงแนวทางการแก้ไขกฎหมาย และถือเป็นสิทธิของประชาชนที่ควรจะรับทราบเรื่องนี้ ส่วนตัวเห็นควรจะนำรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 มารวมกัน โดยนำรัฐธรรมนูญ 40 เป็นตัวตั้ง 90% และให้มีการแก้ไขในบางมาตราที่ไม่เหมาะสม
อดีต ส.ว.ผู้นี้ ยังไม่เห็นด้วยกับข้อบัญญัติกฎหมายในมาตรา 309 และมาตรา 237 เนื่องจากมีความไม่เป็นธรรม โดยมาตรา 309 ระบุถึงองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาโดย คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) หากกระทำผิดก็ไม่สามารถลงโทษได้ทั้งทางแพ่งและอาญา ถือว่าไม่ยุติธรรม ส่วนมาตรา 237 เห็นควรจะมีการเอาผิดและให้โทษขั้นสูงสุดกับผู้ที่กระทำความผิดเพียงคนเดียว โดยไม่ควรจะทำให้ทางพรรคได้รับผลกระทบเช่นนี้
เมื่อถามถึงการแก้รัฐธรรมนูญในช่วงนี้สมควรหรือไม่นั้น อดีต ส.ว. กล่าวตอบว่า ในการจัดเวที เราไม่ได้เป็นผู้ชี้ขาดในเรื่องนี้ ส่วนที่รัฐบาลควรจะแก้ไขกฎหมายตอนนี้หรืออย่างไรนั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ส.ส. สว. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมถึงประชาชนที่เห็นด้วยกว่า 5 หมื่นที่เห็นควรจะปรับแก้เวลาใด ขณะนี้ มองว่ารัฐบาลทำงานอย่างยากลำบา และถูกท้วงติงตลอด
อย่างไรก็ดี ยืนยันถึงการจัดเวทีครั้งนี้ เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ และภาคประชาชนควรมีส่วนรับรู้และมีส่วนร่วมความเป็นมาเป็นไปของกฎหมายได้
ขณะที่ นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ ผู้ประสานงานสหภาพครูแห่งชาติ กล่าวว่า ทางองค์กรครูเล็งเห็นว่า เราควรจะมีส่วนร่วมในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เพื่อเป็นการพัฒนาระบบฐานการศึกษาในอนาคต รวมถึงการมีส่วนร่วมในกฎหมายนี้เพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และยืนยันว่า องค์กรครูจะเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยทั้งหมด
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, April 2, 2008
อดีตส.ว.-สมาคมทนายความ-องค์กรครูผนึกกำลังหนุนแก้รธน.
“ดร.วรพล” นำทีมนักวิชาการถกรธน.50เพื่อใคร?ประชาชนได้อะไร?7 เม.ย.นี้
เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันนี้ (2 เม.ย.) ชมรมสมาชิกวุฒิสภา 2543-2549 สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย และสหภาพครูแห่งชาติ นำโดย นายสามารถ รัตนประทีปพร อดีต ส.ว.หนองบัวลำภู
นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีตนายกสภาทนายความ นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ ผู้ประสานงานสสหภาพครูแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าวเชิญให้ ส.ส. ส.ว. และสื่อมวลชน ร่วมงานสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “แก้รัฐธรรมนูญปี 50 เพื่อใคร? ประชาชนได้อะไร?” ในวันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2551 เวลา 13.30-16.00 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้น ถนนวิภาวดีรังสิต
ทั้งนี้ หลังจากได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มีความร้อนแรง และถูกนำมากล่าวอ้างกันมาก โดยเผยแพร่ข่าวต่อสื่อมวลชน ในทำนองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขไม่ได้บ้าง แก้ไขเพื่อตัวเองบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยายามจูงใจให้เชื่อมโยงไปสู่กลุ่มการเมืองว่ามีเจตนาแฝงเร้น จนก่อให้เกิดความสับสนแก่คนในชาติเป็นอย่างยิ่ง นำไปสู่การแตกแยก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนา เสริมสร้างความสามัคคี และความเจริญก้าวหน้าของชาติอย่างยั่งยืน
ฉะนั้น เพื่อขจัดปัญหาข้อขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองของคนในชาติ และเพื่อเสริมสร้างความสมัครสมานสามัคคีในชาติ จึงได้จัดสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ขึ้นมา
สำหรับ สัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ มีองค์ปาฐกรับเชิญ ได้แก่ ศ.ดร.กมล ทองธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสยาม รศ.คิม ไชยแสนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.วรพล พรหมิกบุตร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานสหภาพครูแห่งชาติ และ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ดำเนินรายการ
“ทักษิณ”ขึ้นเหนือเดินสายทำบุญ 3-4 เม.ย.นี้ ปลอบขวัญ“ยงยุทธ”ที่เชียงราย
และในช่วงวันที่ 3 - 4 เมษายนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมครอบครัว จะเดินทางไปทำบุญที่ภาคเหนือ โดยวันที่ 3 เมษายน จะเดินทางไปที่วัดศรีโคมคำ หรือ วัดพระเจ้าตนหลวง อ.เมืองพะเยา เพื่อสักการะพระเจ้าตนหลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จ.พะเยา เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นในวันที่ 4 เมษายน จะเดินทางไปยังโครงการปลูกป่าดอยตุง พร้อมกับไปไหว้พระธาตุดอยตุง จ.เชียงราย จากนั้นจะไปทำบุญไหว้พระตามวัดต่างๆ นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะแวะพบเพื่อให้กำลังใจนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ที่จ.เชียงราย
หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับสู่ประเทศไทยและได้ใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวเป็นการส่วนตัวในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมานั้น มีรายงานล่าสุดในช่วงวันที่ 3 – 4 เมษายนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว มีกำหนดการจะเดินทางไปทำบุญในจังหวัดภาคเหนือ หลังจากนั้นจะเดินทางไปอีกครั้ง เพื่อทำบุญกระดูกอัฐิบรรพบุรุษในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 12 – 13 เมษายนนี้
แหล่งข่าวจากบุคคลใกล้ชิด เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังเดินทางกลับประเทศไทย ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ใช้เวลาพักผ่อนอยู่ภายในบ้านพักซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 กับครอบครัว โดยช่วงเช้าวันนี้ (2 เม.ย.) ได้ออกจากบ้านเพื่อปฏิบัติภารกิจส่วนตัวกับครอบครัวอย่างเงียบๆ
ยุทธการ ‘รื้อ...รัฐธรรมนูญโจร'
และก็พอคาดเดาได้ว่า กลุ่มก๊กไหนจะออกมาคัดค้านกันบ้าง ซึ่งก็ไม่พ้น พวกที่ได้ประโยชน์จากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญโจรฉบับนี้ แต่ก็เชื่อขนมกินได้เลยเช่นกันว่า กระแส "แดง คว่ำรัฐธรรมนูญโจร" หรือตามนัยก็คือ ร่วมแก้รัฐธรรมนูญ จะเริ่มดังกึกก้องมากกว่าช่วงรณรงค์ "แดง ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญโจร" เมื่อคราวลงประชามติ ที่ผ่านมา.... เพราะเหตุใดหรือ .... ตอบง่ายๆ ก็คือ การใช้อำนาจรัฐโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถือทั้งกฎหมายและอาวุธ เพื่อสกัดกั้นให้ความรู้กับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา หมดไป หรือไม่สามารถทำได้เมื่อฝ่ายประชาธิปไตยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หรืออย่างน้อย สิทธิและเสรีภาพของประชาชนภายใต้กรอบของกฎหมาย ได้กลับมางอกเงยขึ้นอีกครั้ง.... อย่างไรก็ตาม ในหมู่ของผู้ต้องการให้บ้านเมืองกลับสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ อย่างน้อยก็ย้อนไปเพียงก่อนเกิด 19 กันยายน 2549 ต่างก็ยังถกเถียงกันอยู่ในประเด็นของการแก้ไขกฎหมายโจรฉบับนี้ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรใช้วิธีการแก้ไข ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ควรยกเลิกไปเลย แล้วนำรัฐธรรมนูญของประชาชน 2540 กลับมาใช้....??? จะว่าไปแล้ว ผมคิดว่า ทุกคนทุกกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวให้ประชาธิปไตยของสังคมไทย สนองตอบต่ออำนาจของประชาชนอย่างสมบูรณ์แบบ ต่างปรารถนาเช่นเดียวกัน คือ ไม่ประสงค์จะใช้รัฐธรรมนูญโจรด้วยกันทั้งนั้น รวมถึงผมด้วย.... แต่ในกระบวนการยกเลิกไปเลยนั้น ผมเองก็ยังไม่พบทางออกด้านกฎหมายสามารถกระทำได้หรือไม่ เพียงใด เพราะไม่ใช่นักกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลเองก็คิดเช่นนี้ และดูจะเป็นการเพิ่มจุดโจมตีจากฝ่ายเผด็จการที่จ้องล้มล้างอยู่แล้ว มากขึ้นด้วย หากผลีผลามยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ในทันที เพราะเพียงแค่ เปิดยุทธการแก้ไขบางมาตราเท่านั้น เหล่ามารชั่วก็ออกมาตีโพยตีพายกันแล้ว สำหรับข้อกฎหมายที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2550 มีหมวดที่ 15 กำหนดถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ในมาตราที่ 291 (1) ระบุว่า ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย นั่นหมายถึง การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 1. ต้องมาจาก คณะรัฐมนตรีเสนอ 2. จาก ส.ส. 1 ใน 5 ของสภาผู้แทนฯที่ปัจจุบันมีอยู่คือ 96 คน จาก 480 คน หรือ 3. จากสมาชิก ส.ส.และ ส.ว. 1 ใน 5 ของทั้ง 2 สภา เช่นกัน คือ 105 คน จาก ส.ส. 480 คน บวกกับ ส.ว. 150 คน คือ 630 คน เมื่อรวมทั้ง 2 สภา ดังนั้น การใช้เสียงของ ส.ส.เฉพาะพรรคพลังประชาชนที่มีอยู่ 233 เสียง จึงไม่มีปัญหา แต่ไหนขั้นให้ผ่านความเห็นชอบเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ กำหนดไว้ใน มาตรา 291 (2) (3) (4) (5) (6) และ (7) คือใน (2) ให้พิจารณาเป็น 3 วาระ ขณะที่ (3) กำหนดให้การออกเสียงในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา นั่นคือ ต้องใช้เสียงทั้งหมดครึ่งหนึ่งของ 630 คือ 315 เสียง ขณะที่เฉพาะ ส.ส.ซีกพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค มีเสียงอยู่ในมือ 316 เสียง ซึ่งตามตรรกะแล้วไม่น่ามีปัญหา ส่วนในวาระที่ 2 คือ ใน (4) ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ยังกำหนดต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วย และการออกเสียงในวาระที่ 2 ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ คือ เกินครึ่งที่ตัวเลข 315 ตามตรรกะ ก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ผมยังสงสัยคำว่า "ต้อง"จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เข้าชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย จะหมายความว่า ต้องมีประชาชนอย่างน้อย 50,000 รายชื่อเสนอแก้ไขไปพร้อมกันด้วยหรือไม่....??? ส่วน (5)ให้รอไว้ 15 วัน แล้วค่อยให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่ 3 ต่อไป ขณะที่ (6) กำหนดให้การออกเสียงลงคะแนนในขั้นสุดท้ายนี้ ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย ใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของ 2 สภารวมกัน และท้ายสุด (7) เมื่อเห็นชอบจาก 2 สภาแล้ว ให้นำร่างแก้ไขนี้ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ต่อไป ตามบทบัญญัติในมาตรา 150 และ 151 ที่นำบทบัญญัติในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแจงแจงกัน ก็เพื่อหวังให้พวกเราในซีกประชาธิปไตยได้มองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งในช่องทางต่างๆ ทั้งเพื่อปิดช่องโหว่ และเตรียมการยื่นเสนอให้ถูกต้องต่อไป แต่ผมยังไม่เห็นช่องทางของกฎหมายที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญ เพียงได้ยินมาว่า สามารถทำได้ โดยให้รัฐบาลออกเป็นพระราชกำหนดอะไรประเภทนั้น ซึ่งก็จะพยายามสอบถามผู้รู้ข้อกฎหมาย แล้วนำมาแจกแจงแถลงไขให้ทราบกันต่อไป แต่เมื่อนำบทบัญญัติที่ร่ายยาวมาตั้งแต่ต้นให้เห็นแล้ว ก็ยังคงเห็น "หลุมดำ" ที่เผด็จการวางไว้และกำลังกระทำอยู่ด้วย 1. คือ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลยังมีใบเหลือง -ใบแดง ให้ต้องฝ่าฟันอีก 2-3 คน หากจำไม่ผิด ซึ่งอาจไม่ครบ 316 เสียง ของซีกพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด แต่ก็น่าจะมีในส่วนของ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งกลุ่มหนึ่งเทสนับสนุนเข้ามาได้ ขณะที่ ปัญหาน่าห่วงและต้องดำเนินการอย่างแน่นอน คือ ในส่วนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 รายชื่อนั่นเอง ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญโจรฉบับนี้ของ ส.ส. ด้วย ก็อยากจะเรียกร้องให้คนไทยหัวใจประชาธิปไตยทั่วทั้งประเทศ ผนึกกำลังให้มากกว่า 50,000 คน เป็นกองทัพประชาชน เสริมทัพ ส.ส. เปิดยุทธการ "รื้อ รัฐธรรมนูญ โจร" เป็นวาระแห่งชาติภาคประชาชนเพื่อไปสู่ "การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ไม่เอาอำนาจนอกระบบ"
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อผ่าทางตันการเมือง ที่เผด็จการอำมาตยาธิปไตย รวมหัวกันสร้างหลุมดำเอาไว้ ดูจะเป็นเรื่องที่ร้อนแรงและกำลังจะกลายเป็นประเด็นหลักของสังคมไทยไปแล้ว...!!!
ศึกษา รัฐประหาร จังหวะก้าว ทางการเมือง ประสาน การทหาร
ขณะที่การยึดอำนาจไม่ว่าจะเมื่อเดือนมิถุนายน 2475 หรือเมื่อเดือนมิถุนายน 2476 เป็นเรื่องทางทหารล้วนๆ แต่นับจากการยึดอำนาจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2490 เป็นต้นมา เป็นเรื่องของการประสานระหว่างการเมืองกับการทหาร นั่นก็คือ การเมืองเป็นฝ่ายสร้างเงื่อนไขในลักษณะของการปูทาง หากไม่มีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ โดยพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างวันที่ 19-27 พฤษภาคม 2490 สถานการณ์เมื่อหัวค่ำของคืนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คงไม่ดำเนินไปด้วยความราบรื่น เช่นเดียวกับเมื่อมีการเดินทางไปจี้บังคับให้ นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 6 เมษายน 2491 ก่อนหน้านั้นก็มีการเคลื่อนไหวของ "คณะประชาธิปไตย" ปรากฏตัวขึ้นที่ท้องสนามหลวง หรือแม้กระทั่งก่อนการยึดอำนาจในคืนวันที่ 16 กันยายน 2500 ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็มีขบวนของประชาชนเคลื่อนจากท้องสนามหลวงมุ่งหน้าไปยังบ้านสี่เสาเทเวศร์ พร้อมกับเปล่งคำขวัญ "จอมพล ป.ออกไป จอมพล ป.ออกไป" ดังกระหึ่ม ปัจจัยชี้ขาดของการรัฐประหารขึ้นอยู่กับกองกำลังทางทหาร และด้านหลักจะต้องเป็นกำลังทหารจากกองทัพบกอย่างแน่นอน กระนั้น ทหารก็ต้องสนใจต่ออุณหภูมิทางการเมืองอย่างใกล้ชิด ก่อนที่ความร้อนแรงในคำขวัญ "ทักษิณ ออกไป ทักษิณ ออกไป" จะดังกึกก้องระหว่างการชุมนุมและการเดินขบวนนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นมา ต้องยอมรับว่ามีการจุดประเด็นในเรื่องการรัฐประหารขึ้นอย่างเป็นระบบ ทำไมในการชุมนุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 จึงเป็นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และทำไมตอนดึกของคืนเดียวกันนั้นจึงมีการบุกไปเพื่อขอพบ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อย่าลืมเป็นอันขาดว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผู้บัญชาการทหารบก จึงไม่แปลกที่ยิ่งเมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่งเครื่องแบบเดินสายออกพูดกับนักเรียนนายร้อยไม่ว่าจะเป็นที่นายร้อย จปร. นายเรือและนายเรืออากาศ เน้นย้ำในเรื่องบทบาทของจ๊อกกี้กับคอกม้า เน้นบทบาทในเรื่องของทหารกับรัฐบาล ยิ่งมีความคึกคัก เป็นความคึกคักอันเหมือนกับปรอทแสดงอุณหภูมิทางการเมืองว่ามีความพร้อม มีความสุกงอมอย่างเพียงพอที่จะนำไปสู่การยึดอำนาจ จากนี้จึงเห็นได้ว่า การยึดอำนาจอาจเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ฉับพลันทันใด มากด้วยความเด็ดขาด แน่วแน่ กระนั้น ก่อนการยึดอำนาจก็ต้องมีการปูทางและสร้างเงื่อนไขทางการเมือง บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อเดือนพฤษภาคม เป็นบทบาทที่ทรงความหมายยิ่งต่อการยึดอำนาจในเดือนพฤศจิกายน 2490 บทบาทของการปะทะขัดแย้งกรณีสามเณรถนอมเดินทางเข้ามา เป็นบทบาทที่ทรงความหมายยิ่งต่อการยึดอำนาจในเดือนตุลาคม 2519 บทบาทของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บทบาทของพรรคร่วมฝ่ายค้านซึ่งบอยคอตการเลือกตั้งทั่วไป สมัย 2 เมษายน 2549 เป็นบทบาทที่ทรงความหมายยิ่งต่อการยึดอำนาจเมื่อเดือนกันยายน 2549 นั่นก็คือ บทบาทของการปูทางและสร้างเงื่อนไขทางการเมือง ยิ่งสร้างเงื่อนไขให้ขึ้นสู่กระแสสูงมากเพียงใด ยิ่งเท่ากับเป็นการส่งเทียบเชิญให้ฝ่ายทหารได้เข้ามาแสดงบทบาทมากขึ้นเพียงนั้น หากไม่สามารถสร้างเงื่อนไขทางการเมือง ก็ยากที่จะสร้างเงื่อนไขทางการทหาร การประสานระหว่างเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การยกระดับเงื่อนไขทางการทหารจึงเป็นสิ่งที่จะต้องจับตามองอย่างเป็นพิเศษ ถามว่าสภาพทางการเมืองในปัจจุบันมีฝ่ายที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ มีอย่างแน่นอน เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงโดยวิธีใด โดยวิธีการประชาธิปไตยผ่านระบบรัฐสภา โดยวิธีการที่เรียกว่าตุลาการภิวัตน์ โดยวิธีการชุมนุมและเคลื่อนไหวประชาชน ทุกบทก้าวล้วนอยู่ในการเฝ้าติดตามโดยฝ่ายที่มีกองกำลังติดอาวุธอย่างใกล้ชิดเสมอ
คอลัมน์ : วิภาคแห่งวิพากษ์
ร.ต.อ.เฉลิมฟ้องหมิ่นประมาทรองโฆษก ปชป.
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทำหนังสือ มอบหมายอำนาจให้นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายความร้องทุกข์ ดำเนินคดีกับนายสาธิต ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และบริษัทสารสู่อนาคต จำกัด เจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ กรณีที่ให้สัมภาษณ์และนำไปลงข่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่มีผลงานในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แต่กลับใช้เวลาไป ด่ากราดคนที่ไม่ใช่พวกของตนเอง และนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เช่นที่ดินในจังหวัดนครราชสีมาที่คล้ายจะข่มขู่ ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ดำเนินคดี และเรื่องที่ดินของบริษัทศรีสุบรรณฟาร์มของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ- พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะที่ดินโคราชก็เป็นการแก้แค้นส่วนตัว เพราะนายตำรวจที่พูดถึงไม่ช่วยเหลือตอนที่ ลูกชายถูกกล่าวหาฆ่าคนตาย ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายให้ตนเองเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จึงมอบ อำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสนานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ ในบ่ายวันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังบอกด้วยว่า สำหรับที่ดินของบริษัทศรีสุบรรณฟาร์มจะขอพูดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะเรื่องกำลัง อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล โดยตั้งข้อสังเกตุไว้ 3 ข้อ 1. พรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องที่ดิน บริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม จึงมีการนำ สส.กทม.ฝั่งธนบุรีมาแถลงข่าวในเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาตนเองพูดมาตลอดว่า ที่ดินนี้เป็นของบริษัทศรีสุบรรณฯ 2.ที่อ้างว่าตนเองกลั่นแกล้งนายสุเทพนั้น ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องทีมีการฟ้องร้องมา นานแล้วตั้งแต่ปี 2547 จนกระทั่งปี 2549 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ได้ทำหนังสือไปถึงอธิบดีกรมที่ดินว่าที่ดิน ดังกล่าวทุกแปลงออกโดยมิได้แจ้งการครอบครอง และไม่เคยมีการเดินสำรวจที่ดินก่อนออกเอกสารสิทธิ์ จึงให้ กรมที่ดินใช้อำนาจเพิกถอนที่ดินดังกล่าว 3. ถ้าพรรคประชาธิปัตย์รับเป็นเจ้าภาพถึงกับส่ง สส.มาแถงข่าวในเรื่องนี้ อยากถามว่า ปชป.จะรับผิดชอบอย่างไรถ้ามีการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่งทนายความฟ้องหมิ่น ประมาทรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กรณีที่ดินปากช่อง เป็นการแก้แค้นส่วนตัวเพราะนายตำรวจที่เป็นเจ้าของที่ดิน ไม่ช่วยเหลือลูกชายที่ถูกกล่าวหาฆ่าคนตาย
กกต.ให้โอกาสพรรคชท.-มฌ.ชี้แจงเพิ่ม 8 เม.ย.นี้
คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ยังไม่ได้ข้อสรุปกรณีพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยเข้าข่ายถูกยุบพรรคหรือไม่ แต่นัดให้ทั้งสองพรรคมาชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม ในวันที่ 8 เม.ย.นี้
"กกต.ได้รายงานความเห็นของคณะที่ปรึกษากฎหมายแล้วและพิจารณาหนังสือที่พรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย ส่งมา ที่ประชุมพิจารณาแล้ว เพื่อความรอบคอบจึงเปิดโอกาสให้ตัวแทนทั้งสองพรรคเข้าชี้แจงต่อกกต. ในวันที่ 8 เมษายนนี้ ในเวลา 10.00 น." นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.กล่าวแถลงข่าว
คณะกรรมการ กกต.มีประชุมเช้านี้ หลังการประชุมเมื่อเดือนมี.ค.ยังสามารถไม่ลงมติการพิจารณากรณีของพรรคทั้งสองว่าเข้าข่ายถูกยุบหรือไม่ เนื่องจากยังมีปัญหาข้อกฎหมายที่เห็นไม่ตรงกันจึงให้คณะที่ปรึกษากฎหมาย และนายทะเบียนพรรคการเมือง(ประธาน กกต.)ไปพิจารณาอีกครั้ง
จนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. มีมติให้กกต.ส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา โดยระบุว่า ข้อกฎหมายระบุชัดว่าหากกรรมการบริหารพรรคกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้น เข้าข่ายกระทำความผิดและจะต้องรับผิดชอบด้วย
กรณีพรรคการเมืองทั้งสองพรรคนี้ เป็นผลจาก กกต.ได้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)จ.ชัยนาท ซี่งเป็นกรรมการบริหารพรรคชาติไทย และผู้สมัครส.ส.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และให้ตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนว่าการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งเมื่อเดือนธ.ค.50 พรรคมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ซึ่งหัวหน้าของสองพรรคเข้าให้ข้อมูล และระบุว่า พรรคและกรรมการบริหารพรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาการทุจริตเลือกตั้งที่เกิดขึ้น
จาก hi-thaksin
นายกฯสมัครอาการดีขึ้น-แพทย์แนะพัก.อีก 1-2 วัน
นายแพทย์อภิชาติ ศิวยาธร ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ พร้อมแพทย์เจ้าของไข้ แถลงความคืบหน้าการรักษาอาการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าขณะนี้มีอาการสดชื่นขึ้นมาก ไม่มีไข้ รับประทานอาหารได้ดี และไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่เนื่องจากอาการไข้หวัดใหญ่ต้องพักรักษาอาการต่อ ทางคณะแพทย์จึงแนะนำให้พักในโรงพยาบาลต่อไปอีก 1-2 วัน และงดการเข้าเยี่ยมต่อไป โดยล่าสุดนายกรัฐมนตรี ได้เลื่อนกำหนดการเยือนประเทศฟิลิปปินส์ และบรูไนอย่างเป็นทางการ จากเดิมวันศุกร์นี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด
สำหรับความเคลื่อนไหวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์วันนี้ มีบุคคลสำคัญทยอยส่งดอกไม้ให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพาณิชย์ พลเอกวินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม วงดนตรีสุนทราภรณ์ พลตำรวจตรีสาโรจน์ พรหมเจริญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5
จาก hi-thaksin
ส.ส.พปช.228คนลงชื่อขอแก้รธน.
นายสุขุมพงษ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะ รองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สามารถทำได้โดยชอบธรรม ตามมาตรา 291 ซึ่งขณะนี้มี ส.ส.พลังประชาชน ลงชื่อเห็นด้วยแล้ว 228 คนคาดว่า ไม่เกินสัปดาห์หน้าจะสามารถนำเข้าสู่สภาผู้แทนฯได้ ซึ่งวาระแรกจะเริ่มพิจารณาประมาณเดือนเม.ย. ส่วน วาระ 2 และ 3จะนำเข้าสู่สภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ ช่วงเดือนมิ.ย. อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมรัฐบาล ก็จะมีการร่วมลงชื่อเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย
ขณะที่ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคพลังประชาชน และคณะทำงานร่วมรัฐบาล เพื่อศึกษาประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเห็นว่า การเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ของส.ส.ทุกคน และไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ส่วนตัวมีความเป็นห่วงภาพลักษณ์ของประเทศชาติที่จะเกิดจากการยุบพรรค อีกทั้งเห็นด้วยที่จะลงโทษผู้กระทำผิด แต่ไม่ใช่เป็นการเหมารวม
จาก hi-thaksin
ผู้ว่าฯเชียงใหม่ชี้รดน้ำดำหัว‘ทักษิณ'เป็นสิทธิส่วนตัว
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน ถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมาไหว้อัฐิบรรพบุรุษ และเล่นสงกรานต์ที่เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายนนี้ ว่า ได้พูดคุยเจ้าหน้าที่เพื่อเตรียมรักษาความปลอดภัยแล้ว และให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ หากไปรดน้ำดำหัวก็เป็นสิทธิส่วนตัว
ด้านนายบพิตร วิทยาวิโรจน์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จะจัดพิธีถวายสักการะกู่เจ้าหลวงเชียงใหม่ 10 พระองค์ ในวันที่ 17 เมษายนนี้ ที่กู่เจ้าหลวงเชียงใหม่ วัดสวนดอกวรวิหาร อ.เมือง มีริ้วขบวนอัญเชิญเครื่องสักการะดำหัว หมากสุ่ม หมากเป็ง ขมิ้นส้มป่อย ช่อดอกไม้ และแสดงฟ้อนรำถวาย ซึ่งมีเจ้านายฝ่ายเหนือ ข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และกลุ่มพลังมวลชนร่วมพิธี 1,000 คน
จาก hi-thaksin





